‘เสมา 1’ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771589

'เสมา 1'ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

‘เสมา 1’ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 21.10 น.

“เสมา 1″ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ เอ่ยชมคุรุสภาดำเนินการจัดทดสอบยอดเยี่ยม ไร้ปัญหาทุจริต

วันนี้ (26 พ.ย.2566) พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะ ประธานกรรมการคุรุสภา พร้อมด้วย ผศ.ดร.อมลวรรณ วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา ดร.สุดา สุขอ่ำ รองเลขาธิการคุรุสภา ผศ.ดร.พลรพี ทุมมาพันธ์ รองเลขาธิการคุรุสภา คณะอนุกรรมการอำนวยการทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู เพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู และคณะ ลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมสนามทดสอบและประเมินสมรรถนะทางวิชาชีพครู ด้านความรู้และประสบการณ์วิชาชีพ ตามมาตรฐานวิชาชีพครู รายวิชาครู ด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 รอบที่ 4 ณ ศูนย์สอบภาคกลาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพมหานคร ซึ่งคุรุสภาได้จัดการทดสอบผ่านระบบ Computer-Based ทั่วประเทศเป็นครั้งแรก

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า การลงพื้นที่ในวันนี้ เป็นการตรวจเยี่ยมความเรียบร้อยของสนามทดสอบ รับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูฯ รวมถึงมาให้กำลังใจแก่ผู้เข้าทดสอบทุกคน ซึ่งภาพรวมของการจัดการทดสอบฯ เป็นไปด้วยความเรียบร้อย นอกจากนี้แล้ว การจัดการทดสอบโดยใช้ระบบอิเล็กทรอนิกส์ในการจัดทดสอบผ่านระบบ Computer-Based มีความทันสมัย สะดวก และปลอดภัย ซึ่งนอกจากศูนย์สอบภาคกลาง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ แห่งนี้แล้วนั้น จากรายงานพบว่า การจัดการทดสอบในทุกสนามสอบอีก 7 แห่ง ก็ได้ดำเนินการเป็นไปด้วยความเรียบร้อยเช่นเดียวกัน รวมทั้ง การจัดการทดสอบทั้ง 3 รอบที่ผ่านมาก็เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ทุกสนามสอบปฏิบัติตามมาตรการ การเข้ารับการทดสอบอย่างเคร่งครัด
ขณะที่ในส่วนของข้อสอบที่ใช้จัดการทดสอบนั้น เป็นไปตามมาตรฐานของการทดสอบ โดยจะเป็นข้อสอบ ในแนวทางการวัดเชิงสถานการณ์ (Situation-Based Testing) ซึ่งเป็นข้อสอบเชิงบูรณาการความรู้ทักษะ และคุณลักษณะที่เป็นองค์รวมที่แสดงถึงการแสดงออกของสมรรถนะตามวิชาชีพครู ตามขอบเขตสถานการณ์การทำงานของครู ซึ่งหลักสูตรผลิตครูได้สอนในเรื่องเหล่านี้อยู่แล้ว และนักศึกษาได้พบเจอในการฝึกประสบการณ์วิชาชีพในการจัดการเรียนการสอนตามหลักสูตร

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า การทดสอบเพื่อขอรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูฯ ครั้งที่ 1 ประจำปี 2566 คุรุสภาได้จัดขึ้น จำนวน 4 รอบ มีผู้เข้ารับการทดสอบฯ จำนวนทั้งสิ้น 15,932 คน จำแนกผู้มีสิทธิ์เข้าสอบตามสนามสอบ ได้แก่  สนามสอบกรุงเทพฯ จำนวน 3,890 คน จังหวัดจันทบุรี จำนวน 2,109 คน จังหวัดเชียงใหม่ จำนวน 2,642 คน จังหวัดลำปาง จำนวน 1,671 คน จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1,413 คน จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 500 คน จังหวัดสุราษฎ์ธานี จำนวน 2,105 คน และจังหวัดสงขลา 1,557 คน และเมื่อเสร็จสิ้นการทดสอบทุกสนามในวันนี้แล้วจะประกาศผลสอบในวันที่ 15 มกราคม 2567 ผ่านทางเว็บไซต์ https://ksp66.thaijobjob.com/ และผ่านระบบ “KSP Self-Service” ของสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา โดยสามารถตรวจสอบและพิมพ์ผลการทดสอบฯ เป็นรายบุคคลในรายวิชาที่เข้าทดสอบผ่านช่องทางออนไลน์ได้ด้วยตนเอง

“ผมได้กำชับให้คุรุสภาดำเนินการจัดทดสอบด้วยความเรียบร้อย ซึ่งเบื้องต้นนั้นยังไม่พบปัญหาหรืออุปสรรคใด ๆ ก็ถือว่าดำเนินการจัดการทดสอบได้ดี โดยตนมุ่งเน้นให้ทุกกระบวนการในการจัดทดสอบจะต้องเป็นไปด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม และสามารถตรวจสอบได้ทุกขั้นตอน เพื่อส่งผลให้ได้ผู้ที่จะมาประกอบวิชาชีพครู ที่สามารถเป็นต้นแบบที่ดีให้แก่เด็กและเยาวชนของประเทศชาติต่อไป” รมว.ศธ.กล่าว

– 006

เปิดแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 14 มุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771654

เปิดแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 14 มุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

เปิดแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 14 มุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.45 น.

การแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 14 มุ่งพัฒนาศักยภาพเด็กไทยในยุคเศรษฐกิจสร้างสรรค์ พร้อมแจกทุนการศึกษากว่า 50 รางวัล

เมื่อวันที่ 26 พ.ย. 2566 ที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (DPU) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ร่วมกับสมาคมแลกเปลี่ยนบุคลากรไทย-จีน Jeenthainews.com (จีน-ไทยนิวส์) มหาวิทยาลัยภาษาและการค้าต่างประเทศกวางตุ้ง เครือข่ายการศึกษานานาชาติไทย-จีน (iGET) และโรงเรียนภาษาสายสัมพันธ์ จัดการแข่งขันภาษาจีน Friendship Cup ครั้งที่ 14  ภายใต้หัวข้อ “创意经济 : เศรษฐกิจสร้างสรรค์” โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นักเรียนนำเสนอการท่องเที่ยวไทยอย่างสร้างสรรค์  สอดรับกับนโยบายส่งเสริมการท่องเที่ยวของภาครัฐ และพัฒนาบุคลากรด้านภาษาจีนของไทยให้ตอบโจทย์การพัฒนาในยุคใหม่ โดยมีการมอบทุนการศึกษาทั้งแบบเต็มจำนวนและทุนบางส่วนแก่ผู้แข่งขันรวมกว่า 50 กว่ารางวัล 

ไทยมีจีนเป็นคู่ค้าอันดับหนึ่งและตลาดส่งออกอันดับสอง การพัฒนาการเรียนการสอนภาษาจีนของเยาวชนไทย จึงถือเป็นหนึ่งในพันธกิจสำคัญ ที่จะส่งเสริมและผลักดันความร่วมมือระหว่างไทย-จีนในหลากหลายสาขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคหลังโควิด-19 ที่นานาประเทศต่างปรับใช้แนวคิด ‘เศรษฐกิจสร้างสรรค์’  (Creative Economy) ซึ่งอาศัยองค์ความรู้ ความคิดสร้างสรรค์ ทรัพยากรในท้องถิ่น และนวัตกรรม ซึ่งไทยเองให้ความสำคัญและมุ่งส่งเสริมเศรษฐกิจผ่านแนวคิดนี้ โดยเฉพาะภาคการท่องเที่ยวที่เน้นความหลากหลายและเน้นความยั่งยืน

การแข่งขันปีนี้มี 4 รายการ ได้แก่  คัดลายมือ  กล่าวสุนทรพจน์ ร้องและเต้นเพลงจีน รวมถึงเล่าเรื่องเที่ยวไทยสร้างสรรค์ ซึ่งเป็นการนำเสนอแง่มุมต่างๆ ของประเทศไทยให้ชาวจีนได้รับรู้ ผ่านไอเดียสุดสร้างสรรค์ โดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์มอบทุนการศึกษา ระดับปริญญาตรีตลอดหลักสูตร 100% สำหรับผู้แข่งขันระดับมัธยมปลายที่ได้รางวัลชนะเลิศในทุกประเภทการแข่งขัน ทุนระดับปริญญาตรีตลอดหลักสูตร 50% สำหรับผู้แข่งขันระดับมัธยมปลายที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ในทุกประเภทการแข่งขัน ทุนการศึกษาระดับปริญญาตรีตลอดหลักสูตร 25% สำหรับผู้แข่งขันระดับมัธยมปลายที่ได้รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ในทุกประเภทการแข่งขัน ส่วนผู้แข่งขันระดับมัธยมปลายที่ได้รางวัลชมเชย จะได้รับทุนดังกล่าวในสัดส่วน 10% นอกจากนี้ ยังมีเงินรางวัลให้แก่ผู้ได้รางวัลในแต่ละการแข่งขันด้วย 

ด้านมหาวิทยาลัยภาษาและการค้าต่างประเทศกวางตุ้ง (GDUFS) สถาบันอุดมศึกษาของมณฑลกวางตุ้งที่มีชื่อเสียงด้านวิชาภาษาต่างประเทศ การค้าระหว่างประเทศ และการบริหารธุรกิจ  มอบทุนการศึกษาเต็มจำนวนระดับปริญญาตรี 2 รางวัล  ในการนี้ คณะการศึกษาสำหรับชาวต่างชาติ มหาวิทยาลัยภาษาและการค้าต่างประเทศกวางตุ้ง ยังได้ลงนามในบันทึกความร่วมมือกับจีนไทยนิวส์ ว่าด้วยการประชาสัมพันธ์มหาวิทยาลัยและการให้ข้อมูลด้านการศึกษาในจีนที่น่าเชื่อถือและเป็นประโยชน์ต่อผู้สนใจชาวไทย

งานนี้ยังได้รับการสนับสนุนหนังสือ “จับจ้องมองจีน” เพื่อนำมาแจกจ่ายให้แก่นักเรียน คณาจารย์ และผู้ปกครอง โดยเป็นหนังสือที่รวบรวมข้อมูลจากรายการ “จับจ้องมองจีน” ทางช่องเนชั่นทีวี  รายการที่มุ่งให้คนไทยได้รู้จักจีนในทุกมิติ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี

ผศ.ดร.ศิริเดช  คำสุพรหม ผู้ช่วยรองอธิการบดี สายงานภาคีสัมพันธ์ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ กล่าวว่า การจัดงานครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาและยกระดับการเรียนการสอนภาษาจีน และธุรกิจการท่องเที่ยวให้สู่ความเป็นสากล  ซึ่งสอดคล้องกับเจตจำนงของมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ ที่มุ่งเน้นพัฒนานักศึกษาให้มีทักษะในการใช้ภาษาที่หลากหลาย เพื่อสร้างผู้ประกอบการที่มีคุณภาพในแต่ละสาขาวิชาชีพ ไม่ว่าจะเป็นภาษาจีน  ภาษาอังกฤษ  ภาษาเกาหลี  และภาษาญี่ปุ่น  อีกทั้งการส่งเสริมกับกลุ่มเยาวชนนั้นถือเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจของชาติในอนาคต

รศ.ดร. ไช่ หง  คณบดีคณะการศึกษาสำหรับชาวต่างชาติ มหาวิทยาลัยภาษาและการค้าต่างประเทศกวางตุ้ง เผยว่ามหาวิทยาลัยฯ มุ่งมั่นที่จะส่งเสริมการแลกเปลี่ยนทางวัฒนธรรมระหว่างจีนและไทย โดยสาขาวิชาภาษาไทยของมหาวิทยาลัยฯ ได้รับรางวัล “Friend of Thailand” ในปี 2556 โดยการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ซึ่งมหาวิทยาลัยฯ ถือเป็นสถาบันด้านการเรียนการสอนแห่งเดียวในโลกที่ได้รับรางวัลนี้ พร้อมกล่าวถึงความประทับใจนักศึกษาไทย ในเทศกาลวัฒนธรรมโลกครั้งที่ 15 ของมหาวิทยาลัย ที่นำเสนอวัฒนธรรมไทยด้วยภาษาจีนที่คล่องแคล่วแก่นักศึกษาจากทั่วโลก ทั้งยังทำจัดกิจกรรมได้เป็นอย่างดี รวมถึงกระตือรือร้นที่จะเรียนรู้วัฒนธรรมจีน

ผศ.ดร.ชัชวาล หังสพฤกษ์  ประธานเครือข่ายการศึกษานานาชาติไทย-จีน กล่าวว่า 20 ปีที่ผ่านมา การเรียนภาษาจีนในไทยได้รับความสนใจเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จากสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ปัจจุบันมหาวิทยาลัยกว่า 60 แห่ง และโรงเรียนกว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ มีการจัดหลักสูตรภาษาจีน ทำให้มีนักเรียนไทยกว่า 1.3 ล้านคน เรียนภาษาจีนเป็นภาษาที่ 2 ซึ่งการจัดการแข่งขัน Friendship Cup เป็นเวทีสำหรับการแสดงความรู้ความสามารถของนักเรียนไทยที่มีทักษะภาษาจีนเป็นเลิศ ซึ่งในแต่ละปีผู้จัดล้วนเห็นถึงความตั้งใจ และความสามารถด้านภาษาจีนของนักเรียนผู้เข้าร่วมการแข่งขัน จึงรู้สึกประทับใจ ชื่นชมในความพยายาม และความสามารถของนักเรียนทุกคน พร้อมขอบคุณผู้จัดทุกฝ่ายที่ให้โอกาสนักเรียนแสดงความสามารถ ทั้งยังช่วยให้ข้อมูลที่น่าเชื่อถือด้านการศึกษาต่อประเทศจีน ที่ตอบโจทย์นักเรียนชาวไทย

นางสุมิตรา ทองแสง  นักวิชาการศึกษาชำนาญการพิเศษ รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านส่งเสริมมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน กล่าวว่า ไทยและจีนมีความสัมพันธ์อันดีต่อกันมายาวนาน สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้เสด็จพระราชดำเนินเยือนสาธารณรัฐประชาชนจีน เมื่อวันที่ 1-6 มิถุนายน พ.ศ. 2566 นับเป็นครั้งที่ 50 ที่พระองค์เสด็จพระราชดำเนินเยือนจีนตั้งแต่ปี 1981 ในโอกาสนี้พระองค์ได้พระราชทานสัมภาษณ์พิเศษแก่ China Media Group ภาคภาษาไทยเกี่ยวกับการเรียนภาษาจีน ดังนั้น ไทยจึงเป็นประเทศที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ภาษาจีนมาโดยตลอด ซึ่งกระทรวงศึกษาธิการของไทยให้ความสำคัญและสนับสนุนการเรียนการสอนภาษาต่างประเทศ โดยเฉพาะภาษาจีน เพื่อบ่มเพาะบุคลากร  พัฒนาเศรษฐกิจร่วมกัน และสร้างโอกาสการแข่งขันในตลาด

‘ชัยวุฒิ’ทอดกฐินวัดครุฑฯอยุธยา บูรณะพระประธานกรุงเก่า

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771653

'ชัยวุฒิ'ทอดกฐินวัดครุฑฯอยุธยา บูรณะพระประธานกรุงเก่า

‘ชัยวุฒิ’ทอดกฐินวัดครุฑฯอยุธยา บูรณะพระประธานกรุงเก่า

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.43 น.

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ที่วัดครุฑธาราม ตำบลคลองสระบัว อำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา นายชัยวุฒิ ธนาคมานุสรณ์ รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอีเอส) เป็นประธานในพิธีทอดกฐินสามัคคี เพื่อบูรณะองค์พระประธานในโบสถ์สมัยกรุงศรีอยุธยา โดยมีสมาชิกพรรคพลังประชารัฐ จ.อยุธยา และ จ.ปทุมธานี พร้อมทั้งพุทธศาสนิกชนผู้มีจิตศรัทธาใน จ.พระนครศรีอยุธยา มาร่วมบุญกันอย่างคึกคัก รวมยอดเงินทำบุญในครั้งนี้ได้จำนวน 1,009,999 บาท

ทั้งนี้ วัดครุฑธาราม สร้างขึ้นในรัชกาลสมเด็จพระที่นั่งสุริยาศน์อมรินทร์ (พระเจ้าเอกทัศน์) ในปี พ.ศ.2302 ซึ่งพระโอษฐ์ของเศียรพระประธานมีลักษณะที่เรียกว่า ปากครุฑ พ้องกับชื่อวัด จึงมีการเรียกชื่อพระประธานองค์นี้ว่า หลวงพ่อครุฑ โดยภายในวัดมีอุโบสถแบบสถาปัตยกรรมสมัยอยุธยาตอนปลาย มีลักษณะเป็นอาคารขนาดย่อมฐานอาคารแอ่นโค้ง กรอบหน้าจั่วประดับช่อฟ้าใบระกาหางหงส์ ด้านหน้าต่อมุขยื่นและมีหลังคาจั่นหับคลุม

– 006

‘บิ๊กต่อ’พร้อมศิษยานุศิษย์ ร่วมกราบสรีระร่าง-สรงน้ำ’หลวงพ่อพัฒน์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771613

'บิ๊กต่อ'พร้อมศิษยานุศิษย์ ร่วมกราบสรีระร่าง-สรงน้ำ'หลวงพ่อพัฒน์'

‘บิ๊กต่อ’พร้อมศิษยานุศิษย์ ร่วมกราบสรีระร่าง-สรงน้ำ’หลวงพ่อพัฒน์’

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 18.08 น.

“บิ๊กต่อ”หนึ่งในศิษย์ก้นกุฏิที่ถูกยกเป็นเหมือนลูกบุญธรรม พร้อมศิษยานุศิษย์ ทั่วสารทิศร่วมกราบสรีระร่าง-สรงน้ำ“หลวงพ่อพัฒน์”เกจิดังเมืองปากน้ำโพ แน่นลานวัดห้วยด้วน

เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน 2566 ที่หน้าอาคารศาลา 100 ปี ภายวัดห้วยด้วน หรือวัดธารทหาร อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์ ศิษยานุศิษย์ ทั่วสารทิศเดินทางไปร่วมพิธีสรงน้ำสรีระ พระราชมงคลวัชราจารย์ หรือหลวงพ่อพัฒน์ ปุญญกาโม เกจิชื่อดัง และอดีตเจ้าอาวาสวัดห้วยด้วน ที่มรณภาพด้วยโรคชรา เมื่อเวลา 01.35 น. ของวันศุกร์ที่ 24 พฤศจิกายน 2566 ที่ผ่านมา

โดยทางวัดมีการจัดเตรียมสถานที่ ตั้งเต็นท์และจัดวางเก้าอี้ไว้หลายจุด เพื่อให้ผู้คนเข้ามานั่งรอก่อนที่จะเริ่มเข้าสู่พิธีสรงน้ำเฉพาะในส่วนของศิษยานุศิษย์ และพุทธศาสนิกชนทั่วไป กระทั่งเวลาประมาณ 12.00 น. ก็ได้มีการจัดระเบียบศรัทธาสาธุชนต่อแถวกันที่ด้านหน้าอาคารศาลา 100 ปีก่อน จากนั้นจึงได้ทยอยปล่อยแถวให้เดินขึ้นไปที่บนศาลาชั้น 2 เพื่อทำพิธีสรงน้ำขอขมาสรีระของหลวงพ่อพัฒน์ พร้อมรับแจกของชำร่วยเป็นรูปภาพโปสเตอร์ขนาดใหญ่ และเหรียญทองแดงของหลวงพ่อพัฒน์ รุ่นรับเสด็จ ปี 2565 ทุกคน ไปจนถึงเวลา 17.00 น. และหลังจากนั้นทางส่วนราชการก็จะทำพิธีอันเชิญน้ำสรงพระราชทานต่อไป

ทั้งนี้ พล.ต.อ.ต่อศักดิ์ สุวิมล ผบ.ตร. พร้อมด้วยพล.ต.ต.วิวิฒน์ คำชำนาญ รองผบช.สอท. และได้ข้าราชการตำรวจจำนวนหนึ่ง เดินทางไปร่วมสรงน้ำสรีระหลวงพ่อพัฒน์ โดย “บิ๊กต่อ” ได้เข้าไปกราบที่เท้าและหัวไหล่ของสรีระหลวงพ่อพัฒน์ เพื่อกราบลาเป็นครั้งสุดท้าย ในฐานะลูกศิษย์ก้นกุฎิ ที่หลวงพ่อพัฒน์ยกให้เป็นลูกบุญธรรมของท่าน ส่วนพระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมนั้น จะมีพิธีดังกล่าวตั้งแต่วันนี้ ไปจนถึงวันที่ 3 ธันวาคม 2566 เริ่มเวลา 18.30 น. โดยยังไม่มีการกำหนดวันพระราชทานเพลิงศพ และการเก็บรักษาสรีระของหลวงพ่อพัฒน์ จะถูกบรรจุไว้ในโรงแก้ว ที่จัดทำขึ้นเป็นพิธี และตั้งไว้อยู่ภายในห้องปลอดเชื้อ

– 006

สวนดุสิตโพลชู‘ลอยกระทง’ศักยภาพสูง Soft Power ดึงดูดต่างชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771541

สวนดุสิตโพลชู‘ลอยกระทง’ศักยภาพสูง Soft Power ดึงดูดต่างชาติ

สวนดุสิตโพลชู‘ลอยกระทง’ศักยภาพสูง Soft Power ดึงดูดต่างชาติ

วันอาทิตย์ ที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 09.03 น.

‘สวนดุสิตโพล’ชู‘ลอยกระทง’ศักยภาพสูง Soft Power ดึงดูดต่างชาติ แนะใช้โซเชียล-พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน ช่วยถ่ายทอดวัฒนธรรม

26 พฤศจิกายน 2566 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของประชาชนทั่วประเทศ เรื่อง “วันลอยกระทงกับวัฒนธรรม ประเพณีและประวัติศาสตร์ไทย” จำนวน 1,424 คน (สำรวจทางออนไลน์) ระหว่างวันที่ 12-23 พฤศจิกายน 2566 สรุปผลได้ ดังนี้

1. ประชาชนมีความรู้เกี่ยวกับประวัติความเป็นมาของ “วันลอยกระทง” มากน้อยเพียงใด

อันดับ 1 พอรู้บ้าง 69.03%

อันดับ 2 รู้เป็นอย่างดี 24.23%

อันดับ 3 ไม่ค่อยรู้ 6.74%

2. ประชาชนคิดว่า “วันลอยกระทง” มีบทบาทสำคัญอย่างไร

อันดับ 1 เป็นการเผยแพร่วัฒนธรรมประเพณีไทยสู่สายตาชาวโลก 95.35%

อันดับ 2 ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและการท่องเที่ยว 68.48%

อันดับ 3 ผู้คนได้มาพบปะสังสรรค์ ทำกิจกรรมร่วมกัน 62.55%

3. ประชาชนคิดว่าประเพณีลอยกระทงมีศักยภาพในการเป็น Soft Power ของไทยมากน้อยเพียงใด

อันดับ 1 มาก 70.72%

อันดับ 2 ปานกลาง 26.05%

อันดับ 3 น้อย 3.23%

4. ประชาชนคิดว่า “วันลอยกระทง” เกี่ยวข้องกับ Soft Power ของไทยอย่างไร

อันดับ 1 ช่วยดึงดูดความสนใจ ทำให้ต่างชาติได้เห็นถึงประเพณี ศิลปะ ดนตรี อาหาร การแต่งกาย 89.63%

อันดับ 2 มีเอกลักษณ์โดดเด่น สะท้อนให้เห็นถึงวิถีชีวิตของคนไทย 85.83%

อันดับ 3 เป็นเทศกาลที่ช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยว ประเทศมีรายได้เพิ่มขึ้น 72.28%

5. “วันลอยกระทง” ทำให้ประชาชนสนใจเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ไทยมากขึ้นหรือไม่

อันดับ 1 สนใจมากขึ้น 51.54%

อันดับ 2 สนใจเท่าเดิม 46.63%

อันดับ 3 ไม่สนใจ 1.83%

6. ประชาชนคิดว่าปัญหาและอุปสรรคของการถ่ายทอดเกี่ยวกับวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ไทยคืออะไร

อันดับ 1 การเปลี่ยนแปลงของสังคม ค่านิยม และพฤติกรรมของคนไทย 71.59%

อันดับ 2 การเรียนการสอนยาก มีเนื้อหา รายละเอียดเยอะ 69.48%

อันดับ 3 หาผู้ถ่ายทอดสื่อสารข้อมูลได้ยาก ขาดองค์ความรู้และความเข้าใจ 67.72%

7. ประชาชนคิดว่าควรทำอย่างไรจึงจะทำให้คนไทยสนใจวัฒนธรรม ประเพณี และประวัติศาสตร์ไทยมากขึ้น

อันดับ 1 นำเทคโนโลยีและสื่อโซเชียลมาช่วยเผยแพร่ เชื่อมโยงกับปัจจุบัน 85.09%

อันดับ 2 พัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอน จัดกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้ที่เข้าใจง่าย 71.02%

อันดับ 3 ประชาชนและทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการอนุรักษ์และสืบทอด 70.60%

ม.แม่ฟ้าหลวง ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์เบียนนาเล่ฯจัดกิจกรรม’สิ่งอันตรธานที่ต้องประสงค์’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771433

ม.แม่ฟ้าหลวง ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์เบียนนาเล่ฯจัดกิจกรรม'สิ่งอันตรธานที่ต้องประสงค์'

ม.แม่ฟ้าหลวง ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์เบียนนาเล่ฯจัดกิจกรรม’สิ่งอันตรธานที่ต้องประสงค์’

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 14.40 น.

มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมขับเคลื่อนไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023  จัดกิจกรรม “สิ่งอันตรธานที่ต้องประสงค์”

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2566 ที่เรียวกังคาเฟ่ ตำบลบัวสลี อำเภอแม่ลาว จังหวัดเชียงราย มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง ร่วมกับกระทรวงวัฒนธรรม สำนักศิปลวัฒนธรรมร่วมสมัยจังหวัดเชียงราย และองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย จัดกิจกรรมทางการศึกษาในหัวข้อ “สิ่งอันตรธานที่ต้องประสงค์” The desirable vanishing things เป็นการทำงานศิลปะภาพพิมพ์แกะไม้ร่วมกับศิลปินกลุ่มปังร็อค ซุลาป ในระหว่างวันที่ 25-26 พฤศจิกายน 2566 โดยมี รศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง พร้อมด้วยกลุ่มศิลปินในจังหวัดเชียงราย สภาเยาวชนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงรายและผู้ที่สนใจในงานศิลปะในพื้นที่จังหวัดเชียงราย รวมทั้งกลุ่มศิลปินปังร็อค ซุลาป เป็นกลุ่มศิลปินชนพื้นเมืองจากรัฐซาบะฮ์ บนเกาะบอร์เนียว ประเทศมาเลเซีย ดำเนินการทำกิจกรรมร่วมกัน 

รศ.ดร.พลวัฒ ประพัฒน์ทอง หัวหน้าพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าวว่า สำหรับกิจกรรมดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของ มหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ครั้งที่ 3 ไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023 โดยได้นำกลุ่มศิลปินปังร็อค ซุลาป มาร่วมในการถ่ายทอดผลงานศิลป การทำงานศิลปะภาพพิมพ์แกะไม้ ทั้งในรูปแบบตามคิด และการแกะไม้ตามภาพที่ต้องการ โดยศิลปะเหล่านี้จะมีความสวยงาม ตามรูปแบบการแกะไม้ในรูปแบบต่างๆ 

รศ.ดร.พลวัฒ กล่าวว่า สำหรับงานไทยแลนด์ เบียนนาเล่ ปังร็อค ซุลาป ได้มาพำนักในจังหวัดเชียงรายเป็นเวลาหนึ่งเดือนแล้วเพื่อศึกษาเรียนรู้ทางด้านนิเวศวัฒนธรรมกับชุมชนชาวประมงริมฝั่งแม่น้ำโขง อิง และกก ที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศน์ของแม่น้ำ และได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้กับชุมชนแม่ลาว เรื่องราวจากชุมชนเป็นแรงบันดาลใจในการสร้างผลงานภาพพิมพ์แกะไม้ขนาดใหญ่ จัดแสดงอยู่ภายในกระท่อมซึ่งตั้งอยู่ในบริเวณที่นาใกล้หอศิลป์ร่วมสมัยเมืองเชียงราย นอกจากใช้เป็นพื้นที่แสดงผลงาน กระท่อมยังเป็นพื้นที่สำหรับ การพบปะแลกเปลี่ยน สร้างสรรค์ผลงาน และทำกิจกรรมทางศิลปะร่วมกัน

การจัดกิจกรรมทางการศึกษาร่วมกับกลุ่มปังร็อค ซุลาป เพื่อขับเคลื่อนมิติทางสังคมในโลกปัจจุบันที่ได้แยก ธรรมชาติ ออกจากวัฒนธรรมสร้างวิกฤตในยุคที่หลายคนเรียกว่า ‘แอนโทรโปซีน’ (Anthropocene) มนุษย์ได้กลายเป็นสปีชีส์ที่สร้างผลกระทบให้กับโลกมากที่สุด ช่วงเวลาที่มนุษย์เป็นสิ่งมีชีวิตที่สร้างอิทธิพลต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกอย่างมีนัยสำคัญ ศิลปิน กลุ่ม Pangrok Sulap ขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้วยงานศิลปะทำให้งานศิลปะสามารถสร้างความเปลี่ยนแปลงทางสังคม นโยบายของรัฐ และความคิดทำลายล้างโลกของมนุษย์ ในการแสดงผลงานในมหกรรมศิลปะร่วมสมัยนานาชาติ ครั้งที่ 3 ไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023 ได้จัดทำ กิจกรรมทางการศึกษาขึ้นเพื่อให้เยาวชน และชุมชนลุกขึ้นมาขับเคลื่อนเปลี่ยนแปลงโลกด้วยตนเอง ทำให้ วัฒนธรรมกับธรรมชาติสมดุลระหว่างกัน

รศ.ดร.พลวัฒ กล่าวเพิ่มเติมว่า กลุ่มศิลปินปังร็อค ซุลาป เป็นกลุ่มศิลปินชนพื้นเมืองจากรัฐซาบะฮ์ บนเกาะบอร์เนียว มาเลเซีย ปังร็อค หมายถึง พังค์ร็อค และ ซุลาป หมายถึง กระท่อม ซึ่งเรียกขานถึงสถานที่พักผ่อนของชาวนาในรัฐซาบะฮ์กลุ่มประกอบด้วยศิลปินจากหลากหลายสาขา ภัณฑารักษ์ นักเขียน นักวิจัย นักเคลื่อนไหว นักดนตรี นักออกแบบกราฟิก ผู้ประกอบการหัตถกรรมและอื่นๆ ความหลากหลายคือส่วนสำคัญที่ช่วยให้กลุ่มเข้มแข็งและมีพลวัตมากขึ้น ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดำเนินกิจกรรมและโครงการต่างๆ ของกลุ่ม และนอกเหนือจากพันธกิจในการเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชนผ่านงานศิลปะแล้วนั้น ทางกลุ่มยังได้มีการจัดทำนิทรรศการศิลปะ โครงการและความร่วมมือเพื่อพัฒนาสังคม วัฒนธรรม เศรษฐกิจ และการศึกษาของชุมชนหลายแห่ง 

“จุดจัดกิจกรรมในครั้งนี้ ยังเป็นอีกพื้นที่หนึ่ง ที่จะจัด พาวิลเลียนศิลปะ ไทยแลนด์เบียนนาเล่ เชียงราย 2023 อ.แม่ลาว จ.เชียงราย ที่นักท่องเที่ยว ศิลปินจากทั่วโลก จะมาเที่ยวชม การถ่ายทอดผลงานศิลปะ ออกมาเป็นหุ่นฟางในทุ่งนา ที่ชาวบ้าน ศิลปินร่วมกันออกแบบ หุ่นฟางตามแนวคิดของตัวเอง ว่าตัวตนที่แท้จริงในความคิดเป็นอย่างอย่างไร ซึ่งจะสื่อออกเป็นแนวศิลปะทั้งหมด โดยจะมีหลากหลายหุ่นฟาง ใบหน้าที่ต่างกันออกไป นอกจากนี้ยังมีตลาดศิลปะที่ยิ่งใหญ่ จะสื่อออกไปถึงชาวเชียงรายชื่นชอบในงานศิลปะ จนเป็นสามารถทำเป็นอาชีพ และสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้” หัวหน้าพิพิธภัณฑ์อารยธรรมลุ่มน้ำโขง มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง กล่าว – 003

ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำข้าราชการถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771405

ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำข้าราชการถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำข้าราชการถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 11.13 น.

ปลัดกระทรวงมหาดไทยนำข้าราชการถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว

25 พฤศจิกายน 2566 เวลา 07.20 น. ที่สวนลุมพินี เขตปทุมวัน กรุงเทพฯ นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย นำคณะผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ได้แก่ นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ อธิบดีกรมการปกครอง นายชัยวัฒน์ ชื่นโกสุม อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน นายพงศ์รัตน์ ภิรมย์รัตน์ อธิบดีกรมโยธาธิการและผังเมือง นายขจร ศรีชวโนทัย อธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ข้าราชการ และพนักงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย วางพวงมาลาถวายราชสักการะพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 25 พฤศจิกายน 2566

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า พระบาทสมเด็จพระรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราวุธฯ พระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว หรือที่พวกเราคนไทยขานพระนามว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จพระราชสมภพเมื่อวันที่ 1 มกราคม 2423 ทรงเป็นพระราชโอรสพระองค์ที่ 29 ในพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระศรีพัชรินทราบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงมีพระนามเมื่อแรกประสูติว่า สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ มุสิกนาม โดยทรงมีพระเชษฐภคินีและพระอนุชาร่วมพระชนนี 7 พระองค์ ครั้นพระชนมายุย่างเข้า 9 พรรษาเมื่อ พ.ศ. 2431 ทรงรับพระราชทานสถาปนาพระอิสริยศักดิ์เป็นสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้ามหาวชิราวุธ กรมขุนเทพทวารวดี และต่อมา ในปี พ.ศ. 2437 พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงสถาปนาพระองค์ให้ทรงดำรงพระราชอิสริยยศ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฎราชกุมาร โดยทรงดำรงพระราชอิสริยยศที่สยามมกุฎราชกุมารเป็นพระองค์ที่ 2 ของประเทศไทย และพระองค์ได้เสด็จเถลิงถวัลยราชสมบัติ เมื่อวันที่ 23 ตุลาคม 2453 ขึ้นเป็นพระมหากษัตริย์รัชกาลที่ 6 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ และเสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2468 รวมพระชนมายุ 44 พรรษา ดำรงสิริราชสมบัติเป็นระยะเวลา 15 ปี

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่ออีกว่า พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงมีพระอัจฉริยภาพและทรงบำเพ็ญพระราชกรณียกิจในหลายสาขา ทั้งด้านการเมือง การปกครอง การทหาร การศึกษา การสาธารณสุข การต่างประเทศ วรรณกรรม และอักษรศาสตร์ โดยทรงพระราชนิพนธ์บทร้อยแก้วและร้อยกรองไว้รวมกว่าพันเรื่อง โดยทรงได้รับการถวายพระราชสมัญญาว่า “สมเด็จพระมหาธีรราชเจ้า” อันหมายความว่า พระเจ้าแผ่นดินผู้ยิ่งใหญ่ซึ่งเป็นปราชญ์ เป็นพระราชสมัญญาที่ประชาชนทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายแด่พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เพื่อแสดงถึงพระปรีชาสามารถของพระองค์ อาทิ ทรงจัดตั้ง “คณะโขนสมัครเล่น” ซึ่งต่อมามีชื่อเรียกอีกอย่างว่า “โขนบรรดาศักดิ์” เนื่องจากผู้แสดงทั้งหมดเป็นผู้ที่รับราชการและได้รับพระราชทานให้มีบรรดาศักดิ์ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งกรมโขนหลวง และทรงพระราชนิพนธ์บทละครพูด และโปรดฯ ให้จัดการแสดงละครพระราชนิพนธ์และละครอื่น ๆ เพื่อเก็บเงินบำรุงสาธารณกุศลมาเป็นลำดับตราบจนสิ้นรัชสมัย ทั้งนี้ ในปี พ.ศ. 2454 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้งวงศ์ดุริยางค์ชนิดออเคสตราวงแรกของประเทศไทยและภาคพื้นเอเชียอาคเนย์ และในปี พ.ศ. 2457 ทรงโปรดเกล้าฯ ให้จัดตั้ง “โรงเรียนทหารกระบี่หลวง” ซึ่งมุ่งเน้นฝึกหัดเด็กและเยาวชนให้มีความรู้ความชำนาญในวิชานาฏดุริยางคศิลป์ เพื่อสืบทอดศิลปวัฒนธรรมอันทรงคุณค่ามิให้เสื่อมสูญ มีนักเรียนที่มีชื่อเสียง เช่น ศาสตราจารย์มนตรี ตราโมท นายเอื้อ สุนทรสนาน และนายอาคม สายาคม เป็นต้น และจากพระราชกรณียกิจในด้านดังกล่าว ทำให้ในปี พ.ศ. 2524 องค์การเพื่อการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ หรือ ยูเนสโก (UNESCO) ได้ประกาศยกย่องพระเกียรติคุณของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว เนื่องในโอกาสฉลองวันพระราชสมภพครบ 100 พรรษา เมื่อวันที่ 1 มกราคม 2524 ว่าทรงเป็นบุคคลสำคัญของโลก ผู้มีผลงานดีเด่นด้านวัฒนธรรม ในฐานะที่ทรงเป็นนักปราชญ์ นักประพันธ์ กวี และนักแต่งบทละครไว้เป็นจำนวนมาก

“ในด้านการปกครอง ทรงเน้นความสำคัญของ “ชาติ” เป็นหัวใจของการปกครอง โดยในรัชสมัยของพระองค์ นอกจากจะทรงดำเนินการปกครองตามแบบแผนที่พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงริเริ่มไว้แล้ว ยังได้โปรดเกล้าฯ ให้จัดการปรับเปลี่ยนบางอย่างเพิ่มเติม เช่น การปรับเปลี่ยนระเบียบราชการบางส่วนในกระทรวงมหาดไทย โดยโปรดเกล้าฯ ให้รวมหัวเมืองมณฑลที่ใกล้เคียงกันจัดเป็นภาค และทรงแยกหัวเมืองในมณฑลพายัพออกเป็น 2 มณฑล คือ มณฑลพายัพ มีเขตปกครอง คือ จังหวัดเชียงใหม่ ลำพูน แม่ฮ่องสอน และเชียงราย กับมณฑลมหาราษฎร์ มีเขตปกครองคือ จังหวัดแพร่ ลำปาง และน่าน แล้วโปรดให้เรียกรวมว่า “มณฑลพายัพ” และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เลื่อนตำแหน่ง สมุหเทศาภิบาล ขึ้นเป็นอุปราชมณฑลภาคพายัพ เป็นต้น นอกจากนี้ พระองค์ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ สถาปนาโรงเรียนมหาดเล็กหลวง หรือวชิราวุธวิทยาลัยในปัจจุบันขึ้นแทนการสร้างวัดประจำรัชกาล เพื่อบำรุงการศึกษาของเยาวชนของชาติ และทรงมีพระมหากรุณาธิคุณในด้านการวางรากฐานระบบราชการไทย โดยทรงสถาปนา “โรงเรียนข้าราชการพลเรือนของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว” ซึ่งต่อมาทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้โรงเรียนข้าราชการพลเรือนฯ เป็น “จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย” และทรงมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ ให้สถาปนา “กองเสือป่า” ขึ้น โดยพระองค์เป็นผู้บัญชาการ เพื่อให้พลเรือนซึ่งส่วนใหญ่เป็นข้าราชการในราชสำนักได้มีโอกาสฝึกหัดระเบียบวินัย มีการบังคับบัญชาเป็นหมู่เหล่าเช่นเดียวกับทหาร เพื่อป้องกันภัยอันตรายที่จะมีแก่ชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ อีกทั้งมีพระราชดำริในด้านการสาธารณสุข โดยให้จัดสร้าง “โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ และโรงพยาบาลวชิรพยาบาล” นอกจากนี้ พระองค์ทรงเป็นพระผู้พระราชทานกำเนิด “กิจการลูกเสือในประเทศไทย” โดยทรงเห็นว่าหากเยาวชนของชาติได้รับการฝึกหัดให้มีวินัยและได้เรียนรู้วิธีสืบข่าวเสียแต่ยังเยาว์ เมื่อเติบโตเป็นผู้ใหญ่ นอกจากจะมีระเบียบวินัยเป็นพลเมืองดีของชาติแล้ว ยังจะสามารถนำความรู้ที่ได้ร่ำเรียนมาใช้ให้เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติได้ด้วย จึงทรงยกร่าง “ข้อบังคับลักษณะปกครองลูกเสือ” โปรดเกล้าฯ ให้ตราข้อบังคับนี้ไว้ เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม 2454” นายสุทธิพงษ์ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ กล่าวเพิ่มเติมว่า  พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชกรณียกิจที่สำคัญที่เป็นการริเริ่มวางรากฐานการปกครองในระบอบประชาธิปไตย โดยทรงโปรดให้จัดตั้ง “ดุสิตธานี” ภายในบริเวณพระราชวังดุสิตขึ้นในปี พ.ศ. 2461 เพื่อเป็นแบบทดลองการปกครองระบอบประชาธิปไตย มีลักษณะเป็นการปกครองส่วนท้องถิ่นแบบเทศบาล ซึ่งภายในดุสิตธานี ได้มีการจำลองรูปแบบการปกครองและสิ่งอำนวยความสะดวก สถานที่ราชการ อาคารบ้านเรือน อาทิ ที่ทำการรัฐบาล บ้านเรือนราษฎร พระราชวัง ศาสนสถาน สถานที่ราชการ โรงทหาร ร้านค้า โรงพยาบาล ตลาด โรงแรม ธนาคาร สถานประกอบธุรกิจต่าง ๆ โดยมีเจ้าหน้าที่ปฏิบัติงานอย่างครบถ้วน และทรงมีพระบรมราชโองการให้ตราพระราชบัญญัติขนานนามสกุล พระพุทธศักราช 2456 เพื่อช่วยกำหนดตัวบุคคลได้แน่นอนกว่าการเรียกชื่อเพียงอย่างเดียว เป็นต้น

“สำหรับ “สวนลุมพินี” เป็นสวนสาธารณะแห่งแรกของกรุงเทพมหานครอันเป็นอนุสรณ์หวนรำลึกนึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและพระวิสัยทัศน์อันกว้างไกลของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ที่ได้พระราชทานไว้ โดยมีจุดเริ่มต้นในปี พ.ศ. 2468 ในโอกาสทรงครองสิริราชสมบัติครบ 15 ปี ประกอบกับเศรษฐกิจตกต่ำหลังสงครามโลกครั้งที่ 1 จึงทรงพระราชดำริให้จัดงานแสดงพิพิธภัณฑ์สรรพสินค้าและทรัพยากรธรรมชาติ เฉกเช่นประเทศตะวันตกที่ได้ทำได้ผลมาแล้ว โดยกำหนดจัดในฤดูหนาวปลายในปีดังกล่าว และทรงมีพระราชประสงค์ว่า เมื่อเลิกการจัดงานแล้วให้จัดทำเป็นสวนพฤกษชาติ เพื่อให้ประชาชนได้ศึกษาและใช้พักผ่อน โดยพระองค์ได้พระราชทานพระราชทรัพย์เป็นทุนประเดิมในการเตรียมสถานที่ ซึ่งภายในมีการขุดสระกว้าง สร้างเกาะลอยกลางน้ำ ตัดถนน และสร้างถาวรวัตถุ เช่น หอนาฬิกา ตึกแบบกรีก และพระราชทานชื่อว่า “สวนลุมพินี” หมายถึงสถานที่ประสูติแห่งพระพุทธเจ้า ณ ลุมพินีวัน ประเทศเนปาล แต่แล้วพระองค์ก็เสด็จสวรรคตก่อนกำหนดเปิดงานจึงไม่ได้จัดงานดังกล่าว จนกระทั่งต่อมา พระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 7 แห่งพระบรมราชจักรีวงศ์ ผู้ทรงเป็นพระอนุชาธิราชเจ้า ทรงสานต่อการทำเป็นสวนสาธารณะจนแล้วเสร็จ และในปี พ.ศ. 2485 ได้มีการจัดสร้างพระบรมราชานุสรณ์พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว ขึ้น ณ สวนลุมพินีแห่งนี้ เพื่อให้ประชาชนได้สักการะ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณของพระผู้พระราชทานกำเนิดสวนลุมพินี” นายสุทธิพงษ์ ฯ กล่าว

นายสุทธิพงษ์ จุลเจริญ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวในช่วงท้ายว่า เพื่อเป็นการน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันเปี่ยมล้นของพระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าเจ้าอยู่หัว พระผู้ทรงพระคุณอันประเสริฐ ผู้ทรงมีคุณูปการอันเป็นรากฐานความมั่นคงของประเทศ ส่งผลให้เกิดความอยู่ดีมีสุขของพสกนิกรชาวไทยตราบจนถึงปัจจุบัน จึงขอเชิญชวนพี่น้องประชาชนร่วมกันตั้งจิตเป็นกุศลประกอบคุณงามความดี เพื่อเป็นการปฏิบัติบูชาน้อมถวายเป็นพระราชกุศล เนื่องในโอกาสวันคล้ายวันสวรรคต 25 พฤศจิกายน 2566 โดยพร้อมเพรียงกันทั่วประเทศ

‘ดุสิตโพล’เผย 85.50% อาชีวะตีกันเพราะปลูกฝังค่านิยมที่ผิดๆ แนะทุกฝ่ายร่วมมือแก้ปัญหา

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771399

'ดุสิตโพล'เผย 85.50% อาชีวะตีกันเพราะปลูกฝังค่านิยมที่ผิดๆ แนะทุกฝ่ายร่วมมือแก้ปัญหา

‘ดุสิตโพล’เผย 85.50% อาชีวะตีกันเพราะปลูกฝังค่านิยมที่ผิดๆ แนะทุกฝ่ายร่วมมือแก้ปัญหา

วันเสาร์ ที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 10.06 น.

วันที่ 25 พฤศจิกายน 2566  สวนดุสิตโพล มหาวิทยาลัยสวนดุสิต เผยผลสำรวจความคิดเห็นของประชาชน เรื่องความปลอดภัยในชีวิตของคนไทย ณ วันนี้ กรณีศึกษา “เด็กอาชีวะ” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,161 คน สำรวจระหว่างวันที่ 21-24 พฤศจิกายน 2566 พบว่า จากกรณีการทะเลาะวิวาทจนถึงแก่ชีวิตของเด็กอาชีวะที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ โดยกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 87.83 มองว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องร่วมมืออย่างจริงจัง มีมาตรการ แนวทางป้องกันที่เด็ดขาด คิดว่าสาเหตุของการทะเลาะวิวาท คือการปลูกฝังค่านิยมที่ผิด ๆ รักศักดิ์ศรี สถาบัน ร้อยละ 85.50 ขณะที่การแก้ปัญหาอย่างเป็นรูปธรรมทางเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเด็ดขาด เพิ่มโทษสูงสุด ร้อยละ 74.03 ทั้งนี้ประชาชนดูแลความปลอดภัยของตนเองด้วยการหลีกเลี่ยงเข้าไปในพื้นที่เสี่ยง ร้อยละ 91.62 โดยหน่วยงานที่ควรเข้ามาเร่งแก้ปัญหานี้คือกระทรวงศึกษาธิการ ร้อยละ 88.10 และหากประชาชนมีบุตรหลาน ก็มองว่าไม่อยากให้เรียนต่อสายอาชีวศึกษา ร้อยละ 80.34

การเรียนสายอาชีวศึกษามีความสำคัญต่อตลาดแรงงานไทยอย่างยิ่ง แต่จากสถิติกลับพบว่าผู้สนใจศึกษาต่อในสายอาชีพไม่สูงนัก อีกทั้งการรับรู้ข่าวในสื่อต่าง ๆ ก็ยิ่งทำให้ผู้ปกครองมีความวิตกกังวลมากขึ้น จากผลสำรวจที่ผ่านมาของสวนดุสิตโพล พบว่า สาเหตุของการก่อเหตุทะเลาะวิวาทมุ่งไปที่ความขัดแย้งระหว่างสถาบัน แต่ปัจจุบันกลับพบว่ามีความเกี่ยวข้องกับองค์กรอาชญากรรมสะท้อนให้เห็นถึงขอบข่ายของปัญหาที่กว้างขึ้นและฝังรากลึก ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะสำนักงานตำรวจแห่งชาติต้องเร่งปราบปรามและกระทรวงศึกษาธิการต้องแก้ปัญหาในระยะยาว

‘อธิการฯปทุมวัน’ยันไม่เกี่ยวข้องเหตุรุนแรง ชี้เช็คชื่อแล้วล้วนเป็นอดีต นศ. ส่ง 140 รายชื่อให้ตร.

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771352

'อธิการฯปทุมวัน'ยันไม่เกี่ยวข้องเหตุรุนแรง ชี้เช็คชื่อแล้วล้วนเป็นอดีต นศ. ส่ง 140 รายชื่อให้ตร.

‘อธิการฯปทุมวัน’ยันไม่เกี่ยวข้องเหตุรุนแรง ชี้เช็คชื่อแล้วล้วนเป็นอดีต นศ. ส่ง 140 รายชื่อให้ตร.

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 19.45 น.

อธิการฯปทุมวัน พร้อมผู้บริหารตั้งโต๊ะ แถลงแสดงความเสียใจต่อการเสียชีวิตของ”น้องหยอด-ครูเจี๊ยบ” ยันตรวจสอบรายชื่อแล้วผู้ต้องสงสัยที่ถูกจับกุมทั้งหมดพ้นสภาพการเป็นนักศีกษาไปแล้ว ย้ำการกระทำรุนแรงไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบัน ส่วนข่าวนักศึกษาร่วมกลุ่มกว่า 80 กว่าตั้งองค์กรเถื่อนนั้น ทางสถาบันไม่มีข้อมูล ทางตำรวจยังไม่ได้ให้รายชื่อมา แต่หากพบว่าเป็นนักศึกษาของสถาบัน ก็ต้องตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอน

เมื่อวันที่ 24 พฤศจิกายน 2566 นายเสถียร ธัญญศรีรัตน์ อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน พร้อมด้วยผู้บริหารสถานบันฯ แถลงกรณีกลุ่มคนที่อ้างว่า เป็นนักศึกษาจากสถาบันฯก่อเหตุ ยิงนายธนสรณ์ หรือ หยอด ห้องสวัสดิ์ อายุ 19 ปี นักศึกษาชั้นปี 1 มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลตะวันออก วิทยาเขตอุเทนถวายและ น.ส.ศิรดา หรือ ครูเจี๊ยบ สินประเสริฐ อายุ 45 ปี ครูสอนวิชาคอมพิวเตอร์ ระดับชั้น ม.ต้น โรงเรียนพระหฤทัยคอนแวนต์ เสียชีวิตนั้น ทางสถาบันฯ ขอแสดงความเสียใจกับครอบครัวของครูเจี๊ยบและน้องหยอดเป็นอย่างยิ่ง โดยล่าสุดได้มีการจับผู้ต้องสงสัยและมีชื่อของสถาบันฯเข้าไปเกี่ยวข้อง และจากการตรวจสอบรายชื่อทั้งหมด เป็นนักศึกษาที่พ้นสภาพไปแล้ว ปัจจุบันไม่ได้มีสถานะเป็นนักศึกษาของสถาบันฯ

ทั้งนี้ สถาบันฯมีนักศึกษาอยู่ประมาณ 1,300 คน กว่า 1,000 คน ทำงาน และมาเรียนเสาร์-อาทิตย์ ที่เหลืออีกกว่า 200 คน จะเป็นปริญญาโท และเอก เหลือนักศึกษาภาคปกติเพียง 100 คน

“การเรียนการสอนในคณะวิศวกรรมศาสตร์ค่อนข้างเข้มข้น สถาบันฯมีชื่อเสียงมากว่า 90 ปี นักศึกษาสายอาชีพก็อยากจะเข้าเรียนและจบที่ปทุมวัน โดยเพิ่งประกาศรายชื่อนักศึกษาที่พ้นสภาพไปแล้ว เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมากว่า 140 คน ส่วนใหญ่ที่พ้นสภาพไปเพราะมาขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา และไม่ได้มาเรียน แต่ใช้ชื่อปทุมวันออกไปแสดงสัญลักษณ์ต่าง ๆ ในทางเสียหาย ดังนั้น ขอแถลงว่า การกระทำของผู้ต้องสงสัยไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับสถาบันทั้งสิ้น โดยเด็กปัจจุบันสร้างชื่อเสียง มีการแข่งขันได้รับรางวัลชนะเลิศมากมาย สภาพแวดล้อมภายในสถาบันเงียบสงบเพราะเด็กอยู่ในห้องเรียน ปทุมวันเป็นสถาบันอันทรงเกียรติ มีชื่อเสียงมานาน มีระบบการรักษาความปลอดภัย ทั้งภายใน ภายนอก มีการประสานความร่วมมือกับสน.ปทุมวัน มีการเรียนการสอนเข้มข้น ถึงเข้ามาได้แต่จบยากปีนักศึกษาจบเพียงปีละ 500 คน ดังนั้น จึงขอปฏิเสธว่าข่าวความรุ่นแรงที่เกิดขึ้นไม่เกี่ยวข้องกับสถาบัน” อธิการบดีฯ กล่าว

อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีปทุมวัน กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ทางสถาบันฯมีการทำความร่วมมือกับเจ้าหน้าที่ตำรวจให้สามารถเข้าตรวจค้นได้ 24 ชั่วโมง หากมีผู้ต้องสงสัยเข้ามาแอบแฝงสามารถดำเนินคดีได้ทันที ส่วนการรับน้องรุนแรง ทางสถาบันจะไม่ให้มีการจัดกิจกรรมดังกล่าวโดยไม่ได้รับอนุญาติจากสถาบันฯ แต่ถ้ามีการแอบไปรับน้องแล้วเกิดความรุนแรงขึ้น จะลงโทษพักการเรียน ซึ่งก็ได้มีการดำเนินการมาแล้ว โดยมีโทษสูงสุดถึงขั้นไล่ออก ส่วนที่มีข่าวว่า มีอาจารย์เข้าไปค้ำประกันผู้ต้องหากรณีก่อเหตุยิงในงานแต่งเมื่อปีที่ผ่านมานั้น ยังไม่เห็นรายชื่ออาจารย์ไปเกี่ยวข้อง เพราะอาจารย์จะทำอะไรต้องได้รับอนุมัติจากอธิการบดี

“อุเทนฯ กับปทุมวัน พยายามหามาตรการป้องกัน ไม่ให้เกิดเหตุการณ์ขึ้น แต่ส่วนใหญ่เหตุการณ์ไปเกิดขึ้นภายนอก และบางครั้งมีการอ้างโปรไฟล์ปทุมวัน ก็ได้มีการตรวจสอบ รวมถึงมีการตั้งกลุ่มป้องกันเหตุ ร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ ห้างสรรพสินค้าในพื้นที่ แต่หากเหตุการณ์ไปเกิดไกลจากนอกพื้นที่ ก็ดูได้ยาก ทั้งนี้ ในสถาบันฯ ก็จะมีกลุ่มนักศึกษาที่ตั้งใจเรียน ถึงช่วงเวลาเลิกเรียน อาจารย์ก็จะมาดูแลส่งนักศึกษากลับบ้าน แจ้งสถานีรถไฟฟ้า ให้มีอาจารย์ที่ปรึกษาค่อยสอดส่อง ตั้งกลุ่มไลน์ร่วมกับผู้ปกครอง ส่วนหนักใจหรือไม่เด็กที่พ้นสภาพไปแล้ว เอาชื่อสถาบันไป ขอบอกว่าหนักใจมาก เราตรวจสอบไม่เจอ ทำให้สถาบันตกเป็นจำเลยสังคม บางคนพ้นสภาพไปแล้วแต่ผู้ปกครอง ก็ยังเข้าใจว่า เด็กเรียนอยู่ จึงได้มีการพูดคุยทำความเข้าใจกับผู้ปกครอง นักศึกษาที่เคยเข้ามา แล้วพ้นสภาพไป ศิษย์เก่าก็ไม่ใช่ ศิษย์ปัจจุบันก็ไม่ใช่ ผมก็คงเข้าไปควบคุมไม่ได้ ต้องให้นิติกรดำเนินการ หากมีการอ้างชื่อ ก็ต้องให้ฝ่ายกฎหมายดำเนินคดีตามขั้นตอน” อธิการบดีฯ กล่าว

ด้านนายวีนัส ทัดเนียม รองอธิการบดี กล่าวว่า ทางปทุมวันได้ส่งรายชื่อนักศึกษาที่พ้นสภาพทั้ง 140 คนให้เจ้าหน้าที่ตำรวจแล้ว และจากการตรวจสอบผู้ต้องหาทั้ง 8 ราย เข้ามาเรียนปีการศึกษา 2565 ขึ้นทะเบียนเป็นนักศึกษา แต่ไม่ได้ลงทะเบียนเรียน จึงให้พ้นสภาพนักศึกษาไป อย่างไรก็ตามการรับนักศึกษาปทุมวันชั้นปีที่1 ทุกคนจะต้องมีการตรวจสอบประวัติลายนิ้วมือก่อนเข้าเรียน หากพบว่า มีการทำความผิดมาก่อนก็จะไม่รับเข้าเรียน ทั้งนี้การตรวจสอบดังกล่าว เพื่อบันทึกประวัติไว้ที่สถานีตำรวจ หากมีการทำความผิด เจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถตรวจสอบได้ทันที และหากมีการกระทำความผิดก็ต้องว่าไปตามกฎหมาย รวมถึงยังมีมาตรการว่า กรณีทำผิดวินัย จะต้องมีการตั้งกรรมการสอบข้อเท็จจริง หากพบว่า มีมูลก็จะต้องมีการปฏิบัติตามมาตรการที่สถาบันกำหนด เช่น พักการเรียน 1 ปี หรือมากกว่านั้นแล้วแต่ผลการตรวจสอบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า นอกจากผู้ต้องหาทั้ง8 รายซึ่งพ้นภาพไปแล้ว ทราบว่ามีการร่วมกลุ่มของนักศึกษาทั้งเก่าและปัจจุบัน นายวีนัส กล่าวว่า เรื่องนี้ได้มีการประชุมร่วมกับเจ้าหน้าที่ตำรวจ และคงต้องรอข้อมูล ซึ่งทางสถาบันได้มีการประสานงานกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจอยู่ตลอด ขณะเดียวกันสถาบันฯ ก็ยินดีให้ข้อมูลที่ตำรวจร้องขอมา ส่วนนักศึกษาที่มีการร่วมกลุ่มกว่า 80 กว่าคนนั้น สถาบันไม่มีข้อมูล ทางตำรวจยังไม่ได้ให้รายชื่อมา แต่หากพบว่า เป็นนักศึกษาของสถาบัน ก็ต้องตั้งกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามขั้นตอน

“เรื่องนี้เกิดขึ้นภายนอก สถาบันไม่ทราบชื่อ แม้กระทั่งผู้ต้องหาทั้ง 8 คน สถาบันฯก็เพิ่งมาทราบชื่อภายหลัง เพราะเราไม่ได้เป็นหน่วยสืบสวน สถาบันทำหน้าที่จัดการเรียนการสอน เหตุการณ์ที่เกิดขึ้น เกิดข้างนอก นอกเหนือจากอำนาจหน้าที่ของสถาบัน ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ กำกับดูแลโดยกระทรวงการอุดทศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ผลิตคนที่มีคุณธรรม คนดีไปทำงาน ขณะนี้ประเทศชาติขาดวิศวะเป็นแสนอัตรา เด็กปทุมวัน ก่อนจบมีบริษัทมารอรับเข้าทำงาน ส่วนผู้ที่ไปก่อเหตุ ไม่ได้เกี่ยวข้องกับสถาบัน สถาบันไม่ทราบอะไรเลย แต่เด็กปัจจุบันสถาบันจะมีการควบคุมมาตรฐาน เป็นวิศวกรในภาคอุตสาหกรรมเป็นหลัก” รองอธิการบดีกล่าว

เทศบาลนครเชียงราย MOU เทศบาลเมืองจิ่งหง สิบสองปันนา สถาปนาเมืองมิตรภาพ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/771318

เทศบาลนครเชียงราย MOU เทศบาลเมืองจิ่งหง สิบสองปันนา สถาปนาเมืองมิตรภาพ

เทศบาลนครเชียงราย MOU เทศบาลเมืองจิ่งหง สิบสองปันนา สถาปนาเมืองมิตรภาพ

วันศุกร์ ที่ 24 พฤศจิกายน พ.ศ. 2566, 17.18 น.

วันที่ 24 พ.ย.66 นายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร และ ผู้อำนวยการสถานศึกษา โรงเรียนในสังกัดเทศบาลนครเชียงราย ให้การต้อนรับ นาย เต้า ไห่ชิง (Dao Haiqing) นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองจิ่งหง พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร เทศบาลเมืองจิ่งหง สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ที่ห้องประชุม โรงเรียรเทศบาล 7 ฝั่งหมิ่น ต.ริมกก อ.เมือง จ.เชียงราย

ซึ่งการพบปะกันครั้งนี้ ทางเทศบาลเมืองจิ่งหง สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน ประเทศจีน ได้แจ้งเจตจำนง อย่างเป็นทางการ ที่เดินทางมาร่วมลงนาม ว่าด้วยการสถาปนาเมืองมิตรภาพ บ้านพี่เมืองน้อง หลังจากก่อนหน้านี้ ทั้ง 2 เทศบาลฯ ได้มีการแลกเปลี่ยนทางด้านทรัพยากรและบุคลากรมาเป็นระยะเวลาหลายปีต่อเนื่อง จนประสบความสำเร็จทางด้านความร่วมมือ ทางการศึกษาและด้านอื่น ๆ 

ดังนั้นทั้ง 2 เทศบาล จึงขอสานสัมพันธ์ที่ดีมากขึ้น ด้วยการลงนามบันทึกข้อตกลงร่วมกัน เพื่อให้การพัฒนาในด้านอื่นๆ มีมากขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งจะส่งผลดีต่อทั้ง 2 ฝ่ายทั้งในด้านการขับเคลื่อนเศรษฐกิจ และการท่องเที่ยวในพื้นที่

โดยนายวันชัย จงสุทธานามณี นายกเทศมนตรีนครเชียงราย กล่าวว่า ถือว่าเป็นโอกาสอันนี้ ที่ได้มีการลงนามในครั้งนี้ หากเป็นไปได้ในอนาคตจะได้เสนอเรื่องไปยังส่วนกลางของประเทศไทย เพื่อร่วมกัน เดินทางไป เมืองจิ่งหง สิบสองปันนา มณฑลยูนนาน สาธารณรัฐประชาชนจีน ในการสร้างมิตรภาพที่ดีมากยิ่งขึ้น และต้องขอขอบคุณทาง เมืองจิ่งหงฯ เปิดโอกาสให้มีการแลกเปลี่ยนการเรียนการสอนของทั้ง 2 เมือง ทั้งส่งนักเรียน นักศึกษา คณะครู ไปแลกเปลี่ยนรู้ที่ เมืองจิ่งหง และ ทาง เมืองจิ่งหง  ก็จะส่ง นักเรียน นักศึกษา และคณะครู จากจีน มายังเชียงรายด้วยเช่นกัน รวมไปถึงการเปิดให้มีการเชื่อมโยงเมืองแห่งการท่องเที่ยว และเมืองธุรกิจเข้าด้วยกัน

ทางด้านนาย เต้า ไห่ชิง (Dao Haiqing) นายกเทศมนตรีเทศบาลเมืองจิ่งหง กล่าวว่า อนาคตหากมีความเป็นไปได้ เมืองจิ่งหง พร้อมเปิดพื้นที่ให้ เทศบาลนครเชียงราย เปิดที่ทำการจุดประสานงานทุกเรื่องในเมืองจิ่งหง  พร้อมจะอำนวยความสะดวกทุกเรื่อง เพราะจะได้ประสานงานกันสะดวกมากยิ่งขึ้น และทางเมืองจิ่งหง ก็พร้อมมาเปิดจุดบริการในพื้นที่เทศบาลนครเชียงราย ในการทำหน้าที่ประสานงานของทั้ง  2 เมือง ประการสำคัญที่สุดคือเรื่องการศึกษา การท่องเที่ยว และการทำธุรกิจร่วมกันทุกด้าน ที่จะขับเคลื่อนไปพร้อมกัน ซึ่งเชื่อว่า การลงนามในครั้งนี้ จะเป็นผลดีต่อ 2 เมือง