‘แผงลอย-วิน-ไรเดอร์’ สะท้อนปัญหา‘แรงงานนอกระบบ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789418

‘แผงลอย-วิน-ไรเดอร์’ สะท้อนปัญหา‘แรงงานนอกระบบ’

‘แผงลอย-วิน-ไรเดอร์’ สะท้อนปัญหา‘แรงงานนอกระบบ’

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

ในงานเสวนา “เปิดความคิด สร้างเครือข่ายความร่วมมือ เพื่อพัฒนาชีวิตแรงงานนอกระบบ” ซึ่งจัดโดย สภาที่ปรึกษาเพื่อพัฒนาแรงงานแห่งชาติ ร่วมกับ มูลนิธิเพื่อการพัฒนาแรงงานและอาชีพ (Homenet Thailand) และ โครงการพัฒนาความรู้และความเข้มแข็งกลุ่มแรงงานนอกระบบเพื่อสุขภาวะ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) เมื่อวันที่21 ก.พ. 2567 ที่ผ่านมา มีตัวแทนแรงงานนอกระบบ หรือแรงงานอิสระหลายกลุ่มร่วมแสดงความคิดเห็น

อาทิ นายปรีชา ไทยสงเคราะห์ ประธานสหพันธ์ผู้ค้าหาบเร่แผงลอยกรุงเทพมหานคร กล่าวว่า ที่ผ่านมากลุ่มผู้ค้าหาบเร่แผงลอยไปร่วมเวทีแสดงความคิดเห็นอยู่หลายเวที โดยผู้ค้าจำนวนมากอายุเฉลี่ย 50 ปีขึ้นไป กำลังเข้าสู่วัยผู้สูงอายุ แต่ข้อค้นพบคือผู้ค้าเผชิญปัญหาจากกฎหมายที่เป็นเหมือนกำแพง เป็นปัญหาเดิมๆ คือเรื่องพื้นที่ทำมาหากิน ตนจึงอยากให้กระทรวงหรือหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง เข้ามาดูแลหาบเร่แผงลอย และให้มีการกระจายอำนาจการตัดสินใจลงไปสู่ระดับเขต

“ทุกวันนี้พวกเรายังโดนไล่ที่ทำมาหากิน ยังไม่มีที่ทำมาหากิน แล้วเราจะพัฒนาได้อย่างไร เราก็อยากจะฝากหลายๆ กระทรวง ว่าครั้งหนึ่งหาบเร่แผงลอยเป็นซอฟต์ พาวเวอร์ แต่ทีนี้การที่เป็นซอฟต์ พาวเวอร์ของปัจจุบันนี้มันแทบไม่เหลืออะไรเลย เราอยากให้หันกลับมาดูว่าเราจะทำอย่างไรให้พวกเราได้มีอาชีพที่มั่นคง ได้มีอาชีพที่สามารถลืมตาอ้าปากได้ หาบเร่แผงลอยเป็นอาชีพสุดท้ายของพวกเรา และ 1 ร้านค้า จะมีคนอยู่ในครอบครัวของเราอีกหลายคนที่เราต้องดูแล” นายปรีชา กล่าว

ขณะที่ นายเฉลิม ชั่งทองมะดัน นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปัญหาของกลุ่มผู้ขับขี่ จยย.รับจ้าง หรือชาววิน คือผู้ขับขี่ต้องมีใบขับขี่สาธารณะ จยย.ต้องจดทะเบียนป้ายเหลือง(รถรับจ้างสาธารณะ) วินต้องมีสถานที่ตั้งชัดเจน และห้ามรับผู้โดยสารข้ามเขต-ข้ามวิน ที่ผ่านมามีความพยายามขอขึ้นทะเบียนเพิ่ม แต่รอมา 3-4 ปีแล้วก็ยังไม่มีการเปิดรับขึ้นทะเบียน ซึ่งจริงๆ แล้วมี จยย.รับจ้างประมาณ 1.3 แสนคัน แต่ปัจจุบันพบอยู่ในระบบเพียงประมาณ 8 หมื่นคัน เหตุที่ส่วนหนึ่งหายไปเพราะหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่เปิดให้ขึ้นทะเบียน

นอกจากนั้น ชาววิน จยย. รับจ้าง แบบดั้งเดิม ยังมีเหตุขัดแย้งกระทบกระทั่งกับกลุ่มไรเดอร์ที่รับงานรับ-ส่งผู้โดยสารผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ตามที่เห็นในข่าวอยู่เป็นระยะๆ เพราะชาววินแบบดั้งเดิมมองว่าพวกตนทำถูกต้องตามกฎหมาย โดยเฉพาะการปฏิบัติตามข้อห้ามเรื่องรับผู้โดยสารข้ามเขต-ข้ามวิน แต่ผู้รับงานผ่านแพลตฟอร์มกลับสามารถรับผู้โดยสารจากจุดใดก็ได้ จะนำ จยย.จดทะเบียนป้ายดำ (รถส่วนบุคคล) มาวิ่งรับผู้โดยสารก็ได้

“ความขัดแย้งเหล่านี้ที่บอกจะออกกฎหมายมาคุ้มครอง แล้วจะคุ้มครองวินอย่างไร คุ้มครองแพลตฟอร์มอย่างไร เพราะมันเป็นอาชีพเดียวกัน ถ้ากฎหมายบอกให้ไรเดอร์สามารถรับได้ทุกที่ แล้วทำไมถึงให้วินมอเตอร์ไซค์รับได้เฉพาะวินตัวเอง อันนี้คือความเป็นธรรมทางด้านกฎหมายมันก็จะไม่เกิด” นายกสมาคมผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์รับจ้างแห่งประเทศไทย กล่าว

ด้านตัวแทนกลุ่มไรเดอร์รับงานส่งอาหาร-สินค้าผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ สะท้อนปัญหาการคิดค่ารอบวิ่งที่ไม่เป็นธรรม ซึ่งตลอดช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา จะเห็นข่าวกลุ่มไรเดอร์ชุมนุมประท้วงหน้าบริษัทผู้ให้บริการแพลตฟอร์ม เนื่องจากมีการลดค่ารอบทุกปี อย่างไรก็ตาม (ร่าง) พ.ร.บ.ส่งเสริมและคุ้มครองแรงงานอิสระ พ.ศ….. ที่กระทรวงแรงงานกำลังพยายามผลักดัน พวกตนยังไม่เห็นว่าจะมีมาตรฐานอะไรสำหรับชาวไรเดอร์และที่มีการพูดว่าไรเดอร์รับงานแพลตฟอร์มหลายค่าย นั่นก็เพราะบรรดาแพลตฟอร์มต่างแข่งกันลดราคา จึงต้องพยายามหาแพลตฟอร์มที่วิ่งแล้วได้เงินมากที่สุด

‘LEARN’ดัน2โครงการเพื่อสังคม มอบทุนสนับสนุนทั้งในและนอกโรงเรียน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789420

‘LEARN’ดัน2โครงการเพื่อสังคม  มอบทุนสนับสนุนทั้งในและนอกโรงเรียน

‘LEARN’ดัน2โครงการเพื่อสังคม มอบทุนสนับสนุนทั้งในและนอกโรงเรียน

วันจันทร์ ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

LEARN Corporation ผู้นำด้าน Lifelong Learning EdTech ที่ให้ความสำคัญด้าน Social Impact หรือการสร้างผลลัพธ์เพื่อสังคม เดินหน้ามอบทุนการศึกษาทั้งในและนอกโรงเรียนอย่างต่อเนื่อง ในโครงการ “LSP Academic Excellence Scholarship 2024” และ “ทุนเปลี่ยนชีวิต ปี 5” ภายใต้การดำเนินงานของ “มูลนิธิเลิร์น” เพื่อสนับสนุนทุนการศึกษาให้กับนักเรียนที่มีความเป็นเลิศด้านวิชาการแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ได้มีโอกาสเข้าถึงบทเรียนคุณภาพ ตอกย้ำจุดยืนลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา สู่การพัฒนาเยาวชนไทยทัดเทียมสากล

นายสาธร อุพันวัน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เลิร์น คอร์ปอเรชั่นจำกัด (มหาชน) เปิดผยว่า ในปีนี้ Social Impact เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่จะมีบทบาทครอบคลุมทั้งเรื่องสังคม สิ่งแวดล้อม ธรรมาภิบาล และแน่นอนว่า เรื่องการศึกษายังเป็นเรื่องหลักที่ให้ความสำคัญและต้องการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งปัญหาด้านการศึกษาไทยหลักๆ สาเหตุมาจากความยากจนและขาดโอกาสเข้าถึงบทเรียนคุณภาพ จึงผลักดันโครงการทุนการศึกษาที่ทำมาอย่างต่อเนื่อง แบ่งเป็น 2 มิติ คือ

1.มิติในโรงเรียน กับโครงการ “LSP Academic Excellence Scholarship” เป็นโครงการทุนการศึกษาในโรงเรียน LSP School หรือโรงเรียนเลิร์น สาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม ให้กับนักเรียนวัยมัธยมที่มีความเป็นเลิศด้านวิชาการ ประกอบด้วยค่าเล่าเรียน ค่าหอพัก ค่าชุดนักเรียน และค่าสอบแข่งขันในเวทีต่างๆ โดยโครงการนี้ ดำเนินงานมาเป็นปีที่ 4 มอบทุนให้กับนักเรียนแล้วกว่า 160 ทุน

กับ 2.มิตินอกโรงเรียน มีโครงการ “ทุนเปลี่ยนชีวิต” โครงการทุนหลักสูตรการศึกษาที่เดินหน้าต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 ด้วยการมอบคอร์สเรียนคุณภาพจากธุรกิจแนะแนวการศึกษาในเครือ อีกทั้งได้รับการสนับสนุนจากพาร์ทเนอร์มอบอุปกรณ์การเรียนให้กับเด็กๆ โดยตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา มีนักเรียนในโครงการแล้วกว่า 8,000 คน ซึ่งทั้ง 2 โครงการดังกล่าว ดำเนินงานภายใต้มูลนิธิเลิร์น กับเป้าหมายหลักคือการลดความเหลื่อมล้ำทางการศึกษา เพื่อเป็นส่วนหนึ่งในการพัฒนาความคิดและความสามารถเด็กไทยทัดเทียมนานาชาติต่อไป

โดยโครงการ “LSP Academic Excellence Scholarship” สนับสนุนทุนการศึกษาแบบเต็มจำนวนให้กับเยาวชนไทยระดับมัธยมที่มีผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้เข้าเรียนใน LSP School หรือโรงเรียนเลิร์น สาธิตพัฒนา ฝ่ายมัธยม โรงเรียนแนวคิดใหม่ที่เน้นความสุขและความสำเร็จของนักเรียนเป็นสำคัญ พร้อมปลูกฝังความรู้ด้านวิชาการ ทักษะภาษาอังกฤษ การใช้ชีวิต และทัศนคติแบบพลเมืองโลก

สำหรับเกณฑ์การรับสมัครนักเรียนทุนคือ กำลังศึกษาในระดับมัธยมต้น หรือปลาย, GPA เฉลี่ยสะสม 4 ภาคเรียน 3.75 ขึ้นไป, รายได้ครอบครัวไม่เกิน 40,000 บาทต่อเดือน หรือต่อบุตรหนึ่งคน และมีผลงานทางวิชาการ เช่น ผลสอบ สอวน., IJSO, สพฐ., เพชรยอดมงกุฎ ฯลฯ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้- 31 มี.ค. 2567 หรือจนกว่านักเรียนทุนจะเต็มจำนวน ผู้ที่สนใจสามารถสมัครและอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ https://bit.ly/3sV1TWn หรือ FB : LSP Learn Satit Pattana

ขณะที่โครงการ “ทุนเปลี่ยนชีวิต”สนับสนุนหลักสูตรการศึกษาและอุปกรณ์การเรียนให้กับเยาวชนไทยระดับมัธยมปลายที่มีความมุ่งมั่น ผลการเรียนดีแต่ขาดแคลนทุนทรัพย์ ได้มีโอกาสเข้าถึงหลักสูตรการเรียนคุณภาพ ได้แก่ OnDemand, Premier Prep by OnDemand, Farose Academy, Da’Vance และ TCASter นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมที่ช่วยฝึกฝนแนวคิดการสร้างประโยชน์ต่อสังคมและทัศนคติการใช้ชีวิต เพื่อปลูกฝังการเป็นบุคลากรโลกที่มีคุณภาพต่อไป

สำหรับเกณฑ์การรับสมัครนักเรียนทุน คือ ศึกษาอยู่ในระดับมัธยมปลาย, มีผลการเรียน GPA 3.00 ขึ้นไป, รายได้ครอบครัวไม่เกิน 30,000 บาทต่อเดือน โดยจะเปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 1 มี.ค.-31 ธ.ค. 2567 หรือจนกว่านักเรียนทุนจะเต็มจำนวน ผู้ที่สนใจสามารถสมัครและอ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.learn.co.th/ทุนเปลี่ยนชีวิต

วธ.จัดงาน’วันศิลปินแห่งชาติ’ ชมนิทรรศการประวัติและผลงาน 12 ศิลปินแห่งชาติ 24 ก.พ.- 9 มี.ค.นี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789321

วธ.จัดงาน'วันศิลปินแห่งชาติ' ชมนิทรรศการประวัติและผลงาน 12 ศิลปินแห่งชาติ 24 ก.พ.- 9 มี.ค.นี้

วธ.จัดงาน’วันศิลปินแห่งชาติ’ ชมนิทรรศการประวัติและผลงาน 12 ศิลปินแห่งชาติ 24 ก.พ.- 9 มี.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 20.00 น.

วธ.เชิดชูศิลปินแห่งชาติ จัดงานวันศิลปินแห่งชาติ น้อมรำลึกพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย พระปฐมบรมศิลปินแห่ง กรุงรัตนโกสินทร์ ชมนิทรรศการประวัติและผลงาน 12 ศิลปินแห่งชาติ ระหว่าง 24 ก.พ.- 9 มี.ค.นี้

24 กุมภาพันธ์ 2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เป็นประธานพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ศิลปินแห่งชาติผู้ล่วงลับและเปิดนิทรรศการแสดงประวัติ ผลงานของศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช ๒๕๖๕ เนื่องในวันศิลปินแห่งชาติ  โดยมี นายพลภูมิ วิภัติภูมิประเทศ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงวัฒนธรรม นายสถาพร เที่ยงธรรม ผู้ตรวจราชการกระทรวง สำนักงานปลัดกระทรวงวัฒนธรรม นางนวลพรรณ   ล่ำซำ ประธานกรรมการกองทุนส่งเสริมงานวัฒนธรรม นายโกวิท ผกามาศ อธิบดีกรมส่งเสริมวัฒนธรรม ศิลปินแห่งชาติ ทั้ง 3 สาขา พร้อมผู้บริหาร เข้าร่วมพิธีทำบุญและแสดงความยินดีพร้อมชมนิทรรศการ ณ อาคารอเนกประสงค์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม

นายเสริมศักดิ์ กล่าวว่า ศิลปินแห่งชาติถือเป็นปราชญ์แห่งแผ่นดิน เป็นผู้มีความรู้ความสามารถเป็นเลิศในศิลปะแขนงต่าง ๆ ที่ได้อุทิศตนสร้างสรรค์ ถ่ายทอดผลงานด้านศิลปะ เป็นประโยชน์ต่อสังคมและประเทศชาติ ซึ่งรัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีนโยบายส่งเสริม สนับสนุน และสร้างขวัญกำลังใจแก่ศิลปินแห่งชาติ มาอย่างต่อเนื่อง และได้มีการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินแห่งชาติ แล้ว 354 ท่าน โดยนิทรรศการเผยแพร่ประวัติและผลงานศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2565 ที่กรมส่งเสริมวัฒนธรรมจัดขึ้นในนี้ เพื่อเผยแพร่ผลงานอันทรงคุณค่าของศิลปินแห่งชาติให้เป็นที่ประจักษ์อย่างกว้างขวาง อันจะเป็นประโยชน์ และสร้างแรงบันดาลใจในการศึกษาเรียนรู้ และสืบสานศิลปวัฒนธรรมของชาติ สืบไป

ด้านนายโกวิท ผกามาศ กล่าวว่า การจัดนิทรรศการครั้งนี้ เพื่อเป็นการน้อมรำลึกถึงพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย ผู้ทรงเป็นพระปฐมบรมศิลปินแห่งกรุงรัตนโกสินทร์ เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ในวันที่ 24 กุมภาพันธ์ และเพื่อให้ประชาชนเกิดการรับรู้และให้ความสำคัญกับวันศิลปินแห่งชาติ ซึ่งตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ของทุกปี นอกจากนั้น ยังเป็นการเผยแพร่เกียรติคุณของศิลปินแห่งชาติ ให้เป็นที่ประจักษ์แก่สาธารณชนอย่างกว้างขวาง

นายโกวิท กล่าวต่อว่า นิทรรศการเผยแพร่ประวัติและผลงานของศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2565 ทั้ง 12  ราย ประกอบด้วย สาขาทัศนศิลป์ ได้แก่ ศาสตราจารย์เกียรติคุณพิษณุ ศุภนิมิตร (ภาพพิมพ์) นายเจตกำจร พรหมโยธี (สถาปัตยกรรมผังเมือง) นายดิเรก สิทธิการ (งานสลักดุนเครื่องเงินและโลหะ) นายฤกษ์ฤทธิ์ แก้ววิเชียร (สถาปัตยกรรมภายในและมัณฑนศิลป์)     

สาขาวรรณศิลป์ ได้แก่ ศาสตราจารย์เกริก ยุ้นพันธ์  นายบุญเตือน ศรีวรพจน์ สาขาศิลปะการแสดง ได้แก่ นางนพรัตน์ศุภาการ หวังในธรรม (ละครรำ)  นายสมชาย ทับพร (ดนตรีไทย – ขับร้อง)  นางราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร (หมอลำประยุกต์) นายธงไชย แมคอินไตย์ (ดนตรีไทยสากล – ขับร้อง) นายสมเถา สุจริตกุล (ดนตรีสากล – ประพันธ์เพลงร่วมสมัย) และ นายประดิษฐ  ประสาททอง (ละครร่วมสมัย) ปิดท้ายงานวันศิลปินแห่งชาติ ด้วยงานเลี้ยงแสดงความยินดี ณ หอประชุมเล็ก ศวท. โดยมีการแสดงของศิลปินแห่งชาติ จำนวน 5  ชุด ได้แก่ 

-การแสดงทางวัฒนธรรมโดยคณะการแสดงของ นางนพรัตน์ศุภาการ หวังในธรรม (ละครดึกดำบรรพ์ เรื่อง อิเหนา ตอนไหว้พระ, ละครดึกดำบรรพ์ เรื่อง จันทกินรี และ ระบำมยุราภิรมย์) -การแสดงบรรเลงขับร้องเพลงไทยเดิม โดยคณะการแสดงของ นายสมชาย ทับพร -การแสดงหมอลำชุด “ออนซอนศิลป์ ลำแคนแดนอีสาน” โดยคณะการแสดงของ นางราตรีศรีวิไล บงสิทธิพร -การแสดงละครร่วมสมัยผสมลิเก เรื่อง “ข้าชื่อดอนกิโฆเต้” โดยคณะการแสดงของ นายประดิษฐ ประสาททอง และการแสดงออเคสตร้า โดย นายสมเถา สุจริตกุลและวงสยาม ซินโฟนิเอตต้า

ทั้งนี้ นักเรียน นักศึกษา ประชาชนทั่วไป สามารถเข้าชมนิทรรศการเผยแพร่ประวัติและผลงานศิลปินแห่งชาติ พุทธศักราช 2565 ณ อาคารอเนกประสงค์ กรมส่งเสริมวัฒนธรรม ระหว่างวันที่ 24 กุมภาพันธ์ – 9 มีนาคม 2567 เวลา 08.30-16.30 น. เว้นวันอาทิตย์และวันหยุดนักขัตฤกษ์
 

กรมหม่อนไหมรวมใจปฏิบัติธรรมน้อมถวายเฉลิมพระเกียรติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789320

กรมหม่อนไหมรวมใจปฏิบัติธรรมน้อมถวายเฉลิมพระเกียรติ

กรมหม่อนไหมรวมใจปฏิบัติธรรมน้อมถวายเฉลิมพระเกียรติ

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 19.43 น.

กรมหม่อนไหมรวมใจปฏิบัติธรรมน้อมถวายเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567       

พันจ่าเอกประเสริฐ มาลัย อธิบดีกรมหม่อนไหม พร้อมด้วย คณะผู้บริหาร ข้าราชการ และเจ้าหน้าที่กรมหม่อนไหม เข้าร่วมโครงการหม่อนไหมรวมใจปฏิบัติธรรมเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ในวันมาฆบูชา ระหว่างวันที่ 23 – 26 กุมภาพันธ์ 2567 ณ สำนักปฏิบัติธรรมวัดนายโรง แขวงอรุณอมรินทร์ เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ 

โครงการดังกล่าว กรมหม่อนไหมจัดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์ เพื่อเฉลิมพระเกียรติและแสงความจงรักภักดีแด่พระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดี ศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 และเพื่อสร้างจิตสำนึกที่ดีให้แก่บุคลากรสามารถนำหลักคุณธรรม จริยธรรม ไปใช้ในการดำเนินชีวิต

‘คุรุสภา’เปิดแบบแผนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และงดเว้นปฏิบัติเด็ดขาด

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789276

'คุรุสภา'เปิดแบบแผนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และงดเว้นปฏิบัติเด็ดขาด

‘คุรุสภา’เปิดแบบแผนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และงดเว้นปฏิบัติเด็ดขาด

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 16.36 น.

“คุรุสภา”เปิดแผนพฤติกรรมครูที่ควรและไม่ควรปฎิบัติต่อเด็ก พร้อมชวนครูศึกษา ทำความเข้าใจ และตรวจสอบพฤติกรรมตนเอง  แนะหากพบทำตัวไม่เหมาะสมต้องเลิกเด็ดขาด

24 ก.พ.2567 ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา เปิดเผยว่า วิชาชีพครู เป็นวิชาชีพที่มีความใกล้ชิด ละเอียดอ่อนและมีอิทธิพลต่อคุณภาพการศึกษาที่ส่งต่อถึงคุณภาพของผู้เรียน โดยผู้ประกอบวิชาชีพครู เป็นบุคคลที่สถานศึกษา ผู้ปกครองและสังคมล้วนแต่คาดหวังว่าจะต้องเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ มีคุณธรรม จริยธรรม และมีจรรยาบรรณของวิชาชีพครู จึงให้ความไว้วางใจที่จะฝากบุตรหลานของตนเองให้อยู่ในความดูแลของครู และให้สิทธิครูในการอบรมสั่งสอน ให้ความรู้และเสริมสร้างทักษะความสามารถของผู้เรียนในแต่ละระดับและตามแต่ละช่วงวัย รวมถึงการปรับพฤติกรรมของผู้เรียนให้เป็นคนดี สามารถดำรงชีวิตอยู่ร่วมกับผู้อื่นได้อย่างปกติสุข และสร้างสรรค์สิ่งดี ๆให้แก่สังคมต่อไป หากผู้ประกอบวิชาชีพครูไม่เข้าใจหรือไม่ตระหนักรู้ในบทบาทหน้าที่ดังกล่าว อาจใช้วิธีการจัดการเรียนรู้หรือปรับพฤติกรรมของผู้เรียนไปในทางที่ไม่เหมาะสมและเกิดผลร้ายต่อผู้เรียน   ซึ่งขัดต่อจรรยาบรรณของวิชาชีพครู อันจะนำไปสู่การถูกดำเนินการพิจารณาการประพฤติผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพครูได้

ผศ.ดร.อมลวรรณ  กล่าวต่อไปว่า  คุรุสภาในฐานะสภาวิชาชีพครูและบุคลากรทางการศึกษาได้กำหนดแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพครู ตามข้อบังคับคุรุสภา ว่าด้วยจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ.2556 และข้อบังคับคุรุสภาว่าด้วยแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของวิชาชีพ พ.ศ. 2550 ซึ่งเกี่ยวข้องกับแบบแผนพฤติกรรมที่ผู้ประกอบวิชาชีพครูที่ควรปฏิบัติและไม่ควรปฏิบัติต่อศิษย์หรือผู้รับบริการ โดยแบบแผนพฤติกรรมตามจรรยาบรรณของผู้ประกอบวิชาชีพครูที่มีต่อผู้รับบริการมีดังนี้ ครูต้องรัก เมตตา เอาใจใส่ ช่วยเหลือ ส่งเสริมให้กำลังใจแก่ศิษย์ และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่โดยเสมอภาค,ครูต้องส่งเสริมให้เกิดการเรียนรู้ ทักษะ และนิสัยที่ถูกต้องดีงามแก่ศิษย์และผู้รับบริการตามบทบาทหน้าที่อย่างเต็มความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจ  ,ครูต้องประพฤติปฏิบัติตนเป็นแบบอย่างที่ดี ทั้งทางกาย วาจา และจิตใจ ,ครูต้องไม่กระทำตนเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์และสังคมของศิษย์และผู้รับบริการ และครูต้องให้บริการด้วยความจริงใจและเสมอภาค โดยไม่เรียกรับหรือยอมรับผลประโยชน์จากการใช้ตำแหน่งหน้าที่โดยมิชอบ

เลขาธิการคุรุสภา กล่าวอีกว่า ส่วนแบบแผนพฤติกรรมที่พึงประสงค์  ได้แก่ 1.ให้คำปรึกษาหรือช่วยเหลือศิษย์และผู้รับบริการด้วยความเมตตากรุณาอย่างเต็มกำลังความสามารถและเสมอภาค  2.สนับสนุนการดำเนินงานเพื่อปกป้องสิทธิเด็ก เยาวชน และผู้ด้อยโอกาส 3.ตั้งใจ เสียสละ และอุทิศตนในการปฏิบัติหน้าที่ เพื่อให้ศิษย์และผู้รับบริการได้รับการพัฒนาตามความสามารถ ความถนัด และความสนใจของแต่ละบุคคล 4.ส่งเสริมให้ศิษย์และผู้รับบริการสามารถแสวงหาความรู้ได้ด้วยตนเองจากสื่อ อุปกรณ์ และแหล่งเรียนรู้อย่างหลากหลาย  5.ให้ศิษย์และผู้รับบริการ มีส่วนร่วมวางแผนการเรียนรู้ และเลือกวิธีการปฏิบัติที่เหมาะสมกับตนเอง และ 6.เสริมสร้างความภาคภูมิใจให้แก่ศิษย์และผู้รับบริการด้วยการรับฟังความคิดเห็น ยกย่อง ชมเชย และให้กำลังใจอย่างกัลยาณมิตร

ส่วนแบบแผนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ และงดเว้นปฏิบัติเด็ดขาดได้แก่

1.ลงโทษอย่างไม่เหมาะสมด้วยการใช้ความรุนแรงในรูปแบบต่าง ๆ อาทิ การทำร้ายร่างกาย การใช้คำพูดที่รุนแรงหรือไม่สุภาพ เป็นต้น 

2.ไม่ใส่ใจ หรือไม่รับรู้ปัญหาของศิษย์หรือผู้รับบริการ จนเกิดผลเสียหายต่อศิษย์หรือผู้รับบริการ

3. ดูหมิ่น เหยียดหยามศิษย์หรือผู้รับบริการ เช่น การทำให้ศิษย์อับอาย หรือเกิดปมด้อย

4.เปิดเผยความลับของศิษย์หรือผู้รับบริการ เป็นผลให้ได้รับความอับอาย หรือเสื่อมเสียชื่อเสียง

5. จูงใจโน้มน้าว ยุโยงส่งเสริมให้ศิษย์หรือผู้รับบริการปฏิบัติขัดต่อศีลธรรมหรือกฎระเบียบ เช่น กรณีเกี่ยวข้องกับการค้าประเวณีเด็ก เป็นต้น

6.ชักชวน ใช้ จ้างวาน ศิษย์หรือผู้รับบริการให้จัดซื้อ จัดหาสิ่งเสพติด หรือเข้าไปเกี่ยวข้องกับอบายมุข

และ7.เรียกร้องผลตอบแทนจากศิษย์หรือผู้รับบริการในงานตามหรือที่ที่ต้องให้บริการ เช่น กรณีการเรียกรับเงิน หรือสิ่งตอบแทนอื่นจากศิษย์เพื่อแลกเกรด เป็นต้น

“คุรุสภา ขอเชิญชวนผู้ประกอบวิชาชีพครู นักศึกษาวิชาชีพครูและอาจารย์ในสถาบันผลิตครูทุกคนได้ให้ความสำคัญและเคร่งครัดกับการปฏิบัติตนต่อลูกศิษย์ และฝากให้ทุกคนได้ปฏิบัติงานอย่างมีสติ ทบทวนและตรวจสอบตนเองว่าเคยมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ต่อผู้รับบริการหรือไม่ หากเคยก็จะต้องปรับปรุงวิธีการและแนวปฏิบัติของตนเองให้เป็นไปตามแบบแผนพฤติกรรมที่พึงประสงค์ และไม่ปฏิบัติพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อีกต่อไป  ส่วนกรณีการลงโทษนักเรียนไม่เหมาะสม ขัดต่อระเบียบกระทรวงศึกษาธิการ และเป็นปฏิปักษ์ต่อความเจริญทางกาย สติปัญญา จิตใจ อารมณ์ และสังคมของศิษย์นั้น เป็นเรื่องละเอียดอ่อน และส่งผลกระทบโดยตรงกับผู้เรียน ขอให้ผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาทุกคนได้ตระหนักและให้ความสำคัญในเรื่องดังกล่าวด้วย “ ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าว

อย่างไรก็ตามคุรุสภาได้ตั้งวอร์รูม เพื่อติดตามข่าวของครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกวัน โดยจัดทำเผยแพร่ในรูปแบบเอกสารอิเล็กทรอนิกส์ เพื่อสร้างความตระหนักรู้ในเรื่องดังกล่าว ซึ่งทั้งข่าวดี และข่าวไม่ดี ถ้าพบครูดี บุคลากรทางการศึกษาดี โดดเด่น ก็จะดำเนินการยกย่องเชิดชูเกียรติ เพื่อเป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่ผู้ร่วมประกอบวิชาชีพ หากพบผู้ใดกระทำผิดจรรยาบรรณของวิชาชีพ ก็จะดำเนินการพิจารณาโทษทางจรรยาบรรณอย่างเร่งด่วน เพื่อพิทักษ์ผลประโยชน์ของเด็ก เยาวชน และประชาชน รวมถึงพิทักษ์เกียรติศักดิ์ศรีของวิชาชีพให้สมกับความเป็นวิชาชีพชั้นสูงด้วย

คนดังคนบันเทิง ตบเท้าเพียบ นั่งคกก.พิจารณาภาพยนต์และวิดิทัศน์ คณะที่ 2-10

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789247

คนดังคนบันเทิง ตบเท้าเพียบ นั่งคกก.พิจารณาภาพยนต์และวิดิทัศน์ คณะที่ 2-10

คนดังคนบันเทิง ตบเท้าเพียบ นั่งคกก.พิจารณาภาพยนต์และวิดิทัศน์ คณะที่ 2-10

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 15.07 น.

“ปลดล็อคเสรีภาพคนทำหนัง” คนทำงานมีเสียงกว่าราชการ ตั้งเอกชนคุมบอร์ดพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ตัวจริงนั่งแท่นพรึ่บ “อุ๋ย นนทรีย์ – สนานจิตต์ บางสะพาน – หมู ไบโอสโคป

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 เฟซบุ๊ก Thailand creative culture Agency (THACCA) เปิดเผยความเคลื่อนไหวนโยบาย Soft Power ของรัฐบาล ล่าสุด ได้มีการอัพเดทว่า รัฐบาลเดินหน้าก้าวแรกของการ “ปลดล็อคเสรีภาพคนทำหนัง” ด้วยการปรับสัดส่วนในคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ โดยกำหนดให้ “เอกชนมีเสียงมากกว่าข้าราชการ” เพื่อให้บทบาทนำในการจัดเรตติ้งทั้งหมดอยู่ในมือของเอกชน ไม่ใช่รัฐอีกต่อไป

เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศกระทรวงวัฒนธรรม เมื่อวันที่ 21 ก.พ. ที่ผ่านมา เรื่องการแต่งตั้งคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ คณะที่ 2-10 ที่ลงนามโดย นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม

โดยคณะกรรมการแต่ละชุด จะมีเอกชนเป็นประธาน และเป็นเสียงข้างมากในคณะกรรมการ ซึ่งมีตัวแทนจากเอกชน 3 ท่าน ตัวแทนฝ่ายรัฐ 2 ท่าน เพื่อเป็นการเตรียมพร้อมให้เอกชนเป็นผู้กำกับดูแลกันเอง (Self-regulation) ในการจัดเรตติ้งอย่างเต็มระบบ

รายชื่อคณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ ได้แก่

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดีทัศน์ คณะที่ 2

1. นนทรีย์ นิมิบุตร – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. วรัญญู ศิริเคารพ – กรรมการ (เอกชน)   3. จิระชัย กุลละวนิช – กรรมการ (เอกชน)  4. กิตติ ศรมณี – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. อนุกุล ใบไกล – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะที่ 3

1. เกษมศักดิ์ วงศ์รัฐปัญญา – ประธานกรรการ (เอกชน)  2. พิสัณห์ สารถวัลย์แพศย์ – กรรมการ (เอกชน) 3. นิพันธ์  โอฬารนิเวศน์ – กรรมการ (เอกชน)  4. สุรเชษฐ์ งามวงศ์ – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. อารียา สุภาพ – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มที่ 4

1. กฤตวิทย์ หริมเทพาธิป – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. โชคชัย ชยวัฑโฒ – กรรมการ (เอกชน) 3. นิโรธ รื่นเจริญ – กรรมการ (เอกชน) 4. พิมพ์ภัสสร ณ นคร – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)
5. กฤตกร รุ่งพรทวีวัฒน์ – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มที่ 5

1. ประวิทย์ แต่งอักษร – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. ศุภชัย พรหมพันธุ์ – กรรมการ (เอกชน) 3. สุเทพ ตันนิรัตน์ – กรรมการ (เอกชน) 4. สมศักดิ์ เวทย์วิไล – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. สาวลิปิการ์ กำลังชัย – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มที่ 6

1. อดิเรก วัฏลีลา – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. นภสร ลิ้มไชยาวัฒน์ – กรรมการ (เอกชน) 3. ภาณุ อารี – กรรมการ (เอกชน) 4. พ.ต.ท.ชาญชัย ลิขิตคันทะสร – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)
5. จักรินทร์ ทองบพิตร – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มที่ 7

1. สมเดช สันติประชา – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. กรรณิการ์ กาญจนาคาร – กรรมการ (เอกชน) 3. จิระวดี อิศรางกูร ณ อยุธยา – กรรมการ (เอกชน) 4. แดนชัย ไชวิเศษ – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. ปฏิญญา สันติชาติงาม – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มที่ 8

1. พีรชัย เกิดสินธุ์ – ประธานกรรมการ (เอกชน)  2. สุรชัย เที่ยงธรรม – กรรมการ (เอกชน) 3. พิมพกา โตวิระ – กรรมการ (เอกชน) 4. ศาสวัฒ บุญศรี – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. นางสาวปราณิสา เตียวพิพิธพร – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ กลุ่มที่ 9

1. สักกพล สวาคฆพรรณ – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. กุมภฤทธิ์ พุฒิภิญโญ – กรรมการ (เอกชน) 3. บัญญพล พูลสวัสดิ์ – กรรมการ (เอกชน) 4. วรพล ยวงเงิน – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. วิโรจน์ มาง้าว – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

คณะกรรมการพิจารณาภาพยนตร์และวีดิทัศน์ คณะที่ 10

1. ปัณณ์วิชช์ ธนสุวรรณเกษม – ประธานกรรมการ (เอกชน) 2. ทักษพล ศรีวชิราวัฒน์  – กรรมการ (เอกชน) 3. พรยศ มณีโชติปีติ – กรรมการ (เอกชน) 4. อติเทพ แจ้ดนาลาว – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ) 5. ภัทร วงศ์ทองเหลือง – กรรมการ (เจ้าหน้าที่รัฐ)

มภน.-ว.ภ.น. จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 65-66

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789237

มภน.-ว.ภ.น. จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 65-66

มภน.-ว.ภ.น. จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 65-66

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.03 น.

มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ จัดพิธีประสาทปริญญาบัตร มอบประกาศนียบัตร ประจำปีการศึกษา 2565-2566 

เมื่อวันศุกร์ที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 นายพลากร  สุวรรณรัฐ องคมนตรี เป็นประธานในพิธีประสาทปริญญาบัตรและมอบประกาศนียบัตร มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือและวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ประจำปี 2565-2566 ณ หอประชุมประภากรคอนเวนชั่นฮอลล์ มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น  

ดร.ฉันทวิทย์  สุชาตานนท์ นายกสภามหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า ขณะนี้ มหาวิทยาลัยมีดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิต และบัณฑิต ที่สำเร็จการศึกษาแล้ว จำนวน 31 รุ่น และรุ่นนี้เป็นรุ่นที่ 32 และ 33 มหาวิทยาลัยมีความภาคภูมิใจที่ดุษฎีบัณฑิต มหาบัณฑิตและบัณฑิต ที่สำเร็จการศึกษาออกไป สามารถเข้าทำงานในสถานประกอบการต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนได้เป็นอย่างดี มีคุณภาพและมีความก้าวหน้าในหน้าที่การงาน ให้บัณฑิตรุ่นหลังได้ประจักษ์เห็นถึงความสำเร็จเหล่านี้ ที่เกิดจากความสามัคคี ความร่วมมือร่วมใจของทุกฝ่าย เพื่อให้มหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เป็นมหาวิทยาลัยชั้นนำในภูมิภาค เพื่อผลิตบัณฑิตที่มีคุณวุฒิ คุณธรรม และคุณภาพต่อไป 

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.กนกอร บุญมี อธิการบดีมหาวิทยาลัยภาคตะวันออกเฉียงเหนือ กล่าวว่า พิธีประสาทปริญญาบัตรและมอบประกาศนียบัตรครั้งนี้ มีผู้ที่สำเร็จการศึกษา รวมทั้งสิ้น 706 คน ทั้งนี้ ในรอบปีที่ผ่านมามหาวิทยาลัยฯ ได้มีการดำเนินการด้านต่างๆ ของวิทยาลัยด้วยความมุ่งมั่น อาทิ ด้านการจัดการศึกษา โดยสนับสนุนทุนการศึกษาประเภทต่างๆ ทั้งสิ้น จำนวน 456 ทุน  ได้ปรับปรุงหลักสูตรการศึกษา ระดับปริญญาตรี ระดับปริญญาโท และปริญญาเอก รวมทั้งระดับประกาศนียบัตรบัณฑิต ให้มีความทันสมัย เป็นสากล สอดคล้องกับนโยบายการผลิตบัณฑิตของประเทศ สอดคล้องกับความต้องการของอุตสาหกรรมในอนาคต จำนวน 13 หลักสูตร  และเปิดหลักสูตรใหม่ระดับปริญญาตรี สาขาวิชาการจัดการองค์กรและชุมชนยุคใหม่ สาขาวิชาการจัดการท่องเที่ยวและโรงแรม  และสาขาวิชาวิศวกรรมไฟฟ้า วิชาเอก วิศวกรรมยานยนต์ไฟฟ้า และได้จัดตั้งคณะใหม่ 1 คณะ คือ คณะพยาบาลศาสตร์ เปิดสอนหลักสูตรพยาบาลศาสตรบัณฑิต โดยคาดการณ์ว่าจะพร้อมเปิดรับนักศึกษาใหม่ในปีการศึกษา 2567 นี้ 

โอกาสนี้ นายพลากร สุวรรณรัฐ องคมนตรี ได้กล่าวให้โอวาท แสดงความยินดี และชื่นชม แก่ผู้สำเร็จการศึกษา ประจำปีการศึกษา 2565-2566 ความตอนหนึ่งว่า ปริญญาบัตรที่ท่านได้รับ เป็นสิ่งที่มีความหมายและมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะเป็นเครื่องรับรองวิทยฐานะ ของแต่ละคน ว่าตนเป็นผู้ที่มีความรู้ ความสามารถ ในสาขาวิชาการต่างๆ ตามที่ได้อุตสาหะ ศึกษาเล่าเรียน บัณฑิตทุกคนจึงมีหน้าที่และความรับผิดชอบ ที่จะต้องนำความรู้ ความสามารถ ที่มีอยู่ไปสร้างสรรค์ให้เกิดความสำเร็จแก่ตนเอง สังคม และประเทศชาติ  ทั้งในด้านอาชีพ การงาน ในด้านเกียรติคุณความดี ในด้านการทำประโยชน์เกื้อกูล และในด้านการสร้างสรรค์นวัตกรรมเพื่อสังคมส่วนรวมและประเทศชาติ

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789227

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.34 น.

‘มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง’จัดพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว

24 กุมภาพันธ์ 2567 มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง นำโดย นายวิเชียร เตชะไพบูลย์ ประธานกรรมการ ดร.สุทัศน์ เตชะวิบูลย์ รองประธานกรรมการ นายวิชิต ชินวงศ์วรกุล รองประธานกรรมการ นายสุรพงษ์ เตชะหรูวิจิตร กรรมการและรองเลขาธิการ นายจารุรัตน์ คุณัตถานนท์ กรรมการและเหรัญญิก พร้อมด้วยคณะกรรมการ ผู้ช่วยกรรมการ ร่วมในพิธีจุดเทียนเปิดงานเทศกาลง่วนเซียว และเริ่มประกอบพิธีสงฆ์ สวดชัยมงคลคาถา (พะเก่ง) ณ ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย กรุงเทพฯ

เทศกาลง่วนเซียว เป็นเทศกาลแรกของปีตามปฏิทินจันทรคติของจีน โดยในปีนี้ตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ศาลเจ้าไต้ฮงกง มูลนิธิป่อเต็กตึ๊ง พลับพลาไชย จัดให้มีพิธีสวดชัยมงคลคาถา มีพิธีบูชาเทพเจ้าด้วยขนมหวาน และ ขนมที่ทำด้วยน้ำตาลทราย หรือน้ำตาลผสมถั่วลิสง ขึ้นรูปเป็นสิงโตขนาดต่าง ๆ บ้างก็เป็นรูปเจดีย์ ให้ผู้มีจิตศรัทธานำกลับไปบูชา ไหว้สิ่งศักดิ์สิทธิ์ที่ตนนับถือ มีการแลกเปลี่ยน โดยมารับ ขนมรูปสิงโต จากมูลนิธิฯ พร้อมทั้งจัดให้มีการยืมเงินขวัญถุงแก่ผู้ที่ทำมาค้าขาย และผู้มีจิตศรัทธา ให้ร่ำรวยเฮงๆ ตลอดปี มีเงินมีทองพอกินพอใช้ไม่ขาดมือ นอกจากนี้ยังจัดให้มีสาคูสิริมงคล บริการศิษยานุศิษย์และสาธุชน ได้รับประทานเพื่อเป็นสิริมงคลตลอดปี 

กระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทยร่วมกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา ปี67

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789201

กระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทยร่วมกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา ปี67

กระทรวงมหาดไทย-สมาคมแม่บ้านมหาดไทยร่วมกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา ปี67

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 09.39 น.

กระทรวงมหาดไทยและสมาคมแม่บ้านมหาดไทยร่วมกับวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม จัดพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2567 พร้อมเชิญชวนพุทธศาสนิกชนร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ วันที่ 24 ก.พ. – 3 มี.ค. 2567 ณ บริเวณมณฑลพิธีท้องสนามหลวง

วันที่ 24 กุมภาพันธ์ เวลา 06:30 น. ที่วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม เขตพระนคร กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย เป็นประธานพิธีทำบุญตักบาตรเนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2567 โดยมี นายสมคิด จันทมฤก นายโชตินรินทร์ เกิดสม รองปลัดกระทรวงมหาดไทย นายสมภพ สมิตะสิริ นายณรงค์ จีนอ่ำ นายอลงกต วรกี ผู้ตรวจราชการกระทรวงมหาดไทย นายวัชรเดช เกียรติชานน ที่ปรึกษาด้านการปกครอง นายชยชัย แสงอินทร์ รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายสุเมธ มีนาภา รองอธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง ร.ต.ท.ภพชนก ชลานุเคราะห์ รองอธิบดีกรมการปกครอง นายเอกวิทย์ มีเพียร รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น นายสหรัฐ วงศ์สกุลวิวัฒน์ รองอธิบดีกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย นายบุญธรรม หอไพบูลย์สกุล รองอธิบดีกรมที่ดิน นายบูรณิศ ยุกตะนันท์ ผู้อำนวยการองค์การตลาด นายชีระ วงศบูรณะ ผู้อำนวยการองค์การจัดการน้ำเสีย ผู้แทนหน่วยงานรัฐวิสาหกิจ ผศ.ดร.ศศิธร จันทมฤก นางปวีณ์ริศา เกิดสม นางจิณณารัชช์ สัมพันธรัตน์ อุปนายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย หัวหน้าหน่วยงานในสังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงมหาดไทย คณะกรรมการบริหารสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ข้าราชการ พนักงาน เจ้าหน้าที่ และภาคีเครือข่ายกว่า 300 คน ร่วมในพิธี โดยได้รับเมตตาจากท่านเจ้าคุณพระเทพวัชรเมธี อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย รองเจ้าคณะภาค 6-7 (ธ) ผู้ช่วยเลขานุการสมเด็จพระสังฆราช ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม นำพระภิกษุสงฆ์ และสามเณร รับบิณฑบาต

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เนื่องในวันมาฆบูชา 24 กุมภาพันธ์ 2567 เจ้าพระคุณสมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก เจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม โปรดเมตตาประทานพระคติธรรม ความว่า “เหตุการณ์ที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ทรงแสดงโอวาทปาติโมกข์ ประทานแก่พระอรหันตสาวก 1,250 รูป ซึ่งล้วนอุปสมบทโดยวิธีเอหิภิกขุ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้น ณ ดิถีเพ็ญเดือน 3 หลังสมเด็จพระบรมศาสดาตรัสรู้และประกาศพระศาสนาแล้ว 9 เดือน เมื่อพิจารณาจากประวัติการณ์แห่งวันจาตุรงคสันนิบาต ย่อมเห็นประจักษ์ว่า พระภิกษุผู้มาประชุมกันเป็นมหาสังฆสันนิบาตนั้น ต่างพรั่งพร้อมกันมา ณ เวฬุวันมหาวิหาร ด้วยอานุภาพแห่ง “คารวธรรม” พุทธบริษัททั้งหลายผู้เป็นอนุชน จึงพึงเทิดทูนจริยาของพระอรหันต์ทั้งนั้นขึ้นเป็นแบบอย่างทางประพฤติแห่งตน โดยสำนึกว่า ถึงแม้พระสาวกทุกรูปได้บรรลุถึงคุณธรรมสูงสุด ดับกิเลสเพลิงทุกข์ได้สิ้นเชิงแล้ว แต่ก็ยังคงเคารพนอบน้อมอย่างยิ่งต่อพระบรมศาสดา และพระธรรม เพราะฉะนั้น พุทธบริษัทผู้มุ่งหมายความสุขความเจริญทั้งทางโลกและทางธรรม จึงจำเป็นต้องมี “นิวาตธรรม” คือ ความอ่อนน้อมถ่อมตน เป็นพื้นอุปนิสัย ขอจงระลึกไว้ว่า คุณธรรมแห่งพระอรหันต์นั้น สูงส่งเหนือกว่าอิสริยยศทั้งปวงในโลก หากแต่พระอรหันต์กลับปราศจากความอวดดื้อถือดี ปราศจากความเนรคุณลบหลู่ดูหมิ่น เพราะทุกรูปต่างมีความคารวะนอบน้อมอย่างมั่นคง ต่อพระรัตนตรัย ต่อการศึกษา ต่อความไม่ประมาท และต่อการปฏิสันถาร ดังนี้ บรรดาผู้ยังมีธุลีในดวงตา มีกิเลสเครื่องเศร้าหมองครอบงำใจอยู่ จึงพึงเพียรหมั่นเพิ่มพูนคารวธรรม ให้งอกงามขึ้นในตนอยู่เสมอ ให้สมด้วยธรรมภาษิตที่ว่า “มหตฺตปตฺโตปิ นิวาตวุตฺติ” แปลความว่า “ถึงแม้จะดำรงตำแหน่งใหญ่ คือ อิสริยยศที่กว้างขวาง แต่ก็ไม่ผยองด้วยยศ ถ่อมตน ทำตามโอวาทของบัณฑิต” เพื่อความผาสุกร่มเย็นในจิตใจตน ตลอดจนประเทศชาติ และโลกนี้ได้อย่างยั่งยืน ขอพระสัทธรรมของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าจงดำรงมั่นคงอยู่ในโลกนี้ตลอดกาลนาน และขอสาธุชนทั้งหลายจงพร้อมเพรียงกันศึกษาพระสัทธรรมนั้น เพื่อบรรลุถึงความรุ่งเรืองสถาพรสืบไป เทอญ”

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า เนื่องในโอกาสวันมาฆบูชา ประจำปี 2567 วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม กำหนดจัดพิธี โดยในวันเสาร์ที่ 24 ก.พ. 2567 เวลา 09.30 น. พระสงฆ์ทำวัตรเช้า เวลา 10.00 น. พระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา 1 กัณฑ์ เวลา 19.00 น. พระสงฆ์ทำวัตรเย็น สวดโอวาทปาฏิโมกข์ พุทธศาสนิกชนเวียนเทียนถวายเป็นพุทธบูชา และพระสงฆ์แสดงพระธรรมเทศนา 13 กัณฑ์ จากนั้นย่ำรุ่งของวันอาทิตย์ที่ 25 ก.พ. 2567 เวลา 09.30 น. เป็นการถวายภัตตาหารเช้าแด่พระสงฆ์ 30 รูป โดยพุทธศาสนิกชนทุกท่านสามารถติดตามชมการถ่ายทอดสดกิจกรรมวันมาฆบูชาได้ทางเพจเฟซบุ๊ก “สมโภช 150 ปี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม” ทั้งนี้ ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชน พุทธศาสนิกชนทุกท่านร่วมทำความดี สร้างบุญ สร้างกุศล ลด ละ เลิกการทำบาปทั้งปวง พร้อมชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคลของชีวิต โดยทุกท่านสามารถร่วมพิธีเนื่องในวันมาฆบูชา ประจำปี 2567 ซึ่งท่านผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด และท่านนายอำเภอทั้ง 878 อำเภอ และภาคีเครือข่าย ได้รับเมตตาจากคณะสงฆ์ จัดพิธีในทุกวัดทั่วประเทศ กระทรวงมหาดไทยขออนุโมทนากับทุกท่านมา ณ โอกาสนี้ 

“นอกจากนี้ เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ซึ่งนับเป็นมหามงคลอันยิ่งใหญ่ของพุทธศาสนิกชนชาวไทย ที่จะได้ร่วมสักการะพระบรมสารีริกธาตุและพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ โดยรัฐบาลไทยและอินเดียร่วมกับภาคีเครือข่ายอัญเชิญพระบรมสารีริกธาตุจากพิพิธภัณฑสถานแห่งชาติอินเดีย และพระอรหันตธาตุของพระสารีบุตรและพระโมคคัลลานะ จากพิพิธภัณฑสถานเมืองสาญจี ประเทศอินเดีย มาประดิษฐานเป็นการชั่วคราว ณ ประเทศไทย เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสพระราชพิธีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษา 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง โดยจะเปิดให้ประชาชนเข้าสักการะบูชา ตั้งแต่วันที่ 24 ก.พ. – 3 มี.ค. 2567 เวลา 09.00 – 20.00 น. จากนั้น จะมีการอัญเชิญไปประดิษฐานเป็นการชั่วคราวในส่วนภูมิภาค 3 จังหวัด คือ ภาคเหนือ วันที่ 5 – 8 มี.ค. 2567 ณ หอคำหลวง อุทยานหลวงราชพฤกษ์ จ.เชียงใหม่ ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ วันที่ 10 – 13 มี.ค. 2567 ณ วัดมหาวนาราม จ.อุบลราชธานี และภาคใต้ วันที่ 15 – 18 มี.ค. 2567 ณ วัดมหาธาตุวชิรมงคล (วัดบางโทง) จ.กระบี่ เพื่อพี่น้องพุทธศาสนิกชนในพื้นที่ได้ร่วมสักการะบูชาเป็นมหามงคลของชีวิต” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าวในช่วงท้าย

‘เทพ โพธิ์งาม’ ซึ้งใจ ม.ขอนแก่น ยกให้เป็น ‘ศิลปินมรดกอีสาน’ ด้านนักแสดงตลก

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789196

'เทพ โพธิ์งาม' ซึ้งใจ ม.ขอนแก่น ยกให้เป็น 'ศิลปินมรดกอีสาน' ด้านนักแสดงตลก

‘เทพ โพธิ์งาม’ ซึ้งใจ ม.ขอนแก่น ยกให้เป็น ‘ศิลปินมรดกอีสาน’ ด้านนักแสดงตลก

วันเสาร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 09.03 น.

ป๋าเทพ ยอมรับงงกับรางวัลที่ได้ พร้อม ขอบคุณ ม.ขอนแก่น ที่มอบรางวัล “ยกย่องเชิดชูเกียรติเป็น ศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (นักแสดงตลก)” เผยตนก็มีเชื้อสายลาวพวน ตระกูลเป็นคนอีสาน ตอนนี้ขอเกษียณอยู่บ้านแล้ว ด้วยวัย 74 แถมป่วยโรคหลอดเลือดสมอง แพทย์ให้พักผ่อน ไม่ถือโกรธคนที่เสียงแตก วางมือทุกอย่างแล้ว ขอใช้ชีวิตบันปลายอย่างมีความสุข

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 จากกรณีที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น ประกาศรายชื่อผู้ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินมรดกอีสาน แห่งมหาวิทยาลัยขอนแก่น ประจำปี พุทธศักราช 2567 เนื่องในโอกาสมหามิ่งมงคล วันพระราชสมภพสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และวันอนุรักษ์มรดกไทย มหาวิทยาลัยขอนแก่น ร่วมเทิดพระเกียรติ โดยการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินมรดกอีสาน โดยรางวัลเชิดชูเกียรติศิลปินมรดกอีสาน มอบแด่ ศิลปิน ผู้เป็นต้นแบบศิลปะพื้นถิ่นอีสาน เปี่ยมล้นคุณธรรม จริยธรรม เป็นจุดเริ่มต้นแห่งแรงบันดาลใจ ถ่ายทอดศาสตร์ศิลป์ จนเป็นองค์ความรู้อันมีค่ายิ่ง มีผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อสาธารณชนคนรุ่นหลังอย่างต่อเนื่อง มุ่งมั่นทุ่มเท สร้างสรรค์ผลงานอันทรงคุณค่าต่อแผ่นดินอีสาน ก่อคุณูปการด้านศิลปวัฒนธรรมต่อแผ่นดินไทย

โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่นได้มอบรางวัลศิลปินมรดกอีสาน ประกอบด้วยสาขาทัศนศิลป์ สาขาวรรณศิลป์ และสาขาศิลปะการแสดง ซึ่งในรางวัลดังกล่าวปรากฏรายชื่อของ นายสุเทพ โพธิ์งาม หรือ ป๋าเทพ ได้รับการยกย่องเชิดชูเกียรติศิลปินมรดกอีสาน สาขาศิลปะการแสดง (นักแสดงตลก)

จนกลายเป็นที่พูดถึงกันเป็นอย่างมาก โดยเฉพาะที่หน้าเพจของ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรม มหาวิทยาลัยขอนแก่น KKU Art&Culture Center มีผู้เข้าไปคอมเม้นในประเด็นนี้กันอย่างดุเดือด กันเรียกได้ว่า รถทัวน์ลงจอดเป็นที่เรียบร้อย อาทิ ทบทวนหน่อยครับมันทำให้ท่านอื่นๆที่ได้รับการยกย่องเชิดชูดูไร้ค่า *สาขาศิลปะการแสดง (3)นายสุเทพ โพธิ์งาม (นักแสดงตลก) หรือ มรดกอีสาน เคยใช้ภาษาอีสาน ในการแสดง เชิดชู ภาษาถิ่นบ้านเกิดในการแสดง เคยนำอะไรที่เกี่ยวกับอีสานไปใช้ในการแสดงหรือไม่ ผลงานเด่นเกี่ยวกับภาคอีสานคืออะไร ถึงเอามาเชิดชูว่าเป็น ศิลปินมรดกอีสาน(เทพ โพธิ์งาม)

ล่าสุดผู้สื่อข่าวได้เดินทางไปที่ไร่ของป๋าเทพ อยู่ที่ ต.เขาขลุง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี  พบกับ ป๋าเทพ หรือ นายสุเทพ โพธิ์งาม เปิดเผยกับผู้สื่อข่าวว่า จากกรณีที่ทางมหาวิทยาลัยขอนแก่น ได้คัดเลือกตนได้รับมอบรางวัลมรดกอีสาน สาขาการแสดงตลก ซึ่งตนได้ทราบจากทางมหาวิทยาลัย เมื่อประมาณเดือนก่อน ตนก็ไม่ทรายรายละเอียดในรางวัลดังกล่าว ตนก็ไม่เคยคิดว่าจะได้รับรางวัลอะไร ที่ผ่านมาศิลปินตลกทั่วๆไป และก็เป็นตลกมานานแบบว่าอยู่วงการตลกจนแก่ แต่ตอนนี้อายุ 74 ปีแล้วก็วางมือจากทุกๆอย่างแล้ว ตนก็ต้องขอบคุณทางมหาวิทยาลัยที่มอบรางวัลให้

เมื่อถามถึงความรู้สึกที่ได้รับรางวัลนี้ ภูมิใจไหมในฐานะคนอีสาน ตนก็ตอบได้ว่า ตนก็ไม่ได้รู้สึกอะไร เพราะว่าอยู่ดีๆเขาก็โทรมาบอกเราจะมีโล่รางวัลเกี่ยวกับมรดกอีสานตนเองก็ยังไม่เข้าใจ ไม่รู้จริงๆ อยู่ที่ทางผู้ใหญ่เขาว่าจะมอบให้ในเรื่องอะไรตนไม่รู้จริงๆ แต่เมื่อเขาเอามาให้ก็รู้สึกขอบคุณ เขาให้ไปรับเราก็ไปรับ และก็ภูมิใจที่สังคมยังเห็นคุณค่าของเรา ถ้าจะสอบถามว่าได้เรื่องอะไรก็ต้องถามทางมหาวิทยาลัยซึ่งตนเองก็ไม่รู้รายละเอียดมาก

ในส่วนเรื่องที่มีคนเข้ามาคอมเมนต์ในทำนองที่ว่าป๋าเทพไม่เหมาะสมกับรางวัลนี้เพราะไม่ใช่คนอีสานแท้ ไม่เคยพูดอีสาน ประเด็นนี้ ป๋าก็ตอบได้ชัดเลยว่า ป๋าเป็น “คนลาวพวน” ไม่ได้เป็นลาวอีสาน แต่ปู่เป็นคน จ.ร้อยเอ็ด ตาเป็นคน จ.ศรีสะเกตุ ย้ายกันมาอยู่ที่ปาจีนบุรี มาได้เมียที่นี่เป็นลาวพวน ป๋าก็มาเกิดที่นี่ จะให้ป๋าพูดลาวเลยก็ไม่ถนัดหลอก แต่พอพูดได้ไม่ชัดร้อยเปอร์เซ็นต์ แต่เรามันก็เชื้อสายอีสานนี่แหละ

ป๋าเทพ ยังเล่าต่อว่า ตอนนี้อายุ 74 ปีแล้ว ป่วยเป็นหลายโรค เป็นทั้งโรคหลอดเลือดสมอง มีอาการวูบมาแล้ว 2 ครั้ง หมอต้องให้ทานยาอย่างเคร่งครัด ต้องคุมในการกิน การพักผ่อน ต้องเลี่ยงเรื่องเครียดๆ ตามแพทย์สั่ง อีกทั้งตอนนี้วางมือทุกอย่างแล้ว ทังการแสดงรับไม่ได้แล้ว เพราะป๋าเริ่มจำบทไม่ได้ พูดบางทียังพูดแบบเร็วๆ ความคิดก็เริ่มช้าลง ธุรกิจขนมเปี๊ยะ ก็ให้ลูกๆดูแลทั้งหมด ตอนนี้ไม่ได้หวังอะไรมาก ก็อยู่ตามประสาคนแก่แล้ว อยู่ในไร่ทุกๆวัน บางครั้งก็ออกไปเที่ยวพักผ่อนบ้าง ไปครัวลุงรงค์บ้าง ไปต่างจังหวัดบ้าง แต่ก็ยังมีสื่อเป็นของตนเองคือช่อง TikTok ที่ทำ โดยมีคนในครอบครัวช่วยกัน ในช่วงวันหยุดก็จะนำสินค้าไปขายที่ร้านครัวลุงรงค์

ในส่วนการโยงในเรื่องประเด็นทางการเมืองตรงนี้ ป๋าก็ไม่รู้ เพราะป๋าไม่ได้ยุ่ง หรือ เข้าไปพูดเกี่ยวกับการเมืองแล้วยุติบทบาทไปนานแล้ว เราห้ามคนที่จะคิด หรือ พูดได้ก็ต้องปล่อยให้เขาพูดกันไป ตนก็ยังขอบคุณแฟนคลับ คนที่คอยสนับสนุนอุดหนุนสินค้าของครอบครัวของตนเอง ตอนนี้ป๋าอายุมากแล้ว จะอยู่หรือไปก็ไม่รู้วันไหน เพื่อนๆตลกก็ไปกันหลายคนแล้ว ส่วนรางวัลที่ได้มานี้ ตนก็ขอบคุณทางมหาวิทยาลัยขอนแก่นอีกครั้งที่เห็นถึงความสามารถที่ตนเคยเป็นศิลปินตลกมาเกือบชั่วชีวิต

สำหรับประวัติของป๋าเทพ หรือ ชื่อจริง สุเทพ โพธิ์งาม ชื่อเล่น เทพ เกิดเมื่อวันที่ 25 ตุลาคม พ.ศ. 2492 เกิดที่อำเภอพนมไพร จังหวัดร้อยเอ็ด แต่ไปเติบโตที่นราธิวาส เรียนจบประถมศึกษาปีที่ 4 ที่โรงเรียนบ้านยะบะ(อุปการวิทยา) อำเภอรือเสาะ จังหวัดนราธิวาส ก่อนย้ายมาอยู่สะเดา หาดใหญ่ เคยทำงานกับหน่วยฉายหนังกลางแปลง ได้เงินค่าจ้างวันละ 5 บาท ซึ่งได้มีโอกาสเป็นนักพากย์การ์ตูนในหนังกลางแปลงเพราะขาดนักพากย์พอดี ทำอยู่ 7 ปี หนังกลางแปลงถูกยุบ จึงหันเหไปเป็น กรรมกรในโรงถ่าน และได้ไปสมัครงานกับวงดนตรีเพลิน พรมแดน ประมาณ พ.ศ. 2512 นับเป็นการเริ่มต้นในวงการจึงได้เจอกับ เด่น ดอกประดู่ให้มาเล่นตลกหน้าเวที หลังจากเด่น ออกจากวงดนตรีเพลินพรมแดน เด่นได้ชวนเขาเข้าร่วม คณะ เด่น เด๋อ เทพ ประมาณ พ.ศ. 2520 จากนั้น 2 ปี ได้แยกมาตั้งคณะ “เทพเพชรธงจิ๋ม” ต่อมาได้น้อย โพธิ์งาม แฉ่ง ช่อมะดัน หม่ำ จ๊กม๊ก มาร่วมคณะกลายเป็นคณะ เทพ โพธิ์งาม จนถึงประมาณปี 2538 จึงได้เลิกเล่นคาเฟ่รับงานทีวี ละคร ภาพยนตร์ อย่างเดียว

ชีวิตครอบครัว ใช้ชีวิตคู่ร่วมกับ ภัสราวรรณ ทรงพีระพัฒน์ (จุ๋ม) มีบุตรธิดา 2 คนคือ “ทอฟฟี่” นิชาภา โพธิ์งาม อดีตนักร้องค่าย “ลักษ์มิวสิก” และไทค์ ธนพล โพธิ์งาม (ภัทร โพธิ์งาม) ในปี พ.ศ. 2558 ทั้งคู่ก็ได้ประกาศแยกทางกันหลังจากอยู่กินกันมานานถึง 35 ปี และในปี พ.ศ. 2559 ได้ประกาศว่ากลับมาคืนดีกันอีกครั้ง[1] และมีน้องสาวอีกคนที่เป็นนักแสดงตลกที่มีชื่อเสียงเช่นเดียวกัน คือ น้อย โพธิ์งาม

“ป๋าเทพ” มีผลงานการแสดงละคร 38 เรื่อง และภาพยนตร์จำนวน 85 เรื่อง และยังเป็นผู้กำกับ 1 เรื่อง และเขียนบทภาพยนตร์อีกด้วย โดยผลงานทางด้านละคร อาทิ พ.ศ. 2526 เธอกับฉัน , ตามจับตามจีบ และ หลวงตา , กองร้อย 501 ตอน แผ่นดินข้าใครอย่าแตะ และ นายฮ้อยทมิฬ , คมแฝก และ ปีสุดท้าย พ.ศ. 2561 เรื่องตี๋ใหญ่ 2 ดับ เครื่อง ชน

“ป๋าเทพ” นอกจากการเป็นนักแสดงตลกแล้ว ยังเคยประกอบธุรกิจหลายอย่าง จนเป็นหนึ่งชื่อเสียงของเจ้าตัว เพราะบ่อยครั้งที่ “ป๋าเทพ” ทำธุรกิจ แต่กลับไม่ประสบความสำเร็จ ไม่ว่าจะเป็น ร้านอาหาร อู่ซ่อมรถ ร้านเสริมสวย บ้านจัดสรร ร้านหมูกระทะ ฯลฯ ก่อนจะผันตัวมาทำแบรนด์น้ำข้าวกล้อง ยี่ห้อ “โพธิ์งาม” แต่ก็ทำได้ไม่นาน เพราะมีปัญหาการขึ้นทะเบียน อย. จนต้องล้มเลิกไป

และนอกเหนือจากการทำหน้าที่พิธีกร หรือคอมเมนเตเตอร์รายการเพลงลูกทุ่ง “เทพ โพธิ์งาม” ยังมีกิจการ “ขนมเปี๊ยะขั้นเทพ” ที่เริ่มมาตั้งแต่ปี 2560 หลังเจ้าตัวประกาศลาออกจากวงการบันเทิงในปี 2557 และมาใช้ชีวิตอยู่ที่ไร่ในหมู่บ้านไผ่สามเกาะ ต.เขาขลุง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี โดยใช้การโปรโมทผ่านแฟนเพจ รวมถึงกลุ่มแฟนคลับพากันอุดหนุนอยู่เสมอ รวมถึงยังมีร้าน “ภักดีคาเฟ่” ที่ตั้งอยู่ที่ไร่ป๋าเทพด้วย