ซีพียกระดับหน่วยงานยั่งยืนสู่ COE ขับเคลื่อน 3 Big Goals เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสร้างคุณค่าต่อประเทศ สังคม และโลก

ซีพียกระดับหน่วยงานยั่งยืนสู่ COE ขับเคลื่อน 3 Big Goals  เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสร้างคุณค่าต่อประเทศ สังคม และโลก

ซีพียกระดับหน่วยงานยั่งยืนสู่ COE ขับเคลื่อน 3 Big Goals เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจสร้างคุณค่าต่อประเทศ สังคม และโลก

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.57 น.

เครือเจริญโภคภัณฑ์ หรือ ซีพี โดย สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และสื่อสารองค์กร  (SGC) ได้จัดการประชุม  “CP Sustainability Synergy Forum 2025” ถือเป็นเวทีความยั่งยืนครั้งสำคัญของซีพี เพื่อผนึกกำลังและยกระดับการดำเนินงานด้านความยั่งยืนของทุกกลุ่มธุรกิจให้เป็นมาตรฐานเดียวกัน โดยพัฒนาบทบาทของ สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และสื่อสารองค์กร ให้ทำหน้าที่เป็น “CP Sustainability Center of Excellence (COE)” หรือ “ศูนย์กลางด้านความยั่งยืนแบบรวมศูนย์ทั้งภายในภายนอกตลอดห่วงโซ่คุณค่า” ที่เชื่อมโยงมาตรฐาน เครื่องมือ และระบบการบริหารจัดการร่วมกันทั้งภายในและภายนอกตลอดห่วงโซ่คุณค่า เพื่อให้ทุกบริษัทในเครือขับเคลื่อนงานด้านความยั่งยืนได้อย่างมีประสิทธิภาพและเป็นไปตามวิสัยทัศน์ของ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ ที่มุ่งให้ซีพีตอบโจทย์เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน เพื่อสร้างคุณค่าต่อสังคม ประเทศ และโลกไปพร้อมกับการดำเนินธุรกิจ เมื่อวันที่ 2 ธันวาคม 2568 ณ ห้องออดิทอเรี่ยม ชั้น 6  ทรูดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพฯ

ภายในงานมี ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กรและการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ พร้อมด้วยผู้บริหารด้านความยั่งยืนของสำนัก SGC ได้แก่ สมเจตนา ภาสกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืน รงค์รุจา สายเชื้อ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านธรรมาภิบาล ดร.เนติธร ประดิษฐ์สาร ผู้ช่วยผู้บริหารประธานคณะผู้บริหาร และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานความร่วมมือระหว่างประเทศ วรวิทย์ วรุตบางกูร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ (Corporate Compliance) และ พิไลลักษณ์ พิชัยวัตต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ ร่วมประกาศทิศทางใหม่ในการผลักดันซีพีให้เป็นองค์กรผู้นำด้านความยั่งยืนของประเทศและของโลก ผ่านระบบการทำงานร่วมกันตลอดห่วงโซ่คุณค่าและทุกกลุ่มธุรกิจของเครือที่เรียกว่า “CP Sustainability Center of Excellence (COE)”

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ

นอกจากนี้ยังมีการนำเสนอกรณีศึกษาความสำเร็จเชิงรูปธรรมจากโครงการต่างๆ ของบริษัทในเครือที่ช่วยผลักดัน 3 Big Goals ตามหมุดหมายของซีพี ได้แก่ 1.การปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ภายในปี 2050 โดย วรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) ใน โครงการตรวจสอบย้อนกลับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ 2.การลดของเสียสู่หลุมฝังกลบเป็นศูนย์ภายในปี 2030 โดย ศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพีเเอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน)  3.การส่งเสริมการศึกษาที่มีคุณภาพอย่างเท่าเทียม โดย ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่นจำกัด(มหาชน) ทั้งนี้โดยมีผู้บริหารด้านความยั่งยืนจากบริษัทต่างๆในเครือ นักวิชาการ และผู้มีส่วนได้เสียร่วมในเวทีสำคัญครั้งนี้ด้วย

 สมเจตนา ภาสกานนท์

ดร.ธีระพล ถนอมศักดิ์ยุทธ ประธานคณะผู้บริหารด้านความยั่งยืนองค์กร และการพัฒนากลยุทธ์ เครือเจริญโภคภัณฑ์ กล่าวว่า “ความยั่งยืนเป็นวาระสำคัญของโลก ภาคธุรกิจต้องเร่งปรับตัวต่อความท้าทาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะโลกร้อน ความเสี่ยงในห่วงโซ่อุปทาน ปริมาณขยะที่เพิ่มสูงขึ้น ความเหลื่อมล้ำด้านโอกาส ตลอดจนภัยคุกคามทางไซเบอร์ และกฎเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาลที่เข้มข้นขึ้น ซึ่งล้วนเป็นแรงกดดันให้ทุกองค์กรต้องเปลี่ยนผ่านสู่ระบบความยั่งยืนที่ ‘ตรวจสอบได้–มีมาตรฐาน–และวัดผลได้จริง’ การขับเคลื่อนครั้งนี้เป็นไปตามนโยบายสำคัญของ ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือซีพี ที่ย้ำให้ทุกกลุ่มธุรกิจ ‘ทำความยั่งยืนให้เป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจ’ ไม่ใช่งานคู่ขนาน แต่ต้องเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ การดำเนินงาน และการตัดสินใจทุกระดับ เพื่อให้การเติบโตของซีพีเป็นไปควบคู่กับความรับผิดชอบต่อประเทศและสังคมตามค่านิยม ‘3 ประโยชน์’ คือ ประโยชน์ต่อประเทศ ประโยชน์ต่อประชาชน และประโยชน์ต่อองค์กร ซึ่งเป็นเข็มทิศนำทางเครือเจริญโภคภัณฑ์มากว่า 100 ปี”

รงค์รุจา สายเชื้อ

จากบริบทดังกล่าว ซีพีจึงพัฒนาบทบาทของ สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาลและสื่อสารองค์กร ซึ่งเป็น หน่วยงานกลางด้านความยั่งยืนของซีพีให้ทำหน้าที่เป็น CP Sustainability Center of Excellence (COE) หรือ “ศูนย์กลางด้านความยั่งยืนแบบรวมศูนย์ทั้งภายในภายนอกตลอดห่วงโซ่คุณค่า” เพื่อรวมมาตรฐานด้านความยั่งยืนของทั้งเครือไว้ในกรอบเดียว  ยกระดับการพัฒนา ESG และการลดคาร์บอน ส่งเสริมความโปร่งใสในห่วงโซ่อุปทาน ตลอดจนสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์และนวัตกรรมด้านความยั่งยืน ผลักดันการจัดทำข้อมูลเพื่อรองรับมาตรฐานสากล และสร้างแพลตฟอร์มความร่วมมือเพื่อเพิ่มผลกระทบเชิงบวกในระดับประเทศและระดับโลก

วรวิทย์ วรุตบางกูร

“สำหรับซีพี ความยั่งยืนไม่ใช่แค่ ‘ทำรายงาน’ แต่ต้องสร้างนวัตกรรมและคุณค่าทางธุรกิจไปพร้อมกัน เราจึงยกระดับการทำงานสู่ CP Sustainability Center of Excellence ซึ่งเป็นระบบกลางในการบูรณาการยุทธศาสตร์ความยั่งยืนให้เป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจ โดยโฟกัสใน 8 มิติสำคัญ ได้แก่

1.             ผลิตภัณฑ์และโซลูชันที่ยั่งยืนและสร้างรายได้ (Sustainable Products & Solutions)

2.             การให้บริการยกระดับมาตรฐาน ESG แก่ธุรกิจในเครือ (ESG Services to Internal BUs)

3.             การให้คำปรึกษาและรับรองมาตรฐานแก่ภายนอก (External Consulting & Certification)

4.             การบริหารจัดการและสร้างมูลค่าคาร์บอนเครดิต (Carbon Credit)

5.             กลไกการเงินและการลงทุนเพื่อความยั่งยืน (Green Finance & Investment Funds)

6.             การเปลี่ยนของเสียให้เป็นคุณค่าทางธุรกิจ (Waste-to-Value Ecosystem)

7.             การต่อยอดแบรนด์เพื่อสร้างมูลค่าเชิงพรีเมียมและการอนุญาตใช้ประโยชน์ตามสิทธิ (Brand Premium & Licensing Model) และ

8.             การสร้างมูลค่าจากข้อมูลและระบบดิจิทัล (Data Monetization)

พิไลลักษณ์ พิชัยวัตต์

หัวใจของการสร้าง CP Sustainability Center of Excellence คือการตั้งเป้าหมายให้ชัดเจนกำหนดเจ้าของเรื่องที่รับผิดชอบจริง ดึงพันธมิตรทั้งภายในและภายนอกมาร่วมขับเคลื่อน พร้อมมีแรงจูงใจ แหล่งเงินทุน เทคโนโลยี และการแบ่งปันความรู้ในองค์กร เพื่อให้ความยั่งยืนไม่ใช่แค่โครงการชั่วคราว แต่เป็นระบบการสร้างธุรกิจที่สร้างอิมแพ็คต่อประเทศและสังคมอย่างแท้จริง” ดร.ธีระพล กล่าวย้ำ

 ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน

ขณะที่ สมเจตนา ภาสกานนท์ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านพัฒนาความยั่งยืน สำนักบริหารความยั่งยืน ธรรมาภิบาล และสื่อสารองค์กร กล่าวว่า “ซีพีขับเคลื่อนภารกิจด้านความยั่งยืนมากว่า 10 ปี สะท้อนความตั้งใจและความเชื่อร่วมกันของทั้งองค์กร โดยยึดแนวคิดจากซีอีโอศุภชัย เจียรวนนท์ ที่เน้นว่า ‘ความยั่งยืนต้องเป็นเนื้อเดียวกับธุรกิจ’ ต้องฝังอยู่ในกลยุทธ์ การดำเนินงาน และการตัดสินใจ และเปลี่ยนจากการเป็นผู้ตาม Best Practice ไปสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Lead the Change) เครือฯ จึงเดินหน้าสู่การเป็น Center of Excellence ที่สร้างผลลัพธ์ทั้งภายในองค์กรและขยายไปยังซัพพลายเออร์และพันธมิตรใน Value Chain ให้เติบโตไปด้วยกันอย่างยั่งยืน”

 ศิริพร เดชสิงห์

ด้าน รงค์รุจา สายเชื้อ รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส ด้านธรรมาภิบาล กล่าวว่า “ธรรมาภิบาลไม่ใช่แค่นโยบาย แต่คือ ‘เข็มทิศ’ ที่กำหนดทิศทางการเติบโตอย่างยั่งยืนของทุกธุรกิจ กุญแจสำคัญคือต้องมีกติกาและ Code of Conduct ชุดเดียวกันทั้งองค์กร มีโครงสร้างการกำกับดูแลที่ชัดเจน และมีเครื่องมือที่ใช้ได้จริง ไม่ว่าจะเป็นเช็กลิสต์ ไกด์ไลน์ หรือระบบ e-learning ทั้งหมดนี้เป็นองค์ประกอบของ CP Sustainability Center of Excellence เมื่อคนทำงานเข้าใจ ก็จะนำไปสู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรมได้” และได้กล่าวต่อไปว่า “บทบาทสำคัญของธรรมาภิบาลอยู่ที่ BU Champion และ BU Network ที่ ‘พูดได้สองภาษา’ คือเข้าใจภาษานโยบายขององค์กร และแปลให้เป็นภาษาปฏิบัติที่คนหน้างานเข้าใจง่าย เมื่อทุกคนมีส่วนร่วม ธรรมาภิบาลจะกลายเป็นวัฒนธรรมด้านจริยธรรมและความยั่งยืน ไม่ใช่แค่ถ้อยคำบนกระดาษ แต่เป็นกรอบคิดในการทำงานของทุกคน”

วรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์

วรวิทย์ วรุตบางกูร หัวหน้าคณะผู้บริหารด้านกำกับการปฏิบัติตามกฎเกณฑ์ กล่าวว่า “ความโปร่งใสและความปลอดภัยคือรากฐานของความเชื่อมั่น และเป็นเงื่อนไขของการเติบโตอย่างยั่งยืนในยุคที่ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียคาดหวังสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง การจัดตั้ง CP Sustainability Center of Excellence ทำให้ระบบกำกับดูแลและความปลอดภัยของทั้งเครือเดินไปในทิศทางเดียวกัน ทั้งด้านข้อมูล เครื่องมือ มาตรฐาน และระบบติดตาม เราผสานเทคโนโลยีดิจิทัลกับพลังของบุคลากรจากทุกกลุ่มธุรกิจ เพื่อให้ Compliance และ Safety เป็นพันธกิจร่วมของทั้งองค์กร เพราะความผิดพลาดเพียงครั้งเดียวอาจกระทบความเชื่อมั่นที่สั่งสมมานาน”

พิไลลักษณ์ พิชัยวัตต์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ ด้านความยั่งยืนภาครัฐและกิจการสัมพันธ์ กล่าวว่า “ESG ไม่ใช่ภาระ แต่คือโอกาสในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงของสังคมและสร้างความเชื่อมั่นจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย องค์กรขนาดใหญ่มีศักยภาพจะเป็นผู้นำ แต่ความยั่งยืนจะเกิดขึ้นได้จริงก็ต่อเมื่อทุกคนในองค์กรร่วมลงมือ ไม่ใช่เป็นเพียงนโยบายบนโต๊ะ เราเชื่อว่าการกระทำเล็ก ๆ เมื่อรวมกันจะสร้างผลลัพธ์ที่ยิ่งใหญ่ จึงทำงานร่วมกับชุมชน ภาครัฐ ภาคการศึกษา ภาคประชาสังคม และพันธมิตร ในการฟื้นฟูป่าและทะเล ลดคาร์บอน สนับสนุน BCG Economy ผลักดันเกษตรกรรมยั่งยืน ลดความเหลื่อมล้ำ และเปิดพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาร่วมสร้างการเปลี่ยนแปลง”

ดร.เนติธร ประดิษฐ์สาร ผู้ช่วยบริหารประธานคณะผู้บริหาร และรองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สำนักความร่วมมือระหว่างประเทศ (GPO) กล่าวว่า หน่วยงานความยั่งยืนระหว่างประเทศเปรียบเสมือน ‘ประภาคาร’ ที่คอยส่องสว่างมาตรฐานโลก ความเสี่ยง และโอกาสเชิงยุทธศาสตร์ แล้วแปลงให้เป็นประโยชน์ที่จับต้องได้สำหรับทุกกลุ่มธุรกิจ พร้อมทำหน้าที่กระบอกเสียงขยายศักยภาพของเครือซีพีสู่ประชาคมโลก ผ่านเวทีระดับนานาชาติ ในโลกที่เผชิญทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ วิกฤตสภาพภูมิอากาศ เทคโนโลยีและ AI รวมถึงปัญหาความเหลื่อมล้ำ สิ่งเหล่านี้ล้วนกระทบห่วงโซ่อุปทาน การลงทุน กฎระเบียบ และชื่อเสียงของธุรกิจ แต่ก็เป็นโอกาสสำหรับองค์กรที่ปรับตัวได้ทันตามมาตรฐานสากล การมีส่วนร่วมบนเวทีโลกและการติดตามพัฒนาการอย่างใกล้ชิดจึงเป็น ‘ความจำเป็นทางธุรกิจ’ เพื่อเสริมขีดความสามารถและสร้างความแข็งแกร่งระยะยาวให้เครือซีพี”

ในช่วง Call for Action เครือฯ ได้นำ 3 Big Goals ได้แก่ Net Zero 2050, Zero Waste to Landfill 2030 และ Education for Equality มาสู่การปฏิบัติอย่างจริงจัง พร้อมถ่ายทอดผ่านตัวอย่างจากผู้บริหาร 3 กลุ่มธุรกิจ สะท้อนให้เห็นว่าเป้าหมายระดับเครือกำลังแปรเปลี่ยนเป็นการลงมือทำที่จับต้องได้

เริ่มจาก ดร.เนตรชนก วิภาตะศิลปิน หัวหน้าสายงานด้านความยั่งยืนองค์กร บริษัท ทรู คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) ผู้ดูแล Connext ED กล่าวว่า “ทรูเชื่อว่าเทคโนโลยีต้องเป็นสะพานให้เด็กทุกคนเข้าถึงโอกาสที่เท่าเทียม เราเริ่มจาก ‘ทรูปลูกปัญญา’ ทำงานกับ 6,000 โรงเรียน สร้างแพลตฟอร์ม VLEARN ให้เด็กทั่วประเทศใช้งานฟรี และต่อมาซีอีโอศุภชัยได้ต่อยอดสู่ Connext ED ที่ดึงทุกภาคส่วนมาร่วมยกระดับการศึกษา วันนี้ School Management System ถูกใช้ในโรงเรียนกว่า 30,000 แห่ง ระดมทุนผ่าน Crowdfunding ได้กว่า 115 ล้านบาท พัฒนา ICT Talent เกือบ 20,000 คน และมี Learning Center กว่า 2,000 แห่งทั่วประเทศ เป้าหมายของเราคือให้คนไทย 36 ล้านคนเข้าถึงการเรียนรู้ที่เท่าเทียมภายในปี 2030 เพราะเด็กไทยทุกคนสมควรมีโอกาส และเราต้องร่วมกันทำให้เกิดขึ้นจริง”

ขณะที่ ศิริพร เดชสิงห์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารสายงานความยั่งยืนและสื่อสารองค์กร บริษัท ซีพี แอ็กซ์ตร้า จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ธุรกิจของซีพีแอ็กซ์ตร้าเป็นตัวกลางระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค เรามีการจัดการขยะอาหารและขยะพลาสติกตลอดห่วงโซ่อุปทานได้ดี โดยทำได้ด้วยนวัตกรรมช่วยยืดอายุสินค้า ใช้ระบบการสั่งสินค้าให้พอดี ใช้ประโยชน์จากอาหารส่วนเกินด้วยนวัตกรรมสีเขียว และทำจุดเก็บขยะพลาสติกในทุกสาขา เพื่อเป้าหมายลดขยะให้เป็นศูนย์ และสร้างมูลค่าสูงสุดทางเศรษฐกิจและสังคม”

วรพจน์ สุรัตวิศิษฎ์ รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท กรุงเทพโปรดิ๊วส จำกัด (มหาชน) เผยถึงโครงการตรวจสอบย้อนกลับ (Traceability) ว่า “ประเทศไทยมีพื้นที่บุกรุกป่าถึง 66 % ซึ่งมาจากการปลูกข้าวโพด มันสำปะหลัง และกากถั่วเหลือง ดังนั้น ระบบการตรวจสอบย้อนกลับของเราเริ่มทำและพัฒนามากว่า 10 ปีแล้ว เป็นเจ้าแรกและเจ้าเดียวในประเทศที่ทำระบบนี้ขึ้น โดยใช้เทคโนโลยีและระบบดาวเทียมในการตรวจจับ ระบบนี้จะช่วยสร้างห่วงโซ่อุปทานที่ยั่งยืน ปราศจากการบุกรุกทำลายป่าและการเผาแปลง ซึ่งนำไปสู่เป้าหมาย Net Zero 2050 ในการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ในอนาคต”

การจัดเวที “CP Sustainability Synergy Forum 2025” และการวางตำแหน่ง CP Sustainability Center of Excellence (COE) ในครั้งนี้ จึงไม่เพียงเป็นก้าวสำคัญของเครือเจริญโภคภัณฑ์ในการยกระดับมาตรฐานความยั่งยืนขององค์กรและห่วงโซ่คุณค่าทั้งระบบเท่านั้น แต่ยังตอกย้ำบทบาทของภาคเอกชนไทยในการร่วมขับเคลื่อนเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของโลก ผ่านการลงมือทำที่จับต้องได้ ภายใต้ค่านิยม “3 ประโยชน์” เพื่อประเทศชาติ ประชาชน และองค์กร ไปพร้อมกับการสร้างอนาคตที่ดีและยั่งยืนให้คนรุ่นต่อไป

SAWAD ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

SAWAD ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

SAWAD ลงพื้นที่ช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยภาคใต้ ส่งมอบสิ่งของจำเป็นให้ชุมชนในพื้นที่เสี่ยงภัยน้ำท่วม

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) หรือ SAWAD เดินหน้ามอบความช่วยเหลือเร่งด่วนแก่ประชาชนที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์อุทกภัยในหลายจังหวัดทางภาคใต้ โดยเฉพาะ อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา จังหวัดนครศรีธรรมราช จังหวัดสตูล รวมถึงพื้นที่โดยรอบ หลังเกิดฝนตกหนักต่อเนื่อง ส่งผลให้น้ำท่วมฉับพลันและสร้างความเสียหายแก่ชุมชนจำนวนมาก โดยบริษัทฯ ได้จัดส่งสิ่งของจำเป็นสำหรับการดำรงชีพเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในระยะเร่งด่วน

นางสาวธิดา แก้วบุตตา ผู้อำนวยการฝ่ายกลยุทธ์องค์กร บริษัท ศรีสวัสดิ์ คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ในนามของ SAWAD เราขอส่งกำลังใจให้พี่น้องประชาชนในพื้นที่ภาคใต้ที่กำลังเผชิญกับสถานการณ์อุทกภัยครั้งนี้ เราเข้าใจดีถึงความยากลำบากที่เกิดขึ้นอย่างกะทันหัน ทั้งต่อการใช้ชีวิต สุขภาพ และความปลอดภัยของครอบครัว ทุกความช่วยเหลือที่เราส่งมอบ คือความตั้งใจจริงของเราในการอยู่เคียงข้างชุมชนในทุกช่วงเวลา โดยเฉพาะในยามที่เกิดวิกฤต เราหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการสนับสนุนของเราจะช่วยบรรเทาความเดือดร้อนได้ไม่มากก็น้อย และขอขอบ คุณเจ้าหน้าที่ อาสาสมัคร รวมถึงทุกภาคส่วนที่ร่วมแรงร่วมใจกันอย่างเต็มที่ เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็ว”

พร้อมกันนี้ บริษัทฯ ยังได้เปิด จุดรับบริจาคสิ่งของจำเป็น ณ สาขาศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจ จังหวัดภูเก็ต เพื่อเชิญชวนประชาชนร่วมส่งต่อพลังน้ำใจแก่ผู้ประสบภัยในพื้นที่เสี่ยง ขณะเดียวกันพนักงานสาขาในพื้นที่ภาคใต้ได้ร่วมสนับสนุนการอพยพประชาชนจากจุดเสี่ยงน้ำท่วม รวมถึงประสานการขนย้ายสิ่งของไปยังพื้นที่ที่เข้าถึงยาก โดยทำงานร่วมกับเจ้าหน้าที่ในพื้นที่อย่างใกล้ชิด เพื่อให้การช่วยเหลือเป็นไปอย่างรวดเร็วที่สุด

สำหรับสิ่งของที่ SAWAD จัดเตรียมและส่งมอบ ประกอบด้วย อาหารพร้อมทานและน้ำดื่ม ข้าวสาร อาหารแห้ง บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง น้ำดื่ม นมและเครื่องดื่มต่าง ๆ กระดาษชำระ ไข่ น้ำมันพืช ตลอดจนของใช้จำเป็นสำหรับเด็กเล็ก ผู้สูงอายุ และครัวเรือนที่ต้องการการช่วยเหลือเร่งด่วน โดยทีมพนักงานศรีสวัสดิ์ เงินสดทันใจได้ลงพื้นที่กระจายชุดยังชีพไปยังชุมชนที่ได้รับผลกระทบอย่างต่อเนื่อง

SAWAD ย้ำถึงความตั้งใจในการอยู่เคียงข้างสังคมในทุกสถานการณ์ พร้อมเดินหน้าสนับสนุนการช่วยเหลือในพื้นที่เสี่ยงอย่างต่อเนื่อง รวมถึงร่วมประสานหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อส่งมอบความช่วยเหลือไปยังพื้นที่ที่ยังต้องการการดูแลเพิ่มเติมในระยะต่อไป

ธิดา แก้วบุตตา

ธิดา แก้วบุตตา

วช. จับมือพันธมิตรเปิดตัว ‘หอศิลป์ร่วมสมัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ NRCT’

วช. จับมือพันธมิตรเปิดตัว  ‘หอศิลป์ร่วมสมัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ NRCT’

วช. จับมือพันธมิตรเปิดตัว ‘หอศิลป์ร่วมสมัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ NRCT’

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ (วช.) ร่วมกับ สมาคมเพื่อการพัฒนาศิลปะและหัตถศิลป์ไทย และ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหา วิทยาลัย เปิดตัว “หอศิลป์ร่วมสมัย สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ NRCT” นำเสนอพื้นที่แห่งการบูรณาการระหว่างศาสตร์และศิลป์

ภายในงานจัดแสดงนิทรรศการนำร่อง 2 ชุด  ได้แก่ “เฉดสีจากอารามหลวง” (Colour Palette of the Royal Temple) และ นิทรรศการ ของเล่นไทย สนุกแบบวิทย์ คิดแบบเล่น” (Mechanics of Play) ภายใต้การดำเนินงานของ รองศาสตราจารย์น้ำฝน ไล่สัตรูไกล นักวิจัย ณ อาคาร วช.8 สำนักงานการวิจัยแห่งชาติ โดยมี ดร.วิภารัตน์ ดีอ่อง ผู้อำนวยการสำนักงานการวิจัยแห่งชาติ เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย ศ.เกียรติคุณ ปรีชา เถาทอง ศิลปินแห่งชาติ ประจำปีพุทธศักราช 2552 ร่วมมอบผลงานเป็นของที่ระลึกเนื่องในโอกาสเปิดตัวหอศิลป์ ตลอดจนพันธมิตรภาคเอกชนร่วมสนับสนุน ได้แก่ บริษัท เบเยอร์ จำกัด, บริษัท เอสซีจี ซีเมนต์ จำกัด (มหาชน) ที่ได้สนับสนุนการผลิตเฉดสีสำหรับอาคารสถาน และ Royal Ice Cream ที่จะมาร่วมสร้างสีสันในงานด้วยไอศกรีมเฉดสีวัด

นิทรรศการเฉดสีจากอารามหลวง ที่มุ่งศึกษาความงามทางสุนทรียของพระอารามที่สำคัญในกรุงรัตนโกสินทร์ อันได้แก่ วัดราชบพิธสถิตมหาสีมาราม,วัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม และวัดบรมนิวาสราชวรวิหาร พร้อมแนวทางต่อยอดองค์ความรู้สู่อุตสาหกรรมสร้างสรรค์ (Creative Industry) เช่น การออกแบบผลิตภัณฑ์ และของที่ระลึก ผลงานนี้ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการจัดทำฐานข้อมูลสี (Colour Database) เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์เชิงพาณิชย์ที่ต่อยอดมาจากทุนทางวัฒนธรรม  สู่ผลิตภัณฑ์สร้างสรรค์ อาทิ เครื่องประดับ เครื่องแต่งกาย และ อาหาร

อีกหนึ่งนิทรรศการที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือ  “ของเล่นไทย สนุกแบบวิทย์ คิดแบบเล่น” (Mechanics of Play)” ที่เผยให้เห็นหลักวิทยาศาสตร์และภูมิปัญญาไทยซ่อนอยู่ในของเล่นพื้นบ้าน

งานเปิดตัวครั้งนี้ได้รับความสนใจจากผู้เข้าชมเป็นจำนวนมาก ทั้งนักเรียน นิสิต นักศึกษา และภาคเอกชน  นอกจากนั้นหลายๆเสียงยังสะท้อนกลับมาว่าการนำเสนอองค์ความรู้เชิงวิจัยผ่านศิลปะช่วยเปิดโลกทัศน์ใหม่ ทั้งต่อการเรียนรู้ การออกแบบ และการต่อยอดสู่ผลิตภัณฑ์เชิงสร้าง สรรค์ในอนาคต ทำให้ “หอศิลป์ร่วมสมัย วช.” กลายเป็นพื้นที่พบปะของนักวิจัย ศิลปิน และคนรุ่นใหม่ ที่มีบทบาทสำคัญในการผลักดันองค์ความรู้สู่เศรษฐกิจสร้างสรรค์และการพัฒนาสังคมร่วมสมัยอย่างเป็นรูปธรรม

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เปิดตัว ‘เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย’ รายได้สมทบศิริราชมูลนิธิ

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เปิดตัว ‘เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย’ รายได้สมทบศิริราชมูลนิธิ

ยูบิลลี่ ไดมอนด์ เปิดตัว ‘เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย’ รายได้สมทบศิริราชมูลนิธิ

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) ร่วมกับศิริราชมูลนิธิ จัดทำ “เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย (Siri Pusa Alai)” ถ่ายทอดสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดี ความกตัญญู และความงามอันยืนยงที่ทรงมอบให้พสกนิกรไทย โดยรายได้มอบให้ศิริราชมูลนิธิ เพื่อจะได้นำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายโดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย

ผลงานเข็มกลัด “สิริภูษาอาลัย” ถ่ายทอดแรงบันดาลใจจากพระราชกรณียกิจด้านงานหัตถศิลป์ไทยอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะ พระวิริยะอุตสาหะในการสืบสานและยกระดับผ้าไหมไทยสู่ความสง่างามในเวทีโลก ลวดลายบนตัวเรือนอ้างอิงจากผ้าไหมมัดหมี่ “ลายสี่เหลี่ยมขนมเปียกปูน” อันเป็นเอกลักษณ์ ถ่ายทอดความงามอันเรียบลึก น้อมรำลึกถึงพระเมตตา พระปรีชาสามารถ และพระราชทานแรงบันดาลใจแก่คนไทยในการอนุรักษ์ภูมิปัญญาไทยให้คงอยู่สืบไป

เข็มกลัด “สิริภูษาอาลัย” ผลิตจากวัสดุเงิน 925 (Sterling Silver) ซึ่งเป็นมาตรฐานสากลสำหรับเครื่องประดับเงิน มีทั้งหมด 3 แบบ ประกอบด้วย  เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย สีเงิน ขนาดใหญ่ (2.5 × 3.5 × 0.77 ซม.) เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย สีเงิน ขนาดเล็ก (1.92 × 2.73 × 0.66 ซม.) เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย สีทอง ขนาดเล็ก (1.92 × 2.73 × 0.66 ซม.)

ในความสูญเสียที่แสนอาลัย ความดีงามและพระมหากรุณาธิคุณยังคงสถิตในหัวใจของพสกนิกรไทย
เข็มกลัดนี้จึงมิได้เป็นเพียงเครื่องหมายไว้ทุกข์ หากเป็นการสืบสานมรดกแห่งพระเมตตาและพระปณิธานอันทรงคุณค่า

อัญรัตน์ พรประกฤต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ยูบิลลี่ เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “ยูบิลลี่รู้สึกเป็นเกียรติอย่างสูงที่ได้ร่วมกับศิริราชมูลนิธิในการจัดทำเข็มกลัดโบว์ไว้อาลัยครั้งนี้ ซึ่งเป็นสัญลักษณ์แห่งความจงรักภักดีและความอาลัยต่อสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง เราตั้งใจถ่ายทอดความงดงามของงานหัตถศิลป์ไทยและคุณค่าทางใจผ่านความประณีตของชิ้นงาน พร้อมร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนศิริราชมูลนิธิ เพื่อส่งต่อพลังแห่งความดีสู่สังคมไทย”

ทั้งนี้ ผู้มีจิตศรัทธาร่วมบริจาคสมทบกองทุน “ถวายเป็นพระราชกุศลพระพันปีหลวง​” รหัสกองทุน Q9902902 เพื่อน้อมดวงใจถวายความอาลัยในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ด้วยสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณอย่างหาที่สุดมิได้ โดยรายได้จากการบริจาคทั้งหมด จะนำขึ้นทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวาย โดยเสด็จพระราชกุศลตามพระราชอัธยาศัย สามารถบริจาคได้ที่ศิริราชมูลนิธิ หรือ เว็บไซต์ศิริราชมูลนิธิ http://www.sirirajfoundation.org ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป หรือจนกว่าเข็มกลัดที่ระลึกจะหมด เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย สีเงิน ขนาดใหญ่ บริจาคเข็มละ 3,000 บาท เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย สีเงิน สีทอง ขนาดเล็ก บริจาคเข็มละ 2,000 บาท เงินบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้ 2 เท่า

โครงการ “เข็มกลัดโบว์ไว้อาลัย สิริภูษาอาลัย” จึงเป็นการผสานพลังของความจงรักภักดี ความกตัญญู และการทำความดี เพื่อส่งต่อคุณค่าที่งดงามจากรุ่นสู่รุ่น พร้อมร่วมสืบสานพระปณิธานและพระมหากรุณาธิคุณให้คงอยู่ตลอดไป พร้อมสะท้อนการร่วมมือระหว่างองค์กรเอกชนและสถาบันหลักของประเทศในการสืบสานพระปณิธานให้คงอยู่ตราบนานเท่านาน

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ ศิริราชมูลนิธิ โทร. 02-414-1414 หรือ Jubilee Customer Center โทร. 02-625-1111 รวมถึงช่องทางโซเชียลมีเดีย Jubilee Diamond ทุกแพลตฟอร์ม และเว็บไซต์ www.jubileediamond.co.th

เปิดบ้านกรมวิทย์ฯ ชูนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ‘จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง วิทยาศาสตร์เพื่อการมีสุขภาพยืนยาว’

เปิดบ้านกรมวิทย์ฯ ชูนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์    ‘จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง วิทยาศาสตร์เพื่อการมีสุขภาพยืนยาว’

เปิดบ้านกรมวิทย์ฯ ชูนวัตกรรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ‘จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง วิทยาศาสตร์เพื่อการมีสุขภาพยืนยาว’

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานพิธีเปิดงานสัมมนาเปิดบ้านกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (DMSc Open House 2025) ภายใต้แนวคิด “From Lab to Life : Sciences for Healthy Longevity จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริง วิทยาศาสตร์เพื่อการมีสุขภาพยืนยาว” โดยมี ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ผู้บริหาร กระทรวงสาธารณสุข บุคลากรกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ ตลอดจนภาคีเครือข่ายภาครัฐและเอกชนร่วมงาน ณ บริเวณด้านหน้าอาคารศูนย์ผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง (ATMs) กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กระทรวงสาธารณสุข จังหวัดนนทบุรี

นายพัฒนา พร้อมพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า ตนมีความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบสาธารณสุขของไทยเพื่อยกระดับระบบสุขภาพไทยให้เป็นเสาหลักของความมั่นคงและคุณภาพชีวิตของประชาชนที่ดีขึ้น ผ่านนโยบายสำคัญต่างๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการให้บริการทางการแพทย์ขั้นสูง เป็นนโยบายเรือธง “เครื่องยนต์ทางเศรษฐกิจใหม่ของประเทศ ด้วยการแพทย์มูลค่าสูง” เพื่อให้คนไทยสามารถเข้าถึงการรักษาโรคทางพันธุกรรมและมะเร็งบางชนิด ด้วยเซลล์และยีนบำบัด (ATMPs) ภายใต้มาตรฐานสากล ซึ่งได้ผลดีกว่าการรักษาแบบเดิมอย่างทั่วถึง เท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ ด้วยเทคโนโลยีขั้นสูงระดับโลก ไม่ต้องเดินทางไปรักษาต่างประเทศในราคาสูงถึงหลักกว่าสิบล้านอีกต่อไป

รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข กล่าวต่ออีกว่า ขณะนี้กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์กำลังพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง ATMP Innovation Center เริ่มตั้งแต่การออกระเบียบรับรองมาตรฐานธนาคารเซลล์ เพื่อยืนยันคุณภาพความปลอดภัย และประสิทธิภาพของเซลล์ที่ใช้ในทางการแพทย์, ธนาคารชีวภาพกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์, ศูนย์ผลิตผลิตภัณฑ์ยาเพื่อการบำบัดรักษาขั้นสูง, ศูนย์วิจัยทางคลินิก เพื่อรองรับการวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยา ATMPs โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลิตภัณฑ์เซลล์ภูมิคุ้มกันบำบัดชนิด DC และ CIK ซึ่งเป็นการบำบัดด้วยเซลล์เม็ดเลือดขาวที่ถูกดัดแปลงพันธุกรรมเพื่อโจมตีเซลล์มะเร็งโดยเฉพาะ

รวมทั้ง ศูนย์ตรวจวิเคราะห์โรคทางพันธุกรรมขั้นสูงแห่งชาติ ซึ่งเป็นการถอดรหัสยีน พลิกโฉมการรักษานําอนาคตสุขภาพสู่คนไทย โดยจะให้บริการตรวจคัดกรองโรคทางพันธุกรรมในทารกแรกเกิด, การตรวจคัดกรองกลุ่มอาการดาวน์, การตรวจ whole exome sequencing, การตรวจมะเร็งที่ถ่ายทอดทางพันธุกรรม และการตรวจอัลไซเมอร์ เป็นต้น นับว่าเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของระบบสุขภาพไทย ให้ประเทศไทย ก้าวสู่การรักษาเทียบเท่าระดับสากล  ลดการนำเข้า เพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจสุขภาพ ซึ่งประโยชน์สำคัญที่สุด คือจะเกิดขึ้นกับประชาชนคนไทยทั้งประเทศ

ดร.นพ.สราวุฒิ บุญสุข อธิบดีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ กล่าวว่า งานเปิดบ้านกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ (DMSc Open House 2025) ในปีนี้ มีความพิเศษกว่าปีที่ผ่าน ๆ มา โดยการจัดกิจกรรมภายใต้แนวคิด “From Lab to Life : Sciences for Healthy Longevity จากห้องแล็บสู่ชีวิตจริงวิทยาศาสตร์เพื่อการมีสุขภาพยืนยาว” ซึ่งเป็นการแสดงถึงความพร้อมและศักยภาพของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ในทุกมิติ และเพื่อประชาสัมพันธ์และเผยแพร่ความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์การแพทย์ให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและเข้าใจบทบาทของกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์ นวัตกรรมทางการแพทย์ ตลอดจนสร้างการรับรู้เกี่ยวกับวิทยาศาสตร์เพื่อสุขภาพยืนยาว โดยนำเสนอตัวอย่างการประยุกต์ใช้ผลงานจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้งานจริง รวมถึงความก้าวหน้าทางวิทยาการและเทคโนโลยีด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์เพื่อประโยชน์ต่อประเทศชาติและประชาชน

ภายในงานมีการร่วมเปิดโลกวิชาการผ่านเวทีบรรยายเสวนา, นิทรรศการ, และการเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการจริง พร้อมพบหัวข้อเข้มข้น อัปเดตสถานการณ์ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางด้านความมั่นคงทางสุขภาพ ด้านเศรษฐกิจสุขภาพ  และด้านมาตรฐานห้องปฏิบัติการ เป็นต้น

ทั้งนี้ กรมวิทยาศาสตร์การแพทย์มุ่งมั่นสู่การเป็นองค์กรด้านวิทยาศาสตร์การแพทย์และสาธารณสุข อันดับ 1 และอันดับ 5 ของโลก ภายในปี พ.ศ. 2570

Life & Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

Life&Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

Life&Health : เรียนรู้เรื่องการตรวจปัสสาวะ

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ในการตรวจวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการทางการแพทย์นอกจากจะใช้สิ่งส่งตรวจที่เป็นเลือดแล้ว ยังมีสิ่งส่งตรวจประเภทอื่นๆ ที่สามารถใช้ตรวจทางห้องปฏิบัติการเพื่อการวินิจฉัยโรคได้เช่นกัน โดยหนึ่งในนั้นคือ “ปัสสาวะ” นั่นเอง ปัสสาวะเป็นสารน้ำที่เกิดจากการกรองของเสียในเลือดผ่านทางไตและขับออกมานอกร่างกาย โดยปริมาตรของปัสสาวะโดยเฉลี่ยในผู้ใหญ่คือ 600-1,600 มิลลิลิตรต่อวัน ในปัสสาวะประกอบด้วยสารต่างๆ มากมายเช่น น้ำ แร่ธาตุ สารเคมี โปรตีน น้ำตาล ครีเอตินิน เป็นต้น ซึ่งปริมาตรของปัสสาวะที่ขับออกในแต่ละวันจะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับช่วงอายุ อาหารการกิน อุณหภูมิในร่างกาย ปริมาณน้ำที่ดื่ม การทำงานของหัวใจและไต

ข้อมูลจาก ผศ.ดร.ทนพ. เมธี ศรีประพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยว่าการตรวจปัสสาวะช่วยในการวินิจฉัย ติดตาม รวมถึงพยากรณ์โรคได้ นอกจากนี้ยังช่วยอธิบายพยาธิสภาพที่เกิดขึ้นในร่างกายขณะนั้นได้ด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในการประเมินการทำงานของไตในการกำจัดของเสียออกนอกร่างกายและดูดกลับสารที่มีประโยชน์กลับสู่ร่างกาย

ปัจจุบันการเก็บปัสสาวะเพื่อส่งตรวจทางห้องปฏิบัติการมีหลายรูปแบบเช่น

การเก็บปัสสาวะในช่วงเวลาใดก็ได้เพียงครั้งเดียว (random หรือ spot urine collection) เป็นการเก็บปัสสาวะที่นิยมตรวจมากที่สุด ซึ่งในการตรวจสุขภาพประจำปีจะใช้วิธีการเก็บปัสสาวะแบบนี้ ผู้ที่เข้ารับการตรวจจะต้องเก็บปัสสาวะในช่วงกลาง (midstream urine) เพื่อลดการปนเปื้อนของเซลล์หรือสารคัดหลั่งต่างๆ ที่อยู่ในทางเดินปัสสาวะ
การเก็บปัสสาวะครั้งแรกในตอนเช้า (first morning urine) จะเป็นปัสสาวะที่มีความเข้มข้นของสารต่างๆ มากที่สุด เหมาะใช้ในการตรวจการตั้งครรภ์ การตรวจเบาหวานและการเพาะเชื้อแบคทีเรีย
การเก็บปัสสาวะสำหรับการเพาะเชื้อ จะต้องเก็บปัสสาวะในช่วงกลางหรือ midstream urine โดยต้องมีวิธีเก็บที่สะอาดและถูกต้องตามคำแนะนำของบุคลากรทางการแพทย์
การเก็บปัสสาวะโดยการสวนปัสสาวะ (catheterized urine) จะใช้ในกรณีที่ผู้ป่วยไม่สามารถถ่ายปัสสาวะได้เอง
การเก็บปัสสาวะ 24 ชั่วโมง (24-hour urine) มักใช้ในการตรวจเกี่ยวกับความผิดปกติของกระบวนการทำงานของร่างกาย

วิธีการเก็บปัสสาวะที่ถูกต้อง ผู้เก็บจะต้องล้างมือให้สะอาด รวมถึงทำความสะอาดบริเวณอวัยวะเพศให้สะอาดก่อนการเก็บปัสสาวะ จากนั้นปัสสาวะส่วนแรกทิ้งไปก่อนแล้วจึงเก็บปัสสาวะในช่วงกลางในภาชนะที่สะอาดอย่างน้อย 15-20 มิลลิลิตร และนำส่งห้องปฏิบัติการต่อไป

การตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการประกอบด้วยการตรวจทางกายภาพเช่น สี ความขุ่น กลิ่น และตะกอน ลักษณะทางเคมีเช่นการดูปริมาณของสารเคมีรวมถึงสารชีวเคมีที่พบปัสสาวะและการตรวจตะกอนปัสสาวะภายใต้กล้องจุลทรรศน์เพื่อหาเซลล์ที่ผิดปกติ รวมถึงในบางครั้งอาจมีการตรวจทางจุลชีววิทยาในผู้ป่วยที่สงสัยการติดเชื้อในทางเดินปัสสาวะ ประชาชนทั่วไปสามารถสังเกตปัสสาวะของตัวเองเพื่อดูความผิดปกติเบื้องต้นได้โดยสังเกตจากลักษณะทางกายภาพของปัสสาวะเช่นสีของปัสสาวะ กลิ่นของปัสสาวะ ความขุ่นของปัสสาวะ รวมถึงลักษณะของปัสสาวะที่มีความผิดปกติไปเช่นมีฟองในปัสสาวะมาก มีวัตถุหรือเศษเนื้อเยื่อหลุดออกมาในปัสสาวะที่สามารถสังเกตได้ชัดเจน เป็นต้น 

โดยปกติ สีปัสสาวะของคนปกติจะต้องมีสีเหลืองอ่อนจนถึงสีเหลืองอำพัน อย่างไรก็ตามในคนที่ดื่มน้ำน้อย รับประทานอาหารบางประเภท หรือได้รับยาบางชนิดเช่น ยาแก้ปวด ยาปฏิชีวนะ ยาขับเหล็ก หรือ ยาคลายกล้ามเนื้อ อาจทำให้ปัสสาวะมีสีเข้มขึ้นหรือมีสีผิดปกติได้ แต่ถ้าพบสีของปัสสาวะที่ผิดปกติเช่นมีสีแดง สีน้ำตาลอมเหลืองหรือเขียว สีน้ำนม อาจมีความผิดปกติในระบบทางเดินปัสสาวะหรือร่างกายอาจต้องไปตรวจเพิ่มเติมหรือรีบพบแพทย์ทันที อย่างไรก็ตามในช่วงที่ผู้หญิงมีประจำเดือนอาจทำให้ปัสสาวะมีสีแดงได้เช่นกัน ดังนั้นในการไปตรวจปัสสาวะควรแจ้งต่อแพทย์หรือนักเทคนิคการแพทย์ทุกครั้ง นอกจากนี้ปัสสาวะของคนปกติควรใสและไม่มีความขุ่น (อย่างไรก็ตามปัสสาวะที่ตั้งไว้นานอาจมีความขุ่นได้เช่นกัน) สาเหตุของความขุ่นที่บ่งบอกความผิดปกติในร่างกายหรือทางเดินปัสสาวะได้แก่ เม็ดเลือดขาว เม็ดเลือดแดง แบคทีเรีย ยีสต์ เซลล์บุหลอดไต นิ่ว ไขมัน หนอง เป็นต้น

นอกเหนือจากสีของปัสสาวะแล้ว กลิ่นของปัสสาวะสามารถบอกความผิดปกติของสภาวะสุขภาพได้เช่นกัน ในคนปกติปัสสาวะที่ถ่ายออกมาใหม่จะมีกลิ่นหอม (aromatic) แต่ตั้งทิ้งไว้นานเข้าจะมีกลิ่นฉุน อย่างไรก็ตามถ้าปัสสาวะที่ถ่ายออกมาใหม่มีกลิ่นที่ผิดปกติไปเช่น กลิ่นผลไม้ กลิ่นเหม็นเน่า กลิ่นน้ำตาลไหม้ หรือกลิ่นคาวปลาอาจมาจากความผิดปกติในร่างกายได้เช่นการติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ ความผิดปกติของร่างกานในการเผาผลาญไขมัน กรดอะมิโนบางชนิดหรือการคั่งของสารบางอย่างในร่างกาย เป็นต้น 

การแปลผลการตรวจปัสสาวะทางห้องปฏิบัติการเบื้องต้น

เมื่อได้ผลการตรวจปัสสาวะจากทางห้องปฏิบัติการแล้ว เราสามารถประเมินผลการตรวจที่ปกติโดยใช้หลักต่อไปนี้

ปัสสาวะจะต้องใส มีสีเหลืองอ่อนหรือเหลืออำพัน มีปริมาตร 600-1,800 มิลลิลิตรต่อวัน มีค่าความถ่วงจำเพาะอยู่ระหว่าง 1.002-1.040 มีความเป็นกรด-ด่างที่ 4.5-8.0
ต้องตรวจไม่พบสารชีวเคมีหรือสารเคมีบางชนิดได้แก่บิลิรูบิน น้ำตาลกลูโคส คีโตน เอนไซม์ในเม็ดเลือดขาว (leukocyte esterase) ไนไตร์ โปรตีน ยูโรบิลลิโนเจ็น (ควรพบน้อยกว่า 1 มิลลิกรัมต่อเดซิลิตร)
เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และผลึกต่างๆ ในปัสสาวะ รวมถึงเซลล์บุผิวต่างๆ อาจพบได้บ้างแต่ควรพบปริมาณน้อยและอยู่ในค่าอ้างอิงที่กำหนดของแต่ละห้องปฏิบัติการหรือโรงพยาบาล
ไม่ควรพบเชื้อจุลชีพเช่นแบคทีเรีย ยีสต์ เป็นต้น

ประโยชน์ของการตรวจปัสสาวะ

ผลการตรวจปัสสาวะสามารถใช้ช่วยในการวินิจฉัยรวมถึงการพยากรณ์โรคและภาวะความผิดปกติในร่างกายได้เช่น โรคนิ่วในไต (renal calculi หรือ kidney stones) โรคไตอักเสบ (glomerulonephritis) กรวยไตอักเสบ (pyelitis หรือ pyelonephritis) กระเพาะปัสสาวะอักเสบ (cystitis) กลุ่มอาการของโรคไตรั่วหรือโปรตีนรั่ว (Nephrotic syndromes) โรคถุงน้ำในไต (polycystic disease) การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะ (urinary tract infection) ภาวะโรคไตวายเฉียบพลันและเรื้อรัง (acute และ chronic renal failure) โรคเบาหวาน (diabetes mellitus) เป็นต้น

เนื่องจากปัสสาวะเป็นสิ่งที่ถูกขับออกจากร่างกายเพื่อกำจัดของเสียและสารพิษต่างๆ รวมถึงเชื้อโรคบางชนิดที่ก่อให้เกิดโทษต่อร่างกายส่งผลให้สมดุลของร่างกายอยู่ในสภาวะปกติ ดังนั้นการดื่มปัสสาวะหรือการนำมาใช้ประโยชน์เพื่อรักษาโรคเช่น ใช้หยอดตา ตามที่มีรายงานข่าวในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาจึงเป็นความเข้าใจรวมถึงความเชื่อที่ผิดและเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำอย่างยิ่ง เพราะเป็นการการนำของเสียและสารพิษต่างๆ ที่เป็นโทษต่อร่างกายกลับเข้าสู่ร่างกายอีกครั้งหนึ่ง อีกทั้งยังไม่มีข้อมูลหรือหลักฐานทางการแพทย์ที่น่าเชื่อถือยืนยันการใช้ปัสสาวะในการรักษาหรือป้องกันโรค นอกจากนี้ปัสสาวะที่ถูกเก็บภายนอกเป็นระยะเวลานาน จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของสารเคมีหรือของเสียในปัสสาวะรวมถึงมีการเพิ่มจำนวนของเชื้อโรคต่างๆ ถ้าได้รับเข้าไปในร่างกายอาจทำให้เกิดอันตรายต่อสุขภาพได้  สามารถติดตามได้ที่ https://pharmacy.mahidol.ac.th/th/service-knowledge.php

ผ.ศ. (พิเศษ) ดร. อภิสิทธิ์  ฉัตรทนานนท์

ประธานกรรมการ มูลนิธิคุณแม่คุณภาพ

คุณแหน : 3 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 3 ธันวาคม 2568

คุณแหน : 3 ธันวาคม 2568

วันพุธ ที่ 3 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll อนุรัตน์ธรรมประจำจิต ผวจ.ศรีสะเกษเป็นประธานพร้อมด้วย ดร.ฉัฐมงคลอังคสกุลเกียรติ นายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษ,สักก์สีห์พลสันติกุล,ดร.รัฐวิทย์อังคสกุลเกียรติ และ ศรีสุภรณ์ชมศรีหาราชพร ร่วมแถลงข่าวเตรียมจัดงานเทศกาล“SoundofSisaket 2025:ซาวสีเกด2568”ซึ่งจัดขึ้นต่อเนื่องเป็นปีที่4ระหว่าง 18-21 ธ.ค. ณ ย่านวงเวียนแม่ศรี อ.เมือง จ.ศรีสะเกษ..

ll โอม ศิวะดิตถ์ ต้อนรับ วาฤทธิ์ ศิริพิทยาโรจน์ พร้อมชาว Digital Jumpstart #3 ที่ไปศึกษาดูงานการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของไมโครซอฟท์ประเทศไทย..

ll ดร.จรวยพรภัทรลีสมสิริหลังไปดูงานที่เมืองมิลานและตูรินกับหลักสูตรLTE#6เลยชวน ประภาพรรณพิชัยคำและ ปารณีย์อำนวยรักษ์สกุล ไปเที่ยวต่อแบบหนาวๆ สโลว์ไลฟ์ที่เมืองออร์ตาและเมืองอาออสตาอีก4วัน..

ll รสรินเธียรนุกุล,กัญญา ติลกเรืองชัย และ อมรรัตน์ ตันติโชติ เป็นตัวแทนเพื่อนๆ ชาว Brain 2ไปแสดงความเสียใจกับ เกียรติตั้งตรงศักดิ์ที่สูญเสียคุณพ่อ สุเทพ ตั้งตรงศักดิ์..

ll ชื่นชม ทวี จุลศักดิ์ศรีสกุล ซีอีโอบจ.คิงส์แพ็คอินดัสเตรียล ผู้ผลิตบรรจุภัณฑ์และถุงขยะตราฮีโร่ (HERO) ที่ได้สนับสนุนถุงเพื่อการบรรเทาทุกข์รวมกว่า 100,000 ใบ ส่งต่อให้หน่วยงานภาคีต่างๆ นำไปช่วยเหลือพี่น้องชาวใต้..

ll ยุวพลวัตถุ วันเกิดปีนี้ฉลองกับครอบครัวและมิตรสหายสนิทกันที่สุราษฎร์ธานี..

ll อนุโมทนาบุญกับ ดร.ละมูลลือสุขประเสริฐ ที่บริจาคเงินเพื่อสมทบทุนพัฒนาห้องอุบัติเหตุและฉุกเฉินโรงพยาบาลกระทุ่มแบน..ll สภาเภสัชกรรม ร่วมด้วย สภาคณบดีคณะเภสัชศาสตร์แห่งประเทศไทย(สคภท.)ผนึกกำลังกับสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอสร่วมบรรเทาทุกข์คลายข้อสงสัยด้านยาและแนะนำการดูแลตนเองในช่วงน้ำท่วมโดยเภสัชกรจิตอาสาทั้ง4ท่านดังนี้ รศ.ดร.ภญ.พัชราภรณ์สุดชาฎา คณะเภสัชศาสตร์ม.นเรศวรพิษณุโลก,ผศ.ดร.ภญ.ณัฎฐิณี ธีรกุลกิตติพงศ์ คณะเภสัชศาสตร์ม.บูรพาชลบุรี,ภญ.กรกนกวัฒนา,ภญ.ณัฐณิชา พูลช่วย สำนักวิชาเภสัชศาสตร์ ม.วลัยลักษณ์ นครศรีธรรมราช ร่วมพูดคุยให้คำปรึกษาด้านยา และให้คำแนะนำในการดูแลตัวเองเบื้องต้นแก่พี่น้องที่ได้รับผลกระทบจากน้ำท่วมภาคใต้ ปรึกษาได้ที่โทร.02-7902111(50คู่สาย)..ll ปชช.ในพื้นที่น้ำท่วมทั้งที่หาดใหญ่สงขลาภาคใต้และภาคกลาง หากต้องการความช่วยเหลือ โทร.สายด่วน สปสช.1330 กด 7 โทร.ฟรี 24 ชั่วโมง สปสช.จะประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อช่วยเหลือต่อไป แจ้งได้ทุกเรื่องจากสถานการณ์น้ำท่วมเช่นขอความช่วยเหลือเคลื่อนย้ายผู้ป่วยผู้สูงอายุคนพิการ,ผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาต่อเนื่อง ขาดยา,ขอความช่วยเหลือด้านอาหาร น้ำดื่ม, ไปโรงพยาบาลไม่ได้เพราะน้ำท่วม เป็นต้น..ll คู่มือจัดการบ้านหลังน้ำลดของสมาคมสถาปนิกสยามในพระบรมราชูปถัมภ์ (ASA) ดูได้ที่ https://
www.nsplusengineering.com/attachments/view/?attach_id=426342..

ll พระราชทานเพลิงศพเป็นกรณีพิเศษนฤวร ปันยารชุน 3 ธ.ค. 17.00 น. เมรุวัดเทพศิรินทราวาส..

น้องใหม่

พม.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อ

พม.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อ

พม.ลดความเหลื่อมล้ำทางสังคม ช่วยกลุ่มเปราะบาง พร้อมดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 19.22 น.

2 ธันวาคม 2568 นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.) เป็นประธานในพิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการอำนวยความยุติธรรมและการบูรณาการการดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อแก่กลุ่มเปราะบาง ระหว่างกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) กระทรวงยุติธรรม (ยธ.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) พร้อมทั้งเปิดกิจกรรม Kick off การอำนวยความยุติธรรมและการบูรณาการการดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อแก่กลุ่มเปราะบาง โดยมีนายกันตพงศ์ รังษีสว่าง ปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ , นางพงษ์สวาท นีละโยธิน ปลัดกระทรวงยุติธรรม และนายแพทย์โสภณ เอี่ยมศิริถาวร รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข ร่วมลงนาม MOU อีกทั้ง นายกองตรี ดร.ธนกฤต จิตรอารีย์รัตน์ เลขานุการรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ร่วมเป็นสักขีพยาน พร้อมด้วย นายยอดศักดิ์ รักษาแก้ว ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข  นางสาวสุนีย์ ศรีสง่าตระกูลเลิศ รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และคณะผู้บริหารกระทรวง พม. ยธ. และ สธ. เข้าร่วมงาน ณ โรงแรมปริ๊นซ์ พาเลซ กรุงเทพมหานคร

นายอัครา กล่าวว่า กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (พม.) ได้ดำเนินนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” ลดรายจ่าย สร้างรายได้ รีสตาร์ทชีวิต โดยมุ่งเน้นการดูแลทุกครอบครัวอย่างไร้รอยต่อแบบ Family First เพื่อเชื่อมสิทธิและสวัสดิการที่พึงได้ ควบคู่กับการคุ้มครองทางสังคม ด้วยสิทธิสวัสดิการสังคมสำหรับประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบาง และการพัฒนาอาชีพ ภายใต้แนวคิด “Care Economy” ซึ่งสอดคล้องกับนโยบายการบูรณาการด้านคุณภาพชีวิตและด้านคนเปราะบางของ ร้อยเอก ธรรมนัส พรหมเผ่า รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ส่งผลให้วันนี้ มีการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ว่าด้วยการอำนวยความยุติธรรมและการบูรณาการการดูแลสุขอนามัยแบบไร้รอยต่อแก่กลุ่มเปราะบาง เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย “พม.ใกล้คุณ” เป็น “นโยบายใกล้บ้าน” เพื่อให้ “นโยบายถึงบ้าน” ได้โดยเร็วและทั่วถึงมากขึ้น ผ่านการบูรณาการการทำงานร่วมกันระหว่างกระทรวง พม. ยธ. และ สธ. ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการพัฒนาสังคม การสร้างความเป็นธรรม และการส่งเสริมสุขภาพอนามัยของประชาชน

นายอัครา กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นการส่งเสริมการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรม โดยเฉพาะการใช้กระบวนการยุติธรรมทางเลือก อาทิ การไกล่เกลี่ยข้อพิพาท และกระบวนการยุติธรรมเชิงสมานฉันท์ (Restorative Justice) ในการจัดการความขัดแย้ง โดยคำนึงถึงความปลอดภัยของผู้ถูกกระทำความรุนแรงในครอบครัวเป็นสำคัญ ซึ่งจะอำนวยความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมแก่กลุ่มเปราะบาง รวมถึงบูรณาการการดูแลสุขอนามัย โดยการประสานส่งต่อเพื่อการดูแลรักษาโรคภัยไข้เจ็บ การเสริมสร้างสุขภาพ และการบริการด้านสาธารณสุขแก่กลุ่มเปราะบางแบบไร้รอยต่อ ทั้งนี้ หลังจากการลงนามความร่วมมือในวันนี้ ทั้ง 3 กระทรวง จะสามารถแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ พัฒนาศักยภาพบุคลากรในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพและครบถ้วนทุกมิติ  อีกทั้งยังมีการจัดอบรมหลักสูตรการไกล่เกลี่ยข้อพิพาทฯ เพื่อเตรียมความพร้อมสำหรับบุคลากรในการจัดการความขัดแย้ง เป็นกระบวนการสำคัญในการอำนวยความเป็นธรรมและลดความเหลื่อมล้ำในการเข้าถึงกระบวนการยุติธรรมแก่กลุ่มเปราะบาง

นายกองตรี ดร.ธนกฤต กล่าวว่า ความร่วมมือครั้งนี้ เป็นดำริของ นายอัครา พรหมเผ่า รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ โดยให้มีแนวทางการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันระหว่างกระทรวง พม. ยธ. และ สธ. เพราะภารกิจของกระทรวง พม. คือดูแลประชาชนกลุ่มเปราะบางตั้งแต่เกิดไปจนถึงเสียชีวิต ซึ่งเกี่ยวข้องกับการดูแลด้านสุขภาพ และข้อกฎหมายต่างๆ  จึงมี 3 กระทรวงหลักในการดูแลพี่น้องประชาชนเป็นจุดเริ่มต้น เพื่อการทำงานแบบบูรณาการร่วมกันในทิศทางเดียวกัน อาทิ การเกิดอุทกภัยที่ภาคใต้ ทั้ง 3 กระทรวง มีส่วนร่วมในการดูแลประชาชน โดยกระทรวง พม. ดูแลด้านสิทธิสวัสดิการสังคม กระทรวง สธ. ดูแลด้านสุขภาพ และกระทรวง ยธ. ดูแลด้านข้อกฎหมายต่างๆ ที่เกิดจากความเสียหาย อีกทั้งยังมีโครงการที่เกี่ยวข้องเรื่องการไกล่เกลี่ยในกรณีที่มีข้อพิพาทที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะความรุนแรงในครอบครัว

-(016)

ไทยเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี ‘FNCA 2025’ ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เสนอทิศทางพลังงานสะอาดของประเทศ

ไทยเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี 'FNCA 2025' ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เสนอทิศทางพลังงานสะอาดของประเทศ

ไทยเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี ‘FNCA 2025’ ผลักดันความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ เสนอทิศทางพลังงานสะอาดของประเทศ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 16.14 น.

นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) มอบหมายให้ ศาสตราจารย์ ดร.ศุภชัย ปทุมนากุล ปลัดกระทรวง อว. เป็นหัวหน้าคณะผู้แทนไทย พร้อมด้วย รองศาสตราจารย์ ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ผู้อำนวยการสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) เข้าร่วมการประชุมระดับรัฐมนตรี Forum for Nuclear Cooperation in Asia (FNCA) ประจำปี 2025 ซึ่งเป็นกลไกความร่วมมือด้านเทคโนโลยีนิวเคลียร์ระหว่าง 13 ประเทศในเอเชีย–แปซิฟิก ภายใต้การนำของรัฐบาลญี่ปุ่น การประชุมในปีนี้ครอบคลุมความคืบหน้าโครงการร่วมทั้ง 8 ด้าน เช่น การใช้ประโยชน์เครื่องปฏิกรณ์วิจัย การปรับปรุงพันธุ์พืช การใช้รังสีในอุตสาหกรรมและอาหาร การแพทย์นิวเคลียร์ ความปลอดภัยรังสี การจัดการกากกัมมันตรังสี ความมั่นคงปลอดภัยนิวเคลียร์ และการประเมินคาร์บอนจากดินป่าไม้ เพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

ประเทศไทยได้รับเกียรติให้บรรยาย Lead Speech ในหัวข้อ “Prospect of Nuclear Energy in Thailand: From Small Modular Reactors to Fusion Energy—Thailand’s path to a clean energy of the future” โดย รศ.ดร.ธวัชชัย อ่อนจันทร์ ได้นำเสนอทิศทางพลังงานนิวเคลียร์ของไทยในฐานะแหล่งพลังงานฐานที่สะอาดและมั่นคง สนับสนุนเป้าหมาย Carbon Neutrality ปี  2050 และ Net Zero ปี 2065  โดยไทยให้ความสำคัญกับเทคโนโลยีอนาคตสองด้าน คือ

1. เครื่องปฏิกรณ์นิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งมีระบบความปลอดภัยแบบ Passive Safety และถูกบรรจุในร่างแผน PDP 2024

2. เทคโนโลยีฟิวชัน ผ่านการวิจัยด้วยเครื่อง Thailand Tokamak-1 (TT-1) ของ สทน. เพื่อวางรากฐานบุคลากรด้านฟิวชันในประเทศ

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังหารือความท้าทายร่วมของภูมิภาค เช่น การยอมรับของสาธารณชน การพัฒนาบุคลากร กฎหมาย และกรอบความปลอดภัยที่ทันสมัย ซึ่งไทยพร้อมเสริมความร่วมมือในทุกมิติ การเข้าร่วมประชุมครั้งนี้เป็นการสะท้อนบทบาทของไทยในเวทีนิวเคลียร์นานาชาติ และเป็นอีกก้าวสำคัญในการผลักดันพลังงานสะอาดของอนาคต

ภายหลังการเข้าร่วมประชุมรัฐมนตรี FNCA 2025 คณะผู้แทนจากกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และสถาบันเทคโนโลยีนิวเคลียร์แห่งชาติ (สทน.) ได้เดินทางศึกษาดูงานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีนิวเคลียร์ในประเทศญี่ปุ่น เพื่อแลกเปลี่ยนองค์ความรู้และเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่สามารถนำมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานของไทย  การศึกษาดูงานประกอบด้วย 3 แห่งสำคัญ ได้แก่

1.บริษัท Hitachi GE Nuclear Energy ผู้พัฒนาเทคโนโลยีเครื่องปฏิกรณ์ยุคใหม่ รวมถึง SMR แบบ BWRX-300 ซึ่งเป็นหนึ่งในเทคโนโลยีปฏิกรณ์ขนาดเล็กที่ทั่วโลกให้ความสนใจในการผลิตพลังงานสะอาดและปลอดภัย

2.Naka Institute for Fusion Science and Technology (QST) สถาบันวิจัยฟิวชันของญี่ปุ่น ผู้พัฒนาโทคาแมค JT-60SA ซึ่งเป็นเครื่องโทคาแมคแบบ superconducting magnet ที่ใหญ่ที่สุดในโลกที่สามารถใช้งานได้ในปัจจุบัน ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานที่สำคัญต่อการพัฒนาพลังงานฟิวชันในอนาคต

3.Japan Atomic Energy Agency (JAEA) คณะได้เยี่ยมชมเครื่องปฏิกรณ์วิจัย JRR-3 กำลังผลิต 20    เมกะวัตต์ ใช้สำหรับการทดลองลำแสงนิวตรอน การศึกษาวัสดุศาสตร์ และการผลิตไอโซโทปทางการแพทย์ โดยเครื่องปฏิกรณ์นี้ผ่านการปรับปรุงตามมาตรฐานความปลอดภัยใหม่หลังเหตุการณ์ฟุกุชิมะ และกลับมาเดินเครื่องอีกครั้งในปี 2021

การศึกษาดูงานครั้งนี้ช่วยเสริมสร้างเครือข่ายความร่วมมือระหว่างไทยและญี่ปุ่น พร้อมสนับสนุนการพัฒนากำลังคน โครงสร้างพื้นฐาน และองค์ความรู้ด้านนิวเคลียร์และฟิวชัน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนประเทศไทยสู่ระบบพลังงานสะอาดและมั่นคงในอนาคต

-(016)

สำนักอัยการสูงสุด และสมาคมภริยาอัยการ เชิญชวนคนไทยบริจาคโลหิต ๓-๔ ธันวาฯ

สำนักอัยการสูงสุด และสมาคมภริยาอัยการ เชิญชวนคนไทยบริจาคโลหิต ๓-๔ ธันวาฯ

สำนักอัยการสูงสุด และสมาคมภริยาอัยการ เชิญชวนคนไทยบริจาคโลหิต ๓-๔ ธันวาฯ

วันอังคาร ที่ 2 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 15.36 น.

เนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา  นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา สำนักอัยการสูงสุดและสมาคมภริยาอัยการ ร่วมจัดกิจกรรมเชิญชวนข้าราชการทุกหมู่เหล่า และประชาชนทั่วไป ร่วมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา  นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดา วันที่ ๗ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘สำหรับกิจกรรมนี้จัดขึ้นทุกปี โดยปีนี้นับเป็นปีที่ ๒๓  จะถูกจัดขึ้นในวันที่ ๓ และ ๔ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๖๘  ณ อาคารสมาคมภริยาอัยการ (ถนนรัชดาภิเษก) การนี้ คุณเกษร แก้วทิพย์ ในฐานะนายกสมาคมภริยาอัยการ  ได้ให้ความสำคัญกับกิจกรรมนี้เป็นอย่างมาก  และอยากเชิญชวนทุกๆท่านเดินทางมาร่วมบริจาคโลหิตเพื่อถวายเป็นพระราชกุศลเนื่องในวันคล้ายวันประสูติสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ  เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา  นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชรมหาวัชรราชธิดาในปี พ.ศ.๒๕๖๘  เริ่มงานตั้งแต่ ๐๘.๓๐ -๑๗.๐๐ น