พสกนิกรทั่วไทย รวมพลังแสดงจุดยืนสวมใส่ชุดสีม่วงปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/789167

พสกนิกรทั่วไทย รวมพลังแสดงจุดยืนสวมใส่ชุดสีม่วงปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

พสกนิกรทั่วไทย รวมพลังแสดงจุดยืนสวมใส่ชุดสีม่วงปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 20.13 น.

พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ รวมพลังแสดงจุดยืนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และร่วมใจสวมใส่ชุดสีม่วง ถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย 

23 ก.พ.67 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากกรณีปรากฏข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ได้มีการเสนอเรื่องที่มีบุคคลได้ขับรถยนต์บีบแตรรถยนต์ลากยาวระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะเสด็จผ่านทางร่วมต่างระดับมักกะสัน โดยมีพฤติการณ์ขับรถยนต์ด้วยความเร็วเพื่อไปให้ทันขบวนเสด็จซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดกั้นรถยนต์คันดังกล่าวจนได้มีการโต้เถียง ซึ่งต่อมาได้เกิดการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ถึงพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลดังกล่าว และเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 ศาลอาญาได้ออกหมายจับกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้วนั้น โดยในห้วงระหว่างวันที่ 21 – 23 ก.พ. 2567 พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศพร้อมใจสวมใส่ชุดสีม่วง รวมพลังแสดงจุดยืนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อาทิ

1. จังหวัดชัยนาท ที่บริเวณพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 หน้าศาลากลางจังหวัดชัยนาท นายนที มนตริวัต ผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท พร้อมด้วยรองผู้ว่าราชการจังหวัดชัยนาท นำส่วนราชการและประชาชนชาวจังหวัดชัยนาท กว่า 1,000 คน พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดโทนสีม่วง และร่วมกันแสดงพลังแห่งความจงรักภักดี โดยได้ทำพิธีเปิดกรวยกระทงดอกไม้ เบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมกล่าวถวายความจงรักภักดี ร่วมกันร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเปล่งเสียง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณ เพื่อแสดงถึงความจงรักภักดี และซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงมีต่อพสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าเสมอมา

2. จังหวัดมหาสารคาม ที่บริเวณลานหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์ รัชกาลที่ 5 ศาลากลางจังหวัดมหาสารคาม นายวิบูรณ์ แววบัณฑิต ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม พร้อมด้วยนายกเหล่ากาชาด นำหัวหน้าส่วนราชการ และชาวจังหวัดมหาสารคามทุกหมู่เหล่า พร้อมใจกันใส่เสื้อสีม่วง ร่วมกิจกรรมถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคามถวายความเคารพเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และนำผู้ร่วมกิจกรรมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี พร้อมกล่าว “ทรงพระเจริญ” 3 ครั้ง และผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้ร่วมแปรแถวเป็นคำว่า “เรารักพระเทพ” เพื่อเป็นการแสดงออกถึงความจงรักภักดี เทิดทูนต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทยทั้งประเทศ

3. จังหวัดกาญจนบุรี ที่บริเวณหน้าศาลากลางจังหวัดกาญจนบุรี ร้อยโททศพล ไชยโกมินทร์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกาญจนบุรี พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ภาคีเครือข่าย และพสกนิกรชาวกาญจนบุรีทุกหมู่เหล่า พร้อมใจสวมเสื้อโทนสีม่วงร่วมแสดงพลังถวายความจงรักภักดี สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมโบกธงพระปรมาภิไธยย่อ สัญลักษณ์ประจำพระองค์ สธ.ทั่วทั้งบริเวณการจัดงาน ผู้เข้าร่วมกิจกรรมร่วมร้องเพลงในอุ่นอ้อมอกมั่นคง และเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างกึกก้องทั่วบริเวณ เพื่อถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

4. จังหวัดสุราษฎร์ธานี ที่อาคารศูนย์กลางการสัมมนาภาคใต้ตอนบน ศาลากลางจังหวัดสุราษฎร์ธานี นายเจษฎา จิตรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสุราษฎร์ธานี เป็นประธานในพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้ากรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีรองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ตลอดจนถึงคณะครู สามเณรนักเรียน โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา ปัญญาทีปวิทยานุสรณ์ นักเรียน นักศึกษา และประชาชนทุกหมู่เหล่า พร้อมใจเข้าร่วมพิธีกันอย่างพร้อมเพรียงกันกว่า 2,000 คน

5. จังหวัดปัตตานี ที่ลานอเนกประสงค์ หน้าที่ว่าการอำเภอโคกโพธิ์ นางพาตีเมาะ สะดียามู ผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี นำผู้นำท้องที่ท้องถิ่น ผู้นำศาสนา นักเรียน นักศึกษา และประชาชนชาวอำเภอโคกโพธิ์กว่า 3,000 คน เข้าร่วมกิจกรรมแสดงพลังความจงรักภักดีต่อสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดปัตตานี ได้เปิดกรวยกระทงดอกไม้ธูปเทียนแพ ถวายราชสักการะเบื้องหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมถวายแจกันดอกไม้ กล่าวถวายพระพร และนำผู้เข้าร่วมพิธีร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี และเพลงในอุ่นอ้อมอกมั่นคง ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

6. จังหวัดเพชรบูรณ์ ที่หอประชุมโรงเรียนดงขุยวิทยาคม ตำบลดงขุย อำเภอชนแดน นายกฤษณ์ คงเมือง ผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ มอบหมายให้ นางพัชรี ศาลาศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเพชรบูรณ์ เป็นประธานในพิธีถวายความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ของอำเภอชนแดน โดยมีผู้ร่วมพิธีฯ 1,250 คน นอกจากนี้ยังได้เปิดโครงการ “หน่วยบำบัดทุกข์ บำรุงสุข สร้างรอยยิ้มให้ประชาชน” มอบทุนการศึกษาจากกองทุนพัฒนาเด็กชนบทในพระราชูปถัมภ์ฯ มอบเงินช่วยเหลือประชาชน มอบสิ่งของจำเป็นจากเหล่ากาชาดฯ เพื่อบรรเทาทุกข์ให้ประชาชน จำนวน 200 ชุด และได้มอบพันธุ์ปลาพวง 10,000 ตัว ให้แก่กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ เพื่อขยายพันธุ์ต่อไป 

7. จังหวัดสุพรรณบุรี ที่ลานหน้าสำนักงานองค์การบริหารจังหวัดสุพรรณบุรี นายบุญชู จันทร์สุวรรณ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี นำหัวหน้าส่วนราชการ พนักงานองค์การบริหารส่วนจังหวัดสุพรรณบุรี รวมพลังสวมเสื้อสีม่วงเพื่อแสดงความจงรักภักดีถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยได้นำกล่าวถวายกำลังใจ และคำปฏิญาณต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ที่เป็นสถาบันหลักของชาติไทย เป็นที่ยึดเหนี่ยวจิตใจของประชาชนชาวไทยมาอย่างยาวนาน 

8. อำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง ที่วิทยาลัยเทคนิคบ้านค่าย ตำบลหนองละลอก นายทศพล บวรโมทย์ นายอำเภอบ้านค่าย จังหวัดระยอง นำหัวหน้าส่วนราชการ เครือข่ายองค์กรภาครัฐ ภาคเอกชน คุณครู นักเรียน และพี่น้องประชาชนบ้านค่าย พร้อมใจกันใส่เสื้อสีม่วง ประกอบพิธีเฉลิมพระเกียรติถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยได้นำกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีอย่างกึกก้อง

9. อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นางสมทรง พันธ์เจริญวรกุล นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดพระนครศรีอยุธยา พร้อมด้วยนายธีรเมธ เทพวิชัยศิลปกุล นายอำเภอวังน้อย ตลอดจนนายกเทศมนตรีเมืองลำตาเสา ข้าราชการ นักธุรกิจ พ่อค้า และประชาชนในอำเภอวังน้อย พร้อมใจสวมใส่เสื้อสีม่วง สีเหลือง และเสื้อนักศึกษา ถือป้าย ถือรูป ถือธงสัญลักษณ์ และข้อความ เรารักพระเทพฯ ร่วมกิจกรรมถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี และร้องเพลงสรรเสริญพระบารมีด้วยความจงรักภักดี

10. อำเภอไพรบึง จังหวัดศรีสะเกษ ที่บริเวณสนามหน้าที่ว่าการอำเภอไพรบึง นายฉลาด ชิดชม นายอำเภอไพรบึง นำหัวหน้าส่วนราชการ และประชาชนในพื้นที่ เข้าร่วมพิธีถวายความรักและความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยผู้เข้าร่วมพิธีสวมใส่เสื้อสีม่วงและร่วมกันทำเป็นรูปหัวใจอย่างยิ่งใหญ่และสวยงาม เพื่อเป็นการถวายความจงรักภักดี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา และความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงมีพระราชปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยาก เดือดร้อน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ เผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา อำนวยประโยชน์สุข เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ขจัดปัดเป่าเภทภัยให้แก่อาณาประชาราษฎร์ในทุกถิ่นที่ของผืนแผ่นดินไทย ก่อเกิดประโยชน์อันไพศาลแก่พสกนิกรชาวไทย จึงขอเชิญชวนให้คนไทยช่วยกันสนองแนวพระราชดำริในโครงการต่าง ๆ อาทิ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน และขยายผลต่อไปด้วยการทำผ่านมือเล็ก ๆ ทั้งสองมือของพวกเราให้เกิดพลังการเปลี่ยนเเปลงอันยิ่งใหญ่ ร่วมกันทำความดีถวายพระพร ทำให้แนวพระราชดำริเกิดผลลัพธ์ที่ทวีความสมบูรณ์พูนสุข สร้างคุณภาพชีวิต สร้างรอยยิ้ม สร้างความรักความสามัคคีให้แก่ชาติบ้านเมือง อันเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยไปด้วยกัน 

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมกันแสดงความจงรักภักดี ด้วยการเผยแพร่คลิป Music Video เพลง “ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง” ที่กระทรวงมหาดไทยจัดทำเพื่อถวายกำลังใจด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผ่านลิงก์ https://youtu.be/BPoLGRE0088?si=A_PZBi_OzTN9xxLj ทางสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทาง” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำ

โพล‘วันมาฆบูชา’ กิจกรรมยอดฮิต! ทำบุญทำทาน ตักบาตร ลดละเลิกอบายมุข

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788995

โพล‘วันมาฆบูชา’ กิจกรรมยอดฮิต! ทำบุญทำทาน ตักบาตร ลดละเลิกอบายมุข

โพล‘วันมาฆบูชา’ กิจกรรมยอดฮิต! ทำบุญทำทาน ตักบาตร ลดละเลิกอบายมุข

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 12.07 น.

เผยผลโพลวันมาฆบูชาปี 67 กิจกรรมยอดฮิตทำบุญ ทำทาน ตักบาตร ลด ละ เลิก อบายมุข นำหลักคำสอนมีสติ ศีลห้า ทำดี

เมื่อวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2567 นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยว่า กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) ร่วมกับสวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต ได้สำรวจความคิดเห็นเด็ก เยาวชน และประชาชน ที่มีต่อ “วันมาฆบูชา ปี 2567” (24 กุมภาพันธ์ 2567) จากกลุ่มตัวอย่างเด็ก เยาวชน และประชาชนทั่วประเทศจำนวน 21,094 คน ครอบคลุมทุกภูมิภาค ซึ่งมีผลสรุปว่าเด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่ ร้อยละ 85.82 ทราบว่าวันมาฆบูชาปีนี้ ตรงกับวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2567 และคิดว่าวันมาฆบูชา มีความสำคัญ 5 อันดับแรก ได้แก่ อันดับ 1 เป็นวันที่พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงแสดง “โอวาทปาติโมกข์” แก่พระสงฆ์เป็นครั้งแรกในวันเพ็ญเดือน 3 ร้อยละ 64.76 อันดับ 2 เป็นวันพระสงฆ์ล้วนเป็นพระอรหันต์ทั้งสิ้นมาชุมนุมพร้อมกัน จำนวน 1,250 รูป โดยมิได้นัดหมาย ร้อยละ 62.79 อันดับ 3 มีการเผยแผ่หลักคำสอนของพระพุทธศาสนา คือ การไม่ทำบาปทั้งปวง การทำกุศลให้ถึงพร้อม การทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ร้อยละ 51.55 อันดับ 4 พระสงฆ์ที่มาประชุมล้วนเป็นพระสงฆ์ที่ได้รับการอุปสมบทโดยพระพุทธเจ้า เรียกว่า “เอหิภิกขุสัมปทา” ร้อยละ 43.90 อันดับ 5 มีเหตุอัศจรรย์พร้อมกัน 4 ประการ เรียกว่า “จาตุรงคสันนิบาต”ร้อยละ 37.45

รมว.วธ.กล่าวอีกว่า ปีนี้เด็ก เยาวชน และประชาชนกว่าร้อยละ 58.77 สนใจเข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนา เนื่องในวันมาฆบูชา รองลงมา คือ ร้อยละ 34.10 ไม่แน่ใจแล้วแต่โอกาส และ ร้อยละ 7.13 ไม่สนใจเข้าร่วมงาน เนื่องจากนับถือศาสนาอื่น อยากพักผ่อน โดยพ่อ แม่/ปู่ย่า ตายาย/ญาติพี่น้อง พาลูกหลาน เข้าร่วมกิจกรรมวันมาฆบูชา คือวิธีหรือสิ่งที่จูงใจหรือเชิญชวนให้เด็ก เยาวชน และประชาชน เข้าร่วมกิจกรรมส่งเสริมพระพุทธศาสนาเนื่องในวันมาฆบูชามากขึ้น ร้อยละ 69.52 เป็นอันดับ 1 ซึ่งอาจบ่งชี้ได้ว่าครอบครัวเป็นรากฐานที่สำคัญที่สุดของสังคมหากครอบครัวเข้มแข็ง สังคมก็จะเข้มแข็งไปด้วย อันดับ 2 เปิดแหล่งเรียนรู้ เพื่อเสริมสร้างความเข้าใจเกี่ยวกับวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาผ่านการเข้าร่วมกิจกรรมหรือเรียนรู้ผ่านสื่อเทคโนโลยีออนไลน์ ร้อยละ 46.51 อันดับ 3 ผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ให้ความรู้และการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม ผ่านโซเชียลมีเดีย ร้อยละ 45.12

รมว.วธ.กล่าวด้วยว่า เด็ก เยาวชน และประชาชนส่วนใหญ่เข้าร่วมระลึกถึงวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา วันมาฆบูชา เนื่องจากต้องการไปทำกิจกรรม 5 อันดับแรก คือ อันดับ 1 ทำบุญ ทำทาน ร้อยละ 53.49 อันดับ 2 ตักบาตรพระสงฆ์ ร้อยละ 51.60 อันดับ 3 ลด ละ เลิก อบายมุข ร้อยละ 41.84 อันดับ 4 เวียนเทียนร้อยละ 39.58 และอันดับ 5 ถวายสังฆทาน ร้อยละ 30.76  และในฐานะเป็นพุทธศาสนิกชนจะนำหลักคำสอนข้อใดมายึดถือปฏิบัติและนำมาใช้ในชีวิตประจำวัน 5 อันดับแรก คือ อันดับ 1 สติ ความรู้สึกตัว ความระลึกได้ ความรับรู้ การเอาจิตไปรับรู้ในสิ่งที่เกิดขึ้น หรือปรากฏขึ้นในปัจจุบันร้อยละ 64.30 อันดับ 2 ศีล 5 ศีลพื้นฐานที่องค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงสั่งสอนให้ชาวพุทธทุกคนยึดถือปฏิบัติเป็นหลักของชีวิต ร้อยละ 46.71 อันดับ 3 หลักการ 3  ทำความดี ละเว้นความชั่ว ทำจิตใจให้บริสุทธิ์ ร้อยละ 46.30 อันดับ 4  พรหมวิหาร 4 เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ร้อยละ 34.59 อันดับ 5 มัชฌิมาปฏิปทา ยึดมั่นในทางสายกลางร้อยละ 34.48

นายเสริมศักดิ์ กล่าวต่อว่า ขณะเดียวกันผลสำรวจครั้งนี้ได้สอบถามเด็ก เยาวชน และประชาชน คิดว่าภาครัฐควรส่งเสริมกิจกรรมใดเนื่องในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา ซึ่งผู้ตอบแบบสอบถามมีข้อเสนอแนะให้จัดกิจกรรมทำบุญตักบาตร ฟังธรรม เวียนเทียน ในวันสำคัญทางพระพุทธศาสนา รวมทั้งรณรงค์ให้ ลด ละ เลิก อบายมุข โดยนำศิลปิน ดารา นักร้อง นักแสดง บุคคลที่มีชื่อเสียง มาร่วมรณรงค์ เชิญชวน ผลิตและเผยแพร่สื่อประชาสัมพันธ์ ใช้ความรู้ด้านพระพุทธศาสนา ผ่านโซเชียลมีเดีย เช่น เครือข่ายสังคมออนไลน์ เกมส์ การ์ตูน เพื่อให้ทุกคนสามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก รวดเร็ว เพราะในปัจจุบันเครือข่ายสังคมออนไลน์ มีอิทธิพลในชีวิตประจำวันอย่างมาก จัดกิจกรรมค่ายคุณธรรมจริยธรรม เพื่อส่งเสริมให้เด็ก เยาวชน และประชาชน มีคุณธรรมมากขึ้น กิจกรรมท่องเที่ยวในเส้นทางสายบุญ เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว และสร้างรายได้สู่ภาคการท่องเที่ยวไทยมากขึ้น ซึ่ง วธ.จะนำความคิดเห็นของผู้ตอบแบบสอบถามทั้งหมดมาประกอบการพิจารณาในการจัดกิจกรรมวันสำคัญทางพระพุทธศาสนาในปีต่อไปเพื่อให้การจัดกิจกรรมมีความน่าสนใจ ส่งเสริมการเรียนรู้พระพุทธศาสนาและการท่องเที่ยวเชิงศาสนา ศิลปะและวัฒนธรรมมากยิ่งขึ้น ช่วยสร้างรายได้แก่ชุมชนและส่งเสริมเศรษฐกิจของประเทศ

– 006

บอลจุฬาฯ-มธ.คึกคัก ‘ทีมธรรมศาสตร์’เปิดตัวนักเตะ พร้อมสู้ศึกฟุตบอลสานสัมพันธ์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788992

บอลจุฬาฯ-มธ.คึกคัก  ‘ทีมธรรมศาสตร์’เปิดตัวนักเตะ  พร้อมสู้ศึกฟุตบอลสานสัมพันธ์

บอลจุฬาฯ-มธ.คึกคัก ‘ทีมธรรมศาสตร์’เปิดตัวนักเตะ พร้อมสู้ศึกฟุตบอลสานสัมพันธ์

วันศุกร์ ที่ 23 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 11.56 น.

ทีมธรรมศาสตร์แถลงข่าวใหญ่งาน “TU TURN เพราะเวลา…ไม่เยียวยา” พร้อมเปิดตัวเทศกาลงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ CU -TU Unity Football Match2024 ซึ่งจะมีการแข่งขันฟุตบอลสองสถาบัน 31 มีนาคมนี้

เมื่อวันที่ 22 กุมภาพันธ์ องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) จัดงาน TU TURN เพราะเวลา…ไม่เยียวยา ที่สนามฟุตบอล มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ เปิดตัวนักฟุตบอลทีมธรรมศาสตร์ และเสื้อธรรมศาสตร์ โดยมีจุดมุ่งหมายไปสู่การเปิดตัวเทศกาลงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024 ที่กําลังจะเกิดขึ้นนี้

รองศาสตราจารย์ เกศินี วิฑูรชาติ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์กล่าวว่า งาน TU TURN เพราะเวลา…ไม่เยียวยา ได้แสดงให้เห็นถึงจิตวิญญาณและความร่วมมือร่วมใจของประชาคมชาวธรรมศาสตร์ที่มีต่องานฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024 ซึ่งทั้งสองมหาวิทยาลัยมีการจัดเตรียมความพร้อม ทั้งการซักซ้อม ของนักกีฬาฟุตบอล ขบวนพาเหรด ที่สะท้อนประเด็นทางสังคมซึ่งถือเป็นสิ่งสําคัญของมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ที่ยืนหยัดอย่างเข้มแข็งเคียงข้างสังคม โดยเชื่อมั่นเป็นอย่างยิ่งว่าความพร้อมของประชาคมชาวธรรมศาสตร์จะพาคว้าชัยชนะในครั้งนี้อย่างแน่นอน

ภายในงาน TU TURN ประกอบไปด้วยการแสดงจาก ชุมนุมคัลเลอร์การ์ดแห่งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (TU COLORGUARD) ตามมาด้วย การเดินแบบโชว์จากเหล่าอินฟลูเอนเซอร์และนักฟุตบอล เพื่อเปิดตัวเสื้อทีมธรรมศาสตร์ที่มาใน ชื่อว่า “Golden Seed” โดยได้รับแรงบันดาลใจจากชุดของนักรบ ซึ่งมีแนวคิดมาจากความสามัคคีของนักรบจะนํามาส่ชู ัยชนะ และการเกิดสิ่งใหม่ที่เต็มไปด้วยความสุข และมิตรภาพเสมือนเทศกาลงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024 ที่จะเต็มเปี่ยมไปด้วยความสุขและมิตรภาพจากทั้งสองสถาบัน พร้อมเปิดตัวทีมฟุตบอลฝั่งธรรมศาสตร์ ในช่วงค่ําพบกับการสัมภาษณ์แขกรับเชิญที่มาร่วมแชร์ความเป็นธรรมศาสตร์ในฉบับของตัวเอง อาทิ น้ําหนึ่ง-มิลิน ดอกเทียน ศิษย์เก่าจากคณะวิทยาศาสตร์, คอปเปอร์-ภูริวัจน์ โชติรัตนศักดิ์ นักศึกษาคณะวิศวกรรมศาสตร์, พริกขิง สุรีย์ญะเรศ ยะคะเรศ, เทอร์โบ-ชนกชนม์ บุญมานะวงศ์, ฟลุ๊ค-ณัฐนนท์ ทองแสง และ เซียงเซียง-พรสรวง รวยรื่น จากนั้นรับชมการแสดงจาก TPC MUSIC และปิดท้ายด้วยคอนเสิร์ตสุดพิเศษจากวง COCKTAIL

นายปิยวิทย์ หวังชูธรรม นักศึกษาคณะนิติศาสตร์ ชั้นปีที่ 4 ประธานโครงการฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024 ฝั่งธรรมศาสตร์ กล่าวว่า “องค์การนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (อมธ.) ได้จัดงาน TU TURN เพราะ เวลา…ไม่เยียวยา เพื่อเป็นการเปิดตัวนักฟุตบอลทีมธรรมศาสตร์และเสื้อธรรมศาสตร์ และเรียกพลังความพร้อมของทีม ธรรมศาสตร์ หลังจากที่องค์การบริหารสโมสรนิสิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (อบจ.) ได้เปิดตัวทีมจุฬาฯ ไปแล้วกับงาน CHULA BAKA BEGINS สัปดาห์ที่ผ่านมา ซึ่งภายในงาน TU TURN เพราะเวลา…ไม่เยียวยา ทีมธรรมศาสตร์ได้แสดงให้เห็นถึงศักยภาพ และความพร้อมก่อนจะลงสนามจริงในงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬา – ธรรมศาสตร์ 2024”

สําหรับงาน TU TURN เพราะเวลา…ไม่เยียวยา ถือเป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024 หรือ CU – TU Unity Football Match 2024 ที่กําลังจะเกิดขึ้นในวันที่ 31 มีนาคม 2567 นี้ ณ สนามกีฬาแห่งชาติ ศุภชลาศัย เทศกาลสุดยิ่งใหญ่จากความร่วมมือร่วมใจของนักศึกษาและนิสิตสองสถาบัน ที่จะกลายเป็นปรากฎการณ์ครั้งใหม่ ไม่ว่าจะเป็นการแข่งขันฟุตบอลจากทีมนักกีฬามากฝีมือ ขบวนพาเหรดมหาวิทยาลัย และขบวนล้อการเมือง รวมไปถึงการแปรอักษรที่รอคอยให้ทุกคนมาลุ้นไปด้วยกัน มากไปกว่านั้นทุกคนจะได้พบกับ การแสดงจากชุมนุมที่หลากหลายและมากด้วยความสามารถ พร้อมกับศิลปินสุดพิเศษ ที่จะมาทําให้งานครั้งนี้สนุกสนาน และน่าตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น

ความสนุกยังไม่หมดเพียงเท่านี้ เตรียมพบกับเซอร์ไพรส์ครั้งยิ่งใหญ่จากฝั่งจุฬาฯ กับงาน CU READY ที่กําลังจะเกิดขึ้น ในวันที่ 19 มีนาคม 2567 ณ สามย่านมิตรทาวน์ และงาน TU BOOM จากฝั่งธรรมศาสตร์ ในวันที่ 22 มีนาคม 2567 ณ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่มาเพิ่มความน่าตื่นเต้นก่อนเข้าสู่เทศกาลงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024

ผู้ที่สนใจเป็นส่วนหนึ่งของงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬาฯ – ธรรมศาสตร์ 2024 สามารถสั่งซื้อเสื้อ Golden Seed พร้อมกัน ในวันที่ 4 มีนาคมนี้ ได้ที่ Warrix Lifestyle Siam Square สยามสแควร์ BLOCK

Fort Warrix โครงการสเตเดี้ยมวัน จุฬา ซ.4 (BTS สนามกีฬาฯ) The Mall Lifestyle Bangkae เดอะมอลล์ บางแค ชั้น 1 Warrix Sport & Lifestyle Shop, The Mall Bangkapi เดอะมอล์ บางกะปิ ชั้น 1 และช่องทางออนไลน์ http://www.warrix.co.th

สําหรับนิสิต นักศึกษา ศิษย์เก่า และบุคคลภายนอกที่สนใจเข้าร่วมงานกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬา – ธรรมศาสตร์ 2024 ซื้อบัตรได้ที่ Ticketmelon: https://www.ticketmelon.com/thammasatsu/teamthammasat หรือรับชมการถ่ายทอดสดในการแข่งขันกีฬาฟุตบอลสานสัมพันธ์จุฬา – ธรรมศาสตร์ 2024 วันที่ 31 มีนาคม 2567 ได้ฟรีผ่านทาง AIS PLAY ทุกช่องทาง

พสกนิกรทั่วประเทศ รวมพลังปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมใจสวมใส่ชุดสีม่วง ถวายกำลังใจแด่’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788923

พสกนิกรทั่วประเทศ รวมพลังปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมใจสวมใส่ชุดสีม่วง ถวายกำลังใจแด่'กรมสมเด็จพระเทพฯ'

พสกนิกรทั่วประเทศ รวมพลังปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ ร่วมใจสวมใส่ชุดสีม่วง ถวายกำลังใจแด่’กรมสมเด็จพระเทพฯ’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 20.13 น.

พสกนิกรชาวไทยทั่วประเทศ รวมพลังแสดงจุดยืนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และร่วมใจสวมใส่ชุดสีม่วง ถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย 

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า จากกรณีปรากฏข่าวสารในสื่อสังคมออนไลน์ต่าง ๆ ได้มีการเสนอเรื่องที่มีบุคคลได้ขับรถยนต์บีบแตรรถยนต์ลากยาวระหว่างเจ้าหน้าที่ตำรวจปฏิบัติหน้าที่ถวายความปลอดภัยสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ขณะเสด็จผ่านทางร่วมต่างระดับมักกะสัน โดยมีพฤติการณ์ขับรถยนต์ด้วยความเร็วเพื่อไปให้ทันขบวนเสด็จซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจได้สกัดกั้นรถยนต์คันดังกล่าวจนได้มีการโต้เถียง ซึ่งต่อมาได้เกิดการแสดงความคิดเห็นอย่างกว้างขวางในสื่อสังคมออนไลน์ถึงพฤติกรรมของกลุ่มบุคคลดังกล่าว และเมื่อวันที่ 13 ก.พ. 2567 ศาลอาญาได้ออกหมายจับกลุ่มบุคคลดังกล่าวแล้วนั้น โดยในห้วงระหว่างวันที่ 20 – 22 ก.พ. 2567 พสกนิกรชาวไทยทุกหมู่เหล่าทั่วประเทศพร้อมใจสวมใส่ชุดสีม่วง รวมพลังแสดงจุดยืนปกป้องสถาบันพระมหากษัตริย์ และถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ อาทิ

1. จังหวัดกำแพงเพชร ที่ลานกิจกรรมลานอนุรักษ์วัฒนธรรมไทย สิริจิตอุทยาน ต.ในเมือง อ.เมืองกำแพงเพชร นายชาธิป รุจนเสรี ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชร พร้อมด้วยประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดกำแพงเพชร รองผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงาน ลูกจ้าง ประชาชน และภาคีเครือข่าย เข้าร่วมกิจกรรมรวมพลังถวายสัตย์ปฏิญาณ เพื่อเป็นคนดีและพลังของแผ่นดิน และร่วมถวายกำลังใจสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี กว่า 10,000 คน โดยผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้สวมใส่เสื้อสีม่วงพร้อมยืนเป็นรูปหัวใจสีม่วง ภายใต้กรอบสีเหลืองและสีขาว สะท้อนให้เห็นถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันชาติ ศาสน์ กษัตริย์ นอกจากนี้ผู้ว่าราชการจังหวัดกำแพงเพชรยังได้นำกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ พร้อมกล่าวคำว่า “ชาวกำแพงเพชรรักสมเด็จพระเทพ” พร้อมกัน 3 ครั้ง และร่วมกันร้องเพลง “ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง”

2. จังหวัดระยอง ที่ลานกิจกรรมกองการบินทหารเรือ กองทัพเรือ ต.พลา อ.บ้านฉาง นายไตรภพ วงศ์ไตรรัตน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดระยอง เป็นประธานในการนำข้าราชการ ทหาร ตำรวจ ผู้แทนองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และชาวระยองทุกหมู่เหล่ากว่า 2,000 คน ร่วมกันใส่เสื้อโทนสีม่วง ประกอบพิธีเฉลิมพระเกียรติถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมนำกล่าวสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ และร่วมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี นอกจากนี้ยังมีการแปรอักษรรูปหัวใจ และเกือกม้าล้อมรอบ เพื่อสื่อให้เห็นถึงการปกป้องดวงใจของปวงชนชาวไทย 

3. จังหวัดยะลา ที่บริเวณวงเวียนศาลเจ้าพ่อหลักเมืองยะลา หน้าศาลากลางจังหวัดยะลา นายอำพล พงศ์สุวรรณ ผู้ว่าราชการจังหวัดยะลา พร้อมด้วยนายกเหล่ากาชาดจังหวัดยะลา นำคณะหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ นักเรียน นักศึกษา และพสกนิกรจังหวัดยะลา ร่วมกิจกรรมรวมพลังแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยผู้ว่าราชการจังหวัดยะลาได้เปิดกรวยถวายราชสักการะ พร้อมทั้ง ประกาศเจตนารมณ์แห่งความจงรักภักดี นำผู้เข้าร่วมกิจกรรมร้องเพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงสดุดีจอมราชันเสียงดังกึกก้อง เพื่อถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักของปวงชนชาวไทย

4. จังหวัดหนองบัวลำภู ที่บริเวณลานหน้าเสาธง ศาลากลางจังหวัดหนองบัวลำภู นายสุวิทย์ จันทร์หวร ผู้ว่าราชการจังหวัดหนองบัวลำภู พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ ภาคเอกชน และประชาชนชาวจังหวัดหนองบัวลำภู ร่วมใจกันสวมใส่เสื้อสีม่วง วางพานพุ่มสักการะ ถวายราชสดุดี ถวายบังคม ต่อหน้าพระบรมฉายาลักษณ์เพื่อแสดงจุดยืนในการปกป้องและถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความจงรักภักดีและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณที่มีต่อปวงชนชาวไทย และร้องเพลงชาติไทย เพลงสรรเสริญพระบารมี โดยเปล่งเสียงร้อง “ทรงพระเจริญ” ดังกึกก้องไปทั่วบริเวณพิธี

5. จังหวัดสตูล ที่อาคารเฉลิมพระเกียรติ 80 พรรษา ศาลากลางจังหวัดสตูล นายศักระ กปิลกาญจน์ ผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล พร้อมด้วยประธานแม่บ้านมหาดไทยจังหวัดสตูล รองผู้ว่าราชการจังหวัด นำหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการตุลาการ ผู้บริหารองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ทหาร ตำรวจ ภาคเอกชน และประชาชนจำนวนมาก กล่าวถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ 

6. จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่ลานด้านหน้าพระบรมราชานุสาวรีย์รัชกาลที่ 5 ลานหน้าศาลากลางจังหวัดพระนครศรีอยุธยา ดร.ธวัชชัย นิมา นายกสมาคมกำนันผู้ใหญ่บ้านจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้าน 25 จังหวัดภาคกลาง นำกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และสารวัตรกำนัน จาก 16 อำเภอในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กว่า 1,600 คน รวมพลังน้อมแสดงความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี 

7. อำเภอทับสะแก จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ณ หอประชุมอำเภอทับสะแก นายราม สิงหโศภิษฐ์ นายอำเภอทับสะแก พร้อมด้วยนายกเทศมนตรีตำบลทับสะแก นายก อบต.เขาล้าน นายก อบต.นาหูกวาง ประธานชมรมกำนันผู้ใหญ่บ้านอำเภอทับสะแก หัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ตลอดจนภาคีเครือข่าย และพสกนิกรชาวอำเภอทับสะแก พร้อมใจแต่งชุดโทนสีม่วง แสดงพลังแห่งความจงรักภักดี ถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี พร้อมร่วมกันกล่าวคำถวายพระพร “ทรงพระเจริญ” และร่วมร้องเพลง “สรรเสริญพระบารมี” ด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

8. อำเภอคลองหาด จังหวัดสระแก้ว ที่โรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดนการบินไทย หมู่ที่ 9 ตำบลไทร นางสาวสุภาพ แสนมี นายอำเภอคลองหาด เป็นประธานในพิธีกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา เพื่อถวายกำลังใจแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี โดยมีหัวหน้าส่วนราชการประจำอำเภอคลองหาด ผู้นำท้องที่ ผู้นำท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ฯลฯ และจิตอาสาพระราชทาน ร่วมกันจัดกิจกรรมจิตอาสาพัฒนา “เราทำความ ดี ด้วยหัวใจ” กิจกรรมประกอบด้วย การปลูกต้นไม้ กวาดใบไม้ และทำความสะอาดบริเวณรอบ ๆ โดยมีผู้เข้าร่วมกิจกรรม รวมจำนวน 100 คน

9. อำเภอเมืองบุรีรัมย์ จังหวัดบุรีรัมย์ ณ บริเวณหน้าที่ว่าการอำเภอเมืองบุรีรัมย์ นายกันวลินทร์ เมืองแก้ว นายอำเภอเมืองบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีถวายความจงรักภักดีแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี นำหัวหน้าส่วนราชการ ข้าราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน พสกนิกรชาวอำเภอเมืองบุรีรัมย์ ร่วมกิจกรรมปกป้องสถาบัน เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี เทิดทูนต่อสถาบัน ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อันเป็นศูนย์รวมจิตใจของประชาชนชาวไทย โดยได้พร้อมใจกันร่วมแปรอักษรเป็นรูปหัวใจ 2 ดวงชนกัน เป็นรูปหัวใจสีม่วงกับหัวใจสีเหลือง อย่างพร้อมเพรียง และสวยงาม เพื่อถวายความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติมว่า สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงมีพระราชหฤทัยที่เปี่ยมล้นด้วยพระเมตตา และความเอาพระทัยใส่ในชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน ทรงมีพระราชปณิธานที่จะช่วยเหลือผู้ที่ทุกข์ยาก เดือดร้อน โดยไม่เลือกชั้นวรรณะ เผ่าพันธุ์ เชื้อชาติ ศาสนา อำนวยประโยชน์สุข เพื่อบำบัดทุกข์ บำรุงสุข ขจัดปัดเป่าเภทภัยให้แก่อาณาประชาราษฎร์ในทุกถิ่นที่ของผืนแผ่นดินไทย ก่อเกิดประโยชน์อันไพศาลแก่พสกนิกรชาวไทย จึงขอเชิญชวนให้คนไทยช่วยกันสนองแนวพระราชดำริในโครงการต่าง ๆ อาทิ การสร้างความมั่นคงทางอาหาร “บ้านนี้มีรัก ปลูกผักกินเอง” เพื่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดในการสร้างรากฐานการพัฒนาคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน และขยายผลต่อไปด้วยการทำผ่านมือเล็ก ๆ ทั้งสองมือของพวกเราให้เกิดพลังการเปลี่ยนเเปลงอันยิ่งใหญ่ ร่วมกันทำความดีถวายพระพร ทำให้แนวพระราชดำริเกิดผลลัพธ์ที่ทวีความสมบูรณ์พูนสุข สร้างคุณภาพชีวิต สร้างรอยยิ้ม สร้างความรักความสามัคคีให้แก่ชาติบ้านเมือง อันเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมเกล้าฯ ถวายแด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผู้ทรงเป็นที่รักยิ่งของปวงชนชาวไทยไปด้วยกัน 

“ขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนทั้งในประเทศและต่างประเทศร่วมกันแสดงความจงรักภักดี ด้วยการเผยแพร่คลิป Music Video เพลง “ในอุ่นอ้อมอกมั่นคง” ที่กระทรวงมหาดไทยจัดทำเพื่อถวายกำลังใจด้วยความจงรักภักดี และสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ แด่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา ฯ สยามบรมราชกุมารี ผ่านลิงก์ https://youtu.be/BPoLGRE0088?si=A_PZBi_OzTN9xxLj ทางสื่อสังคมออนไลน์ทุกช่องทาง” นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเน้นย้ำ

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788875

'เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ'เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

‘เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ’เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทย และงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 18.02 น.

สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และพระราชทานลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” เพื่อเชิญไปมอบแก่ศิลปินช่างทอผ้าและหัตถกรรมไทยทั่วประเทศ ไปถักทอผสมผสานกับลวดลายภูมิปัญญาพื้นถิ่นตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน เฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เวลา 12.45 น. สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จไปทอดพระเนตรนิทรรศการและการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ณ หอประชุมไพรพะยอม มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี อำเภอเมืองอุบลราชธานี จังหวัดอุบลราชธานี โดยมี นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย พร้อมด้วยนายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นางทรงลักษณ์ วรภัย รองผู้ว่าราชการจังหวัดอุบลราชธานี รองศาสตราจารย์ธรรมรักษ์ ละอองนวล อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน ภริยานายกรัฐมนตรี นางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นางกุลทรัพย์ ชื่นโกสุม ประธานชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน นางปรียาพรรณ ละอองนวล ภริยาอธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ข้าราชการและประชาชน เฝ้าฯ รับเสด็จ

เมื่อเสด็จถึง สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จเข้าสู่บริเวณนิทรรศการและการจัดงานแสดงผลิตภัณฑ์ผ้าไทยและงานหัตถกรรมชุมชนภาคตะวันออกเฉียงเหนือ โดยมีกลุ่มผู้เฝ้ารับเสด็จขอพระราชทานคำแนะนำ จำนวน 30 กลุ่ม ได้แก่ ผ้าทอลายมงคลมนตราธิกาญจน์ จังหวัดกาฬสินธุ์, ชุมชนภูไทดำ จังหวัดกาฬสินธุ์, แพรวาโสภารักษ์ จังหวัดกาฬสินธุ์, ไหมสมเด็จ จังหวัดกาฬสินธุ์, ไชยมหา ไหมแพรวา จังหวัดกาฬสินธุ์, ไหมมีชัย จังหวัดชัยภูมิ, วิสาหกิจชุมชนกลุ่มทอผ้าย้อมสีธรรมชาติหนองบัวแดง ไหมมีชัย จังหวัดชัยภูมิ, วิสาหกิจชุมชนสหกรณ์จักสานกกเหล่าพัฒนา จังหวัดนครพนม, กลุ่มหัตถกรรมจากกกเหล่าพัฒนา จังหวัดนครพนม, นางจิระภา ด่านเจ้าแดง (แฝดสาว88) จังหวัดนครพนม, กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านสะง้อ จังหวัดบึงกาฬ, กลุ่มทอผ้าพื้นเมืองบ้านดงสาร จังหวัดบึงกาฬ, กลุ่มแปรรูปฝ้ายธรรมมือ จังหวัดมุกดาหาร, กลุ่มทอผ้ายกดอกลายโบราณ จังหวัดร้อยเอ็ด, กลุ่มทอผ้าลัลณ์ลลิล จังหวัดร้อยเอ็ด, กลุ่มย้อมสีธรรมชาติลักษณ์พิน จังหวัดร้อยเอ็ด, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนผ้าไหมวัยรุ่น Thai young silk จังหวัดศรีสะเกษ, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนบ้านน้อยนาเจริญ จังหวัดศรีสะเกษ, กลุ่มจักสานหวายบ้านทับทิมสยาม 07 จังหวัดศรีสะเกษ, กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านคำประมง จังหวัดสกลนคร, กลุ่มทอผ้าย้อมครามบ้านอูนดง – หนองไชยวาลย์ จังหวัดสกลนคร, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนสายรุ้งนาวาทอง จังหวัดสกลนคร, กลุ่มทอผ้าหัสดินทร์ จังหวัดสุรินทร์, กลุ่มจักสานวัสดุธรรมชาติ จังหวัดหนองคาย, กลุ่ม THORR’s จังหวัดอำนาจเจริญ, กลุ่มเฮือนไหมมนัสวรรณ ไหมแท้ที่แม่ทอ จังหวัดอุดรธานี, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตลาดน้ำริมโขงเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี, กลุ่มต้นเทียนไหมไทย จังหวัดอุบลราชธานี, กลุ่มวิสาหกิจชุมชนตลาดน้ำริมโขงเขมราฐ จังหวัดอุบลราชธานี และกลุ่มศิลปาชีพ ซึ่งทุกกลุ่มใช้สีและวัตถุดิบมาจากธรรมชาติตามแนวพระดำริแฟชั่นยั่งยืน (Sustainable Fashion) ที่พระราชทานแนวทางไว้ในการเสด็จเยี่ยมเยียนในปีที่ผ่านมา อันเป็นการลดปัญหาภาวะโลกร้อน โดยผลงานทุกชิ้นมีตราสัญลักษณ์ Sustainable Fashion ที่ทรงออกแบบและพระราชทานให้กระทรวงมหาดไทยเชิญไปมอบให้ทุกกลุ่มที่ดำเนินการพัฒนาผลงานตามพระดำริ นอกจากนี้ พระองค์ทรงมีพระดำรัสให้รื้อฟื้นผ้าอัญญานาง ผ้าโบราณอำเภอบุญฑริก จังหวัดอุบลราชธานี ทั้งการศึกษาค้นคว้าประวัติและเทียบเคียงกับผ้ากาบบัวซึ่งเป็นผ้าทอโบราณของจังหวัดอุบลราชธานี และภายหลังจากทรงมีพระวินิจฉัยและพระราชทานคำแนะนำเสร็จสิ้นแล้ว เสด็จไปทอดพระเนตรการแสดงชุด กังวานก้องฆ้องทรายมูล โดยวงโปงลางบัวอุบล มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ซึ่งเป็นการสร้างสรรค์ผลงานโดยนักศึกษาและคณาจารย์ สาขาวิชานาฏศิลป์และการละคร มหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ที่ได้นำเอาผลิตภัณฑ์ชุมชนอันเป็นเอกลักษณ์ของตำบลทรายมูล อำเภอพิบูลมังสาหาร จังหวัดอุบลราชธานี มานำเสนอในรูปแบบนาฏศิลป์สร้างสรรค์ในการแสดงโปงลาง

จากนั้น สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ประทับรถยนต์พระที่นั่งเสด็จไปยังบ้านคำปุน ตำบลคำน้ำแซบ อำเภอวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานี ทอดพระเนตรนิทรรศการบ้านคำปุน แล้วเสด็จไปทรงสักการะปราสาทประดิษฐานพระบรมสารีริกธาตุ และพระพุทธรูปไม้โบราณปางห้ามสมุทร ศิลปะล้านช้าง จากนั้น เสด็จไปพระราชทานลายผ้าพระราชทาน “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” แก่แพทย์หญิงพักตร์พิไล ทวีสิน ภริยานายกรัฐมนตรี นายชาดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย และนางสาวธนนนท์ นิรามิษ ภริยารองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เพื่อเชิญไปมอบแก่ศิลปินช่างทอผ้าและหัตถกรรมไทยทั่วประเทศ ซึ่ง “ผ้าลายสิริวชิราภรณ์” นี้ เป็นลายที่ได้ทรงศึกษาค้นคว้าลวดลายผืนผ้าจากทุกภูมิภาคทั่วประเทศ และทรงนำมาออกแบบลายพระราชทานเนื่องในปีมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ครบ 6 รอบ 72 พรรษา โดยมีลายพระราชทานหลักจำนวน 4 ลาย ได้แก่ “ลายวชิรภักดิ์” ที่ได้รับแรงบันดาลพระทัยจากอักษร “ว” ซึ่งเป็นอักษรพระปรมาภิไธยตัวแรกในพระบาทสมเด็จพระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว, “ลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ 2567” ที่ทรงออกแบบต่อยอดจากลายพระราชทานลำดับแรก “ผ้าลายขอเจ้าฟ้าสิริวัณณวรีฯ”, “ลายหัวใจ” สื่อถึงความรักและความห่วงใยในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่มีต่อพสกนิกรชาวไทยในทุกภาคทั่วประเทศ และ “ลายดอกรักราษฎร์ภักดี” โดยทรงออกแบบต่อยอดจากลายพระราชทาน “ผ้าลายดอกรักราชกัญญา” สื่อถึงความรักและความภักดีของประชาชนชาวไทยที่มีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และพระบรมราชจักรีวงศ์ โดยพระราชทานแบบตั้งต้นไว้ 4 ประเภท ได้แก่ ประเภทผ้ากาบบัว, ประเภทผ้ายก, จก, ขิด, แพรวา, ประเภทผ้ามัดหมี่ และประเภทผ้าบาติก ซึ่งสามารถนำลายพระราชทานหลักทั้ง 4 ลายนี้ ไปถักทอผสมผสานกับลวดลายภูมิปัญญาพื้นถิ่นตามความคิดสร้างสรรค์ของศิลปิน เพื่อสร้างงาน สร้างอาชีพ สร้างรายได้ที่มั่นคง ยังผลให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีอย่างยั่งยืน

ก่อนเสด็จกลับ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทอดพระเนตรการแสดงศิลปวัฒนธรรมพื้นถิ่น ชุด สิริวชิรายุ – อุบลราษฎร์ภักดี (Siri Vajirayu Ubonrathbhakdi) ที่เป็นการรวมพลังความรู้รักสามัคคีของเด็กและเยาวชนชุมชนบ้านหนองบ่อ นำเสนอการฟ้อนกลองตุ้มในชุดผ้าเมืองอุบลดั้งเดิมที่เป็นเอกลักษณ์ ติดตามด้วยการฟ้อนผ้ากาบบัวของนักศึกษาจากมหาวิทยาลัยราชภัฏอุบลราชธานี ศิลปินหมอลำวัยรุ่น เต๋า ภูศิลป์ อีกทั้งคณะฟ้อนถวายการต้อนรับของช่างทอผ้าบ้านคำปุน ทั้งมาลัยสาย และธงอีสานประกอบความงามของชุดการแสดงนี้ โดยนักเรียนระดับมัธยมศึกษาของโรงเรียนวารินชำราบ จังหวัดอุบลราชธานีทุกคน ล้วนมีความปลื้มปีติยินดีและสำนึกในพระกรุณาคุณในการที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เสด็จฯ มาพระราชทานลายผ้า “สิริวชิราภรณ์” ที่บ้านคำปุน จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อเฉลิมพระเกียรติพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสมหามงคลเฉลิมพระชนมพรรษาครบ 6 รอบ 28 กรกฎาคม 2567 ด้วยความจงรักภักดีอย่างสูงสุด

– 006

เปิด TOP 10 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่นักเรียนอยากเข้าเรียนมากที่สุดในปี 2023

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788767

เปิด TOP 10 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่นักเรียนอยากเข้าเรียนมากที่สุดในปี 2023

เปิด TOP 10 มหาวิทยาลัยราชภัฏ ที่นักเรียนอยากเข้าเรียนมากที่สุดในปี 2023

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 14.56 น.

วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2567 เว็บไซต์ Thailand Education Ranking (TER) จัดอันดับมหาวิทยาลัยราชภัฏ (มรภ.) ยอดนิยมในปี 2023 ที่นักเรียนอยากเรียนมากที่สุด ดังนี้

อันดับ 1 มหาวิทยาลัยราชภัฏสวนสุนันทา

อันดับ 2 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่

อันดับ 3 มหาวิทยาลัยราชภัฏบ้านสมเด็จเจ้าพระยา

อันดับ 4 มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร

อันดับ 5 มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎณ์ธานี

อันดับ 6 มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

อันดับ 7 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครราชสีมา

อันดับ 8 มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม

อันดับ 9 มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต

อันดับ 10 มหาวิทยาลัยราชภัฏจันทรเกษม

ขอบคุณข้อมูล : Thailand Education Ranking (TER)

‘ผู้ค้ำ กยศ.’เฮ!ถอนบังคับคดีทันทีทุกราย หลัง‘ผู้กู้ยืม’เข้าปรับโครงสร้างหนี้

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788703

‘ผู้ค้ำ กยศ.’เฮ!ถอนบังคับคดีทันทีทุกราย หลัง‘ผู้กู้ยืม’เข้าปรับโครงสร้างหนี้

‘ผู้ค้ำ กยศ.’เฮ!ถอนบังคับคดีทันทีทุกราย หลัง‘ผู้กู้ยืม’เข้าปรับโครงสร้างหนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 10.32 น.

กยศ.เผยผู้กู้ยืมเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วกว่า 5,000 ราย ‘ผู้ค้ำประกัน’จะหลุดพ้นความรับผิดทันทีหลังลูกหนี้ทำสัญญา พร้อมถอนการบังคับคดีทุกรายที่ผู้กู้ยืมปรับโครงสร้างหนี้แล้ว ผู้กู้ยืมลงทะเบียนนัดหมายวันเข้าทำสัญญาล่วงหน้าทางเว็บไซต์ พร้อมทยอยทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ทั่วประเทศ

22 กุมภาพันธ์ 2567 นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่า กองทุนฯได้เปิดให้ผู้กู้ยืมที่ลงทะเบียนนัดหมายเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ตั้งแต่วันที่ 15 กุมภาพันธ์ 2567 ที่ผ่านมา ขณะนี้มีผู้กู้ยืมเข้ามาทำสัญญาแล้วกว่า 5,000 ราย หลังทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้วผู้ค้ำประกันจะหลุดพ้นจากความรับผิดทันที โดยกองทุนฯจะดำเนินการถอนการบังคับคดีผู้ค้ำประกันทุกรายที่ผู้กู้ยืมได้ทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้แล้ว

ทั้งนี้ ผู้กู้ยืมที่มีสิทธิ์เข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ ได้แก่ ลูกหนี้ที่อยู่ระหว่างการผ่อนชำระทุกกลุ่ม โดยกำหนดเงื่อนไขให้ผู้กู้ยืมผ่อนชำระเงินคืนกองทุนฯเป็นรายเดือนในอัตราเท่ากันทุกเดือน ผู้กู้ยืมต้องชำระภายในวันที่ 5 ของทุกเดือนให้เสร็จสิ้นภายใน 15 ปี และในการชำระเงินงวดสุดท้าย ผู้กู้ยืมต้องมีอายุไม่เกิน 65 ปีบริบูรณ์ เมื่อชำระหนี้งวดสุดท้ายเสร็จสิ้น กองทุนฯจะให้ส่วนลดเบี้ยปรับเดิมที่ตั้งพักไว้ทั้งหมด

สำหรับการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว กองทุนฯรีบดำเนินการเพื่อช่วยเหลือผู้กู้ยืมทุกกลุ่มโดยเฉพาะกลุ่มที่ได้รับความเดือดร้อนจากการถูกดำเนินคดีหรือบังคับคดีให้ได้มีโอกาสผ่อนชำระหนี้ตามสัญญาใหม่ และเพื่อปลดภาระผู้ค้ำประกันทุกรายหลังจากที่มีการปรับโครงสร้างหนี้แล้ว

“ผู้กู้ยืมสามารถลงทะเบียนนัดหมายเข้าทำสัญญาปรับโครงสร้างหนี้ได้ ทางเว็บไซต์ http://www.studentloan.or.th โดยจะเปิดให้เข้ามาทำสัญญาทุกวันไม่เว้นวันหยุด เวลา 09.00 – 20.00 น. และสำหรับผู้กู้ยืมตามจังหวัดต่างๆ กองทุนฯจะทยอยดำเนินการและประกาศให้ทราบผ่านทางเว็บไซต์ กยศ. ต่อไป ซึ่งการปรับโครงสร้างหนี้ดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลให้ผู้กู้หลายแสนคนสามารถกลับมาชำระหนี้ได้ตามปกติ ปลดภาระผู้ค้ำประกัน รวมถึงลดกระบวนการดำเนินคดี/บังคับคดี โดยจะมีเงินกลับเข้ามาที่กองทุนฯอย่างต่อเนื่อง และทำให้มีเงินหมุนเวียนเพื่อส่งต่อโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียน นักศึกษา รุ่นน้องต่อไป” ผู้จัดการกองทุนฯ กล่าว

สกู๊ปพิเศษ : ท่องเที่ยวปลอด ‘เหล้า-ไร้ควัน’ พัฒนาเครือข่ายเยาวชน ป้องหาดบางแสน

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788565

สกู๊ปพิเศษ : ท่องเที่ยวปลอด ‘เหล้า-ไร้ควัน’  พัฒนาเครือข่ายเยาวชน ป้องหาดบางแสน

สกู๊ปพิเศษ : ท่องเที่ยวปลอด ‘เหล้า-ไร้ควัน’ พัฒนาเครือข่ายเยาวชน ป้องหาดบางแสน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.10 น.

น.ส.รุ่งอรุณ ลิ้มฬหะภัณ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า ชายหาดบางแสนเกิดความเปลี่ยนแปลงในระยะกว่า 3 ปีที่ผ่านมา ด้วยความร่วมมืออย่างเข้มแข็งระหว่าง สสส. เทศบาลเมืองแสนสุข และสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) สร้างชายหาดบางแสนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวปลอดภัย ปลอดแอลกอฮอล์ และบุหรี่ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของทุกฝ่าย ผ่านการสร้างความร่วมมือของผู้ประกอบการ เครือข่ายเยาวชน และนักท่องเที่ยว ที่ให้ความสำคัญและร่วมมือในการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเคร่งครัด ทั้งนี้ ต้องยอมรับว่าปัญหาสำคัญถ้าไม่ปลูกฝังเยาวชนให้ห่างจากบุหรี่และแอลกอฮอล์ คุณภาพชีวิตพวกเขาก็จะไม่ดี แต่หากตัวเยาวชนเองสามารถเป็นต้นแบบที่ดีจะทำให้คนรอบข้างดีขึ้นด้วย จากผลสำรวจสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2564 พบเยาวชน คนรุ่นใหม่ อายุ 15-24 ปี ดื่มแอลกอฮอล์ 20% หรือ 1.9 ล้านคน ถือว่าลดลง เช่นเดียวกับบุหรี่ที่พบการสูบเหลือแค่ 12%

“การเปลี่ยนแปลงที่ชายหาดบางแสน ไม่เพียงสร้างสุขภาวะที่ดีให้เกิดในพื้นที่ แต่ยังนำไปสู่สภาพแวดล้อมที่เป็นมิตรกับทุกคน ทุกเพศทุกวัย ลดปัญหาจากคนเมาและปราศจากควันบุหรี่ ทำให้เป็นสถานที่น่าท่องเที่ยวสำหรับครอบครัวที่มาพักผ่อนได้สัมผัสกับอากาศบริสุทธิ์ไม่มีกลิ่นสุราหรือควันบุหรี่ หาดบางแสนจึงเป็นแบบอย่างที่ยอดเยี่ยมในการสร้างชุมชนท่องเที่ยวที่ยั่งยืนและปลอดภัย ทั้งนี้ ในเทศกาลสงกรานต์นี้ยาวนานถึง 21 วัน อาจต้องดูแลพื้นที่เป็นพิเศษเพื่อให้นักท่องเที่ยวได้รับความปลอดภัย และอยากให้ทุกจังหวัดพิจารณาการจัดโซนนิ่ง พื้นที่สำหรับครอบครัวเพื่อให้คนไทยคนต่างชาติได้เข้ามาท่องเที่ยวและจดจำวัฒนธรรมที่ดีกลับไป” น.ส.รุ่งอรุณ กล่าว

นายสวัสดิ์ หอมปลื้ม รองนายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองแสนสุข กล่าวว่า ปัจจุบันพื้นที่ชายหาดบางแสนเปลี่ยนแปลงทั้งกายภาพและพฤติกรรมในทางที่ดีขึ้น เช่น นักท่องเที่ยวเริ่มมีคุณภาพมากขึ้นการทะเลาะวิวาทที่เป็นผลมาจากการบริโภคเครื่องดื่มและแอลกอฮอล์ลดลง และจะพัฒนาพื้นที่อย่างต่อเนื่องเพื่อรองรับการท่องเที่ยวให้ปลอดภัยและสะดวกสบายมากขึ้นอีกหลายมิติ เช่น การขยายพื้นที่รองรับจุดจอดรถ ยกระดับมาตรฐานชายหาดให้เป็นสากล Universal Beach การนำเทคโนโลยีทันสมัยมาใช้ในการสร้างความปลอดภัยในพื้นที่ในทุกมิติ ทั้งนี้ ในปีนี้เทศบาลเตรียมจัดกิจกรรม งานวันไหลสงกรานต์ ปี 2567 ที่ชายหาดบางแสน ซึ่งเป็นกิจกรรมปลอดเหล้าและบุหรี่ เพื่อร่วมมอบความสุขให้นักท่องเที่ยวชาวไทยและต่างชาติ และร่วมอนุรักษ์เทศกาลปีใหม่ของไทยอีกด้วย

ผศ.ดร.เกศรา สุกเพชร อาจารย์ประจำคณะจัดการท่องเที่ยวนิด้า กล่าวว่า การสร้างเครือข่ายเยาวชนจะทำให้เกิดการร่วมปกป้องและอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมของบางแสนได้มากขึ้น ซึ่งได้ดึงเยาวชน 395 คน เข้าร่วมกิจกรรม 5 ฐานปลูกฝังการเรียนรู้ในวัยที่อาจสุ่มเสี่ยงเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับบุหรี่หรือแอลกอฮอล์ให้รู้ถึงพิษภัยเหล่านี้ และสร้างเป็นเครือข่ายช่วยทำให้พื้นที่ชายหาดบางแสนปลอดเหล้าและบุหรี่ นำไปสู่การลดปัญหาอาชญากรรมในพื้นที่ได้อย่างดี โดยในปัจจุบัน 90% ของชายหาดบางแสน ไม่พบการขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ ในจุดที่ห้ามขาย ขณะที่นักท่องเที่ยวให้ความร่วมมืออย่างดี ส่วนอีก 10% อาจพบพฤติกรรมไม่ปฏิบัติตามกฎ จะมีเจ้าหน้าที่เฝ้าระวังและให้ข้อมูล

ดร.บุญเกิด กลมทุกสิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนแสนสุข กล่าวว่า โรงเรียนแสนสุขได้เข้าร่วมกิจกรรมเป็นปีที่ 2 แล้ว เด็กนักเรียนมีบทบาทช่วยสร้างความตระหนักปัญหาเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ และยาเสพติด เป็นพลังให้กับชุมชนแสนสุข ส่งเสริมให้เยาวชนในพื้นที่มีส่วนร่วมในการดูแลชายหาดบางแสนให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวที่ปลอดภัยและมีคุณภาพชีวิตที่ดี ผ่านการเรียนรู้จากฐานกิจกรรมที่มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจและส่งเสริมจิตสำนึกร่วมกัน ในการสร้างสังคมที่ปลอดเหล้า ปลอดบุหรี่ ตลอดจนบุหรี่ไฟฟ้าซึ่งถือเป็นภัยคุกคามรูปแบบใหม่ นับเป็นบทบาทสำคัญของสถานศึกษา

วศ.อว. เตือนภัย ‘ภาวะฝนกรด’ กระทบสุขภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788562

วศ.อว. เตือนภัย ‘ภาวะฝนกรด’ กระทบสุขภาพ

วศ.อว. เตือนภัย ‘ภาวะฝนกรด’ กระทบสุขภาพ

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

นพ.รุ่งเรือง กิจผาติ อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์บริการ (วศ.) กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวว่า ตามที่มีฝนตกลงมาในหลายพื้นที่ของกรุงเทพฯ และปริมณฑล สื่อโซเชียลได้โพสต์ภาพฟองสีขาวที่บริเวณต้นไม้ริมทางเท้าภายหลังฝนตก โดย กรณีฟองที่เกิดริมทางเท้านั้นสามารถอธิบายได้ว่า เป็นฟองอากาศที่เกิดขึ้นจากอากาศที่ถูกดักจับโดยของเหลวที่มีแรงตึงผิวสูงมาก โดยการเกิดฟองอากาศจะประกอบด้วย 1.ของเหลว คือ ฝนกรด 2.อากาศที่แทรกอยู่ในรูพรุนขนาดเล็กของพื้นดินหรือพื้นยางมะตอย 3.สารลดแรงตึงผิว บนพื้นผิวถนน และบรรยากาศ ประกอบไปด้วยสารจำพวกน้ำมัน (โดยเฉพาะพวกน้ำมันปิโตรเลียม) เช่น น้ำมันเกียร์ น้ำมันจากสารทำความเย็น น้ำมันเบรก และสารประกอบไฮโดรคาร์บอน เป็นต้น ซึ่งเรื่องนี้เป็นปัญหาที่เกิดจากฝนและมลพิษ ในรูปของฝนกรดนั่นเอง 

ปรากฏการณ์ฝนกรดที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่องในปัจจุบันมีสาเหตุสำคัญมาจากกิจกรรมของมนุษย์โดยตรง เช่น การเผาไหม้เชื้อเพลิงฟอสซิลปริมาณมหาศาล โดยเฉพาะการเผาไหม้ถ่านหินในอุตสาหกรรมไฟฟ้า การปล่อยควันพิษและของเสียจากโรงงานต่างๆ รวมไปถึงมลพิษจากการเผาไหม้ของเครื่องยนต์ โดยกระบวนการเผาไหม้ถ่านหินและน้ำมันดังกล่าว มีการปลดปล่อยก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์ (SO2) และก๊าซไนโตรเจนออกไซด์ (NOx) รวมถึงฝุ่นละอองออกสู่บรรยากาศ และทำปฏิกิริยากับไอน้ำหรือน้ำฝน เปลี่ยนรูปไปเป็นกรดซัลฟิวริก (H2SO4) กรดไนตริก (HNO3) และกรดชนิดอื่นๆ ตกลงมาบนพื้นผิวโลก ส่งผลกระทบต่อสภาพแวดล้อม ผืนดิน ป่าไม้และสิ่งก่อสร้างอย่างมาก มากไปกว่านั้นยังส่งผลกระทบต่อสุขภาพของประชาชนโดยตรงอีกด้วย นั่นคือฝนกรดสร้างความระคายเคืองต่อผิวหนัง ดวงตาและระบบทางเดินหายใจ รวมไปถึงระบบทางเดินอาหารเนื่องจากการบริโภคน้ำฝนที่เพิ่งตกลงมาใหม่ๆ อาจเสี่ยงต่อการดื่มน้ำที่มีสภาวะเป็นกรดและมีสารพิษปนเปื้อน

อธิบดี วศ. แนะนำประชาชนควรหลีกเลี่ยงการตากฝน โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กและผู้สูงอายุ เพื่อป้องกันการเกิดโรคต่างๆ ทั้งโรคระบบทางเดินหายใจและโรคผิวหนัง หากโดนฝนเมื่อกลับบ้านควรรีบอาบน้ำ สระผมเพื่อชำระสิ่งสกปรกแล้วเช็ดตัวเป่าผมให้แห้ง นอกจากนั้นไม่ควรรองรับน้ำฝนที่ตกในช่วงแรกๆ เพื่อการอุปโภคและบริโภค ควรปล่อยให้ฝนตกสักระยะหนึ่งก่อนเพื่อชะล้างสิ่งสกปรกในอากาศและหลังคาให้สะอาดเสียก่อน

การแก้ไขการเกิดฝนกรดอย่างมีประสิทธิภาพ คือ การลดจำนวนปริมาณก๊าซซัลเฟอร์ไดออกไซด์และไนโตรเจนออกไซด์ที่จะเข้าสู่บรรยากาศจากโรงงานไฟฟ้า โรงงานอุตสาหกรรมทั่วไปและยานพาหนะ โดยทางโรงงานจะต้องมีความรับผิดชอบต่อการเกิดก๊าซมลพิษเหล่านี้ โดยการจัดให้มีอุปกรณ์ในการดักจับอย่างถูกต้องนอกจากนั้นการแก้ไขที่ต้นตอนั่นคือ ตัวเราเอง โดยเราสามารถช่วยกันประหยัดพลังงานไฟฟ้าให้เกิดการเผาไหม้น้อยที่สุดได้ เช่น การเปิดเครื่องปรับอากาศให้น้อยลงปิดไฟเมื่อไม่ใช้ ใช้รถยนต์ให้น้อยลงเพียงแค่เราร่วมมือกันคนละนิด ไม่ก่อให้เกิดการผลิตของเสียและการเผาไหม้ การเกิดฝนกรดก็จะลดน้อยลงไปโดยปริยาย

สวทช.พัฒนาสีลดอุณหภูมิ ล็อก..‘ความเย็น-ลดค่าไฟ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/788564

สวทช.พัฒนาสีลดอุณหภูมิ  ล็อก..‘ความเย็น-ลดค่าไฟ’

สวทช.พัฒนาสีลดอุณหภูมิ ล็อก..‘ความเย็น-ลดค่าไฟ’

วันพฤหัสบดี ที่ 22 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2567, 06.00 น.

โลกเดือด ร้อนระอุ จนคนเริ่มทนไม่ไหว ลดอุณหภูมิเครื่องปรับอากาศให้ต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส ก็เปลืองไฟ แถมยังส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมหนักกว่าเดิมจากปัญหาดังกล่าวทำให้ผู้คนเริ่มมองหาเทคโนโลยีที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมมาใช้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อน หนึ่งในนั้นคือ “สีทาบ้านที่มีคุณสมบัติช่วยลดอุณหภูมิภายในอาคารได้” อย่างไรก็ตามแม้ผลิตภัณฑ์สีเหล่านี้จะช่วยลดอุณหภูมิได้ดี แต่ก็ยังลดได้ไม่เต็มที่นักเนื่องด้วยคุณสมบัติบางประการของสารประกอบที่เป็นข้อจำกัด นักวิจัยไทยที่เล็งเห็นถึงปัญหานี้จึงเร่งนำความเชี่ยวชาญเฉพาะทางพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อปิดช่องโหว่ดังกล่าว

กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) โดยศูนย์นาโนเทคโนโลยีแห่งชาติ (นาโนเทค) สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) พัฒนานวัตกรรม “Nano Cool Paint” สีทาภายนอกอาคารที่ช่วยลดอุณหภูมิได้มากกว่าผลิตภัณฑ์ทั่วไป 3-4 องศาเซลเซียส และ “สารออกฤทธิ์ (active ingredient)” สำหรับประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์สีทาวัสดุต่างๆ ที่ต้องการลดอุณหภูมิ เช่น สีสำหรับพ่นตู้บรรจุสินค้ารถขนส่งควบคุมอุณหภูมิ สีสำหรับทาตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าทางเรือ

ดร.ศรัณย์ อธิการยานันท์ นักวิจัยทีมวิจัยนวัตกรรมเคลือบนาโน (INC) นาโนเทค สวทช. กล่าวว่า โดยทั่วไปส่วนประกอบหลักในสีทาภายนอกที่ทำหน้าที่ลดอุณหภูมิ คือ สาร TiO2 (ไทเทเนียมไดออกไซด์) ที่มีลักษณะอนุภาคสะท้อนแสงได้ดี แต่มีจุดอ่อนด้านการดูดแสง UV และแผ่รังสีความร้อนได้ไม่ดีนัก ส่วนสารประกอบอีกอย่างหนึ่งที่มีการใช้งานมาก คือ อนุภาค เซรามิกส์ขนาดประมาณ 10 ไมครอน ที่มีจุดเด่นด้านการแผ่รังสีความร้อนได้ดี แต่มีจุดอ่อนด้านการสะท้อนแสง ทำให้ในภาพรวมสารทั้งสองชนิดนี้ยังช่วยลดอุณหภูมิได้
ไม่มากเท่าที่ควร และเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยได้นำความเชี่ยวชาญด้านการพัฒนาอนุภาคนาโนมาใช้ในการออกแบบกระบวนการผลิตสารประกอบเพื่อลดข้อจำกัดของผลิตภัณฑ์กลุ่มนี้

นักวิจัย INC กล่าวต่อไปว่า สารประกอบที่ทีมวิจัยเลือกใช้แก้ปัญหามี 2 ชนิด คือ BaSO4 (แบเรียมซัลเฟต) และ SiO2 (ซิลิกอนไดออกไซด์) ที่มีคุณสมบัติเด่นตามธรรมชาติ คือ
“ไม่ดูดแสง UV” จึงช่วยลดอุณหภูมิให้แก่อาคารได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ในภาพรวมสารทั้งสองชนิดนี้ยังมีจุดอ่อนด้านการสะท้อนแสงและแผ่รังสีความร้อนได้ไม่ดีเท่าสารอีก 2 ชนิด
ที่ใช้งานอยู่ทั่วไป ทีมวิจัยจึงได้ปรับลักษณะทางกายภาพของ BaSO4 และ SiO2 ด้วยเทคโนโลยีนาโนจนมีจุดแข็งที่เทียบเท่า ทำให้ในภาพรวมสารประกอบ BaSO4 และ SiO2 ที่พัฒนาขึ้น มีคุณสมบัติด้านการช่วยลดอุณหภูมิที่เหนือกว่า โดยภายหลังการพัฒนาสารประกอบเสร็จสิ้น ทีมวิจัยได้เดินหน้าวิจัย “สูตรการผลิตสีสำหรับทาภายนอกอาคารในชื่อ Nano Cool Paint” ต่อทันที ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาจนสำเร็จแล้วเช่นกัน จากการทดสอบพบว่าผลิตภัณฑ์ Nano Cool Paint ช่วยลดอุณหภูมิในช่วงร้อนสุดของวันได้มากกว่าสีประเภทเดียวกันที่จำหน่ายทั่วไป 3-4 องศาเซลเซียส โดยหากเปรียบเทียบกับอาคารที่ไม่ได้ใช้สีทาภายนอกประเภทลดอุณหภูมิ ผลิตภัณฑ์ที่ทีมวิจัยพัฒนาขึ้น ช่วยลดค่าไฟฟ้าได้ร้อยละ
10-15 (กรณีที่เปิดเครื่องปรับอากาศที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส) ปัจจุบันทีมวิจัยพร้อมถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิตแล้วทั้งผลิตภัณฑ์ Nano Cool Paint และเทคโนโลยีการผลิต BaSO4 และ SiO2 ชนิดปรับอนุภาคในระดับนาโน

ดร.ศรัณย์ กล่าวเสริมว่า ผู้ประกอบการที่สนใจรับถ่ายทอดเทคโนโลยีการผลิต BaSO4 และ SiO2 ชนิดปรับอนุภาคเพื่อนำไปใช้กับสูตรการผลิตเดิมไม่ต้องเป็นกังวลเรื่องการใช้งานยาก เพราะผลิตภัณฑ์ที่ทีมพัฒนาขึ้นมีลักษณะเป็นสารสีขาวซึ่งเป็นสีพื้นฐานของผลิตภัณฑ์สีทาบ้านอยู่แล้วจึงใช้ทดแทนสารชนิดเดิมได้เลย ส่วนด้านการปรับสูตรให้ลงตัว คงคุณสมบัติเด่นต่าง ๆ ของผลิตภัณฑ์ หากผู้ประกอบการต้องการความช่วยเหลือทีมก็พร้อมให้บริการด้านการวิจัย

“ทั้งนี้ นอกจากการพัฒนาสูตรการผลิตผลิตภัณฑ์สีทาภายนอกอาคารแล้ว ปัจจุบันทีมวิจัยยังสนใจที่จะร่วมงานกับภาคเอกชนพัฒนาสีสำหรับใช้งานกับวัสดุชนิดอื่นๆ เช่น สีพ่นตู้บรรจุสินค้ารถขนส่งควบคุมอุณหภูมิ สีทาตู้คอนเทนเนอร์ขนส่งสินค้าทางเรือ หรือหากผู้ประกอบการ ท่านใดสนใจพัฒนาสีเพื่อการใช้งานในวัตถุประสงค์อื่นๆ ทีมวิจัยก็พร้อมให้บริการเช่นกัน” ดร.ศรัณย์ ระบุ