3 เหล่าทัพจัดกิจกรรมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 เนื่องในวันพระราชสมภพ 5 ธ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773194

3 เหล่าทัพจัดกิจกรรมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 เนื่องในวันพระราชสมภพ 5 ธ.ค.

3 เหล่าทัพจัดกิจกรรมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ในหลวง ร.9 เนื่องในวันพระราชสมภพ 5 ธ.ค.

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.50 น.

วันที่ 4 ธันวาคม 2566 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทบ.) พล.อ.เจริญชัย หินเธาว์ ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) พร้อมด้วย นางโสมทิพย์ หินเธาว์ นายกสมาคมแม่บ้านทหารบก เป็นประธานจัดกิจกรรมน้อมรำลึก ในพระมหากรุณาธิคุณ ของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ 5ธ.ค. 2566 โดยกิจกรรมประกอบ พิธีตักบาตรพระสงฆ์89 รูป จากวัดโมลีโลกยารามราชวรวิหาร ถวายเป็นพระราชกุศล พิธีถวายราชสักการะ ถวายราชสดุดี และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ พิธีเจริญพระพุทธมนต์ โดยนิมนต์พระสงฆ์ จากวัดโสมนัสราชวรวิหาร และการบริจาคโลหิตถวายเป็นพระราชกุศล

นอกจากนี้ ทบ. ยังได้จัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน เนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศรมหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร “วันพ่อแห่งชาติ” ณ วัดราชนัดดารามวรวิหาร โดยมีกำลังพลของกองทัพบก จากหน่วยต่างๆเข้าร่วมในกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณะประโยชน์ โดยการทำความสะอาดวัดขณะเดียวกันผู้บัญชาการทหารบก และคณะผู้บังคับบัญชาชั้นสูงของกองทัพบก ยังได้นำถุงพระราชทาน ไปมอบให้กับผู้ป่วยติดเตียงและผู้สูงอายุ ในพื้นที่ชุมชนวัดราชนัดดารามวรวิหาร

จากนั้น ผบ.ทบ. ได้ตรวจเยี่ยม กิจกรรมจิตอาสาบริการประชาชน ซึ่งกองทัพบกได้นำ หน่วยแพทย์เคลื่อนที่ และรถทันตกรรมเคลื่อนที่ มาให้บริการประชาชน รวมถึงมีการมอบอาหารพระราชทาน และเจลแอลกอฮอลพระราชทานอีกด้วย นอกจากนี้ยังมีบริการซ่อมบำรุงเครื่องใช้ไฟฟ้า การบริการตัดผม การซ่อมบำรุงรถจักรยานยนต์ และการจัดนิทรรศการเกี่ยกองทัพอากาศ จัดกิจกรรมเนื่องในวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันชาติ และวันพ่อแห่งชาติ ประจำปี 2566

ที่กองทัพอากาศ พล.อ.อ. พันธ์ภักดี  พัฒนกุล ผู้บัญชาการทหารอากาศ (ผบ.ทอ.)และคุณมนทิรา  พัฒนกุล นายกสมาคมแม่บ้านทหารอากาศ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และตักบาตรพระสงฆ์  รวมทั้งการจัดนิทรรศการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ โดยมีคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ กำลังพลของกองทัพอากาศ และสมาคมแม่บ้านทหารอากาศ เข้าร่วมพิธี นอกจากนั้นยังจัดกิจกรรมบริจาคโลหิต ณ กองบริการโลหิต อาคารศูนย์มะเร็ง โรงพยาบาลภูมิพลอดุลยเดช กรมแพทย์ทหารอากาศ รวมทั้งจัดกิจกรรมจิตอาสาบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ ตลอดห้วงเดือนธ.ค. เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลฯ  สำหรับกองบิน ณ ที่ตั้งต่างจังหวัด และโรงเรียนการบิน ได้จัดกิจกรรมโดยพร้อมเพรียงกัน

ที่กองทัพเรือ พล.ร.อ.อะดุง พันธ์เอี่ยม ผู้บัญชาการกทหารเรือ (ผบ.ทร.) และ คุณ กีรตา พันธ์เอี่ยม นายกสมาคมภริยาทหารเรือ เป็นประธานในพิธีเจริญพระพุทธมนต์และตักบาตรพระสงฆ์  ที่ลานทัศนาภิรมย์ หอประชุมกองทัพเรือ โดยมีคณะนายทหารชั้นผู้ใหญ่ กำลังพลของกองทัพเรือ และสมาคมแม่บ้านทหารเรือ เข้าร่วมพิธี  จากนั้นผู้บังคับบัญชาและกำลังพลได้ร่วมทำกิจกรรมจิตอาสาร่วมกับประชาชนและชุมชน ในการทำความสะอาดโรงเรียน ซางตาครู้สท์ คอนแวนต์ อีกด้วย 
 

สวนกุหลาบ ประกาศ ให้มาเรียนปกติ หลังสพฐ.เคาะวันหยุด 4-8 ธ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773114

สวนกุหลาบ ประกาศ ให้มาเรียนปกติ หลังสพฐ.เคาะวันหยุด 4-8 ธ.ค.

สวนกุหลาบ ประกาศ ให้มาเรียนปกติ หลังสพฐ.เคาะวันหยุด 4-8 ธ.ค.

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 08.01 น.

วันที่ 4 ธันงาคม 2566 จากกรณี นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และโฆษก ศธ. เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ได้นำข้อห่วงใยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการ ศธ. สู่การปฏิบัติรวดเร็ว โดยออกประกาศให้โรงเรียนสนับสนุนการเรียนเสริมตามความถนัดและต้องการในระหว่างวันที่ 4-8 ธันวาคม 2566 (โดยนับเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ตามหลักสูตร) ซึ่งวันที่ 5 ธันวาคม ถือเป็นวันสำคัญ วันพ่อแห่งชาติ จึงให้นักเรียนหยุดต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียนเตรียมสอบวัดความถนัด TGAT-TPAT ในวันที่ 9-11 ธันวาคม 2566 ที่จะถึงนี้ นั้น

วันที่ 4 ธันวาคม เฟซบุ๊ก นักเกรียน สวนกุหลาบ ได้ โพสต์ข้อความ ระบุว่า ข่าวด่วนฝากประชาสัมพันธ์ สัปดาห์หน้า สวนกุหลาบยังไม่ประกาศหยุด (นอกจากวันที่ 5 ธันวาคม) พรุ่งนี้ ม.6 มาเรียนตามปกติ ให้ฟังประกาศจากรร.เท่านั้น ประกาศจากสพฐ.ยังไม่ได้บังคับใช้กับรร.
 

‘เกณฑ์สอบคัดเลือก-ขาดกระจายอำนาจ’ ปัจจัยส่งผลต่อคุณภาพ‘ผู้บริหารสถานศึกษา’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773031

‘เกณฑ์สอบคัดเลือก-ขาดกระจายอำนาจ’ ปัจจัยส่งผลต่อคุณภาพ‘ผู้บริหารสถานศึกษา’

‘เกณฑ์สอบคัดเลือก-ขาดกระจายอำนาจ’ ปัจจัยส่งผลต่อคุณภาพ‘ผู้บริหารสถานศึกษา’

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

“ปัญหาที่ถือเป็นกล่องดำทางการศึกษาของไทยคือ ประเทศไทยไม่เคยเตรียมผู้นำทางวิชาการ แต่คัดเลือกเฉพาะผู้บริหารสถานศึกษา ให้ความสำคัญกับการสอบคัดเลือกตามระเบียบราชการ หรือการสอบในเชิงวิชาการ ซึ่งไม่ใช่วิชาการที่เป็นการทดสอบวัดสมรรถนะการบริหารในฐานะผู้นำวิชาการ (Academic Leadership) จึงส่งผลให้ได้ผู้บริหารการศึกษาที่เน้นทำข้อสอบเชิงวิชาการบริหารทั่วๆ ไป ไม่ได้เน้นประสบการณ์ด้านการบริหารงานวิชาการ ถือเป็นการเข้าสู่ตำแหน่งผู้บริหารการศึกษาที่บิดเบี้ยว

ซึ่งบิดเบี้ยวตั้งแต่การเปิดโอกาสให้ครูที่มีคุณวุฒิ วิทยฐานะระดับชำนาญการทุกระดับมีสิทธิ์สอบบางท่านสอบผ่านเป็นผู้บริหารโรงเรียนทั้งๆ ที่ไม่เคยผ่านงานหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ หรือหัวหน้ากลุ่มวิชาบางคนไม่เคยเป็น รอง ผอ. แต่ไปสอบผอ. ซ้ำร้ายกว่านั้นเคยเป็นครูโรงเรียนมัธยมมาตลอด แล้วไปสอบเป็น ผอ.โรงเรียนประถม แล้วคิดว่าวันหนึ่งจะมีโอกาสย้ายกลับไปเป็น ผอ.โรงเรียนมัธยม เพราะฉะนั้นอย่าหวังกับผู้นำทางวิชาการ ที่ไม่ได้ถูกสร้าง หรือถูกเตรียมให้เป็น”

รศ.ดร.เอกชัย กี่สุขพันธ์ อดีตประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) และอดีตประธานคณะกรรมการมาตรฐานวิชาชีพ คุรุสภากล่าวในการเสวนาหัวข้อ “แชร์กลยุทธ์ จุดไอเดียผู้บริหาร” ในงานเปิดตัว http://www.Thailandleadership.org ซึ่งเป็นเว็บไซต์พัฒนาศักยภาพความเป็นผู้นำของผู้อำนวยการ (ผอ.) โรงเรียน นำเสนอทักษะที่ทำให้ประสบความสำเร็จ ในรูปแบบของข่าวสาร งานวิจัย บทความ คลิปวีดีโอพอดแคสต์ สารคดี ฯลฯ เมื่อเร็วๆ นี้ ซึ่งจัดโดยมูลนิธิเอเชีย และพันธมิตร

และเมื่อผู้บริหารสถานศึกษาขาดประสบการณ์ทางวิชาการ การไปเป็นผู้นำวิชาการไม่ใช่เรื่องง่าย ซึ่ง รศ.ดร.เอกชัย เสนอแนะว่า “ในอนาคตต้องกำหนดคุณสมบัติของผู้ที่จะสอบเป็นผู้บริหารสถานศึกษา” เช่น ต้องมีประสบการณ์ในการเป็นรอง ผอ. หรือเคยเป็นหัวหน้ากลุ่มสาระการเรียนรู้ จึงจะมีสิทธิ์สอบ ซึ่งที่ผ่านมาเคยเสนอแนวคิดกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะสอบตำแหน่ง ผอ.ได้ จะต้องอยู่ในตำแหน่งรอง ผอ.วิชาการไม่น้อยกว่า 2 ปี แต่แนวคิดไม่ได้ถูกนำไปปฏิบัติเนื่องจากเหตุผลที่ไม่ทราบได้

นอกจากนี้ ยังมีปัญหาที่ถือเป็น “กล่องดำทางการศึกษา” ของไทยอีกประการ คือ “ขาดการกระจายอำนาจจากส่วนกลางไปที่โรงเรียน” ส่งผลให้ผู้บริหารไม่กล้าแสดงศักยภาพของตนเองได้อย่างเต็มที่ เพราะมีกฎระเบียบและ ข้อบังคับหลายอย่าง จึงเห็นว่าส่วนกลางควรกระจายอำนาจการบริหารงานบุคคล รวมถึงงบประมาณ เพื่อให้ผู้บริหารมีอิสระในการบริหารจัดการ และแสดงศักยภาพของตนเองให้ได้มากที่สุด

รศ.ดร.เอกชัย ย้ำว่า “การเติบโตและความก้าวหน้าในตำแหน่งผู้บริหารสถานศึกษา ไม่ควรขึ้นอยู่กับจำนวนของนักเรียน หรือขนาดของสถานศึกษาเป็นสำคัญ แต่ควรพิจารณาคุณสมบัติของผู้บริหารให้เหมาะสมกับขนาดของโรงเรียนเป็นหลัก” หากผู้บริหารคนใดเหมาะสมที่จะอยู่โรงเรียนขนาดเล็ก ก็ต้องบริหารโรงเรียนขนาดเล็กไม่จำเป็นต้องขยับไปที่โรงเรียนขนาดกลางเพื่อให้ผู้บริหารคนใหม่ได้เข้ามาทำหน้าที่แทน หรือหากผู้บริหารคนใหม่ที่สอบผ่านเข้ามา เหมาะสมที่จะบริหารโรงเรียนขนาดกลาง ก็ควรให้บริหารโดยไม่ต้องไปเริ่มต้นในโรงเรียนขนาดเล็ก

“บทบาทของผู้บริหารสถานศึกษาในอนาคตควรจะต้องมี 4 คุณสมบัติที่เป็นลักษณะสำคัญ คือ1.Designer มีคุณสมบัติเป็นนักออกแบบเพื่อที่จะออกแบบงานที่เกี่ยวข้องกับวิชาการได้ ซึ่งควรมีประสบการณ์ทำงานด้านวิชาการมาก่อน 2.Facilitator เป็นผู้อำนวยความสะดวกให้ครู ได้มีโอกาสมีส่วนร่วมที่จะพัฒนาวิชาการของสถาน ศึกษา 3.Supporter เป็นคนสนับสนุนครู และ 4.Evaluator เป็นผู้ประเมินผลการทำงาน” รศ.ดร.เอกชัยระบุ

สำหรับเว็บไซต์ Thailand Leadership จัดทำขึ้นภายใต้ความร่วมมือของกระทรวงศึกษาธิการ, กรุงเทพมหานคร,สถานทูตออสเตรเลีย และเหล่าพันธมิตร โดยมีที่มาจาก โครงการวิจัยเรื่องจากความท้าทายสู่คุณภาพการศึกษาของประเทศไทย : กฎระเบียบ การบริหารทรัพยากร และความเป็นผู้นำ ในปี 2561-2564 ของมูลนิธิเอเชีย ที่ได้มุ่งเน้นศึกษาโครงสร้างและบทบาทของ “ตัวกลาง” ระหว่างผู้กำหนดนโยบายการศึกษาของชาติและผลผลิตทางการศึกษา นั่นคือ “ผู้อำนวยการสถานศึกษา” ในฐานะกล่องดำทางการศึกษา หรือแกนหลักผู้สื่อสารถ่ายทอดนโยบาย

บทสรุปที่ได้คือผู้อำนวยการโรงเรียนที่ประสบความสำเร็จในการพัฒนาคุณภาพการศึกษา จะต้องมีบทบาทเป็นผู้นำทางวิชาการ ซึ่งภายในเว็บไซต์จะประกอบด้วย 3 เมนูหลักคือ 1.ลงมือปฏิบัติ 2.พัฒนาวิชาการ และ 3.สร้างสรรค์งานวิจัย โดย ผอ.โรงเรียน และผู้ที่สนใจ สามารถเข้าไปใช้บริการได้ฟรีโดยไม่เสียค่าใช้จ่าย ที่ http://www.Thailandleadership.org ได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป!!!

‘มศว’จับมือ‘สมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย’ สร้างเครือข่าย‘ครูวิเศษสอนเด็กพิเศษ’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773032

‘มศว’จับมือ‘สมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย’  สร้างเครือข่าย‘ครูวิเศษสอนเด็กพิเศษ’

‘มศว’จับมือ‘สมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย’ สร้างเครือข่าย‘ครูวิเศษสอนเด็กพิเศษ’

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) จัดพิธีลงนามความร่วมมือทางวิชาการกับ สมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย เมื่อวันที่ 28 พ.ย. 2566 โดย รศ.ดร.สมชาย สันติวัฒนกุล อธิการบดี มศว กล่าวว่า มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ได้หารือการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการเพื่อพัฒนาการศึกษาสำหรับเด็กพิเศษร่วมกับสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทยและมีความเห็นร่วมกันที่จะยกระดับความร่วมมือให้ครอบคลุมในหลายบริบทและประสานความร่วมมือของทั้งสองหน่วยงานเป็นไปด้วยความเกื้อกูล ส่งเสริมและสนับสนุนซึ่งกันและกันทั้งสองฝ่าย

โดยอาศัยศักยภาพของทรัพยากรที่แต่ละฝ่ายมีอยู่ ภายใต้ความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการส่งเสริมศักยภาพความเข้มแข็งทางวิชาการและความเป็นเลิศ โดยนำองค์ความรู้ด้านการศึกษาพิเศษไปประยุกต์ใช้ในการสนับสนุนการพัฒนาการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้ที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ อีกทั้งเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ของนิสิตและเปิดโอกาสให้คณาจารย์ได้เกิดการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ร่วมกันอันจะส่งผลให้เกิดการขับเคลื่อนองค์กรให้ได้รับการพัฒนาทางด้านวิชาการ วิจัย นวัตกรรม อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป

“เชื่อมั่นว่าการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือทางวิชาการระหว่างมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒกับสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทยในครั้งนี้ จะเป็นการสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างสถาบันทั้งในด้านการส่งเสริมวิชาการและความร่วมมือเพื่อสนับสนุนการจัดการเรียนรู้สำหรับผู้ที่มีความต้องการพิเศษต่อไปอย่างมีประสิทธิภาพ” รศ.ดร.สมชาย กล่าว

ด้าน ผศ.ดร.ยุวดี วิริยางกูร นายกสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย กล่าวว่า ก่อนหน้านี้ ตนได้พบเด็กพิเศษอยู่บ้าง และประทับใจที่เขาทำสิ่งต่างๆ ได้มากกว่าที่เราคิดจึงตัดสินใจมาเรียนในสาขาวิชาการศึกษาพิเศษ คณะศึกษาศาสตร์ มศว เพราะมีชื่อเสียงในด้านนี้มายาวนาน เมื่อได้เรียนไประยะหนึ่งก็อยากหาวิธีช่วยเด็กๆ ให้มากขึ้น จึงตัดสินใจไปศึกษาต่อด้านการศึกษาพิเศษที่ประเทศสหรัฐอเมริกา

“หลังจากเรียนจบก็กลับมาเป็นอาจารย์ที่คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่อยู่พักหนึ่ง ก่อนจะชักชวนกัลยาณมิตรในวงการการศึกษาพิเศษมาร่วมกันก่อตั้งสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย เพราะอยากให้ความรู้กับครูที่ต้องสอนเด็กพิเศษหรือพ่อแม่ผู้ปกครองที่มีบุตรหลานเป็นเด็กพิเศษ เพื่อให้ครูและผู้ปกครองได้เห็นว่าการสอนเด็กพิเศษนั้นไม่ได้ยากอย่างที่คิด ตอนนี้สมาคมฯ มีอายุ 3 ปีแล้ว เรามีโอกาสได้เผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับการสอนเด็กพิเศษมากขึ้นเรื่อยๆ” ผศ.ดร.ยุวดี กล่าว

ผศ.ดร.ยุวดี กล่าว อธิบายว่า “วิธีการสอนเด็กทั่วไปไม่สามารถนำมาใช้สอนเด็กพิเศษได้ แต่วิธีการสอนเด็กพิเศษกลับนำมาใช้กับเด็กทั่วไปได้” ความรู้ด้านการศึกษาพิเศษ จึงเป็นวิชาที่มีประโยชน์สำหรับครูทุกคน และ “การศึกษาที่ดีที่สุดสำหรับเด็กพิเศษ คือ การเรียนรวม” เพราะเมื่อได้ใช้ชีวิตร่วมกับเด็กทั่วไป ได้ใช้ชีวิตเหมือนเด็กทั่วไป เด็กพิเศษจะพัฒนาขึ้นมาก

ด้วยเหตุนี้ สมาคมฯ จึงมีเป้าหมายที่จะสร้าง “ครูวิเศษ สอนเด็กพิเศษ” ทั่วประเทศไทย เพื่อให้ครูทุกคน(ไม่จำเป็นต้องเป็นครูการศึกษาพิเศษ) สามารถสอนนักเรียนที่มีความสามารถหลากหลายได้ ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของกระทรวงศึกษาธิการ ว่า เราจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง โดยเด็กพิเศษมีจำนวนมากขึ้นเรื่อย ๆ เช่น สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) รายงานว่า โรงเรียนเรียนรวมทั่วประเทศมีเด็ก LD (Learning Disorder – โรคการเรียนรู้บกพร่อง) อยู่ 4 แสนกว่าคน และยังมีเด็กออทิสติก เด็กสมาธิสั้น เด็กเรียนรู้ช้า ฯลฯ อีกด้วย

“อันที่จริงความแตกต่างเป็นธรรมชาติของมนุษย์ โลกนี้จึงมีทั้งคนเรียนเก่งและคนเรียนอ่อนปะปนกัน มนุษย์แต่ละคนก็มีความสามารถหลากหลาย ความต้องการพิเศษจึงไม่ใช่เรื่องน่ากลัว ถ้าครูและผู้ปกครองเข้าใจลักษณะของนักเรียนหรือบุตรหลาน และปรับการสอนให้สอดคล้องกับลักษณะของเด็ก การสอนเด็กพิเศษก็ไม่ใช่เรื่องยาก ถ้าผู้ใหญ่สอนเป็น เด็กพิเศษจะแสดงความสามารถออกมา แต่ถ้าเราไม่สอน เขาก็จะช่วยเหลือตัวเองไม่ได้และต้องพึ่งพาคนรอบข้างตลอดเวลา” ผศ.ดร.ยุวดี กล่าว

นายกสมาคมครูการศึกษาพิเศษไทย ยังกล่าวอีกว่า มศว มีชื่อเสียงมายาวนานในการเป็นโรงเรียนฝึกหัดวิชาชีพครูชั้นสูงแห่งแรกของประเทศไทย ที่ผลิตครูจำนวนมากที่กระจายอยู่ทั่วประเทศ การที่สมาคมฯ มีความร่วมมือกับ มศว ครั้งนี้จะเป็นการสร้างเสริมความเข้มแข็งในวงการการศึกษาพิเศษ และยังเป็นการขยายเครือข่ายให้คนทั่วไปได้รู้จักการศึกษาพิเศษมากขึ้นด้วย ความร่วมมือครั้งนี้จึงถือเป็นจุดเริ่มต้นสำคัญที่จะช่วยให้เด็กพิเศษได้รับบริการทางการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างแท้จริง

‘สจล.’หนุนเครือข่าย‘ไทย-เนเธอร์แลนด์’ ใช้‘เทคโนโลยีอวกาศ’มุ่งสู่‘เกษตรกรรมยั่งยืน’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773030

‘สจล.’หนุนเครือข่าย‘ไทย-เนเธอร์แลนด์’ ใช้‘เทคโนโลยีอวกาศ’มุ่งสู่‘เกษตรกรรมยั่งยืน’

‘สจล.’หนุนเครือข่าย‘ไทย-เนเธอร์แลนด์’ ใช้‘เทคโนโลยีอวกาศ’มุ่งสู่‘เกษตรกรรมยั่งยืน’

วันจันทร์ ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 06.00 น.

สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.) ร่วมกับสถานทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ระดมเครือข่ายนักวิชาการนานาชาติ ผลักดันความร่วมมือในงาน “เนเธอร์แลนด์-ไทย : เทคโนโลยีอวกาศ 2023 เพื่อการเกษตรยั่งยืนและระบบอาหารที่มั่นคง (The Netherlands-Thailand Space Technology Forum 2023 : Space Technology for Resilient Agriculture and Food System)” เพื่อเป้าหมายยกระดับการทำเกษตรและระบบอาหารที่ยืดหยุ่นต่อสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว พัฒนาเกษตรกรรมดาวเทียม

รศ.ดร.คมสัน มาลีสี อธิการบดี สจล. กล่าวว่า ระบบการเกษตรและอาหารทั่วโลกอยู่ภายใต้แรงกดดัน เนื่องจากจำนวนประชากรโลกที่กำลังเพิ่มขึ้นและการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศสุดขั้ว (Climate Change) ความท้าทายของระบบเกษตรกรรมและอาหารของประเทศ ไม่เพียงต้องผลิตอาหารด้วยวิธีที่ปลอดภัย ดีต่อสุขภาพเท่านั้น แต่จะต้องมุ่งเป้าประกันความมั่นคงด้านอาหาร (Food Security) ได้อย่างเพียงพอสำหรับทุกคนด้วย

ซึ่งงานเนเธอร์แลนด์-ไทย : เทคโนโลยีอวกาศ 2023 เพื่อการเกษตรยั่งยืนและระบบอาหารที่มั่นคง ตอกย้ำความร่วมมืออย่างใกล้ชิดระหว่างทั้ง 2 ประเทศ ในการใช้ประโยชน์จากวิทยาศาสตร์เชิงพื้นที่ เทคโนโลยีอวกาศ (Space Technology) และเกษตรกรรมดาวเทียม (Satellite Agriculture) เพื่อการพัฒนาด้านเกษตรกรรม นับเป็นการรวมตัวของผู้เชี่ยวชาญ นักวิทยาศาสตร์ภูมิสารสนเทศ และผู้มีส่วนกำหนดนโยบาย 140 คน ในการขับเคลื่อนนวัตกรรมใหม่ๆ และกำหนดภูมิทัศน์ใหม่ของเทคโนโลยีอวกาศและเกษตรกรรมที่ชาญฉลาดต่อสภาพภูมิอากาศ

“อาทิ การใช้ข้อมูลและภาพจากดาวเทียมเพื่อการพยากรณ์อากาศ การวิเคราะห์ดิน และการจัดการพืชผลแบบเรียลไทม์ได้ปฏิวัติการเกษตรกรรมสู่ยุคใหม่ เพิ่มขีดความสามารถสร้างมาตรฐานสากลเกษตรยืดหยุ่นและยั่งยืน ในการทำเกษตรอัจฉริยะผ่านปัญญาประดิษฐ์ IoT และการวิเคราะห์ข้อมูล โดยสอดคล้องกับแนวทางการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติ SDG2-ความมั่นคงทางอาหาร (Food Security), SDG3-ชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีของประชาชน ตลอดจน SDG11-ชุมชนและเมืองที่ยั่งยืน” อธิการบดี สจล. กล่าว

ดร.นพดล สุกแสงปัญญา ผู้เชี่ยวชาญ วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สจล. กล่าวว่า การใช้เทคโนโลยีภูมิสารสนเทศในการวิเคราะห์และติดตามสังเกตการณ์ “ภัยแล้ง” ในแต่ละพื้นที่ของประเทศไทย แบ่งเป็น 3 ด้าน ได้แก่ 1.ภัยแล้งเชิงอุตุนิยมวิทยา 2.ภัยแล้งเชิงอุทกภัย 3.ภัยแล้งเชิงเกษตรกรรม เพื่อให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องนำข้อมูลและภาพไปใช้ในการวางแผนและบริหารจัดการภัยแล้งได้ดียิ่งขึ้น

โดยใช้องค์ประกอบต่างๆ อาทิ ระดับปริมาณน้ำฝน อุณหภูมิของหน้าดิน สภาพอากาศความอุดมสมบูรณ์ของพันธุ์พืช ระบบชลประทาน และความชื้นของดิน เพื่อใช้ในการวางแผนทำการเกษตรอย่างยั่งยืน ผลักดันเครือข่ายในประเทศไทยและเนเธอร์แลนด์ในการใช้ “เทคโนโลยีอวกาศ” มาช่วยทางด้าน “เกษตรแม่นยำ” และระบบอาหารที่มั่นคงเพียงพอ

“หากเกษตรกรสามารถนำข้อมูลเหล่านี้ไปใช้จริงจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่ง เพียงแต่ในปัจจุบันยังขาดการสื่อสารและการประชาสัมพันธ์ไปยังผู้ใช้ นอกจากนี้ควรออกมาตรการเพื่อความยั่งยืนในการใช้ทรัพยากรธรรมชาติ อาทิ เสริมสร้างเกษตรกรที่ไม่ทำลายป่าและไม่ทำการเพาะปลูกมากเกินจนล้นความต้องการของผู้บริโภค” ผู้เชี่ยวชาญ วิทยาลัยอุตสาหกรรมการบินนานาชาติ สจล. กล่าว

แร็มโก ฟัน ไวน์คาร์เดิน (Remco van Wijngaarden) เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย กล่าวว่า วิทยาศาสตร์ภูมิสารสนเทศ มีความสำคัญมากขึ้นในชีวิตประจำวันของเรา การวางแผนการเดินทาง พยากรณ์อากาศ และอื่นๆ ข้อมูลเชิงพื้นที่กลายเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับหลายภาคส่วน เช่น เกษตรกรรม การวางผังเมือง การจัดการทรัพยากร (ป่าไม้น้ำ แร่ธาตุ)

และเพื่อการออกแบบระบบที่จะลดผลกระทบของการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) และภัยพิบัติ อันเป็นความท้าทายของโลกปัจจุบัน เช่น อุณหภูมิที่สูงขึ้น ภัยแล้ง น้ำท่วมการตัดไม้ทำลายป่า การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ มลภาวะทางอากาศ ฯลฯ ล้วนเกิดขึ้นพร้อมๆ กัน และต้นกำเนิดและผลที่ตามมามักจะทับซ้อนกันทางภูมิศาสตร์ วิทยาศาสตร์ภูมิสารสนเทศช่วยให้เราเข้าใจความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนได้ดีขึ้น ทั้งยังช่วยเราในการคิดค้นวิธีแก้ปัญหาและการตัดสินใจที่ดีขึ้นเพื่อสังคมและโลกอีกด้วย

“การประชุมเทคโนโลยีอวกาศเนเธอร์แลนด์-ไทย 2023 ครั้งนี้ มุ่งเน้นไปที่การนำเทคโนโลยีอวกาศเข้ามามีส่วนในการทำระบบการเกษตรและอาหารที่มีความยืดหยุ่นคล่องตัวและยั่งยืนมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญด้านภูมิสารสนเทศจึงมีบทบาทสำคัญในการทำให้สิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นได้” เอกอัครราชทูตเนเธอร์แลนด์ประจำประเทศไทย ระบุ

ศ.ดร.วิคเตอร์ เจตเทน (Victor Jetten) คณะวิทยาศาสตร์สารสนเทศภูมิศาสตร์และการสังเกตการณ์โลก (ITC) มหาวิทยาลัยทเวนเต (University of Twente) เนเธอร์แลนด์ กล่าวว่า การวิเคราะห์ความมั่นคงทางอาหารใน “สภาพอากาศสุดขั้ว” (Extreme Climatic Conditions) ด้วยเทคโนโลยีการสำรวจระยะไกล หรือ Remote Sensing จากดาวเทียม สามารถช่วยระบุปริมาณผลิตผลที่ชัดเจน ปัญหาการผลิตในเวลาและสถานที่ได้อย่างแน่นอน

“เราสามารถระบุพื้นที่มีปัญหาเพื่อวางแผนรับมือกับจุดอ่อนได้ทันท่วงทีและแม่นยำ ทั้งนี้ เราต้องเข้าใจความซับซ้อนของระบบการเกษตร ความยืดหยุ่น ความเป็นจริงและข้อจำกัดของเกษตรกร จึงจะสามารถใช้ประโยชน์จากการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพื้นที่เพื่อช่วยเหลือในทางปฏิบัติได้อย่างมีประสิทธิภาพ” ศ.เจตเทน กล่าว

งานครั้งนี้ ประกอบด้วยความร่วมมือของ 11 องค์กร ได้แก่ สถานเอกอัครราชทูตราชอาณาจักรเนเธอร์แลนด์, สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหารลาดกระบัง (สจล.), คณะวิทยาศาสตร์สารสนเทศภูมิศาสตร์และการสังเกตการณ์โลก (ITC) มหาวิทยาลัย Twente, สำนักงาน องค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก,

สำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศ (องค์การมหาชน) ประเทศไทย (GISTDA), กระทรวงเกษตรและสหกรณ์, กรมป่าไม้ ประเทศไทย, ศูนย์ภูมิสารสนเทศสถาบันเทคโนโลยีแห่งเอเชีย (AIT), คาดาสเตอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล เนเธอร์แลนด์, ปีเตอร์สัน เทคโนโลยี เนเธอร์แลนด์ และชมรมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ-สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย

ฟรี!ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอศ.เปิด 10 ศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน (Fix it Center)

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773038

ฟรี!ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอศ.เปิด 10 ศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน (Fix it Center)

ฟรี!ไม่เสียค่าใช้จ่าย สอศ.เปิด 10 ศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน (Fix it Center)

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 21.30 น.

สอศ.เปิด 10 ศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน (Fix it Center) ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ฟรี!ไม่เสียค่าใช้จ่าย ในกิจกรรมจิตอาสาพระราชทาน เนื่องในวันพ่อแห่งชาติ ณ ชุมชนเขตพระราชฐานพื้นที่กรุงเทพฯปริมณฑล และภูมิภาค

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2566 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้ร่วมจัดกิจกรรมจิตอาสาพระราชทานเนื่องในวโรกาสวันคล้ายวันพระราชสมภพของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร (วันพ่อแห่งชาติ) 5 ธันวาคม 2566 โดยเปิดศูนย์อาชีวะช่วยประชาชน (Fix it Center) เพื่อช่วยเหลือประชาชนในการลดค่าใช้จ่ายครัวเรือน ซึ่งจะเปิดให้บริการ ในวันที่ 4 ธันวาคม 2566 เวลา 08.00 – 16.00 น.ในพื้นที่กรุงเทพฯ ปริมณฑล และตามภูมิภาค รวม 10 แห่ง ดังนี้

1.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชนบริเวณโรงเรียนเบญจมราชาลัยในพระบรมราชูปถัมภ์ เขตพระนคร ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ดำเนินการโดยวิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี 2.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชนบริเวณวัดปากน้ำภาษีเจริญ  เขตภาษีเจริญ ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง และซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ดำเนินการโดยวิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ 3.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชนบริเวณโรงเรียนซางตาครู้สคอนแวนท์ เขตธนบุรี ให้บริการเฉพาะซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า ดำเนินการโดยวิทยาลัยสารพัดช่างพระนคร

4.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชนบริเวณวัดราชนัดดารามวรวิหาร เขตพระนคร ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยวิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษกมหานคร และวิทยาลัยสารพัดช่างสมุทรปราการ 5.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน บริเวณวัดลาดสนุ่น อ.ลำลูกกา จังหวัดปทุมธานี  ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยวิทยาลัยเทคนิคดอนเมือง และวิทยาลัยสารพัดช่างสี่พระยา 6.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน บริเวณโรงเรียนวังไกลกังวล ในพระบรมราชูปถัมภ์ ฝ่ายประถมศึกษา จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดประจวบคีรีขันธ์ 7.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน บริเวณสำนักงานเทศบาลนครสกลนคร จังหวัดสกลนคร ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสกลนคร

8.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน บริเวณอาคารเฉลิมพระเกียรติสิริกาญจนทักษิณพระตำหนักทักษิณราชนิเวศน์ จังหวัดนราธิวาส ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดนราธิวาส 9.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน บริเวณลานจอดรถหน้าพระราชวังบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 10.ศูนย์อาชีวะ ช่วยประชาชน บริเวณลานประตูท่าแพ จังหวัดเชียงใหม่ ให้บริการเปลี่ยนถ่ายน้ำมันเครื่อง ซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า และตัดผม ดำเนินการโดยสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดเชียงใหม่

สพฐ.ห่วง’เด็ก ม.ปลาย’เตรียมสอบ’TGAT-TPAT’ไม่ทัน ออกประกาศหยุด 4-8 ธ.ค.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/773050

สพฐ.ห่วง'เด็ก ม.ปลาย'เตรียมสอบ'TGAT-TPAT'ไม่ทัน ออกประกาศหยุด 4-8 ธ.ค.

สพฐ.ห่วง’เด็ก ม.ปลาย’เตรียมสอบ’TGAT-TPAT’ไม่ทัน ออกประกาศหยุด 4-8 ธ.ค.

วันอาทิตย์ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 17.15 น.

สพฐ.รับลูกเสมา 1 ห่วงเด็ก ม.ปลาย เตรียมสอบ TGAT-TPAT ไม่ทัน ออกประกาศหยุด 4-8 ธ.ค. เปิดโอกาสเรียนเสริมตามความถนัดอย่างเท่าเทียม

เมื่อวันที่ 3 ธันวาคม 2566 นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ และโฆษกกระทรวงศึกษาธิการกล่าวชื่นชม สพฐ.นำข้อห่วงใยของ พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ สู่การปฏิบัติรวดเร็ว โดยออกประกาศให้โรงเรียนสนับสนุนการเรียนเสริมตามความถนัดและต้องการในระหว่างวันที่ 4 – 8 ธันวาคม 2566 (โดยนับเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ตามหลักสูตร) ซึ่งวันที่ 5 ธันวาคม ถือเป็นวันสำคัญ วันพ่อแห่งชาติ จึงให้นักเรียนหยุดต่อเนื่อง เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับนักเรียนเตรียมสอบวัดความถนัด TGAT-TPAT ในวันที่ 9 – 11 ธันวคม 2566 ที่จะถึงนี้

“ด้วย รมว.ศธ.มีข้อห่วงใยถึงนักเรียนที่จะต้องแบ่งเวลาเตรียมตัวสอบเข้ามหาวิทยาลัย ตามที่ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) กำหนด โดยเฉพาะนักเรียนที่ขาดโอกาสจะไม่ได้ไปติวในที่ต่างๆ เหมือนเพื่อนคนอื่น จึงดำริให้ สพฐ.หาแนวทางเรื่องนี้ เพื่อสร้างความเท่าเทียมและความมั่นใจในการเตรียมตัวสอบของนักเรียนทุกคน ซึ่ง สพฐ.ได้ออกประกาศ เรื่องการส่งเสริมสนับสนุนนักเรียนให้พร้อมสำหรับการทดสอบวัดความถนัด โดยให้สถานศึกษาและสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) สนับสนุนการเรียนเสริมจากแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกสถานศึกษาตามความถนัดและสนใจ โดยให้ถือเป็นส่วนหนึ่งของการเรียนรู้ และนับเป็นเวลาเรียน ส่วนโรงเรียนที่มีความพร้อม สามารถเปิดเป็นแหล่งเรียนเสริมสำหรับนักเรียนในโรงเรียนและโรงเรียนใกล้เคียงฟรี พร้อมมอบให้มีมาตรการดูแลการเรียนเสริมอย่างมีคุณภาพและปลอดภัยในการกำกับติดตามของ สพท.ในแต่ละพื้นที่

ในขณะเดียวกัน สพฐ.ยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมและสนับสนุนนักเรียนให้มีความพร้อมสำหรับการทดสอบวัดความถนัด (TGAT-TPAT) “กล่องความรู้ สู่ความสุข” ระหว่างวันที่ 4 – 7 ธันวาคม 2566 จัดสอนเสริมโดยเชิญครูและอาจารย์ที่มีชื่อเสียง มาให้ความรู้ผ่านระบบออนไลน์ เพื่อสร้างโอกาสแก่นักเรียนทุกคน ตามนโยบายเรียนดีมีความสุข เรียนได้ทุกที่ทุกเวลา Anywhere Anytime ในช่องทาง OBEC Chanel, Youtube และ Facebook ของ สพฐ.โดยไม่มีค่าใช้จ่าย เพิ่อช่วยลดภาระผู้ปกครองด้วย” ผู้ช่วยรัฐมนตรีฯ กล่าว

เชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772705

เชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร'เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา' เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

เชิญชวนร่วมลงนามถวายพระพร’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’ เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 14.35 น.

เชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร”เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา”เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมลงนามถวายพระพร สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ วันที่ 7 ธันวาคม 2566 ผ่านระบบออนไลน์ ที่เว็บไซต์หน่วยราชการในพระองค์ www.royaloffice.th ระหว่างวันที่ 6 – 8 ธันวาคม 2566

‘มท.1’นำวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772690

‘มท.1’นำวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

‘มท.1’นำวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จฯ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 13.25 น.

วันดำรงราชานุภาพ! “มท.1″นำคณะผู้บริหาร ข้าราชการ สมาชิกราชสกุลดิศกุล และภาคีเครือข่าย วางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย พร้อมมอบรางวัลนายอำเภอแหวนเพชร ปลัดอำเภอแหวนทองคำ ประจำปี 2566

เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2566 ตั้งแต่เมื่อเวลา 07.00 น.ที่บริเวณพิธีหน้ากระทรวงมหาดไทย นายอนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานในพิธีวางพวงมาลาถวายสักการะพระอนุสาวรีย์สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เนื่องในวันดำรงราชานุภาพ ประจำปี 2566 โดยมีนายทรงศักดิ์ ทองศรี รมช.มหาดไทย นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ดร.วันดี กุญชรยาคง จุลเจริญ นายกสมาคมแม่บ้านมหาดไทย นายณัฏฐพล จรัสรพีพงษ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นายนิยม ช่างพินิจ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย สมาชิกราชสกุลดิศกุล คณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย อธิบดี ผู้ว่าการรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด ข้าราชการ พนักงานรัฐวิสาหกิจ สมาคมแม่บ้านมหาดไทย สมาคมนักปกครองแห่งประเทศไทย สมาคมข้าราชการบำนาญมหาดไทย และผู้แทนหน่วยงานราชการต่างๆ เข้าร่วมพิธี

การนี้นายอนุทิน กล่าวสดุดีสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ องค์ปฐมเสนาบดีกระทรวงมหาดไทย มีใจความว่า ด้วยสำนึกในพระกรุณาธิคุณของพระองค์ที่ทรงวางรากฐานอันมั่นคงให้แก่กระทรวงมหาดไทย และทำนุบำรุงแผ่นดินให้เกิดประโยชน์สุขแก่สยามประเทศ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นพระราชโอรสลำดับที่ 57 ในพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และเจ้าจอมมารดาชุ่ม พระองค์ทรงเป็นกำลังสำคัญยิ่งในการปฏิรูปการจัดระเบียบบริหารราชการแผ่นดินทั้งในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงวางรากฐานการปกครองแบบเทศาภิบาล และสุขาภิบาล อันเป็นรากเหง้าของการปกครองในระบอบประชาธิปไตย ทรงตราพระราชบัญญัติลักษณะปกครองท้องที่ งานตำรวจภูบาลและภูธร ทรงกำหนดความหมายของงานมหาดไทยให้ชัดเจนว่า “บำบัดทุกข์ บำรุงสุข” ซึ่งพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชดำรัสว่า “กรมดำรงฯ มอบดวงใจให้กระทรวงมหาดไทย และกระทรวงมหาดไทย คือ ผู้ดูแลประเทศชาติชาวไทย ให้มีความร่มเย็นเป็นสุข” ทรงได้รับความไว้วางพระราชหฤทัยเป็นอย่างสูง ปรากฏพระนามว่า ทรงเป็นอัจฉริยะบุรุษแก่มหาชนในทุกสมัย จนเป็นที่ประจักษ์ในระดับ นานาชาติ ในปีพุทธศักราช 2505 องค์การศึกษาวิทยาศาสตร์และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ UNESCO จึงถวายการสดุดีให้สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็น “บุคคลสำคัญของโลก” พระองค์แรกของประเทศไทย พระองค์ได้สิ้นพระชนม์ เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม พุทธศักราช 2486 ณ วังวรดิศ สิริรวมพระชันษาได้ 81 พรรษา

จากนั้น ในเวลา 08.00 น.ที่ห้องประชุมราชสีห์ ชั้น 2 กระทรวงมหาดไทย รองนายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูง และสมาคมแม่บ้านมหาดไทย ประกอบพิธีสงฆ์ เพื่อบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายแด่สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ตลอดจนผู้มีพระคุณ และข้าราชการชั้นผู้ใหญ่ของกระทรวงมหาดไทยที่ล่วงลับไปแล้ว

และในเวลา 09.00 น.นายอนุทิน เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลและประกาศเกียรติคุณ โครงการนายอำเภอแหวนเพชร และโครงการปลัดอำเภอแหวนทองคำ ประจำปี 2566 โดยมี นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นางสาวไตรศุลี ไตรสรณกุล เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เมฆินทร์ เมธาวิกูล ผู้แทนมูลนิธิอนันต์ อนันตกูล ซึ่งกระทรวงมหาดไทยโดยกรมการปกครองได้จัดขึ้น เพื่อเป็นการเสริมสร้างขวัญกำลังใจและเชิดชูเกียรติ “นายอำเภอ” และ “ปลัดอำเภอ” ที่ได้เสียสละกำลังกาย กำลังใจ ในการปฏิบัติหน้าที่ราชการในทุกพื้นที่ของประเทศ อันเป็นประโยชน์ต่อประชาชนและประเทศชาติ โดยพิจารณาคัดเลือกนายอำเภอ และปลัดอำเภอ ผู้ซึ่งมีความรู้ความสามารถ มีคุณธรรมจริยธรรม มีผลการปฏิบัติงานดีเด่นเป็นที่ประจักษ์ และเป็นที่ยอมรับของส่วนราชการและประชาชนในพื้นที่ เข้ารับการประกาศเกียรติคุณ ได้แก่

1.รางวัลนายอำเภอแหวนเพชร (รางวัลชนะเลิศ) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายกิตติ สัตย์ซื่อ นายอำเภอศีขรภูมิ จังหวัดสุรินทร์ นายประจวบ รักแพทย์ นายอำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น นางสาววรรณี วุฒิฤทธากุล นายอำเภอไทรน้อย จังหวัดนนทบุรี นายสดุดี พุทธัง นายอำเภอคลองขลุง จังหวัดกำแพงเพชร นายอับดุลการีม ยีดำ นายอำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี

2.รางวัลนายอำเภอแหวนเพชร (รางวัลชมเชย) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายกิตติพงษ์ รองเดช นายอำเภอปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช นายคณัสชนม์ ศรีเจริญ นายอำเภอปากช่อง จังหวัดนครราชสีมา นายนิกร ยะกะจาย นายอำเภอเมืองพะเยา จังหวัดพะเยา นายสิทธิศักดิ์ แย้มพรายภิรมย์ นายอำเภอด่านช้าง จังหวัดสุพรรณบุรี นายอมร ชุมช่วย นายอำเภอยะหา จังหวัดยะลา

3.ปลัดอำเภอแหวนทองคำ (รางวัลชนะเลิศ) จำนวน 5 ราย ได้แก่ นายณัฐวุฒิ แก้วบัวระพา ปลัดอำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ นางสาวธัญลักษณ์ ภาคย์ดิฐพงศ์ เจ้าพนักงานปกครองชำนาญการ จังหวัดพิษณุโลก นายศักดาพจน์ จันทร์ภิวัฒน์ ปลัดอำเภอพระพุทธบาท จังหวัดสระบุรี พันจ่าอากาศโทอนุชิต นันทรัตน์ ปลัดอำเภอด่านขุนทด จังหวัดนครราชสีมา นายประวิทย์ สุขสว่าง ปลัดอำเภอเมืองปัตตานี จังหวัดปัตตานี และรางวัลปลัดอำเภอดีเด่น (รางวัลชมเชย) จำนวน 3 ราย ได้แก่ นายพลภัทร์ ประภัสระกูล ปลัดอำเภอบ้านหลวง จังหวัดน่าน ว่าที่ร้อยตรี เพียงพอ นนท์ไพบูลย์ ปลัดอำเภอเมืองนครนายก จังหวัดนครนายก นางสาววรรณารัตน์ วรรณโพธิ์ ปลัดอำเภอเมืองยะลา จังหวัดยะลา

– 006

‘มูลนิธิเทพบำรุง’มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนฉะเชิงเทรา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/772664

‘มูลนิธิเทพบำรุง’มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนฉะเชิงเทรา

‘มูลนิธิเทพบำรุง’มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนฉะเชิงเทรา

วันศุกร์ ที่ 1 ธันวาคม พ.ศ. 2566, 12.48 น.

‘มูลนิธิเทพบำรุง’มอบทุนการศึกษา แก่นักเรียนฉะเชิงเทรา

1 ธันวาคม 2566 ที่ห้องประชุมราชมงคลรังษี โรงเรียนวัดโสธรวราราม วรวิหาร พระครูโฆษิต ปิยะธรรม เจ้าคณะตำบลหน้าเมือง ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดโสธรวราราม วรวิหาร  เป็นประธานฝ่ายบรรพชิต พร้อมด้วย นายชลธี ยังตรง ผู้ว่าราชการจังหวัดฉะเชิงเทรา ประธานฝ่ายคฤหัสถ์ในพิธีมอบทุนการศึกษามูลนิธิเทพบำรุง ให้แก่นักเรียน นักศึกษา ประจำปี 2566  โดยมีนายแสวง โกมล ประธานมูลนิธิเทพบำรุง กล่าวรายงาน พร้อมด้วยผู้อำนวยการโรงเรียนวัดโสธรวรารามวรวิหาร ผู้บริหารสถานศึกษา กรรมการมูลนิธิ คณะครู อาจารย์ และนักเรียน นักศึกษา เข้าร่วมพิธีเป็นจำนวนมาก

มูลนิธิเทพบำรุงได้มอบทุนการศึกษาแก่นักเรียน นักศึกษาในจังหวัดฉะเชิงเทราเป็นประจำทุกปี สำหรับใน ปี พ.ศ.2566 เป็นจำนวนเงิน 360,000 บาท สำหรับการมอบทุนการศึกษาเป็นการช่วยเหลือแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง และเป็นขวัญกำลังใจในการศึกษาเล่าเรียน ทุนการศึกษาที่ได้รับในวันนี้ ขอให้นำไปใช้ประโยชน์เพื่อการศึกษาให้มากที่สุด และขอให้ผู้ที่ได้รับทุนพึงระลึกอยู่เสมอว่า การศึกษาเป็นสิ่งที่จำเป็นมากในปัจจุบัน ดังนั้น จึงขอให้ผู้ที่ได้รับทุนการศึกษาในครั้งนี้ ตระหนักถึงความจำเป็นของการศึกษา และจงตั้งใจเล่าเรียนให้สมตามความมุ่งมั่นของบิดา มารดา ที่อยากจะเห็นบุตรทุกคนเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีคุณภาพ มีคุณค่าต่อสังคม และประเทศชาติต่อไป