อาหารคลีนก็ทำให้อ้วนได้ กับดักสุขภาพที่รบกวนฮอร์โมนโดยไม่รู้ตัว

อาหารคลีนก็ทำให้อ้วนได้ กับดักสุขภาพที่รบกวนฮอร์โมนโดยไม่รู้ตัว

อาหารคลีนก็ทำให้อ้วนได้ กับดักสุขภาพที่รบกวนฮอร์โมนโดยไม่รู้ตัว

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

กินคลีนแล้วทำไมยังอ้วน? คำถามยอดฮิตที่ยังไม่มีคำตอบสำหรับใครหลายคน ในยุคที่ผู้คนใส่ใจสุขภาพมากขึ้น การหันมากินอาหารคลีนกลายเป็นเทรนด์ที่ได้รับความนิยมอย่างแพร่หลาย แต่ในขณะเดียวกัน หลายคนกลับตั้งคำถามว่า “ทั้งที่กินคลีน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ แต่ทำไมน้ำหนักถึงไม่ลดลง หรือบางรายกลับน้ำหนักเพิ่มขึ้น?” คำถามนี้ไม่เพียงแต่สะท้อนความไม่เข้าใจในเรื่องโภชนาการเท่านั้น แต่ยังเปิดเผยถึงความซับซ้อนของระบบเผาผลาญในร่างกายที่ยังถูกมองข้ามอีกด้วย

เทรนด์สุขภาพมาแรง แต่โรคอ้วนยังคงพุ่งไม่หยุด แม้พฤติกรรมการบริโภคของคนไทยจะเริ่มเปลี่ยนไป โดยหันมากินอาหารคลีน คุมแคลอรี หรือการเลือกวัตถุดิบไขมันต่ำ โปรตีนสูง แต่ข้อมูลทางสถิติกลับแสดงให้เห็นแนวโน้มที่สวนทาง โดยอัตราการเกิดโรคอ้วน โรคเบาหวาน และโรคกลุ่มอาการเมตาบอลิก (Metabolic Syndrome) กลับยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นี่คือความย้อนแย้งที่สะท้อนว่าพฤติกรรมสุขภาพแบบ “ดูดีภายนอก” อาจไม่เพียงพอ หากไม่ได้เข้าใจกลไกภายในอย่างลึกซึ้ง การลดน้ำหนักไม่ใช่แค่เรื่องพลังงานเข้า-ออก แต่คือ “สมดุลของฮอร์โมน”

นพ. พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ W9 Wellness Center

นพ. พิจักษณ์ วงศ์วิศิษฎ์ แพทย์เวชศาสตร์ป้องกันและฟื้นฟูสุขภาพ W9 Wellness Center ให้ข้อมูลว่า การควบคุมน้ำหนักอย่างยั่งยืนนั้น ไม่ได้ขึ้นอยู่กับเพียงแค่การคำนวณพลังงานที่รับเข้าและพลังงานที่ใช้ออกไปเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวข้องกับ “สมดุลของฮอร์โมน” หลายชนิดในร่างกาย เช่น อินซูลิน คอร์ติซอล เอสโตรเจน หรือเลปติน ซึ่งมีบทบาทสำคัญต่อระบบเผาผลาญ ความหิว ความอิ่ม และการเก็บสะสมไขมัน โดยเฉพาะผู้ที่เคยลดน้ำหนักหลายครั้ง ระบบฮอร์โมนมักถูกปรับเปลี่ยนจนทำให้การลดน้ำหนักครั้งต่อไปยากยิ่งขึ้น

กับดักของอาหารคลีน เมื่อของดีอาจไม่ดีอย่างที่คิด โดยอาหารคลีนในยุคนี้มักมาในรูปแบบอาหารสำเร็จรูป อาหารกล่องแช่แข็ง หรือของว่างสุขภาพอย่างกราโนล่าบาร์ หรือโยเกิร์ตไขมันต่ำ หลายชนิดมีการเติมสารให้ความหวานทดแทน หรือสารปรุงแต่งรสเพื่อให้รับประทานง่ายขึ้น แม้มีพลังงานต่ำ แต่สารเหล่านี้สามารถส่งผลกระทบต่อสมดุลฮอร์โมน โดยเฉพาะฮอร์โมนอินซูลิน และสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้ ซึ่งมีผลโดยตรงต่อระบบเผาผลาญ อีกทั้งบรรจุภัณฑ์และกระบวนการผลิต อาจพบสารปนเปื้อนได้ เช่น สาร BPA, Phthalates ที่พบในพลาสติก ซึ่งเป็นสารรบกวนฮอร์โมน (Endocrine disruptor) ทำให้การทำงานของฮอร์โมนเพศและไทรอยด์ผิดปกติ ทั้งยังเป็นสารก่อโรคอ้วน (Obesogens) โดยตรง มีงานวิจัยเชื่อมโยงกับโรคอ้วนและภาวะดื้อต่ออินซูลิน โดยส่งผลกระทบต่อฮอร์โมนอินซูลินและเลปติน ทำให้การควบคุมความหิว-อิ่มผิดปกติ ส่วนไมโครพลาสติก เริ่มพบในอาหารที่ผ่านกระบวนการบรรจุและเก็บนาน งานวิจัยใหม่ชี้ว่าอาจกระตุ้นการอักเสบเรื้อรังและมีผลต่อระบบเผาผลาญ

การเลือกบริโภคเวย์โปรตีนเป็นหลักแทนแหล่งโปรตีนจากอาหารหลัก เช่น เนื้อสัตว์ ไข่ ถั่ว หรือปลา อาจสะดวกและดูเป็นทางเลือกสุขภาพที่ดีสำหรับหลายคน โดยเฉพาะผู้ที่ออกกำลังกายหรือควบคุมน้ำหนัก แต่การพึ่งเวย์โปรตีนเป็นหลักแทนโปรตีนจากอาหารปกติ ก็มีข้อเสียและสร้างความเสี่ยงหลายประการที่ควรระวัง เช่น เวย์โปรตีนเป็นอาหารแปรรูปที่อาจมีสารเติมแต่งอย่างสารให้ความหวานเทียม สารแต่งกลิ่น หรือสารกันบูด ซึ่งอาจไปรบกวนสมดุลจุลินทรีย์ในลำไส้ ส่งผลให้ระบบย่อยอาหารไม่สมดุล เกิดอาการท้องอืด ท้องเสีย หรือการดูดซึมสารอาหารลดลง และแม้ว่าเวย์โปรตีนจะไม่มีน้ำตาล แต่มีงานวิจัยพบว่าเวย์โปรตีนสามารถกระตุ้นการหลั่งอินซูลินได้มากพอๆ กับคาร์โบไฮเดรตบางชนิด ซึ่งอาจไม่เหมาะกับผู้ที่กำลังควบคุมน้ำหนัก หรือมีภาวะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) นอกจากนั้น เวย์โปรตีนบางชนิดอาจมีสารกระตุ้นที่แฝงอยู่ เช่น สารเร่งดูดซึม หรือฮอร์โมนจากกระบวนการผลิตในนมวัว ซึ่งอาจไปรบกวนฮอร์โมนเพศชายหรือหญิงได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีความผิดปกติของระบบฮอร์โมนอยู่เดิม เมื่อรู้สึกว่าเวย์โปรตีนสะดวก รวดเร็ว หลายคนจึงเริ่มละเลยการเตรียมอาหาร และลดการกินผัก ผลไม้ หรือโปรตีนจากธรรมชาติ ซึ่งส่งผลเสียต่อสุขภาพในระยะยาว

ฮอร์โมน คือปัจจัยสำคัญที่ควบคุมทั้งความหิว ความอิ่ม และการสะสมไขมัน หากสมดุลถูกรบกวน แม้กินน้อยหรือเลือกทานอาหารคลีนก็ยังไม่สามารถลดน้ำหนักได้ ตัวอย่างเช่น ฮอร์โมนคอร์ติซอล ซึ่งเป็นฮอร์โมนแห่งความเครียดที่ผลิตจากต่อมหมวกไต ทำหน้าที่หลักในการตอบสนองต่อความเครียด ช่วยให้ร่างกายมีพลังงานเพื่อรับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน และยังควบคุมวงจรการตื่น-หลับของร่างกาย โดยจะหลั่งมากที่สุดในตอนเช้าเพื่อให้ร่างกายตื่นตัวและลดลงในตอนกลางคืน เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่การนอนหลับ หากคอร์ติซอลสูงเรื้อรัง จะเพิ่ม ความอยากอาหาร โดยเฉพาะอาหารหวาน มัน เค็ม และส่งผลต่ออินซูลิน ทำให้ดื้อต่ออินซูลิน และเพิ่มการสะสมไขมันในช่องท้อง (viceral fat)

“การลดน้ำหนักไม่ใช่เรื่องของการนับแคลอรีเท่านั้น แต่เป็นเรื่องของการรักษาสมดุลฮอร์โมนด้วย ขณะเดียวกันการเลือกแต่อาหารคลีน ขณะที่ฮอร์โมนกลับถูกรบกวน ก็อาจทำให้ลดน้ำหนักไม่ลง ซึ่งปัจจุบันเราพบเคสดังกล่าวเพิ่มมากขึ้น” นพ.พิจักษณ์ กล่าว

W9 Wellness Center แนะนำให้ผู้ที่ใส่ใจสุขภาพเลิกมองเพียงแค่ “ปริมาณหรือแคลอรี” ของอาหาร แต่หันมาทำความเข้าใจผลของอาหารที่มีต่อฮอร์โมนและระบบเผาผลาญ “ปัญหาน้ำหนักเกิน” ไม่ได้มาจากแค่แคลอรี่ แต่เกี่ยวข้องกับฮอร์โมนที่ไม่สมดุล ด้วยวิธีเลี่ยงกับดักอาหารคลีน โดยเลือกอาหารที่บรรจุในกล่องแก้ว แทนภาชนะพลาสติก หลีกเลี่ยงการอุ่นอาหารในกล่องพลาสติก โดยเฉพาะในไมโครเวฟ เพราะความร้อนเพิ่มการปล่อยสารเคมี ทานอาหารให้หลากหลาย สมดุลสารอาหารให้ดี ไม่กินอาหารซ้ำ เช่น บางคนกินแต่อกไก่กับผักลวก เป็นหลัก แต่ขาดไขมันดีและคาร์บเชิงซ้อน จะทำให้ระบบเผาผลาญช้าลงและอ่อนเพลียได้ เลือกอาหารคลีนที่สดใหม่ ไม่เก็บนาน ไม่แช่แข็ง หากทำอาหารคลีนทานเองได้จะสามารถควบคุมคุณภาพวัตถุดิบและบรรจุภัณฑ์ได้ดีที่สุด

แนวทางที่ยั่งยืนคือ เลือกรับประทานอาหารจากพืชที่ผ่านการแปรรูปน้อยที่สุดเป็นหลัก (Whole food Plant-based diet) ลดอาหารแปรรูป อาหารแช่แข็ง ออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพความพร้อมของร่างกาย ให้ความสำคัญกับการนอนหลับที่มีคุณภาพ และบริหารจัดการความเครียด การตรวจสุขภาพฮอร์โมนและเมตาบอลิซึมเชิงลึกอาจให้ข้อมูลเพิ่มเติมในเคสที่ร่างกายเสียสมดุล เพื่อเป็นประโยชน์ในการวางแผนโภชนาการ การเสริมวิตามิน–โภชนเภสัช เพื่อปรับสมดุลและการดูแลสุขภาพที่ออกแบบเฉพาะบุคคล โปรแกรม “Personalized Weight & Hormone Balance” ของ W9 Wellness Center ถูกออกแบบมาเพื่อเป้าหมายนี้โดยเฉพาะ ช่วยให้ผู้ที่แม้จะ “กินคลีน” แต่ยังลดน้ำหนักไม่ได้ สามารถกลับมาฟื้นสมดุลร่างกายและจัดการปัญหาได้ตรงจุด

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือนัดหมายตรวจสุขภาพเชิงลึกได้ที่ W9 Wellness Center ทั้ง 2 สาขา สาขารพ.พระรามเก้า และ สาขาเพลินจิตเซ็นเตอร์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปัญหาสุขภาพและข้อควรระวังในการใช้ยาในวัยเกษียณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปัญหาสุขภาพและข้อควรระวังในการใช้ยาในวัยเกษียณ

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : ปัญหาสุขภาพและข้อควรระวังในการใช้ยาในวัยเกษียณ

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

เมื่อเข้าสู่วัยเกษียณ ร่างกายจะเกิดการเปลี่ยนแปลงตามธรรมชาติ ทำให้ความเสี่ยงในการเกิดปัญหาสุขภาพเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง ซึ่งมีผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตอย่างมาก ซึ่งปัญหาปัญหาสุขภาพและโรคที่พบบ่อยในวัยเกษียณ ได้แก่

  • โรคหัวใจและหลอดเลือด ความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง และโรคหัวใจขาดเลือด
  • โรคเบาหวาน
  • โรคข้อเข่าเสื่อมและโรคกระดูกพรุน
  • ภาวะสมองเสื่อม  โรคอัลไซเมอร์ และภาวะสมองเสื่อมจากหลอดเลือด
  • ปัญหาทางสายตาและการได้ยิน เช่น ต้อกระจกและหูเสื่อม
  • การหกล้มและบาดเจ็บ เนื่องจากกล้ามเนื้ออ่อนแรงและทรงตัวไม่ดี

จากปัญหาดังกล่าว ทำให้ผู้สูงอายุส่วนใหญ่มีความจำเป็นต้องใช้ยาเพื่อรักษาโรคประจำตัว และจำเป็นต้องใส่ใจดูแลสุขภาพมากกว่าแต่ก่อน การดูแลตัวเองแบบองค์รวมแบบง่ายๆ จึงสิ่งสำคัญ ที่จะช่วยให้มีสุขภาพดีในวัยเกษียณ ตั้งแต่ การรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ โดยเน้นผัก ผลไม้ และโปรตีน                                                                                                   การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ โดยเลือกกิจกรรมที่ไม่หนักจนเกินไป เช่น เดิน โยคะ หรือไทเก๊ก นอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ  รักษาสุขภาพจิตให้แข็งแรง หากิจกรรมที่ผ่อนคลาย และได้ใช้เวลาอยู่กับคนที่รัก และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพเป็นประจำ ติดตามผลการรักษาของโรคที่เป็นอยู่แล้ว และป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดขึ้นใหม่

ในการใช้ยาของผู้สูงอายุก็มีข้อควรระวัง เนื่องจากปัจจัยทางสรีรวิทยาของผู้สูงอายุที่เปลี่ยนแปลงไป ทำให้การใช้ยาบางชนิดจำเป็นต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เนื่องจากอาจเกิดผลข้างเคียงได้ง่าย หรือมีปฏิกิริยาระหว่างยาที่อันตรายกว่าในวัยหนุ่มสาว ยาบางชนิดที่ควรใช้ด้วยความระมัดระวังในผู้สูงอายุ เช่น

  • ยาต้านฮิสตามีน หรือยาแก้แพ้บางชนิด เช่น Diphenhydramine Chlorpheniramine เนื่องจากยาเหล่านี้มีฤทธิ์ทำให้เกิดอาการง่วงซึม, เวียนหัว, ปากแห้ง, ตาพร่ามัว, ท้องผูก, และปัสสาวะลำบาก นอกจากนี้ยังอาจเพิ่มความเสี่ยงของการหกล้ม และทำให้การทำงานของสมองบกพร่อง ซึ่งอาจทำให้อาการสมองเสื่อมแย่ลงได้
  • กลุ่มยานอนหลับ และยาคลายกังวล ยาเหล่านี้ออกฤทธิ์กดประสาทส่วนกลาง ทำให้เกิดอาการง่วงซึม, มึนงง, สับสน, และเสียการทรงตัว เพิ่มความเสี่ยงในการหกล้มและบาดเจ็บอย่างรุนแรง การใช้ในระยะยาวอาจทำให้เกิดภาวะพึ่งพิงยา หรือติดกับการใช้ยา
  • ยาต้านการอักเสบที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (หรือเรียกว่า ยากลุ่ม NSAIDs) เช่น Ibuprofen, Naproxen, Diclofenac ยากลุ่มนี้ค่อนข้างน่ากลัว เนื่องจากการใช้ยาในกลุ่มนี้ในระยะยาวอาจเพิ่มความเสี่ยงของอาการเลือดออกในทางเดินอาหาร, แผลในกระเพาะอาหาร, และผลกระทบต่อการทำงานของไต โดยเฉพาะในผู้สูงอายุที่มีโรคไตหรือมีภาวะขาดน้ำ นอกจากนี้ยังอาจทำให้อาการหัวใจล้มเหลวแย่ลงได้
  • ยาที่รักษาโรคประจำตัวที่ใช้อยู่แล้ว ยาแต่ละชนิดมีข้อควรระวังอยู่แล้ว เมื่อสงสัย หรือประสบปัญหาต้องปรึกษาแพทย์ผู้สั่งใช้ยา หรือเภสัชกร

ขอย้ำในข้อควรปฏิบัติเพื่อความปลอดภัยในการใช้ยา

  • ก่อนใช้ยาต้องปรึกษาแพทย์หรือเภสัชกรเสมอ โดยแจ้งโรคประจำตัว ประวัติการแพ้ยา และยาที่ใช้อยู่ทั้งหมด รวมถึงยาแผนโบราณและอาหารเสริม
  • ก่อนใช้ยาต้องตรวจสอบชื่อยา ขนาด และวิธีการใช้ให้ถูกต้อง อ่านฉลากยาอย่างละเอียดและสอบถามให้เข้าใจ หากไม่แน่ใจให้ปรึกษาแพทย์ผู้สั่งใช้ยา หรือเภสัชกร
  • ระวังยาที่อาจมีผลต่อการทรงตัว เนื่องจากยาบางชนิด เช่น ยานอนหลับ ยาแก้ปวดบางชนิด และยาแก้แพ้บางชนิด  อาจทำให้เกิดอาการง่วงซึม มึนงง และเพิ่มความเสี่ยงในการหกล้ม
  • ไม่ควรซื้อยาใช้เองโดยไม่ปรึกษาแพทย์ หรือเภสัชกร
  • จัดเก็บยาอย่างเหมาะสม เก็บยาให้พ้นมือเด็กและสัตว์เลี้ยง เก็บในที่ที่เหมาะสมตามคำแนะนำบนฉลากยา

โดยสรุปแล้ว การใช้ยาในผู้สูงอายุจึงต้องพิจารณาอย่างรอบคอบ โดยแพทย์และเภสัชกรจะประเมินจากปัจจัยต่าง ๆ เช่น สุขภาพโดยรวม, โรคประจำตัว, และการทำงานของตับและไต เพื่อเลือกยาที่เหมาะสมและมีขนาดการใช้ยาที่ถูกต้อง เพื่อให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุดในการรักษาและลดความเสี่ยงจากผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์ และหากมีปัญหา หรือคำถามใดๆ สามารถสอบถามได้ที่ @guruya ศูนย์ข้อมูลยา หรือเขามาขอคำปรึกษาได้ที่โอสถศาลา คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โดยตรง ขอให้ท่านที่อยู่ในวัยเกษียณมีสุขภาพที่แข็งแรง และมีชีวิตเกษียณที่สำราญ

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร.บดินทร์ ติวสุวรรณ

คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

เด็กเก่งวัฒนาวิทยาลัย ‘Wattana Girls’ Chorus’ สะกดใจผู้ฟังแดนมังกร ด้วยเสียงเพลงที่มีรางวัลโลกการันตีต่อเนื่อง

เด็กเก่งวัฒนาวิทยาลัย ‘Wattana Girls’ Chorus’  สะกดใจผู้ฟังแดนมังกร ด้วยเสียงเพลงที่มีรางวัลโลกการันตีต่อเนื่อง

เด็กเก่งวัฒนาวิทยาลัย ‘Wattana Girls’ Chorus’ สะกดใจผู้ฟังแดนมังกร ด้วยเสียงเพลงที่มีรางวัลโลกการันตีต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 29 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สร้างชื่อเสียงให้ประเทศไทยอีกครั้ง สำหรับคณะนักร้องประสานเสียง Wattana Girls’ Chorus จากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย ที่ได้รับเชิญไปร่วมพิธีเปิด–ปิด และการแสดง Friendship Concert ในงาน Panda’s Singing Chengdu (International) Children’s Chorus Week 2025 ระหว่างวันที่ 7–12 สิงหาคม ที่ผ่านมา ณ เมืองเฉิงตู ประเทศจีน พร้อมทั้งขึ้นเวทีพิเศษ “Voice of Friendship” Forest Concert ที่เมืองเผิงโจว เมื่อวันที่ 9 สิงหาคมที่ผ่านมา โดยน้องๆ ขับร้องเพลงไทย สวัสดี และ รำวงเมดเลย์ ถ่ายทอดความเป็นไทยและพลังเสียงกังวานใส สร้างความประทับใจแก่ผู้ชมจากนานาประเทศ

สำหรับ Wattana Girls’ Chorus นั้นมีผลงานและรางวัลการันตีระดับโลกมาแล้วมากมาย ในปีนี้คณะนักร้องเพิ่งคว้ารางวัล 2 เหรียญทอง และรางวัล Special Prize จากการแข่งขันที่ประเทศสโลวาเกีย ในปี 2567 คว้ารางวัล 2 เหรียญทอง และ Champion of Category จากการแข่งขันที่ฮ่องกง และในปี 2566 ได้รับรางวัล 1 เหรียญเงินจากเวที World Choir Games ที่ประเทศเกาหลีใต้ และรางวัลล่าสุดที่ได้รับมาเมื่อวันอังคารที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2568 กับ 3 รางวัลGold Award, Best Conducting Award และ Best Piano Accompaniment and Artistic Direction Award จากงาน 11th ASEAN International Choral Festival

ความสำเร็จอันน่าทึ่งนี้ เป็นผลมาจากการฝึกซ้อมอย่างหนักของน้องๆ ซึ่งหลายคนได้รับการปลูกฝังมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่วัยอนุบาล ทั้งเรื่องวินัยในการฝึกฝนตนเอง ไม่ว่าจะเป็น ความสม่ำเสมอ ความอดทน การแบ่งเวลาเพื่อเป้าหมายที่ชัดเจน รวมถึงการฝึกภาษาอังกฤษที่ได้จากในห้องเรียน เพื่อให้จดจำเนื้อร้องได้อย่างแม่นยำ และการฝึกฝนทักษะต่างๆ ในด้านการร้องเพลง จนได้กลายมาเป็น Thai Soft Power ที่โชว์ศักยภาพของ Wattana Girls’ Chorus ในฐานะนักกีฬาทางวัฒนธรรมด้านเสียงเพลง นับเป็นการโชว์ศักยภาพของเยาวชนไทยที่สร้างความประทับใจและสะกดสายตาผู้ชมในเวทีโลก สร้างชื่อเสียงให้กับประเทศไทยได้อย่างน่าภาคภูมิใจ

สำหรับผู้ปกครองที่สนใจส่งเสริมศักยภาพของบุตรหลาน ขณะนี้ทางโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัยได้เปิดรับสมัครนักเรียนใหม่ประจำปี 2569 แล้ว ตั้งแต่ระดับชั้นอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษา โดยสามารถสมัครได้ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป

ตะลอนเที่ยว : วันที่ระลึกทรงดนตรี ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตะลอนเที่ยว : วันที่ระลึกทรงดนตรี ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

ตะลอนเที่ยว : วันที่ระลึกทรงดนตรี ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ความใกล้ชิดระหว่างพระเจ้าแผ่นดินไทยกับพสกนิกร เป็นสิ่งยืนยันชัดเจนว่า “ฟ้ากับดิน” ไม่เคยอยู่ห่างไกลกันเลยแม้แต่น้อย เพราะ “ฟ้า” ทรงห่วงใย และทรงให้ความเป็นกันเองกับ “ดิน” เสมอมา ดังนั้นในสังคมไทยจึงไม่มีปัญหาช่องว่างระหว่าง “ฟ้ากับดิน”


พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร หรือที่คนไทยขานพระนามว่า ในหลวง รัชกาลที่ 9 ทรงเป็นฟ้าที่พระราชทานความเป็นกันเองกับพสกนิกรตลอดเวลา ดังจะพบได้ชัดเจนในระหว่างการเสด็จพระราชดำเนินทรงเยี่ยมเยียนราษฎรในเขตห่างไกลความเจริญ และแสนทุรกันดาร ภาพชินตาที่พสกนิกรได้เห็นเป็นประจำคือพระองค์ประทับกับพื้นดินแล้วมีพระราชปฏิสันถารกับพสกนิกรที่เข้าเฝ้าฯ 


นอกจากทรงห่วงใยพสกนิกรในเขตทุรกันดารแล้ว ยังพระราชทานโครงการในพระราชดำริเพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาต่าง ๆ ให้ประชาชนตลอดเวลา อาทิ โครงการเกี่ยวกับชลประทาน โครงการพัฒนาปรับปรุงคุณภาพดิน รวมถึงโครงการด้านการเกษตรกรรมอีกมากมายจนเกินพรรณนาได้ครบถ้วนทุกโครงการได้ภายในระยะเวลาอันสั้น


ขณะเดียวกัน พระองค์ยังทรงเป็นห่วงปัญญาชนของประเทศ ด้วยทรงทราบดีว่าปัญญาชนคือจักรกลสำคัญตัวหนึ่งที่จะช่วยพัฒนาประเทศให้เจริญก้าวหน้าได้อย่างดี ดังนั้น พระองค์จึงทรงใส่พระทัยกับการพัฒนาการศึกษาขั้นสูงของประเทศ โดยพระราชทานความช่วยเหลือต่าง ๆ ให้สถาบันการศึกษาระดับอุดมศึกษา และยังทรงมีพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ด้วยการเสด็จพระราชดำเนินพระราชทานปริญญาบัตรแก่บัณฑิตของมหาวิทยาลัยต่าง ๆ เพราะทรงเห็นว่าการได้มีโอกาสได้พบปะกับบัณฑิตคือการช่วยให้บัณฑิตมีขวัญกำลังใจออกไปช่วยสร้างสรรค์ความเจริญให้ประเทศชาติ และยังพระราชทานพระบรมราโชวาทแด่บัณฑิต เพื่อเป็นเครื่องย้ำเตือนใจให้ช่วยกันพัฒนาประเทศ


ด้วยพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ พระองค์ท่านจึงพระราชพระบรมราชวโรกาสให้นิสิต นักศึกษาของสถาบันอุดมศึกษาหลายแห่งได้มีโอกาสอันดีที่จะได้เข้าเฝ้าฯ โดยทรงเลือกใช้การพบปะกับปัญญาชนด้วยรูปแบบที่เป็นกันเอง นั่นคือเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรีในมหาวิทยาลัยต่าง ๆ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยมหิดล รวมถึงมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เป็นต้น 


สำหรับจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยคือสถาบันอุดมศึกษาแห่งแรกที่ได้รับพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ โดยเสด็จพระราชดำเนินไปทรงดนตรีร่วมกับนักดนตรีของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยเสด็จพระราชดำเนินทรงดนตรีครั้งแรกเมื่อปี พ.ศ. 2501 จนกระทั่งถึงปี พ.ศ. 2516 แต่หลังจากนั้นทรงมีพระราชภารกิจที่สำคัญกว่าจึงทรงงดการเสด็จพระราชดำเนินทรงดนตรี ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ด้วย


ดังนั้น วันที่ 20 กันยายนทุกปีจึงเป็นวันที่ระลึกทรงดนตรี ณ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โดยผู้บริหารมหาวิทยาลัยได้จัดงานเพื่อน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ของพระองค์ท่าน โดยปีนี้ได้จัดงานไปเมื่อวันที่ 20 กันยายน ณ หอประชุมจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นสถานที่ที่พระองค์ท่านเสด็จทรงดนตรี โดยในหลาย ๆ วาระนั้น สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยเสด็จด้วย พร้อมทั้งสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ โดยเสด็จด้วย (สมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ และสมเด็จพระเจ้าลูกเธอ คือพระบรมราชอิสริยยศในขณะนั้น)


และเป็นประจำเมื่อเสด็จพระราชดำเนินทรงดนตรีที่จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ก็จะทรงเชิญชวนให้ผู้เข้าเฝ้าฯ ร่วมกันสมทบทุนทุนอานันทมหิดล (ต่อมาคือมูลนิธิอานันทมหิดล) เพื่อนำเงินไปเป็นทุนการศึกษาสำหรับบัณฑิตที่ได้การคัดเลือกไปศึกษาต่อขั้นสูงในมหาวิทยาลัยชั้นนำของโลก เพื่อนำความรู้ด้านวิชาการกลับมาพัฒนาประเทศ โดยพระองค์ท่านพระราชทานทุนประเดิมสำหรับทุนอานันทมหิดล จำนวน 2 หมื่นบาท เมื่อปี พ.ศ. 2498 ดังนั้น จึงถือเป็นประเพณีที่ผู้เข้าชมการแสดงดนตรีในวันที่ระลึกทรงดนตรีจะร่วมกันบริจาคเงินสมทบมูลนิธิอานันทมหิดลเป็นประจำทุกปี


สำหรับการแสดงในงานของปี 2568 นี้ มีนักดนตรีจากวง CU Band , OCU Band (Old CU Band) และนักร้องที่เป็นนิสิตเก่า และนิสิตปัจจุบันไปรวมงานอย่างคับคั่ง แต่ปีนี้มีความแปลกใหม่ตรงที่บรรดาผู้บริหารของจุฬาฯ ได้ร่วมร้องเพลง “จุฬาฯ ของเรา” ด้วย เพลงนี้กล่าวถึงคณะและวิทยาลัยต่าง ๆ ในจุฬาฯ อย่างครบถ้วน 


สำหรับนักร้อง นักดนตรีกิตติมศักดิ์ของงานในปีนี้คือ ม.ร.ว. เบญจาภา ไกรฤกษ์ นิสิตเก่าคณะรัฐศาสตร์ อดีตนักร้องประจำวง อ.ส. วันศุกร์ (อัมพรสถานวันศุกร์) สุวิทย์ อังศวานนท์ นนท์ บูรณสมภพ ถาวร เยาวขันธ์ และภูษิต ไล้ทอง เป็นต้น ส่วนปีนี้ไม่มีคนสำคัญของงานคือสันทัด ตัณฑนันทน์ หรือลุงตัน ไปร่วมด้วย เนื่องจากลุงตันได้จากไปแล้วเมื่อไม่นานมานี้ 


และในโอกาสนี้ ยังเป็นปีที่ CU Band มีอายุครบ 70 ปีด้วย ดังนั้นจึงนับเป็นโอกาสพิเศษที่ CU Band ได้ร่วมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณของพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร เพราะวง CU Band ได้รับพระมหากรุณาธิคุณให้ร่วมเล่นและแสดงดนตรีกับพระองค์ท่านมาก่อน  


ส่วนในภาพที่เห็นนักเรียนตัวน้อยร่วมการแสดงในครั้งนี้คือ นักเรียนชั้นประถมจากโรงเรียนสาธิตจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ที่ร่วมบรรเลงโดยใช้ฮาร์โมนิกา (หรือ mouth organ) ภายใต้การฝึกซ้อมโดยณานดนู ไล้ทอง 
ขอเชิญชวนคุณผู้อ่านร่วมบริจาคเงินสมทบมูลนิธิอานันทมหิดล โดยบริจาคผ่านธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) ชื่อบัญชี “สมทบทุนอานันทมหิดล วันที่ระลึกวันทรงดนตรี” บัญชีเลขที่ 045-2-98139-9 ผู้บริจาคจะได้รับใบเสร็จเพื่อนำไปหักลดหย่อนภาษีเงินได้ด้วย โดยผู้บริจาคที่ต้องการใบเสร็จรับเงิน โปรดกรอกข้อมูลในแบบฟอร์มร่วมบริจาคเงินสมทบทุนอานันท

มหิดล https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdvV9noinhZptfs7fTlvdwZQVr0EjlWzme_b0Cmh9ucOMvOeA/viewform หรือส่งใบโอนเงินไปที่ Line official : วันที่ระลึกวันทรงดนตรี @240wuccm ภายใน 1 เดือน นับจากวันที่เงินเข้าบัญชีรับเงินบริจาค สำนักบริหารกิจการนิสิตจะดำเนินการส่งใบเสร็จรับเงินให้ผู้บริจาคทางไปรษณีย์ภายใน 1 เดือนนับจากวันที่ได้รับข้อมูลบริจาค หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม โปรดโทรศัพท์สอบถามที่หมายเลข 0-2218-7373 ในวันเวลาราชการ

ตะลอนเที่ยว by Mr. Flower

ภาพเด็ดประจำสัปดาห์ : จีน-ฮ่องกง-ไต้หวันเก็บกวาด หลังซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซาถล่มหนัก

ภาพเด็ดประจำสัปดาห์ : จีน-ฮ่องกง-ไต้หวันเก็บกวาด หลังซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซาถล่มหนัก

ภาพเด็ดประจำสัปดาห์ : จีน-ฮ่องกง-ไต้หวันเก็บกวาด หลังซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซาถล่มหนัก

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ประมวลภาพผู้คนในจีน ฮ่องกง และไต้หวัน ช่วยกันเก็บกวาดทำความสะอาดอาคารบ้านเรือนและท้องถนน ที่ได้รับความเสียหายจากทั้งน้ำท่วม ดินโคลนถล่ม และพายุรุนแรง จากอิทธิพลของซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา พายุหมุนเขตร้อนความรุนแรงที่สุดของปีนี้ ที่พัดถล่มทั้ง 3 ดินแดนในสัปดาห์ที่ผ่านมา สร้างความเสียหายหนักโดยเฉพาะในไต้หวัน ที่มีผู้เสียชีวิตเกือบ 20 คน และยังสูญหายอีกจำนวนมาก ขณะที่ฮ่องกงมีผู้ได้รับบาดเจ็บกว่า 100 คน ส่วนซูเปอร์ไต้ฝุ่นรากาซา ลดกำลังลงตามลำดับก่อนพัดขึ้นฝั่งเวียดนามในวันศุกร์ แน่นอนว่าส่งผลกระทบให้หลายพื้นที่ในไทยเผชิญฝนตกมากชึ้นช่วงสุดสัปดาห์นี้

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Academy of Fine Arts Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Academy of Fine Arts Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Royal Academy of Fine Arts Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบงานศิลป์ เมื่อได้มีโอกาสเยือนเมืองหลวงที่ใหญ่ที่สุดในสแกนดิเนเวียแล้ว คงไม่พอใจเพียงแค่เดินตลาด และช้อปปิ้ง แต่คงต้องหามิวเซียมศิลปะที่ดีที่สุดของเมืองไปเยือน นั่นคือ Royal Academy of Fine Arts มิวเซียมที่มีประวัติย้อนกลับไปตั้งแต่ปี 1697 ซึ่งอยู่ในช่วงระหว่างการก่อสร้าง Royal Palace ที่สวีเดนขาดแคลนทั้งศิลปินและสถาปนิกเป็นอย่างมาก ท่าน Count Carl Gustaf Tessin นักการเมืองที่ได้ฉายาว่าชาญฉลาดที่สุดคนหนึ่งแห่งยุคซึ่งเป็นผู้ได้รับการแต่ตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการในการก่อสร้างในปี 1728 จึงได้พยายามที่ยกระดับมาตรฐานทางด้านความเป็นมืออาชีพให้กับศิลปินชาวสวีดิชจึงได้ตั้งโรงเรียนสอนเขียนภาพร่างขึ้นที่เรียกว่า The Royal Academy of Drawing โดยเลียนแบบสถานศึกษาในฝรั่งเศสส่งผลให้สิ้นทศวรรษที่ 1730 จำนวนศิลปินรุ่นใหม่ก็เพิ่มขึ้นจนสามารถช่วยงานตกแต่งพระราชวังได้

ปี 1766 อนาคตของสถาบันเริ่มมั่นคงขึ้นเมื่อรัฐบาลตัดสินใจจัดสรรงบประมาณให้กับอาจารย์และศิษย์ รวมทั้งนายแบบให้สามารถที่จะทำงานต่อไปกับสถาบันได้อย่างจริงจัง วันที่ 30 พฤษภาคม 1768 สถาบันจึงได้จัดการประชุมเพื่อปรับโครงสร้างและเปลี่ยนชื่อเป็น Royal Academy of Painting and Sculpting และได้ทำการร่างกฎหมายและระเบียบเพื่อรองรับสถาบัน ต่อมาในปี 1773 พระเจ้ากุสตาฟที่สามได้ทรงรับรองกฎหมายสถาบันการศึกษาขึ้นโดยขยายขอบเขตให้มีการศึกษาด้านสถาปัตยกรรม กายวิภาค ประวัติศาสตร์ วัฒนธรรม และกราฟฟิคส่งผลให้ปลายปีนั้น Ulrica Fredrika Pasch กลายเป็นผู้หญิงคนแรกที่เป็นสมาชิกของสถาบัน

 ปี 1780 สถาบันได้ย้ายไปอยู่ที่ Sparre Palace จากเงินทุนบริจาคของ Gerhard Meyer ผู้หล่อระฆังให้กับโบสถ์และได้เปลี่ยนชื่อตึกเป็น Meyer’s House ปี 1784 สถาบันได้ทำการจัดแสดงนิทรรศการขึ้นครั้งแรกถือเป็นครั้งแรกที่จัดขึ้นโดยนักเรียนของสถาบันนี้ซึ่งประสบความสำเร็จอย่างล้นหลาม ปี 1792 รัฐบาลตัดสินใจเปลี่ยนสถาบันเดิมเป็น Royal Museum โดยให้สถาบันเป็นผู้ควบคุมทั้งการเงินและการบริหารโดยใช้ Logarden wing ของ Royal Palace เป็นที่ทำการโดยเปิดทำการครั้งแรกในปี 1794 มิวเซียมนี้กลายเป็นมิวเซียมศิลปะแห่งแรกของยุโรป ปี 1810 สถาบันถูกเปลี่ยนชื่ออีกครั้งเป็น Royal Academy of Fine Arts อาคารที่ตั้งนี้ได้รับการต่อเติม 2 ครั้งภายใต้การออกแบบของสถาปนิก Fredrik Blom ในปี 1845 และสถาปนิก Erik Lallerstedt ในปี 1891

ของจัดแสดงนับจากคริสต์ศตวรรษที่ 15 ของมิวเซียมที่ประกอบไปด้วยงานทัศนศิลป์ งานภาพร่าง งานประติมากรรม งานผ้า และเฟอร์นิเจอร์นี้เป็นผลมาจากการสะสมร่วม 300 ปี งานสะสมที่มีมาจากทั้งการซื้อและการรับบริจาคนี้มี The Batavian oath of allegiance to Claudius Civilis ของ Rembrandt เป็นชิ้นที่มีชื่อเสียงที่สุด นอกจากนี้ที่นี่ยังมีความพิเศษตรงที่มีผลงานประติมากรรมปูนปาสเตอร์เลียนแบบที่เก่าแก่ที่สุดในยุโรปไว้ใช้สอนนักศึกษาด้วยโดยงานส่วนใหญ่เลียนแบบมาจากงานประติมากรรมยุคเรอเนสซองส์ ยิ่งกว่านั้นที่นี่ยังมีงานของนักศึกษาศิลป์มากที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรปไว้จัดแสดง อีกทั้งยังเป็นมิวเซียมที่มีผลงานของศิลปินหญิงเป็นจำนวนมากเนื่องจากเป็นสถาบันที่รับนักศึกษาหญิงเข้าเรียนศิลปะเป็นแห่งแรกของยุโรปอีกต่างหากด้วย

PTTEP KM Week 2025 ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาองค์กรและอุตสาหกรรมพลังงาน

PTTEP KM Week 2025 ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาองค์กรและอุตสาหกรรมพลังงาน

PTTEP KM Week 2025 ส่งเสริมการแลกเปลี่ยนองค์ความรู้ เพื่อการพัฒนาองค์กรและอุตสาหกรรมพลังงาน

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

บริษัท ปตท.สำรวจและผลิตปิโตรเลียม จำกัด (มหาชน) หรือ ปตท.สผ. จัดงาน PTTEP Knowledge Management Week 2025 หรือ KM Week  ซึ่งเป็นเวทีสำคัญในการส่งเสริมและแลกเปลี่ยนความรู้ด้านเทคโนโลยี นวัตกรรม ความอย่างยั่งยืน และการจัดการองค์ความรู้ให้กับพนักงาน รวมถึง หน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และสถาบันการศึกษา เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนองค์กรให้ก้าวไปข้างหน้าอย่างมีประสิทธิภาพ

KM Week ครั้งนี้ จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Cleaner Energy Security: The Next 40 Years and Beyond” สะท้อนความมุ่งมั่นของ ปตท.สผ. ในการก้าวสู่อนาคตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ซึ่งในปีนี้ ปตท.สผ. ครบรอบการดำเนินงาน 40 ปี โดยยังคงเดินหน้าภารกิจในการสร้างความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศอย่างต่อเนื่องและเข้มแข็งด้วยพลังงานที่สะอาดมากยิ่งขึ้น

ในปีนี้ พนักงาน ปตท.สผ. ได้ส่งผลงานทางวิชาการด้านเทคนิคและด้านการดำเนินธุรกิจเข้าการประกวดรวม 256 เรื่อง แบ่งเป็นด้านธรณีศาสตร์ 88 เรื่อง ด้านวิศวกรรมและปฏิบัติการ 122 เรื่อง และด้านการดำเนินธุรกิจอีก 46 เรื่อง รวมทั้ง มีการจัดแสดงนิทรรศการเพื่อแบ่งปันข้อมูลและความรู้เกี่ยวกับเทคโนโลยี นวัตกรรม และดิจิทัลแพลตฟอร์มที่ ปตท.สผ. พัฒนาขึ้นเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานด้านต่าง ๆ เช่น PTTEP Subsurface Research Center, Digital Transformation, GoT Integrated Operations Control Center และ Corporate Venture Capital ภายในงาน ยังได้รับเกียรติจากหน่วยงานภาครัฐ องค์กรชั้นนำ และผู้ทรงคุณวุฒิหลายสาขาอาชีพ มาร่วมปาฐกถาและบรรยายพิเศษ แบ่งปันแนว คิด ประสบการณ์ และมุมมองใหม่ๆ ที่จะช่วยเสริมสร้างองค์ความรู้ และการพัฒนาขีดความสามารถซึ่งเป็นประโยชน์ต่อพนักงาน องค์กร และอุต สาหกรรมพลังงานอีกด้วย

Science Update : นาซาเตรียมส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ต้นปีหน้า

Science Update : นาซาเตรียมส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ต้นปีหน้า

Science Update : นาซาเตรียมส่งนักบินอวกาศไปดวงจันทร์ต้นปีหน้า

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติของสหรัฐฯ หรือนาซา ประกาศแผนการส่งนักบินอวกาศขึ้นไปสำรวจดวงจันทร์ในเดือนกุมพาพันธ์ปีหน้า เป็นครั้งแรกในรอบ 54 ปี ในภารกิจอาร์ทีมิส 2 (Artemis II)  ซึ่งเป็นโครงการลำดับที่ 2 ของโครงการอาร์ทีมิส ที่นาซาตั้งเป้าดำเนินการระยะยาวบนพื้นผิวของดวงจันทร์

นักบินอวกาศที่จะเดินทางไปสำรวจดวงจันทร์ครั้งนี้มีทั้งหมด 4 คน ประกอบด้วย รีด ไวส์แมน ผู้บัญชาการภารกิจ, วิคเตอร์ โกลเวอร์ นักบิน, คริสตินา คอช ผู้เชี่ยวชาญภารกิจ 1 และนักบินอวกาศ เจเรมี แฮนเซน จะใช้เวลาทำภารกิจ 10 วัน ทั้งหมดจะไม่ได้ลงไปเหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ แต่จะเดินทางรอบดวงจันทร์ไกลกว่าภารกิจ Apollo ด้วยยาน Orion ซึ่งจะโคจรเลยดวงจันทร์ออกไปกว่า 9,200 กิโลเมตร ถือเป็นการซ้อมการเดินทางเพื่อปูทางสู่การลงจอดจริงบนดวงจันทร์และเตรียมการเดินทางไปดาวอังคารในอนาคต

หากภารกิจอาร์ทีมิส 2 ประสบความสำเร็จ ก็จะเข้าสู่ขั้นถัดไปคือ ภารกิจ “อาร์ทีมิส 3” (Artemis III)  ที่จะนำนักบินอวกาศลงเหยียบพื้นผิวของดวงจันทร์ ซึ่งนาซาคาดการณ์ไว้ว่าน่าจะเกิดขึ้นหลังช่วงกลางปี 2027

สมศ. จับมือ สถ. สร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอก ปักหมุดยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท.

สมศ. จับมือ สถ. สร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอก ปักหมุดยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท.

สมศ. จับมือ สถ. สร้างรูปแบบการประกันคุณภาพภายนอก ปักหมุดยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัด อปท.

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

สมศ. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ผนึกกำลังยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ด้วยแนวคิดการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ  Cluster-Based Assessment ในลักษณะกลุ่มพื้นที่ตำบลและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มุ่งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการทรัพยากร เปรียบเทียบผลในเชิงระบบ และสร้างคุณภาพการศึกษาปฐมวัยในระดับท้องถิ่นอย่างยั่งยืน

สำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) หรือ สมศ. โดย ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์ ผู้อำนวยการ สมศ. พร้อมด้วยคณะผู้บริหารได้ประชุมเชิงนโยบายร่วมกับ กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น (สถ.) โดย สุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดีกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น และคณะผู้บริหาร หารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นเกี่ยวกับการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็กสังกัดองค์กรปก ครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ซึ่งมีแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมรูปแบบ Cluster-Based Assessment ในลักษณะ กลุ่มพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น

ศ.ดร.องอาจ นัยพัฒน์  กล่าวว่า สำหรับแนวคิดการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment มีเป้าหมายเพื่อปรับรูปแบบการประเมินจากศูนย์พัฒนาเด็กเล็กรายแห่ง ไปสู่การประเมินในลักษณะ “กลุ่มพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในรูปแบบ Cluster” ผลการประเมินและข้อเสนอ

แนะจะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากรและงบประมาณ ลดความซ้ำซ้อนในการลงพื้นที่ของผู้ประเมินภายนอก สามารถเปรียบเทียบผลการประเมินระหว่างศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในสังกัดเดียวกัน เพื่อนำไปสู่การยกระดับในการพัฒนาเชิงระบบและสร้างมาตรฐานคุณภาพที่เข้มแข็งให้กับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กในระดับท้องถิ่น ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อพัฒนาการทุกด้าน ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญ ญา รวมทั้งส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพ่อแม่ ผู้ปกครอง ชุมชนในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เติบโตเป็นพลเมืองที่มีคุณภาพในสังคม 

แนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก รูปแบบใหม่นี้มีความแตกต่างจากการประเมินรูปแบบเดิม ด้วยการจัดกลุ่มศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลุ่มละ 3–5 แห่ง เพื่อเข้ารับการตรวจเยี่ยมพร้อมกัน 2–3 วัน โดยมีผู้ประเมินภายนอกอย่างน้อย 2 คน วิเคราะห์ SAR ของทุกศูนย์ พร้อมประชุมออนไลน์กับผู้บริหารท้องถิ่นและศูนย์พัฒนาเด็กเล็กเพื่อสรุปแผนการตรวจเยี่ยม การลงพื้นที่ประเมินแต่ละแห่ง ตลอดจนสรุปผลด้วยวาจาเป็นคลัสเตอร์ เพื่อให้ได้บทสรุปเชิงระบบและข้อค้นพบที่สามารถต่อยอดเป็นแนวปฏิบัติที่ดี (Best Practices) สำหรับใช้เป็นฐานข้อ มูลเปรียบเทียบคุณภาพในพื้นที่เดียวกันได้อย่างเป็นรูปธรรม โดย สมศ. และกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นมีแผนการดำเนินงานการประเมินคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 จะครอบคลุมศูนย์พัฒนาเด็กเล็กจำนวน 11,219 แห่ง ในรูปแบบคลัส เตอร์ โดยจัดศูนย์พัฒนาเด็กเล็กกลุ่มละ 3–5 แห่ง รวมกว่า 3,039 คลัสเตอร์

สมศ. มองว่าแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment นี้จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่าย จุดสำคัญคือการยกระดับการประเมินคุณภาพภายนอก โดยผู้ที่เกี่ยวข้องสามารถตั้งคำถามและพิจารณาอย่างรอบด้านและช่วยให้การประเมินคุณภาพภายนอกมีความรวดเร็วขึ้น จะเห็นภาพรวมในลักษณะพื้นที่ตำบล และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ช่วยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมองเห็น ทั้งมิติระดับจังหวัดและแนวทางพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างเป็นระบบมากขึ้น

สุรพล เจริญภูมิ กล่าวว่า ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก มีความสำคัญต่อการพัฒนาเด็กปฐมวัย ในการส่งเสริมพัฒนาการทุกด้าน การสร้างรากฐานการศึกษา และการแบ่งเบาภาระผู้ปกครอง ดังนั้นกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นจึงเห็นถึงความสำคัญต่อการยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในฐานะเป็นหน่วยงานที่ส่งเสริม สนับสนุน และกำกับดูแลให้ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กดำเนินงานได้อย่างมีคุณภาพตามมาตรฐาน ผ่านการจัดทำหลัก สูตร แนวปฏิบัติและการสร้างเครือข่ายความร่วมมือการพัฒนาเด็กปฐมวัยในระดับต่างๆ

ดังนั้นเพื่อให้เกิดคุณภาพและการพัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กอย่างต่อเนื่อง กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นเห็นถึงความจำเป็นต้องมีแนวทางการประกันคุณภาพที่เหมาะสม ซึ่งการประชุมกับ สมศ. ในครั้งนี้เพื่อหารือถึงแนวทางการประกันคุณภาพภายนอกศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ด้วยการลงพื้นที่ตรวจเยี่ยมแบบ Cluster-Based Assessment ในการกำหนดจุดยืน ตลอดจนบูรณาการข้อมูลผลการประกันคุณภาพภายนอกจาก สมศ. เพื่อกำหนดตัวชี้วัดที่ชัดเจน ซึ่งจะช่วยให้กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นขับเคลื่อนการพัฒนาเด็กปฐมวัยได้อย่างมีประสิทธิภาพ อีกประเด็นที่กรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่นให้ความสำคัญคือ การจัดสรรภาระงานของการตรวจประเมิน ที่แม้มีข้อเสนอให้ลดลง เพื่อลดภาระและความซ้ำซ้อน แต่มีข้อห่วงใยว่าหากไม่มีเกณฑ์หรือข้อกำหนดที่รัดกุม อาจส่งผลกระทบต่อคุณภาพการประเมินและมาตรฐานที่ตั้งไว้ได้ โดยที่ประชุมเห็นตรงกันว่าจำเป็นต้องหาจุดสมดุลระหว่างการลดภาระงานกับการรักษาคุณภาพในการประเมินคุณภาพเพื่อให้ผลการประเมินคุณภาพสามา รถสะท้อนภาพรวมได้อย่างถูกต้อง และเป็นข้อมูลที่หน่วยงานสามารถนำไปใช้พัฒนาศูนย์พัฒนาเด็กเล็กต่อไปได้จริง การประชุมครั้งนี้จึงนับเป็นก้าวสำคัญในการสร้างความร่วมมือระหว่างกัน เพื่อยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กเล็กให้ได้มาตรฐานที่เข้มแข็งและนำผลการประเมินไปสู่การพัฒนาที่เป็นรูปธรรมต่อไป

ศ.ดร.องอาจ ผอ.สมศ.

ศ.ดร.องอาจ ผอ.สมศ.

สุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดี สถ.

สุรพล เจริญภูมิ รองอธิบดี สถ.

Health News : เครื่องมือ AI คาดการณ์ความเสี่ยงโรคล่วงหน้า 20 ปี

Health News : เครื่องมือ AI คาดการณ์ความเสี่ยงโรคล่วงหน้า 20 ปี

Health News : เครื่องมือ AI คาดการณ์ความเสี่ยงโรคล่วงหน้า 20 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 28 กันยายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.

การศึกษาที่เผยแพร่ในวารสารเนเจอร์ (Nature) เผยว่าเครื่องมือปัญญาประดิษฐ์ (AI) ตัวใหม่ล่าสุดแสดงศักยภาพการคาดการณ์ความเสี่ยงที่จะเกิดโรคต่างๆ ของแต่ละบุคคลมากกว่า 1,000 โรคได้ล่วงหน้าถึง 20 ปี เครื่องมือเอไอดังกล่าวชื่อว่าเดลฟี-2เอ็ม (Delphi-2M) ถือเป็นความก้าวหน้าครั้งสำคัญเหนือเครื่องมือคาดการณ์ความเสี่ยงที่ใช้ในเอไอรุ่นก่อน ซึ่งโดยทั่วไปจะมุ่งเน้นไปที่โรคเพียงโรคเดียว ขณะที่เดลฟี-2เอ็มสามารถช่วยให้แพทย์ระบุผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงสูงในระยะเริ่มต้นได้ พร้อมเปิดโอกาสให้มีมาตรการป้องกันก่อนที่จะแสดงอาการ

นักวิจัยปรับใช้โมเดลภาษาขนาดใหญ่เพื่อคาดการณ์แนวโน้มเกิดโรค 1,258 โรค โดยอิงจากประวัติทางการแพทย์ของบุคคล ผสานรวมกับปัจจัยต่างๆ เช่น อายุ เพศ ดัชนีมวลกาย และพฤติกรรมการใช้ชีวิตอย่างการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ ผลการวิจัยเผยว่าเดลฟี-2เอ็มมีความแม่นยำเทียบเท่าหรือสูงกว่าเครื่องมือคาดการณ์โรคเดียวแบบดั้งเดิม และทำงานได้ดีกว่าอัลกอริธึมที่อาศัยข้อมูลตัวบ่งชี้ทางชีวภาพเพื่อประเมินความเสี่ยงโรคต่างๆ เอไอตัวนี้โดดเด่นในการคาดการณ์โรคที่มีลักษณะการเกิดโรคที่คาดเดาได้ เช่น มะเร็งบางชนิด และยังสามารถคำนวณแนวโน้มการเกิดโรคล่วงหน้านับสิบปี

แม้จะมีแนวโน้มที่ดี แต่นักวิจัยยอมรับว่ามีข้อจำกัดอยู่บางประการ เช่น ฐานข้อมูลยูเค ไบโอแบงก์ จะบันทึกเฉพาะกรณีการเกิดโรคครั้งแรกของผู้เข้าร่วม ซึ่งอาจส่งผลต่อความแม่นยำของการคาดการณ์ระยะยาว