สอศ.เปิดตัวเลขวันแรก ประชาชนเข้าใช้บริการ Fix it อาชีวะจิตอาสา

สอศ.เปิดตัวเลขวันแรก ประชาชนเข้าใช้บริการ Fix it อาชีวะจิตอาสา

สอศ.เปิดตัวเลขวันแรก ประชาชนเข้าใช้บริการ Fix it อาชีวะจิตอาสา

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.05 น.

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้จัดตั้ง “ศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน (Fix it Center)” เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ซึ่งได้เริ่มตั้งแต่วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568 และให้บริการเวลา 08.00 – 18.00 น.โดยในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้เปิดให้บริการแล้ว 6 ศูนย์ และอยู่ระหว่างเปิดอีก 44 ศูนย์ เพื่อให้ได้ 50 ศูนย์ตามเป้าหมายที่วางไว้ นอกจากนี้ ยังมีการจัดทำระบบรายงานการให้บริการแบบเรียลไทม์ ซึ่งเป็นระบบที่ให้แต่ละศูนย์รายงานการให้บริการ ทำให้สามารถตรวจสอบการให้บริการได้แบบทันท่วงที และจากการให้บริการที่ผ่านมา ศูนย์ฯ ได้ดำเนินการซ่อมแซมทรัพย์สินและอุปกรณ์ต่างๆ ไปแล้วรวม 632 รายการ แบ่งเป็นบริการซ่อมแล้วเสร็จ 583 รายการ (คิดเป็นร้อยละ 92.2) โดยประเภทการซ่อมที่มากที่สุดคือ รถจักรยานยนต์ 290 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า 251 ชิ้น เครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบอาชีพ 40 ชิ้น และยานยนต์ 2 คัน ขณะที่รอดำเนินการซ่อม 49 รายการ ซึ่งประกอบด้วยรถจักรยานยนต์ 12 คัน เครื่องใช้ไฟฟ้า 30 ชิ้น และเครื่องมือและอุปกรณ์ประกอบอาชีพ 7 ชิ้น

เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวต่อไปว่า สอศ.ได้ระดมกำลังจากสถานศึกษาอาชีวศึกษาทั่วประเทศ มีผู้บริหาร คณะครู บุคลากรอาชีวศึกษา และนักเรียน นักศึกษาอาสาปฏิบัติงานจำนวนกว่า 600 คน โดยศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชน Fix it Center กระจายอยู่ในพื้นที่จังหวัดสงขลา ได้แก่ อำเภอหาดใหญ่ อำเภอจะนะ อำเภอนาทวี อำเภอนาหม่อม อำเภอเมืองสงขลา อำเภอสิงหนคร อำเภอสทิงพระ อำเภอกระแสสินธุ์ อำเภอระโนด และอำเภอรัตภูมิ โดยมีวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่เป็นหน่วยงานประสานงานหลัก ร่วมกับสถานศึกษาอาชีวศึกษาจากหลายจังหวัด ได้แก่ สำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดต่างๆ วิทยาลัยเทคนิค และวิทยาลัยการอาชีพในพื้นที่ภาคใต้และภาคกลาง ที่เดินทางมาร่วมปฏิบัติภารกิจ พร้อมกันนี้ สอศ.ยังได้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างเพื่อชุมชนในจังหวัดอื่นๆ ที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้คู่ขนานกันไปด้วย

นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา กล่าวทิ้งท้ายว่า ตามที่ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ได้แสดงความห่วงใยประชาชนทุกคนและโดยเฉพาะอย่างยิ่งครูและบุคลากรทางการศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยในครั้งนี้ ซึ่งสิ่งสำคัญที่สุดคือ ความปลอดภัยของครูและนักเรียน สอศ.มีความห่วงใยและตระหนักถึงความเดือดร้อนของประชาชนผู้ประสบอุทกภัย จึงได้จัดตั้งศูนย์ซ่อมสร้างในครั้งนี้เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชน นอกจากนี้ สอศ.เตรียมประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ในการเข้าช่วยเหลือโรงเรียนและสถานศึกษาที่ได้รับผลกระทบจากอุทกภัยด้านการทำความสะอาด เคลียร์พื้นที่ การตรวจสอบระบบไฟฟ้าเพื่อความปลอดภัย และครุภัณฑ์การศึกษา เช่น คอมพิวเตอร์ สื่อโสตทัศนูปกรณ์ เพื่อให้ผู้ประสบภัยได้รับความช่วยเหลืออย่างรวดเร็วและทั่วถึง

ทั้งนี้ ผู้สนใจสามารถติดต่อสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ นายสมศักดิ์ ไชยโสดา ผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร. 061-4951541 , นายชริน รัตฉวี รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร 082-6522225 และ นายสัญญา ขยายวงศ์ รองผู้อำนวยการวิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ โทร 081-3674252

‘เอเลียด คิปโชเก้’นักวิ่งมาราธอน เหรียญทองโอลิมปิก และคณะ ถวายความอาลัยพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'เอเลียด คิปโชเก้'นักวิ่งมาราธอน เหรียญทองโอลิมปิก และคณะ ถวายความอาลัยพระบรมศพ'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘เอเลียด คิปโชเก้’นักวิ่งมาราธอน เหรียญทองโอลิมปิก และคณะ ถวายความอาลัยพระบรมศพ’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.01 น.

เมื่อวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568 เวลา 15.50 น. นายเอเลียด คิปโชเก้ (Mr. Eliud Kipchoge) นักวิ่งมาราธอนชาวเคนยา เหรียญทองโอลิมปิก และคณะ ถวายความอาลัยพระบรมศพสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ศธ.แจงดราม่า เกณฑ์ครูต้อนรับผู้บริหารลงพื้นที่หาดใหญ่ ย้ำห่วงใยครู-นร.มาก่อน

ศธ.แจงดราม่า เกณฑ์ครูต้อนรับผู้บริหารลงพื้นที่หาดใหญ่ ย้ำห่วงใยครู-นร.มาก่อน

ศธ.แจงดราม่า เกณฑ์ครูต้อนรับผู้บริหารลงพื้นที่หาดใหญ่ ย้ำห่วงใยครู-นร.มาก่อน

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.47 น.

ศธ.แจงดราม่า กรณีเกณฑ์ครูต้อนรับผู้บริหารลงพื้นที่หาดใหญ่ ย้ำ“ภารกิจเพื่อช่วยเหลือ ความปลอดภัยครู–นักเรียนมาก่อน ส่วนกลางพร้อมสนับสนุนเต็มที่”

30 พฤศจิกายน 2568 ตามที่ปรากฏกระแสในสื่อสังคมออนไลน์เกี่ยวกับภาพและข้อความที่ระบุว่า อาจมีการให้คณะครูมาต้อนรับผู้บริหารระดับสูง ระหว่างการลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์น้ำท่วมที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา นั้น ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา โฆษกกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้รับทราบประเด็นดังกล่าวแล้ว และชี้แจงเจตนาการลงพื้นที่ของผู้บริหาร ว่า“รองนายกรัฐมนตรี กำกับดูแลกระทรวงศึกษาธิการ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รวมถึงผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงศึกษาธิการทุกคน ต่างมีความห่วงใยครู ผู้บริหาร และนักเรียนในทุกพื้นที่ โดยเฉพาะพื้นที่ที่ประสบอุทกภัยอย่างหนัก และไม่ประสงค์ให้ครู–บุคลากรต้องออกมาดำเนินการใดๆ เพิ่มเติมในช่วงที่ทุกคนกำลังเผชิญความเดือดร้อน”

โฆษก ศธ.ระบุว่า ภารกิจการลงพื้นที่ของผู้บริหารในครั้งนี้ มุ่งเน้นการติดตามสถานการณ์ การให้กำลังใจโรงเรียนและผู้ปฏิบัติงานที่ได้รับผลกระทบ ตลอดจนการประสานทุกหน่วยงานเพื่อเร่งฟื้นฟูความเสียหายให้โรงเรียนกลับมาปลอดภัยโดยเร็วที่สุด พร้อมย้ำว่า “สิ่งสำคัญที่สุด คือ ความปลอดภัยและความเป็นอยู่ของครู–นักเรียน ในช่วงที่หลายครอบครัวกำลังเผชิญความยากลำบาก กระทรวงศึกษาธิการไม่ประสงค์ให้ครู–บุคลากรต้องออกมาดำเนินการใดๆ เพิ่มเติม นอกจากดูแลตนเองและครอบครัวให้ปลอดภัย”

เพื่อสนับสนุนการฟื้นฟูหลังภาวะอุทกภัย กระทรวงศึกษาธิการได้ประสานกำลังจากหน่วยงานต่าง ๆ ภายในของกระทรวง โดยเฉพาะ อาชีวะอาสา และ Fix It Center สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และหน่วยงานในสังกัดจากจังหวัดต่าง ๆ ทั่วประเทศ นอกจากนี้ ยังได้รับความร่วมแรงร่วมใจจากบุคลากรจิตอาสาในพื้นที่ที่ได้รับผลกระทบไม่มาก เข้ามาช่วยฟื้นฟูอาคารเรียน อุปกรณ์การศึกษา บ้านพักครู และสภาพแวดล้อมโดยรอบ เพื่อให้โรงเรียนและสถานศึกษาสามารถกลับมาเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัยโดยเร็วที่สุด

“รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ศ.ดร. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ได้กำชับให้ทุกหน่วยงานเร่งลงพื้นที่ช่วยเหลือโรงเรียนทันที ทั้งการสำรวจและตรวจสอบความเสียหาย การทำความสะอาดและฟื้นฟูห้องเรียน การซ่อมแซมครุภัณฑ์ รวมถึงการประเมินความจำเป็นเร่งด่วนในพื้นที่ เพื่อให้การสนับสนุนทรัพยากรเป็นไปอย่างตรงจุดและทันต่อสถานการณ์ เป้าหมายสำคัญคือการให้โรงเรียนกลับมาเปิดเรียนได้อย่างปลอดภัย และให้นักเรียน–นักศึกษาสามารถเรียนรู้ต่อได้โดยไม่สะดุด กระทรวงศึกษาธิการพร้อมยืนเคียงข้างทุกคนในพื้นที่ประสบภัย และจะมุ่งช่วยเหลืออย่างเต็มกำลังในทุกมิติที่จำเป็น” โฆษก ศธ. กล่าว

สำนักพระราชวัง เชิญชวนร่วมเจริญอริยมรรค ถวายในหลวง ร.9-พระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

สำนักพระราชวัง เชิญชวนร่วมเจริญอริยมรรค ถวายในหลวง ร.9-พระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

สำนักพระราชวัง เชิญชวนร่วมเจริญอริยมรรค ถวายในหลวง ร.9-พระพันปีหลวง-เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 12.32 น.

เชิญชวนประชาชนร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” ถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ ‘ในหลวง ร.9’ และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ ‘สมเด็จพระพันปีหลวง‘ และในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ ’เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา’

สำนักพระราชวัง ขอเชิญชวนประชาชนร่วมเจริญอริยมรรค “สัมมาทิฏฐิ” ระลึกถึงพระรัตนตรัย ว่าเป็นสรณะที่พึ่งที่ยึดถือ อันเป็นทางเป็นธรรมที่พระพุทธองค์ได้ตรัสไว้โดยชอบ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในโอกาสวันคล้ายวันพระบรมราชสมภพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร วันที่ 5 ธันวาคม 2568 และน้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง และในโอกาสวันคล้ายวันประสูติ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา วันที่ 7 ธันวาคม 2568 ผ่านแอปพลิเคชัน “สมาธิเสบียงบุญ” บันทึกเวลาการทำสมาธิเจริญจิตตภาวนา ตั้งแต่วันที่ 1  – 10 ธันวาคม 2568 ทั้งนี้ สามารถ ดาวน์โหลดแอปพลิเคชันได้ทั้ง PLAY STORE และ APP STORE

รายงานพิเศษ : ​‘Thailand Open Science for ALL’ เปิดโลกนวัตกรรมฯ ขับเคลื่อนชีวิตคนไทย

รายงานพิเศษ : ​‘Thailand Open Science for ALL’ เปิดโลกนวัตกรรมฯ ขับเคลื่อนชีวิตคนไทย

รายงานพิเศษ : ​‘Thailand Open Science for ALL’ เปิดโลกนวัตกรรมฯ ขับเคลื่อนชีวิตคนไทย

วันอาทิตย์ ที่ 30 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สกสว. ขับเคลื่อน “Thailand Open Science for ALL” ภายใต้แนวคิด ‘เปิดโลกนวัตกรรม เปิดรับวิทยาการ ร่วมสร้างอนาคตไทย’ งานวิจัยต้องเดินทางถึงมือประชาชน ความรู้ต้องกลายเป็นพลังขับเคลื่อนชีวิตของคนไทยทุกคนได้จริง และพัฒนาระบบ ววน. ของประเทศให้เปิดกว้าง โปร่งใส และมีส่วนร่วม ทุกภาคส่วนเข้าถึงและใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้และนวัตกรรมอย่างทั่วถึงและเท่าเทียม 

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) ภายใต้กองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) จัดการประชุม TSRI Policy Advocacy Series ครั้งที่ 5 “Thailand Open Science for ALL” เพื่อผลักดันนโยบายสำคัญการพัฒนาประเทศด้วยระบบ ววน. ผ่านการประกาศเจตนารมณ์ของ สกสว. ในการขับเคลื่อน “Thailand Open Science” ให้เป็นกรอบยุทธศาสตร์ระดับชาติที่เชื่อมโยงทุกภาคส่วนของระบบ ววน. เข้าด้วยกัน เพื่อสร้างประโยชน์สุขแก่ประชาชนและยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ

ศ.ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าวว่า เวทีนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่ทุกคนจะร่วมกันสร้างระบบ ววน. ที่เป็นประโยชน์ต่อสังคมไทยอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด “เปิดโลกนวัตกรรม เปิดรับวิทยาการ ร่วมสร้างอนาคตไทย” โดยขับเคลื่อน Open Science ของประเทศที่ครอบคลุมมิติเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม ให้ก้าวข้ามจากระดับแนวคิดสู่การปฏิบัติจริง รวมถึงสร้างสังคมแห่งปัญญา

“สกสว. มุ่งผลักดันให้ Open Science เป็นระบบที่เปิดกว้าง โปร่งใส และร่วมมือกันทุกภาคส่วน เพื่อให้ความรู้จากงานวิจัยเข้าถึงคนทุกระดับ กลายเป็นพลังในการพัฒนาชีวิตและเปลี่ยนแปลงประเทศไปในทางที่ดีขึ้น” ผู้อำนวยการ สกสว. กล่าว

ด้าน ศ.เกียรติคุณ ดร.นพ.สิริฤกษ์ ทรงศิวิไล ประธานกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (กสว.) กล่าวว่า หลักการของ Open Science คือ 1.ต้องพิจารณาว่าจะเปิดกว้างอย่างไร ประชาชนควรมีสิทธิกำหนดโจทย์และกระบวนการด้วย 2.วิทยาศาสตร์ไม่ควรอยู่ในกลุ่มนักวิจัยเท่านั้น แต่ควรดำเนินการแบบสหวิทยาการ เช่น เอกชนและประชาชนเข้ามาทำ Citizen Researchers และเปิดให้นานาชาติเข้ามาร่วมดำเนินการ 3.Open Journal ต้องให้ประชาชนเข้าถึงผลการวิจัยและองค์ความรู้ 4.การใช้ประโยชน์จากข้อมูล ทำอย่างไรประชาชนถึงเอาไปใช้ได้ ดังนั้นจึงต้องเร่งขับเคลื่อนและเชิญชวนให้ทุกฝ่ายมาร่วมกันทำงาน เปิดข้อมูลให้กับทุกคน และทุกคนมีสิทธิที่จะใช้ได้

“การเปลี่ยนวัฒนธรรมความรู้ของสังคม ไม่ใช่แค่การเปิดเผยข้อมูล แต่คือการกำหนดโจทย์สำคัญ ทำให้ความรู้ทางวิทยาศาสตร์กลายเป็นของทุกคนและเพื่อทุกคน โดยคืนกลับสู่ประชาชนในรูปของโอกาสและคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น การหารือในวันนี้จะนำไปสู่ข้อเสนอนโยบายที่ดีและนำเสนอต่อที่ประชุม Global Research Council (GRC) ปี 2569 ที่ไทยเป็นเจ้าภาพ ซึ่งจะมีหัวข้อเรื่อง Open Science and Sustainable Research โดยงานดังกล่าวจะมีผู้บริหารจากทั่วโลกเข้ามาประชุมด้วย และข้อมูลอยู่ในรายงานของธนาคารโลกด้วยเช่นกัน” ประธาน กสว. กล่าว

ศ.ดร.ยงยุทธ ยุทธวงศ์ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และ เทคโนโลยี ในฐานะกรรมการติดตามและประเมินผลการสนับสนุนวิทยาศาสตร์ การวิจัยและนวัตกรรม ระบุว่า เหตุผลที่ต้องส่งเสริมวิทยาการแบบเปิดมากขึ้น คือ 1.โลกวิทยาการเปลี่ยนแปลงเร็วมาก จึงจำเป็นต้องเผยแพร่ความรู้ให้รวดเร็วและกว้างขวางกว่าเดิม 2.เทคโนโลยีสารสนเทศเป็นเครื่องมือสำคัญที่ช่วยให้การเผยแพร่ความรู้ทำได้อย่างรวดเร็วและเข้าถึงคนจำนวนมาก 3.หลักจริยธรรมสากลการเปิดเผยข้อมูลข่าวสารถือเป็นหลักการที่ยอมรับกันทั่วโลก 4.ประเทศกำลังพัฒนาที่ขาดแคลนทุนทรัพย์สามารถเข้าถึงเทคโนโลยีที่จำเป็นได้ง่ายขึ้น และช่วยลดความเหลื่อมล้ำ 5.ความร่วมมือระดับโลกของประเทศที่พัฒนาแล้วต้องการข้อมูลจากทั่วโลกเช่นกัน เช่น ความหลากหลายทางชีวภาพ แหล่งโรคระบาดใหม่ ๆ ซึ่งมักมาจากประเทศกำลังพัฒนา เราจึงต้องเปิดเผยความรู้ให้แพร่กระจายได้อย่างกว้างขวางและทันท่วงที เพื่อให้เกิดการต่อยอดอย่างมีประสิทธิภาพ ‘วิทยาการแบบเปิด’ จึงเป็นแนวทางสำคัญของโลกยุคใหม่อย่างแท้จริง

สำหรับการเสวนาแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหัวข้อ “Open Science in Action : ก้าวสู่อนาคตไทย” ประกอบด้วย นครินทร์ วนกิจไพบูลย์-ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและบรรณาธิการบริหาร บริษัท เดอะสแตนดาร์ด จำกัด , เพ็ญโฉม แซ่ตั้ง-อำนวยการมูลนิธิบูรณะนิเวศ, ศ. ดร.ณรงค์ฤทธิ์ สมบัติสมภพ-ผู้พัฒนาระบบฐานข้อมูลวารสารไทย, ศ. ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ กรรมการ National Al Committee และ ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (องค์การมหาชน) ผู้ร่วมเสวนาต่างมองว่าองค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์และงานวิจัยมีอยู่มากในประเทศไทย โจทย์คือการสร้างความต้องการในการบริโภคข้อมูลวิทยาศาสตร์และวิทยาการแบบเปิด จึงควรมีแพลตฟอร์ม Thailand Open Science for All ที่ทำประชนทั่วไป สื่อมวลชน สามารถเข้าถึงข้อมูลงานวิจัยได้ง่ายขึ้น

ปัจจุบันสังคมไทยคิดแบบวิทยาศาสตร์น้อยไป ทำให้ฐานคิดของประชาชนและผู้กำหนดนโยบายยังพึ่งพาความเชื่อและอคติมากกว่าข้อมูลเชิงประจักษ์ ควรสร้างวัฒนธรรมใหม่ เช่น สื่อวิทยาศาสตร์ที่สนุกและเปิดกว้าง ข่าววิทยาศาสตร์ขึ้นหน้าแรกเหมือนต่างประเทศ และกระตุ้นให้คนค้นหาความรู้เป็นกิจวัตร ทั้งนี้ โครงสร้างพื้นฐาน Big Data Platform ถูกออกแบบให้สร้าง “ถนนเชื่อม” ให้ข้อมูลไหลจากแหล่งต้นทางเมื่อมีคำสั่ง โดยกุญแจยังอยู่ที่เจ้าของข้อมูลเดิม และข้อมูลดิบถูกลบทิ้งหลังวิเคราะห์ เปิดให้สตาร์ทอัพและผู้ประกอบการใช้ต่อยอดฟรี ลดอุปสรรคด้านค่าลิขสิทธิ์ ทำให้ข้อมูลและเครื่องมือกลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมของประเทศ

ขณะที่ระบบฐานข้อมูลงานวิจัยไทยและบทบาทของ TCI โจทย์ใหญ่ของโครงการที่ได้รับทุนจาก กองทุน ววน. คือ ทำอย่างไรให้ประชาชนเข้าถึงองค์ความรู้งานวิจัยไทย 500,000 บทความ ด้วย “ภาษาธรรมชาติ” ผ่าน AI / NLP เพื่อให้เกิดวิทยาศาสตร์พลเมือง (citizen science) อย่างแท้จริง อันเป็นเป้าหมายสูงสุดของ Open Science หรือวิทยาการแบบเปิด ที่ไม่ใช่แค่ความสำเร็จทางเทคโนโลยี แต่คือการสร้างสังคมที่เข้มแข็งขึ้นผ่านการพัฒนาศักยภาพให้กับประชาชนด้วยความรู้และทุกคนมีสิทธิเข้าถึง ขับเคลื่อนให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงนโยบายที่สร้างประโยชน์ให้ประชาชนได้จริง

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัย ‘พัทลุง’

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัย ‘พัทลุง’

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัย ‘พัทลุง’

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.10 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค กับถุงพระราชทานสำหรับเด็ก  ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จ.พัทลุง

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568  เวลา 13.30 น. น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ พลเอกเฉลิมชัย  สิทธิสาท องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 3,500 ถุง และเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวน 100 ถุง โดยบรรจุสิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กเป็นพิเศษ ประกอบด้วย ตุ๊กตาผ้าห่ม  เป้อุ้มเด็ก  นมผง  อาหารเด็ก  ผ้าอ้อมสำเร็จรูป  สำลี  ฟองน้ำเช็ดตัว  ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ซักล้างสำหรับเด็ก รวมทั้งสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก โดยมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดพัทลุงต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภอเมืองพัทลุง ณ หอประชุมโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 65 อำเภอเมืองพัทลุง  จังหวัดพัทลุง  เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรีได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ ตำบลลำปำ จำนวน 30 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ  ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ   และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทานในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

นฤมล สั่ง ศธ.ระดมกำลังลุยฟื้นฟูภาคใต้ ตั้ง Fix It Center 50 ศูนย์ ซ่อมบ้าน-ซ่อมชีวิต

นฤมล สั่ง ศธ.ระดมกำลังลุยฟื้นฟูภาคใต้ ตั้ง Fix It Center 50 ศูนย์ ซ่อมบ้าน-ซ่อมชีวิต

นฤมล สั่ง ศธ.ระดมกำลังลุยฟื้นฟูภาคใต้ ตั้ง Fix It Center 50 ศูนย์ ซ่อมบ้าน-ซ่อมชีวิต

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 20.07 น.

“รมว.นฤมล”สั่ง ศธ.ระดมกำลังลุยฟื้นฟูภาคใต้ ตั้ง Fix It Center 50 ศูนย์ ซ่อมบ้าน-ซ่อมชีวิต หลังอุทกภัยถล่มหนัก ย้ำ ต้องเร่งเปิดเรียนให้เร็วที่สุด ไม่ให้กระทบเด็ก

วันที่ 29 พ.ย. 2568 เวลา 18.00 น.ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เปิดเผยถึงการเตรียมความพร้อมของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ในการสนับสนุนภารกิจฟื้นฟูพื้นที่ภาคใต้หลังอุทกภัยครั้งใหญ่ ซึ่งได้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อหลายจังหวัด โดยเฉพาะพื้นที่เศรษฐกิจสำคัญอย่าง อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา ที่ยังคงต้องได้รับการเยียวยาและฟื้นฟูอย่างเร่งด่วน โดย ศธ.จะร่วมกับของหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และประชาชนจิตอาสาในหลายพื้นที่

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า ในวันพรุ่งนี้(30 พ.ย.)ตนจะเดินทางลงพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และได้สั่งการให้ทุกหน่วยในสังกัดจัดเตรียมกำลังคน เครื่องมือ และชุดปฏิบัติการให้พร้อมเต็มที่ และให้ทุกส่วนปฏิบัติการสอดคล้องและประสานกันอย่างมีประสิทธิภาพที่สุด โดยมุ่งเป้า ฟื้นเมือง คืนชีวิตให้ประชาชนกลับมาใช้ชีวิตได้ปกติเร็วที่สุด โดยเฉพาะการฟื้นฟูบ้านเรือน โรงเรียน และสาธารณูปโภคที่เสียหาย ซึ่งต้องการทั้งเครื่องมือ เครือข่ายช่าง และกำลังคนจิตอาสาในพื้นที่จำนวนมาก

โดย สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา(สอศ.)ได้ตั้งศูนย์ Fix It Center 50 ศูนย์ทั่วพื้นที่ภาคใต้ให้บริการซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า อุปกรณ์ประกอบอาชีพ เครื่องจักรกล และรถจักรยานยนต์ของประชาชนซึ่งได้รับความเสียหายจากน้ำท่วม ซึ่งจะสามารถช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของครัวเรือน และสนับสนุนให้ประชาชนสามารถกลับไปประกอบอาชีพได้เร็วขึ้น

ด้านกรมส่งเสริมการเรียนรู้(สกร.)ได้รวบรวมกำลังจากหน่วยงานในเครือ สกร.จำนวนมากพร้อมชุดอุปกรณ์ทำความสะอาด ข้าวสารอาหารแห้ง และของจำเป็น เพื่อเร่งคืนสภาพพื้นที่ชุมชนให้ปลอดภัยและกลับมาใช้ประโยชน์ได้โดยเร็ว

ในส่วนของ คณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) จะรับผิดชอบล้างและฟื้นฟูโรงเรียนในพื้นที่ เพื่อเร่งให้โรงเรียนสามารถเปิดเรียนได้ทันตามกำหนด และลดผลกระทบต่อเด็กและเยาวชน โดยจะเน้นการทำความสะอาดห้องเรียน ระบบไฟฟ้า สนาม และอาคารเรียนที่ได้รับผลกระทบ

“ปฏิบัติการครั้งนี้ไม่ใช่เพียงการลงพื้นที่เชิงสัญลักษณ์ แต่เป็นการทำงานจริงเพื่อประชาชนที่ได้รับผลกระทบ ซึ่ง ครู บุคลากร นักศึกษาอาชีวะ และเครือข่ายจิตอาสาของ ศธ. จะเป็นกำลังสำคัญของการฟื้นฟูหลังน้ำท่วม ทั้งในด้านแรงงาน อุปกรณ์ และพลังใจ ทุกหน่วยต้องทำงานเชิงรุก ช่วยเหลือประชาชนให้มากที่สุดในช่วงเวลาอันสั้น เพราะการฟื้นฟูที่เร็ว คือการลดความเดือดร้อน รวมถึงใหัภาคการศึกษา ทั้ง โรงเรียน วิทยาลัย และมหาวิทยาลัย สามารถกลับมาขับเคลื่อนต่อได้อย่างทันที” ศ.ดร.นฤมล กล่าวว่า 

เขต 8 หาดใหญ่ ประชาชนชื่นชม อาชีวะจิตอาสาเข้าช่วยทีมแรกหลังน้ำลด

เขต 8 หาดใหญ่ ประชาชนชื่นชม อาชีวะจิตอาสาเข้าช่วยทีมแรกหลังน้ำลด

เขต 8 หาดใหญ่ ประชาชนชื่นชม อาชีวะจิตอาสาเข้าช่วยทีมแรกหลังน้ำลด

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.49 น.

เขต 8 หาดใหญ่ ประชาชนชื่นชม อาชีวะจิตอาสาเข้าช่วยทีมแรกหลังน้ำลด

เลขาธิการ กอศ. ลงพื้นที่ฯ นำทีมให้บริการ ตามความห่วงใยและนโยบายเร่งด่วนของ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ผู้อำนวยการศูนย์บริหารจัดการน้ำในสถานการณ์ภัยพิบัติทางธรรมชาติ (ศนภ.) และ ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ที่สั่งการให้สถานศึกษาในสังกัดร่วมลงพื้นที่ช่วยประชาชนอย่างเต็มกำลัง 

(29 พ.ย. 68 นายยศพล เวณุโกเศศ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เปิดเผยว่า ทันทีที่ระดับน้ำเริ่มลดลงในอำเภอหาดใหญ่ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ไม่รอช้าส่งกำลัง Fix it – อาชีวะจิตอาสา ลงพื้นที่ โดยเขต 8 หาดใหญ่ อาชีวะเป็นทีมแรก ช่วยเหลือประชาชนที่มารอคอย พร้อมได้รับคำขอบคุณอาชีวะเป็นหน่วยงานแรกที่เข้ามาช่วย

สิ่งที่เราทำทันทีคือเข้าไปประคองประชาชน มอบอาหาร ถุงยังชีพ เร่งฟื้นฟูเครื่องใช้ ฟื้นฟูอาชีพ และฟื้นกำลังใจ เราต้องการให้ทุกครอบครัวกลับมายืนหยัดได้โดยเร็วที่สุด

ซึ่งวันนี้ สอศ. ได้ตั้งศูนย์ Fix it ทันที บริเวณโรงแรมซิกเนเจอร์ ใกล้แยกสนามบินหาดใหญ่ มีทีมจาก สอจ.พัทลุง วิทยาลัยเทคนิคหาดใหญ่ และสอจ.ชุมพร ดำเนินการเป็นจุดบริการเร่งด่วนเพื่อซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า รถจักรยานยนต์ และอุปกรณ์การเกษตร อุปกรณ์ประกอบอาชีพต่างๆ ที่เสียจากน้ำท่วม ขณะเดียวกัน อำเภอนาทวี จังหวัดสงขลา จัดทีม Fix it – อาชีวะจิตอาสา จาก วิทยาลัยสารพัดช่างภูเก็ต ให้บริการประชาชนพร้อมกันด้วย

“สอศ. ยังมีเครือข่ายอาชีวะหลายแห่งร่วมผนึกกำลังช่วยภาคใต้ เช่น ทีม Fix it – อาชีวะจิตอาสา จากภาคเหนือ อิสาน กลาง ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคใต้ ที่กำลังจัดเตรียมทีมเข้าสมทบให้เร็วที่สุด และคาดว่าจะสามารถเข้าบริการในพื้นที่ได้ภายในพรุ่งนี้”

เลขาธิการ กอศ. กล่าวต่อว่า เช้าวันนี้ ถุงยังชีพ จำนวน 500 ถุง จากส่วนกลาง สอศ. และ สอจ. กทม. ได้ถึงหาดใหญ่เรียบร้อยแล้ว พร้อมส่งมอบให้ประชาชนทันที  ซึ่ง สอศ. ยังคงเดินหน้ามอบข้าวกล่อง ถุงยังชีพ และสิ่งของจำเป็นกระจายถึงมือผู้ประสบภัย แม้น้ำจะลดแต่ภารกิจอาชีวะยังดำเนินต่อเนื่อง ทีมอาชีวะทุกคนได้ทำงานกันอย่างเข้มแข็ง และยังร่วมบริจาคสิ่งของ น้ำดื่ม อาหารแห้ง ข้าวสาร เครื่องอุปโภคบริโภคอย่างต่อเนื่อง

นายยศพล กล่าวทิ้งท้ายว่า ศ.ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมว.ศธ.) ยังเน้นย้ำความห่วงใยต่ออาชีวะทุกคน ทั้งนักเรียน นักศึกษา ครู ให้ทำงานด้วยความปลอดภัยต้องมาก่อน 

ซึ่งหน้าที่ของอาชีวะไม่ใช่แค่สร้างช่างฝีมือ แต่คือการเป็นกำลังสำคัญของชุมชน เราจะอยู่ตรงนี้จนกว่าบ้านทุกหลังจะฟื้น อาชีพทุกอาชีพจะเดินต่อได้ และรอยยิ้มของพี่น้องจะกลับมาเหมือนเดิม พร้อมยืนเคียงข้างประชาชนในทุกสถานการณ์

ทั้งนี้ สอศ. จะได้แจ้งจุดพื้นที่บริการทันทีหลังการประสานจากหน่วยงานกลาง (ศูนย์อำนวยการฉุกเฉินในพื้นที่สงขลา และได้รับคำสั่งแจ้งตามประกาศของรัฐบาล)

สำหรับผู้ที่ต้องการร่วมรับบริจาค น้ำมันเครื่อง อะไหล่ อุปกรณ์รถจักรยานยนต์ วัสดุซ่อมเครื่องใช้ไฟฟ้า สามารถติดต่อได้ที่หมายเลข 081-189-9890 
 

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัยตรัง

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัยตรัง

โปรดเกล้าฯ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบแก่ราษฎรประสบอุทกภัยตรัง

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 18.44 น.

‘ในหลวง‘ โปรดเกล้าฯให้องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค กับถุงพระราชทานสำหรับเด็ก  ไปมอบราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จ.ตรัง

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบอุทกภัยโดยเฉพาะครอบครัวที่มีเด็กเล็ก ในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี และมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค กับถุงพระราชทานสำหรับเด็ก ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดตรัง

วันที่ 29 พฤศจิกายน 2568  เวลา  10.30 น. พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า  โปรดกระหม่อมให้ พลเอกเฉลิมชัย  สิทธิสาท องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์  เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 2,000 ถุง และเชิญถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวน 50 ถุง โดยบรรจุสิ่งของเครื่องใช้สำหรับเด็กเป็นพิเศษ ประกอบด้วย ตุ๊กตาผ้าห่ม  เป้อุ้มเด็ก  นมผง  อาหารเด็ก  ผ้าอ้อมสำเร็จรูป  สำลี  ฟองน้ำเช็ดตัว  ผลิตภัณฑ์ทำความสะอาด และผลิตภัณฑ์ซักล้างสำหรับเด็ก รวมทั้งสิ่งของที่จำเป็นสำหรับเด็ก โดยมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดตรัง ต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภอย่านตาขาว ณ หอประชุมโรงเรียนย่านตาขาวชนูปถ้มภ์ อำเภอย่านตาขาว จังหวัดตรัง  เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้นและเป็นขวัญกำลังใจ

ในการนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค จำนวน 3,000 ถุง และถุงพระราชทานสำหรับเด็ก จำนวน 150 ถุง มอบแก่รองผู้ว่าราชการจังหวัดสตูล และนายอำเภอ เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรในพื้นที่จังหวัดสตูล ต่อไป

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบอุทกภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี  ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบอุทกภัยในพื้นที่ตำบลย่านตาขาว  อำเภอย่านตาขาว  จำนวน 3 ครอบครัว  ซึ่งเป็นผู้สูงอายุ  และผู้ป่วย ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจและขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ   และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทานในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว 

ในการนี้ องคมนตรี  ได้ร่วมประชุมติดตามการแก้ไขสถานการณ์การเกิดอุทกภัยในพื้นที่จังหวัดตรัง ณ  ห้องประชุมโรงเรียนย่านตาขาวชนูปถ้มภ์ อำเภอย่านตาขาว โดยมีผู้ว่าราชการจังหวัด หัวหน้าป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด นายอำเภอ และหัวหน้าส่วนราชการต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง  เข้าร่วมประชุมและรายงานการเกิดอุทกภัย รวมทั้งการให้ความช่วยเหลือราษฎรที่ประสบอุทกภัย โดยองคมนตรี ได้เชิญพระบรมราโชบายของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการป้องกันและช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย ไปกล่าวในที่ประชุมและให้หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องน้อมนำไปปรับเป็นแผนแม่บท เพื่อให้การช่วยเหลือราษฎรเป็นไปด้วยความรวดเร็ว ทั่วถึง และไม่ซ้ำซ้อน กับให้คำแนะนำในด้านต่างๆ  และให้หน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องประสานความร่วมมือในในการให้ความช่วยเหลือโดยเฉพาะประชาชนที่อยู่ในพื้นที่ลุ่มต่ำติดลำน้ำ 

จังหวัดตรัง  ได้เกิดอุทกภัยจากร่องลมมรสุมพาดผ่านและความกดอากาศต่ำแผ่ปกคลุมในพื้นที่อ่าวไทยทำให้เกิดฝนตกหนักถึงหนักมากในพื้นที่จังหวัดต่างๆของภาคใต้ตั้งแต่วันที่ 17 – 27 พฤศจิกายน 2568 เป็นต้นมา  ทำให้เกิดป่าไหลหลาก น้ำล้นตลิ่งท่วมบ้านเรือนราษฎร  โรงเรียน วัด สิ่งสาธารณประโยชน์ ถนน สะพาน ปศุสัตว์ บ่อเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ และพื้นที่ทางการเกษตร(ไม้ผล พืชไร่ นาข้าว) ได้รับความเสียหายและผลกระทบใน 9 อำเภอ 62  ตำบล 389 หมู่บ้าน 33 ชุมชน เสียชีวิต 2 ราย ราษฎรได้รับความเดือดร้อนและผลกระทบ 14,253 ครัวเรือน โดยจังหวัดได้ตั้งศูนย์ประสานงาน และเร่งดำเนินการสำรวจและให้ความช่วยเหลือราษฎรในด้านต่าง ๆ จัดหาเครื่องอุปโภคบริโภค ที่พักอาศัยชั่วคราวให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น เพื่อให้ราษฎรสามารถกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติสุขโดยเร็วด้วยแล้ว ปัจจุบันสถานการณ์คลี่คลายบางส่วนแล้ว เหลือในบางพื้นที่โดยเฉพาะในพื้นที่ลุ่มต่ำ ติดลำน้ำยังคงมีน้ำท่วมขังอยู่
 

คุรุสภา เชิดชูเกียรติครูอาวุโส ปี 67 จัดพิธีพระราชทานเครื่องหมายฯในวันที่ 23 ธ.ค.นี้

คุรุสภา เชิดชูเกียรติครูอาวุโส ปี 67 จัดพิธีพระราชทานเครื่องหมายฯในวันที่ 23 ธ.ค.นี้

คุรุสภา เชิดชูเกียรติครูอาวุโส ปี 67 จัดพิธีพระราชทานเครื่องหมายฯในวันที่ 23 ธ.ค.นี้

วันเสาร์ ที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.41 น.

“อมลวรรณ” แจ้งครูอาวุโส ประจำปี 2567 ลงทะเบียนยืนยันเข้ารับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ผ่านเว็บไซต์คุรุสภา ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 พ.ย. 68  โดยจัดพิธีพระราชทาน ในวันที่ 23 ธ.ค. 68 ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา

ตามนโยบาย รมว.ศธ. นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ ที่มุ่งเน้นการสนับสนุนยกย่องเชิดชูเกียรติครูและบุคลากรทางการศึกษผู้ปฏิบัติงานอย่างมีประสิทธิภาพ มีคุณธรรมและจรรยาบรรณ อันเป็นแบบอย่างที่ดีในการพัฒนาเด็กและเยาวชนให้เติบโตเป็นทรัพยากรที่มีคุณภาพของประเทศ ประกอบกับ มูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์ ได้ประกาศรายชื่อครูอาวุโส ประจำปี 2567 จำนวน 3,773 คน ในจำนวนนี้มีผู้ได้รับเงินช่วยเหลือ จำนวน 45 คนๆละ 20,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 900,000 บาท ซึ่งสำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจะนำครูอาวุโส เข้ารับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ ตามวัน เวลา และสถานที่ที่สำนักพระราชวังกำหนด นั้น

ผศ.ดร.อมลวรรณ  วีระธรรมโม เลขาธิการคุรุสภา กล่าวว่า  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้นายจิรายุ อิศรางกูร ณ อยุธยา องคมนตรี เป็นผู้แทนพระองค์ ในพิธีพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ แก่ครูอาวุโส ประจำปี 2567 ในวันอังคารที่ 23 ธันวาคม 2568 เวลา 14.00 น. ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา สำนักงานเลขาธิการคุรุสภาจึงขอแจ้งให้ครูอาวุโส ประจำปี 2567 ทุกท่าน ลงทะเบียนยืนยันการเข้าร่วมพิธีฯ ผ่านทางเว็บไซต์คุรุสภา www.ksp.or.th หรือ ผ่านทางลิงก์ https://www.ksp.or.th/service/kspmaster/reconfirm.php ตั้งแต่บัดนี้ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2568

ผศ.ดร.อมลวรรณ กล่าวต่อไปว่า หากครูอาวุโสฯ ไม่สามารถเข้าร่วมพิธีฯ ตามกำหนดดังกล่าวได้ ขอให้แจ้งยืนยันการไม่สามารถเข้ารับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติฯ ผ่านระบบลงทะเบียนฯ ด้วย และสามารถติดต่อขอรับเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ และประกาศนียบัตร ด้วยตนเอง หรือมอบอำนาจให้บุคคลอื่นเป็นผู้รับแทนได้ ณ สำนักงานศึกษาธิการจังหวัดที่ท่านเกษียณอายุงาน ทั้งนี้ ช่วงวันและเวลาการขอรับเครื่องหมายฯ สามารถติดตามข้อมูลข่าวสารทางเว็บไซต์ หรือเพจ Facebook ของคุรุสภาและสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด หรือช่องทางกลุ่มไลน์ครูอาวุโส ประจำปี 2567 ขณะที่ครูอาวุโสผู้ได้รับเงินช่วยเหลือ ที่ไม่ได้เข้าร่วมพิธีฯ ให้ติดต่อขอรับเงินด้วยตนเองเท่านั้น โดยนำเอกสารใบสำคัญรับเงิน สำเนาบัตรประชาชน และสำเนาหน้าสมุดบัญชีเงินฝาก ติดต่อขอรับเงินช่วยเหลือ ตั้งแต่วันที่ 24 ธันวาคม 2568 – วันที่ 29 มกราคม 2569 ณ สำนักพัฒนาและส่งเสริมวิชาชีพ กลุ่มยกย่องและผดุงเกียรติวิชาชีพ โทร. 0 2280 4333 ในวันและเวลาราชการ

“การมอบเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือ แก่ครูอาวุโส เป็นหนึ่งในภารกิจสำคัญของคุรุสภา ที่มุ่งเน้นการยกย่องคุณงามความดีของครูผู้เกษียณที่ได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างยาวนานและเป็นแบบอย่างที่ดี การสนับสนุนนี้ไม่เพียงแต่เป็นขวัญกำลังใจ แต่ยังเป็นการตระหนักถึงคุณูปการอันใหญ่หลวงที่คุณครูทุกท่านได้สร้างไว้ให้กับประเทศชาติผ่านการพัฒนาเยาวชน โดยผู้มีสิทธิขอรับพระราชทานเครื่องหมายเชิดชูเกียรติ ประกาศนียบัตร และเงินช่วยเหลือครูอาวุโส ต้องมีคุณสมบัติเป็นผู้ประกอบวิชาชีพทางการศึกษาที่ปฏิบัติงานจนถึงวันเกษียณอายุงาน มีระยะเวลารวมกันไม่น้อยกว่า 30 ปี มีประวัติชีวิตการทำงานดีตลอดมา และมีความประพฤติเป็นแบบอย่างที่ดีตามจารีตของครู และไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย แม้จะได้รับการล้างมลทินแล้วก็ตาม และสำหรับผู้ที่ขอรับเงินช่วยเหลือ ก็จะมีการพิจารณาจากฐานะความเป็นอยู่ ความยากลำบากในการดำรงชีวิต และทรัพย์สินตามหลักเกณฑ์ที่มูลนิธิช่วยครูอาวุโส ในพระบรมราชูปถัมภ์กำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าเงินช่วยเหลือนี้ จะสามารถช่วยครูอาวุโสที่มีความต้องการได้อย่างแท้จริง” เลขาธิการคุรุสภา กล่าว.