สกู๊ปพิเศษ : สกสว.ผนึกเชียงรายจัดแพคเกจวาระแห่งชาติ ‘โซ่ข้อกลาง’ จัดทัพสู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.ผนึกเชียงรายจัดแพคเกจวาระแห่งชาติ ‘โซ่ข้อกลาง’ จัดทัพสู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่

สกู๊ปพิเศษ : สกสว.ผนึกเชียงรายจัดแพคเกจวาระแห่งชาติ ‘โซ่ข้อกลาง’ จัดทัพสู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 16 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สกสว.ผนึกกำลังจังหวัดเชียงราย กางแผน ววน. สู้ภัยพิบัติ 3 ประเด็นใหญ่ รับหน้าที่ ‘โซ่ข้อกลาง’  รวมแพคเกจวาระแห่งชาติแก้ปัญหาน้ำ-แผ่นดินไหว-สารพิษแม่น้ำกก ทำงานเชื่อมโยงกับจังหวัดและทุกภาคส่วน หวังลดการสูญเสียชีวิตและทรัพย์สินให้ได้มากที่สุด

สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) นำโดย ศ. ดร.สมปอง คล้ายหนองสรวง ผู้อำนวยการ สกสว. ร่วมกับนายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย และนางอทิตาธร วันไชยธนวงศ์ นายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเชียงราย พร้อมผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ร่วมประชุมและแถลงข่าวทิศทางการใช้ระบบวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (ววน.) เพื่อรับมือและแก้ไขปัญหาภัยพิบัติในพื้นที่จังหวัดเชียงรายอย่างบูรณาการ โดยเน้นแพคเกจวาระแห่งชาติใน 3 ประเด็นหลัก คือ การแก้ปัญหาน้ำท่วม/น้ำแล้ง การสร้างองค์ความรู้ด้านแผ่นดินไหว และปัญหาเร่งด่วนคือ สารพิษในแม่น้ำกก เพื่อผลักดันให้เชียงรายเป็นต้นแบบการจัดการภัยพิบัติด้วยองค์ความรู้และเทคโนโลยี โดย สกสว.จะเป็น “โซ่ข้อกลาง” สำคัญในการขับเคลื่อนระบบ ววน. ให้เกิดผลกระทบต่อเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน เพื่อป้องกันและเยียวยาผู้ได้รับผลกระทบจากภัยพิบัติใน จ.เชียงราย ถ่ายทอดองค์ความรู้ เสริมอาวุธให้กับประชาชน และเป็นพี่เลี้ยงให้คนที่อยู่หน้างานเตรียมพร้อมสำหรับการแก้ปัญหา รับมือภัยพิบัติ สร้างทักษะที่จำเป็นให้ทุกภาคส่วนและประชาชนมีความพร้อมและปลอดภัยจากภัยพิบัติ เพื่อเป็นส่วนสำคัญในการต่อยอดจากระบบ ววน. โดยมีปัญหาของพื้นที่เป็นตัวตั้ง สู่การปฏิบัติของจังหวัดเชียงรายต่อไปเพื่อเป้าหมาย “Disaster Resilient City” (เมืองแห่งการปรับตัวเพื่อรับมือภัยพิบัติ)

“สกสว.ในฐานะเลขานุการของกองทุน ววน. จะเชื่อมโยงหน่วยนโยบายและหน่วยปฏิบัติในพื้นที่ พร้อมนำองค์ความรู้ที่มีอยู่มาสร้างแพลตฟอร์มให้ประชาชนนำไปใช้ประโยชน์ เช่น สนับสนุนข้อมูลจากกรมประมง งานวิจัยด้านสารพิษ และการซื้อขาย เพื่อสร้างแอปพลิเคชัน “ปลาปลอดภัย” ที่ประชาชนสามารถรับรู้ระดับสารปนเปื้อนในลำน้ำสาขา และจะสามารถบริโภคปลาชนิดใดได้อย่างปลอดภัยหรือมีความเสี่ยง เพื่อสร้างความมั่นใจในการบริหารจัดการสารพิษในแม่น้ำ นอกจากนี้จะขับเคลื่อนการทำงานแบบบูรณาการโดยกำหนดทิศทางและนโยบายของกองทุน ววน. รวมถึงจัดทำแผนปฏิบัติการกลางแบบบูรณาการ ประสานงานกับทุกภาคส่วน เพื่อปฏิบัติการอย่างรวดเร็วและทันท่วงที โดยตั้งงบประมาณเพื่อการรับมือภัยพิบัติทั้งการสร้างองค์ความรู้และหน้างานไม่ต่ำกว่าพันล้านบาทต่อปี” ศ. ดร.สมปองกล่าว

ขณะที่ นายประเสริฐ จิตต์พลีชีพ รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงราย กล่าวว่า จ.เชียงรายประสบปัญหาภัยพิบัติต่างๆ ค่อนข้างมาก ทั้งน้ำท่วม น้ำแล้ง แผ่นดินไหว และสารปนเปื้อนในลำน้ำต่างๆ ซึ่งแผนเตรียมการป้องกันที่ผ่านมายังไม่สมบูรณ์ คณะวิจัยจึงนำประเด็นเหล่านี้ไปศึกษาวิจัยเพื่อเป็นข้อมูลทางวิชาการของเชียงรายและขยายสู่ระดับภาคเหนือ ซึ่งจังหวัดจะนำมาเป็นข้อมูลในการบริหารจัดการภัยเพื่อให้เกิดผลกระทบต่อประชาชนน้อยที่สุด โดยข้อมูลทั้งหมดจะถูกรวบรวมเข้าสู่ศูนย์ข้อมูล PDOSS (ศูนย์บริหารจัดการภัยพิบัติ) เพื่อให้การบริหารงานในปีต่อไปมีประสิทธิภาพมากขึ้น ทั้งนี้ ระบบแจ้งเตือนภัยของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย (ปภ.) ผ่าน Cell Broadcast ครอบคลุมเกือบทุกภัยแล้ว แต่หากจังหวัดมีระบบแจ้งเตือนภัยของเราเองจะใกล้ชิดและเข้าถึงประชาชนได้มากขึ้น ซึ่งมูลค่าความเสียหายจากน้ำท่วมที่เคยเกิดขึ้นประเมินไว้สูงถึง 3 พันกว่าล้านบาท และอาจเกินแสนล้านหากรวมสิ่งปลูกสร้างและถนนหนทางทั้งหมด

ด้าน นายก อบจ.เชียงราย เผยว่า การบูรณาการร่วมกับนักวิจัยและ สกสว. ทำให้เห็นภาพ One Plan One Map ที่นำไปสู่การวิจัยสาเหตุของปัญหาต่างๆ และจัดทำแผนแก้ไขปัญหาส่งให้ภาครัฐแก้ปัญหาอย่างยั่งยืน โดย อบจ.จะนำแผนภาพรวมนี้ไปจัดทำ Master Plan ระดับจังหวัด เพื่อนำส่งต่อภาครัฐในการจัดสรรงบประมาณได้อย่างถูกต้อง และนำข้อมูลส่งต่อให้พี่น้องประชาชนผ่านศูนย์ PDOSS ที่ อบจ. ร่วมดำเนินการกับจังหวัดผ่านแอปพลิเคชันเพื่อการแจ้งเตือนภัย การดูแล และการเยียวยาอย่างทันท่วงที

ในส่วนของภาควิชาการ ศ.ดร.อมร พิมานมาศ นายกสมาคมวิศวกรโครงสร้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า หลังน้ำท่วมปลายปี 2567 ได้นำวิศวกรอาสาเข้าสำรวจพื้นที่พบว่ามีความเสียหายของอาคารบ้านเรือนกว่า 1,700 หลัง ช่วยให้การเบิกจ่ายเงินเยียวยาเป็นไปอย่างทันท่วงที แต่สิ่งที่ต้องเรียนรู้คือรูปแบบความเสียหายจากภัยพิบัติ เพื่อปรับปรุงยกระดับมาตรฐานการก่อสร้างให้ทนทานต่อน้ำ รวมถึงระบบเตือนภัยจากข้อมูลที่ดี และมีเซนเซอร์ตรวจจับที่ช่วยให้ชี้เป้าได้

ขณะที่ รศ.ดร.สุจริต คูณธนกุลวงศ์ ผู้อำนวยการแผนงานการใช้ประโยชน์จากงานวิจัยและนวัตกรรมตามเป้าหมายสำคัญตามยุทธศาสตร์ ววน. น้ำมั่นคง ไม่ท่วม ไม่แล้ง กล่าวเสริมว่า แม้จะมีแผนแม่บททรัพยากรน้ำ แต่การวิจัยจะเข้ามาเสริมให้การแก้ปัญหาให้ครบวงจรโดยเฉพาะการพยากรณ์ล่วงหน้า ซึ่งปัญหาภัยพิบัติทั้งหมดจะต้องถูกกำหนดทิศทางและวงเงินในการรับมือควบคู่กับโอกาสที่จะเกิดภัยพิบัติ ภายใต้ขอบเขตที่ ววน. จะสามารถนำไปขับเคลื่อนได้เพื่อป้องกันอุบัติภัยที่อาจเกิดขึ้นได้ดียิ่งขึ้น

‘ราชภัฏบุรีรัมย์’แปรอักษร น้อมรำลึก’สมเด็จพระพันปีหลวง’

'ราชภัฏบุรีรัมย์'แปรอักษร น้อมรำลึก'สมเด็จพระพันปีหลวง'

‘ราชภัฏบุรีรัมย์’แปรอักษร น้อมรำลึก’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันศุกร์ ที่ 14 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 22.02 น.

คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ร่วม 2,000 คน ทำกิจกรรมจุดเทียนแปรอักษร เป็นภาพริบบิ้น พร้อมข้อความ”พระพันปีหลวง มรภ.บุรีรัมย์” เพื่อแสดงความจงรักภักดี และถวายความอาลัยถวายแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยระลึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

เมื่อวันที่ 14 พฤศจิกายน 2568 รศ.ดร.ศิราณี จุโฑปะมา รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ เป็นประธานในพิธีจุดธูปเทียน บูชาเครื่องทองน้อย และอ่านคำกล่าวถวายความอาลัย ต่อหน้าพระฉายาลักษณ์ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ในการจัดกิจกรรม “แปรอักษร น้อมรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนารถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง” ที่บริเวณสนามกีฬากลางมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.บุรีรัมย์

จากนั้น รักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ ได้นำคณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษา ที่แต่งกายด้วยชุดปกติขาว และชุดนักศึกษาไว้ทุกข์สีขาวดำ พร้อมใจกันยืนสงบนิ่งก้มศีรษะเป็นระยะเวลา 93 วินาที เพื่อแสดงออกถึงความจงรักภักดี และความอาลัย น้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง

ก่อนจะร่วมกันจุดเทียน แปรอักษรเป็นภาพริบบิ้น พร้อมข้อความ “พระพันปีหลวง มรภ.บุรีรัมย์” และขับร้องเพลงสดุดีแม่พระไทย เพลงสรรเสริญพระบารมี เพลงอาศริวาทราชภัฎ เพลงสดุดีพระแม่ไทย และเพลงชาติไทย จนเสียงดังกึกก้องทั่วพื้นที่ เป็นภาพที่สวยงามและยิ่งใหญ่ เต็มไปด้วยพลังแห่งความจงรักภักดี

โดยรักษาราชการแทน อธิการบดีมหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์ กล่าวถวายความอาลัยความตอนหนึ่งว่า “แม้การเสด็จสวรรคตของพระองค์ จะเป็นความสูญเสียอันใหญ่หลวง แต่พระราชจริยวัตร อันงดงามและพระราชกรณียกิจอันทรงคุณค่าจะยังคงสถิต อยู่ในใจของปวงข้าพระพุทธเจ้าตลอดไป ขอพระองค์เสด็จสู่แดนสรวง ไทยทั้งปวงน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณตราบนิรันดร์ ข้าพระพุทธเจ้า คณะผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ และนักศึกษามหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์”

– 006

สถานทูตไทยกรุงโซล นำคนไทยในต่างแดน ถวายความอาลัยแด่’สมเด็จพระพันปีหลวง’

สถานทูตไทยกรุงโซล นำคนไทยในต่างแดน ถวายความอาลัยแด่'สมเด็จพระพันปีหลวง'

สถานทูตไทยกรุงโซล นำคนไทยในต่างแดน ถวายความอาลัยแด่’สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 15.38 น.

สถานทูตไทยกรุงโซลนำคนไทยในต่างแดนร่วมใจถวายความอาลัยแด่สมเด็จพระพันปีหลวง

13 พฤศจิกายน 2568 พระครูสมุห์สนิทวงศ์ วุฑฺฒิวํโส ผู้อำนวยการสำนักสื่อสารองค์กร วัดพระธรรมกาย จังหวัดปทุมธานี เปิดเผยว่า สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล ได้จัดพิธีบำเพ็ญกุศลปัณรสมวาร (ครบ 15 วัน) เมื่อวันที่ 7 พฤศจิกายน 2568 ที่ผ่านมา เพื่ออุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พร้อมพิธีลงนามถวายความอาลัย ณ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล สาธารณรัฐเกาหลี

พิธีครั้งนี้จัดขึ้นด้วยบรรยากาศสงบ เปี่ยมด้วยความจงรักภักดี โดยมี พระครูใบฎีกาจิระศักดิ์ เกตุเมโธ เจ้าอาวาสวัดพุทธาราม เป็นประธานฝ่ายสงฆ์ พร้อมคณะสงฆ์จากวัดภาวนาโซลร่วมประกอบพิธีเจริญพระพุทธมนต์ ส่วนฝ่ายฆราวาสมี นายธานี แสงรัตน์ เอกอัครราชทูต ณ กรุงโซล เป็นประธาน นำข้าราชการ เจ้าหน้าที่ ทีมประเทศไทย คู่สมรส และชุมชนชาวไทยในสาธารณรัฐเกาหลี เข้าร่วมพิธีด้วยความพร้อมเพรียงและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้

ผู้เข้าร่วมพิธีต่างแต่งกายอย่างสุภาพ สำรวมจิตใจร่วมถวายสักการะ กล่าวคำอุทิศถวายพระราชกุศล และร่วมลงนามถวายความอาลัย สะท้อนถึงสายใยแห่งความผูกพันระหว่างคนไทยในต่างแดนกับสถาบันพระมหากษัตริย์ซึ่งเป็นศูนย์รวมแห่งความรัก ความภาคภูมิใจ และเอกลักษณ์ความเป็นไทย พิธีบำเพ็ญกุศลครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแสดงความจงรักภักดี และอุทิศถวายเป็นพระราชกุศลแด่สมเด็จพระพันปีหลวงเท่านั้น แต่ยังเป็นโอกาสให้คนไทยในต่างแดนได้รวมพลังแห่งศรัทธาแสดงความกตัญญูต่อแผ่นดินและต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ รวมถึงเป็นการสืบสานขนบธรรมเนียมทางพระพุทธศาสนาที่เชื่อมโยงใจคนไทยทั่วโลกให้มั่นคงในธรรมะและความดีงาม.

012

​เสียงจากเยาวชน! ยื่น 6 ข้อเรียกร้องด่วน ก่อนขึ้นเวที ‘COP30’ หวังแก้ปัญหา ‘โลกรวน’

​เสียงจากเยาวชน! ยื่น 6 ข้อเรียกร้องด่วน ก่อนขึ้นเวที ‘COP30’ หวังแก้ปัญหา ‘โลกรวน’

​เสียงจากเยาวชน! ยื่น 6 ข้อเรียกร้องด่วน ก่อนขึ้นเวที ‘COP30’ หวังแก้ปัญหา ‘โลกรวน’

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.30 น.

ขณะที่ทั่วโลกเตรียมพร้อมสำหรับการประชุมรัฐภาคีกรอบอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศครั้งที่ 30 หรือ COP30 ในสัปดาห์นี้ เด็กและเยาวชนนักเคลื่อนไหวและนักรณรงค์ด้านสิ่งแวดล้อมกว่า 360 คนทั่วประเทศไทย ได้ร่วมกันส่งเสียงเรียกร้องให้ผู้นำเร่งดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศอย่างเร่งด่วนและทั่วถึง

เสียงของพวกเขารวบรวมจากการประชุมปรึกษาหารือเยาวชน 4 ภูมิภาคทั่วประเทศ ซึ่งจัดขึ้นโดย องค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย ร่วมกับ กรมการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศและสิ่งแวดล้อม (DCCE) เมื่อเร็วๆนี้ โดยผลการหารือสะท้อนให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศได้ส่งผลกระทบต่อชีวิตของเด็กและเยาวชนแล้วอย่างชัดเจน ขณะเดียวกันก็แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของพวกเขาที่จะมีส่วนร่วมในการแก้ไขปัญหานี้ด้วยตนเอง

เด็กและเยาวชนที่เข้าร่วมเป็นตัวแทนจาก 97 เครือข่ายเยาวชนทั่วประเทศ ทั้งกลุ่มนักเรียน เยาวชนชาติพันธุ์ที่ทำงานอนุรักษ์ป่าและธรรมชาติ รวมถึงเยาวชนที่ขับเคลื่อนประเด็นสิ่งแวดล้อมในพื้นที่ต่างๆ ของประเทศไทย การปรึกษาหารือเปิดโอกาสให้เยาวชนได้แบ่งปันประสบการณ์ ความกังวล และข้อเสนอแนะต่อการกำหนดนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศ โดยมีจุดร่วมสำคัญคือ เยาวชนต้องการให้เสียงของพวกเขาได้รับการรับฟังและนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงที่เป็นรูปธรรม

อเล็กซ์ – ชัยรัตน์ ดิ๊ผอ อายุ 19 ปี เยาวชนจากกลุ่มชาติพันธุ์ใน จ.เชียงใหม่ หนึ่งในผู้เข้าร่วมการปรึกษาหารือภาคเหนือ และเป็นหนึ่งในตัวแทนเยาวชนไทย 9 คน ที่จะร่วมเดินทางไปกับคณะผู้แทนไทยเข้าร่วมการประชุม COP30 ที่ประเทศบราซิล ระหว่างวันที่ 10–21 พฤศจิกายน 2568 กล่าวว่า ในชุมชนของผม ความร้อนที่สูงขึ้นและภัยแล้งทำให้หลายครอบครัวปลูกพืชได้ยากขึ้นและมีรายได้น้อยลง เมื่อพืชผลเสียหาย เด็กมักเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบ บางคนต้องออกจากโรงเรียนเพื่อช่วยครอบครัว เราอยากให้ผู้นำฟังเรื่องราวของเรา และลงมือปกป้องอนาคตของพวกเรา

ขณะเดียวกัน นันท์นภัส พงศ์วิฑูรย์ เยาวชนวัย 23 ปี ผู้ประสานงานของ GYBN Thailand และ Project Manager ของ Local Conference of Youth (LCOY) Thailand 2025 ซึ่งจะร่วมเดินทางไปประชุม COP30 กับคณะผู้แทนไทย กล่าวว่า LCOY พบว่ากุญแจสำคัญในการขับเคลื่อนการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น คือการร่วมมือกันอย่างใกล้ชิดระหว่างคนต่างรุ่นและหลากหลายภาคส่วน

เราได้เรียนรู้ว่าแม้เยาวชนจะมีความสนใจและมุ่งมั่นต่อการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศมากขึ้น แต่สิ่งที่ยังขาดคือความร่วมมืออย่างแท้จริงระหว่างคนรุ่นต่าง ๆ เยาวชนไม่ได้เพียงสนใจนโยบายด้านสิ่งแวดล้อมเท่านั้น แต่เราพร้อมลงมือปฏิบัติ และความตั้งใจของเรายังขยายจากระดับท้องถิ่นไปสู่ระดับโลกด้วย

เยาวชนจากทั่วประเทศได้เสนอ 6 ข้อเรียกร้องเร่งด่วน เพื่อปกป้องสุขภาพ ความเป็นอยู่ และความมั่นคงของทรัพยากรน้ำ โดยมุ่งเน้นไม่ให้มีเด็กคนใดถูกทิ้งไว้ข้างหลัง ได้แก่ 1.ระบบสาธารณสุขที่ตอบสนองต่อความเสี่ยงจากสภาพภูมิอากาศ เช่น ความร้อนจัด มลพิษ PM2.5 โรคไข้เลือดออก และผลกระทบทางจิตใจจากภัยพิบัติ , 2.การศึกษาด้านสภาพภูมิอากาศสำหรับนักเรียนทุกคน เพื่อให้เด็กมีทักษะในการรับมือภัยพิบัติ การเกษตรที่ยั่งยืน และการจัดการของเสีย , 3.เศรษฐกิจที่เป็นธรรมและยั่งยืน โดยผู้ก่อมลพิษต้องรับผิดชอบ พร้อมเสริมความแข็งแกร่งให้ภาคอาชีพในท้องถิ่น เช่น เกษตรกรรมและการท่องเที่ยว ให้สามารถรับมือกับผลกระทบจากสภาพภูมิอากาศ , 4.การจัดการภัยพิบัติที่ขับเคลื่อนโดยชุมชนและครอบคลุมทุกกลุ่ม มีระบบเตือนภัยที่ทั่วถึงและมาตรการอพยพที่คำนึงถึงความปลอดภัยของเด็ก , 5.ความมั่นคงด้านน้ำสำหรับทุกคน ผ่านการปกป้องลุ่มน้ำ การควบคุมมลพิษ และการใช้ภูมิปัญญาท้องถิ่นในการบริหารจัดการ และ 6.การสร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนอย่างจริงจัง เช่น การจัดเก็บภาษีพลาสติกระดับประเทศ และสนับสนุนธุรกิจชุมชนที่แปรรูปของเสียให้เกิดมูลค่า

นางเซเวอรีน เลโอนาร์ดี รองผู้แทนองค์การยูนิเซฟ ประเทศไทย กล่าวว่า เสียงของเยาวชนเหล่านี้คือการเรียกร้องให้เกิดการดำเนินการในระดับประเทศ เยาวชนได้แสดงให้เห็นอย่างชัดเจนว่าพวกเขาไม่เพียงกังวลต่อวิกฤตสภาพภูมิอากาศ แต่ยังพร้อมจะเป็นผู้นำและร่วมลงมือ ยูนิเซฟจึงขอเรียกร้องให้แนวทางและนโยบายด้านสภาพภูมิอากาศของประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นแผนการปรับตัวแห่งชาติ (NAP) และเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (NDC) สะท้อนความต้องการของเด็กและเยาวชนด้วย ขณะที่เรากำลังก้าวสู่การประชุม COP30 นี่คือช่วงเวลาสำคัญที่ประเทศไทยจะได้แสดงภาวะผู้นำ โดยให้ความต้องการและเสียงของเด็กเป็นหัวใจสำคัญของการตัดสินใจด้านสภาพภูมิอากาศ

นอกจากนี้ เยาวชนยังได้เสนอให้มีการจัดตั้ง เครือข่ายเยาวชนด้านสภาพภูมิอากาศระดับภูมิภาค ที่ได้รับการสนับสนุนจากภาครัฐ รวมถึงการจัดตั้ง กองทุนเยาวชนเพื่อการดำเนินการด้านสภาพภูมิอากาศระดับประเทศ และการออกนโยบายที่คุ้มครองสิทธิเด็กในช่วงการเปลี่ยนผ่านสู่เศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

จากผลสำรวจ U-Report ปี 2567 พบว่า แม้กว่าร้อยละ 90 ของเยาวชนไทยต้องการมีส่วนร่วมในประเด็นสภาพภูมิอากาศ แต่มีเพียง ร้อยละ 34 ที่ได้รับโอกาสนั้นจริง ข้อมูลนี้สอดคล้องกับรายงาน จากรุ่นสู่รุ่น ในโลกใบเดียวกัน” (Between Generations, One Planet)” ของยูนิเซฟเมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ซึ่งระบุว่าแม้เยาวชนจะเป็นพลังสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้และขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงด้านสภาพภูมิอากาศ แต่พวกเขายังมีส่วนร่วมในกระบวนการตัดสินใจน้อยเกินไป

เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของเยาวชนมากขึ้น ยูนิเซฟจึงได้จัดทำ แคมเปญ #CountMeIn 2025 “จากเหนือจรดใต้ ทุกเสียงของเด็กมีความหมาย: รับฟัง ลงมือทำ รับมือโลกรวน ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนมีบทบาทมากขึ้นในการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศ โดยได้รับการสนับสนุนอย่างเป็นรูปธรรมจากทุกภาคส่วนของสังคม นอกจากนี้ ยูนิเซฟยังสนับสนุนให้ชัยรัตน์, นันท์นภัส และตัวแทนเยาวชนไทย ได้นำเสียงและข้อเสนอของพวกเขาไปสู่การประชุม COP30 เพื่อให้มุมมองของเด็กและเยาวชนไทยได้รับการสะท้อนในเวทีเจรจาระดับโลก

การเปิดโอกาสให้เยาวชนมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่เพียงเป็นสิ่งที่ถูกต้อง แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญต่อการแก้ไขปัญหาสภาพภูมิอากาศอย่างยั่งยืน เด็กและเยาวชนคือผู้อยู่แนวหน้าของวิกฤตสภาพภูมิอากาศ มุมมองและภาวะผู้นำของพวกเขามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการสร้างประเทศไทยที่มีความยืดหยุ่นต่อการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในอนาคต” เลโอนาร์ดี กล่าวปิดท้าย

จุฬาฯ เปิดบ้านจุดพลังผู้นำแห่งอนาคต! ‘CBS Grand Open House 2025’ ก้าวสู่…ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด

จุฬาฯ เปิดบ้านจุดพลังผู้นำแห่งอนาคต! ‘CBS Grand Open House 2025’ ก้าวสู่...ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด

จุฬาฯ เปิดบ้านจุดพลังผู้นำแห่งอนาคต! ‘CBS Grand Open House 2025’ ก้าวสู่…ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด

วันพฤหัสบดี ที่ 13 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (Chulalongkorn Business School) จัดงาน “CBS Grand Open House 2025” เพื่อแนะนำหลักสูตรระดับปริญญาตรี หลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติ (BBA) ปริญญาตรีโท และเอก พร้อมกิจกรรมให้ความรู้ และแนะแนวเส้นทางอาชีพจากคณาจารย์ ศิษย์เก่า และผู้เชี่ยวชาญในวงการธุรกิจ เพื่อสะท้อนการเรียนรู้ที่ปรับตัวอย่างชาญฉลาดในโลกธุรกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

เปิดสองเส้นทางแห่งอนาคต จาก “โอกาส” สู่ “ความเชี่ยวชาญ” โดยแบ่งออกเป็นสองช่วง ได้แก่ ช่วงเช้า (09.00–12.00 น.) – หลักสูตรบริหารธุรกิจนานาชาติ (BBA) ภายใต้แนวคิด “Unlock Possibilities, Create Your Own Tomorrow” ก้าวสู่ความเป็นไปได้ไม่มีสิ้นสุด สร้างวันพรุ่งนี้ที่เป็นของคุณ เปิดโลกการเรียนรู้กับ 4 สาขายอดนิยมที่ตอบโจทย์ยุคดิจิทัล อาทิ 1.Digital Business Management , 2.Financial Analysis and Investment , 3.Brand and Marketing Management และ 4.Accounting

และช่วงบ่าย (13.00–17.00 น.) หลักสูตรระดับบัณฑิตศึกษา (Master & Ph.D) ภายใต้แนวคิด “MASTER MOVES TO WIN CHANGES” หลักสูตรปริญญาโท–เอก (Master & Ph.D) , หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารธุรกิจ Master of Business Administration , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการกำกับดูแลกิจการ M.Sc. in Corporate Governance , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ M.Sc. in Information Technology in Business , หลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต Master of Accountancy , หลักสูตรการจัดการมหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (นานาชาติ) Master of Management International Business , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถิติและวิทยาการข้อมูล M.S. in Statistics and Data Science , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการประกันภัย  M.Sc. in Insurance , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการพัฒนาซอฟต์แวร์ด้านธุรกิจ M.Sc. in Business Software Development , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการเงิน (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) M.S. in Finance (English Program) , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต วิศวกรรมการเงิน (หลักสูตรภาษาอังกฤษ) M.Sc. in Financial      Engineering (English Program) , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต การจัดการแบรนด์และการตลาด , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต การจัดการแบรนด์และการตลาด (ภาคภาษาอังกฤษ) (มี 2 หลักสูตรเป็นภาคไทยและอังกฤษ) Master in Branding and Marketing , หลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาธุรกิจ Master of Science in Business , หลักสูตรบริหารธุรกิจดุษฎีบัณฑิต (หลักสูตรภาษาอังกฤษ)  Doctor of Philosophy in Business (English Program) ,หลักสูตรศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาบัญชี   Doctor of Philosophy in Accountancy , Chula LGO

โดยหลักสูตร Chula LGO ได้รับการพัฒนาร่วมกันโดย คณะวิศวกรรมศาสตร์ และ คณะพาณิชยศาสตร์และการบัญชี จุฬาฯ ร่วมกับ MIT Leaders for Global Operations (MIT LGO) มุ่งสร้างผู้นำแห่งอนาคตที่มีทักษะรอบด้าน พร้อมรับมือกับความท้าทายของอุตสาหกรรมยุคดิจิทัลและเศรษฐกิจโลก ผ่านการเรียนรู้ที่เน้น การบูรณาการความรู้ด้านวิศวกรรม เทคโนโลยี และการบริหารธุรกิจ ควบคู่กับโอกาสในการร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมจริง เพื่อเสริมศักยภาพบุคลากร สร้างนวัตกรรม และขับเคลื่อนการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในอนาคต นอกจากนี้ภายในงานยังมีกิจกรรม Private Consult ให้คำปรึกษาแบบตัวต่อตัว สำหรับผู้สนใจศึกษาต่อในระดับปริญญาเอก

ปชช.-คณะบุคคล เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ปชช.-คณะบุคคล เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

ปชช.-คณะบุคคล เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพ‘สมเด็จพระพันปีหลวง’

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 19.15 น.

ประชาชน-คณะบุคคล เข้าวางพวงมาลาถวายราชสักการะและกราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ”สมเด็จพระพันปีหลวง”

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ตามที่สำนักพระราชวัง ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง บนพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่เวลา 08.00 – 21.00 น.สำหรับวันนี้นับเป็นวันที่ 4 ที่เปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบืัองหน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

ตั้งแต่เช้าได้มีประชาชนทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด แต่งกายด้วยชุดสุภาพสีดำไว้ทุกข์ ทยอยเดินทางผ่านจุดคัดกรองที่ท้องสนาทหลวง เข้าสู่พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท และมีคณะบุคคลต่างๆ อาทิ คุณหญิงปัทมา – ดร.สมศักดิ์ ลีสวัสดิ์ตระกูล, บริษัท มิตซูบิชิ ประเทศไทย จำกัด, บริษัท ไทย-เอ็มซี จำกัด, คณะนักศึกษาผู้อบรมหลักสูตรผู้นำการพัฒนาอย่างยั่งยืน ที่จัดทำขึ้นโดยมูลนิธิชัยพัฒนา เข้าวางพวงมาลาถวายราชสักการะและกราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ด้วยความอาลัยและซาบซึ้งในพระมหากรุณาธิคุณที่ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทยตลอดมา โดยมีเจ้าหน้าที่และจิตอาสา คอยดูแลอำนวยความสะดวกตลอดเส้นทาง

– 006

‘นฤมล’ ต้อนรับ ‘หมอนทองวิทยา’ ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง พร้อมตั้ง อ.สกล นั่งที่ปรึกษาสพฐ.

'นฤมล' ต้อนรับ 'หมอนทองวิทยา' ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง พร้อมตั้ง อ.สกล นั่งที่ปรึกษาสพฐ.

‘นฤมล’ ต้อนรับ ‘หมอนทองวิทยา’ ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง พร้อมตั้ง อ.สกล นั่งที่ปรึกษาสพฐ.

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 17.57 น.

“รมว.นฤมล”ต้อนรับฮีโร่“หมอนทองวิทยา” ปลุกพลังเยาวชนลูกหนัง พร้อมเชิญ“อาจารย์สกล”นั่งที่ปรึกษา สพฐ.ร่วมพัฒนาโรงเรียนกีฬาฟุตบอล สานฝันเด็กไทยสู่เส้นทางนักกีฬาอาชีพ

เมื่อวันที่ 12 พฤศจิกายน 2568 ที่กระทรวงศึกษาธิการ ศาสตราจารย์ ดร.นฤมล ภิญโญสินวัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ พร้อมด้วย นายอรรถกร ศิริลัทธยากร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และนายพิเชฐ โพธิ์ภักดี เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ให้การต้อนรับทีมนักฟุตบอลและโค้ชโรงเรียนหมอนทองวิทยา อำเภอบางน้ำเปรี้ยว จังหวัดฉะเชิงเทรา ที่สร้างปรากฏการณ์แฟนบอลเชียร์แน่นสนามศุภชลาศัย ในศึกฟุตบอลนักเรียน 7 คน นำโดย นายสกล เกลี้ยงประเสริฐ โค้ชทีมฟุตบอลโรงเรียนหมอนทองวิทยา พร้อมด้วยนักเตะเยาวชน และนายใย ยศยิ่ง ผู้อำนวยการโรงเรียนหมอนทองวิทยา

ศ.ดร.นฤมล กล่าวชื่นชมความมุ่งมั่นของนักเรียนและครูผู้ฝึกสอน ที่สามารถผลักดันให้โรงเรียนหมอนทองวิทยาเป็นที่รู้จักในระดับประเทศ และเป็นต้นแบบของโรงเรียนที่มีศักยภาพ เด็กมีความสามารถ มีหัวใจนักสู้ และได้รับแรงสนับสนุนจากครูและผู้บริหารที่ทุ่มเท จนกลายเป็นกระแสโด่งดังไปทั่วประเทศ โดยกระทรวงศึกษาธิการให้ความสำคัญกับการส่งเสริมกีฬาในสถานศึกษา โดยเฉพาะโรงเรียนในสังกัด สพฐ. ซึ่งเป็นหน่วยงานหลักในการพัฒนาเยาวชนทั้งด้านวิชาการและทักษะชีวิ

”กระทรวงศึกษาธิการจะผลักดันให้จัดตั้งโรงเรียนกีฬาฟุตบอล ภายใต้สังกัด สพฐ. ตามข้อเสนอของอาจารย์สกล และได้ขอเชิญอาจารย์สกล ซึ่งมีประสบการณ์ มาเป็นที่ปรึกษาของ สพฐ. เพื่อร่วมกันวางแนวทางพัฒนาโรงเรียนกีฬาฟุตบอลในทุกภูมิภาค โดยจะจัดทำแผนระยะยาวในการบูรณาการงบประมาณ สนับสนุนอุปกรณ์การฝึกซ้อม และพัฒนาโค้ชผู้ฝึกสอน สร้างระบบการเรียนรู้และการฝึกกีฬาให้มีมาตรฐานระดับประเทศ เพื่อเป็นต้นแบบของการพัฒนาเยาวชนด้านกีฬาอย่างเป็นระบบ ให้เด็กได้เรียนรู้ควบคู่กับการฝึกฝนในสิ่งที่รัก และมีโอกาสเติบโตในสายอาชีพนักกีฬาในอนาคต” ศ.ดร.นฤมล กล่าว

ศ.ดร.นฤมล กล่าวต่อว่า สำหรับประเด็นที่โรงเรียนหมอนทองวิทยาแจ้งว่า ยังขาดแคลนหอพักนักเรียน ห้องเก็บอุปกรณ์กีฬา ห้องฟิตเนส และอาคารฝึกซ้อมที่ยังไม่เพียงพอนั้น ได้มอบหมายให้ทาง สพฐ. เตรียมจัดงบประมาณลงไปดูแลให้เรียบร้อยแล้ว ปีหน้าเราก็จะตามเชียร์กันต่อไป และหวังว่าน้อง ๆ จะคว้าชัยชนะมาให้ชาวบางน้ำเปรี้ยวได้ชื่นชมอีกครั้ง ขอให้ทุกคนประสบความสำเร็จ

ด้านนายอรรถกร กล่าวว่า ตนในฐานะ ส.ส.ฉะเชิงเทรา ขอขอบคุณน้อง ๆ และผู้บริหารโรงเรียนหมอนทองวิทยาที่นำความสุขมาให้คนไทย และสร้างความภาคภูมิใจให้คนบางน้ำเปรี้ยว สิ่งหนึ่งที่ตนตั้งใจจะทำมาตั้งแต่ก่อนนัดชิง คืออยากมอบของขวัญที่ไม่ใช่สิ่งของที่ใช้แล้วหมดไป แต่เป็นสิ่งที่น้อง ๆ จะเก็บไว้ระลึกได้ตลอดไป ว่าครั้งหนึ่งพวกคุณคือฮีโร่ของคนฉะเชิงเทราและประเทศไทย

“จากนี้จะได้ทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวงศึกษาธิการกับกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ในการพัฒนากีฬาในระดับเยาวชน ผมขอขอบคุณทีมหมอนทองวิทยาจากใจ และขอให้น้อง ๆ ทุกคนประสบความสำเร็จและมีความสุขมาก ๆ”นายอรรถกร กล่าว

ในโอกาสนี้ ผอ.โรงเรียนหมอนทองวิทยา ได้กล่าวขอบคุณกระทรวงศึกษาธิการ และนายสุธี พงษ์เพียรชอบ ผู้ช่วยเลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ปฏิบัติหน้าที่เลขานุการรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) ที่ได้ลงพื้นที่ติดตามสถานการณ์จริง ตรวจสอบปัญหาความเดือดร้อน และเร่งรัดงบประมาณซ่อมแซมอาคารเรียน ห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ที่เกิดเหตุเพลิงไหม้เมื่อเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา รวมถึงโครงการขยายเขตไฟฟ้าเพื่อรองรับสถานีชาร์จรถ EV และระบบโซลาร์เซลล์ ซึ่งจะช่วยให้โรงเรียนมีความพร้อมทั้งด้านพลังงานและสิ่งแวดล้อม

จากนั้น ทีมหมอนทองวิทยาได้โชว์ทักษะฟุตบอลที่สนามหน้ากระทรวงศึกษาธิการ ท่ามกลางบรรยากาศอบอุ่นและเป็นกันเอง โดยมี ศ.ดร.นฤมล และนายอรรถกร ร่วมชมและให้กำลังใจอย่างใกล้ชิด

เปิดเวที Thailand SynBio Challenge 2025 จุดประกายเยาวชนต่อยอด‘ชีววิทยาสังเคราะห์’สู่ภาคอุตฯ

เปิดเวที Thailand SynBio Challenge 2025 จุดประกายเยาวชนต่อยอด‘ชีววิทยาสังเคราะห์’สู่ภาคอุตฯ

เปิดเวที Thailand SynBio Challenge 2025 จุดประกายเยาวชนต่อยอด‘ชีววิทยาสังเคราะห์’สู่ภาคอุตฯ

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 11.12 น.

SynBio Forum 2025 รวมพลังไทย-นานาชาติ ขับเคลื่อน‘ชีววิทยาสังเคราะห์’สู่เศรษฐกิจอนาคต เปิดเวที Thailand SynBio Challenge 2025 จุดประกายเยาวชนไทยต่อยอดงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม

วานนี้ (11 พฤศจิกายน 2568) Thailand SynBio Consortium รวมพลังเดินหน้าสู่ก้าวใหม่ของเศรษฐกิจชีวภาพ  ในงาน “SynBio Forum 2025” เวทีสำคัญที่แสดงถึงความร่วมมือจากทั้งภาคนโยบาย สถาบันวิจัย เอกชน และเยาวชน เพื่อผลักดันชีววิทยาสังเคราะห์ให้เป็นเทคโนโลยีแห่งอนาคต ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ สังคม และความยั่งยืนของประเทศ พร้อมทั้งเปิดตัว “Thailand SynBio Challenge” การประกวดเชิงสร้างสรรค์เพื่อเฟ้นหาคนรุ่นใหม่ที่พร้อมเปลี่ยนวิทยาศาสตร์เป็นนวัตกรรมระดับโลก

งาน SynBio Forum 2025 จัดขึ้นควบคู่กับ “Engineering Biology Symposium” ซึ่งเป็นความร่วมมือระหว่างสหราชอาณาจักรและภูมิภาคอาเซียน เพื่อเปิดเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองด้านการประยุกต์ใช้วิศวกรรมชีวภาพในการแก้ปัญหาความมั่นคงทางอาหาร การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ และความยั่งยืนของโลก สะท้อนแนวคิดของงาน “Greater Impact through Collaboration” ที่มุ่งสร้างผลลัพธ์อันทรงพลังจากการร่วมมือกันของนานาชาติ

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวแสดงความยินดีต่อการลงนามความร่วมมือของภาคีเครือข่าย Thailand SynBio Consortium อย่างเป็นทางการ เพื่อเป็นกลไกเชื่อมโยงมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย ภาครัฐ และภาคเอกชน ภายใต้วิสัยทัศน์ “ชีววิทยาสังเคราะห์สร้างโอกาสใหม่ทางเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนประเทศไทยสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืนบนพื้นฐานโมเดลเศรษฐกิจชีวภาพ เศรษฐกิจหมุนเวียน และเศรษฐกิจสีเขียว (BCG)” โดยได้ย้ำถึง 3 นโยบายสำคัญของกระทรวง อว. คือ การขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง และการเติบโตสีเขียว ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนา SynBio ของไทย

นายเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวว่า SynBio ถือเป็น “แนวรบใหม่” ของนวัตกรรมอุตสาหกรรม ที่จะทำให้ชีววิทยาเป็นกลไกสำคัญของเศรษฐกิจยุคใหม่ การลงนามในความร่วมมือฯ ของ  Thailand SynBio Consortium ในครั้งนี้ จึงเป็นการแสดงพลังของ “One Thailand Team” ที่จะร่วมกันขับเคลื่อนอนาคตนวัตกรรมชีวภาพของไทย นำผลงานวิจัยเชิงลึกไปสู่การใช้ประโยชน์เชิงอุตสาหกรรมอย่างแท้จริง

ขณะที่ ดร.สิริพร พิทยโสภณ รองผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวถึงบทบาทสำคัญของหน่วยงานที่เป็นกลไกกลางเชื่อมโยงภาคส่วนต่าง ๆ ให้ร่วมขับเคลื่อนประเทศไทยให้ก้าวสู่การเป็นศูนย์กลางด้าน SynBio ของภูมิภาค พร้อมกล่าวถึงความร่วมมือระหว่าง สอวช. กับ UNESCO ในการพัฒนาแนวทางหลักสูตร Engineering Biology เพื่อวางรากฐานสู่ระดับสากล

นอกจากนี้ยังได้รับเกียรติจากนายกิตติพงศ์ ลิ่มสุวรรณโรจน์ กรรมการบริหาร ส.อ.ท. กล่าวถึงความคืบหน้าของภาคีเครือข่ายฯ และการริเริ่มโครงการ gene editing ในมันสำปะหลังไทย ซึ่งไม่ถือเป็นการดัดแปรพันธุกรรม (non GMOs) โดยเป็นความร่วมมือระหว่างนักวิจัย ภาครัฐ และภาคอุตสาหกรรมทั้งในและต่างประเทศ เป็นต้นแบบสำหรับการปรับแต่งพันธุ์อื่น ๆ ที่อุตสาหกรรมต้องการได้

ผศ. ดร.พูลศักดิ์ โกษียาภรณ์ รองผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) กล่าวถึงบทบาทของกองทุนส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัย และนวัตกรรม (ววน.) ที่จะสนับสนุนกิจกรรมของ Thailand SynBio Consortium รวมถึง ผศ. ดร.กานดา บุญโสธรสถิตย์ ผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.) ได้กล่าวเสริมถึงความสำคัญของชีววิทยาสังเคราะห์ที่จำเป็นต้องได้รับการสนับสนุนอย่างต่อเนื่อง เพื่อผลักดันให้ต่อยอดสู่การพัฒนาเศรษฐกิจ BCG และ ดร.จิตติ มังคละศิริ รองผู้อำนวยการหน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.) กล่าวแสดงความมุ่งมั่นในการการสนับสนุนงานวิจัยขั้นแนวหน้า พัฒนากำลังคน และโครงสร้างพื้นฐานเพื่อขับเคลื่อนชีววิทยาสังเคราะห์ของประเทศไทย

ภายในงาน SynBio Forum 2025 มีการจัดเวทีเสวนาและกิจกรรมสำคัญตลอดทั้งวัน เพื่อเชื่อมโยงงานวิจัย นโยบาย และอุตสาหกรรมด้านชีววิทยาสังเคราะห์ของไทยกับความร่วมมือระดับโลก โดยมี Session พิเศษที่จัดร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการนโยบายเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ในการนำเสนอธุรกิจและเทคโนโลยีด้านชีววิทยาสังเคราะห์จากนานาประเทศ เพื่อแสดงถึงศักยภาพของธุรกิจนวัตกรรม (Innovation Driven Enterprise) ในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชีวภาพ  เพื่อส่งเสริมการเชื่อมโยงการวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรมและสร้างโอกาสความร่วมมือทางธุรกิจระหว่างนักลงทุนไทยกับพันธมิตรต่างประเทศ

อีกหนึ่งกิจกรรมไฮไลต์ของงานปีนี้คือการแข่งขัน Thailand SynBio Challenge 2025: Designing the Protein for Tomorrow ที่เปิดเวทีให้นักศึกษาและนักวิจัยรุ่นใหม่จากทั่วประเทศ นำเสนอแนวคิดด้านชีววิทยาสังเคราะห์เพื่อออกแบบโปรตีนแห่งอนาคตที่ตอบโจทย์อุตสาหกรรมและความยั่งยืน โดยมีผู้สนใจเข้าร่วมส่งไอเดียประกวดกว่า 29 ทีม และมีทีมที่ผ่านการคัดเลือก จำนวน 9 ทีม จากมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล โรงเรียนกำเนิดวิทย์ มหาวิทยาลัยพะเยา โรงเรียนนิวตัน (The Newton Sixth Form School) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รังสิต และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี โดยผู้ชนะ 3 ทีมจะได้รับรางวัลเดินทางไปศึกษาดูงาน ณ สถาบันเทคโนโลยีขั้นสูงเซินเจิ้น (SIAT) เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และสร้างเครือข่ายกับนักวิจัยระดับนานาชาติ

งาน SynBio Forum 2025 เป็นการรวมพลังของภาครัฐ เอกชน และสถาบันวิชาการ พร้อมด้วยพันธมิตรจากหลายประเทศ เพื่อยกระดับประเทศไทยสู่การเป็นศูนย์กลางนวัตกรรมชีววิทยาสังเคราะห์แห่งภูมิภาคอาเซียน

รวพ.เชื่อม 3 หน่วยบริหารทุนวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพ ส่งต่อผลงานวิจัยถึงปลายน้ำ

รวพ.เชื่อม 3 หน่วยบริหารทุนวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพ ส่งต่อผลงานวิจัยถึงปลายน้ำ

รวพ.เชื่อม 3 หน่วยบริหารทุนวิจัย เพิ่มประสิทธิภาพ ส่งต่อผลงานวิจัยถึงปลายน้ำ

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 07.13 น.

ตามที่ คณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบการจัดตั้ง สำนักงานเร่งรัดการวิจัยและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มความสามารถการแข่งขันและการพัฒนาพื้นที่ (องค์การมหาชน) หรือ รวพ. โดยออกเป็นร่างพระราชกฤษฎีการจัดตั้งสำนักงานดังกล่าว และให้อยู่ในกำกับดูแลของกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) นับเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของโครงสร้างระบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ โดยเฉพาะในด้านกลไกการให้ทุนและการส่งต่อผลงานวิจัย

ดร.สุรชัย สถิตคุณารัตน์ ผู้อำนวยการสำนักงานสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ (สอวช.) กล่าวถึงที่มาของการจัดตั้ง รวพ. โดยย้อนความถึงความจำเป็นว่า กระบวนการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศได้เริ่มต้นอย่างจริงจังตั้งแต่ปี 2557 ซึ่งหนึ่งในการปฏิรูปที่เห็นได้ชัด คือการจัดตั้งกระทรวง อว. รวมถึงการออกกฎหมายที่เกี่ยวข้องอีกหลายฉบับ เพื่อวางโครงสร้างระบบวิจัยใหม่ทั้งประเทศ โดยหัวใจสำคัญของการปฏิรูปครั้งนั้น คือการแยกบทบาทการทำงานของหน่วยงานในระบบวิจัยให้ชัดเจน เพื่อป้องกันความซ้ำซ้อน ลดผลประโยชน์ทับซ้อน และทำให้การบริหารจัดการงบประมาณด้านวิจัยมีประสิทธิภาพมากขึ้น 

ดังนั้นโครงสร้างใหม่จึงถูกออกแบบในลักษณะลำดับขั้นจากบนลงล่าง ได้แก่ สอวช. เป็นหน่วยงานที่อยู่ในระดับนโยบาย ทำหน้าที่กำหนดทิศทางและนโยบายของประเทศ สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (สกสว.) อยู่ในระดับวางแผนและจัดสรรงบประมาณ โดยรับนโยบายจากสภานโยบายการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรมแห่งชาติ เพื่อนำไปสู่การจัดทำแผนและจัดสรรงบประมาณ หน่วยบริหารจัดการทุนทั้ง 3 แห่ง ที่ถูกจัดตั้งขึ้นใหม่ คือ หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการพัฒนาระดับพื้นที่ (บพท.: PMU A) หน่วยบริหารจัดการทุนด้านการพัฒนากำลังคน และทุนด้านการพัฒนาสถาบันอุดมศึกษา การวิจัยและการสร้างนวัตกรรม (บพค.: PMU B) หน่วยบริหารและจัดการทุนด้านการเพิ่มความสามารถในการแข่งขันของประเทศ (บพข.: PMU C) ทำหน้าที่รับการจัดสรรงบและให้ทุนต่อไปยังหน่วยปฏิบัติ โดยไม่มีหน้าที่ในการทำวิจัยเอง และสุดท้าย ระดับปฏิบัติการ ได้แก่ มหาวิทยาลัย หน่วยวิจัย และหน่วยปฏิบัติงานในพื้นที่ ที่ได้รับทุนไปดำเนินงานและส่งผลลัพธ์กลับสู่ผู้ใช้ประโยชน์

“นี่คือหลักการสำคัญของการปฏิรูประบบวิจัยและนวัตกรรมของประเทศ คือการแยกบทบาทให้ชัดเจนระหว่างการกำหนดนโยบาย การทำแผน จัดสรรงบประมาณ การให้ทุน และการทำวิจัย เพื่อให้ทั้งระบบเดินไปข้างหน้าอย่างโปร่งใสและมีประสิทธิภาพ” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวและว่า ก่อนการปฏิรูประบบวิจัย ประเทศไทยมีแหล่งให้ทุนวิจัยหลักเพียงไม่กี่หน่วยงาน ได้แก่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ทั้ง 2 หน่วยงานนี้ ทำหน้าที่ให้ทุนวิจัยโดยตรงเป็นหลัก ขณะที่บางหน่วยงาน เช่น สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแหล่งชาติ (สวทช.) ก็มีบทบาทให้ทุนด้วยเช่นกัน

“แต่หลักการสำคัญของการปฏิรูประบบวิจัยคือ ใครมีหน้าที่ไหน ต้องทำหน้าที่นั้นอย่างเดียว ไม่ทับซ้อนกัน จึงมีการปรับบทบาทครั้งใหญ่ โดย วช. เปลี่ยนบทบาทมาเป็น หน่วยบริหารจัดการทุน ทำหน้าที่ให้ทุนอย่างเดียว ส่วน สกว. ถูกเปลี่ยนบทบาทเป็น สกสว. ซึ่งเปลี่ยนจากผู้ให้ทุน มาเป็นผู้จัดทำแผนและจัดสรรงบประมาณระดับประเทศแทนการให้ทุน เช่นเดียวกับ สวทช. ก็ถูกยุติบทบาทการให้ทุนเช่นกัน จึงเกิดคำถามว่า แล้วหน่วยงานไหนจะทำหน้าที่ให้ทุนแทนหน่วยงานที่ถูกปรับบทบาท นี่คือที่มาของการจัดตั้ง หน่วยบริหารจัดการทุน ทั้ง 3 แห่ง เพื่อสานงานเดิมให้เดินหน้าต่ออย่างไม่สะดุด” ดร.สุรชัย กล่าว

ประเด็นนี้ได้รับความสนใจอย่างกว้างขวางจากประชาคมวิจัย เนื่องจากเป็นการรวม 3 หน่วยบริหารจัดการทุน ซึ่งมีงบประมาณรวมปีละกว่า 5,000–6,000 ล้านบาท มาอยู่ภายใต้หน่วยงานเดียว เพื่อให้เกิดเอกภาพในการบริหารจัดการทุน และลดปัญหางานวิจัยส่งต่อไม่ถึงปลายน้ำ เนื่องจากก่อนหน้านี้เป็นหน่วยงานแยกกัน

“มีความเข้าใจคลาดเคลื่อนว่าเป็นการจัดตั้งหน่วยงานใหม่ แต่ความจริงคือการ ‘รวม 3 เป็น 1’ เพื่อลดความซ้ำซ้อน และทำให้การให้ทุนวิจัยรองรับกันเป็นห่วงโซ่เดียว ตั้งแต่งานต้นน้ำ กลางน้ำ จนถึงปลายน้ำ ทำให้งานวิจัยไปถึงการใช้ประโยชน์ได้จริงมากขึ้น” ดร.สุรชัย กล่าว ซึ่งการรวมหน่วยบริหารจัดการทุนเข้าด้วยกัน จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการให้ทุน สร้างความเป็นเอกภาพในการกำหนดทิศทางการวิจัย และยังช่วยแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างเรื่องสถานะบุคลากร ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่หน่วยบริหารจัดการทุน ต้องปฏิบัติงานโดยไม่มีสถานะเป็นนิติบุคคล อัตรากำลังไม่สามารถขอเพิ่มได้ แต่ รวพ. จะทำให้บุคลากรทุกคนมีสถานะที่ชัดเจนขึ้น และมีเส้นทางพัฒนาอาชีพที่มั่นคง

ทั้งนี้ รวพ. จะประกอบด้วย 4 งานหลัก โดยหน่วยบริหารจัดการทุนเดิม 3 หน่วย ได้แก่ บพท., บพค. และ บพข. จะทำงานต่อเนื่องตามแผน ววน. ปี 2565–2570 และจะมีอีก 1 งานใหม่ที่เพิ่มเข้ามา เพื่อตอบโจทย์ภารกิจ ด้านศิลปกรรมศาสตร์และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เติมเต็มช่องว่างงานวิจัยด้านคุณค่าทางวัฒนธรรมและสังคม ซึ่งมีความสำคัญต่อ soft power และเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศ ทั้งนี้ หลังการประกาศจัดตั้ง รวพ. แล้ว คณะกรรมการอำนวยการ สอวช. (กอวช.) จะทำหน้าที่เป็นคณะกรรมการกำกับชั่วคราว เช่นเดียวกับ ผู้อำนวยการ สอวช. ก็ต้องทำหน้าที่ รักษาการผู้อำนวยการ รวพ. ชั่วคราว จนกว่าจะสรรหาผู้อำนวยการ รวพ. ให้แล้วเสร็จภายใน 240 วัน

ดร.สุรชัย ย้ำว่า ชื่อ รวพ. บ่งบอกเจตนารมณ์ชัดเจน คือ เร่งรัดให้ทุนวิจัยไปเกิดผลจริงให้เร็วที่สุด ตรงจุด ตรงเป้าของประเทศ โดยได้สื่อสารอย่างชัดเจนว่านักวิจัยยังสามารถยื่นขอทุนจากบพท., บพค. และ บพข. ได้เหมือนเดิมทุกประการ โดยจะมีระบบสนับสนุนที่มีเอกภาพและเชื่อมต่อกันมากขึ้น

“การขับเคลื่อนครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของระบบวิจัยและนวัตกรรมของไทย ทั้งในเชิงประสิทธิภาพการบริหารจัดการทุน และในมิติการสนับสนุนเส้นทางอาชีพของบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยให้ระบบวิจัยและนวัตกรรมตอบโจทย์ประเทศได้ดีขึ้น” ผู้อำนวยการ สอวช. กล่าวทิ้งท้าย

‘OCSC International Education Expo 2025’ ก้าวออกจากกรอบเดิม สู่โอกาสแห่งอนาคต

‘OCSC International Education Expo 2025’ ก้าวออกจากกรอบเดิม สู่โอกาสแห่งอนาคต

‘OCSC International Education Expo 2025’ ก้าวออกจากกรอบเดิม สู่โอกาสแห่งอนาคต

วันพุธ ที่ 12 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน เชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ผู้ปกครอง ร่วมค้นหาเส้นทางการศึกษาต่อต่างประเทศในงาน “OCSC International Education Expo 2025” มหกรรมที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 20 ภายใต้แนวคิด “Step Out to Stand Out” ชวนทุกคนก้าวออกจากกรอบเดิม ค้นพบประสบการณ์ใหม่ และต่อยอดความโดดเด่นของตัวเองสู่โอกาสระดับโลก

สำหรับปีนี้พิเศษยิ่งกว่าเดิม ด้วยการเปิดตัว Intelligent Matching Tool ผ่าน OCSC EXPO Application เครื่องมือที่ช่วย แมตช์ หลักสูตรและมหาวิทยาลัยที่เหมาะกับคุณ โดยวิเคราะห์จาก ความสนใจ เป้าหมายการเรียน และเส้นทางอาชีพในอนาคต ไม่ว่าจะอยากเป็น Data Scientist เชฟมืออาชีพ นักการเงินสีเขียว หรือผู้ประกอบการเทคโนโลยี ระบบจะช่วยคัดตัวเลือกที่ตอบโจทย์ พร้อมฟังก์ชันนัดหมายล่วงหน้าเพื่อคุยกับมหาวิทยาลัย/ที่ปรึกษาในงานได้แบบตัวต่อตัว ดาวน์โหลดแอปเพื่อเตรียมความพร้อมได้ที่ https://bit.ly/m/ocscexpo2025-Application

ตลอดสองวันของงานฯ ผู้เข้าชมจะได้พบกับเวทีหลักที่คัดสรรคอนเทนต์ครบทั้งความรู้และแรงบันดาลใจ เริ่มที่วันเสาร์ที่ 15 พฤศจิกายน 2568 กับ Career Talk : How to Get Hired by Disney, Pixar & Sony: A Real Talk on Creative Careers โดย Summer Choi ผู้จัดการฝ่ายสรรหานานาชาติและพัฒนาพันธมิตรจาก Vancouver Film School ที่จะพาเจาะลึกเส้นทางอาชีพสายครีเอทีฟ – แอนิเมชัน – ภาพยนตร์ – เกม ตั้งแต่การทำแฟ้มผลงาน พอร์ตโฟลิโอ ไปจนถึง ตัวตน แบบไหนที่สตูดิโอระดับโลกมองหา ต่อด้วย Inspiration Talk / Startup: What Makes You Irreplaceable ทักษะที่ทำให้คุณ แทนที่ไม่ได้ ในโลกยุคใหม่ โดย CK Cheong CEO แห่ง Fastwork ชวนแกะสกิลอนาคตที่จำเป็นจริงในชีวิตการทำงาน ตั้งแต่ความคิดริเริ่ม การแก้ปัญหา ระบบนิเวศฟรีแลนซ์ ไปจนถึงการสร้าง Personal Moat เพื่อความได้เปรียบระยะยาว และปิดท้ายความสนุกแบบลงมือทำกับ Latte Art Workshop: Brew Your Journey เปิดโลกสายงานบาริสต้าในออสเตรเลีย พร้อมลองทำลาเต้อาร์ตด้วยตัวเอง ประสบการณ์แฮนด์ออนที่คนรักกาแฟไม่ควรพลาด

และในวันอาทิตย์ที่ 16 พฤศจิกายน 2568 เน้นมุมมองทักษะแห่งอนาคต เริ่มด้วย Education & Future Skills: Tomorrow’s Jobs Today: AI and the Skills That Matter โดย David Danenberg ผู้บริหารงานรับสมัครจาก Heinz College, Carnegie Mellon University ชวนมองภูมิทัศน์งานยุคใหม่ผ่านเลนส์ AI และ Policy ว่าอาชีพใดกำลังเกิดขึ้น และควรอัปสกิลแบบใดให้ยืดหยุ่นทันการเปลี่ยนแปลง ต่อด้วย Inspiration Talk / Startup: Never Graduate From Curiosity โดย อัพ ภูมิพัฒน์ เอี่ยมสำอาง นักแสดง นายแบบ และผู้บริหาร ที่จะเล่าพลังของ ความอยากรู้อยากเห็น ในการผลักดันชีวิตและการใช้ Soft Skills ที่เปลี่ยนโอกาสให้เป็นความสำเร็จอย่างเป็นรูปธรรม เติมเต็มสองวันแห่งการเรียนรู้และแรงบันดาลใจให้พร้อม ก้าวออกจากกรอบเดิม เพื่อ โดดเด่นกว่าใคร ในเส้นทางที่ใช่ของคุณ

พบกันที่ พารากอน ฮอลล์ ชั้น 5 ศูนย์การค้าสยามพารากอน วันเสาร์-อาทิตย์ที่ 15-16 พ.ย. 68 เวลา 13:00 – 19:00 น. เข้าชมงานฟรี ไม่มีค่าใช้จ่ายใดๆ ลงทะเบียนรับ QR CODE เข้างานได้ที่ Line ID : @ocscexpo คลิก bit.ly/ocscexpo-line ติดตามข่าวสารความเคลื่อนไหว และข้อมูลการจัดงานได้ที่ https://ocscexpo.org