‘Wattana Girls’ Chorus’ สะกดใจผู้ฟังแดนมังกร ด้วยเสียงเพลงที่มี ‘รางวัลโลก’ การันตีต่อเนื่อง

‘Wattana Girls’ Chorus’ สะกดใจผู้ฟังแดนมังกร ด้วยเสียงเพลงที่มี ‘รางวัลโลก’ การันตีต่อเนื่อง

‘Wattana Girls’ Chorus’ สะกดใจผู้ฟังแดนมังกร ด้วยเสียงเพลงที่มี ‘รางวัลโลก’ การันตีต่อเนื่อง

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยอีกครั้ง สำหรับคณะนักร้องประสานเสียง Wattana Girls’ Chorus จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ที่ได้รับเชิญไปร่วมพิธีเปิด–ปิด และการแสดง Friendship Concert ในงาน Panda’s Singing Chengdu (International) Children’s Chorus Week 2025 ที่เมืองเฉิงตู ประเทศจีน

พร้อมทั้งขึ้นเวทีพิเศษ “Voice of Friendship” Forest Concert ที่เมืองเผิงโจว โดยขับร้องเพลงไทย “สวัสดี และ รำวงเมดเลย์” ถ่ายทอดความเป็นไทยและพลังเสียงกังวานใส สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมจากนานาประเทศ

สำหรับ Wattana Girls’ Chorus นั้นมีผลงานและรางวัลการันตีระดับโลกมาแล้วมากมาย ในปีนี้คณะนักร้องเพิ่งคว้ารางวัล 2 เหรียญทอง และรางวัล Special Prize จากการแข่งขันที่ประเทศสโลวาเกีย ในปี 2567 คว้ารางวัล 2 เหรียญทอง และ Champion of Category จากการแข่งขันที่ฮ่องกง และในปี 2566 ได้รับรางวัล 1 เหรียญเงินจากเวที World Choir Games ที่ประเทศเกาหลีใต้ และ 3 รางวัลล่าสุด Gold Award , Best Conducting Award และ Best Piano Accompaniment and Artistic Direction Award จากงาน 11th ASEAN International Choral Festival

ความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ เป็นผลมาจากการฝึกซ้อมอย่างหนัก ซึ่งหลายคนได้รับการปลูกฝังมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยอนุบาล ทั้งเรื่องวินัยในการฝึกฝนตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ความสม่ำเสมอ ความอดทน การแบ่งเวลาเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงการฝึกภาษาอังกฤษที่ได้จากในห้องเรียน เพื่อให้จดจำเนื้อร้องได้อย่างแม่นยำ และการฝึกฝนทักษะต่างๆ ในด้านการร้องเพลง จนได้กลายมาเป็น Thai Soft Power ที่โชว์ศักยภาพของ Wattana Girls’ Chorus ในฐานะนักกีฬาทางวัฒนธรรมด้านเสียงเพลง นับเป็นการโชว์ศักยภาพของเยาวชนไทยที่สร้างความประทับใจและสะกดสายตาผู้ชมในเวทีโลก สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

ทั้งนี้ โรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยได้เปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ประจำปี 2569 ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา โดยสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

มูลนิธิสตาร์สะเต็มส์ฯ จัดเสวนาปัญหาบ้านเมือง เรื่องเล่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

มูลนิธิสตาร์สะเต็มส์ฯ จัดเสวนาปัญหาบ้านเมือง เรื่องเล่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

มูลนิธิสตาร์สะเต็มส์ฯ จัดเสวนาปัญหาบ้านเมือง เรื่องเล่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 22.07 น.

27 กันยายน 2568 มูลนิธิสตาร์สะเต็มส์เพื่อสังคมสันติสุขยั่งยืน ได้จัดกิจกรรมSTAR STEMS รวมใจ, สู้ภัยบูรพา”แผ่นดินแม่มีปัญหา ถึงเวลา STAR STEMS”, “Motherland has problems, it’s STAR STEMS Time.”  ณ.ห้องประชุมราชพฤกษ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลอลงกรณ์ จังหวัดปทุมธานี ภายในงานได้ อธิบายแนวคิด STAR STEMS เป็นนวัตกรรมทางปัญญาที่มีกระบวนการคิดเป็นขั้นเป็นตอนที่ผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถนำมาใช้ในการหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่เกิดขึ้น โดย พลเอก ดร.พหล สง่าเนตร ประธานมูลนิธิสตาร์สะเต็มส์เพื่อสังคมสันติสุขยั่งยืน พร้อมทั้งจัดเสวนา ปัญหาบ้านเมือง เรื่องเล่าสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา โดย พลเรือตรีสรสันต์ คงสิริ (โฆษก ศบ.ทก) และ ร้อยเอกหญิงปวิชญา วลีสุขสันต์ (ผช.โฆษก บก.มท)

นพรัตน์ กุลหิรัญ (มาดามรถถัง) และคณะวิทยากร  สำหรับงานนี้มีผู้เข้าร่วมงานมากมายหลากหลายอาชีพ อาทิเช่น พลอากาศเอก ประจิน จั่นตอง อดีตรองนายกรัฐมนตรี,อดีตสมาชิกวุฒิสภา , หม่อมหลวงปนัดดา ดิศกุล  อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการและ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี รวมไปถึง นางศรวรรณ ศิริสุนทรินทร์ อดีตเจ้าของสถานีโทรทัศน์ดาวเทียมช่อง “ซุปเปอร์เช็ง” หรือป้าเช็งเจ้าของตำรับน้ำหมักป้าเช็ง, พร้อมด้วยคนไทยผู้รักชาติ

นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมการระดมสมอง ระดมความคิด ที่สามารถดึงเอาศักยภาพทางความคิดเห็น ความชอบ ความเชื่อ ประสบการณ์ ตลอดจนการนำเอาความรู้ในศาสตร์ต่างๆ และเทคโนโลยีที่ก้าวหน้าของคนในกลุ่มออกมาใช้ด้วยกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น มุมมองที่แตกต่างออกไป เพื่อร่วมกันหาวิธีการแก้ไขสถานการณ์ที่มีร่วมกันนั้น โดยยึดหลักสำคัญ 5 หลัก ได้แก่ หลักเหตุ-ผล หลักภูมิปัญญาไทยและสากล หลักประสิทธิภาพและการสื่อสารสากล หลักตรรกะและคุณธรรม และหลักภูมิสังคม ด้วยการมีส่วนร่วมในกระบวมการร่วมกันของคนในชาติอีกด้วย

-(016)

“จากลูกศิษย์ในพระบารมี… สู่ศิลปินผู้จุดประกายอาชีพด้วยสองมือ”

“จากลูกศิษย์ในพระบารมี... สู่ศิลปินผู้จุดประกายอาชีพด้วยสองมือ”

“จากลูกศิษย์ในพระบารมี… สู่ศิลปินผู้จุดประกายอาชีพด้วยสองมือ”

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 19.00 น.

ในบรรยากาศของมหกรรม “ศิลปินสร้างศิลปิน” ซึ่งจัดขึ้นเพื่อเฉลิมพระเกียรติ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า เนื่องในโอกาสทรงเจริญพระชนมายุ 70 พรรษา ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ มีผลงานชิ้นหนึ่งที่สื่อสารได้ไกลกว่าความงามของศิลปะ นั่นคือหัวโขนขนาดเล็กฝีมือประณีตที่บรรจงต่อชิ้นส่วนด้วยปีกแมลงทับและทองคำเปลวแท้ 100%

เจ้าของผลงานคือ บุญเสริม ร้าน ษร ศิลป์  ผู้เริ่มต้นเส้นทางศิลปะจากศูนย์ เขาคือหนึ่งในศิษย์เก่าของ ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาอาชีพเสริมนอกภาคการเกษตร (ศูนย์ศิลปาชีพบางไทร) ในสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมชนนีพันปีหลวง ศูนย์ที่เปิดโอกาสให้ประชาชนคนธรรมดาได้เข้าถึงองค์ความรู้ด้านศิลปาชีพอย่างเท่าเทียม

“ผมไม่มีต้นทุน ไม่มีความมั่นใจ มีแต่ใจที่อยากเรียน พอได้เข้าเรียนที่ศูนย์ ได้รู้จักกับครูศิลป์ ได้รู้ว่างานอนุรักษ์ไทยคืออะไร ทุกอย่างเปลี่ยนไปเลยครับ” บุญเสริม กล่าวด้วยน้ำตาคลอ

โอกาสจากพระเมตตา เปลี่ยนชีวิตคนหนึ่งตลอดไป บุญเสริม เริ่มจากการปั้นหัวโขนต้นแบบ “พระฤาษีตาไฟ” และพัฒนาฝีมือจนจบโปรเจกต์ด้วย “พระพิราพทรงเครื่อง” ผลงานชิ้นปัจจุบันใช้เวลาทำนานถึง 4 เดือน ลงทองคำเปลวแท้และใช้เทคนิคซับซ้อนระดับอนุรักษ์

“ผมคือศิษย์ในพระบารมีของทั้งสมเด็จพระพันปีหลวง และสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า ผมภูมิใจมากที่ศิลปะทำให้ผมมีชีวิต มีอาชีพ มีตัวตนในวันนี้” บุญเสริม กล่าวด้วยความสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ

สำหรับผู้สนใจยังสามารถเข้าร่วมงานได้ในวันสุดท้าย 28 กันยายน 2568 เวลา 10.00–21.00 น. ณ ลานหน้าศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ กรุงเทพมหานคร ภายในงานพบกับการแสดงจากศิลปินแห่งชาติ ศิลปินศิลปาธร และศิลปินร่วมสมัยชื่อ และยังมีกิจกรรม Art Workshop ให้ทุกคนได้ทดลองทำงานศิลปะด้วยตนเองแบบใกล้ชิด และโซน CPOT จำหน่ายผลิตภัณฑ์วัฒนธรรมจากท้องถิ่นทั่วประเทศ ที่ทั้งน่าชม น่าชิม และน่าช้อป  เข้าชมฟรีตลอดงาน

กำเนิดศิลปินรุ่นใหม่ ‘สกลพัฒน์ – Dr.Jull’ คว้าแชมป์ ‘THE POWER BAND 2025’

กำเนิดศิลปินรุ่นใหม่ ‘สกลพัฒน์ – Dr.Jull’ คว้าแชมป์ ‘THE POWER BAND 2025’

กำเนิดศิลปินรุ่นใหม่ ‘สกลพัฒน์ – Dr.Jull’ คว้าแชมป์ ‘THE POWER BAND 2025’

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 15.30 น.

สิ้นสุดการรอคอยสำหรับการแข่งขันทางดนตรีที่ขับเคี่ยวกันอย่างเข้มข้น “THE POWER BAND 2025 SEASON 5 การประกวดวงดนตรีสากลประจำปี 2568 จุดกำเนิดศิลปินหน้าใหม่ ซึ่งมีวงดนตรีที่เป็นเพชรเม็ดงามผ่านเข้ารอบในรุ่นมัธยมศึกษา สุดยอดวงดนตรีระดับมัธยมฯ (High School Class) จำนวน 17 วง  และรุ่นบุคคลทั่วไป เส้นทางสู่ศิลปินมืออาชีพ (Professional Class : Road to Artist) จำนวน 12 วง โดยวงดนตรีที่ชนะใจกรรมการและโชว์ผลงานได้อย่างยอดเยี่ยม ได้รับรางวัลชนะเลิศในรุ่นมัธยมศึกษาฯ ได้แก่ วง สกลพัฒน์ โรงเรียนสกลนครพัฒนศึกษา จ.สกลนคร และรุ่นบุคคลทั่วไป ได้แก่ วง Dr.Jull จ.นครปฐม 

THE POWER BAND 2025 SEASON 5 จัดขึ้นโดย คิง เพาเวอร์ ไทย เพาเวอร์ พลังคนไทย, วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล, 8 ค่ายเพลงชั้นนำ ประกอบด้วย Muzik Move, Smallroom, LOVEiS Entertainment, What The Duck, Warner Music Thailand, XOXO Entertainment, YUPP! Entertainment และ Universal Music Thailand พร้อมด้วยพันธมิตรที่มาร่วมสนับสนุนพลังทางดนตรี ได้แก่ Singha Corporation, T-POP STAGE, The Guitar Mag, Yamaha Music Thailand และ Multiply by Eight โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้คอนเซปต์ “MUSIC CREATES MORE POSSIBILITIES พลังดนตรี เป็นไปได้ ไม่สิ้นสุด” ชิงรางวัลรวมกว่า 2 ล้านบาท!

นอกจากนี้ ผู้ชนะยังได้ทำซิงเกิลกับโปรดิวเซอร์มืออาชีพ และโอกาสร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีระดับประเทศ เรียกได้ว่างานนี้เป็นคอมมูนิตี้ของเหล่านักล่าฝันและเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญในการช่วยยกระดับอุตสาหกรรมดนตรีของไทย ควบคู่กับการสร้างบุคลากรทางด้านดนตรีให้แก่ประเทศต่อไปในอนาคต โดยมี นายธีรชาติ ธนสารกิจ รองประธานเจ้าหน้าที่สายงานภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์, ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล, นายคชภัค ผลธนโชติ ผู้บริหาร Muzik Move, นายศวิชญ์ สุวรรณกุล ผู้บริหาร YUPP! Entertainment และแขกผู้มีเกียรติ ร่วมงาน ณ โรงละครอักษรา คิง เพาเวอร์ รางน้ำ

นายธีรชาติ ธนสารกิจ รองประธานเจ้าหน้าที่สายงานภาพลักษณ์และสื่อสารองค์กร กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ กล่าวว่า กลุ่มบริษัท คิง เพาเวอร์ ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาส เพราะมองว่าการได้รับโอกาสที่ดีจะเป็นบันไดก้าวแรกสู่ความสำเร็จ ทำให้ตลอดระยะเวลา 5 ปี คิง เพาเวอร์ มุ่งมั่นส่งเสริมศักยภาพคนไทยทางด้านดนตรีอย่างต่อเนื่อง ผ่านโครงการ THE POWER BAND ซึ่งได้รับการตอบรับจากคนไทยทั่วประเทศมากขึ้นทุกปี มีจำนวนผู้เข้าร่วมประกวดแล้ว 1,148 วง สะท้อนถึงความสำเร็จของ THE POWER BAND ที่ได้รับความสนใจจากผู้คนในแวดวงดนตรี เปรียบเสมือนเวทีแห่งโอกาสที่ให้คนดนตรีได้แสดงศักยภาพ เก็บเกี่ยวประสบการณ์ แลกเปลี่ยนความรู้ และช่วยสานฝันให้เป็นจริง นอกจากนี้ ยังมีนักดนตรีที่ฉายแววโดดเด่นจากเวที THE POWER BAND ถูกดึงตัวไปปั้นเป็นศิลปินมืออาชีพ ได้แก่ วง Kryptonyte และวง PINGPING PANPAN (ปิ๊งปิ๊ง-ปันปัน) ทั้งนี้ ยังมีเมล็ดพันธุ์ทางดนตรีอีกจำนวนมากที่ได้ต่อยอดจากเวทีนี้สู่การทำงานจริงในอุตสาหกรรมดนตรี เช่น นักดนตรีแบ็คอัพ, นักแต่งเพลง เป็นต้น ซึ่งทุกเรื่องราวความสำเร็จของผู้เข้าประกวดจะเป็นแรงบันดาลใจสำคัญให้กับนักดนตรีรุ่นใหม่ต่อไป

ดร.ณรงค์ ปรางค์เจริญ คณบดีวิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า ความสามารถของศิลปินไทยเริ่มเป็นที่รู้จักและยอมรับในระดับสากล ซึ่งถือเป็นโอกาสให้กับศิลปินไทยในรุ่นต่อไปได้กล้าฝันและพัฒนาไปสู่ระดับโลก ดังนั้น เด็กไทยจึงต้องการพื้นที่แสดงความสามารถทางดนตรีอย่างไร้ขีดจำกัด เวที THE POWER BAND จึงเป็นทางเลือกอันดับต้น ๆ ที่สร้างโอกาสสู่การเป็นศิลปินมืออาชีพ ซึ่งมีความเข้มข้นขึ้นทุก ๆ ปี ทางผู้จัดเองก็เห็นถึงความสามารถของเด็กที่พัฒนาทักษะทางด้านดนตรีและเติบโตอย่างก้าวกระโดด โดยเฉพาะ THE POWER BAND MUSIC CAMP แคมป์ดนตรีที่สร้างประสบการณ์อันทรงคุณค่าให้กับเด็ก ๆ ที่ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ โดยจะมีมิวสิกกูรูระดับประเทศ รวมไปถึงศิลปินที่มีชื่อเสียงมาถ่ายทอดความรู้และข้อมูลทางดนตรีเชิงลึก ถือเป็นการสร้างเครือข่ายทางดนตรีที่จะเป็นจุดพลิกโฉมอุตสาหกรรมเพลงของไทยอย่างสร้างสรรค์ในอนาคต

สำหรับวงดนตรี 29 วงสุดท้ายที่ผ่านเข้ารอบชิงชนะเลิศระดับประเทศของเวที THE POWER BAND 2025 SEASON 5 ประกอบด้วย รุ่นมัธยมศึกษา สุดยอดวงดนตรีระดับมัธยมฯ (High School Class) จำนวน 17 วง  ได้แก่ วง FUSION ISLAND โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม) กรุงเทพฯ, วง MOOMA สังกัดอิสระ จ.นครราชสีมา, วง SISWEET โรงเรียนศรีสุวิช จ.ชลบุรี, วง สกลพัฒน์ โรงเรียนสกลนครพัฒนศึกษา จ.สกลนคร, วง Hidden Track โรงเรียนศรีสะเกษวิทยาลัย จ.ศรีสะเกษ, วง Super Natural วิทยาลัยนาฏศิลปสุโขทัย จ.สุโขทัย, วง Triamudomsuksa โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา กรุงเทพฯ, วง Destiny สถาบันดนตรี JP Music จ.นนทบุรี, วง OZONE โรงเรียนดนตรียามาฮ่า นครภูเก็ต จ.ภูเก็ต, วง Penmanship โรงเรียนเซนต์คาเบรียล กรุงเทพฯ, วง The Humble โรงเรียนมหาวชิราวุธ จ.สงขลา,วง Kids Do Band (วงคิดดูสังกัดอิสระ กรุงเทพฯ, วง NOW AND DEE โรงเรียนเตรียมอุดมดนตรี วิทยาลัยดุริยางคศิลป์ มหาวิทยาลัยมหิดล จ.นครปฐม, วง SOUL SYNC สังกัดอิสระ กรุงเทพฯ, วง The Elemyst  สังกัดอิสระ กรุงเทพฯ, วง Woodstock โรงเรียนเทพศิรินทร์ร่มเกล้า กรุงเทพฯ และวง Z1NITH สังกัดอิสระ กรุงเทพฯ

รุ่นบุคคลทั่วไป เส้นทางสู่ศิลปินมืออาชีพ (Professional Class : Road to Artist) จำนวน 12 วง ได้แก่ วง Long Black กรุงเทพฯ, วง PUPPY LOVE กรุงเทพฯ, วง SUNTOY จ.มหาสารคาม, วง Revenge For Loseboy จ.ลำปาง, วง SANDY จ.อุดรธานี, วง A Pocket กรุงเทพฯ, วง Bob Off-White กรุงเทพฯ, วง COCAIN กรุงเทพฯ, วง Dr.Jull จ.นครปฐม, วง Satellite kiss กรุงเทพฯวง Someway จ.นนทบุรี และวง The JAE’s กรุงเทพฯ

หลังจากแข่งขันกันอย่างดุเดือด ผลปรากฎว่า รุ่นมัธยมศึกษา สุดยอดวงดนตรีระดับมัธยมฯ (High School Class) ได้แก่ วง สกลพัฒน์ โรงเรียนสกลนครพัฒนศึกษา .สกลนคร รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ และเงินรางวัล 150,000 บาท ไปครอง โดย นางสาวปุณยวีร์ ดวงพลอย ตัวแทนวง สกลพัฒน์ กล่าวว่า รู้สึกภูมิใจมาก  ค่ะ ขอบคุณทุกคนในวงที่ทุ่มเทเพื่อความฝันอันยิ่งใหญ่ อยากฝากถึงน้อง  เพื่อน  ที่กำลังลังเลอยู่ อยากให้ลองมาเวที THE POWER BAND กว่าพวกเราจะได้แชมป์บนเวทีนี้ใช้เวลาถึง 3 ปี เราก็เริ่มจากความผิดพลาดเหมือนกัน ซึ่งกลายเป็นแรงผลักดันที่ทำให้พวกเราได้พัฒนาจนสำเร็จในวันนี้

รุ่นบุคคลทั่วไป เส้นทางสู่ศิลปินมืออาชีพ (Professional Class : Road to Artist) ได้แก่ วง Dr.Jull .นครปฐม รับถ้วยรางวัลเกียรติยศ และเงินรางวัล 150,000 บาท นางสาวพนัชกร ภิรมย์ ตัวแทนวง Dr.Jull กล่าวว่า วันนี้เราได้แสดงตัวตนในสิ่งที่เราชอบและรักออกมาอย่างเต็มที่ เราเล่นดนตรีอย่างมีความสุข เชื่อว่าคนดูก็น่าจะได้รับพลังแห่งความสุขนั้น ขอบคุณเพื่อน  ที่ร่วมฝึกซ้อมกันมา ขอบคุณพ่อแม่ที่คอยสนับสนุน และขอบคุณโอกาสจากเวที THE POWER BAND ที่ให้พวกเราได้โชว์ศักยภาพจนได้แชมป์ในปีนี้

ทั้งนี้ ผู้ชนะเลิศทั้งสองวงจะได้ร่วมทำซิงเกิลเพลง และมิวสิกวิดีโอกับค่ายเพลงภายใต้การดูแลของบริษัท มิวซิกมูฟ จำกัด รวมถึงโอกาสร่วมแสดงในเทศกาลดนตรีระดับประเทศ สามารถติดตามผลการประกาศรางวัลรอบชิงชนะเลิศของเวทีประกวดวงดนตรีสากลคุณภาพระดับประเทศ THE POWER BAND 2025 SEASON 5 ได้ที่ช่องทาง Facebook และ Instagram King Power Thai Power พลังคนไทย  

depa จับมือ ภาคีสายสุขภาพ จัดประกวดสื่อดิจิทัลปลอดภัย ในโครงการ ‘Shot of Truth สื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน’

depa จับมือ ภาคีสายสุขภาพ จัดประกวดสื่อดิจิทัลปลอดภัย ในโครงการ ‘Shot of Truth สื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน’

depa จับมือ ภาคีสายสุขภาพ จัดประกวดสื่อดิจิทัลปลอดภัย ในโครงการ ‘Shot of Truth สื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน’

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Shot of Truth สื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน” ร่วมกับ มูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน สถาบันวัคซีนแห่งชาติ ศูนย์ชัวร์ก่อนแชร์ สำนักข่าวไทย อสมท บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) และเครือข่ายพันธมิตร เพื่อสร้างความตระหนักรู้ให้เท่าทันข้อมูลข่าวสาร และการเผยแพร่ความรู้ที่ถูกต้องด้านวัคซีนและโรคระบบทางเดินหายใจที่ป้องกันได้ด้วยวัคซีน ภายใต้โครงการมีการจัดประกวดสื่อวิดีโอออนไลน์ โดยเปิดโอกาสให้กับคนรุ่นใหม่สร้างสรรค์ในการนำเสนอข้อมูลและเพิ่มข่าวสารให้ประชาชนได้เข้าถึงถูกต้องมากยิ่งขึ้น

Depa แถลงข่าวเปิดตัวโครงการ “Shot of Truth สื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน”

นพ. มานิต ธีระตันติกานนท์ ประธานมูลนิธิวัคซีนเพื่อประชาชน พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชน ได้แก่ นพ. นคร เปรมศรี ผู้อำนวยการสถาบันวัคซีนแห่งชาติ นางสาวสุชนา สินธวถาวร ผู้อำนวยการฝ่ายส่งเสริมและสนับสนุนการพัฒนาชีวิตและความมั่นคง สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัล (depa) นายนิมิต สุขประเสริฐ  ผู้ช่วยกรรมการผู้อำนวยการใหญ่ สำนักพัฒนาธุรกิจ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน) นายปราโมทย์ ศักดิ์กำจร  รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน) นายกฤษฏิ์ กอสุวรรณ ผู้อำนวยการด้านการเข้าถึงยาและวัคซีน บริษัท ไฟเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด นางโสมรสา พงษ์เพิ่มพฤกษ์  ผู้อำนวยการฝ่ายสื่อสารและกิจการองค์กร บริษัท แอสตร้าเซนเนก้า (ประเทศไทย) จำกัด และ พญ.พิรญาณ์ ธำรงธีระกุล  Medical Director หมอดี (MorDee) แพลตฟอร์มบริการสุขภาพอัจฉริยะ โดย ทรู ดิจิทัล กรุ๊ป ร่วมเปิดตัวโครงการ “Shot of Truth สื่อสร้างสรรค์ รู้ทันข่าวลวงด้านวัคซีน” เชิญชวนนักเรียน นักศึกษา ร่วมประกวดคลิปวิดีโอสั้น เพื่อให้ความรู้ที่ถูกต้องเกี่ยวกับวัคซีนและโรคระบบทางเดินหายใจ สร้างภูมิคุ้มกันข่าวลวง ขับเคลื่อนระบบสาธารณสุขประเทศให้เข้มแข็ง ณ บริษัท เมืองไทยประกันชีวิต จำกัด (มหาชน)

นางสาวสุชนา สินธวถาวร กล่าวว่า depa ในฐานะหน่วยงานที่มีภารกิจในการส่งเสริมให้คนไทยเข้าถึงและใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่างปลอดภัย สร้างสรรค์ และชาญฉลาด เพื่อมุ่งไปสู่การเป็นประเทศที่ใช้เทคโนโลยีในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมด้วยดิจิทัล ซึ่งมีความสอดคล้องกับการร่วมดำเนินโครงการนี้ ที่จะประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัลช่วยตรวจสอบและรับมือกับปัญหาข่าวลวงและปลอมด้านสุขภาพที่กำลังส่งผลกระทบต่อความเข้าใจของประชาชนในยุคดิจิทัลเป็นอย่างมาก ทั้งนี้ ยังเป็นการเตรียมความพร้อมในการส่งต่อองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยีดิจิทัล อาทิ การนำ AI หรือปัญญาประดิษฐ์มาใช้เป็นผู้ช่วยให้คนรุ่นใหม่สามารถพัฒนาทักษะการผลิตสื่อและยกระดับการนำเสนอข้อมูลให้มีประสิทธิภาพและน่าเชื่อถือยิ่งขึ้น ซึ่งสอดคล้องกับหลักสูตรภายใต้กรอบแนวทางการพัฒนาทักษะตาม “Digital Skill Roadmap” ที่มีทักษะเสริมสร้างให้ประชาชนตระหนักรู้เท่าทันการรับข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้อง ปลอดภัย สร้างความเชื่อมั่นด้านสุขภาพและพร้อมรับมือกับสถานการณ์การดูแลสุขภาพที่ดีต่อไปในอนาคตอย่างยั่งยืน

สุชนา สินธวถาวร

อย่างไรก็ตาม การบูรณาการหน่วยงานที่เข้าร่วมโครงการครั้งนี้จะสามารถสะท้อนถึงความร่วมมือระหว่างองค์กรภาครัฐและเอกชน ซึ่งเป็นประตูสำคัญในการผลักดันให้เกิดความเชื่อมั่นในข้อมูลข่าวสารด้านวัคซีน และการผลิตสื่อที่มีประสิทธิภาพด้วยเทคโนโลยีดิจิทัลที่สร้างสรรค์เพิ่มขึ้น อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตประชาชนไทยให้มีสุขภาวะที่ดี พร้อมสร้างภูมิคุ้มกันทางด้านการรู้เท่าทันข้อมูลสื่อในยุคดิจิทัล โดยโครงการ Shot of Truth เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้จนถึง – 18 ตุลาคม 2568 ติดตามข่าวสารได้ที่ Facebook: สถาบันวัคซีนแห่งชาติ

TTA ผนึกกำลัง SCGP คืนคุณค่ากระดาษเก่าสู่สังคม ผ่านโครงการ ‘แยก เปลี่ยน โลก’

TTA ผนึกกำลัง SCGP คืนคุณค่ากระดาษเก่าสู่สังคม ผ่านโครงการ ‘แยก เปลี่ยน โลก’

TTA ผนึกกำลัง SCGP คืนคุณค่ากระดาษเก่าสู่สังคม ผ่านโครงการ ‘แยก เปลี่ยน โลก’

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท โทรีเซนไทย เอเยนต์ซีส์ จำกัด (มหาชน) หรือ TTA นำโดย  นายสมชาย อภิญญานุกุล ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ สายงานทรัพยากรบุคคล ขับเคลื่อนนโยบายความยั่งยืนขององค์กรผ่านแคมเปญ “แยก เปลี่ยน โลก” ร่วมกับ โครงการ “Old For New” by SCGP RECYCLE  ส่งเสริมให้พนักงานมีส่วนร่วมในการคัดแยกกระดาษใช้แล้วในสำนักงาน และเปลี่ยนให้กลายเป็นทรัพยากรที่นำกลับมาใช้ได้อย่างคุ้มค่า โดยนำกลับเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิล 100% ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy)

ปัจจุบัน ปริมาณขยะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง หากสามารถคัดแยกวัสดุที่ยังมีคุณค่าได้อย่างถูกต้อง จะช่วยให้สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้ตามแนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน (Circular Economy) ซึ่งกำลังได้รับความสำคัญจากองค์กรต่าง ๆ ทั่วโลก ทั้งนี้ หากวัสดุที่สามารถรีไซเคิลได้ เช่น กระดาษเก่าหรือบรรจุภัณฑ์กระดาษ ปะปนกับขยะเปียก วัสดุดังกล่าวจะไม่สามารถนำไปรีไซเคิลได้ และสุดท้ายจำเป็นต้องกำจัดด้วยการฝังกลบหรือเผาทำลาย ซึ่งก่อให้เกิดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และส่งผลกระทบต่อภาวะโลกร้อนในระยะยาว

โครงการ “แยก เปลี่ยน โลก” จึงมีบทบาทสำคัญในการสร้างความตระหนักรู้เกี่ยวกับคุณค่าของการคัดแยกกระดาษและการใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ อีกทั้งยังสนับสนุนเป้าหมายการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและการก้าวสู่ Net Zero Emissions ในอนาคต ภายใต้โครงการนี้ พนักงาน TTA จะร่วมกันคัดแยกกระดาษเหลือใช้ภายในองค์กรออกเป็น 3 ประเภท ได้แก่ กระดาษขาวดำ กระดาษลัง และกระดาษรวม ก่อนจะถูกรวบรวมและส่งต่อให้กับ SCGP RECYCLE ผ่านโครงการ “Old For New” เพื่อนำเข้าสู่กระบวนการรีไซเคิลอย่างถูกต้อง จากนั้นจะถูกนำกลับมาใช้ใหม่ในรูปแบบกระดาษสำหรับสำนักงาน หรือแปรรูปเป็นชั้นวางหนังสือจากกระดาษลังเพื่อมอบให้แก่ห้องสมุดโรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล

สำหรับปี 2568 TTA ตั้งเป้าหมายรวบรวมกระดาษเหลือใช้จำนวน 5,000 กิโลกรัม ซึ่งจะสามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ได้ถึง 28.4 ตันคาร์บอนไดออกไซด์เทียบเท่าต่อปี ความร่วมมือในครั้งนี้สะท้อนถึงความมุ่งมั่นของ TTA ในการจัดการทรัพยากรที่ใช้แล้วอย่างเป็นรูปธรรม ด้วยการนำเทคโนโลยีและกระบวนการรีไซเคิลมาสร้างมูลค่าเพิ่ม พร้อมส่งคืนคุณค่าเหล่านี้กลับสู่สังคม เพราะ TTA เชื่อมั่นว่า การเปลี่ยนแปลงเล็ก ๆ ที่เริ่มต้นจากภายในองค์กร จะสามารถต่อยอดเป็นพลังสำคัญในการขับเคลื่อนสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืนในอนาคต

International Pavilion สุดยอดนวัตกรรมกู้โลกรวน ในงาน SX2025

International Pavilion สุดยอดนวัตกรรมกู้โลกรวน ในงาน SX2025

International Pavilion สุดยอดนวัตกรรมกู้โลกรวน ในงาน SX2025

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สัมผัสความยิ่งใหญ่ของเทคโนโลยีและนวัตกรรมสุดล้ำจากองค์กรระหว่างประเทศและหน่วยงานชั้นนำจากหลายประเทศ อาทิ สวีเดน ออสเตรเลีย อิตาลี สหราชอาณาจักร และ สาธารณรัฐประชาชนจีน ฯลฯ ที่จะชวนทุกคน “ตื่นรู้และปรับตัว”  กับ International Pavilion หนึ่งโซนไฮไลต์ของงาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) มหกรรมด้านความยั่งยืนที่ใหญ่ที่สุดในภูมิภาคอาเซียน ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2568  เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

พบกับสุดยอดนวัตกรรมที่ถูกคัดสรรมาเพื่องานนี้ เพื่อเตรียมรับมือกับความท้าทายจากสภาวะโลกรวน และร่วมหาทางรอดไปด้วยกัน

สาธารณรัฐประชาชนจีน นำเสนอนวัตกรรมล้ำสมัย เทคโนโลยีชั้นนำ จากเขตพัฒนาเศรษฐกิจและเทคโนโลยีปักกิ่ง (Beijing Economic-Technological Development Area: BDA) ซึ่งเป็นแหล่งความร่วมมือเพื่อสร้างนวัตกรรมระดับโลก  ร่วมกับผู้ผลิตกว่า 30,000 บริษัทจากกว่า 40 ประเทศ โดยมีมูลค่าการลงทุนรวมมากกว่า 100 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ พบผู้แสดงนวัตกรรม อาทิ Beijing Feda High-Tech Gas Co., Ltd. ผู้นำด้านเครื่องผลิตไนโตรเจนและออกซิเจน ระบบฟอกอากาศ, บริษัท Beijing Multifit Electrical Technology Co., Ltd. ผู้ผลิตหุ่นยนต์ทำความสะอาดแผงโซลาร์เพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพสูงสุดในการใช้พลังงานที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม, บริษัท Beijing Minli Energy Storage Technology Co., Ltd. ผู้นำด้านโซลูชันการกักเก็บพลังงานขั้นสูง รวมถึง ระบบพลังงานสะอาดและระบบทำความร้อน เพิ่มประสิทธิภาพด้านพลังงานและลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก, บริษัท CapitalBio Technology Co., Ltd., ศูนย์วิจัยวิศวกรรมแห่งชาติด้านไบโอชิป มุ่งพัฒนานวัตกรรมด้านการแพทย์แม่นยำและสาธารณสุข และ บริษัท Tungkong Inc. ผู้ผลิตหุ่นยนต์ฮิวแมนนอยด์ในระดับอุตสาหกรรม  ด้วยโมเดลปัญญาประดิษฐ์ขั้นสูง

สวีเดน นำเสนอนวัตกรรมแบบองค์รวมที่ขับเคลื่อนภายใต้แนวคิด “อนาคตหมุนเวียน : จากอุตสาหกรรมสู่บ้าน” สะท้อนให้เห็นว่าสวีเดนกำลังพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนให้ครอบคลุมทุกมิติตั้งแต่ในระดับอุตสาหกรรมไปจนถึงชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คน  เรียนรู้องค์ความรู้จาก IKEA และ Electrolux ที่มุ่งออกแบบผลิตภัณฑ์และระบบที่ช่วยลดของเสียตั้งแต่ต้นทาง พร้อมส่งเสริมการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า ในระดับอุตสาหกรรม จาก Alfa Laval และ Tetra Pak ที่ให้ความสำคัญกับการป้องกันการเกิดของเสียโดยสิ้นเชิง ยกระดับประสิทธิภาพการใช้พลังงาน ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด และพัฒนาบรรจุภัณฑ์หมุนเวียนที่มีความแข็งแรงมากยิ่งขึ้น สำหรับภาคการขนส่ง Candela นำเสนอนวัตกรรมที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมซึ่งผสานกับเทคโนโลยีขั้นสูง

ออสเตรเลีย นำเสนอนวัตกรรมการจัดการพลาสติกและพลังหมุนเวียน ผ่านโครงการที่ร่วมมือกับพันธมิตรทั้งภาครัฐ ภาคธุรกิจ ภาคอุตสาหกรรม และภาคประชาสังคม อาทิ Indo-Pacific Plastics Innovation Network (IPPIN) เสนอข้อมูลโครงการนวัตกรรมพลาสติกในไทย, Pumped Storage Hydro จัดแสดง Australian National University Renewable Energy Group Atlas ใช้ในการค้นหาพื้นที่ ที่มีศักยภาพเพื่อโรงไฟฟ้าพลังน้ำ แบบสูบกลับ, Partnerships for Infrastructure x Electricity Generating Authority of Thailand x Ministry of Energy เป็นต้น

อิตาลี นำเสนอนวัตกรรมบรรจุภัณฑ์ที่ยั่งยืนหลากหลายรูปแบบ ตอกย้ำความมุ่งมั่นของประเทศในการลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม ซึ่งนวัตกรรมเหล่านี้ได้รับการพัฒนาโดยบริษัทและสถาบันต่างๆ ของอิตาลี โดยมุ่งเน้นไปที่การแก้ปัญหาที่ยั่งยืนสำหรับอุตสาหกรรมบรรจุภัณฑ์

สหราชอาณาจักร สัมผัสเทคโนโลยี นวัตกรรมด้านพลังงานสะอาดที่น่าสนใจ และเรียนรู้เส้นทางสู่ประเทศแห่งพลังงานสะอาดจากบริษัทสัญชาติอังกฤษที่เป็นผู้นำในการเปลี่ยนพลังงานของ สหราชอาณาจักร

นอกจากนี้ องค์การสหประชาชาติในประเทศไทยยัง นำหน่วยงานหลัก ได้แก่ FAO, ILO, IOM, UNDP, UNESCO, UNFPA, UN-Habitat, UNHCR, UNICEF, UNV และ UN Women พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายภาคเอกชน อย่าง สมาคมเครือข่ายโกลบอลคอมแพ็ก และ Model United Nations Network Thailand ร่วมกันนำเสนอกิจกรรมและนิทรรศการหลากหลายที่เน้นย้ำถึงบทบาทและผลงานของสหประชาชาติในการขับเคลื่อนการพัฒนาที่ยั่งยืน

อีกทั้ง ยังมีองค์กรนานาชาติและอีกหลายประเทศที่มาร่วมจัดแสดงเนื้อหาและนวัตกรรม อาทิ ญี่ปุ่น, นิวซีแลนด์, เนเธอร์แลนด์, ฝรั่งเศส, ฟินแลนด์, ฮังการี, ศูนย์อาเซียนว่าด้วยความหลากหลายทางชีวภาพ (ASEAN Centre for Biodiversity), และหอการค้าร่วมต่างประเทศในประเทศไทย (JFCCT) ที่จะนำเสนอนวัตกรรมและแนวทางใหม่ ๆ เพื่ออนาคตที่ยั่งยืน

ติดตามข่าวสารและกิจกรรมของ SX ได้ทาง Facebook Page : Sustainability Expowww.sustainabilityexpo.com และแอดไลน์ @sxofficial เพื่อร่วมสนุกไปกับกิจกรรมการสะสมแต้ม ลุ้นรับรางวัลมากมาย ที่ งาน Sustainability Expo 2025 (SX2025) ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 5 ตุลาคม 2568  เวลา 10.00-20.00 น. ณ ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ (QSNCC)

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ กัมพูชาอพยพ

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ กัมพูชาอพยพ

​บทความพิเศษ : ‘รู้เขารู้เขมร’ กัมพูชาอพยพ

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประวัติศาสตร์ของชาติกัมพูชาอันยาวนานนั้นเต็มไปด้วยความผันผวน การสู้รบ ความขัดแย้งภายใน และการแทรกแซงจากต่างชาติ  ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่ผลักดันให้ต้องละทิ้งบ้านเกิดเมืองนอนออกไปแสวงหาที่ปลอดภัย หรือถูกกวาดต้อนไปใช้แรงงาน  ตั้งแต่สมัยอาณาจักรโบราณจวบจนถึงยุคปัจจุบัน

1. ช่วงการล่มสลายของอาณาจักรขอมโบราณ

พ.ศ.1623  พระเจ้าชัยวรมันที่ 6 ที่เคยมีฐานอำนาจอยู่ที่เมืองพิมาย  ได้ขึ้นครองราชย์เป็นกษัตริย์กัมพูชา ครองเมืองพระนคร  กษัตริย์ต่อมาคือพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2  (พ.ศ. 1650-1693) และ ชัยวรมันที่ 7 (พ.ศ.1724-1761)  สร้างปราสาทหินนครวัด นครธม 

มีเรื่องเล่าที่ไม่มีหลักฐานประวัติศาสตร์ชัดเจนว่า  ใน พ.ศ. 1879  (ค.ศ. 1336) สมัยของพระเจ้าชัยวรมันที่ 9 (ก่อนพระเจ้าอู่ทองสถาปนากรุงศรีอยุธยา พ.ศ.1893) ได้เกิด การปฏิวัติครั้งใหญ่ที่กรุงกัมพูชาทำให้ราชวงศ์มหิธรปุระซึ่งครองอาณาจักรขอมโบราณที่เมืองพระนคร (นครวัด)ล่มสลายลง   โดยการลุกฮือของกลุ่มชาวนาหรือทาสชาวจาม นำโดย นายแตงหวาน (หรือ “พระบาทองค์ชัย ព្រះបាទអង្គជ័យ ) ซึ่งทรงเป็นต้นตระกูล ตระซ็อกประแอม ที่สืบเชื้อสายต่อมาถึงราชวงศ์นโรดมในปัจจุบัน  การปฏิวัติครั้งนั้น อาจจะทำให้ สมาชิกราชวงศ์และขุนนางจาก ราชวงศ์มหิธรปุระ จำนวนหนึ่ง ต้องอพยพหนีภัยจากพระนครหลวง  โดยใช้เส้นทางคมนาคมสำคัญในสมัยนั้น คือ ถนน “ราชมรรคา” จากเมืองพระนครมุ่งหน้าสู่ดินแดนทางเหนือที่เคยอยู่มาก่อนคือเมือง พิมาย และ พนมรุ้ง  และหนีไปทางราชอาณาจักรลาว หรือเวียดนาม       และพวกขแมร์ที่ครองแผ่นดินกัมพูชาสมัยต่อมาได้เลิกล้มประเพณีสร้างปราสาทหินในศาสนาพราหมณ์ฮินดูโดยเด็ดขาด ดังนั้นจึงเป็นที่น่าคิดว่า คนไทยในจังหวัดบุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ สมัยปัจจุบัน  ที่พูดภาษาแขมร์ถิ่นไทย ซึ่งไม่เหมือนกับสำเนียงคนขแมร์ในประเทศกัมพูชา   อาจเป็นคนพื้นเมืองโบราณที่อยู่บริเวณนั้นมาตั้งแต่ก่อนในสมัยอาณาจักรขอม   และส่วนหนึ่งอาจสืบเชื้อสายมาจากพวกขอมโบราณที่สร้างปราสาทหิน ซึ่งอพยพหนีภัยการปฏิวัติของพวกทาสจากนครวัดมาที่พิมาย     ส่วนพวกที่หนีไปทางประเทศลาว     อาจเป็นคนลาวที่ใช้ภาษากัมพูชารู้จักกันในชื่อ “เขมรลาว” (Khmer Lao) อยู่บริเวณจังหวัดพระวิหาร (Preah Vihear), รัตนคีรี (Ratanakiri) และสตึงแตรง (Stung Treng) และยังมีบางส่วนในจังหวัดบันเตียเมียนเจย (Banteay Meanchey) ด้วย   สำหรับพวกที่อพยพไปเวียดนาม  อาจเป็นชาวเวียดนามที่พูดภาษาเขมร ที่เรียกว่า “เขมรกรอม” (Khmer Krom) ซึ่งแปลว่า เขมรต่ำ เป็นชนพื้นเมืองเขมรที่อาศัยอยู่ในบริเวณดินดอนสามเหลี่ยมปากแม่น้ำโขง (Mekong Delta) ทางตอนใต้ของประเทศเวียดนาม

2. สมัยกรุงศรีอยุธยา   มีการส่งกองทัพกรุงศรีอยุธยา ไปโจมตีกัมพูชาหลายครั้ง เริ่มตั้งแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง  ขุนหลวงพะงั่ว   และเจ้าสามพระยา ซึ่งสามารถตีกรุงศรียโสธรปุระ (พระนคร) ของกัมพูชาได้ในพ.ศ. 1974 (ค.ศ. 1431) และสมัย สมเด็จพระนเรศวรมหาราช ที่ทรงนำกองทัพเข้าโจมตีกรุงละแวก   สงครามเหล่านี้ส่งผลให้มีการกวาดต้อนเชลยศึกจำนวนมากมายังอยุธยา ตั้งบ้านเรือนอยู่ที่บ้านเขมรใกล้วัดค้างคาว  ชุมชนบ้านขอมที่ ต.สามเรือน อ.บางปะกิน        นอกจากนี้ ยังมีการอพยพของกลุ่มชาวกัมพูชาที่หนีภัยสงครามจากเมืองพระนครลงใต้สู่พื้นที่ ปาสาน, จตุรมุข และสถาปนา พนมเปญ เป็นเมืองหลวงแห่งใหม่

3. สมัยรัตนโกสินทร์ตอนต้น  ในช่วงรัชกาลของ พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (รัชกาลที่ 1) และ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว (รัชกาลที่ 3) ไทยมีบทบาทในกิจการของกัมพูชา โดยเฉพาะในช่วงที่มีความขัดแย้งกับเวียดนาม ทำให้เกิดการกวาดต้อนชาวเขมรจำนวนมากเข้ามาตั้งถิ่นฐานในพื้นที่ต่างๆ รอบราชธานีของสยาม กลุ่มใหญ่ๆ ถูกนำมาไว้ที่  ราชบุรี (โพธาราม) นครปฐม  (นครชัยศรี ริมแม่น้ำท่าจีน)  กรุงเทพ (โบสถคอนเซปชั่น สามเสนและมิตตคาม)

4. สมัยสงครามเวียดนาม   ในช่วงพ.ศ   2503-2516    สงครามเวียดนามได้ลุกลามเข้ามาในกัมพูชา     นายพลลอนนอล ทำการปฏิวัติ เลิกล้มระบบกษัตริย์  ภายใต้การสนับสนุนของสหรัฐอเมริกา    สหรัฐอเมริกาใช้เครื่องบินทิ้งระเบิดในพื้นที่ชนบทกัมพูชา  เพื่อตัดเส้นทางลำเลียงของเวียดกง (Ho Chi Minh Trail) การทิ้งระเบิดดังกล่าว สร้างความเสียหายและคร่าชีวิตประชาชนนับแสนคน ผลักดันให้ชาวนาจำนวนมากต้องไร้ที่อยู่และกลายเป็นแรงสนับสนุนให้กับกลุ่มกองโจรเขมรแดง  นำโดย พล พต   ในสมัยนี้ คนกัมพูชาที่อยู่บริเวณเส้นทางโฮจิมินห์ คงต้องอพยพหนีระเบิดไปอยู่ในที่ปลอดภัยบริเวณใกล้เคียง

5. สมัยเขมรแดง พ.ศ. 2518  พวกเขมรแดงยึดกรุงพนมเปญได้   สั่งอพยพคนจากเมืองใหญ่ไปทำไร่ไถนา   พวกปัญญาชน  ราชวงศ์  ผู้ใส่แว่นตา และประชาชนที่ไม่เห็นด้วย ถูกจับขังคุกหรือสังหารไปราว 2 ล้านคน   ชาวกัมพูชาหนีตายมาสู่เมืองไทยทางจันทบุรี ตราด มีการตั้งค่ายอพยพที่บ้านเขาล้าน   โดยสมเด็จพระบรมราชินีสิริกิติ์ของประเทศไทยทรงช่วยเหลือดูแลผู้อพยพอย่างใกล้ชิด 

6. สมัยการรุกรานของเวียดนาม   พ.ศ. 2522  เฮงสัมรินและ ฮุนเซนนำทหารเวียดนามบุกกัมพูชาล้มล้างรัฐบาลเขมรแดง    พวกเขมรแดงและชาวกัมพูชากว่าแสนคน   หนีไปอยู่ที่อัลลองเวง  และตามค่ายอพยพชายแดนไทยที่สนับสนุนโดยสหประชาชาติ   เช่น บ้านหนองจาน  หนองเสม็ด • Site 2   Site 3

7. สมัยปัจจุบัน: การอพยพเพื่อหางานทำ     ชาวกัมพูชาจำนวนมาก (ประมาณ 5 แสนถึง 1 ล้านคน ) เดินทางเข้ามาทำงานในประเทศไทยอย่างถูกกฎหมายและผิดกฎหมาย พวกเขาทำงานในสาขาต่างๆ เช่น เกษตรกรรม (เก็บผลไม้), งานในโรงงาน, งานก่อสร้าง, และบริการ(ปั๊มน้ำมัน) และขอทาน ที่ จันทบุรี พัทยา ชลบุรี สมุทรปราการ และกรุงเทพมหานคร

โดย  สุริยพงศ์

ภาพจาก เพจเฟสบุ๊ก ข่าวสารงานพระพุทธศาสนา

ชมรมทำดีเพื่อแผ่นดิน นำชุด PPE บริจาคให้ รพ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

ชมรมทำดีเพื่อแผ่นดิน นำชุด PPE บริจาคให้ รพ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

ชมรมทำดีเพื่อแผ่นดิน นำชุด PPE บริจาคให้ รพ.ครบุรี จ.นครราชสีมา

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ยองใย เกษมศรี ณ อยุธยา ประธานก่อตั้งชมรมทำดีเพื่อแผ่นดิน และ ว่าที่ร้อยตรี นิวัติ อิศรางกูร ณ อยุธยา กก.บริหารชมรมทำดีเพื่อแผ่นดิน นำชุด PPE ไปบริจาคให้แก่โรงพยาบาลครบุรี อ.ครบุรี จ.นครราชสีมา เพื่อให้แพทย์ พยาบาลและเจ้าหน้าที่สวมใส่ในขณะปฏิบัติงานเพื่อป้องกันเชื้อโรค 

คุณแหน : วันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568

คุณแหน : วันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568

คุณแหน : วันเสาร์ที่ 27 กันยายน 2568

วันเสาร์ ที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2568, 02.00 น.

ll สมเด็จพระเจ้าน้องนางเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี กรมพระศรีสวางควัฒน วรขัตติยราชนารี ทรงเปิดโครงการ “กองทุนหทัยทิพย์” ภายใต้มูลนิธิจุฬาภรณ์ พร้อมกับพระราชทานเงิน 1 ล้านบาท สมทบ “กองทุนหทัยทิพย์” เพื่อเป็นทุนตั้งต้นในการขับเคลื่อนการดำเนินงาน โครงการนี้ จัดตั้งขึ้นเพื่อให้การสนับสนุนภาครัฐ เอกชน และประชาชนในการป้องกันและแก้ปัญหาอันเกิดจากเหตุการณ์ความไม่สงบ ความขัดแย้ง ภัยพิบัติ หรือเหตุการณ์ที่ก่อให้เกิดภยันตรายแก่ชีวิตและทรัพย์สิน รวมทั้งสนับสนุนภาครัฐและเอกชนในการดำเนินการให้เกิดความมั่นคงปลอดภัยแก่ประชาชน ให้การช่วยเหลือและแก้ไขเหตุการณ์อื่น ๆ ที่อาจเกิดขึ้นและก่อให้เกิดความเดือดร้อนแก่สังคม ทั้งยังสนับสนุนและส่งเสริมให้ประชาชนมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น…ทั้งนี้ ในสถานการณ์ปัจจุบันมีความน่าเป็นห่วงอย่างยิ่งถึงความปลอดภัยในกำลังพลแนวหน้าและประชาชนที่อยู่บริเวณชายแดน จึงเห็นควรสนับสนุนการสร้างรั้วและบังเกอร์เป็นอันดับต้น…ผู้มีจิตกุศลร่วมบริจาคสมทบฯ ได้ที่สำนักงาน “กองทุนหทัยทิพย์” ชั้น 1 อาคารวิจัยเคมี สถาบันวิจัยจุฬาภรณ์ โทร 02-553-8618-19 ในวันและเวลาราชการ หรือ บัญชี ธนาคารกรุงเทพ สาขาหลักสี่พลาซ่า ชื่อบัญชี “เงินกองทุนหทัยทิพย์” เลขบัญชี 229-4-29977-7 …เงินบริจาคสามารถลดหย่อนภาษีได้…

ll ในโอกาสพิธีพระราชทานปริญญาบัตร จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ประจำปี 2567 ขอแสดงความยินดีกับ ศ.กิตติคุณ ทพ.Lakshman Samaranyake ในโอกาสได้รับพระราชทานปริญญาทันตแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ , อโนชา ชีวิตโสภณ นิติศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ , ศ.กิตติคุณ นพ.ภิรมย์ กมลรัตนกุล แพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ , รศ.ดร.นลิน นิลอุบล วิทยาศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ , รศ.ดร.ปริทรรศน์ พันธุบรรยงก์ วิศวกรรมศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ และ รศ.นายสัตวแพทย์ ดร.ชัยณรงค์ โลหชิต สัตวแพทยศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ …

ll เกริ่นข่าวมาแต่เนิ่นๆ ขอเชิญชาวจุฬาน้องใหม่ในปี 2511 เตรียมตัวร่วมงาน ” 57 ปี จามจุรีรวมใจ“ ซึ่งจะรวบรวมชาว CU 2511 รวม 11 คณะมาปะทะสังสรรค์กัน ในวันที่ 11 พ.ย.นี้ ที่สวนอาหารนาทอง ถ.ประชาอุทิศ…งานนี้ พิสิษฐ์ สายัมพล คณะสถาปัตย์ฯ และ วิเชียร สุขภุมรินทร์ คณะบัญชีฯ เป็นพ่องาน ส่วน พิมลพรรณ กาญจนกุญชร สิงห์ดำ 21 ทำหน้าที่ตีฆ้องร้องป่าว…

ll ผลพวงจากแผ่นดินทรุด ถนนยุบที่หน้าโรงพยาบาลวชิระฯ วรวิมล ณ ระนอง ผู้มีนิวาสสถานอยู่ย่านบางกระบือ สามเสน ต้องซื้อน้ำประปามาใช้ ในวันเกิดเหตุ กว่าจะมาส่งน้ำได้ ล่วงเวลาตีหนึ่งแล้ว เพราะคิวยาวมาก…เพิ่งประจักษ์ว่า ชีวิตขาดน้ำลำเค็ญดั่งนี้…]

ll พอเป็น สว.ก็ต้องเข้าซ่อมแซมสุขภาพกันเป็นแถว ชาววารสารฯ มธ. 2513 ทั้ง ยุพดี ชัยภักดิ์ และ ภุชงค์ ตัณห์ไพโรจน์ เข้าคิวผ่าตัดในเวลาใกล้เคียงกัน ตอนนี้เธอทั้งสองปลอดภัยดีเป็นที่เรียบร้อย เพื่อนๆไม่ต้องเป็นห่วง…

ll ตอนนี้ไม่ว่าคนรุ่นไหน ก็ “อิน” กับการรักชาติยิ่งชีพ เยี่ยงทหารกล้าชายแดนกันทั้งนั้น งานของ “คุณลุงแม่ทัพภาค 2″ พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ช่วงก่อนเกษียณ คือเดินสายบรรยายเรื่อง ชีวิตและการต่อสู้ตลอดจนแนวคิดชีวิตทหารหาญชายแดน ตามคำเชิญของโรงเรียน และสถาบันต่างๆอย่างไม่มีเว้นวรรค…ความน่ารัก ติดตลก เป็นกันเอง แต่มีความเข้มแข็งใน”จุดยืน เพื่อชาติ ศาสน์ กษัตริย์” ของ คุณลุงแม่ทัพ เป็นที่ถูกอกถูกใจของเด็กๆรุ่นใหม่เป็นอย่างยิ่ง กลายเป็น “ลุงแม่ทัพ ฟิวเวอร์”ในบัดดล…ข่าวว่า แม้เกษียณแล้ว ลุงแม่ทัพกุ้ง-พล.ท.บุญสิน พาดกลาง ก็จะไม่ไปพาดที่ไหนไกล แต่ยังคงเดินสายช่วยเหลือชายแดน ในสถานะอื่นๆต่อไป(ที่ไม่ได้เป็นนักการเมือง)…เพราะชีวิตเลือกได้ และท่านก็เลือกแล้ว ขอให้เกษียณอย่างเกษมในทุกๆวัน !!…

บารอนเนส