ศธ.มอบ 5 Big Rocks พัฒนาการศึกษาเทียบเท่าสากล

ศธ.มอบ 5 Big Rocks พัฒนาการศึกษาเทียบเท่าสากล

ศธ.มอบ 5 Big Rocks พัฒนาการศึกษาเทียบเท่าสากล

วันอังคาร ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

รศ.ดร.ประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. สั่งการให้สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะฝ่ายเลขานุการคณะกรรมการสภาการศึกษา นำเรื่องนโยบายและแนวทางในการยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียนด้วย 5 Big Rocks เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาไทยอย่างก้าวกระโดดเทียบเท่ามาตรฐานสากล นำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะกรรมการสภาการศึกษา ครั้งที่ 2/2568 ในวันศุกร์ที่ 6 มิถุนายน 2568 นี้ โดยจุดเน้นที่สำคัญ คือ การยกระดับผลลัพธ์การเรียนรู้ของผู้เรียน ซึ่งปัจจุบันหน่วยงานและองค์การระหว่างประเทศที่ดำเนินงานด้านการศึกษาจำนวนมาก เช่น UNESCO, OECD, UNICEF, และ WEF กำหนดเป้าหมายในการจัดการศึกษาเพื่อให้ประเทศสมาชิกใช้เป็นแนวทางในการกำหนดนโยบายทางการศึกษาของประเทศ พบว่า ทุกเป้าหมายทางการศึกษานำไปสู่การทำให้ผู้เรียนมีผลลัพธ์ทางการเรียนรู้ที่เพิ่มมากขึ้น ซึ่ง 5 Big Rocks จะเป็นหนึ่งในแนวทางในการช่วยขับเคลื่อนการพัฒนาการศึกษาไทยให้ก้าวกระโดดเทียบเท่ามาตรฐานสากล  

5 Big Rocks ประกอบด้วย 1.ประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์เพื่อการศึกษา พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางการศึกษา จัดหาสื่อและอุปกรณ์ดิจิทัลที่มีคุณภาพ พัฒนาทักษะ AI ให้แก่ ผู้เรียน ครู และผู้บริหาร บูรณาการสู่หลักสูตรและการจัดการเรียนการสอน 2.พัฒนาครูอย่างรอบด้าน เพิ่มทักษะให้ครูสามารถสอนเป็นภาษาอังกฤษ ภาษาจีน ลดภาระงานของครู แก้ไขปัญหาหนี้สินครู ให้ครูมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่งเสริมธรรมาภิบาลในการบรรจุแต่งตั้งและโยกย้ายครู 3.ทดสอบและประเมินผลทางการศึกษา ยกระดับผลการทดสอบ PISA พัฒนาขีดความสามารถทางการแข่งขันทางการศึกษา ผ่านดัชนี IMD พัฒนาการประเมินผลผู้เรียนให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับความต้องการ และปรับปรุงหลักสูตรและการจัดการเรียนการสอนให้รองรับการเปลี่ยนแปลง 4.บริหารจัดการทางการเงินเพื่อการศึกษา ปรับแนวทางการจัดสรรงบประมาณให้แก่สถานศึกษาที่ไม่ผูกพันกับจำนวนผู้เรียน ปรับปรุงโครงสร้างรายการเงินอุดหนุนรายหัวของนักเรียน รวมทั้งจัดหาทุนการศึกษาให้ทั่วถึง 5.จัดการศึกษาสำหรับผู้มีความสามารถพิเศษ พัฒนาระบบการคัดกรองเด็กที่มีความสามารถพิเศษตั้งแต่ระดับปฐมวัย ส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนรูปแบบพหุปัญญา ปรับปรุงระบบการประเมินผลให้ได้รับการพัฒนาอย่างเต็มศักยภาพ รับประกันอาชีพแก่เด็กที่มีความสามารถพิเศษ

กระทรวงศึกษาธิการ พร้อมมุ่งสู่เป้าหมายการจัดการศึกษาปี 2030 ภายใต้แนวคิด การศึกษาไทย 2030 : เข็มทิศการเรียนรู้สู่การอยู่ดีมีสุข ประกอบด้วย การเรียนรู้อย่างมีคุณภาพและเปี่ยมสุข การสอนที่สร้างสุขและมีคุณค่า การมีงานทำอย่างมั่นคงและแข่งขันได้และการมีชีวิตอย่างมีคุณธรรมและสมดุล เพื่อทำให้ผู้เรียนในปี 2030 มีผลลัพธ์การเรียนรู้ที่เพียงพอในการดำรงชีวิตและมีงานทำควบคู่กับการมีชีวิตที่ดี

วช.ชู 2 ทศวรรษ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ความสำเร็จจากความร่วมมือ เครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ

วช.ชู 2 ทศวรรษ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ความสำเร็จจากความร่วมมือ เครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ

วช.ชู 2 ทศวรรษ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ความสำเร็จจากความร่วมมือ เครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศ

วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 12.56 น.

วช.ชู ” 2 ทศวรรษ มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ”ความสำเร็จจากความร่วมมือของเครือข่ายระบบวิจัยทั่วประเทศพร้อมเดินหน้าจัด“มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 “ยกทัพงานวิจัยกว่า 1000 ผลงาน กว่า 200 หน่วยงานร่วมจัดแสดงภายใต้แนวคิด “Research for All เชื่อมต่ออนาคตไทย ด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์  วิจัยและนวัตกรรม ร่วมกับหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ แถลงข่าวการจัดงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Research for All เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม”

ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ กล่าวว่า ปีนี้ครบ 2 ทศวรรษของงานมหกรรมวิจัยแห่งชาติ โดยเป็นปีที่ 20 นับจากการจัดงานครั้งแรกตั้งแต่ปี 2549  งานดังกล่าวได้จัดขึ้นอย่างต่อเนื่อง และพัฒนารูปแบบ นวัตกรรมและการจัดการต่างๆ มาจนถึงปัจจุบัน  ซึ่งความเข้มแข็งที่เกิดขึ้นจากการจัดงาน  คือ ประชาคมวิจัยซึ่งเป็นพันธมิตรที่มาจากทุกหน่วยงานในระบบวิจัย  ทั้งนี้ วช. คาดหวังตั้งแต่ในปีแรกของการจัดกิจกรรมที่จะให้งานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติเป็น “งานของทุกคนในระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม” ที่จะได้นำผลงานที่เกิดจากความคิดสร้างสรรค์ งานวิจัยและนวัตกรรมของนักวิจัยไทยที่ได้มีการสะสมองค์ความรู้ ทั้งเรื่องของเทคโนโลยี ความพร้อมของตัวชุดข้อมูล และระบบต่างๆ ที่เป็นความสำเร็จของการทำงานมานำเสนอผ่านเวทีระดับชาติ

“สำหรับมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติในปีนี้  เราไม่ได้มองเฉพาะการทำงานในระบบ ววน.หรือภาคระบบวิจัยและนวัตกรรมเท่านั้น  แต่กระทรวง อว.  โดย นางสาวศุภมาส อิสรภักดี   รมว.อว  ยังให้ความสำคัญในการทำงานกับทุกภาคส่วน  ทิศทางของการทำงานในธีมหลักของงานจึงเป็น“Research for All เชื่อมต่ออนาคตไทยด้วยวิจัยและนวัตกรรม” รวมถึงมีธีมสำคัญๆ ในหลายๆเรื่อง  และที่สำคัญได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จเป็นการส่วนพระองค์ในภาคบ่ายของวันที่ 20 มิ.ย.นี้”
 ดร.วิภารัตน์  กล่าวอีกว่า   ในฐานะที่เติบโตมาพร้อมกับการจัดงานมหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ ได้เห็นถึงโอกาสและความสามารถของนักวิจัยไทย ที่สอดคล้องกับความเข้มแข็งของประเทศเช่น เกษตรสมัยใหม่ หรือในสถานการณ์ที่มีความจำเป็นในเรื่องของการดูแลสุขภาวะของประชาชนเรื่องของสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจสร้างสรรค์ และพลังงานในมิติต่างๆ  ปัจจุบันหน่วยงานที่เข้าร่วมงานไม่ได้จำกัดอยู่แค่นักวิจัย หรือสถาบันวิจัย แต่วช. ได้ส่งต่อความสำเร็จตั้งแต่ระดับเยาวชน  ซึ่งจะเห็นความหลายหลากของผู้เข้าเยี่ยมชม  มีการแลกเปลี่ยนร่วมกัน  ทำให้เห็นภาพของพลังงานวิจัย และ เห็นการนำไปใช้ประโยชน์

“ประเทศไทยจะก้าวหน้าได้อย่างยั่งยืนต้องมีงานวิจัยที่ใช่ เพื่อสังคม เศรษฐกิจไทย มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 หรือ Thailand Research Expo 2025   ที่จัดขึ้นเป็นปีที่ 20 นับเป็น 2 ทศวรรษแห่งความร่วมมือที่กระทรวง อว. โดย วช.พร้อมด้วยหน่วยงานเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศได้ร่วมสร้างสรรค์ให้เกิดขึ้น เพื่อเป็นอีกหนึ่งกลไกที่ทำให้งานวิจัยได้ส่งต่อไปสู่ผู้ใช้ประโยชน์ในวงกว้าง เปลี่ยนองค์ความรู้ให้เป็นพลังพัฒนาประเทศไทยอย่างยั่งยืน”

การจัดงานในปีนี้เป็นการแสดงให้เห็นถึง “งานวิจัยเป็นเรื่องใกล้ตัวของทุกคน” เปิดโอกาสเพื่อให้ทุกคนสามารถมีส่วนร่วม และได้รับประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรม ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของโลกและสังคม ซึ่งการผนวกความร่วมมือระหว่างองค์กรเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศ ปีนี้มีหน่วยงานเข้าร่วมกว่า 200  แห่ง ภาคการประชุมกว่า 150  หัวข้อ  และรวบรวมผลงานกว่า 1,000 ผลงาน ครอบคลุมการใช้ประโยชน์ในมิติต่างๆ ภายใต้  6 ธีมหลัก คือ  งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจไทยด้วยโมเดลเศรษฐกิจ BCG เพื่อยกระดับความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน  งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพลังสร้างสรรค์ Soft Power ของประเทศ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อใช้ประโยชน์ในภาคอุตสาหกรรมและการพัฒนาเศรษฐกิจใหม่ งานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อยกระดับสังคมอย่างยั่งยืน งานวิจัยและนวัตกรรมสร้างสมดุลสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน  และงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อส่งเสริมศักยภาพวิสาหกิจชุมชน วิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) 

ทั้งนี้มีผลงานวิจัยที่น่าสนใจ อาทิ งานวิจัยการพัฒนาสายพันธุ์หมูดำ ของกรมปศุสัตว์ ที่นำเครื่องหมายพันธุกรรมและเทคโนโลยีจีโนมมาใช้ เพื่อประโยชน์แก่เกษตรกรรายย่อยเกษตรกรหมูหลุมและเกษตรกรชาวเขาบนพื้นที่สูงเพื่อเพิ่มความมั่นคงทางอาหาร  สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ หรือ สดร. จัดแสดง อุปกรณ์ตรวจวัดสภาพอากาศที่จะร่วมติดตั้งไปกับยานสำรวจอวกาศ ฉางเอ๋อ สำหรับสำรวจสภาพอวกาศโดยรอบดวงจันทร์  กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์  ซึ่งเห็นความสำคัญเกี่ยวกับการแพ้ยารุนแรงของผู้ป่วย นำเสนอ“ผูกพันธุ์”แพลตฟอร์มดิจิทัลรายงานผลการตรวจทางพันธุกรรม  มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี จัดแสดง นวัตกรรมรองเท้าอิเล็กทรอนิกส์และระบบต้นแบบ สำหรับระบบแพทย์ระยะไกลในผู้ป่วยที่มีปัญหาด้านการเคลื่อนไหวและผู้สูงอายุ มหาวิทยาลัยราชภัฏหมู่บ้านจอมบึง จัดแสดงงานวิจัยและนวัตกรรมเพื่อสร้างพลัง สร้างสรรค์ Soft Power มวยไทยสู่สากล มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ การพัฒนาการท่องเที่ยวสัตว์ป่าเพื่อส่งเสริมการจัดการพื้นที่ กันชนมรดกโลกห้วยขาแข้ง จังหวัดอุทัยธานี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ นวัตกรรมการสกัดสารจากสมุนไพรด้วยเทคโนโลยีที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข จัดแสดงการบูรณาการฟื้นฟูขากรรไกรและใบหน้าแบบครอบคลุม โดยการใช้ตำแหน่งฟันเทียมร่วมในการวางแผนผ่าตัดเสมือนจริงด้วยโปรแกรมคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ช่วยผ่าตัดเฉพาะบุคคล

นอกจากการนำเสนอผลงานวิจัยและนวัตกรรมผลงาน จากเครือข่ายในระบบวิจัยทั่วประเทศแล้ว ภายในงานยังได้มีการนำเสนอนิทรรศการน้อมรำลึกพระมหากรุณาธิคุณ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนารถบพิตร รัชกาลที่ 9 ผู้ทรงเป็น “พระบิดาแห่งการวิจัยไทย”, นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 10, นิทรรศการเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพ เจริญพระชนมายุ 70 พรรษา วันที่ 2 เมษายน 2568, นิทรรศการผลงานนวัตกรรมสายอุดมศึกษา,นิทรรศการเครือข่ายวิจัยภูมิภาค, Research Festival, นิทรรศการศาสตร์และศิลป์งานวิจัย และนิทรรศการ Thailand Research  Expo & Symposium 2025  The National RGJ & RRI Conference 2025

ผู้สนใจสามารถลงทะเบียนเข้าร่วมงาน “มหกรรมงานวิจัยแห่งชาติ 2568 (Thailand Research Expo 2025)” ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 16 – 20 มิถุนายน 2568 ณ โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์  และบางกอกคอนเวนชันเซ็นเตอร์ เซ็นทรัลเวิลด์ เวลา 09.00 – 17.00 น. ลงทะเบียนเข้าร่วมงานฟรีโดยไม่มีค่าใช้จ่ายได้ที่ https://researchexporegistration.com หรือสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร 0-2579-1370-9 ต่อ 263, 264 และ 265 (ภาคการประชุม) หรือ 0-2579-1390 ต่อ 516 517 (ภาคนิทรรศการ)

‘อ.แดงพัฒนช่าง’ผู้สืบทอดงานช่างหลวงอันทรงคุณค่า ผู้สืบทอดจากต้นตระกูลพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ

'อ.แดงพัฒนช่าง'ผู้สืบทอดงานช่างหลวงอันทรงคุณค่า ผู้สืบทอดจากต้นตระกูลพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ

‘อ.แดงพัฒนช่าง’ผู้สืบทอดงานช่างหลวงอันทรงคุณค่า ผู้สืบทอดจากต้นตระกูลพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ

วันจันทร์ ที่ 2 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 11.43 น.

“อ.แดงพัฒนช่าง” บุคคลสำคัญผู้สืบทอดงานช่างหลวงอันทรงคุณค่า ผู้สืบทอดจากต้นตระกูลพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ

ในวงการพระเครื่องและพระศิลป์ไทย มีนามหนึ่งที่เป็นที่รู้จักและยกย่องอย่างกว้างขวาง นั่นคือ คุณสุรพันธ์ อติชาตินันท์ หรือที่ผู้คนต่างเรียกขานด้วยความเคารพว่า “อ.แดงพัฒนช่าง” ท่านคือบุคคลสำคัญผู้สืบทอดงานช่างหลวงอันทรงคุณค่า เป็นเสมือนสะพานเชื่อมโยงความรู้และฝีมืออันประณีตจากอดีตสู่ปัจจุบัน

ต้นกำเนิดแห่งมรดกช่างหลวง

สุรพันธ์ อติชาตินันท์ เป็นบุตรคนที่ 8 ของนายสุรพล อติชาตินันท์ และนางแร่ม พัฒนางกูร สายตระกูลของอาจารย์แดงไม่ใช่ตระกูลธรรมดา แต่เป็นสายเลือดช่างหลวงที่สืบทอดวิชามาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 5 โดยมี พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ ซึ่งดำรงตำแหน่งอธิบดีบัญชาการช่างสิบหมู่และผู้กำกับช่างหล่อหลวงในสมัยรัชกาลที่ 5 และ เจริญ พัฒนางกูร ซึ่งเป็นบุตรชายคนเดียวของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการ และเป็นปู่ทวดของอาจารย์แดง ได้สืบทอดและถ่ายทอดวิชาช่างจากปู่มายังอาจารย์แดง ทำให้ท่านเติบโตมาในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยกลิ่นอายของศิลปะชั้นสูงและงานฝีมืออันวิจิตรบรรจง
ความโดดเด่นของตระกูลช่างนี้คือความเชี่ยวชาญในงานช่างที่อยู่ในวังทั้งหมด ผลงานของพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าประดิษฐวรการตั้งแต่รัชกาลที่ 3, 4 และ 5 ล้วนเป็น พระศิลป์สำคัญ ไม่ว่าจะเป็นพระรัตนศิลป์ยุคศิลป์, พระทรงเครื่อง, หรือพระปางต่าง ๆ งานเหล่านี้ล้วนต้องอาศัยความละเอียดอ่อนและความประณีตในทุกขั้นตอน สะท้อนถึงฝีมืออันไร้ที่ติของช่างหลวงในอดีต

ความท้าทายในการฟื้นฟูงานช่างโบราณ

อาจารย์แดงได้เปิดเผยถึงความยากลำบากในการสร้างสรรค์พระรัตนทรงเครื่องใหญ่ แม้จะมีเครื่องมือแม่พิมพ์หินสบู่แล้วก็ตาม การทำชิ้นงานเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เนื่องจากต้องใช้ความเข้าใจอย่างลึกซึ้งในหลาย ๆ ขั้นตอน เช่น การรู้เรื่อง ลาย และ ขนาดของลาย การ ตีลายด้วยขี้ผึ้ง ให้ได้ความหนาบางที่เหมาะสม การ สลักลาย การ ผูกลาย การ ซ้อนลาย รวมถึงการ วางทางน้ำทอง ที่จะใช้เททองให้เต็มและคมชัด และ ทางลมหนี ทุกอย่างล้วนเป็นเรื่องที่ละเอียดอ่อนและซับซ้อนอย่างยิ่ง

นอกจากนี้ เมื่อประดับลายจนสวยสดงดงามแล้ว ยังต้องอาศัยความชำนาญในการ เผาหุ่นพระให้ได้ที่ เพื่อเตรียมการเททอง และต้องรู้ว่า ชนิดของทอง ที่จะนำมาเทนั้นต้องเป็นแบบใดเพื่อให้ลายที่ได้ออกมาคมชัดและสวยงามที่สุด ซึ่งวิธีการสร้างพระทรงเครื่องใหญ่ได้ หายไปกับช่างหล่อหลวงในปลายรัชกาลที่ 5 เนื่องจากกรมช่างหล่อหลวงได้ล่มสลายไป อาจารย์แดงต้องใช้เวลาอย่างน้อย 3 ปี ในการฟื้นฟูวิธีการสร้างพระทรงเครื่องใหญ่นี้ขึ้นมาใหม่ ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นและความอุตสาหะของท่าน

ผลงานชิ้นเอกที่ส่องประกาย

อาจารย์แดงได้เล่าถึง พระพุทธรูปทรงเครื่องพระมหาจักรพรรดิ ที่มีฐานศิลปกรรมของเจ้านครว่าเป็นผลงานที่โดดเด่นและยากที่สุด ดร.วาลเดมาร์ ซี ไซเลอร์ ผู้ศึกษาเรื่องรอยพระพุทธบาทและพระพุทธรูปโบราณที่มีความเชี่ยวชาญที่สุดในประเทศ ซึ่งได้มาศึกษาศิลปะไทยถึงหนึ่งปีเต็ม ยังได้สรุปว่าศิลปะชุดนี้คือ “ศิลป์ต้นแบบ” (Masterpiece) และเป็นศิลปะของโลก ไม่ใช่เพียงแค่ของไทยเท่านั้น

อย่างไรก็ตาม ผลงานที่อาจารย์แดงยกให้เป็น ชิ้นเอกที่สุด คือ พระปางปฐม ซึ่งท่านยืนยันว่าไม่มีใครสามารถทำได้เหมือน และอาจารย์แดงเผยว่างานชิ้นนี้ท่านสร้างขึ้นด้วยลำพัง โดยมีลูกมือช่วยเพียงเล็กน้อยเท่านั้น เพราะเป็นงานที่ต้องเริ่มจากการตีหิน สลัก และประดับอย่างละเอียดอ่อนตั้งแต่เริ่มต้น

กระบวนการสร้างสรรค์อันเป็นเอกลักษณ์

สิ่งที่น่าทึ่งในกระบวนการสร้างสรรค์ของอาจารย์แดงคือ ท่านไม่เคยมีการวาดแบบมาก่อนในการสร้างสรรค์ผลงานแต่ละชิ้น แต่จะใช้การ “ปั้น” ขึ้นรูปโดยตรงจากจินตนาการและประสบการณ์ ที่สั่งสมมา ไม่ว่าจะเป็นงานที่ซับซ้อนแค่ไหน ทุกชิ้นล้วนเกิดจากการปั้นจากหัวและถ่ายทอดออกมาอย่างต่อเนื่อง แสดงให้เห็นถึงความเชี่ยวชาญและวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของท่าน

นอกจากนี้ โลหะที่ใช้ในการหล่อพระศิลป์ต่าง ๆ ยังมีความพิเศษเฉพาะ เนื่องจากเป็น โลหะที่สะสมไว้นานแล้ว ซึ่งมีเนื้อโลหะที่แตกต่างและดีกว่าโลหะที่ใช้ทั่วไปในท้องตลาด ทำให้พระศิลป์ที่สร้างสรรค์โดยอาจารย์แดงมี ความโดดเด่นที่สุดในวงการ การหล่อโลหะชนิดนี้ต้องอาศัยความชำนาญอย่างมากในการผสมผสานเพื่อให้ได้ความสวยงามสูงสุด

ความยากของการสืบทอดวิชาช่างหลวง

แม้จะเป็นผู้สืบทอดรุ่นที่ 5 แล้ว อาจารย์แดงยังยอมรับว่าการสืบทอดวิชาช่างหลวงนี้เป็นเรื่องยากอย่างยิ่ง ในยุคสมัยใหม่นี้ การถ่ายทอดทำได้ยากกว่าในอดีต เนื่องจากผู้เรียนต้องเข้าใจในทุกกระบวนการอย่างลึกซึ้ง และต้องการความอดทนสูงมาก ท่านเคยมีนักศึกษาจากวิทยาลัยช่างศิลปะกว่า 30 คนมาลองเรียนรู้ แต่ก็ไม่สามารถทนกับความละเอียดและความยากของงานได้นานเกินหนึ่งเดือน เนื่องจากงานช่างไทยต้องการความอดทนและความใส่ใจในทุกรายละเอียดอย่างมาก

มรดกที่อาจารย์แดงปรารถนาให้คงอยู่

แม้จะเห็นถึงความยากลำบากในการสืบทอดวิชาช่างหลวง แต่สิ่งที่อาจารย์แดงปรารถนาคือ ต้องการให้ศิลปะเหล่านี้คงอยู่และเป็นที่รู้จักของคนทั่วไป โดยเฉพาะ หินสบู่ลวดลายรัตนยุคต้นที่ท่านมีอยู่กว่า 160 ชิ้น ซึ่งถือเป็นมรดกอันล้ำค่าของโลก แม้บางชิ้นจะเคยถูกขายออกไป แต่ก็มีหน่วยงานราชการไทยพยายามซื้อกลับมาเก็บรักษาไว้

อาจารย์แดงยังคงยินดีที่จะให้คำแนะนำแก่ผู้ที่สนใจ โดยจะประเมินจากฝีมือและความตั้งใจของผู้เรียน หากมีความสามารถและความพยายาม ก็พร้อมที่จะชี้นำให้พัฒนาต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม งานช่างหลวงนี้ต้องอาศัยการเรียนรู้จากการลงมือทำจริง และการสังเกตความผิดพลาดด้วยตนเอง ซึ่งเป็นวิธีการสอนแบบโบราณที่ให้ความรู้และฝีมืออย่างลึกซึ้งและยั่งยืน

‘สอวช.-นิด้า’เปิดตัวโครงการยกระดับ Pride Thailand ใช้วิจัยขับเคลื่อนเทศกาลไทยสู่สากล

‘สอวช.-นิด้า’เปิดตัวโครงการยกระดับ Pride Thailand ใช้วิจัยขับเคลื่อนเทศกาลไทยสู่สากล

‘สอวช.-นิด้า’เปิดตัวโครงการยกระดับ Pride Thailand ใช้วิจัยขับเคลื่อนเทศกาลไทยสู่สากล

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.51 น.

สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) ร่วมกับ สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดตัวโครงการยกระดับเทศกาล “Pride Thailand สู่เวทีโลก: การผลักดันต้นแบบความโอบรับของเทศกาลไทยสู่สากล” โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อใช้พลังจากงานวิจัยขับเคลื่อนเทศกาลไทยสู่การยอมรับระดับสากล

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. ได้กล่าวถึงแนวคิดเศรษฐกิจสร้างสรรค์ที่ปัจจุบันได้กลายเป็นหนึ่งในยุทธศาสตร์หลักของรัฐบาล โดยเฉพาะมิติที่เชื่อมโยงกับงานเทศกาล ซึ่งไม่ได้เป็นเพียงกิจกรรมเพื่อการอนุรักษ์วัฒนธรรม แต่ยังมีศักยภาพสูงในการช่วยพัฒนาเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับท้องถิ่นไปจนถึงระดับประเทศ เทศกาลที่ดี จึงต้องตอบโจทย์เศรษฐกิจร่วมสมัย ต้องมีการออกแบบเชิงระบบ และคำนึงถึงการใช้องค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ควบคู่ไปกับด้านสังคมศาสตร์ มนุษยศาสตร์ ศิลปศาสตร์ รวมถึงใช้การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อววน.) เข้าไปช่วยสนับสนุนให้เกิดงานเทศกาลที่ตอบโจทย์ผู้เข้าร่วมงาน และใช้ข้อมูลจากงานวิจัยมาจัดทำนโยบาย กลไกต่าง ๆ เพื่อพัฒนาให้เทศกาลไทยไปสู่สากลได้

ดร.สุรชัย กล่าวต่อว่า สอวช. เห็นโอกาสในการใช้ศักยภาพการออกแบบและพัฒนางานเทศกาลในเชิงนโยบาย จึงได้จับมือกับ นิด้า เพื่อออกแบบกลไกเชิงนวัตกรรม และศึกษาความเป็นไปได้ในการยกระดับเทศกาลไปสู่ระดับนานาชาติ และหนึ่งในต้นแบบสำคัญคือ Pride Festival ที่ไม่ใช่เพียงงานเฉลิมฉลองความหลากหลาย แต่คือเทศกาลร่วมสมัยที่เชื่อมโยงระหว่าง Soft Power อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ กฎหมายสมรสเท่าเทียม และนโยบายของรัฐที่สะท้อนภาพลักษณ์ของไทยในฐานะประเทศที่เปิดกว้าง ยึดมั่นในหลักสิทธิมนุษยชน และพร้อมโอบรับวัฒนธรรมโลก

ผศ.ดร.โชคชัย สุเวชวัฒนกูล อาจารย์ประจำคณะการจัดการการท่องเที่ยว นิด้า กล่าวว่า งานเทศกาลเป็นเครื่องมือของการส่งต่อคุณค่าร่วมของสังคมผ่านจิตวิญญาณแห่งงานเทศกาล ที่ทั้งโอบรับ หยั่งราก และเชื่อมต่อกับอนาคต เราเชื่อว่าเทศกาลสร้างสรรค์สามารถหล่อหลอมเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และความเท่าเทียม ให้กลายเป็นพลังสำคัญของสังคมไทยในการยืนอยู่บนเวทีโลกอย่างสง่างาม โดยการค้นพบจิตวิญญาณแห่งงานเทศกาลเป็นผลพวง

จากการกำหนดกรอบการวิจัย “โครงการศึกษาเชิงนโยบายและพัฒนากลไก อววน. เพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยวประเภทงานเทศกาลท้องถิ่นสู่ระดับสากล” จากการศึกษางานวิจัยจำนวน 46 งานวิจัย พบว่าสิ่งที่สำคัญยิ่งกว่าคือจิตวิญญาณของงานเทศกาลที่สามารถส่งต่อเรื่องราว คุณค่า และความหมาย ไปยังสังคมได้อย่างลึกซึ้งสามารถต่อยอดให้เป็นพลังเชิงสร้างสรรค์ได้ในระดับโลก

ในโอกาสนี้ ยังได้มีการจัดเวทีเสวนาเพื่อเปิดพื้นที่แลกเปลี่ยนองค์ความรู้และมุมมองเกี่ยวกับบทบาทของเทศกาลในการส่งเสริมภาพลักษณ์และอัตลักษณ์ของสังคมไทยในเวทีสากล

นายศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวว่าเทศกาลคือเครื่องมือสะท้อนอัตลักษณ์ท้องถิ่น จุดประกายเศรษฐกิจสร้างสรรค์ในเมือง และเป็นเวทีสำคัญในการดึงอัตลักษณ์ของผู้คนและชุมชนในเมืองให้โลกรู้ว่า เรามีอะไรดี โดยกรุงเทพมหานครมีแนวคิดสนับสนุนงานเทศกาลผ่านนโยบาย “12 เดือน 12 เทศกาล” ซึ่งงาน Pride Festival ถือเป็นหนึ่งในเทศกาลสำคัญที่สะท้อนถึงแนวคิดความเท่าเทียม ความหลากหลาย และเปิดกว้าง

รอง ผู้ว่าฯ กทม. กล่าวเพิ่มเติมว่า เทศกาลต่าง ๆ คือยอดของภูเขาน้ำแข็งซึ่งเบื้องล่างยังมีโครงสร้างรองรับขนาดใหญ่ คือ อุตสาหกรรมต่าง ๆ ที่สามารถเติบโตและเชื่อมโยงได้ หากได้รับการสนับสนุนที่เหมาะสม เทศกาลต้องไม่ใช่เพียงการจัดงานเพื่อตอบรับกระแส แต่ควรมีความต่อเนื่องในเชิงนโยบาย ทั้งในระดับเมืองและระดับองค์กร เช่น การพัฒนาแนวทาง Pride Badge ซึ่งต้องเชื่อมโยงกับนโยบายของบริษัทหรือภาคเอกชนในการยอมรับความหลากหลาย ขณะเดียวกันแต่ละองค์กรจะต้องมีกรอบแนวคิด DEI – Diversity, Equity, and Inclusion ซึ่งไม่ใช่เพียงแนวคิดทางสังคม แต่เป็นโครงสร้างที่ช่วยสร้างเศรษฐกิจใหม่ในเมืองที่เปิดรับความแตกต่าง และใช้ Soft Power อย่างยั่งยืน

ด้านนายเกรียงไกร กาญจนะโภคิน ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มบริษัท อินเด็กซ์ ครีเอทีฟ วิลเลจ (มหาชน) และ อนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านเฟสติวัล เล่าถึงประสบการณ์ในฐานะตัวแทนประเทศไทยที่ได้ทำงานในเวทีระดับนานาชาติ สิ่งที่ค้นพบคือประเทศไทยเป็นสังคมเปิด ที่มีอิสระและเสรีภาพสูงมาก เรามีทรัพยากรทางวัฒนธรรมที่มีเอกลักษณ์ ซึ่งสามารถต่อยอดได้อย่างมหาศาล ประเทศไทยจึงควรยกระดับเทศกาลให้มีความร่วมสมัย พร้อมผลักดันให้เทศกาลไทยไปไกลถึงต่างประเทศ เพื่อใช้เป็นเครื่องมือสร้างความแตกต่างจากงานเดิม ๆ และสร้างผลทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ นอกจากนี้ ประเทศไทยควรวางตำแหน่งให้ชัดในระดับนโยบายว่า เราคือประเทศแห่งเทศกาล “ We are Country of Festivals” พร้อมเดินหน้าพัฒนาเทศกาลให้เป็น World-Class Festival

นายภัทร เลิศสุกิตติพงศา ผู้ก่อตั้ง Drag Bangkok Festival และอนุกรรมการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมด้านศิลปะการแสดง กล่าวว่า Pride  Festival ไม่ใช่แค่การจัดงาน แต่คือการวางแผนร่วมกับชุมชนจากรากฐานของการเรียกร้องสิทธิ เพื่อสร้างระบบนิเวศทางวัฒนธรรมใหม่ให้กับเมือง ซึ่งการจัดงานในเดือนมิถุนายนก็เพื่อเชื่อมโยงกับวันสำคัญระดับนานาชาติ โดยในปัจจุบันพลังของเทศกาลได้แปรเปลี่ยนเป็นเวทีของการเฉลิมฉลองความก้าวหน้า เช่น ในปีนี้ที่ประเทศไทยผ่านกฎหมายสมรสเท่าเทียมได้สำเร็จสำหรับสิ่งที่ต้องการจากการทำวิจัย คือ การเข้าใจมวลชน และเก็บข้อมูลอย่างต่อเนื่อง ทั้งเชิงปริมาณและคุณภาพ เพื่อประเมินทิศทางของเทศกาลในแต่ละปี เช่น ปีนี้อาจเน้นเรื่องการสมรสเท่าเทียม ปีถัดไปอาจเกี่ยวข้องกับสิทธิในการสร้างครอบครัว หรือบทบาทของธุรกิจแฟชั่น ความงาม และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ ถ้ามีข้อมูลที่แม่นยำเกี่ยวกับมวลชน เทศกาลจะไม่ใช่แค่กิจกรรม แต่จะกลายเป็นนโยบายวัฒนธรรมที่ขับเคลื่อนได้จริง นอกจากนี้ การวางแผนจัดงานในแต่ละจังหวัดอย่างต่อเนื่องทั่วประเทศ คืออีกหนึ่งกลยุทธ์ที่ช่วยให้ Pride ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงพื้นที่เมืองหลวง แต่กระจายพลังความเข้าใจและการยอมรับไปสู่สังคมวงกว้าง

รศ.วงกต วงศ์อภัย รองผู้อำนวยการ สอวช. ให้ความเห็นว่าเทศกาลคือพื้นที่ที่มนุษย์สร้างเพื่อเรียนรู้การอยู่ร่วมกัน เทศกาล สงกรานต์ ลอยกระทง หรือแม้แต่พิธีพราหมณ์ ล้วนเป็นสิ่งที่มนุษย์ประดิษฐ์ขึ้น เพื่อให้คนแปลกหน้าได้รู้จักกัน เกิดการเชื่อมโยงกันทางสังคม เหมือนกับเทศกาล Pride Month ที่ไม่ใช่แค่เฉลิมฉลอง แต่คือการเปิดพื้นที่ให้มนุษย์ได้แสดงตัวตนในช่วงเวลาที่เหมาะสมและปลอดภัย ซึ่งในมุมของ สอวช. ซึ่งมีหน้าที่ขับเคลื่อนนโยบายด้วยวิชาการ ควรให้ความสำคัญกับเรื่องความปลอดภัย และความสบายใจทางจิตใจ โดยต้องสร้างกระบวนการฟังเสียงจากนักวิจัย เพื่อเชื่อมต่อกับความต้องการของสังคมอย่างแท้จริง อย่างไรก็ตาม จะเห็นได้ว่าในปัจจุบันจีดีพีของประเทศกำลังประสบปัญหา เนื่องจากอุตสาหกรรมหลักพัฒนาไม่ทัน แต่ภาควัฒนธรรมและบริการขับเคลื่อนได้เร็วกว่า รวมถึงการพัฒนาเศรษฐกิจวัฒนธรรมใช้เวลาและทรัพยากรน้อยกว่าการพัฒนาอุตสาหกรรมหนัก ดังนั้นหากรัฐต้องการฟื้นเศรษฐกิจหลังวิกฤต ควรให้ความสำคัญกับภาคบริการและวัฒนธรรมที่สามารถแทรกเข้าไปได้ในทุกสังคม

ผศ.ดร.โกสินทร์ ปัญญาอธิสิน อาจารย์ประจำคณะภาษาและการสื่อสาร นิด้า ในฐานะหัวหน้าโครงการฯ ได้กล่าวถึงแนวทางการดำเนินงานในโครงการว่า เราจะทำการศึกษาความต้องการในการพัฒนาเทศกาลขนาดใหญ่ ให้ประเทศไทยเป็นที่รู้จักในระดับสากล นอกจากนี้ ยังได้สำรวจความต้องการจำเป็นของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง ศึกษาตัวอย่างความสำเร็จจากต่างประเทศ สร้างข้อเสนอเชิงกลไกเพื่อพัฒนาและจัดเทศกาลขนาดใหญ่ในประเทศไทย โดยมีกรอบดำเนินการ ประกอบด้วย 5 แกนหลัก ได้แก่องค์ความรู้ของ อววน. การรับฟังผู้มีส่วนได้ส่วนเสียการอนุรักษ์วัฒนธรรม ธุรกิจเพื่อสังคม และการพัฒนาเชิงพื้นที่ เพื่อให้ได้ข้อเสนอเชิงกลไก ยกระดับเทศกาลให้เป็นเครื่องมือขับเคลื่อนประเทศไทยในเวทีโลกอย่างยั่งยืน

‘สอวช.’ดัน‘พ.ร.ฎ.ยกเว้นภาษี’หนุนการศึกษาเชิงประสบการณ์ คาดผลประโยชน์ 1.1 หมื่นล้าน

‘สอวช.’ดัน‘พ.ร.ฎ.ยกเว้นภาษี’หนุนการศึกษาเชิงประสบการณ์ คาดผลประโยชน์ 1.1 หมื่นล้าน

‘สอวช.’ดัน‘พ.ร.ฎ.ยกเว้นภาษี’หนุนการศึกษาเชิงประสบการณ์ คาดผลประโยชน์ 1.1 หมื่นล้าน

วันเสาร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.16 น.

‘สอวช.’เร่งผลักดัน‘พ.ร.ฎ.ยกเว้นภาษี’หนุนการศึกษาเชิงประสบการณ์ เสริมกลไกสร้างบัณฑิตสมรรถนะสูง จูงใจภาคเอกชนร่วมพัฒนากำลังคน พร้อมคาดการณ์ผลประโยชน์กว่า 1.1 หมื่นล้านบาท

30 พฤษภาคม 2568 กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดย สำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) จัดประชุมคณะกรรมการอำนวยการ สอวช. ครั้งที่ 4/2568 ณ ห้องประชุมชั้น 4 อาคารพระจอมเกล้า (โยธี) กระทรวง อว. และผ่านระบบออนไลน์ โดยมีนางสาวศุภมาส อิศรภักดี รัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. เป็นประธานการประชุม และมีวาระเสวนาในประเด็นข้อเสนอเพื่อตราพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษี สำหรับเงินได้ที่จ่ายเป็นค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ (Experiential Learning) โดยความร่วมมือระหว่างสถาบันอุดมศึกษาและสถานประกอบการ

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการ สอวช. เปิดเผยว่า คณะอนุกรรมการส่งเสริมและขับเคลื่อนการจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ ภายใต้คณะกรรมการมาตรฐานการอุดมศึกษา (กมอ.) มีมติเห็นชอบในการประชุมครั้งที่ 1/2566 เมื่อวันที่ 27 มีนาคมที่ผ่านมา ให้มีการจัดทำข้อเสนอเพื่อออกพระราชกฤษฎีกายกเว้นภาษีแก่สถานประกอบการที่มีความร่วมมือกับสถาบันอุดมศึกษาในการจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ อ้างอิงตามมาตรา 36 แห่งพระราชบัญญัติการอุดมศึกษา พ.ศ. 2562 ซึ่งระบุให้หน่วยงานรัฐหรือเอกชนที่เข้าร่วมสามารถได้รับสิทธิประโยชน์รวมถึงสิทธิประโยชน์ทางภาษีอากร

“วัตถุประสงค์ของข้อเสนอนี้คือการเปิดโอกาสให้นักศึกษาได้ปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ ลดช่องว่างทักษะ พร้อมพัฒนาหลักสูตรร่วมกับภาคเอกชน และปรับปรุงกระบวนการบริหารสิทธิประโยชน์ทางภาษีให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ ลดขั้นตอน เพื่อความคล่องตัวในการดำเนินงาน” ดร.สุรชัย กล่าว

นางสาวภาณิศา หาญพัฒนนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายนวัตกรรมอุดมศึกษาและการพัฒนาทักษะแห่งอนาคต สอวช. กล่าวว่า วัตถุประสงค์หลักของร่างพระราชกฤษฎีกาฉบับนี้ มี 5 ประการ ได้แก่  1. สร้างความหลากหลายของรูปแบบความร่วมมือ 2. ลดขั้นตอนเพื่อให้เอกชนได้รับสิทธิประโยชน์เร็วขึ้น 3. ยกระดับสู่ระบบดิจิทัล 4. เชื่อมโยงข้อมูลสู่การวิเคราะห์เพื่อวางทิศทางกำลังคน และ 5. กระตุ้นให้สถานประกอบการยกระดับคุณภาพการร่วมผลิตบัณฑิต

ทั้งนี้ กลไกหลักประกอบด้วย 2 แนวทางสำคัญ ได้แก่ 1. การจัดการเรียนการสอนร่วมระหว่างสถานประกอบการกับสถาบันอุดมศึกษา (Co-creation model) ดำเนินการโดยมีสถานประกอบการเข้าร่วมกว่า 100 แห่งต่อปี มุ่งปรับปรุงหลักสูตรให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาด พร้อมเปิดช่องทางให้เอกชนใช้สิทธิประโยชน์ได้อย่างสะดวก โดยได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี 250% สำหรับค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นตลอดหลักสูตร รวมถึงการฝึกอบรมตามหลักสูตรที่รับรองโดย สอวช.

2. การปฏิบัติงานจริงในสถานประกอบการ (Internship) ครอบคลุมสถานประกอบการกว่า 10,000 แห่ง รองรับนักศึกษากว่า 60,000 – 100,000 คนต่อปี โดยนักศึกษาต้องฝึกงานไม่น้อยกว่า 120 วัน ซึ่งสถานประกอบการสามารถใช้สิทธิลดหย่อนภาษีตามมาตรการ Thailand Plus Package ได้

“ในปี 2565 มีผู้สำเร็จการศึกษาในระบบนี้แล้วกว่า 9,000 คน และเกิดการจ้างงานในสาย STEM กว่า 8,000 ตำแหน่ง จากสถานประกอบการ 150 แห่งทั่วประเทศ” ดร.ภาณิศา กล่าว

นอกจากนี้ คาดว่าจะสามารถเพิ่มจำนวนบัณฑิตที่มีศักยภาพพร้อมทำงานทันทีได้อย่างน้อย 100,000 คน (จากปัจจุบันที่ 60,000 คน) สร้างมูลค่า GDP เพิ่มขึ้นกว่า 11,682 ล้านบาท และช่วยสถานประกอบการลดต้นทุนการสรรหาบุคลากรกว่า 3,600 ล้านบาท มีบริษัททั้งในและต่างประเทศลงทุนด้านการศึกษาอย่างน้อย 17,000 แห่ง พร้อมมีระบบฐานข้อมูลกลางเพื่อการวิเคราะห์และวางแผนการผลิตกำลังคนเชิงลึกในอนาคต

ด้าน ศ.ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. ให้ความเห็นเพิ่มเติมว่า การจัดการศึกษาเชิงประสบการณ์ถือเป็นแนวทางสำคัญในการพัฒนากำลังคนของประเทศ แต่ปัจจุบันหลักสูตรที่อยู่ในเครือข่ายการศึกษาเชิงประสบการณ์มีเพียง 30% จากทั้งหมดกว่า 9,000 หลักสูตร โดยตั้งเป้าว่าในปีหน้าควรเพิ่มเป็น 50%

“อุปสรรคสำคัญยังคงเป็นการหาสถานประกอบการรองรับนักศึกษา 120 วัน ซึ่งหลายแห่งยังมองว่าเป็นภาระ การออกมาตรการลดหย่อนภาษีจึงเป็นกลไกสำคัญที่จะเปลี่ยน ‘ภาระ’ ให้เป็น ‘โอกาส’” ศ.ดร.ศุภชัย กล่าว

ขณะที่ ภาคอุตสาหกรรมที่เข้าร่วมการเสวนาเห็นพ้องกับแนวทางดังกล่าว และเสนอให้ขยายสัดส่วนหลักสูตรที่เชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมโดยตรง รวมถึงให้ความสำคัญกับมาตรการความปลอดภัยในหลักสูตร เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงของโลกการทำงานในอนาคต

สกร.เปิดช่องผู้ต้องขังสะสมเรียนรู้เข้าธนาคารหน่วยกิต

สกร.เปิดช่องผู้ต้องขังสะสมเรียนรู้เข้าธนาคารหน่วยกิต

สกร.เปิดช่องผู้ต้องขังสะสมเรียนรู้เข้าธนาคารหน่วยกิต

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 20.54 น.

สกร. จับมือกรมกรมราชทัณฑ์ ส่งเสริมการเรียนรู้มิติใหม่ เปิดโอกาสผู้ต้องขังนำผลลัพธ์การเรียนรู้ มาสะสมในธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank พร้อมพัฒนาหลักสูตรรายวิชาเลือก เทียบโอนได้ยืดหยุ่นขึ้น

นายธนากร  ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  กล่าวว่า การส่งเสริมการเรียนรู้ ในมิติใหม่ต้องเกิดขึ้นได้ทุกที่ ทุกเวลา อยู่ที่ไหนก็เรียนได้  Anywhere Anytime  ตามนโยบาย ของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้พัฒนาแนวทางและวิธีการจัดการเรียนรู้ ให้มีความยืดหยุ่น ใช้เวลาเรียนลดลง สอดคล้องกับบริบทการจัดการศึกษาในพื้นที่ต่างๆ รวมถึงผู้ต้องขังในเรือนจำ เพื่อเปิดโอกาสให้กลุ่มเป้าหมายผู้ต้องขังในเรือนจำได้รับวุฒิการศึกษาที่สูงขึ้น โดยเมื่อเร็วๆนี้ สกร.ได้จัดประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อจัดทำและพัฒนาหลักสูตรรายวิชาเลือก เพื่อการเทียบโอนเข้าสู่หลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 พร้อมทั้งได้กำหนดแนวทางการเทียบโอนผลการเรียนจากการศึกษาต่อเนื่องหลักสูตรการศึกษานอกระบบระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 สำหรับกลุ่มเป้าหมายผู้ต้องขังในเรือนจำ และ ประชุมชี้แจงแนวทางการเทียบโอนหลักสูตรการพัฒนาพฤตินิสัยผู้ต้องขังกับรายวิชาของกรมส่งเสริมการเรียนรู้เพื่อให้ผู้ปฏิบัติงานด้านการศึกษาของเรือนจำ/ทัณฑสถาน และสถานศึกษาในสังกัด สกร.ได้มีความรู้ความเข้าใจในการดำเนินการเทียบโอนหลักสูตรและปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เกิดประโยชน์สูงสุดต่อผู้เรียนกลุ่มเป้าหมาย

“กรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ กับ กรมราชทัณฑ์ กระทรวงยุติธรรม ได้มีบันทึกความร่วมมือในการจัดการศึกษาระดับการศึกษาขั้นพื้นฐานให้แก่ผู้ที่อยู่ในความควบคุมของกรมราชทัณฑ์ตามคำสั่งศาล ที่ด้อยหรือพลาดโอกาสการศึกษา เพื่อให้สามารถกลับตนเป็นพลเมืองที่ดีไปใช้ชีวิตอย่างสุจริตชนในสังคมหลังจากพ้นโทษและไม่หวนกลับมากระทำผิดซ้ำอีก โดยจัดให้มีการเทียบโอนทักษะชีวิต ประสบการณ์ หรือ สิ่งที่ผู้ต้องขังได้เรียนรู้ผ่านกระบวนการพฤตินิสัยในด้านต่างๆ เป็นรายวิชาตามหลักสูตรของ สกร. รวมทั้งกรมส่งเสริมการเรียนรู้ ได้เปิดโอกาสให้ผู้เรียนกลุ่มเป้าหมายดังกล่าว สามารถนำผลการเรียน หรือ ผลลัพธ์การเรียนรู้ มาสะสมในธนาคารหน่วยกิต หรือ Credit Bank เพื่อใช้ประโยชน์ในการศึกษาต่อในระดับที่สูงขึ้น และการประกอบอาชีพในอนาคตต่อไปได้ ” อธิบดี สกร.กล่าว

นายธนากร กล่าวด้วยว่า ในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 ที่ผ่านมา มีกลุ่มเป้าหมายผู้ต้องขังในเรือนจำทั่วประเทศให้ความสนใจเรียนรู้ผ่านกระบวนการพฤตินิสัยในด้านต่างๆ เป็นรายวิชาตามหลักสูตรของ สกร. จำนวนทั้งสิ้น 27,027 คน จำแนกเป็นระดับประถมศึกษา 9,895 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 9,520 คน และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 7,612 คน และเมื่อจำแนกตามภูมิภาค พบว่า มีผู้ต้องขังภาคเหนือ ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 2,050 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1,679 คน และ ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,276 คน ผู้ต้องขังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 1,996 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2,600 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,761 คน ผู้ต้องขังภาคกลาง ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 1,822 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 2,111 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 21,85 คน ผู้ต้องขังภาคใต้ ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 2,612 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1,969 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,378 คน ผู้ต้องขังภาคตะวันออก ลงทะเบียนระดับประถมศึกษา 1,415 คน ระดับมัธยมศึกษาตอนต้น 1,161 คน และระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย 1,012 คน.

‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกข้อบังคับเก่า 3 ฉบับ รวมเป็นฉบับใหม่พิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครู

‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกข้อบังคับเก่า 3 ฉบับ รวมเป็นฉบับใหม่พิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครู

‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกข้อบังคับเก่า 3 ฉบับ รวมเป็นฉบับใหม่พิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครู

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 18.25 น.

‘บอร์ดคุรุสภา’ ยกเลิกข้อบังคับเก่า 3 ฉบับ รวมเป็นฉบับใหม่พิจารณาประพฤติผิดจรรยาบรรณครูบุคลากร ‘อมลวรรณ’ เผย หากข้อบังคับใหม่ประกาศใช้จะสรางคดีค้างท้อ 759 คดีให้เสร็จภายใน 2 เดือน

วันที่ 30 พฤษภาคม 2568 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ในฐานะกรรมการและเลขานุการการประชุมคณะกรรมการคุรุสภา ครั้งที่ 6/2568 โดยมี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานการประชุมวาระด่วน ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาวาระสำคัญและมีมติเห็นชอบ (ร่าง) ข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. ….  โดยได้ยกเลิกข้อบังคับเก่าทั้ง 3 ฉบับ และรวบเป็นฉบับใหม่ ซึ่งถือเป็นกฏหมายหลักที่สำคัญในการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ตามนโยบาย เรียนดีมีความสุข และรวดเร็ว ถูกต้อง ประโยชน์ ประหยัด ของ รมว.ศธ และทางคณะกรรมการคุรุสภา มองว่าเพื่อทำให้การลงโทษผู้ประพฤติผิดจรรยาบรรณเกิดความรวดเร็วเป็นธรรม ถูกต้อง ที่สำคัญทำให้เส้นทางของการพิจารณาทันเวลา ทันเหตุการณ์ เพราะโลกเปลี่ยนแปลงไป จึงได้มีการปรับให้มีความชัดเจนขึ้น 

โดยสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้รับมอบหมายให้ดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้อง จัดทำข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2553 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2559 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2563 บังคับใช้มาเป็นระยะเวลานาน และเพื่อให้การดำเนินงานทางจรรยาบรรณของวิชาชีพมีความรวดเร็วยิ่งขึ้น สอดรับกับสภาวการณ์ในปัจจุบัน เห็นควรแก้ไขเพิ่มเติมข้อบังคับคุรุสภาดังกล่าว ตาม (ร่าง)ข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. …. ซึ่งได้ผ่านการพิจารณาของคณะอนุกรรมการกลั่นกรองการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ คณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ และคณะอนุกรรมการกฎหมายและระเบียบแล้ว โดยมีสาระสำคัญของประเด็นการปรับปรุงข้อบังคับ ดังนี้

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวว่า สาระสำคัญของประเด็นการปรับปรุงข้อบังคับคุรุสภา ประกอบด้วย   1. ปรับปรุงข้อกำหนดเดิมให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ประกอบด้วย 1.1 ทำให้ข้อกำหนดเดิมมีความชัดเจนมากขึ้น เช่น การพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพตามข้อบังคับคุรุสภา ในชั้นการสืบสวนเพื่อชี้มูลการประพฤติผิดจรรยาบรรณฯ ครอบคลุมบุคคลสองกลุ่ม ได้แก่ ผู้ได้รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา และผู้ได้รับอนุญาตให้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาโดยไม่มีใบอนุญาตเป็นการชั่วคราว  1.2 ปรับกระบวนการพิจารณาการประพฤติผิดทางจรรยาบรรณของวิชาชีพ ให้มีความกระชับมากขึ้น แต่มีมาตรฐานไม่ต่ำกว่ากฎหมายว่าด้วยวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง และปรับปรุงเหตุการคัดค้านอนุกรรมการสอบสวนให้สอดคล้องกับกฎกระทรวงที่เกี่ยวข้อง

1.3 ปรับเพิ่มกรณีความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง ให้ครอบคลุมการพิจารณาคดีแพ่ง และ การดำเนินการทางวินัยของหน่วยงานต้นสังกัดของผู้ประกอบวิชาชีพ ซึ่งเป็นที่สิ้นสุดแล้ว

1.4 ปรับเพิ่มกรณีการพักใช้ใบอนุญาตไว้ก่อน ให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน ครอบคลุม กรณีที่เห็นประจักษ์ชัดของสังคมและอาจส่งผลเสียหายต่อวิชาชีพอย่างร้ายแรง เช่น เรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวทางสื่อมวลชนที่อาจส่งผลเสียหายต่อวิชาชีพอย่างร้ายแรง  1.5 ปรับกระบวนการพิจารณาให้รองรับกับนโยบายการกระจายภารกิจไปยังพื้นที่จังหวัด เพื่อให้มีความรวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยให้บุคลากรของหน่วยงานทางการศึกษา ตำแหน่งนิติกรที่ปฏิบัติงานในพื้นที่จังหวัด และผู้ที่มีความรู้ทางกฎหมายไม่ต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ร่วมปฏิบัติงานในคณะอนุกรรมการสอบสวนการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพได้ ทั้งนี้ บุคคลดังกล่าวต้องไม่มีลักษณะต้องห้าม ตามมาตรา 13 และมาตรา 16 แห่งพระราชบัญญัติวิธีปฏิบัติราชการทางปกครอง พ.ศ. 2539 และไม่เคยประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพหรือกระทำผิดวินัย  1.6 กำหนดให้มีบุคคลผู้มีความรู้ในด้านจิตวิทยาหรือสังคมสงเคราะห์ เข้าร่วมในการสอบปากคำผู้เสียหายหรือพยานซึ่งเป็นเด็ก เพิ่มเติม 1.7 เพิ่มช่องทางการร้องเรียนกล่าวหา/กล่าวโทษ โดยกำหนดให้ร้องเรียนผ่านช่องทางอิเล็กทรอนิกส์ได้

2. เพิ่มเติมข้อกำหนดใหม่ ประกอบด้วย

2.1 ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ และคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพวินิจฉัยชี้ขาดว่าเป็นความผิด แต่ใบอนุญาตหมดอายุ เป็นผลให้การออกคำสั่งทางปกครองไม่มีผลในการบังคับใช้ จึงกำหนดให้บันทึกข้อเท็จจริงไว้ในฐานข้อมูลเพื่อประกอบการพิจารณาลักษณะต้องห้ามของผู้ขอใบอนุญาตต่อไป  2.2 ในระหว่างการสืบสวนและสอบสวน หากผู้ถูกกล่าวหาหรือกล่าวโทษเสียชีวิต ให้เลขาธิการ
สั่งยุติเรื่อง และให้รายงานต่อคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพเพื่อทราบต่อไป  2.3 ข้อกำหนดเกี่ยวกับการดำเนินการพิจารณากรณี ดังนี้

1) กรณีการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพในขณะที่ผู้กระทำผิดเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพ และขณะที่อยู่ระหว่างการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพดังกล่าวยังไม่แล้วเสร็จใบอนุญาตประกอบวิชาชีพของผู้กระทำผิดหมดอายุและมิได้ยื่นขอต่ออายุใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่หมดอายุแล้ว และไม่พบข้อมูลการต่ออายุใบอนุญาต

2) กรณีการกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพในขณะที่ผู้กระทำผิดเป็นผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพที่หมดอายุแล้ว และไม่พบข้อมูลการต่ออายุใบอนุญาต

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวเพิ่มเติมว่า ขบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ทางคุรุสภาจะจัดทำ MOU กับ สำนักงานปลัดศธ. และทุกหน่วยงานต้นสังกัด ดังนั้น ต่อไปการสืบสวนสอบสวนส่วนหนึ่งคุรุสภาจะนำข้อมูลสำนวนมาจากต้นสังกัด เป็นการทำงานแบบบูรณาการร่วมกัน เพื่อให้การสอบสวนเกิดความรวดเร็วยิ่งขึ้น และผลที่ออกมาก็สอดคร้องกัน และได้มีการเพิ่มโทษ กรณีที่กระทำผิดชัดแจ้งจะครอบคลุมทั้งคดีแพ่งและการดำเนินการทางวินัยของต้นสังกัด และมีการปรับเพิ่มการของการพักใช้ใบอนุญาตให้สอดคร้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน เรื่องที่ปรากฏเป็นข่าวก็สามารถดำเนินการพักใช้ใบอนุญาตได้เลย จึงจะทำให้คนที่ประพฤติผิดจรรยาบรรณได้รับโทษโดยเร็วที่สุด และจะมีบุคคลภายนอกที่มีความรู้ความสามารถเข้ามาร่วมพิจารณาคดีความในขบวนการสืบสวนสอบสวนได้ด้วย  

“ข้อบังคับใหม่ของขบวนการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณ ถ้าความผิดไม่รุนแรง คุรุสภาก็สามารถพักใช้ใบอนุญาตได้ทันทีตามความผิดที่ปรากฏชัดแจ้ง  เหมือนกับวิชาชีพอื่นๆที่พักใช้ไว้ก่อน การดำเนินกานขึ้นอยู่กับระดับความผิด แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นในขบวนการจะดำเนินไปเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกคน  ดังนั้น ระยะเวลา จึงขึ้นอยู่กับระดับของความผิด แต่การลดขั้นตอนต่างๆลงจะทำให้ระยะเวลาของการตรวจสอบสั้นลงมาก ซึ่งตั้งแต่ปี 2550 -2568 เราสามารถสะสร้างได้ 759 คดี จาก 2,000 กว่าคดี ดังนั้น หากข้อบังคับฉบับใหม่นี้ประกาศใช้ได้เร็ว คุรุสภาก็น่าจะพิจารณาคดีที่ค้างเหลือ เสร็จได้ภายใน 2 เดือนนี้ ต้องขอขอบคุณกรรมการคุรุสภา ที่มี พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ.เป็นประธาน ท่านได้เน้นย้ำในเรื่องนี้ เพื่อทำให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา คนที่จะทำให้วิชาชีพของเราถูกมองในทางที่ไม่ดี ถูกดำเนินการโดยเร็วที่สุด ซึ่งในวันนี้(30 พ.ค.) รมว.ศธ.ท่านก็จะลงนามในข้อบังคับฉบับใหม่นี้ จากนั้น คุรุสภาจะส่งให้กฤษฎีกาพิจารณาและประกาศในราชกิจจานุเบกษาเร็วที่สุด“ เลขาธิการ คุรุสภา กล่าว 

Thai PBS ร่วมมือ EBS เกาหลีใต้ ผลิตสารคดีชุด ‘Chemistry’

Thai PBS ร่วมมือ EBS เกาหลีใต้ ผลิตสารคดีชุด 'Chemistry'

Thai PBS ร่วมมือ EBS เกาหลีใต้ ผลิตสารคดีชุด ‘Chemistry’

วันศุกร์ ที่ 30 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.51 น.

ไทยพีบีเอส เดินหน้าสร้างความร่วมมือระดับนานาชาติ กับ EBS เกาหลีใต้ สร้างสรรค์สารคดี ชุด“Chemistry” เชื่อมโยงชีวิตจริงและการเปลี่ยนแปลงของโลก พร้อมคว้ารางวัล PD of the Monthly Award จากสมาคมผู้ผลิตและผู้กำกับภาพยนตร์เกาหลี เตรียมออนแอร์ใน Thai PBS ปลายปีนี้ 

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดย รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ได้ลงนามข้อตกลงความร่วมมือในการผลิตสารคดี กับ นัม ซุนซุก ผู้อำนวยการใหญ่ สถานีโทรทัศน์เพื่อการศึกษาแห่งเกาหลี (EBS) ซึ่งเป็นหนึ่งในองค์กรสื่อสาธารณะชั้นนำของเอเชีย เพื่อร่วมกันสร้างสรรค์สารคดีชุด “Chemistry”ความยาว 2 ตอน ตอนละ 50 นาที ในรูปแบบความร่วมมือในการผลิตทั้งทางเทคนิคเนื้อหา และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ร่วมกัน เมื่อวันที่ 24 เม.ย. 2568 ที่ผ่านมา 

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. เปิดเผยว่า โครงการนี้เป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญของไทยพีบีเอสในการพัฒนาความร่วมมือระดับภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่งการสร้างสรรค์เนื้อหาที่มีคุณค่าและเข้าถึงผู้ชมหลากหลายประเทศ เชื่อว่าสารคดีเรื่อง Chemistry จะไม่เพียงนำเสนอความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ในเชิงลึกที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริงอน่างเป็นรูปธรรมเท่านั้น แต่ยังถ่ายทอดมิตรภาพและความเข้าใจระหว่างคนต่างวัฒนธรรมอย่างลึกซึ้งด้วย

ภายใต้ข้อตกลงดังกล่าว Thai PBS ดูแลการผลิตในประเทศไทย รวมถึงการจัดทำเวอร์ชันภาษาไทย ขณะที่ EBS จะดูแลการกำกับการผลิต การถ่ายทำหลัก และการผลิตเวอร์ชันสากลในภาษาอังกฤษและภาษาอื่น ๆ และมีการวางแผนออกอากาศในประเทศเกาหลีใต้ภายในเดือนเม.ย. 2568 และในประเทศไทยภายในเดือน ธ.ค. 2568

ในด้านลิขสิทธิ์และการจัดจำหน่าย ทั้งสองฝ่ายตกลงร่วมกันในการแบ่งปันสิทธิและรายได้อย่างเป็นธรรม โดยมีเป้าหมายให้เนื้อหานี้เข้าถึงผู้ชมในระดับสากล รวมถึงการส่งเข้าประกวดในเวทีเทศกาลภาพยนตร์และสื่อระดับนานาชาติ

“เราหวังว่าสารคดีเรื่องนี้จะเป็นแรงบันดาลใจให้ผู้ชมได้เห็นบทบาทของศาสตร์ด้านเคมีที่เชื่อมโยงกับตนเองและการเปลี่ยนแปลงในระดับโลก เพื่อการใช้ประโยชน์อย่างรู้เท่าทันและเป็นจุดเริ่มต้นของความร่วมมือระหว่างประเทศในรูปแบบอื่น ๆ ต่อไปในอนาคต” รศ. ดร.วิลาสินีกล่าว

และล่าสุด ทาง EBS ได้แจ้งมายัง ส.ส.ท.เมื่อ 8 พฤษภาคม 2568 ว่าหลังจากเผยแพร่สารคดีดังกล่าวในประเทศเกาหลีแล้วได้รับรางวัล PD of the Monthly Award จากสมาคมผู้ผลิตและผู้กำกับภาพยนตร์เกาหลี และได้รับโล่ประกาศเกียรติคุณจากสมาคมเคมีเกาหลีอีกด้วย
ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที่
▪ Website : http://www.thaipbs.or.th
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

ไทยพีบีเอสจับมือ สพป.ขอนแก่นเขต 4 ‘พัฒนาหน่วยการเรียนรู้’ ลดเหลื่อมล้ำเพิ่มโอกาสการศึกษาเด็กไทย

ไทยพีบีเอสจับมือ สพป.ขอนแก่นเขต 4 'พัฒนาหน่วยการเรียนรู้' ลดเหลื่อมล้ำเพิ่มโอกาสการศึกษาเด็กไทย

ไทยพีบีเอสจับมือ สพป.ขอนแก่นเขต 4 ‘พัฒนาหน่วยการเรียนรู้’ ลดเหลื่อมล้ำเพิ่มโอกาสการศึกษาเด็กไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 17.46 น.

ไทยพีบีเอส จับมือ สพป.ขอนแก่น เขต 4 พัฒนาหน่วยการเรียนรู้ เสริมทักษะการใช้สื่อให้ครูและบุคลากรทางการศึกษา มุ่งลดความเหลื่อมล้ำ เพิ่มโอกาสการเรียนรู้อย่างทั่วถึง

องค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) หรือ ไทยพีบีเอส โดย รศ. ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการ ส.ส.ท. ได้ลงนามในบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) การพัฒนาหน่วยการเรียนรู้ และสร้างเสริมทักษะการใช้สื่อให้บุคลากรเพื่อการศึกษา กับสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 นำโดย นายวิโรจน์ ค้อไผ่ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 4 เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม 2568 ที่ผ่านมา

รศ. ดร.วิลาสินี กล่าวถึงจุดมุ่งหมายสำคัญในการร่วมมือครั้งนี้ว่า 1.เพื่อร่วมมือและสนับสนุนการออกแบบ ผลิต จัดทำ หน่วยการเรียนรู้ และแผนการสอนโดยใช้สื่อและผลิตภัณฑ์ของ ส.ส.ท. เพื่อส่งเสริมและพัฒนาคุณภาพในการจัดประสบการณ์เรียนรู้สำหรับเด็กปฐมวัย การจัดการเรียนการสอน สำหรับเด็กประถมศึกษาและมัธยมศึกษาขยายโอกาส ตามความเหมาะสมโดยคำนึงถึงประโยชน์ที่เกิดแก่สาธารณะในการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษาเป็นสำคัญ 2.เพื่อส่งเสริมให้มีการศึกษาวิจัย อบรม พัฒนาความรู้ และทักษะในการใช้สื่อเพื่อสนับสนุนการเรียนการสอน และบุคลากรทางการศึกษาภายใต้ความร่วมมือนี้ และ 3.เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ และบุคลากรภายใต้กฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ ประกาศ ของทั้งสองหน่วยงานและกฎหมายอื่นที่เกี่ยวข้อง

ความร่วมมือนี้เปิดโอกาสให้ทั้งสองหน่วยงานได้แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ ประสบการณ์ การใช้สื่อของไทยพีบีเอสในการออกแบบการเรียนรู้กับคุณครูที่นำไปใช้จริงในห้องเรียนได้ เนื่องจากสื่อวิดีโอช่วยสร้างเสริมประสบการณ์ ด้วยหวังว่าไทยพีบีเอสจะเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการเรียนรู้แบบการบูรณาการที่ยั่งยืนและเกิดประโยชน์ต่อระบบการศึกษาไทยในระยะยาว การลงนามครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นร่วมกันของไทยพีบีเอส และ สพป.ขอนแก่น เขต 4 ในการขับเคลื่อนการเรียนรู้ที่เท่าเทียม ทั่วถึง และทันสมัย สำหรับเด็กและเยาวชนไทยในทุกพื้นที่ของประเทศ โดยมุ่งหวังให้การใช้สื่อมีบทบาทในการยกระดับคุณภาพการศึกษาและช่วยลดความเหลื่อมล้ำในสังคม

ไม่พลาดทุกข่าวสาร สาระความรู้ และคอนเทนต์คุณภาพ ติดตามไทยพีบีเอสทุกช่องทางออนไลน์ ได้ที

▪ Website : www.thaipbs.or.th   
▪ Application : Thai PBS
▪ Social Media Thai PBS : Facebook, YouTube, X , LINE, TikTok, Instagram, Threads, Linkedin

สกร.สนองพระราชดำรัสกรมสมเด็จพระเทพฯเปิด’Central Lab’

สกร.สนองพระราชดำรัสกรมสมเด็จพระเทพฯเปิด'Central Lab'

สกร.สนองพระราชดำรัสกรมสมเด็จพระเทพฯเปิด’Central Lab’

วันพฤหัสบดี ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 16.59 น.

สนองพระราชดำรัสกรมสมเด็จพระเทพฯ สกร. จับมือ สพฐ. เปิดห้องปฏิบัติการกลางทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ในศูนย์วิทย์ฯ 19 แห่งทั่วประเทศ ให้บริการนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนที่ขาดแคลน ฟรี!

นายธนากร ดอนเหนือ อธิบดีกรมส่งเสริมการเรียนรู้  เปิดเผยว่า จากการที่ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระราชดำรัสให้ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาทั่วประเทศ จัดทำห้องปฏิบัติการกลางทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (Central Lab ) สำหรับให้บริการกับโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนที่ขาดแคลนในการจัดการเรียนการสอนด้านวิทยาศาสตร์ นั้น กรมส่งเสริมการเรียนรู้ (สกร.) ได้น้อมรับกระแสพระราชดำรัสของพระองค์ท่าน โดยร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) พิจารณารายการวัสดุ เครื่องมือและอุปกรณ์ มาตรฐานห้องวิทยาศาสตร์ควรเป็นแบบใด จากหลักสูตรที่จัดการเรียนการสอนในแต่ละภาคเรียน และให้ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาแต่ละแห่งเตรียมความพร้อมรองรับนักเรียนและครู ที่จะเข้ามาใช้บริการในภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2568 นี้  ซึ่งขณะนี้ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ทั้ง 19 แห่ง ที่ตั้งอยู่ในทุกภูมิภาคทั่วประเทศ พร้อมแล้วที่จะให้โรงเรียนนำนักเรียนช่วงชั้นที่ 2 คือ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ถึง ประถมศึกษาปีที่ 6 และ นักเรียนช่วงชั้นที่ 3 คือ ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ถึง มัธยมศึกษาปีที่ 3 เข้าใช้ประโยชน์ใน Central Lab โดยไม่มีค่าใช้จ่ายในการใช้ห้องปฏิบัติการ

อธิบดี สกร.กล่าวต่อไปว่า โรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา และโรงเรียนที่ขาดแคลนห้องปฏิบัติการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สามารถติดต่อประสานขอใช้ห้องปฏิบัติการกลางทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีได้ที่ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการเรียนรู้ทางวิทยาศาสตร์ และศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษา ทั้ง 19 แห่ง ดังนี้ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษากาญจนบุรี ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาขอนแก่น ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาตรัง ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครพนม ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครราชสีมา ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครศรีธรรมราช ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานครสวรรค์ ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษานราธิวาส ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาปัตตานี ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาพระนครศรีอยุธยา ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาพิษณุโลก ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษายะลา ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษารังสิต ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาลำปาง ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสมุทรสาคร ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาสระแก้ว ศูนย์วิทยาศาสตร์เพื่อการศึกษาอุบลราชธานี ศูนย์วิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมเพื่อการศึกษาร้อยเอ็ด และอุทยานวิทยาศาสตร์พระจอมเกล้า ณ หว้ากอ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยดูข้อมูลเพิ่มเติมและช่องทางการติดต่อใช้บริการ Central Lab ทั่วประเทศ ที่  sce-events.my.canva.site/centrallab