‘Enlit Asia 2025’ จุดประกายการสนทนาเชิงลึก เปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน

‘Enlit Asia 2025’ จุดประกายการสนทนาเชิงลึก เปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน

‘Enlit Asia 2025’ จุดประกายการสนทนาเชิงลึก เปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคอาเซียน

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.36 น.

ผู้นำอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และผู้สร้างนวัตกรรมจากทั่วภูมิภาค มารวมพลังเพื่อเร่งสร้างสรรค์แนวทางความร่วมมือ ขับเคลื่อนอนาคตพลังงานที่ยั่งยืนและมั่นคงของอาเซียน

Enlit Asia 2025 งานชั้นนำด้านพลังงานของอาเซียน เปิดอย่างเป็นทางการแล้ววันนี้ ณ ศูนย์ประชุมและแสดงสินค้านานาชาติ กรุงเทพฯ (BITEC) โดยรวบรวมผู้นำอุตสาหกรรม ผู้กำหนดนโยบาย และนักนวัตกรรม มาร่วมกำหนดทิศทางอนาคตพลังงานในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ งานนี้จัดขึ้นระหว่างวันที่ 9–11 กันยายน 2568 นำเสนอเทคโนโลยีล้ำสมัย พร้อมส่งเสริมการสนทนาเชิงลึกตลอดทั้งห่วงโซ่คุณค่าพลังงาน ตั้งแต่การผลิตจนถึงการมีส่วนร่วมของผู้ใช้พลังงาน

ในพิธีกล่าวเปิดงาน ดร. วีรพัฒน์ เกียรติเฟื่องฟู รองปลัดกระทรวงพลังงาน เน้นย้ำถึงความมุ่งมั่นของประเทศไทยในการขับเคลื่อนอนาคตพลังงานอย่างยั่งยืนในภูมิภาคอาเซียนว่า “ประเทศไทยมุ่งมั่นส่งเสริมความร่วมมือระดับภูมิภาค เพื่อเร่งการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานที่ยั่งยืนและมีความมั่นคงในอาเซียน” โดยคณะกรรมาธิการยังชี้ให้เห็นความก้าวหน้าของประเทศไทยในการนำพลังงานหมุนเวียนมาใช้ ตอกย้ำบทบาทผู้นำด้านการเปลี่ยนผ่านพลังงานในอาเซียนว่า “ความก้าวหน้าของเราด้านการบูรณาการพลังงานแสงอาทิตย์และลม แสดงให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการสร้างมาตรฐานภูมิภาคด้านการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียน”

วันเปิดงานเริ่มต้นด้วยการเสวนาเวลา 10.15 น. ที่เจาะลึกเส้นทางหลายมิติของอาเซียนสู่ความเป็นกลางทางคาร์บอน การเสวนานี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของวาระการประชุมสุดยอด มุ่งเน้นการสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับเป้าหมายสุทธิศูนย์ ผ่านกลยุทธ์ที่สามารถนำไปปฏิบัติได้ในด้านพลังงานหมุนเวียน ดิจิทัลไลเซชัน และการเชื่อมต่อระดับภูมิภาค เนื้อหาสำคัญของการเสวนาเน้นถึงโครงการส่งไฟฟ้าข้ามพรมแดน กรอบกฎหมายและข้อกำกับดูแล รวมถึงบทบาทสำคัญของหน่วยงานสาธารณูปโภค ผู้พัฒนาเอกชน และผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ ในการเสริมสร้างความมั่นคงของโครงข่าย และขับเคลื่อนความยั่งยืนของระบบพลังงาน

ดร. บัณฑูร เศรษฐศิโรตม์ กรรมการ คณะกรรมการกำกับกิจการพลังงาน (กกพ.) เน้นย้ำบทบาทของประเทศไทยในฐานะศูนย์กลางของระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก (EEC) ในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านพลังงานระดับภูมิภาคว่า “ตำแหน่งยุทธศาสตร์ของประเทศไทยใน EEC ช่วยให้ประเทศสามารถนำการเปลี่ยนผ่านพลังงานในภูมิภาคได้ผ่านนวัตกรรมและความร่วมมือ” ในทำนองเดียวกัน คุณพงศกร ยุทธโกวิท รองผู้ว่าการ (แผนงานและวิศวกรรม) การไฟฟ้าส่วนภูมิภาค มุ่งเน้นเรื่องความมั่นคงด้านพลังงานและกลยุทธ์การลดการปล่อยคาร์บอนสุทธิว่า “การสร้างสมดุลระหว่างความมั่นคงทางพลังงานกับเป้าหมายสุทธิศูนย์จำเป็นต้องบูรณาการพลังงานหมุนเวียนพร้อมกับการรับประกันความเสถียรของโครงข่าย” คุณธวัชชัย สำราญวานิช รองผู้ว่าการยุทธศาสตร์ การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) เสริมว่า “ความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน รวมถึงนวัตกรรมด้านการเงิน มีความสำคัญต่อการเอาชนะความท้าทายด้านการจัดหาเงินทุนสำหรับโครงการพลังงานอย่างยั่งยืน” คุณดิเรก บุญปิยทัศน์ รองผู้ว่าการไฟฟ้านครหลวง (MEA) กล่าวเพิ่มเติมว่า “การวางแผนโครงข่ายอย่างสร้างสรรค์และการใช้โซลูชันดิจิทัลเป็นสิ่งสำคัญในการบูรณาการพลังงานหมุนเวียนและเพิ่มประสิทธิภาพของระบบไฟฟ้าและความมั่นคงของพลังงานในประเทศ”

โดยรวมแล้ว การเสวนาเน้นย้ำบทบาทสำคัญของประเทศไทยในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานในภูมิภาคผ่านระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก

การบรรยายพิเศษเพิ่มเติมได้สำรวจโอกาสในภูมิภาคด้านพลังงานหมุนเวียน ไฮโดรเจน และพลังงานนิวเคลียร์ พร้อมกับการใช้ประโยชน์จาก AI เทคโนโลยีดิจิทัล และการจัดเก็บพลังงานเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ การอภิปรายได้เน้นไปที่การปรับปรุงโรงงานเดิม การใช้เชื้อเพลิงร่วม และเชื้อเพลิงเปลี่ยนผ่านเป็นมาตรการชั่วคราวเพื่อสนับสนุนการผสมผสานพลังงานที่หลากหลายของอาเซียน

Enlit Asia 2025 ทำหน้าที่เป็นเวทีสำหรับนวัตกรรม โดยมีผู้สนับสนุน เช่น Trilliant Networks, Mitsubishi Power และ Kraken สร้างเวทีให้กับอนาคตด้านพลังงานของอาเซียน โดยแพลตฟอร์ม Business Matching สามารถเข้าถึงได้ผ่านแอปพลิเคชันเครือข่ายที่เปิดตัวในเดือนสิงหาคม 2568 ซึ่งช่วยอำนวยความสะดวกในการสร้างความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ โดยให้ผู้เข้าร่วมสามารถนัดประชุมแบบตัวต่อตัวกับผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม เครื่องมือที่ใช้งานง่ายนี้ช่วยให้ผู้เข้าร่วมค้นหาโอกาสทางธุรกิจใหม่ ๆ และเร่งการเติบโต พร้อมเสริมบทบาทของ Enlit Asia ในฐานะตัวเร่งความร่วมมือ

งานประชุมเชิงเทคนิค (Technical Conference) ซึ่งมี Knowledge Hubs เป็นส่วนประกอบ เริ่มต้นด้วยเซสชันที่เข้าร่วมได้ฟรีในสามหอประชุม ครอบคลุมหัวข้อ พลังงานใหม่ (New Energy) ปัญญาประดิษฐ์และดิจิทัล (AI & Digitalisation) และโครงข่ายไฟฟ้าที่ยืดหยุ่น ทนทาน และเชื่อมต่อกัน (Flexible, Resilient & Connected Grid) โดยเซสชันเหล่านี้ จะมอบความรู้เชิงปฏิบัติและกรณีศึกษา พร้อมส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้และนวัตกรรมในอุตสาหกรรม

ภายในงาน มีผู้จัดแสดงมากกว่า 350 ราย แสดงนวัตกรรมและเทคโนโลยีขั้นสูงจากผู้เล่นสำคัญในอุตสาหกรรม กิจกรรมเด่น ของวัน ได้แก่ Nuclear Forum และ Multi-stream Summit ซึ่งเปิดพื้นที่ให้ผู้นำด้านพลังงานได้พูดคุยเกี่ยวกับประสิทธิภาพพลังงาน การผลิตไฟฟ้าอย่างยั่งยืน การพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าอัจฉริยะ และนวัตกรรมพลังงานหมุนเวียน โดยผู้เข้าร่วมสามารถสำรวจโซลูชันที่ปรับแต่งเฉพาะเพื่อตอบสนองความต้องการระบบไฟฟ้าของอาเซียนในปัจจุบันและอนาคต พร้อมทั้งแจกของและโปรโมชั่นจากพันธมิตรที่ช่วยเพิ่มประสบการณ์การเข้าร่วมงานแบบตัวต่อตัว

ทาง Enlit Asia 2025 คาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานมากกว่า 12,000 คน เพิ่มขึ้นจากผู้เข้าชม 11,000 คนในปี 2024 โดยมีบูธผู้จัดแสดงกว่า 350 บูธ ครอบคลุมผู้ให้บริการสาธารณูปโภคในภูมิภาค ผู้ผลิตไฟฟ้าอิสระ ผู้พัฒนาโครงการ ที่ปรึกษา วิศวกร และผู้ใช้พลังงานรายใหญ่ ทำให้งานนี้ตอกย้ำตำแหน่งในฐานะแพลตฟอร์มพลังงานชั้นนำของอาเซียน

“Enlit Asia คือจุดเชื่อมต่อของภาคพลังงานอาเซียน ที่รวมผู้ตัดสินใจและนักนวัตกรรมเข้าด้วยกัน เพื่อร่วมมือและเร่งความก้าวหน้าไปสู่อนาคตพลังงานที่ยั่งยืน” กล่าว คุณไซมอน ฮอร์, Portfolio Director, Enlit Asia

‘กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์’คว้ารางวัลการเชิดชูเกียรติ รับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ

'กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์'คว้ารางวัลการเชิดชูเกียรติ รับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ

‘กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์’คว้ารางวัลการเชิดชูเกียรติ รับรองมาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 13.19 น.

กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ซึ่งประกอบด้วย บริษัท เอ็มมีเน้นซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด และห้างหุ้นส่วนจำกัดเอ็มมีเน้นซ์ ซึ่งเป็นองค์กรชั้นนำด้านนวัตกรรมทางการแพทย์ของประเทศไทย ล่าสุดได้รับการรับรอง มาตรฐานธรรมาภิบาลธุรกิจ จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ประจำปี 2568

ในโอกาสนี้ คุณสุชานันท์ อัจฉริยสุชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ ได้เข้ารับโล่เชิดชูเกียรติจาก คุณฉันทวิชญ์ ตัณฑสิทธิ์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ ถือเป็นอีกก้าวสำคัญที่สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจด้วยความซื่อสัตย์ โปร่งใส และยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลอย่างแท้จริง

การรับรองครั้งนี้สะท้อนถึงการดำเนินงานที่ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาล 6 ประการ ได้แก่ นิติธรรม คุณธรรม ความโปร่งใส การมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ และความคุ้มค่า โดยกระบวนการตรวจสอบยังมีหน่วยงานภายนอกร่วมกำกับดูแลเพื่อสร้างความโปร่งใสและน่าเชื่อถือ อาทิ ศาลฎีกา คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ กรมโรงงานอุตสาหกรรม กรมควบคุมมลพิษ กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม เป็นต้น

การได้รับรางวัลในครั้งนี้ยังนับเป็นการตอกย้ำถึงมาตรฐานการดำเนินงานของกลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ หลังจากที่เพิ่งคว้ารางวัลชนะเลิศ “ธรรมาภิบาลดีเด่น ด้านการปฏิบัติต่อผู้บริโภค ประจำปี 2567” ซึ่งจัดขึ้นภายใต้ความร่วมมือของสี่สถาบันสำคัญ ได้แก่ ธนาคารแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สถาบันป๋วย อึ๊งภากรณ์ และสถาบันพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม เพื่อยกย่องผู้ประกอบการที่ดำเนินธุรกิจโดยยึดมั่นในคุณธรรมและจริยธรรม อันเป็นประโยชน์ต่อคู่ค้า ลูกค้า พนักงาน ตลอดจนสังคมและสิ่งแวดล้อม โดยพิธีมอบรางวัลจัดขึ้น ณ อาคารศูนย์การเรียนรู้ ธนาคารแห่งประเทศไทย

คุณสุชานันท์ อัจฉริยสุชา กรรมการผู้จัดการ กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ เปิดเผยว่า “รางวัลนี้นับเป็นเกียรติและความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคน ตลอดเวลากว่า 50 ปี กลุ่มบริษัทเอ็มมีเน้นซ์ยึดมั่นในหลักธรรมาภิบาลมาโดยตลอด ไม่เพียงเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับลูกค้าและคู่ค้า แต่ยังเป็นแนวทางที่ทำให้องค์กรเติบโตอย่างยั่งยืนท่ามกลางการแข่งขันในระดับสากล”

คุญสุชานันท์กล่าวเพิ่มเติมว่า ความสำเร็จครั้งนี้เกิดจากความร่วมแรงร่วมใจของผู้บริหาร ทีมงาน พนักงาน และพันธมิตรทุกฝ่ายที่ยึดมั่นในค่านิยมความซื่อสัตย์และความรับผิดชอบ จนกลายเป็นรากฐานของการดำเนินงานที่แข็งแรง และเป็นแรงผลักดันให้พัฒนาองค์กรอย่างต่อเนื่อง

“เราจะเดินหน้าสร้างสรรค์นวัตกรรมทางการแพทย์และยกระดับมาตรฐานการดำเนินธุรกิจด้านการแพทย์อย่างไม่หยุดยั้ง เป้าหมายของเราคือการเป็นผู้นำที่ไม่เพียงสร้างคุณค่าในเชิงเศรษฐกิจ แต่ยังใส่ใจต่อสังคม สิ่งแวดล้อม และชุมชนที่เราอยู่ร่วมด้วย” คุณสุชานันท์กล่าวทิ้งท้าย

รพ.จุฬาฯ เดินหน้าจัดอบรมการใช้แอปพลิเคชัน CheckPD แก่อสม. อาสากาชาด

รพ.จุฬาฯ เดินหน้าจัดอบรมการใช้แอปพลิเคชัน CheckPD แก่อสม. อาสากาชาด

รพ.จุฬาฯ เดินหน้าจัดอบรมการใช้แอปพลิเคชัน CheckPD แก่อสม. อาสากาชาด

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 12.57 น.

นายเตช บุนนาค เลขาธิการ สภากาชาดไทย เป็นประธานเปิดงานการลงพื้นที่เชิงรุกคัดกรองโรคพาร์กินสัน ณ หอประชุมโรงเรียนสามโคก ในการนี้ ศ. นพ. รุ่งโรจน์ พิทยศิริ หัวหน้าศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันและกลุ่มโรคความเคลื่อนไหวผิดปกติ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย พร้อมด้วยทีมแพทย์ พยาบาล และเจ้าหน้าที่ศูนย์ความเป็นเลิศทางการแพทย์โรคพาร์กินสันฯ โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย ยังได้จัดอบรมการใช้แอปพลิเคชัน  “CheckPD” พร้อมสอนการตรวจคัดกรองแก่อสม. อาสากาชาด จากนั้นจึงให้บริการตรวจประเมิน และคัดกรองความเสี่ยงโรคพาร์กินสัน พร้อมทั้งยืนยันผลการตรวจโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญแก่ประชาชนที่มาร่วมงานในครั้งนี้ประมาณ 600 คน

พาร์กินสัน เป็นโรคเรื้อรังทางระบบประสาท ที่ส่งผลกระทบอย่างมากต่อคุณภาพชีวิตของผู้ป่วย พบมากในผู้สูงอายุ และยังพบในคนอายุต่ำกว่า 60 ปีอีกด้วย

ผู้ที่สนใจตรวจคัดกรองในเบื้องต้น สามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน CheckPD ได้ที่แอปสโตร์และเพลย์สโตร์ โดยใช้เวลาในการทำแบบประเมินความเสี่ยงประมาณ 20 นาที ซึ่งผลที่ได้จากการทดสอบมีความแม่นยำสูงถึง 90%   

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาท ‘นักปั้นดาว’ ปักหมุดเชื่อมหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาท ‘นักปั้นดาว’ ปักหมุดเชื่อมหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

SACIT เดินหน้าขับเคลื่อนบทบาท ‘นักปั้นดาว’ ปักหมุดเชื่อมหัตถศิลป์ไทยสู่สากล

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) หรือ SACIT เดินหน้ารุกตลาดสากลเต็มรูปแบบ ในฐานะ “นักปั้นดาวแห่งหัตถศิลป์ไทยเชื่อมความงามไกลสู่สากล : Nurturing Thai Crafts to Global Trends” พร้อมผลักดันงานคราฟต์แบรนด์ไทยสู่เวทีการค้าระดับโลก ชูความสำเร็จแบรนด์ไทยที่ส่งต่อคุณค่างานคราฟต์ไทยสู่ตลาดสากล พร้อมปักหมุดเป็นผู้สนับสนุนกลุ่มผู้สร้างสรรค์งานหัตถศิลป์ไทยให้มีการปรับประยุกต์ผลิตภัณฑ์ด้วยนวัตกรรม และความคิดสร้างสรรค์ เพื่อก้าวสู่การเป็นแบรนด์หัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในเวทีนานาชาติ

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย

ผศ.ดร.อนุชา ทีรคานนท์ ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย กล่าวว่า เพื่อขานรับนโยบายของกระทรวงพาณิชย์ในด้านขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์เชื่อมโยงตลาดการค้าระหว่างประเทศ SACIT จึงเดินหน้าภารกิจในการเป็น Trendsetter ที่ส่งเสริมให้คนทำงานหัตถกรรมเข้าใจในเทรนด์ ความชื่นชอบ และความต้องการของตลาด สอดรับกับบทบาทการเป็น “นักปั้นดาวแห่งหัตถศิลป์ไทยเชื่อมความงามไกลสู่สากล – Nurturing Thai Crafts to Global Trends” เพื่อมุ่งผลักดันและอยู่เบื้องหลังความสำเร็จของผู้สร้างสรรค์ผลงานหัตถศิลป์ไทย ตั้งแต่ระดับครูศิลป์ของแผ่นดิน ครูช่างศิลปหัตถกรรม ทายาทช่างศิลปหัตถกรรม New Young Craft และสมาชิก SACIT โดยจะให้ความสำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพ มาตรฐานของผลิตภัณฑ์ นำเอานวัตกรรมเทคโนโลยีผนวกกับความคิดสร้างสรรค์และภูมิปัญญาท้องถิ่นมาประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ ที่จะนำมาสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ไทย พร้อมต่อยอดโอกาสเชิงพาณิชย์สู่การสร้างการรับรู้ถึงแบรนด์สินค้าทั้งตลาดในประเทศไทยและต่างประเทศ

“SACIT ไม่เพียงทำหน้าที่ในการส่งเสริมคุณค่าและเผยแพร่องค์ความรู้เกี่ยวกับภูมิปัญญางานศิลปหัตถกรรมไทยเท่านั้น แต่ยังเป็นผู้ผลักดันกลุ่มผู้สร้างสรรค์งานศิลปหัตถกรรม เพื่อให้สามารถเติบโต ผลิตผลงานที่สอดรับกับเทรนด์โลก โดย SACIT ได้ดำเนินการบ่มเพาะองค์ความรู้ใหม่ ๆ ที่ผสานงานคราฟต์เข้ากับนวัตกรรม หรือให้มีการต่อยอดภูมิปัญญาทักษะเชิงช่างผสมผสานความคิดสร้างสรรค์ เพื่อให้เกิดเป็นผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น โครงการประกวดแนวคิดสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ศิลปหัตถกรรมระหว่างประเทศ (International Craft Creation Concept Award 2025: I.CCA. 2025) หรือโครงการ SACIT Concept ที่เป็นแกนกลางเชื่อมโยงนักออกแบบที่มีชื่อเสียงในวงการงานคราฟต์ มาทำงานร่วมกับช่างหัตถกรรม และสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์งานคราฟต์ที่โดดเด่น มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว ตลอดจนสร้างเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแกร่งทั้งในและต่างประเทศ ตัวอย่างเช่น การร่วมมือกับยูเนสโก และสยามพิวรรธน์ ในการส่งเสริมช่างหัตถศิลป์ไทยในเครือข่ายเมืองสร้างสรรค์ของยูเนสโก (UCCN) เพื่อยกระดับภูมิปัญญาท้องถิ่นจาก 7 จังหวัดเมืองสร้างสรรค์ สู่เวทีโลกผ่านผลงานหัตถศิลป์ร่วมสมัย โดยมีความร่วมมือกับแบรนด์ SIRIVANNAVARI และดีไซเนอร์ชั้นนำในการสร้างสรรค์คอลเลกชันพิเศษ รวมถึงการสร้างเครือข่ายงานคราฟต์ร่วมกับนานาประเทศอย่าง จีน ญี่ปุ่น พม่า และเวียดนาม เป็นต้น โดยมีเป้าหมายในการมีส่วนร่วมพัฒนาและส่งเสริมการเป็นผู้ประกอบการยุคใหม่เพื่อผลักดันกลุ่มผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์ไทยให้มีบทบาทต่อระบบเศรษฐกิจสร้างสรรค์มากยิ่งขึ้น”   

สำหรับสมาชิกของ SACIT ที่มีผลงานไฮไลต์ที่โดดเด่น สร้างการยอมรับในระดับสากล ซึ่งสามารถเป็นแรงบันดาลใจให้แก่ช่างฝีมือไทย อาทิ นายมานพ วงศ์น้อย ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2558 ประเภทเครื่องรัก-เครื่องเขิน ผู้รังสรรค์งานเครื่องรักร่วมสมัย ด้วยเทคนิคลงรักประดับเปลือกไข่ที่ผสมผสานเทคนิคจากต่างประเทศเข้าด้วยกันกับงานรักดั้งเดิมตามภูมิปัญญาล้านนาได้อย่างลงตัว ที่มีผลงานสะดุดสายตาแบรนด์ดังอย่าง Cartier และ แบรนด์จักสานงานไม้ไผ่ “Vassana” โดย นายสาวิน สายมา ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมปี 2568 ประเภทเครื่องจักสาน ที่ฉีกกรอบภาพจำเดิมของงานจักสานแบบดั้งเดิมสู่งานหัตถศิลป์ล้านนาโฉมใหม่ที่สามารถเข้าถึงใจคนในยุคสมัย สามารถเป็นหนึ่งในช่างฝีมือที่สร้างสรรค์ผลงานสุดอลังการร่วมกับแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Dior ใน Dior Gold House รวมถึง นางสาวฐาณิญา เจนธุระกิจ สมาชิก SACIT เจ้าของแบรนด์เครื่องปั้นเซรามิกไทย “THANIYA” แบรนด์คราฟต์ที่ถ่ายทอดจิตวิญญาณแห่งศิลป์ไทยผ่านการหลอมรวมภูมิปัญญางานเซรามิกเข้ากับเทคนิคการเขียนลวดลายสไตล์ Modern Contemporary ได้อย่างงดงาม 

ครูมานพ วงศ์น้อย ครูศิลป์ของแผ่นดิน ปี 2558 ประเภทเครื่องรัก-เครื่องเขิน เล่าถึงโอกาสการต่อยอดเครือข่ายงานหัตถศิลป์กับผลงานล่าสุดว่า ตลอดระยะเวลาหนึ่งทศวรรษที่ผ่านมารู้สึกภาคภูมิใจอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในสมาชิกของ SACIT ซึ่งได้รับโอกาสสำคัญหลายครั้งในการสร้างสรรค์ผลงานให้เป็นที่รู้จัก และล่าสุดได้ร่วมเป็นส่วนหนึ่งของผู้อยู่เบื้องหลังผลงานหัตถศิลป์สร้างสรรค์กับแบรนด์เครื่องประดับหรูระดับโลกอย่าง คาร์เทียร์ บูติก แฟลกชิปสโตร์ ณ ใจกลางกรุงเทพฯ สร้างสรรค์ภูมิปัญญาโบราณงานลงรักปิดทองผสมผสานกับการใช้เปลือกไข่อันบอบบาง ตกแต่งชั้นวางของดิสเพลย์สินค้าประดับภายในร้าน ซึ่งได้รับแรงบันดาลใจจากฝรั่งเศส ผสมผสานกับภูมิปัญญาดั้งเดิมของไทยเข้าไว้ด้วยกันอย่างลงตัว ต้องใช้ระยะเวลานานกว่า 4 เดือนในการสร้างสรรค์ผลงาน ถือเป็นหนึ่งในผลงานชิ้นโบว์แดงจากประสบการณ์กว่า 50 ปี

“การได้ร่วมงานกับลักซ์ชัวรีแบรนด์ชั้นนำถือเป็นหนึ่งในหนทางสร้างการรับรู้ถึงงานศิลปหัตถกรรมไทยอันทรงคุณค่า โดยเฉพาะเทคนิคดังกล่าวซึ่งปัจจุบันมีผู้ชำนาญกลุ่มงานประเภทนี้น้อยราย จึงควรค่าอย่างยิ่งแก่การร่วมกันอนุรักษ์เพื่อไม่ให้สูญหายไป ปัจจุบันฐานลูกค้ามีทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติ โดยได้ส่งออกสู่ตลาดประเทศในแถบยุโรป อาทิ ฝรั่งเศส เบลเยียม และสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งนิยมภาชนะ ทองเหลือง ทองแดง นำมาขึ้นรูปเป็นแจกัน เฟอร์นิเจอร์ไม้รูปสัตว์ ผสานเทคนิคลงรักประดับเปลือกไข่และรักสีอย่างมีเอกลักษณ์” ครูมานพ กล่าว

นายสาวิน สายมา ทายาทช่างศิลปหัตถกรรมปี 2568 ประเภทเครื่องจักสาน (จักสานไม้ไผ่) และทายาทผู้สืบสานแบรนด์ VASSANA (วาสนา) จาก จ.เชียงใหม่ เปิดเผยว่า งานจักสานเป็นมรดกทางภูมิปัญญาที่สั่งสมและถักทอขึ้นจากวิถีชีวิตของผู้คนในท้องถิ่น ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติ ผ่านเส้นสายและลวดลายที่แฝงเรื่องราวของวิถีชีวิต ความเชื่อ วัฒนธรรม และคุณค่าทางสังคม สำหรับแนวทางการสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ของแบรนด์วาสนา ได้ตีความงานจักสานดั้งเดิมให้ร่วมสมัย มีรูปทรงอิสระมากขึ้น ด้วยวิธีสานแบบใหม่ จนเกิดเป็น ‘ลายริ้ว’ ซึ่งเป็นลวดลายที่สร้างเอกลักษณ์ให้แบรนด์ Vassana และผลงานที่สร้างชื่อเสียงให้กับแบรนด์มาอย่างต่อเนื่อง คือ “พวงมาลัยจักสานไม้ไผ่” ที่เกิดจากแรงบันดาลใจในการทำสินค้าที่มีเรื่องราวทางวัฒนธรรมโดยสร้างสรรค์ออกมาได้อ่อนช้อย และมีความคลาสสิก จนผลงานได้รับการยอมรับจากแบรนด์ดังระดับโลกอย่าง Dior และสามารถสร้างตำนานบทใหม่ ส่งต่อคุณค่างานหัตถศิลป์ไทยด้วยการได้เป็นหนึ่งในผู้สร้างสรรค์งานคราฟต์ที่ตกแต่งอยู่ใน Dior Gold House และได้มีการรังสรรค์กระเป๋ารุ่นพิเศษที่ผสมผสาน     เส้นสายของงานจักสานไทยเข้าไว้กับแฟชั่นระดับ iconic อวดสายตานักท่องเที่ยว และยังได้สร้างการยอมรับในงานศิลปหัตถกรรมไทยในเวทีสากล

นอกจากนี้ VASSANA ยังผสานงานจักสานเข้ากับการตกแต่ง-ออกแบบภายในโดยผลิตเป็นชิ้นงาน Art Deco ขนาดปานกลางถึงขนาดใหญ่ที่มีความพลิ้วไหว และยังคงอัตลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างลงตัว โดยรังสรรค์เป็นโมเดลสำหรับตกแต่งอาคารสถานที่ต่าง ๆ เช่น ห้างสรรพสินค้า รีสอร์ท และโรงแรม เป็นต้น ล่าสุดยังได้ต่อยอดความคิดสร้างสรรค์สู่ประสบการณ์มื้ออาหารสุดพิเศษ ผ่านการร่วมมือกับร้านอาหารระดับไฟน์ไดนิ่ง (Fine Dining) ในการออกแบบบรรจุภัณฑ์และของตกแต่งบนโต๊ะอาหารจากงานจักสาน เพื่อมอบประสบการณ์มิติใหม่ให้คนรุ่นหลังได้สัมผัสถึงสุนทรียภาพของวิถีไทยและศิลปหัตถกรรมที่หลอมรวมเป็นหนึ่งเดียวในมื้ออาหารได้อย่างสมบูรณ์แบบ

ฐาณิญา เจนธุระกิจ เจ้าของแบรนด์เครื่องหอม-ของแต่งบ้าน THANIYA (ฐาณิญา) และสมาชิก SACIT

ด้าน นางสาวฐาณิญา เจนธุระกิจ เจ้าของแบรนด์เครื่องหอม-ของแต่งบ้าน THANIYA (ฐาณิญา) และสมาชิก SACIT เปิดเผยว่า เอกลักษณ์ที่โดดเด่นของ THANIYA คือ การนำเอาภูมิปัญญาของงานเซรามิกที่มีเสน่ห์ และมีความประณีตจากการเขียนลายด้วยมือ นำมาปรับประยุกต์ต่อยอดสร้างสรรค์เป็นผลิตภัณฑ์เครื่องหอม ที่มีการพัฒนาสารสกัดของตัวเทียนซึ่งทำจากข้าวหอมมะลิไทยสายพันธุ์ดีจากจังหวัดพระนครศรีอยุธยาและจังหวัดกาฬสินธุ์มาทำเป็นเทียนหอม สามารถสร้างความมั่นใจให้แก่ผู้บริโภคว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัยไร้สารเคมี ทั้งยังประยุกต์สร้างสรรค์กลิ่นต่างๆ โดยคัดสรรดอกไม้และสมุนไพรไทยมาผ่านการกลั่นอย่างพิถีพิถัน จนได้กลิ่นหอมเฉพาะตัว นอกจากนี้ เสน่ห์ที่สะดุดตา สะดุดใจกลุ่มลูกค้าของแบรนด์ THANIYA คือ เครื่องหอมที่บรรจุในเซรามิกที่เขียนลายด้วยมือทีละชิ้น มีทั้งลวดลายกราฟิก และลายไทยร่วมสมัย จับคู่ความผ่อนคลายให้เข้ากับงานหัตถกรรมได้อย่างลงตัว ทั้งยังมีการออกแบบตราสัญลักษณ์สินค้าที่ผสมผสานระหว่างตัวเลขไทยมาเรียงร้อยใหม่ให้เป็นสากล และผสานเอกลักษณ์เครื่องลายคราม อย่างการเขียนสีฟ้าครามลงบนเครื่องเคลือบสีขาวออกแบบฟิวชั่นกับดีไซน์สมัยใหม่ เพื่อให้เข้ากับเทรนด์ของคนรุ่นใหม่มากขึ้น  

ปัจจุบันแบรนด์ THANIYA 1988 ส่งต่อภูมิปัญญาในการเขียนลายเซรามิก ที่เข้าไปอยู่ในผลิตภัณฑ์เครื่องหอมและของตกแต่งบ้าน โดยวางจำหน่ายครอบคลุมทั้งในเอเชียและยุโรป มีสาขาทั้งในไทย และต่างประเทศ อาทิ อิตาลี ออสเตรีย เยอรมนี ไต้หวัน จีน และญี่ปุ่น และยังได้รับคัดเลือกให้เป็นผู้ผลิตของขวัญสำหรับแขกผู้เข้าชมแฟชั่นโชว์ของแบรนด์หรูอย่าง CHANEL Cruise 2019 ที่กรุงเทพฯ รวมถึงแฟชั่นวีคของ Louis Vuitton ในมิลานและเซี่ยงไฮ้ ความสำเร็จนี้ทำให้เครื่องหอมไทยจาก THANIYA 1988 เป็นที่รู้จักในระดับโลก และกลายเป็นงานคราฟต์ไทยที่ได้รับการยอมรับในเวทีนานาชาติ

ดังนั้น การก้าวสู่บทบาท “นักปั้นดาวแห่งหัตถศิลป์ไทย” ของ SACIT ไม่เพียงสะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการต่อยอดคุณค่าและความงดงามของภูมิปัญญาไทย แต่ยังเป็นพลังสำคัญในการเชื่อมโยงเครือข่ายงานคราฟต์ไทยสู่สากล สร้างโอกาสทางเศรษฐกิจให้กับผู้สร้างสรรค์รุ่นใหม่ และยกระดับภาพลักษณ์หัตถศิลป์ไทยให้เป็นที่ยอมรับบนเวทีโลกอย่างยั่งยืนต่อไป

ติดตามข้อมูลข่าวสารของสถาบันส่งเสริมศิลปหัตถกรรมไทย (องค์การมหาชน) ได้ที่เว็บไซต์ https://sacit.or.th/th  หรือเข้าชมรายละเอียดเพิ่มเติมพร้อมอัปเดตกิจกรรมงานคราฟต์ต่าง ๆ ที่น่าสนใจได้ทาง TikTok SACIT Official https://www.tiktok.com/@sacit_official

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เชิญถุงยังชีพพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดเชียงใหม่

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เชิญถุงยังชีพพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดเชียงใหม่

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) เชิญถุงยังชีพพระราชทาน มอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดเชียงใหม่

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย เชิญถุงยังชีพพระราชทานมอบแก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัยจากสถานการณ์พายุโซนร้อน “คาจิกิ”  ในพื้นที่จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อวันที่ 10 กันยายน 2568 ณ หอประชุมโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 31 ตำบลช่างเคิ่ง อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่

ในการนี้มี ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รองประธานกรรมการที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทนประธานกรรมการมูลนิธิฯ เป็นประธานในพิธี , วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิฯ, เอสนะ ชินชำนาญ ผู้อำนวยการกองงานในพระองค์พระเจ้าวรวงศ์เธอฯ กรมหมื่นสุทธนารีนาถ, ทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ พร้อมด้วย หัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารท้องถิ่น กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน และเจ้าหน้าที่มูลนิธิฯ เข้าร่วมในพิธี

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย รอง ปธ.กก.ที่ปรึกษา ทำหน้าที่แทน ปธ.กก. มูลนิธิฯ ประธานในพิธีถวายถุงยังชีพแก่พระภิกษุสงฆ์

จากสถานการณ์พายุโซนร้อน “คาจิกิ” ที่อ่อนกำลังลงเป็นพายุดีเปรสชั่น และเคลื่อนเข้าสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 26 สิงหาคม 2568 ส่งผลให้เกิดฝนตกหนัก และเกิดน้ำท่วมฉับพลัน น้ำป่าไหลหลาก และดินโคลนถล่มในพื้นที่อำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ ประชาชนได้รับผลกระทบใน 4 ตำบล 35 หมู่บ้าน 769 ครัวเรือน 2,816 คน มีผู้ได้รับบาดเจ็บและเสียชีวิต รวมจำนวน 25 ราย และบ้านเรือนประชาชนได้รับความเสียหายจำนวน 157 ครัวเรือน 980 คน

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย ประธานพิธีกล่าวเปิดงาน

มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย จัดตั้งตามพระดำริของพระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ  องค์นายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา  องค์ประธานกรรมการมูลนิธิฯ จึงได้เชิญถุงยังชีพพระราชทานมอบให้แก่ประชาชนผู้ประสบอุทกภัย ณ จังหวัดเชียงใหม่ ประกอบด้วยพระภิกษุสงฆ์ จำนวน 100 รูป และประชาชนในพื้นที่อำเภอแม่เเจ่ม จำนวน 2,000 ถุง เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนและเป็นขวัญกำลังใจให้กับประชาชน

ประธานพิธีมอบถุงยังชีพแก่ประชาชนที่ประสบอุทกภัย

“มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” เป็นองค์กรการกุศลไม่แสวงหาผลกำไร จัดตั้งตามพระดำริของ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าโสมสวลี กรมหมื่นสุทธนารีนาถ ทรงดำรงตำแหน่งเป็นนายกกิตติมศักดิ์ตลอดชีพ และมี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าพัชรกิติยาภา นเรนทิราเทพยวดี กรมหลวงราชสาริณีสิริพัชร มหาวัชรราชธิดา ทรงเป็นประธานกรรมการ มีวัตถุประสงค์เพื่อสนับสนุนและเชื่อมโยงให้ภาครัฐ เอกชน และชุมชน ร่วมกันเกื้อหนุนช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ในยามทุกข์ยากจากอุทกภัยและภัยพิบัติที่รุนแรง คือการร่วมกัน ระดมองค์ความรู้ นวัตกรรม กำลังแรงกาย ทุนทรัพย์ และ จิตสาธารณะเพื่อช่วยเหลือและฟื้นฟูอย่างครบวงจร รวมทั้ง การพัฒนาอาชีพและคุณภาพชีวิตอย่างยั่งยืน นอกจากนี้ ยังสนับสนุนให้ผู้ทุกข์ยากน้อยกว่าช่วยเหลือผู้ทุกข์ยากมากกว่า ผู้ที่แข็งแรงช่วยผู้อ่อนแอ โดยมุ่งเน้นการประทังชีวิตและการฟื้นฟูสภาพจิตใจ

ทศพล เผื่อนอุดม ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ มอบถุงยังชีพ

ตลอดระยะเวลา 30 ปี มูลนิธิฯ ปฏิบัติงานและยึดหลักภายใต้แนวคิด “แบ่งปัน พอเพียง ยั่งยืน“ ร่วมเป็นส่วนหนึ่งแห่งการแบ่งปันน้ำใจเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัยโดยสมทบทุนผ่าน มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ กระแสรายวัน ชื่อบัญชี “มูลนิธิอาสาเพื่อนพึ่ง (ภาฯ) ยามยาก สภากาชาดไทย” เลขที่บัญชี 020-3-04545-1 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่  www.friendsofpa.or.th หรือโทร. 02-054-6546 และ 084-9048785  

วีระศักดิ์ โควสุรัตน์ เลขาธิการมูลนิธิฯ มอบถุงยังชีพ

เอสนะ ชินชำนาญ ผอ.กองงานในพระองค์พระเจ้าวรวงศ์เธอฯ กรมหมื่นสุทธนารีนาถ

ศ.พิเศษ ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย,วีระศักดิ์ โควสุรัตน์, เอสนะ ชินชำนาญ, ทศพล เผื่อนอุดม พร้อมด้วยหัวหน้าส่วนราชการ ผู้บริหารส่วนท้องถิ่นถ่ายภาพที่ระลึกร่วมกับประชาชนที่มารับถุงยังชีพพระราชทาน

ถุงยังชีพพระราชทานสร้างรอยยิ้มช่วยบรรเทาทุกข์ยามประสบความเดือดร้อน

Sea (ประเทศไทย) ผนึกพันธมิตร สร้างการเรียนรู้ด้านการเงินผ่านบอร์ดเกม

Sea (ประเทศไทย) ผนึกพันธมิตร สร้างการเรียนรู้ด้านการเงินผ่านบอร์ดเกม

Sea (ประเทศไทย) ผนึกพันธมิตร สร้างการเรียนรู้ด้านการเงินผ่านบอร์ดเกม

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

Sea (ประเทศไทย) ผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตแพลตฟอร์มชั้นนำ อาทิ Garena, Shopee และ Monee ร่วมกับสถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ (Institute of Board Game for Learning) จัดการแข่งขัน “Wishlist Thailand Tournament 2025” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 2 เดินหน้าสร้างการเรียนรู้เรื่องการเงินส่วนบุคคล เพื่อส่งเสริมให้เกิดภูมิคุ้มกันทางการเงิน ต่อยอดการกระจายบอร์ดเกม “Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน” สู่กลุ่มนักเรียน คุณครู และผู้ปกครอง โดยขยายการแข่งขันครอบคลุมกลุ่มเยาวชน ครอบครัว และบุคคลทั่วไป ชิงเงินรางวัลรวมกว่า 50,000 บาท พร้อมถ้วยเกียรติยศ ซึ่งงานจัดขึ้นเมื่อเร็ว ๆ นี้ ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ (EmSphere) กรุงเทพฯ

พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย) กล่าวว่า “ในโลกที่เต็มไปด้วยความท้าทายทางเศรษฐกิจและความไม่แน่นอนรอบด้าน การปลูกฝังทักษะทางการเงินแก่เยาวชนตั้งแต่วัยเยาว์ถือเป็นสิ่งสำคัญที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของการสร้างพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสม ส่งผลให้เกิดภูมิคุ้มกันในการดำเนินชีวิตด้านอื่นๆ สอดคล้องกับแนวทางขององค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ที่ชี้ว่าควรปลูกฝังความรู้ทางการเงินตั้งแต่วัยเรียน และควรบรรจุไว้ในระบบการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม เราจึงร่วมกับพันธมิตรอย่าง Wizard of Learning และ The Money Coach เพื่อร่วมกันพัฒนา ‘บอร์ดเกมการเงิน Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน’ ให้เป็นสื่อการเรียนรู้ที่สนุก เข้าใจง่าย และได้ลงมือปฏิบัติจริงบนสถานการณ์จำลอง ซึ่งจะช่วยเสริมสร้างทักษะทางการเงินและส่งเสริมการตัดสินใจทางการเงินอย่างมีเหตุผล โดยเดินหน้าต่อยอดสู่การจัดการแข่งขัน Wishlist Thailand Tournament ครั้งที่ 2 ในปีนี้ ภายใต้แนวทาง ‘เข้าถึงและขยายผล’ มุ่งเข้าถึงกลุ่มเยาวชน ครอบครัว และสาธารณชนในวงกว้าง เพื่อสร้างความเข้าใจในแนวคิดพื้นฐานทางการเงิน ตลอดจนทัศนคติและพฤติกรรมทางการเงินที่เหมาะสมอย่างยั่งยืนในระยะยาว โดยในปีนี้มีผู้ร่วมเข้าแข่งขันรวมกว่า 100 คน จาก 4 ภูมิภาคทั่วประเทศไทย”

การแข่งขัน Wishlist Thailand Tournament 2025 รอบชิงชนะเลิศจัดขึ้น ณ ศูนย์การค้าเอ็มสเฟียร์ กรุงเทพฯ โดยในปีนี้ได้ขยายรูปแบบการแข่งขันให้ครอบคลุม 3 รุ่น ได้แก่ รุ่นตัวแทนสถานศึกษา (ระดับมัธยมศึกษา) รุ่นบุคคลทั่วไป (Open) และรุ่นครอบครัว (Family)  เพื่อเปิดโอกาสให้เยาวชน ครอบครัว และประชาชนทั่วไป ได้เรียนรู้ทักษะทางการเงินอย่างสร้างสรรค์ผ่านประสบการณ์การเล่นบอร์ดเกม พร้อมชิงเงินรางวัลรวมกว่า 50,000 บาท ผลการแข่งขันแต่ละรุ่นเป็น ดังนี้ รุ่นตัวแทนสถานศึกษา (ระดับมัธยมศึกษา)  ปีนี้มีนักเรียนจากทั้ง 4 ภูมิภาครวมกว่า 86 โรงเรียน เข้าร่วมการแข่งขัน โดยผ่านการคัดเลือกในรอบภูมิภาคจนได้ 40 โรงเรียนสุดท้าย มาแข่งขันในรอบชิงชนะเลิศ โดย แทนคุณ เหมือนแซง โรงเรียนชุมแพศึกษา จากภาคตะวันออกเฉียงเหนือ คว้าตำแหน่งชนะเลิศไปครอง ได้รับเงินรางวัล 15,000 บาท พร้อมรับเงินสนับสนุนแก่สถานศึกษา 5,000 บาท และ ถ้วยเกียรติยศ Wishlist Thailand Tournament 2025 จากกระทรวงศึกษาธิการ

รุ่นบุคคลทั่วไป (Open)  ที่เปิดรับผู้เข้าแข่งขันทุกช่วงวัย มีผู้เข้าร่วมกว่า 60 คน โดย รุ่งนภา จันทรเสริม คว้ารางวัลชนะเลิศ พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท และถ้วยเกียรติยศ Wishlist Thailand Tournament 2025 จาก Sea (ประเทศไทย) รุ่นครอบครัว (Family) ซึ่งเปิดเป็นรุ่นพิเศษ เปิดโอกาสให้เยาวชนระดับประถมศึกษาได้ร่วมลงสนามแข่งขันกับสมาชิกในครอบครัว โดยการแข่งขันรุ่นครอบครัวถูกจัดขึ้นเป็นปีแรก และมีจุดมุ่งหมายที่จะใช้เกมเป็นจุดเริ่มต้นเปิดบทสนทนาเรื่องการเงินภายในครอบครัวอย่างเป็นธรรมชาติ โดย ธนดล กุลชัยวิวัฒน์กิจ และ เด็กชายปัณชพัฒน์ ทองแดง คว้าชัยชนะ พร้อมเงินรางวัล 10,000 บาท และถ้วยเกียรติยศ Wishlist Thailand Tournament 2025 จาก Sea (ประเทศไทย)

ภายในงานยังมีกิจกรรมความรู้และเวทีเสวนา ภายใต้หัวข้อ ยกระดับภูมิคุ้มกันทางการเงินของคนไทย ภายใต้การขับเคลื่อนของเครื่องมือที่เรียกว่า ‘บอร์ดเกม’  โดย  จันทร์ธิดา พัวรัตนอรุณกร รองผู้อำนวยการ ฝ่ายคุ้มครองและตรวจสอบบริการทางการเงิน  ธนาคารแห่งประเทศไทย เจษฎา วรรณเขจร ผู้อำนวยการกลุ่มงานสื่อสารองค์กร สำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย เดือนเพ็ญ จันทร์ศิริศรี ผู้อำนวยการ ฝ่ายพัฒนาความรู้การเงินขั้นพื้นฐาน ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และ พุทธวรรณ สุภัทรนันท์ ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารองค์กร Sea (ประเทศไทย)

นอกจากนี้ ยังมีเสวนาจุดประกายแลกเปลี่ยนแนวคิดการใช้บอร์ดเกมเป็นเครื่องมือการเรียนรู้ด้านการเงิน ในหัวข้อ บทเรียนด้านการเงินที่เริ่มต้นได้ ด้วยการเล่นบอร์ดเกมในบ้านและโรงเรียน โดย โค้ชหนุ่ม – จักรพงษ์ เมษพันธุ์ (The Money Coach) คุณครูร่มเกล้า ช้างน้อย ครูโรงเรียนเทพศาลาประชาสรรค์ และฤทธิชัย  โฉมอัมฤทธิ์ ผู้ประสานงานเยาวชน โครงการเชียงดาวเมืองแห่งการเรียนรู้ ที่มาร่วมแบ่งปันแนวคิดการสื่อสารเรื่องเงินในเยาวชนและภายในครอบครัวอย่างเข้าใจง่าย ให้ผู้เข้าร่วมงานได้รับความรู้และแรงบันดาลใจไปใช้จริงในชีวิตประจำวัน

จักรพงษ์​ เมษพันธุ์ หรือ “โค้ชหนุ่ม” The Money Coach ซึ่งเป็นผู้ร่วมออกแบบบอร์ดเกม Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน  กล่าวว่า “เราออกแบบบอร์ดเกม Wishlist ให้ผู้เล่นได้สนุกและฝึกฝนทักษะทางการเงินหลายด้านไปพร้อม ๆ กัน ผ่านกลไกของบอร์ดเกมที่ทำให้เราคิดวิเคราะห์ วางแผน และตัดสินใจอย่างเป็นระบบ เพื่อนำบทเรียนที่ได้รับไปปรับใช้ในชีวิตจริง และเติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีความรู้ทางการเงินที่ถูกต้อง สำหรับเยาวชนวัยมัธยมแล้ว สิ่งสำคัญที่เราอยากให้พวกเขาเรียนรู้ คือ การมีเป้าหมายในการออมและการคำนึงถึงการลำดับความสำคัญในการใช้จ่ายเหมือนสถานการณ์จริงที่พบในชีวิตประจำวัน ซึ่งมักต้องเลือกระหว่าง ‘สิ่งที่จำเป็น’ หรือ ‘สิ่งที่อยากได้’

ส่วนกลไกอื่นๆ ภายในเกม Wishlist เช่น ค่าใช้จ่ายจากสถานการณ์ไม่คาดฝัน ค่าครองชีพที่อาจสูงขึ้นกระทันหัน ตลอดจนสินเชื่อ ถูกนำเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของเกมเพื่อให้เด็ก ๆ ได้ลองรับมือกับสถานการณ์จริงที่จะได้พบเมื่อเติบโตขึ้น เพื่อให้พวกเขาใช้เวลาทำความเข้าใจ บ่มเพาะทัศนคติและพฤติกรรมการบริหารจัดการเงินที่ถูกต้องนับตั้งแต่วันนี้ อย่างเช่น ความเข้าใจเกี่ยวกับสินเชื่อ ซึ่งเป็นเครื่องมือทางการเงินที่สร้างประโยชน์ในชีวิตได้ อาทิ การกู้ซื้อบ้านหรือสิ่งจำเป็นเพื่อการเลี้ยงชีพ ทั้งนี้ หากไม่มีการวางแผนการผ่อนชำระคืนที่ดี สินเชื่อก็อาจจะกลายเป็นหนี้และภาระที่ทำให้ตนเดือดร้อนได้ เป้าหมายของเราคือการปลูกฝังความตระหนักรู้นี้ตั้งแต่ยังเด็ก เพื่อช่วยให้คนรุ่นใหม่เติบโตเป็นผู้ใหญ่ที่มีสามารถดูแลตนเองได้อย่างมีความรับผิดชอบ”

วรุตม์ นิมิตยนต์ ผู้อำนวยการสถาบันบอร์ดเกมเพื่อการเรียนรู้ (Institute of Board Game for Learning) กล่าวว่า “บอร์ดเกม Wishlist ถือเป็น ‘กุญแจสำคัญ’ ในการส่งเสริมการเรียนรู้ทางการเงินเชิงรุก ที่เปิดโอกาสให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กและเยาวชน ซึ่งเป็นช่วงวัยที่เปิดรับการเรียนรู้รูปแบบใหม่ที่สนุก ท้าทาย และส่งเสริมปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น เราเชื่อว่าบอร์ดเกมสามารถเป็นเครื่องมือทรงพลังในการเริ่มต้นบทสนทนาเรื่องเงินในทุกบริบทของสังคม เราจึงได้เชื่อมโยงเครือข่ายจากภาครัฐ เอกชน ภาคประชาสังคม และแหล่งเรียนรู้ต่าง ๆ เพื่อขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกันในการสร้างสังคมแห่งการเรียนรู้ทางการเงิน  โดยในปีนี้ มีโรงเรียนเข้าร่วมการแข่งขันกว่า 100 แห่งทั่วประเทศ ก่อให้เกิดกิจกรรมเรียนรู้และแรงกระเพื่อมในระดับพื้นที่อย่างเป็นรูปธรรม อีกทั้ง Wishlist ยังได้รับคัดเลือกให้นำไปจัดแสดงในเวทีระดับนานาชาติ อาทิ Taiwan Original Board Game Expo และ SPIEL ESSEN ประเทศเยอรมนี ซึ่งถือเป็นงานบอร์ดเกมที่ใหญ่ที่สุดในโลก ตอกย้ำศักยภาพของบอร์ดเกมไทยในการสร้างการเปลี่ยนแปลงทางสังคมอย่างแท้จริง”

บอร์ดเกมการเงิน Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน เป็นบอร์ดเกมการเงินที่ช่วยสร้างความรู้ ความเข้าใจเกี่ยวกับแนวคิดทางการเงิน และสามารถนำความรู้ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันผ่านกลไกของบอร์ดเกม อาทิ การบริหารรายรับ การจัดลำดับความสำคัญในการใช้จ่าย การบริหารจัดการสภาพคล่อง การบริหารจัดการหนี้สิน การหารายได้เพิ่ม เป็นต้น นับเป็นพื้นที่จำลองให้ผู้เล่นได้ฝึกฝนการวางแผนทางการเงินอย่างสนุกสนาน ปลูกฝังพฤติกรรมทางการเงินที่ถูกต้องและสามารถใช้ความรู้และทักษะด้านการเงินในการยกระดับคุณภาพชีวิตในอนาคต โดยปัจจุบัน บอร์ดเกมการเงิน Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน ได้รับการกระจายไปยังโรงเรียน ศูนย์การเรียนรู้ และร้านบอร์ดเกมชั้นนำกว่า 500 แห่งทั่วประเทศ พร้อมเปิดให้ดาวน์โหลดในรูปแบบ Print & Play ผ่านเว็บไซต์ seaacademy.com ซึ่งมียอดดาวน์โหลดสะสมกว่า 2,000 ครั้ง สามารถเข้าถึงผู้คนได้มากกว่า 180,000 คนทั่วประเทศ 

นอกจากนี้ ผู้ร่วมพัฒนาบอร์ดเกมฯ อย่าง Wizard of Learning ยังมีการจัดจำหน่ายบอร์ดเกม Wishlist จัดสรรเงิน เติมความฝัน เพื่อขยายโอกาสการเข้าถึงบอร์ดเกมให้กว้างขึ้นสำหรับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการศึกษา หน่วยงานส่งเสริมการเรียนรู้ คุณครู หรือผู้ปกครอง โดยผู้ที่สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ Official Facebook Page ของ Wizard of Learning หรือ SE-ED Book Center ซึ่งเป็นผู้จัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการ

คุณแหน : 12 กันยายน 2568

คุณแหน : 12 กันยายน 2568

คุณแหน : 12 กันยายน 2568

วันศุกร์ ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

  • มูลนิธิโรคไตแห่งประเทศไทย ซึ่งสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ ทรงเป็นองค์ประธานก่อตั้ง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน โดย ศ.กิตติคุณนพ.วิศิษฏ์ สิตปรีชา รองประธานกรรมการบริหาร มูลนิธิโรคไตฯ คนที่ 2 ได้เป็นประธานมอบเครื่องไตเทียม 27 เครื่อง, เครื่องบำบัดทดแทนไตชนิดต่อเนื่อง 7 เครื่อง, ระบบน้ำ 7 รายการ เครื่องมือผ่าตัดไตและระบบทางเดินปัสสาวะและเครื่องมือแพทย์อื่นๆ 24 รายการ รวมทั้งสิ้น 65 รายการ ให้แก่ รพ. 60 แห่งทั่วประเทศ..
  • บมจ.ปตท. มอบเงินสนับสนุนสิทธิประโยชน์การจัดการแข่งขันกีฬาเยาวชนแห่งชาติ ครั้งที่ 41 และกีฬาอาวุโสแห่งชาติ ครั้งที่ 8 ให้กับ จ.สุราษฎร์ธานี เพื่อใช้สนับสนุนการจัดงาน โดยมี ธีรุตม์ ศุภวิบูลย์ผล ผวจ.สุราษฎร์ธานี รับมอบ..
  • บมจ.นอร์ทอีส รับเบอร์ (NER) ล่าสุดคว้าเกียรติบัตร “ESG DNA” จากตลาดหลักทรัพย์ฯ ซึ่งสะท้อนการให้ความสำคัญและมุ่งมั่นขับเคลื่อนองค์กรสู่การพัฒนาอย่างยั่งยืน ตามหลักการ ESG ให้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมองค์กรและขับเคลื่อนธุรกิจไปพร้อมกับ การสร้างคุณค่าที่มากกว่าธุรกิจยาง อีกหนึ่งรางวัลแห่งความภาคภูมิใจของซีอีโอคนเก่ง ชูวิทย์ จึงธนสมบูรณ์ ..
  • บจ.อัลฟ่าเซค และ บมจ.ลาวโทรคมนาคม (LTC) ลงนามความร่วมมือเชิงกลยุทธ์ พัฒนาธุรกิจความมั่นคงไซเบอร์และจัดการข้อมูลส่วนบุคคล โดยเกิดจากความร่วมมือของนักศึกษาหลักสูตร Digital CEO รุ่นที่ 7-8 ได้ผนึกกำลังใช้ความเชี่ยวชาญและเทคโนโลยีร่วมกัน ยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยดิจิทัลและขยายตลาดอาเซียน งานนี้มี ชนะพันธุ์ พิริยะพันธุ์, ชัชวิน พิพัฒน์โชติธรรม, ณิชาภัทร บุญนัดดา, สุพล จันทวีชัย, อรุณเดช บานจิตร, นิวัฒน์ เย็นกาย, ปวริศร์  เอี่ยมอ่ำ ร่วมเป็นสักขีพยานด้วย..
  • ธนิสรา สิงหกุล ผอ.ท่าอากาศยานกระบี่ และ ศาศวัต เด่นแดนโดม รอง กก.ผจก.บจ.แดน-ไทย อีควิปเม้นท์ ร่วมกันมอบทุนการศึกษาให้แก่นักเรียน 4 โรงเรียน ได้แก่ รร.ราชประชานุเคราะห์ 1, รร.ราชประชานุเคราะห์ 2, รร.วัดธรรมาวุธสรณารามและ รร.เทศบาล 1 บ้านกระบี่น้อย..
  • ประพล พรประภา ชวนเพื่อนๆนักวิ่งไปร่วม Abbott World Marathon Majors เหรียญที่ 7 (Seven Star) ที่นครซิดนีย์ ด้วยเพื่อนนักวิ่งหลายคนเพิ่งฟื้นตัวจากการบาดเจ็บ ทั้งผ่าหัวเข่า เอ็นฝ่าเท้าขาด เลยนัดกันวิ่งไป ถ่ายรูปไป จบ Seven Star ไปแบบชิลๆด้วยการใส่เสื้อสีชมพู วิ่งจับมือกันเข้าเส้นชัยพร้อมกัน 6 คนรวด ซึ่ง 3 ใน 6 คนนี้ ได้สอยดาวดวงที่ 7 ไปเชยชม..
  • ประภา ปูรณโชติ วันเกิดปีนี้ไปทำบุญที่วัดชนะสงคราม พร้อมไปปล่อยปลาที่วัดเทวราชกุญชร แล้วไปทานกลางวันกับเพื่อนๆหลายกลุ่ม ณ บ้านตึกดิน..
  • เพื่อนๆร่วมเลี้ยงฉลองวันเกิดให้ ชลธิดา โพธิสมภรณ์ และ เข็มอัปสร สิริสุขะ โดยมี นิทัศน์ วรพนพิพัฒน์, วีรพล สวรรค์พิทักษ์, ยอดฤดี สันนติกุล, จันทร์เพ็ญ เพ็งสมบัติ, อรอุมา สีแสงทอง ร่วมด้วย..
  • เปิดโลกอนาคตของอุตสาหกรรมเกษตร กับ AI Expo ครั้งแรก และเวที 45th AIKU Trends Truths TED Talks 13 ก.ย. 14.00–18.00 น. ณ อาคารจักรพันธ์เพ็ญศิริ ม.เกษตรศาสตร์..

น้องใหม่

จากความแห้งแล้งสู่ความหวังใหม่ “มิตรผล โอเอซิส” พลิกวิกฤตน้ำด้วย “โอเอซิสเพื่อการเกษตร” สร้างความยั่งยืนของเกษตรกรไทย

จากความแห้งแล้งสู่ความหวังใหม่ “มิตรผล โอเอซิส” พลิกวิกฤตน้ำด้วย “โอเอซิสเพื่อการเกษตร” สร้างความยั่งยืนของเกษตรกรไทย

จากความแห้งแล้งสู่ความหวังใหม่ “มิตรผล โอเอซิส” พลิกวิกฤตน้ำด้วย “โอเอซิสเพื่อการเกษตร” สร้างความยั่งยืนของเกษตรกรไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.46 น.

หากเอ่ยถึง “โอเอซิส” คนส่วนใหญ่คงมีภาพจำของแหล่งน้ำที่มอบชีวิตและความหวังท่ามกลางความร้อนระอุในทะเลทราย แม้ดูเป็นเรื่องที่ไกลตัว แต่ในห้วงเวลาที่โลกกำลังเผชิญกับวิกฤตสภาพอากาศ หลายคนอาจจะกำลังมองหา “โอเอซิส” ที่เป็นเหมือนความหวังใหม่ในชีวิตก็เป็นได้ เพราะเมื่อหันมาดูสภาพอากาศบ้านเราที่ช่วงนี้เป็นฤดูฝนที่ควรจะชุ่มฉ่ำ แต่ในหลายพื้นที่ของประเทศไทยกลับต้องเผชิญกับภาวะฝนทิ้งช่วง บางพื้นที่เผชิญกับน้ำหลาก สถานการณ์นี้เป็นผลพวงจากความแปรปรวนของสภาพภูมิอากาศที่ทวีความรุนแรงขึ้นทุกปี และผู้ที่ได้รับผลกระทบมากก็หนีไม่พ้น “ภาคเกษตร” ซึ่งเป็นรากฐานสำคัญที่ค้ำจุนความมั่นคงทางอาหารของโลก

ในวิกฤตภัยแล้งและน้ำท่วมที่เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า การบริหารจัดการน้ำจึงเป็นหัวใจสำคัญที่ไม่อาจมองข้ามได้ และต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วนเพื่อหาทางออกที่ยั่งยืน กลุ่มมิตรผล ในฐานะผู้นำในอุตสาหกรรมอ้อยและน้ำตาล จึงได้ริเริ่มโครงการ “Mitr Phol Oasis” หรือ “โอเอซิสเพื่อการเกษตร” ที่เป็นแหล่งกักเก็บน้ำขนาดใหญ่สำหรับบรรเทาปัญหาภัยแล้งและอุทกภัยจากน้ำท่วมให้แก่เกษตรกรชาวไร่อ้อยในพื้นที่อย่างยั่งยืน

บรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล กล่าวว่า  กลุ่มมิตรผลในฐานะองค์กรที่ช่วยขับเคลื่อนภาคเกษตรไทย เราไม่ได้มองบท บาทของตัวเองแค่การทำธุรกิจ แต่ในฐานะพลเมืองคนหนึ่งของประเทศที่เชื่อว่าน้ำคือรากฐานความมั่นคงของชีวิตผู้คน เศรษฐกิจ และสิ่งแวด ล้อม ความเชื่อนี้ผลักดันให้เราพัฒนาแนวทางการบริหารจัดการน้ำที่ยั่งยืนและแบ่งปันประโยชน์นั้นคืนสู่ชุมชนและสังคมไทย โดยทุกวันนี้ปัญ หาโลกร้อนที่ทำให้สภาพอากาศแปรปรวน นับเป็นความท้าทายใหญ่ของภาคเกษตร และหนึ่งในแนวทางที่สามารถรับมือกับปัญหานี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพคือ การจัดหาแหล่งน้ำสำรอง(Resource)เราจึงริเริ่มโครงการ ‘Mitr Phol Oasis’ ขึ้นมาเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนของเกษตร กรจากวิกฤตภัยแล้งและน้ำท่วม โครงการฯ นี้ไม่เพียงแต่เป็นแหล่งน้ำไว้ใช้ทำการเกษตรและดำรงชีวิต แต่ยังเป็นเหมือนโอเอซิสที่สร้างความหวังให้กับเกษตรกรในพื้นที่ นอกจากนี้ เรายังมุ่งมั่นที่จะส่งมอบความรู้วิธีการบริหารจัดการน้ำอย่างเป็นระบบแนวทาง ‘มิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม’ เพื่อให้เกิดการวางแผนในการใช้น้ำ แบ่งปันกันอย่างเท่าเทียม และใช้ทรัพยากรน้ำอย่างรู้คุณค่าและยั่งยืน”

โครงการ “Mitr Phol Oasis” ได้พัฒนาขึ้นในพื้นที่ลุ่มต่ำที่เกิดน้ำท่วมบ่อยครั้ง และสร้างเป็นอ่างกักเก็บน้ำขนาดใหญ่ มีความจุมากกว่า 1 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยจะเปิดประตูรับน้ำจากธรรมชาติในช่วงฤดูน้ำหลากเพื่อบรรเทาปัญหาน้ำท่วม มากักเก็บไว้ใช้ในฤดูแล้งเพื่อบรรเทาปัญหาขาดแคลนน้ำ และวางระบบกระจายน้ำไปยังไร่อ้อยของเกษตรกรอย่างทั่วถึง ปัจจุบันมีโครงการฯ ทั้งหมด 4 แห่งในจังหวัดขอนแก่น ชัยภูมิ สุ พรรณบุรี และกาฬสินธุ์ ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์กว่า 22,000 ไร่ โครงการฯ นี้ไม่เพียงช่วยให้เกษตรกรสามารถบรรเทาปัญหาช่วงน้ำหลากและรับมือกับภัยแล้งได้ดีขึ้นแล้ว แต่ยังช่วยเพิ่มผลผลิต เพิ่มรายได้ และลดต้นทุนค่าน้ำได้มากถึง 3,500 บาทต่อไร่ต่อปี นอกจากนี้ยังสร้างรายได้จากการจ้างงานในชุมชนอีกด้วย

ชีวิตที่เปลี่ยนไปเมื่อ “โอเอซิส” มาถึง

เมื่อเดินทางลงพื้นที่สำรวจโครงการโอเอซิส ณ บ้านถนนกลาง ตำบลสระพัง อำเภอบ้านแท่น จังหวัดชัยภูมิ สิ่งที่ได้เห็นคือไร่อ้อยที่เขียวขจีตัดกับสภาพอากาศที่ร้อนระอุและแห้งแล้ง แม่เอี้ยง-บุษกร ขันแข็ง เกษตรกรในพื้นที่ เล่าถึงชีวิตก่อนที่จะมีโครงการฯ นี้ให้ฟังว่า “แถวนี้ห่างไกลจากแหล่งน้ำและพอฝนตกน้ำก็ท่วมสูงทุกปี เลยลองปลูกอ้อยเพราะทนต่อสภาพภูมิอากาศได้ดีกว่า เวลาโดนน้ำท่วมอย่างน้อยก็ยังได้ผล ผลิตบ้าง ตอนทำไร่อ้อยแรกๆ แม่ต้องอาศัยฟ้าฝนอย่างเดียว ต้องขุดสระเล็กๆ ในไร่ไว้กักน้ำตอนน้ำหลากมาใช้หรือไม่ก็ต้องซื้อน้ำจากที่อื่นมาใส่สระ รอบละ 3,600-4,000 บาท เวลาใช้น้ำก็ต้องคอยดูว่าน้ำในสระลดลงไปกี่เซนฯ แล้ว กังวลตลอดว่าน้ำจะพอไหม”

แม่ภาพ-สุภาพ จันทร์ที เกษตรกรชาวไร่อ้อย กล่าวเสริมว่า “สมัยก่อนเวลาจะใช้น้ำมารดอ้อย แม่ต้องจ้างคนมาช่วยแบกท่อแป๊บทั้งยาวทั้งหนัก ขนรอบนึงเป็นสิบๆ ท่อน มาเสียบต่อกันรวมแล้วร้อยกว่าท่อน ระยะทางเป็นกิโลฯ เพื่อไปเอาน้ำจากแหล่งธรรมชาติมาใช้ พอได้น้ำแล้วก็ต้องมาเก็บท่อ ช่วยกันแบกกลับ ลำบากมากจริงๆ”

แต่เมื่อกลุ่มมิตรผลเข้ามาพัฒนาและสร้างโครงการ “Mitr Phol Oasis” ชีวิตของเหล่าเกษตรกรที่อยู่ในพื้นที่ก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เพราะนอก จากจะช่วยบรรเทาน้ำหลากในฤดูฝนชุกและหล่อเลี้ยงพืชผลในหน้าแล้งด้วยน้ำที่เพียงพอแล้ว ยังส่งต่อองค์ความรู้จากแนวทาง “มิตรผล โมเดิร์นฟาร์ม” สู่เกษตรกรอีกด้วย โดย แม่ภาพ เล่าให้ฟังต่อว่า “ตอนที่ตัดสินใจมาปลูกอ้อย แม่ไม่มีความรู้เลยเพราะไม่เคยปลูกมาก่อน ทางมิตรผลก็เข้ามาแนะนำพันธุ์อ้อย วิธีการปลูกอ้อย การบำรุง และสอนการให้น้ำด้วยระบบน้ำหยด แม่ก็ตั้งใจเรียนรู้และเอาไปใช้ในไร่ วางท่อปล่อยน้ำให้หยดตามโคนต้นช่วยประหยัดน้ำมากกว่าวิธีอื่น เวลาให้ปุ๋ยก็สามารถใส่ไปพร้อมน้ำหยดได้เลย ช่วยประหยัดเวลาและแรงงาน ที่สำ คัญคือผลผลิตดีขึ้นมากเพราะอ้อยได้รับน้ำสม่ำเสมอ และเก็บรักษาความชื้นในดินได้ดีขึ้น”

แม่เอี้ยง เล่าพร้อมรอยยิ้มว่า “เมื่อมีน้ำ เราก็มีชีวิต พอมีแหล่งน้ำตรงนี้ ชีวิตเปลี่ยนเลยค่ะ ไม่ต้องรอฟ้าฝนแล้ว ทุกวันนี้สามารถควบคุมและวางแผนได้ว่าต้องการใช้น้ำวันไหน ก็จองคิวกันในกลุ่มไลน์ที่มีสมาชิก 111 ราย ทุกคนในกลุ่มได้ประโยชน์จากโครงการฯ นี้กันหมด วันไหนถึงคิวที่จองไว้แค่เปิดวาล์วรับน้ำลงสระในไร่ ก็ได้น้ำมาใช้ไม่มีขาด ไม่ต้องเครียด ไม่ต้องลำบากอีกต่อไปแล้ว พออ้อยมีน้ำเพียงพอและสม่ำเสมอ ไม่ต้องรอลุ้นฟ้าฝน จากที่ทั้งปีปลูกได้อ้อยแค่ 7-8 ตันต่อไร่ ตอนนี้ได้ปีละ 20 กว่าตันต่อไร่ เพิ่มขึ้น 2-3 เท่า ทุกวันนี้นอกจากแม่จะใช้น้ำจากโครงการฯ มาปลูกอ้อยแล้ว ยังเอามาดูแลพืชผักสวนครัวอื่นๆ ที่ปลูกแบบเกษตรผสมผสานในบริเวณรอบสระพักน้ำด้วย เหมือนเป็นซุปเปอร์ มาร์เก็ตประจำบ้าน”

“มีทั้งแตงกวา พริก ถั่วฝักยาว กล้วย มะละกอ มะเขือ พวกนี้เป็นอาหารพื้นฐานของเราอยู่แล้ว กินได้ทั้งปี เหลือก็ขายได้อีก มีรายได้เสริมเพิ่มขึ้นอีกด้วย” แม่ภาพ กล่าวปิดท้าย

การบริหารจัดการน้ำในชุมชนที่เข้มแข็ง แบ่งปันน้ำอย่างมีประสิทธิภาพและเท่าเทียม

การมีแหล่งน้ำสำรองอย่างเดียวคงไม่เพียงพอ หากปราศจากระบบการบริหารจัดการที่ดี เพราะนอกจากการติดตั้งปั๊มน้ำแรงดันสูงที่ช่วยส่งน้ำไปยังพื้นที่ที่ทั้งอยู่ใกล้และอยู่ห่างจากโครงการฯ เพื่อให้ได้น้ำอย่างทั่วถึงและในปริมาณเท่าเทียมกันมากขึ้นแล้ว สมาชิกในชุมชนยังรวมกลุ่มกันจัดตั้งทีมดูแลน้ำอย่างเป็นระบบ โดยมี พ่อเทิด-เทิดศักดิ์ ผามณี หรือ “นายสถานี” ของโครงการโอเอซิส บ้านถนนกลาง เล่าถึงวิธีการกระจายน้ำของโครงการฯ ในพื้นที่นี้ ที่ครอบคลุมพื้นที่รับประโยชน์ถึง 4,000 ไร่ ให้ฟังว่า “กลุ่มมิตรผลเข้ามาช่วยวางระบบน้ำให้ทั้งหมด ทั้งวิธีการใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด และวางแผนการใช้น้ำให้เกษตรกร ที่สำคัญคือมีการจัดรอบเวรและแบ่งโซนพื้นที่การส่งน้ำ โดยในแต่ละวันผมจะมีหน้าที่ตรวจสอบรายชื่อผู้จองน้ำที่เข้ามาแจ้งในกลุ่มไลน์สมาชิก ตรวจเช็กแรงดันน้ำเพื่อให้มั่นใจว่าพื้นที่ในโซนที่กำหนดตามรอบเวรจะได้รับน้ำในปริมาณที่ใกล้เคียงกัน และดูแลการเปิด-ปิดวาล์วน้ำของโครงการฯ ซึ่งการเปิดท่อส่งน้ำแต่ละครั้งจะเปิดครั้งละ 10 วาล์ว เพื่อส่งน้ำไปยังไร่เกษตรกรโดยตรงหรือพักไว้ในสระพักน้ำของแต่ละไร่ ทั้งหมดนี้ช่วยให้ผมมั่นใจได้ว่าน้ำจะถูกใช้อย่างคุ้มค่าและทั่วถึงทุกครัวเรือน”

จะเห็นได้ว่า “น้ำ” เป็นหัวใจสำคัญในภาคเกษตรอย่างแท้จริง โครงการ Mitr Phol Oasis จึงเป็นมากกว่าแค่แหล่งกักเก็บน้ำ แต่เป็นต้นแบบของการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำอย่างยั่งยืนที่สร้างความมั่นคงในอาชีพและวิถีชีวิตของเกษตรกรในหลายด้าน ทำให้มีความหวังที่จะยืนหยัดต่อสู้กับความไม่แน่นอนของสภาพภูมิอากาศได้ และเป็นรากฐานที่สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสิ่งแวดล้อมให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนต่อไป

บรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล

บรรเทิง ว่องกุศลกิจ ประธานกรรมการ กลุ่มมิตรผล

บุษกร ขันแข็ง (เกษตรกร)

บุษกร ขันแข็ง (เกษตรกร)

สุภาพ จันทร์ที (เกษตรกร)

สุภาพ จันทร์ที (เกษตรกร)

เทิดศักดิ์ ผามณี (นายสถานีประจำโครงการ)

เทิดศักดิ์ ผามณี (นายสถานีประจำโครงการ)

มิตรผล-โอเอซิส

มิตรผล-โอเอซิส

ออร่าจับ! 23 สาว Miss International Queen 2025 ในชุดล้านนาร่วมสมัยกลางเวียงเชียงใหม่ แฟนคลับทั่วโลกประทับใจ

ออร่าจับ! 23 สาว Miss International Queen 2025 ในชุดล้านนาร่วมสมัยกลางเวียงเชียงใหม่ แฟนคลับทั่วโลกประทับใจ

ออร่าจับ! 23 สาว Miss International Queen 2025 ในชุดล้านนาร่วมสมัยกลางเวียงเชียงใหม่ แฟนคลับทั่วโลกประทับใจ

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 14.34 น.

กองประกวด Miss International Queen จังหวัดเชียงใหม่ และ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เนรมิตงาน MIQ 2025 Gala Night: Culture & Couture in Chiang Mai ณ โรงแรมอนันตรา เชียงใหม่ ต้อนรับกองประกวด Miss International Queen 2025 พร้อมไฮไลต์ แฟชั่นโชว์ The Lanna Queen’s Garden โดยผู้เข้าประกวด 23 สาวงามจากทั่วโลกครองรันเวย์เฉิดฉายโชว์ความงดงามในชุดล้านนาร่วมสมัย อวดโฉมมนต์เสน่ห์และมรดกทางวัฒนธรรมสุดล้ำค่าของชาวล้านนา ออกแบบโดย อาจารย์ส้มโอ หิรัญกฤษฏิ์ ภัทรบริบูรณ์กุล ดีไซเนอร์ไทยชื่อดัง ผู้คว้ารางวัลชุดประจำชาติระดับนานาชาติ 2 ปีซ้อน สะกดทุกสายตา ท่ามกลางเสียงปรบมือและความตื่นตาตื่นใจของผู้ชม


ภายในงานได้รับเกียรติจากแขกผู้ทรงคุณวุฒิทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนกิจกรรมเยือนเมืองเชียงใหม่ในครั้งนี้ให้ประสบความสำเร็จ และเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพด้านเศรษฐกิจ การท่องเที่ยวของจังหวัดเชียงใหม่ อาทิ Mr. Arnaud Beril – Cluster General Manager โรงแรม Anantara Chiang Mai, คุณวีรพงศ์ ฤทธิ์รอด รองผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่, คุณละเอียด บุ้งศรีทอง นายกสมาคมการค้า วิศิษฏ์ล้านนา เพื่ออุตสาหกรรมไมซ์และการท่องเที่ยว, คุณอิทธิรัฐ สินารักษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานการท่องเที่ยวและกีฬาจังหวัดเชียงใหม่ และคุณวัชรายุธ์ กัววงศ์ ผู้อำนวยการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สำนักงานเชียงใหม่

นอกจากนี้ยังมีตัวแทนจากกงสุลประเทศต่างๆ อาทิ สวีเดน เปรู เกาหลี อิตาลี  รวมไปถึงเซเลปดารา อย่าง พลอย ชิดจันทร์  ป๊อป อารียา และ อดีต Miss International Queen ปีต่างๆ ร่วมให้เกียรติเป็นส่วนหนึ่งในการสัมผัสมนต์เสน่ห์และความยิ่งใหญ่ของเวทีระดับโลกอย่าง Miss International Queen 2025

ชุดล้านนาร่วมสมัยครั้งนี้ชู soft power ของเมืองเหนืออย่างแท้จริง ผสมผสานความงามดั้งเดิมและความร่วมสมัยได้อย่างลงตัว ดึงเสน่ห์ของ ศิลปะและวัฒนธรรมล้านนา มาถ่ายทอดผ่านโครงสร้าง แพตเทิร์น และงานผ้าสุดประณีต ผสมผสานกับความโมเดิร์นระดับโอต์กูตูร์

ไฮไลต์ของการออกแบบอยู่ที่การนำผ้าซิ่นหลากหลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นผ้าซิ่นราชสำนัก ผ้าซิ่นเชียงแสน ผ้าซิ่นเมืองเงิน ผ้าซิ่นชาวไทยภูเขา ไปจนถึงผ้าแพรจีน มารังสรรค์เป็น 5 กลุ่มชุดที่เผยความงดงามของภูมิปัญญาไทย ผ่านเทคนิคเดรปปิ้ง แบบตะวันตก ผสานกับการพันผ้าในช่วงอกที่สะท้อนศิลปะการแต่งกายไทยและกลิ่นอายวัฒนธรรมตะวันออกตั้งแต่สมัยกรีกโรมัน

อีกหนึ่งสัญญะที่สำคัญคือเครื่องหัวดอกไม้ ซึ่งอาจารย์ส้มโอหยิบยกจากวิถีล้านนาดั้งเดิมที่หญิงสาวจะมีการเสียบแซมดอกไม้บนมวยผม  มาตีความใหม่เป็นเครื่องประดับศีรษะดอกไม้หลากสีขนาดใหญ่ เปรียบเป็น “มงกุฎแห่งความงาม”  ดุจการสร้าง Lanna Garden ที่เฉลิมฉลองความงามในทุกมิติอย่างเท่าเทียม

เบื้องหลังแฟชั่นโชว์ครั้งนี้ ทีมงานที่ต้องทำงานแข่งกับเวลาเพียง 3 ชั่วโมง เพื่อเดรปและนุ่งสดชุดให้ผู้เข้าประกวดทั้ง 23 คน โดยไม่ผ่านการวัดตัวล่วงหน้า ซึ่งต้องอาศัยความเชี่ยวชาญระดับสูงจากทีมงานแนวหน้าที่มีความเชี่ยวชาญด้านวัฒนธรรมภาคเหนือในการจับผ้าและเย็บสดบนตัวแบบ

รันเวย์ค่ำคืนนี้จึงไม่เพียงถ่ายทอดมนต์เสน่ห์ล้านนา แต่ยังตอกย้ำว่าความงามและศิลปะไทยสามารถโลดแล่นบนเวทีโลกได้อย่างสง่างามไม่แพ้ใคร

หลังจากกิจกรรมที่เชียงใหม่ผู้เข้าประกวดจะเข้าสู่รอบสำคัญต่างๆ ได้แก่

  • National Costume and Talent วันที่ 15 กันยายน ที่ Emsphere
  • The Preliminary วันที่ 18 กันยายน ที่ Tiffany’s Show Pattaya
  • The Crowning Finale วันที่ 20 กันยายน ที่ Tiffany’s Show Pattaya

รับชมการถ่ายทอดทุกกิจกรรมการประกวดได้ทาง YouTube ของ Miss International Queen และรอบ The Crowning Finale สามารถรับชมถ่ายทอดสดทางสถานีโทรทัศน์ช่อง 3 เวลา 21.40 น ได้อีกหนึ่งช่องทาง

ติดตามความเคลื่อนไหวและการประกาศผลของการประกวดทาง

แบรนด์ไทย WISHARAWISH เปิดตัวคอลเล็กชั่น SS 2026 บนรันเวย์ Rakuten Fashion Week Tokyo 2026

แบรนด์ไทย WISHARAWISH เปิดตัวคอลเล็กชั่น SS 2026 บนรันเวย์ Rakuten Fashion Week Tokyo 2026

แบรนด์ไทย WISHARAWISH เปิดตัวคอลเล็กชั่น SS 2026 บนรันเวย์ Rakuten Fashion Week Tokyo 2026

วันพฤหัสบดี ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

แบรนด์แฟชั่นไทย WISHARAWISH โดย วิชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ผู้สร้างสรรค์ผลงานอันมีเอกลักษณ์จากผืนผ้าไทย เผยโฉมคอลเล็กชั่นฤดูใบไม้ผลิ/ฤดูร้อน 2026 บนเวที Rakuten Fashion Week Tokyo 2026 SS กับแรงบันดาลใจที่หยิบยกจากวิถีชีวิตของ “นักล่าพลัดถิ่น” ในช่วงเวลาหลังสิ้นสุดกิจวัตรประจำวัน เมื่อพวกเขาหยุดพักใจเพื่อเก็บของป่าและหาเห็ดระหว่างทางกลับบ้าน ความสุขเล็กๆ ที่มีความหมายอันยิ่งใหญ่นี้ได้รับการถ่ายทอดผ่านแฟชั่นร่วมสมัยอย่างละเมียดละไม

ชระวิชญ์ อัครสันติสุข ดีไซเนอร์ผู้สร้างสรรค์แบรนด์แฟชั่นไทย WISHARAWISH

โครงเสื้อในคอลเล็กชั่นนี้สะท้อนทั้งความพลิ้วไหวและความแข็งแรง ราวกับการเดินทางตัดผ่านท้องทุ่งพงไพรท่ามกลางธรรมชาติ ขณะที่ลวดลายและสีสันบนผืนผ้าได้รับแรงบันดาลใจจากร่องรอยเส้นทางในป่า โทนสีอบอุ่นของฤดูร้อนที่สื่อสารถึงมิตรภาพและความสัมพันธ์สอดแทรกผสานไปกับเฉดสีเยือกเย็นแต่สนุกสนาน ถ่ายทอดบรรยากาศของโมงเช้าที่เต็มไปด้วยพละกำลัง เรื่อยไปจนถึงยามสนธยาอันครื้นเครงแน่นแฟ้น

แรงบันดาลใจจากเสียงดนตรียังถูกตีความสู่มุมมองด้านแฟชั่น กล่าวคือ ครื่องดนตรีแคนที่เปล่งสำเนียงจริงใจจากภาคอีสานของประเทศไทยกับจังหวะกลองท้องถิ่นที่ลอยมากับสายลมจากแดนแสนไกล ก่อนจะค่อย ๆ เร่งเร้าขึ้นเรื่อยๆ ได้รับการถ่ายทอดเป็นมิติของแพตเทิร์นและการใช้สีบนผืนผ้า ทำให้ทุกลุคกลายเป็นทั้งเครื่องแต่งกายที่สวมใส่ได้จริง แต่มีบุคลิกเฉพาะตัวอันแตกต่าง

การปรากฏตัวบนเวที Rakuten Fashion Week ในฤดูกาลนี้ถือเป็นอีกก้าวสำคัญของแบรนด์ WISHARAWISH ในการพาเสน่ห์ของวัฒนธรรมไทยและแรงบันดาลใจจากท้องถิ่นไปสู่สายตาระดับนานาชาติ ตอกย้ำแนวทางการออกแบบที่เชื่อมโยงรากเหง้าเข้ากับแฟชั่นร่วมสมัยได้อย่างลงตัว