Science Update : ‘โดรนตรวจจับความร้อน’ ติดตามสัตว์พื้นเมืองใกล้สูญพันธุ์

Science Update : ‘โดรนตรวจจับความร้อน’ ติดตามสัตว์พื้นเมืองใกล้สูญพันธุ์

Science Update : ‘โดรนตรวจจับความร้อน’ ติดตามสัตว์พื้นเมืองใกล้สูญพันธุ์

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มหาวิทยาลัยเมลเบิร์น ในรัฐวิกตอเรียของออสเตรเลีย เปิดเผยการใช้โดรนติดกล้องตรวจจับความร้อนในการเฝ้าติดตามสัตว์ป่าพื้นเมืองที่ใกล้สูญพันธุ์และหายากที่สุดบางชนิดอย่างมีประสิทธิภาพ คณะนักวิจัยพบว่า โดรนสามารถสำรวจพื้นที่ป่าได้มากกว่าการส่องไฟสปอตไลท์แบบเดิมถึง 10 เท่า เนื่องจากการส่องไฟสปอตไลท์แบบเดิมต้องใช้แรงงานคนเดินเท้าตอนกลางคืนอย่างช้าๆ และมักพลาดที่จะพบเจอสัตว์ รวมถึงก่อความเสี่ยงด้านความปลอดภัยของนักสำรวจด้วย

ผลการศึกษาที่เผยแพร่ผ่านวารสาร Ecological Applications สังกัดสมาคมนิเวศวิทยาแห่งอเมริกา ระบุว่า กล้องตรวจจับความร้อนบนโดรนสามารถตรวจจับความร้อนในร่างกายจากระยะห่างที่ปลอดภัยเหนือยอดไม้ ทำให้รบกวนสัตว์น้อยที่สุด

คณะนักวิจัยเผยว่า โดรนตรวจจับสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมที่อาศัยอยู่บนต้นไม้ในหลายพื้นที่ทั้งหมด 9 ชนิด บันทึกการสังเกตสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมพื้นเมือง นกป่า และสัตว์ที่อาศัยบนพื้นดิน เช่น แบนดิคูต วอมแบต กวางป่า และแมวป่าในพื้นที่วิจัยมากกว่า 1,000 ครั้ง แนวทางเฝ้าติดตามใหม่นี้ยังตรวจจับพอสซัมลีดบีตเตอร์ ซึ่งอยู่ในภาวะใกล้สูญพันธุ์ขั้นวิกฤติ และเกรทเตอร์ไกลเดอร์สายพันธุ์ใต้ ซึ่งเป็นสัตว์ใกล้สูญพันธุ์ในหมู่สัตว์สายพันธุ์อื่นๆ ที่โดดเด่นอีกมากมายด้วย

ทั้งนี้ ประชากรสัตว์ป่าใกล้สูญพันธุ์ในออสเตรเลียกำลังลดจำนวนลงเพราะสูญเสียถิ่นที่อยู่ ไฟป่า และการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ

Health News: ฝังเข็ม’ ช่วยลด ‘ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง’

Health News: ฝังเข็ม’ ช่วยลด ‘ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง’

Health News: ฝังเข็ม’ ช่วยลด ‘ปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง’

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ผลการศึกษาที่ได้รับทุนสนับสนุนจากสถาบันสุขภาพแห่งชาติสหรัฐฯ พบว่า ผู้สูงอายุชาวอเมริกันที่มีอาการปวดหลังส่วนล่างเรื้อรัง ซึ่งได้รับการบำบัดรักษาด้วยการฝังเข็ม มีพัฒนาการด้านการทำหน้าที่ของร่างกายดีขึ้นและอาการปวดลดลง เมื่อเทียบกับผู้รับการรักษาทางการแพทย์แบบปกติเพียงอย่างเดียว

สิ่งที่ทำให้การศึกษาครั้งนี้แตกต่างคือการมุ่งเน้นที่ผู้ใหญ่อายุ 65 ปีขึ้นไปโดยเฉพาะ และถูกออกแบบมาในเชิงปฏิบัติจริง โดยการทดลองทางคลินิก “แบคอินแอคชัน” (BackInAction) มีผู้เข้าร่วม 800 คน ผู้ชายและผู้หญิงอายุ 65 ปีขึ้นไปที่มีประวัติทางการแพทย์ว่าปวดหลังส่วนล่างอย่างน้อย 3 เดือน 1 ใน 3 ของคนกลุ่มนี้ได้รับการฝังเข็มมาตรฐาน 15 ครั้งในช่วง 3 เดือน และอีก 1 ใน 3 ได้รับการฝังเข็มเพิ่ม 6 ครั้งในช่วง 3 เดือนถัดมา

กลุ่มผู้ป่วยที่เข้าร่วมการทดลองนี้ได้ประเมินอาการปวดและข้อจำกัดทางกายภาพหลังจากเข้าร่วมการทดลอง 3 เดือน 6 เดือน และ 12 เดือน โดยหลังจาก 6 เดือนและ 12 เดือน กลุ่มที่รับการฝังเข็มมีอาการปวดและความพิการที่เกี่ยวกับการปวดหลังลดลง รวมถึงการทำหน้าที่ของร่างกายดีขึ้น เมื่อเทียบกับกลุ่มที่รับการรักษาทางการแพทย์แบบปกติเพียงอย่างเดียว คณะนักวิจัยพบด้วยว่า การบำบัดรักษาด้วยการฝังเข็มมีความเชื่อมโยงกับอาการวิตกกังวลลดลงด้วย

การศึกษานี้มุ่งเน้นความสำคัญของการปรับปรุงการเข้าถึงการฝังเข็มสำหรับผู้สูงอายุที่ปวดหลังเรื้อรัง ซึ่งเป็นสาเหตุหลักที่นำสู่ความพิการทั่วโลกและส่งผลกระทบต่อผู้สูงอายุมากกว่า 1 ใน 3 ในสหรัฐฯ

ดาวดวงเด่น! ผู้ชนะเลิศเวที ‘Street to Star’ ต้นแบบผู้แสดงความสามารถรุ่นใหม่

ดาวดวงเด่น! ผู้ชนะเลิศเวที ‘Street to Star’  ต้นแบบผู้แสดงความสามารถรุ่นใหม่

ดาวดวงเด่น! ผู้ชนะเลิศเวที ‘Street to Star’ ต้นแบบผู้แสดงความสามารถรุ่นใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กันตพงศ์ รังษีสว่าง อธิบดีกรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการ เป็นประธานในพิธีมอบรางวัลแก่ผู้แสดงความสามารถที่เข้าร่วมประกวดแข่งขันในรายการ “Street to Star” ภายใต้โครงการส่งเสริมผู้แสดงความสามารถ…เส้นทางจากถนนสู่ดวงดาว ซึ่งเป็นโครงการที่ กระทรวง พม. โดย กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการจัดขึ้นเพื่อเป็นเวทีเปิดโอกาสให้ผู้มีความสามารถจากทั่วประเทศก้าวออกมาแสดงศักยภาพ พร้อมเฟ้นหาดาวดวงเด่น เพื่อต่อยอดช่องทางประกอบอาชีพให้กับผู้แสดงความสามารถมากขึ้น ตลอดจนสามารถเป็นต้นแบบและแรงบันดาลใจให้กับผู้แสดงความสามารถในการพัฒนาตัวเอง โดยมี สัมฤทธิ์ อนุภักดิ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่อาวุโส ฝ่ายการพัฒนาชุมชน ความเสมอภาคและกิจการเพื่อสังคม กลุ่มเซ็นทรัล และ ธันยลักษณ์ พรหมมณี ประธานกรรมการ บริษัท พรหมมณีฟาร์มาซูติคอล จำกัด พร้อมคณะผู้บริหารกระทรวง พม. คณะกรรมการตัดสินและประชาชนร่วมแสดงความยินดี ลาน Eden ชั้น 1 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ (centralwOrld)

เวทีประกวด “Street to Star” เป็นเวทีสำคัญที่กรมพัฒนาสังคมและสวัสดิการต้องการสร้างโอกาสแก่ผู้แสดงความสามารถได้ดึงความสามารถของตนเองออกมาให้สังคมได้เห็นศักยภาพได้อย่างเต็มที่ แบ่งการประกวดเป็น 2 ประเภท คือ การร้องเพลงเดี่ยว (Backing Track) และการร้องเพลงวงดนตรีสด (Live Band) ซึ่งมีผู้แสดงความสามารถเข้าร่วมคัดเลือกจากทั่วประเทศ และผ่านการคัดเลือกสุดเข้มข้น เข้ามารอบชิงชนะเลิศ ประกอบด้วย ประเภทเดี่ยว 11 คน ประเภทวงดนตรี 11 ทีม รวม 46 คน การประกวดรอบชิงชนะเลิศในวันนี้มี ประกาศิต โบสุวรรณ (เดอะปั๋ง),พงศ์พรหม สนิทวงศ์ ณ อยุธยา (พี่ปุ้ม วงตาวัน) และ กันยารัตน์ ติยะพรไชย (ลุลา) มาร่วมเป็นคณะกรรมการตัดสิน ประเภทเดี่ยว ชนะเลิศอันดับ 1 ทัตพิชา กิตติพนังกุล รองชนะเลิศอันดับ 1 วัลภา ลครพล รองชนะเลิศอันดับ 2  ด.ญ.ศุภสุตา รอดคุ้ม ประเภททีม ชนะเลิศอันดับ 1 PK. Fusion Band  รองชนะเลิศอันดับ 1  ทโมน รองชนะเลิศอันดับ 2  Red Ribbon นอกจากนี้ยังมีรางวัลพิเศษ “รางวัลเชิดชูศิลปวัฒนธรรม” คือ วงรองแง็งสวนกวีพื้นบ้าน จ.กระบี่

ทั้งนี้ ผู้ชนะทุกรางวัลจะได้รับถ้วยรางวัลอันทรงเกียรติจาก พลเอก สุรยุทธ์ จุลานนท์ ประธานองคมนตรี รัฐมนตรีว่า การกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ และปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ พร้อมเงินรางวัลรวมมูลค่ากว่า 360,000 บาท

LaLaLove ส่งต่อ ‘โอกาสไม่เคยถูกขัง’ แฟชั่นจากผ้าสม็อกทำมือของทัณฑสถานหญิง

LaLaLove ส่งต่อ ‘โอกาสไม่เคยถูกขัง’  แฟชั่นจากผ้าสม็อกทำมือของทัณฑสถานหญิง

LaLaLove ส่งต่อ ‘โอกาสไม่เคยถูกขัง’ แฟชั่นจากผ้าสม็อกทำมือของทัณฑสถานหญิง

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เพราะโอกาสมีค่าสำหรับผู้ที่เคยผิดพลาด ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเร็กเตอร์แบรนด์ LaLaLove โดย ลินดา เจริญลาภ จึงได้เลือกส่งต่อโอกาสไปยังทัณฑสถานหญิงกลาง ให้ผู้ต้องขังหญิงได้แสดงศักยภาพและยังสามารถนำไปประกอบอาชีพในอนาคตได้

แบรนด์ LaLaLove ร่วมมือกับกรมราชทัณฑ์ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) และพันธมิตร ภูมิใจนำเสนอแฟชั่นพรีเซนเทชั่นที่เต็มไปด้วยหัวใจ ผ่านศิลปะการเย็บ Smocking อันประณีต ที่ผู้ต้องขังหญิงตั้งใจในทุกรอยพับ ทุกการจับจีบ ก่อนกลายเป็นแฟชั่นที่เต็มไปด้วยเรื่องราว

“เอาตรงๆ คือมันสวย! หลังจากที่เราได้เห็นฝีมือเย็บผ้าสม็อกของน้องๆ จากทัณฑสถานหญิงกลาง สิ่งที่เราต้องทำตอนนี้ไม่ใช่แค่ทำ แต่ควรทำในแนวทางที่ยกระดับงานฝีมือผู้ต้องขังสู่งานออกแบบที่มีความสวยเป็นสากล เกิดการซื้อที่คนเห็นคุณค่า ตั้งใจมาซื้อที่ร้าน สร้างรายได้ อาชีพ และโอกาส ให้น้องๆ ที่อยู่ “ข้างใน” มีเงินส่งให้ครอบครัวทุกเดือน หรือถ้าไม่ติดนาน ก็จะได้กลายเป็นเงินเก็บ มีเงินไปตั้งตัว แต่จะทำยังไงให้เกิดขึ้นต่อเนื่อง จากคำถามนี้เรามองไปถึงการนำไปขายต่างประเทศ หรือขายในร้านมัลติแบรนด์ในยุโรป มีคู่มืออธิบายสินค้าที่มีเรื่องเล่า หรือสุดท้ายที่เราอยากจะทำ คือ การสร้าง Workroom-Atelier ขึ้น เป็นพื้นที่สร้างอาชีพที่เราจัดเตรียมความรู้และอุปกรณ์ นี่คือสิ่งที่เราได้แบ่งปันมุมมองกับผู้รับผิดชอบ ที่เรารวมไปจนถึงคุณ ต่างอยากเห็นผู้ต้องขังมีอนาคตและโอกาสที่ดีต่อไป” ลินดา เจริญลาภ ผู้ก่อตั้งและครีเอทีฟไดเร็กเตอร์แบรนด์ LaLaLove กล่าว

ในคอลเลกชันนี้ LaLaLove ยังคงนำวัสดุที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมาใช้เป็นหัวใจของงานออกแบบ ที่กล่าวได้ว่าเป็น “Signature” อันเป็นเอก ลักษณ์ของแบรนด์ ไม่ว่าจะเป็น ผ้าที่ผ่านกระบวนการ Upcycle จากขวดพลาสติก หรือผ้าไทยจากชุมชนที่นำมา Recycle และนำมาสร้างสรรค์ด้วยเทคนิคสม็อกให้โดดเด่นน่าใช้ ประกอบด้วยชุดว่ายน้ำ (Beachwear) จากผ้า Upcycle ที่สั่งผลิตพิเศษ นอกจากนี้ ยังมีเสื้อผ้าแนวไลฟ์สไตล์ (Lifestyle Wear) และกระเป๋า Double Clutch ดีไซน์น่ารัก ใช้งานง่าย เหมาะกับหลายโอกาสในชีวิตประจำวัน ทุกชิ้นงานไม่เพียงสะท้อนความคิดสร้างสรรค์ แต่ยังเชื่อมโยงแฟชั่นเข้ากับความยั่งยืนอย่างแท้จริง

แล้วพบกันเพื่อร่วมส่งต่อโอกาสครั้งใหม่กับ LaLaLove แบรนด์เสื้อผ้าที่ไม่อยากทิ้งใครไว้เบื้องหลังและให้ความสำคัญกับความยั่งยืน

ภาพเด็ดประจำสัปดาห์ : อังกฤษปูพรมแดงต้อนรับ ‘ทรัมป์’ ยิ่งใหญ่

ภาพเด็ดประจำสัปดาห์ : อังกฤษปูพรมแดงต้อนรับ ‘ทรัมป์’ ยิ่งใหญ่

ภาพเด็ดประจำสัปดาห์ : อังกฤษปูพรมแดงต้อนรับ ‘ทรัมป์’ ยิ่งใหญ่

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประมวลภาพเหตุการณ์รัฐบาลอังกฤษจัดพิธีต้อนรับประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐฯ และ เมลาเนีย ทรัมป์ สตรีหมายเลขหนึ่ง ที่เดินทางเยือนอังกฤษอย่างเป็นทางการเป็นครั้งที่สองในฐานะประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างสมเกียรติในสัปดาห์นี้ โดยเฉพาะพิธีต้อนรับทางทหารที่ยิ่งใหญ่ที่สุดสำหรับแขกต่างประเทศเท่าที่เคยมีมา อีกทั้งสมเด็จพระเจ้าชาลส์ที่ 3 ทรงให้การต้อนรับด้วยพระองค์เอง สะท้อนว่าอังกฤษหวังใช้ Soft Power ของราชวงศ์อังกฤษ ที่ทรัมป์ชื่นชอบและโปรดปราน ช่วยกระชับความสัมพันธ์ระหว่างสหรัฐฯ กับอังกฤษให้แน่นแฟ้นยิ่งขึ้น

แหวกฟ้าหาฝัน : Shopping in Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Shopping in Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Shopping in Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่มาเยือนสต็อกโฮม เมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดของกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียแล้ว คงไม่พอใจเพียงแค่การเที่ยวตลาด Hotorgshallen เพื่อสัมผัสประสบการณ์การซื้ออาหารสด และอาหารปรุงเสร็จ รวมทั้งรับประทานอาหารในตลาดเท่านั้น แต่คงอยากมีโอกาสเดินซุปเปอร์มาร์เกตเพื่อสำรวจราคาข้าวของรวมทั้งสัมผัสกับเศรษฐานะผ่านทางราคาของสินค้าอุปโภคบริโภคด้วย ซุปเปอร์ที่สำคัญของเมืองนี้จะไม่ใช่ Chain ร้านค้าแบบประเทศอื่น แต่เป็นสหกรณ์ที่เรียกว่า Coop เฉกเช่นเดียวกันกับสวิตเซอร์แลนด์ก็อยู่ไม่ไกลจากตลาดนี้เช่นกัน นอกจากสัมผัสตลาดและซุปเปอร์แล้ว นักท่องเที่ยงสายช้อปร้อยทั้งร้อยคงอยากสัมผัสประสบการณ์ชอปปิ้งด้วย ไม่เพียงสต็อกโฮมจะสวยงาม สถานที่ช้อปปิ้งยังเต็มไปด้วยของสวยงามและราคาต่ำสุดในกลุ่มประเทศสแกนดิเนเวียอีกต่างหาก ถนน Drottninggaten จึงเป็นอีกถนนที่พลาดไม่ได้

ถนนที่มีประวัติย้อนไปตั้งแต่ทศวรรษที่ 1630 นี้เป็นสัญลักษณ์ของการสร้างเมืองรูปแบบใหม่ ดั้งเดิมนั้น ถนนสายนี้ชื่อ Stora Konungsgatan หรือถนนของพระมหากษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ แต่ต่อมาเปลี่ยนชื่อเป็น Drottninggatan เพื่อเป็นเกียรติแด่พระนางเจ้าคริสติน่าผู้ปกครองเมืองระหว่างปี 1632-54 เพื่อเข้าคู่กันกับถนน Regeringsgatan หรือถนนของรัฐบาล ดั้งเดิมนั้นการตั้งชื่อถนนตามชื่อพระเจ้าแผ่นดินมิใช่ธรรมเนียมปฏิบัติของชาวสแกน แต่ยืมวิธีการมาจากเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์ ความสวยงามของถนนดึงดูดให้คหบดี และศิลปินหลายคนมาซื้อบ้านอยู่ อาทิ Andre Oscar Wallenberg นายธนาคารและคหบดีเจ้าของหนังสือพิมพ์มีบ้านอยู่จนถึงปี 1876 , August Strindberg นักเขียนบทละครก็มาซื้อบ้านอาศัยอยู่ในช่วง 4 ปีสุดท้ายของชีวิต ปัจจุบันบ้านของเขาเป็นที่ตั้งของ Strindberg Museum

ถนนแห่งนี้โด่งดังไปทั่วโลกเมื่อวันที่ 11 ธันวาคม 2010 เมื่อ Taimour Abdulwahab al-Abdaly ลูกครึ่งอิรักสวีเดนได้วางระเบิดพลีชีพที่ถูกเรียกว่า 2010 Stockholm Bombing ส่งผลให้ผู้วางระเบิดและประชาชนเสียชีวิตไปสองราย เหตุการณ์สะเทือนขวัญครั้งนี้ถือเป็นการระเบิดพลีชีพครั้งแรกในประวัติศาสตร์สวีเดนประเทศที่มีแต่ความสงบสุข ต่อมาในวันที่ 7 เมษายน 2017 Rakhmat Akilov ชาวอุซเบกีสถานได้ขับรถฝ่าฝูงชนเข้าไปชนคนเสียชีวิตบนถนน และห้าง Ahlens เหตุการณ์ก่อการร้ายครั้งนี้ถือเป็นครั้งที่สองในรอบ 10 ปีส่งผลให้ประชาชนหวาดกลัวและทำให้ประเทศที่เคยสงบสุขที่สุดในโลกมีแนวคิดเกี่ยวกับผู้อพยพเปลี่ยนไปตลอดกาล

นักท่องเที่ยวที่มีโอกาสมาเยือนถนนสวยแคบ ๆ เส้นนี้ไม่เพียงจะได้สัมผัสกับร้านเสื้อผ้าใหญ่ Zara, H&M, ร้านขายของที่ระลึก และร้านขายผลิตภัณฑ์มุมมิมการ์ตูนอันโด่งดังของสวีเดนแล้ว ที่นี่ยังมี Hotorget Torghandel หรือตลาดนัดที่ชาวนานำดอกไม้ พืชผัก และผลผลิตทางการเกษตรพื้นบ้านมาขายตั้งแต่เช้า 0730 น ด้วยอันจะทำให้นักท่องเที่ยวได้มีโอกาสหาซื้อสินค้าเกษตรพื้นเมืองที่หลากหลายในราคาถูก นอกจากนี้บนถนนสายนี้ยังมี Systembolaget ร้านขายไวน์ขนาดใหญ่ตรงปลายถนนอีกต่างหาก นักดื่มที่มาเยือนประเทศนี้อาจรู้สึกขัดใจยิ่ง ทั้งนี้เพราะไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอลล์เกิน 5% จะไม่มีขายในซุปเปอร์มาเก็ต แต่จะขายในร้านขายไวน์ที่เฉพาะเจาะจงและเปิดเป็นเวลาแค่จันทร์ถึงศุกร์ 10-20 น และเสาร์ขายถึง 15 น เท่านั้น วันอาทิตย์ปิดอีกต่างหากซึ่งถือว่าแปลกมากสำหรับวัฒนธรรมยุโรปที่การดื่มสุราไม่เป็นข้อห้ามทางศาสนา ยิ่งกว่านั้นไวน์ในประเทศนี้ยังราคาค่อนข้างสูงเทียบกับภาคพื้นยุโรป เมื่อรู้เช่นนี้แล้วนักท่องเที่ยวก็จะไม่ประหลาดใจที่เห็นคนพื้นเมืองที่เดินทางไปต่างประเทศจะถือไวน์มากมายติดไม้ติดมือจากร้าน Duty Free ในสนามบินก่อนเดินทางเข้าเมือง

หากนักท่องเที่ยวยังช้อปไม่หนำใจ เลยจากร้านไวน์ไปทางทิศตะวันออกอีกหน่อยจะมีห้างใหญ่ชื่อว่า NK Saluhall ห้างที่ไม่เพียงมีประวัติยาวนานย้อนไปถึงปี 1902 และเป็นห้างแห่งแรกที่มีบันไดเลื่อนของสวีเดน Josef Sachs เจ้าของห้างยังมีห้างขนาดใหญ่เช่นนี้ในรัสเซีย และอาร์เจนติน่าด้วย เขายังเป็นเจ้าของสินค้าใหม่ ๆ เด่น ๆ ของสวีเดนอีกหลายอย่าง อาทิ Lego, Barbie อีกต่างหาก ที่นี่จึงไม่เพียงเต็มไปด้วยสินค้ามากมาย ทั้งยังใหญ่โตและสวยงามที่สุดแห่งหนึ่งของสต็อกโฮมด้วย

พิพิธภัณฑ์พืช จุฬาฯ เก็บรักษาสภาพพันธุ์พืชทั่วไทย คลังความรู้ ต่อยอดยา ไขปริศนาคดีอาชญากรรม

พิพิธภัณฑ์พืช จุฬาฯ เก็บรักษาสภาพพันธุ์พืชทั่วไทย คลังความรู้ ต่อยอดยา ไขปริศนาคดีอาชญากรรม

พิพิธภัณฑ์พืช จุฬาฯ เก็บรักษาสภาพพันธุ์พืชทั่วไทย คลังความรู้ ต่อยอดยา ไขปริศนาคดีอาชญากรรม

วันอาทิตย์ ที่ 21 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ให้บริการวิเคราะห์ตรวจสอบตัวอย่างพืช ตรวจระบุชื่อวิทยาศาสตร์ ทำตัวอย่างพันธุ์ไม้รักษาสภาพ เพื่อต่อยอดการศึกษาและงานวิจัย ใช้ประโยชน์ในอุตสาหกรรมอาหารและยา ระบุพืชต่างถิ่น ไปจนถึงชี้เป้าหลักฐานในคดีอาชญากรรม

ณ พิพิธภัณฑ์พืช ศาสตราจารย์กสิน สุวตะพันธุ์ ตั้งอยู่บนชั้น 4 ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มีตัวอย่างพืชในประเทศมากกว่า 20,000 ตัวอย่าง และตัวอย่างผล เมล็ด ผลิตผลจากพืช ทั้งพืชที่มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและพฤกษศาสตร์พื้นบ้าน ที่นี่ไม่เพียงเป็นคลังข้อมูลเกี่ยวกับพืชที่เปิดให้ผู้สนใจเข้าเยี่ยมชมและเรียนรู้ได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย แต่ยังให้บริการตรวจวิเคราะห์ระบุชื่อวิทยาศาสตร์ของตัวอย่างพืชเพื่อใช้ในการศึกษาด้านความหลากหลายของพืช และงานวิจัยเกี่ยวกับการตรวจหาสารสำคัญในพืชเพื่อประโยชน์ทางอุตสาหกรรมยาและอื่นๆ หรือการตรวจสอบพืชของกลางในงานด้านศุลกากรและงานนิติวิทยาศาสตร์

สำนักงานตำรวจแห่งชาติเคยนำชิ้นส่วนของพืชที่ติดอยู่ที่กางเกงของผู้ต้องหามาให้เราตรวจสอบว่าคือพืชชนิดไหน ขึ้นอยู่ในพื้นที่จำกัดหรือเปล่า สถานที่มาจากตรงไหน เพื่อเป็นหลักฐานประกอบการดำเนินคดี  กรมศุลกากรมีการยึดหอมแขกที่ด่าน แล้วส่งมาให้เราตรวจว่าเป็นพืชชนิดใด พันธุ์ใด ตัวอย่างทั้งหมดที่ส่งมาเป็นชนิดเดียวกันหรือไม่ และสามารถขยายพันธุ์ต่อได้หรือไม่ ปริญญนุช กลิ่นรัตน์ เจ้าหน้าที่บริการวิทยาศาสตร์ (ชำนาญการ) ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ยกตัวอย่างบริการการตรวจสอบตัวอย่างพืชให้กับหน่วยงานและองค์กรต่างๆ

อีกกรณีเป็นบริษัทที่ส่งออกรถยนต์ไปต่างประเทศ ให้เราตรวจสอบชิ้นส่วนของพืชที่ติดอยู่ที่กระจังหน้ารถว่าเป็นพืชชนิดใดและเป็นพืชต่างถิ่นรุกรานหรือไม่ เพราะต่างประเทศเข้มงวดเรื่องนี้มาก เราต้องถามว่าบริเวณรอบโรงงานมีต้นไม้อะไรขึ้นอยู่บ้าง มีพืชกลุ่มนี้ขึ้นอยู่หรือเปล่า ให้เขาส่งภาพถ่ายประกอบเพื่อจะได้รู้ว่ามีโอกาสเป็นพืชที่อยู่รอบๆ และโดนลมปลิวมาติดอยู่ตามรถได้หรือไม่

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์พืช ศาสตราจารย์กสิน สุวตะพันธุ์ อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของหน่วยปฏิบัติการวิจัยพรรณไม้ในประเทศไทย ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ตั้งขึ้นในปี 2503 เพื่อรวบรวมตัวอย่างพืชเป็นฐานข้อมูลเกี่ยวกับพืชของประเทศไทย สนับสนุนการเรียนการสอนและการวิจัยด้านความหลากหลายของพืช และในปัจจุบัน ปริญญนุช กล่าวว่า พิพิธภัณฑ์ฯ ได้เพิ่มการบริการวิชาการเกี่ยวกับการตรวจวิเคราะห์ระบุชื่อวิทยาศาสตร์ของพันธุ์ไม้อย่างเต็มรูปแบบ โดยมีภารกิจหลักในการวิเคราะห์และทดสอบตัวอย่างพืช 3 รายการด้วยกัน คือ 1.การตรวจระบุชื่อวิทยาศาสตร์ของพรรณไม้ , 2.การทำตัวอย่างพันธุ์ไม้รักษาสภาพ ทั้งตัวอย่างแห้งและตัวอย่างดอง รวมถึงตัวอย่างอ้างอิง (Voucher specimen) , 3.การเขียนคำบรรยายลักษณะพรรณไม้

หนึ่งในบริการของพิพิธภัณฑ์พืชคือการตรวจระบุชื่อวิทยาศาสตร์ของพรรณไม้ ซึ่งหลายคนอาจสงสัยว่าในเมื่อเรามีชื่อพืชในภาษาถิ่นแล้ว ทำไมยังต้องระบุชื่อวิทยาศาสตร์ด้วย 

ในแต่ละประเทศหรือแต่ละท้องถิ่นเรียกชื่อพืชชนิดเดียวกันไม่เหมือนกัน เช่น มะละกอ ภาษาเหนือเรียกว่า มะก้วยเทศ ทางอีสานเรียกว่า หมักหุ่ง ส่วนทางใต้เรียก ลอกอ หรือพืชต่างชนิดกันแต่มีชื่อเรียกเดียวกัน เช่น มีพืชที่เรียกว่าตีนตุ๊กแกอยู่ 4-5 ชนิด ทุกชนิดอยู่คนละวงศ์ คนละชนิดกัน เหล่านี้ทำให้เกิดความสับสนได้ จึงต้องมีชื่อทางวิทยาศาสตร์มากำกับเพื่อความเข้าใจเป็นอย่างเดียวกัน ปริญญนุช กล่าวถึงความสำคัญในการตรวจระบุชื่อวิทยาศาสตร์พรรณไม้

การให้ชื่อวิทยาศาสตร์ที่ถูกต้องเป็นหลักสำคัญในการนำไปต่อยอดการศึกษาหรือทำวิจัยเกี่ยวกับพืช เช่น นักเคมีได้นำชื่อวิทยาศาสตร์ไปใช้อ้างอิงเพื่อค้นคว้า ตรวจเอกสารงานวิจัยหาสารสำคัญในพืช ทางเภสัชศาสตร์นำไปต่อยอดทำงานวิจัยเกี่ยวกับยาได้ โดยพื้นฐานต้องรู้ชื่อวิทยาศาสตร์ก่อน ถึงจะเอาไปค้นหาต่อว่ามีใครเคยศึกษาพืชชนิดนั้นแล้วบ้าง อย่างไร” ปริญญนุช กล่าว

ทั้งนี้ การเก็บข้อมูลและรวบรวมพืชพันธุ์ไม้ต่างๆ มีทั้งภาพถ่าย ภาพวาด แต่ที่ขาดไม่ได้คือการเก็บตัวอย่างจริง ทั้งในแบบตัวอย่างแห้งและตัวอย่างดอง – อีกหนึ่งภารกิจสำคัญของพิพิธภัณฑ์พืช

โดย พิพิธภัณฑ์พืช ศาสตราจารย์กสิน สุวตะพันธุ์ เปิดทำการทุกวันจันทร์-ศุกร์ เวลา 9.00-12.00 น. และ 13.00-16.00 น. ปิดวันหยุดนักขัตฤกษ์ ไม่เสียค่าเข้าชม ผู้ที่สนใจติดต่อได้ที่ https://www.botany.sc.chula.ac.th/?page_id=1638 หรือติดต่อโดยตรงที่หน่วยปฏิบัติการวิจัยพรรณไม้ประเทศไทย และพิพิธภัณฑ์พืช ศ. กสิน สุวตะพันธุ์ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ โทร 02 218 5502 (คุณปริญญนุช)

H&M ได้เปิดตัวคอลเล็กชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025

H&M ได้เปิดตัวคอลเล็กชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025

H&M ได้เปิดตัวคอลเล็กชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025

วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.28 น.

H&M ได้เปิดตัวคอลเล็กชันฤดูใบไม้ร่วง/ฤดูหนาว 2025 ในงาน London Fashion Week ที่ 180 The Strand ซึ่งเป็นงานรูปแบบใหม่ที่ฉีกทุกกฎของการนำเสนอแฟชั่น งานนี้มีทีมนางแบบกว่า 70 คน ทั้งหน้าใหม่และระดับไอคอน ร่วมสวมใส่ลุคจาก H&M บนรันเวย์สุดล้ำที่ผสมผสานระหว่างแฟชั่นและดนตรี โลกจริงและโลกดิจิทัล เบื้องหลังและโชว์สุดตื่นตา นอกจากนี้ยังมีการแสดงสดจากศิลปินชื่อดังชาวอังกฤษ Lola Young ต่อหน้าผู้ชม ซึ่งรวมถึง Central Cee, Little Simz, ASAP Nast, Emily Ratajkowski, Gabbriette, Adwoa Aboah และ Lennon และ Anaïs Gallagher ที่นั่งแถวหน้า

งานนี้มีแขกเข้าร่วมงานทั้งสิ้นกว่า 700 ท่าน โดย H&M&180: The London Issue เป็นทั้งรันเวย์ คอนเสิร์ต และแมกกาซีนที่มีชีวิต จัดขึ้นที่คอร์ตยาร์ดของอาคาร 180 ที่มีสถาปัตยกรรมโดดเด่น ท่ามกลางจอภาพขนาดมหึมาและบรรยากาศของเสียงที่เต็มไปด้วยพลัง เพื่อพลิกโฉมประสบการณ์รันเวย์แบบเดิม ๆ โดยมีนางแบบร่วมเดินบนโชว์ในครั้งนี้ อาทิ  Romeo Beckham, Sora Choi, Alex Consani, Paloma Elsesser, Amelia Gray, Iris Law และ Lila Moss

เปิดโชว์ด้วยคอลเลกชัน H&M Studio โดยนางแบบเดินอยู่ท่ามกลางฉากที่จำลองบรรยากาศ
แบบ brutalist ที่ผสานกับความเป็นป่าเขตร้อน ซึ่งเป็นแรงบันดาลใจของคอลเลกชันนี้ นำโดย Jacqui Hooper กับชุดเทเลอริ่งสไตล์เฉียบคม ในขณะที่ Amelia Gray สวมลุคเต็มจาก H&M Studio จับคู่บู๊ตหุ้มขาสูงกับแจ็กเก็ตขนแกะสุดเด่น

“ฉันรักการได้อยู่กับครอบครัว H&M และการได้มาลอนดอน เมืองที่เต็มไปด้วยคาแรกเตอร์และสตรีทสไตล์ ทำให้คอลเลกชันนี้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น ฉันชอบลุคของฉันมาก” Amelia Gray กล่าว

ช่วงที่สองของโชว์นำเสนอบทแรกของ H&M A/W 2025 ที่ได้รับแรงบันดาลใจจาก Britpop และการปฏิวัติทางวัฒนธรรมปลายยุค 90 โดยมี Lola Young เดินรันเวย์ครั้งแรกในลุคแจ็กเก็ตหนัง กระโปรงพลีต และบู๊ตหุ้มข้อ

ในช่วงที่สาม ความดิบของยุค 90 ได้เปลี่ยนเป็นบรรยากาศกลางคืนที่โฉบเฉี่ยวและเย้ายวนมากขึ้น กับบทถัดไปของคอลเลกชัน A/W 2025 ที่เผยโฉมครั้งแรก พร้อมตอกย้ำแนวคิดการผสานโลกจริงและดิจิทัล เมื่อสตรีมเมอร์อย่าง Marlon Lundgren Garcia ลุกจากฟรอนต์โรว์ขึ้นมาเดินแบบด้วยโค้ตขนสัตว์และเบลเซอร์ลายทางจาก H&M Atelier ที่ถูกนำมาผสมในโชว์ ร่วมกับบู๊ตจาก H&M Studio นับเป็นหนึ่งในโมเมนต์เซอร์ไพรส์ของค่ำคืนนี้ สำหรับฟินาเล่ Lola Young ปรากฏตัวขึ้นจากใต้เวทีเพื่อแสดงเพลงฮิต Messy และ d£aler ในลุคเบลเซอร์สีเทา เนกไท เสื้อเชิ้ตลายทาง และมินิสเกิร์ตจากคอลเลกชัน A/W 2025

“ลอนดอนคือบ้านของฉัน เมืองที่ฉันได้ค้นพบเสียงของตัวเอง ดังนั้นมันจึงพิเศษมากที่ได้มาร่วมแสดงกับ H&M ในงานที่สะท้อนถึงสไตล์และการแสดงออกตัวตน” Lola Young กล่าว

งาน H&M&180: The London Issue ยังรวบรวมคนสำคัญจากวงการแฟชั่น ไม่ว่าจะเป็นบรรณาธิการระดับตำนานอย่าง Katie Grand ซึ่งเป็นที่ปรึกษาฝ่ายสร้างสรรค์ของโชว์ และสไตลิสต์ชื่อดัง Jacob K ผู้ดูแลการสไตลิ่งบนรันเวย์ เริ่มต้นวันด้วยการเสวนาและเวิร์กช็อปที่จัดโดยทีม Grand และ Perfect Magazine มีผู้เข้าร่วมจากแวดวงอุตสาหกรรมแฟชั่น นักศึกษา และผู้สนใจแฟชั่น โดยมี Edward Buchanan แห่ง Perfect เป็นผู้ดำเนินรายการ พร้อมวิทยากรอย่าง Susie Lau นักเขียนแฟชั่นดิจิทัล, นางแบบ Amelia Gray, David Kappo หัวหน้าหลักสูตรจากวิทยาลัย Central Saint Martins และผู้กำกับภาพยนตร์ Aidan Zamiri รวมถึงเวิร์กช็อปจากช่างภาพชื่อดัง Sølve Sundsbø ที่เปิดมุมมองเบื้องหลังการทำภาพแฟชั่นในยุคปัจจุบัน ซึ่งเป็นการปูบรรยากาศแห่งการเปิดกว้างและความคิดสร้างสรรค์ ที่กลายมาเป็นเอกลักษณ์ของโชว์ในค่ำคืนนั้น ก่อนปิดท้ายด้วยปาร์ตี้ที่มีดีเจ Honey Dijon, Pxssy Palace และ Miss Jason ร่วมสร้างบรรยากาศสุดคึกคัก ทั้งนี้ งานยังเปิดให้บุคคลทั่วไปเข้าร่วมผ่านการลงทะเบียนทางโซเชียลมีเดียตามแนวทางความเปิดกว้างและโอบรับความหลากหลายของ H&M

Ann-Sofie Johansson ที่ปรึกษาฝ่ายสร้างสรรค์ของ H&M กล่าวว่า “คอลเลกชัน A/W 2025 คือหนึ่งในคอลเลกชันที่แข็งแรงที่สุดของเรา เป็นการสดุดีการแสดงออกถึงตัวตนและสไตล์ส่วนบุคคล พวกเราทุกคนที่ H&M ตื่นเต้นมากที่ได้จุดประกายลอนดอนด้วยการเฉลิมฉลองความคิดสร้างสรรค์ในทุกรูปแบบ ตั้งแต่แฟชั่น ดนตรี ไปจนถึงการเคลื่อนไหว เรารู้สึกเป็นเกียรติที่ได้ร่วมงานกับเหล่าศิลปินอันยอดเยี่ยมมากมาย”

‘จีน่า วิรายา’ควงคนรู้ใจ บุกดูโรงงานผลิตซูเปอร์ฟู้ดแบรนด์’V-GUST’

'จีน่า วิรายา'ควงคนรู้ใจ บุกดูโรงงานผลิตซูเปอร์ฟู้ดแบรนด์'V-GUST'

‘จีน่า วิรายา’ควงคนรู้ใจ บุกดูโรงงานผลิตซูเปอร์ฟู้ดแบรนด์’V-GUST’

วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.08 น.

“จีน่า-วิรายา ภัทรโชคชัย” นักแสดงและนางแบบชื่อดังร่วมเปิดประสบการณ์สายเฮลท์ตี้ พร้อมควงหนุ่มตี๋คนรู้ใจบุกเยี่ยมชมโรงงาน “เค-กรีน คอร์เปอเรชั่น จำกัด”  ผู้ผลิตแบรนด์ V-GUST (วี-กัส) ขนมผักโขมอบกรอบผสมไข่ผำ นวัตกรรมซูเปอร์ฟู้ดเพื่อสุขภาพ ที่ผสานความอร่อยเข้ากับสารอาหารคุณภาพสูงจากธรรมชาติรายแรกของโลก ในครั้งนี้จีน่าบุกดูขั้นตอนการผลิตทุกขั้นตอนและลองลงมือทำด้วยตัวเองด้วย

จีน่า วิรายา เผยว่า “หลังจากได้เห็นทุกขั้นตอนการผลิตจริง ทำให้มั่นใจในมาตรฐานความสะอาด ปลอดภัย และคุณภาพของผลิตภัณฑ์ โดยย้ำว่าเป็นขนมที่อร่อยถูกใจ ทานเพลิน ไม่อ้วน และยังได้ประโยชน์จากโปรตีนสูง สำหรับผลิตภัณฑ์ V-GUST ขนมผักโขมอบกรอบผสมไข่ผำ เปิดตัว 3 รสชาติ ได้แก่  Original (ออริจินอล): รสชาติธรรมชาติ กรอบเบา ทานง่าย  Mild Chili (มายด์ชิลี่): เผ็ดกำลังดี เพิ่มรสชาติแบบไทย ๆ  Spicy Chicken Salad (ยำไก่แซ่บ): แซ่บนัวถูกใจสายจัดจ้าน  ไข่ผำถูกยกย่องว่าเป็น Superfood ระดับโลก เพราะมีโปรตีนสูง กรดอะมิโนจำเป็นครบถ้วน ไฟเบอร์สูง และไขมันต่ำ จึงกลายเป็นอีกหนึ่งตัวเลือกใหม่ของคนรักสุขภาพ ผู้ที่ควบคุมน้ำหนัก และวัยรุ่นหรือวัยทำงานที่มองหาขนมที่ทั้งอร่อยและมีคุณค่าทางโภชนาการ ดีใจที่ได้เห็นแบรนด์ไทยพัฒนาขนมที่ทั้งอร่อยและมีประโยชน์จริง ๆ อยากให้ทุกคนได้ลอง แล้วจะรู้ว่าการดูแลสุขภาพก็สามารถอร่อย สนุก และทันสมัยได้เช่นกัน” จีน่า วิรายา กล่าวปิดท้าย

สำหรับขนมผักโขมอบกรอบผสมไข่ผำแบรนด์ V-GUST เปิดรับตัวแทนจำหน่ายเป็นที่เรียบร้อยแล้วหากท่านใดสนใจนำไปจำหน่ายหรือนำไปรับประทานเองสามารถติดต่อได้ที่สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมอินบ็อกซ์ได้เลย หรือติดต่อ 081-665-5765  Line : @vgustsnack

ปลุกพลังผู้นำหญิง! CP เนรมิตเวทีนวัตกรรม ‘Where Are the Women in Innovation’ ดันผู้หญิงเป็นพลังขับเคลื่อนแห่งอนาคต

ปลุกพลังผู้นำหญิง! CP เนรมิตเวทีนวัตกรรม 'Where Are the Women in Innovation' ดันผู้หญิงเป็นพลังขับเคลื่อนแห่งอนาคต

ปลุกพลังผู้นำหญิง! CP เนรมิตเวทีนวัตกรรม ‘Where Are the Women in Innovation’ ดันผู้หญิงเป็นพลังขับเคลื่อนแห่งอนาคต

วันเสาร์ ที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.38 น.

ปลุกพลังผู้นำหญิง! CP เนรมิตเวทีนวัตกรรม “Where Are the Women in Innovation – Why It Matters” จุดประกายอนาคตที่เท่าเทียมและยั่งยืนในมหกรรม “CP Innovation Exposition & Symposium 2025”

มหกรรม “CP Innovation Exposition & Symposium 2025” มหกรรมด้านนวัตกรรมระดับนานาชาติครั้งที่ 8 จัดโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ (ซีพี) เดินหน้าสู่วันที่สามอย่างยิ่งใหญ่ ณ ทรู ดิจิทัล พาร์ค กรุงเทพมหานคร โดยปีนี้ซีพีย้ำบทบาทในฐานะ องค์กรแห่งนวัตกรรม” (Tech Driven Company 5.0) ที่ขับเคลื่อนความก้าวหน้าของประเทศมากว่าศตวรรษ และกำลังก้าวเข้าสู่ศตวรรษที่สองด้วยพลังแห่งเทคโนโลยี นวัตกรรม และการพัฒนาอย่างยั่งยืน งานนี้รวบรวมผลงานกว่า 200 ชิ้นงานจากพนักงานทั่วโลก จัดแสดง “ชุมชนหุ่นยนต์เสมือน” มากที่สุดครั้งแรกของไทย และเวทีเสวนากว่า 30 เวที โดยมีผู้เชี่ยวชาญด้านเทคโนโลยีจากองค์กรระดับโลกกว่า 60 คน ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

หนึ่งในไฮไลต์สำคัญของวันที่สามคือเวทีเสวนา “Where Are the Women in Innovation – Why It Matters” ที่สะท้อนบทบาทสำคัญของสตรีในโลกแห่งนวัตกรรม โดยมีผู้นำหญิงผู้ทรงพลังมาร่วมแบ่งปันประสบการณ์ ได้แก่ ดร.นิรามัย เอกรัตน์เจริญชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยสุขภาพและอายุยืนยาว เครือเจริญโภคภัณฑ์, นางสาวอรนุช เลิศสุวรรณกิจ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด และนางสาวมนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วม) บริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด โดยมี แคนอติรุจ กิตติพัฒนะ ผู้ประกาศข่าวชื่อดังจากช่อง 3 เป็นผู้ดำเนินรายการ

ดร.นิรามัย เอกรัตน์เจริญชัย ผู้เชี่ยวชาญด้านการวิจัยสุขภาพและอายุยืนยาว เครือเจริญโภคภัณฑ์ ถ่ายทอดแรงบันดาลใจในการเข้าสู่วงการนวัตกรรมว่า จุดเริ่มต้นมาจากการเรียนไบโอเทคและชีวเคมีในช่วงมหาวิทยาลัย ที่ทำให้เห็นพลังของการถอดรหัสพันธุกรรมและความเป็นไปได้ใหม่ ๆ จนนำไปสู่บทบาทสำคัญในซีพีในการค้นหาเทคโนโลยีด้านสุขภาพและอายุยืนยาว ซึ่งที่ผ่านมาไม่ได้มองว่าความเป็นผู้หญิงจะเป็นข้อจำกัดในการศึกษา หรือการทำงานในสายไบโอเทคโนโลยีแต่อย่างใด ตรงกันข้าม สามารถนำจุดเด่นมาบางประการของความเป็นผู้หญิงเข้ามาช่วยพัฒนาการทำงานได้   

 ความเป็นผู้หญิงไม่ใช่ข้อจำกัดในการทำงานด้านเทคโนโลยี คุณค่าของเราไม่จำเป็นต้องให้ใครมาตัดสิน หากเราเคารพและเชื่อมั่นในสิ่งที่เราทำ วันหนึ่งคนอื่นก็จะเห็นคุณค่าเช่นกัน  ดร.นิรามัยกล่าว

อย่างไรก็ตาม ดร.นิรามัย เชื่อว่า หากผู้หญิงมีพื้นที่ในระบบนิเวศนวัตกรรมมากขึ้น เราจะไม่เพียงได้เห็นผู้หญิงเข้ามามีบทบาทมากขึ้นเท่านั้น แต่ยังหมายถึงการสร้างชุมชนที่แข็งแกร่ง ที่พร้อมส่งต่อองค์ความรู้ ประสบการณ์ และพลังการสนับสนุนซึ่งกันและกัน หากเริ่มต้นจากสิ่งเล็ก ๆ รอบตัว ก็สามารถขยายเป็นเครือข่ายที่ทรงพลัง ที่จะช่วยให้ผู้หญิงก้าวขึ้นมาเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้จริง

นางสาวอรนุช เลิศสุวรรณกิจ หรือมิหมี ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ร่วมก่อตั้ง บริษัท เทคซอส มีเดีย จำกัด เล่าถึงเส้นทางจากการถูกบ่มเพาะด้านวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ตั้งแต่วัยเด็ก ก่อนก่อตั้ง Techsauce ขึ้นเพื่อเป็นแพลตฟอร์มสำคัญในการสร้างระบบนิเวศสตาร์ทอัพไทยและเชื่อมโยงสู่ระดับภูมิภาค โดยเธอระบุว่าประเทศไทยจะไม่ได้เผชิญปัญหาความเหลื่อมล้ำทางเพศในอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชัดเจนเหมือนต่างประเทศ ซึ่งนั่นทำให้ความหลากหลายเป็นปัจจัยสำคัญสู่ความสำเร็จ และเป็นเปิดทางให้ผู้หญิงก้าวขึ้นเป็นผู้นำในอุตสาหกรรมได้

การทำงานร่วมกันจากหลากหลายเพศจะทำให้ productivity สูงขึ้น และในเมื่อผู้หญิงกว่าครึ่งของโลกคือผู้ใช้งาน (users) การมีผู้หญิงในฐานะผู้สร้างนวัตกรรมจึงสำคัญไม่แพ้กัน” นางสาวอรนุชกล่าว

นางสาวอรนุช ยังเชื่อว่า ไทยสามารถเป็นต้นแบบที่เปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงจากภูมิภาคอื่น ไม่ว่าจะเป็นญี่ปุ่นหรือประเทศเพื่อนบ้าน ได้เข้ามาศึกษา เรียนรู้ และต่อยอดจากประสบการณ์ของเรา การส่งต่อองค์ความรู้เช่นนี้ไม่เพียงยกระดับผู้ประกอบการหญิงในระดับภูมิภาค แต่ยังช่วยสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมที่แข็งแรงและมีพลังร่วมกันในระดับเอเชีย

นางสาวมนสินี นาคปนันท์ กรรมการผู้จัดการใหญ่ (ร่วมบริษัท แอสเซนด์ มันนี่ จำกัด ถ่ายทอดเส้นทางจากการเรียนวิศวกรรมคอมพิวเตอร์ในยุคเริ่มต้นของอินเทอร์เน็ต ก่อนเข้ามามีบทบาทสำคัญในทรู คอร์ปอเรชั่น และต่อยอดสู่การก่อตั้ง Ascend Money ธุรกิจฟินเทคที่ช่วยแก้ปัญหาทางการเงินของคนไทยและอาเซียน โดยระบุว่าความเป็นผู้หญิงไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการทำงานด้านเทคโนโลยี แต่กลับเป็นมุมมองที่เสริมให้เกิดการทำงานเชิงการทำงานแบบร่วมมือกัน (Collaborative) ที่มีพลัง

ความเป็นผู้หญิงไม่ใช่ข้อจำกัด แต่คือพลังในการสร้างการทำงานร่วมกันอย่างแท้จริง สิ่งสำคัญไม่ใช่เพศชายหรือหญิง ตรงกันข้ามเราควรทำงานแบบร่วมกัน (Collaborative) ขณะเดียวกันก็ส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในการร่วมมือกันข้ามอุตสาหกรรม เพื่อให้เกิดการเรียนรู้ และถ่ายทอด สร้างพลังของผู้หญิงให้มากขึ้น นางสาวมนสินีกล่าว

นางสาวมนสินี ยังกล่าวเสริมว่ามิติการทำธุรกิจไม่ได้พิจารณาจากเพศ หากแต่ใช้ข้อมูลเชิงลึก (data insight) เป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาผลิตภัณฑ์ เช่น กรณีคุณแม่ที่ต้องการเห็นพฤติกรรมการใช้จ่ายของลูก จึงถูกต่อยอดเป็นฟีเจอร์ที่ตอบสนองความต้องการได้อย่างแท้จริง ภายใต้ความยินยอมของผู้ใช้ หรือแม้แต่การสร้างเกมเพื่อปลูกฝังการออมเงินให้กับเด็ก ๆ ทั้งหมดนี้สะท้อนให้เห็นว่าการทำงานที่ตั้งต้นจาก “ปัญหา” และความเข้าใจเชิงลึกของผู้ใช้ คือหัวใจสำคัญของนวัตกรรม

เวทีเสวนาครั้งนี้ไม่เพียงเป็นการแลกเปลี่ยนแนวคิดจากผู้นำหญิงที่ทรงพลัง แต่ยังเป็นการยืนยันว่า ความเท่าเทียม ความหลากหลาย และการเปิดพื้นที่ให้ผู้หญิงมีบทบาท คือกุญแจสำคัญของการขับเคลื่อนนวัตกรรมและสังคมสู่อนาคตที่ยั่งยืน