ไอคอนสยาม คว้าแชมป์ Best Brand Performance on Social Media จากเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

ไอคอนสยาม คว้าแชมป์ Best Brand Performance on Social Media จากเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

ไอคอนสยาม คว้าแชมป์ Best Brand Performance on Social Media จากเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.03 น.

ไอคอนสยาม แลนด์มาร์กระดับโลกริมแม่น้ำเจ้าพระยา ครองตำแหน่งผู้นำด้านดิจิทัลคอนเทนต์และการสื่อสารออนไลน์ คว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media ในสาขากลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า (Shopping Center & Department Store) จากเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 สะท้อนถึงศักยภาพในการสร้างสรรค์คอนเทนต์ที่โดดเด่น ครอบคลุม และสามารถเชื่อมโยงแบรนด์กับผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพบนทุกแพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย โดยปีที่ผ่านมาสามารถสร้างยอด Reach ระดับปรากฏการณ์จากแคมเปญหลักและคอนเทนต์ต่าง ๆ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคยุคดิจิทัล ตอกย้ำบทบาทการเป็น Global Experiential Destination ที่ไม่เพียงเป็นจุดหมายปลายทางด้านไลฟ์สไตล์และการท่องเที่ยวระดับโลก แต่ยังสามารถสร้างคอมมูนิตี้บนโลกออนไลน์ได้อย่างแข็งแกร่ง 

สุมา วงษ์พันธุ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท ไอคอนสยาม จำกัด กล่าวว่า ตลอดปี 2568 ไอคอนสยามมีศักยภาพในการสื่อสารออนไลน์ที่โดดเด่น สามารถสร้างยอดการเข้าถึงคอนเทนต์รวมทั้งปีกว่ามากกว่า 300 ล้านครั้ง บนแพลตฟอร์มหลัก ทั้ง Facebook, Instagram, X และ TikTok พร้อมอัตราการเติบโตของผู้ติดตามเฉลี่ยสูงสุด 100% จากแคมเปญและคอนเทนต์ต่าง ๆ ซึ่งไม่เพียงสร้าง Engagement บนโลกออนไลน์ ยังสามารถเชื่อมโยงพลังโซเชียลมีเดียสู่ผลลัพธ์เชิงธุรกิจและทราฟฟิกจริงในศูนย์การค้าได้อย่างเป็นรูปธรรม โดยแคมเปญใหญ่ปี 2568 ที่ได้รับการตอบรับสูง เช่น Amazing Thailand Countdown 2025 ซึ่งมีการอัปเดตแบบ Real-time บนโซเชียลมีเดีย ทำให้ไอคอนสยามติดเทรนด์ X อันดับ 1 ต่อเนื่องถึง 3 วันติดต่อกัน และสร้าง Community Engagement มากกว่า 60 ล้านครั้ง ส่งผลให้มีผู้เข้าร่วมงานบริเวณริมน้ำเจ้าพระยาอย่างเนืองแน่น และตลอดช่วงเทศกาลปีใหม่ไอคอนสยามมีทราฟฟิกเพิ่มขึ้นมาก รวมถึงงาน Thaiconic Songkran Celebration 2025 แคมเปญ Soft Power ที่ผสานวัฒนธรรมไทยกับไลฟ์สไตล์สากล ซึ่งสร้าง Viral Marketing บน Social Media มียอดวิวในช่วงงานสงกรานต์สูงถึง 165 ล้านวิว เฉพาะช่องทาง TikTok ส่งผลให้ทราฟฟิกช่วงสงกรานต์เติบโตจากปีก่อนหน้า พร้อมยอดนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

“กลยุทธ์หลักในการสื่อสารออนไลน์ของไอคอนสยามเน้นที่การสร้างประสบการณ์ผ่านคอนเทนต์ทุกรูปแบบ (Multi-format Content) ที่ตรงใจและสอดคล้องกับพฤติกรรมของลูกค้า เพื่อให้โลกออนไลน์และประสบการณ์จริงเชื่อมต่อกันอย่างไร้รอยต่อ โดยไม่ได้คาดหวังเพียงตัวเลขการเข้าถึงหรือยอดการมีส่วนร่วม แต่ให้ความสำคัญกับคุณภาพของคอนเทนต์และการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมายให้กับผู้ติดตามทุกคน ซึ่งการคว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media จากเวที Thailand Social Awards ครั้งที่ 14 ถือเป็นอีกหนึ่งความภาคภูมิใจของทีมงานทุกคน เพราะสะท้อนให้เห็นถึงความตั้งใจในการพัฒนาและยกระดับการสื่อสารของไอคอนสยามอย่างต่อเนื่อง ทั้งนี้เราขอขอบคุณลูกค้าและแฟน ๆ ในคอมมูนิตี้ทุกกลุ่ม ที่ร่วมเป็นส่วนหนึ่งในทุกเรื่องราวและแคมเปญของไอคอนสยามตลอดปีที่ผ่านมา” คุณสุมากล่าว


การคว้ารางวัล Best Brand Performance on Social Media ในสาขากลุ่มธุรกิจศูนย์การค้าและห้างสรรพสินค้า ของไอคอนสยามในปีนี้ ไม่เพียงเป็นเครื่องยืนยันถึงความสำเร็จด้านตัวเลขและการมีส่วนร่วมบนโลกออนไลน์ ยังสะท้อนถึงความสามารถในการสร้างบทสนทนา สร้างการมีส่วนร่วม และสร้างความสัมพันธ์ระยะยาวกับผู้บริโภคในยุคดิจิทัลได้อย่างทรงพลัง ตอกย้ำความมุ่งมั่นของไอคอนสยามในการพัฒนาแพลตฟอร์มการสื่อสารที่ทันสมัย มีคุณภาพ และสร้างคุณค่าให้แก่ทั้งพันธมิตรทางธุรกิจ แบรนด์ ร้านค้า ตลอดจนผู้ใช้บริการทั้งชาวไทยและนานาชาติ พร้อมเดินหน้าสร้างปรากฏการณ์ใหม่ ๆ บนโลกออนไลน์ควบคู่ไปกับการมอบประสบการณ์เหนือระดับในทุกมิติของไลฟ์สไตล์อย่างต่อเนื่อง ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพในการผสานครีเอเตอร์และอินฟลูเอนเซอร์เพื่อสื่อสารแบรนด์อย่างทรงพลังในเชิง Soft Power จนสามารถสร้างการรับรู้ที่กว้างไกลทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศ

ความสำเร็จในครั้งนี้นับเป็นแรงบันดาลใจสำคัญที่ผลักดันให้ไอคอนสยามมุ่งมั่นตั้งใจที่จะเดินหน้ามอบประสบการณ์เหนือระดับ และแตกต่างเกินความคาดหมายผ่านแพลตฟอร์มออนไลน์ ให้กับผู้ติดตามต่อไป  สามารถติดตามคอนเทนต์ต่าง ๆ จากไอคอนสยามได้ทาง  Website: www.iconsiam.com  / Facebook: ICONSIAM / Instagram: ICONSIAM  และX: ICONSIAM

‘สยามพิวรรธน์’ พลิกเกมวงการ สร้างต้นแบบแรกของโลก ‘Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle’ คว้า 2 Global Certificates คือ EDGE และ FITWEL ครั้งแรกให้ประเทศไทย

'สยามพิวรรธน์' พลิกเกมวงการ สร้างต้นแบบแรกของโลก 'Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle' คว้า 2 Global Certificates คือ EDGE และ FITWEL ครั้งแรกให้ประเทศไทย

‘สยามพิวรรธน์’ พลิกเกมวงการ สร้างต้นแบบแรกของโลก ‘Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle’ คว้า 2 Global Certificates คือ EDGE และ FITWEL ครั้งแรกให้ประเทศไทย

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.47 น.

สยามพิวรรธน์นำ “NEXTOPIA” ณ สยามพารากอน พลิกโฉมวงการรีเทล สร้างต้นแบบแรกของโลก “Co-Creation Retail for Sustainable Lifestyle”  คว้า 2 มาตรฐานสากล EDGE (Excellence in Design for Greater Efficiencies) ระดับ Advanced และ Fitwel ระดับสูง 2 ดาว ซึ่งถือเป็นครั้งแรกของประเทศไทย ที่ได้รับรองทั้งอาคารเขียวและการออกแบบเพื่อสุขภาวะและคุณภาพชีวิตที่ดีของผู้คน นอกจากนี้ NEXTOPIA เป็นพื้นที่ต้นแบบแรกที่ใช้พลังงานสะอาด 100% ตั้งแต่ปี 2026 และจะขยายครอบคลุมศูนย์การค้าทั้งหมดภายในปี 2030 พร้อมเดินหน้าสู่เป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็นศูนย์ (Net Zero) ในขอบเขตที่ 1 และ 2 ภายในปี 2050

มาตรฐานดังกล่าว ตอกย้ำบทบาทของสยามพิวรรธน์ ผู้พัฒนาโกลบอลเดสติเนชั่น และเป็น Game Changer ที่บุกเบิกสร้างต้นแบบ และสร้างแพลตฟอร์มแห่งโอกาสที่เชื่อมโยงธุรกิจ ผู้คน ชุมชน และโลกเข้าไว้ด้วยกัน

NEXTOPIA เกิดขึ้นจากการผนึกกำลังและศักยภาพของกลุ่มสยามพิวรรธน์ และพันธมิตรชั้นนำในอีโค่ซิสเต็มระดับโลก 50 องค์กรนวัตกรรม พันธมิตร คู่ค้า และ 30 คอมมูนิตี้ของ Friends of NEXTOPIA ที่ได้สร้างสรรค์ภายใต้ Revolutionary Concept ให้เป็นแพลตฟอร์มเพื่อ Co-creating Communities for a Better World นำเสนอไลฟ์สไตล์การใช้ชีวิตสู่วันพรุ่งนี้ที่ดีกว่า จึงได้นำหลักการด้านสุขภาวะมาบูรณาการในทุกขั้นตอน โดยเริ่มตั้งแต่การออกแบบโครงสร้างพื้นฐานและการก่อสร้างที่ใส่ใจทุกรายละเอียด โดยมีการรวบรวมนวัตกรรมล่าสุดที่เป็นมิตรต่อคุณภาพชีวิตของผู้ใช้อาคารอย่างครอบคลุม

NEXTOPIA ใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพภายใต้มาตรฐาน EDGE ใน 3 ด้านหลัก 
 1 พลังงาน (Energy Efficiency) ออกแบบให้รองรับแสงธรรมชาติและหมุนเวียนอากาศได้ดี ใช้วัสดุ ETFE แทนกระจก และเทคโนโลยีที่ช่วยลดความร้อน ติดตั้งโซลาร์รูฟขนาดใหญ่เพื่อผลิตพลังงานสะอาด ทำให้ช่วยลดการใช้พลังงานในการดำเนินงานได้ 47%
2 น้ำ (Water Efficiency) เน้นการใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและลดการสูญเสีย โดยเลือกใช้อุปกรณ์สุขภัณฑ์และอุปกรณ์ใช้น้ำชนิดประหยัด ซึ่งเป็นนวัตกรรมการเพิ่มฟองอากาศ  สามารถลดการใช้น้ำได้ 34%
3 วัสดุ (Materials Efficiency) เลือกใช้สีพิเศษปลอดสารปรอทและตะกั่ว ปล่อยสารระเหยต่ำมาก (Ultra Low VOCs) รวมทั้งการใช้วัสดุรียูส รีไซเคิล และวัสดุธรรมชาติที่มีโครงสร้างที่ทนทาน ทำให้ลดการปล่อยคาร์บอนจากการผลิตวัสดุก่อสร้างและตกแต่งได้ 59%  

NEXTOPIA ยกระดับผู้คนและสุขภาวะ ภายใต้มาตรฐาน Fitwel 
 1 ด้านสุขภาวะ (Well-being) : ส่งเสริมสุขภาพผ่านสภาพแวดล้อมภายในอาคาร 
 • ติดตั้งระบบปรับอากาศขั้นสูง Displacement Air System (DAS) ผสาน Dedicated Outdoor Air System (DOAS) แยกและกำจัดอากาศเก่า สารปนเปื้อน และเชื้อโรคอย่างต่อเนื่อง 
 • มี Floor Radiant Cooling (ระบบความเย็นแบบแผ่รังสีจากพื้น) ให้อุณหภูมิเย็นสม่ำเสมอโดยไม่ใช้การเป่าอากาศผ่านท่อลม (Forced Air) ลดการฟุ้งกระจายของฝุ่น สารก่อภูมิแพ้ และเชื้อโรค เพื่ออากาศสะอาด  
 • วัสดุทั้งหมดเป็นแบบ Ultra Low VOCs ซึ่งปล่อยสารประกอบอินทรีย์ระเหยง่ายในระดับต่ำมาก เพื่อรักษาคุณภาพอากาศ พร้อมด้วยมาตรการทำความสะอาดตาม Fitwel Cleaning Policy 
 • การสื่อสารคุณภาพอากาศและเทรนด์โลกแบบเรียลไทม์ ผ่าน “The Globe” ลูกโลกจำลองจอ LED ขนาดใหญ่ พร้อมกิจกรรมสร้างการมีส่วนร่วมกับทุกคน

 2 สนับสนุนการเคลื่อนไหวทางกายและความปลอดภัย (Increases Physical Activity)
–  ออกแบบพื้นที่โดยใช้แนวคิด Biophilic พร้อมผสานหลัก Active Design เพื่อกระตุ้นให้เกิดการเคลื่อนไหวอย่างเป็นธรรมชาติ เช่น The Spiral บันไดโถงที่เชื่อมต่อพื้นที่ชั้น 4, 5 และ 5A ทำให้คนเลือกเดินขึ้นลงมากกว่าการใช้ลิฟท์ อีกทั้ง The Forest Canopy และ The Ocean Canopy ที่ใช้วัสดุรีไซเคิล รวมถึงขยะจากท้องทะเล มาสร้างสรรค์เป็นงานศิลป์ที่สวยงาม เพื่อเชื่อมโยงมนุษย์กับธรรมชาติ และดึงดูดให้คนใช้เป็นเส้นทางเดินขึ้นชั้น 5A เช่นกัน
–  The Kinetic Floor และ The Energy Playground แค่ทุกคนขยับก็ร่วมกันผลิตไฟฟ้า ส่งเสริมให้การออกกำลังกายเป็นเรื่องสนุก โดยเฉพาะเด็กและวัยรุ่นที่สนใจเทคโนโลยีและชอบนวัตกรรมที่สัมผัสได้ 
– มีพื้นที่ออกกำลังกายและมุมพักผ่อน, กิจกรรมร่วมกับร้านค้าเพื่อสนับสนุนบริการและผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น, การให้คำปรึกษาด้านสุขภาพจิต และการฉีดวัคซีน
 3 อาหารสุขภาพและน้ำดื่ม (Food & Water) : ส่งเสริมการเข้าถึงโภชนาการและน้ำดื่มที่ดีต่อสุขภาพ
 • สนับสนุนการเลือกทานอาหารที่ดีด้วยเมนูสุขภาพจากทุกร้านค้า พร้อมจุดเติมน้ำดื่ม (Refill Stations) ที่ให้บริการน้ำดื่มคุณภาพสูง 
 • มีตลาดเกษตรกร (Farmers Market) โชว์เคสผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และเวิร์กช็อปอัพไซคลิง (Upcycling) เพื่อสร้างวัฒนธรรมแห่งสุขภาพและความยั่งยืน 
 4 สนับสนุนความเท่าเทียมในสังคมสำหรับกลุ่มเปราะบาง (Supports Social Equity for Vulnerable Populations)     
 • มีสิ่งอำนวยความสะดวกที่ออกแบบเพื่อรองรับทุกคน เช่น ห้องน้ำที่ได้มาตรฐาน ADA (American with Disabilities Act) สำหรับผู้พิการและผู้สูงอายุ รวมถึงห้องให้นมบุตรสำหรับคุณแม่ 
 • ให้การสนับสนุนพื้นที่สำหรับกลุ่มคนด้อยโอกาส เช่น Dots Coffee ที่เป็นร้านกาแฟแรกของโลกที่พนักงานบาริสต้าทุกคนเป็นคนตาบอด และ Autistic Art ที่เป็นแกลลอรี่งานศิลปะจากเด็กออทิสติก
การสร้าง NEXTOPIA เมืองต้นแบบแห่งโลกอนาคตนี้ สะท้อนถึงแนวคิด วิถีสยามพิวรรธน์ (Siam Piwat Way) พันธกิจที่หล่อหลอมเข้าสู่ทุกกระบวนการทางธุรกิจอย่างเป็นระบบ ด้วยการเป็น ‘แพลตฟอร์มแห่งโอกาส’ พื้นที่ที่สร้างการเติบโตร่วมกันอย่างยั่งยืน

ปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร ช่วยควบคุมความหิวได้อย่างไร เห็นผลจริงไหม ?

ปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร ช่วยควบคุมความหิวได้อย่างไร เห็นผลจริงไหม ?

ปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร ช่วยควบคุมความหิวได้อย่างไร เห็นผลจริงไหม ?

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 11.15 น.

ปากกาลดน้ำหนัก

ปากกาลดน้ำหนัก ตัวช่วยคุมหิวแบบอยู่หมัด

ในปัจจุบันมีนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า ปากกาลดน้ำหนัก หรือ ปากกาคุมหิว ช่วยให้การลดความอ้วนเป็นเรื่องที่ง่ายขึ้น และปลอดภัย เข้ามาช่วยแก้ปัญหาที่ต้นเหตุคือความหิวและระบบเผาผลาญ โดยเน้นการควบคุมความหิว ปรับพฤติกรรมการกิน และช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดีขึ้น

โดยปากกาลดน้ำหนัก ช่วยคุมหิวได้อย่างไร เหมาะกับใคร มีกี่ยี่ห้อ ราคาเท่าไร เลิกใช้จะทำให้โยโย่ไหม บทความนี้มีคำตอบให้ครบ รวมถึงทุกข้อควรรู้ก่อนฉีดปากกาลดน้ำหนัก

ปากกาลดน้ำหนัก คืออะไร ?

ปากกาลดน้ำหนัก คือ

ปากกาลดน้ำหนัก (Weight Loss Pens) คือ ยาในรูปแบบปากกาสำหรับฉีดเข้าใต้ชั้นผิว โดยตัวยาจะเข้าไปเลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 และ GIP ตามธรรมชาติในร่างกาย เพื่อส่งสัญญาญไปที่สมองให้รู้สึกอิ่มเร็ว และช่วยปรับสมดุลการเผาผลาญ

โดยปากกาลดน้ำหนัก หรือที่หลายคนเรียกกันว่าปากกาลดความอ้วน ถือเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่จะช่วยให้การควบคุมน้ำหนักเป็นไปได้ง่ายขึ้น พร้อมปรับพฤติกรรมการกินได้ในระยะยาว

GLP-1 และ GIP คืออะไร ?

หลักการทำงานของปากกาลดน้ำหนัก เข้าใจไม่ยาก หากเข้าใจกลไกสำคัญ 2 ตัวดังนี้ครับ

  • GLP-1 คือ ฮอร์โมนกลุ่มอินครีตินที่ลำไส้หลั่งออกมาหลังทานอาหาร มีบทบาทสำคัญในการควบคุมน้ำตาลและเผาผลาญพลังงาน และช่วยชะลอให้อาหารอยู่ในกระเพาะนานขึ้น
  • GLP คือ ฮอร์โมนกลุ่มอินครีติน มีบทบาทสำคัญช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน และยับยั้งการหลั่ง Glucagon (ยิ่ง Glucagon เยอะ ยิ่งทำให้น้ำตาลในเลือดสูง) ช่วยควบคุมการเผาผลาญพลังงานและไขมัน

โดยปากกาลดน้ำหนักได้พัฒนาขึ้นให้เลียนแบบการทำงานของฮอร์โมนเหล่านี้ ซึ่งมีทั้งที่เลียนแบบเฉพาะ GLP-1 อย่างเดียว และแบบที่เลียนแบบทั้ง GLP-1 + GLP (Dual Agonist)

ลักษณะของปากกาลดน้ำหนัก

  • รูปทรง คล้ายปากกาเขียนหนังสือ พกพาสะดวก
  • การควบคุม มีแถบตัวเลขสำหรับหมุนปรับโดสยาตามแพทย์กำหนด สามารถมองเห็นตัวเลขชัดเจน
  • เข็ม หัวเข็มมีขนาดเล็กและสั้นมาก ขณะฉีดแทบไม่รู้สึกเจ็บ

ลักษณะของปากกาลดน้ำหนัก

ปากกาลดน้ำหนัก ฉีดอย่างไร ?

  • ฉีดใต้ชั้นผิวหนังบริเวณต้นแขน ต้นขา หน้าท้อง
  • ฉีดสัปดาห์ละครั้ง ในวันเดียวกันของทุกสัปดาห์
  • ปริมาณยาที่ใช้ ปรับขนาดตามแพทย์สั่งเท่านั้น

การทำงานของปากกาลดน้ำหนัก

เมื่อฉีดปากกาลดน้ำหนัก ตัวยาจะออกฤทธิ์เลียนแบบฮอร์โมน 2 ชนิดในร่างกาย ส่งผลต่อร่างกายและพฤติกรรมการรับประทานดังนี้ครับ

หลักการทำงาน ปากกาลดน้ำหนัก

  • กระตุ้นสมองส่วนที่เกี่ยวข้องกับความอิ่ม ทำให้อิ่มเร็ว กินได้น้อยลง ลดอาการหิวจุกจิก
  • ชะลอการย่อยของกระเพาะอาหาร ทำให้อาการย่อยช้าลง อิ่มนานขึ้น
  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด กระตุ้นการหลั่งอินซูลินเมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง และยับยั้งการหลั่งกลูคากอน ปรับระดับน้ำตาลให้คงที่
  • กระตุ้นการเผาผลาญไขมัน ช่วยเพิ่มการใช้พลังงานและเผาผลาญไขมันได้มากขึ้น

ปากกาลดน้ำหนัก ควรฉีดตำแหน่งไหน ?

การปักปากกาลดน้ำหนัก จะฉีดเข้าใต้ชั้นผิวที่มีชั้นไขมันใต้ผิวหนัง โดยตำแหน่งที่แนะนำได้แก่

  • หน้าท้อง
  • ต้นขา บริเวณด้านหน้าหรือด้านนอก
  • ต้นแขน บริเวณด้านหลังต้นแขนที่่มีไขมันสะสม

โดยให้ระมัดระวังการฉีดเข้าเส้นเลือด และแนะนำให้เปลี่ยนตำแหน่งฉีดวนไปเรื่อย ๆ เพื่อป้องกันการเกิดรอยช้ำ อาการระคายเคืองครับ

ปากกาลดน้ำหนัก เหมาะกับใคร ?

  • ผู้ที่มีปัญหาภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน
  • ผู้ที่มีปัญหาในการลดน้ำหนัก พยายามลดน้ำหนักด้วยวิธีอื่นแล้วไม่เห็นผล
  • ผู้ที่ต้องการควบคุมปริมาณอาหารโดยไม่ต้องฝืนตัวเอง
  • ผู้ที่มีข้อจำกัดทางกายภาพในการออกกำลังกาย
  • ผู้ที่ต้องการลดน้ำหนักอย่างปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์

ปากกาลดน้ำหนัก ช่วยเรื่องไหนบ้าง ?

ปากกาลดน้ำหนัก ช่วยอะไรบ้าง

  • ช่วยควบคุมความอยากอาหาร ลดความหิวได้โดยไม่ต้องฝืนหรือกดดันตัวเอง
  • รู้สึกอิ่มนานขึ้น เนื่องจากกระเพาะย่อยช้าลง ลดการทานจุกจิกระหว่างวัน
  • ช่วยลดน้ำหนักได้จริง จากงานวิจัยยืนยันว่าลดได้เฉลี่ย 15-20% ของน้ำหนักตัว
  • ช่วยควบคุมระดับนน้ำตาลในเลือด ลดความเสี่ยงภาวะดื้อต่ออินซูลิน
  • ช่วยกระตุ้นการเผาผลาญ เร่งการสลายไขมัน ลดคววามเสี่ยงต่อโรคหัวใจและหลอดเลือด โดยเฉพาะในผู้ที่มีน้ำหนักเกินหรือมีภาวะอ้วน

ปากกาลดน้ำหนัก มีข้อดีอย่างไร ?

ปากกาลดน้ำหนัก สามารถช่วยควบคุมความหิวได้ตรงจุด ช่วยให้ลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป ลดความเสี่ยงของการเกิดโยโย่เอฟเฟกต์เมื่อใช้ร่วมกับการปรับพฤติกรรม บางตัวยาใช้ฉีดสัปดาห์ละครั้ง ไม่เจ็บ ปลอดภัยภายใต้การดูแลของแพทย์อย่างใกล้ชิด

สาเหตุของภาวะอ้วน ที่ปากกาลดน้ำหนักช่วยได้ ?

สาเหตุของภาวะอ้วน ที่ปากกาลดน้ำหนัก สามารถเข้ามาช่วยดูแลรักษาได้ ได้แก่

  1. พันธุกรรมและฮอร์โมน บางคนหลั่งฮอร์โมน GLP-1 น้อยกว่าปกติ ทำให้รู้สึกหิวบ่อยและอิ่มยาก
  2. พฤติกรรมการกินที่ควบคุมไม่ได้ กระตุ้นให้กินของหวาน กินจุกจิก กินดึก หรือกินอาหารแคลอรี่สูงเป็นประจำ รวมถึงการออกกำลังกายไม่เพียงพอ

ภาวะอ้วน เสี่ยงเป็นโรคอะไร และอันตรายอย่างไร ?

ภาวะอ้วนไม่ได้เป็นแค่เรื่องของรูปร่างครับ แต่คือจุดเริ่มต้นของโรคร้ายต่าง ๆ หากปล่อยไว้อาจทำให้เกิดอันตรายต่อชีวิตได้ โดยความเสี่ยงของโรคที่พบบ่อย ได้แก่

  • โรคเบาหวานชนิดที่ 2
  • โรคหลอดเลือดหัวใจและสมอง
  • ภาวะหยุดหายใจขณะหลับ
  • โรคไขมันในเลือดสูง
  • โรคความดันโลหิตสูง
  • โรคหัวใจ
  • โรคมะเร็งชนิดต่าง ๆ
  • ไขมันพอกตับ
  • โรคข้อเข้าเสื่อมก่อนวัย

ภาวะอ้วนแบบไหน ที่ปากกาลดน้ำหนักช่วยได้ ?

ภาวะอ้วน (Obesity) หรือโรคอ้วน คือสภาวะที่ร่างกายมีไขมันสะสมในรูปแบบของไขมัน โดยจะประเมินได้จากค่าดัชนีมวลกาย (BMI) โดยกลุ่มภาวะอ้วน ที่ปากกาลดน้ำหนักจะเข้ามาช่วยได้อย่างมีประสิทธิภาพ ได้แก่  

  • ผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 30 ขึ้นไป ถือว่าเป็นภาวะโรคอ้วน (Obesity)
  • ผู้ที่มีค่า BMI ตั้งแต่ 27 ขึ้นไป และมีโรคประจำตัวร่วมด้วย เช่น ภาวะความดันโลหิตสูง ไขมันในเลือดสูง หรือเบาหวาน
  • ผู้ที่มีภาวะอ้วนลงพุงชัดเจน (Skinny Fat) กลุ่มนี้อาจไม่ได้มีน้ำหนักเยอะมาก แต่มีไขมันสะสมในช่องท้องสูง (Visceral Fat) จนพุงยื่นชัดเจน

ปากกาลดน้ำหนัก ยี่ห้อไหนดี ?

ปากกาลดน้ำหนัก ยี่ห้อไหนดี ควรให้แพทย์ต้องตรวจเช็กค่า BMI ประวัติสุขภาพ และเป้าหมายน้ำหนักที่คนไข้ต้องการลดก่อนครับ ในปัจจุบันปากกาลดน้ำหนักมีหลายยี่ห้อที่ผ่านการรับรอง แต่ละตัวมีจุดเด่นที่แตกต่างกันดังนี้

ปากกาลดน้ำหนัก ยี่ห้อ Wegovy

ปากกาลดน้ำหนัก ยี่ห้อ Wegovy มีสารออกฤทธิ์คือ Semaglutide ซึ่งเป็น GLP-1 หรือที่เรียกว่าปากกาลดน้ำหนัก GLP-1 มีจุดเด่นเรื่องการลดความอยากอาหาร และช่วยคุมน้ำตาลได้ดี โดยปริมาณน้ำหนักที่ลดได้อยู่ที่ประมาณ 15% ของน้ำหนักตัว

ปากกาลดน้ำหนัก ยี่ห้อ Ozempic

ปากกาลดน้ำหนัก ยี่ห้อ Ozempic ใช้ตัวยาชนิดเดียวกับ Wegovy เลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 แต่อาจต่างกันที่ขนาดโดสยาเล็กน้อย พัฒนาเพื่อใช้รักษาโรคเบาหวานชนิดที่ 2 มีผลช่วยควบคุมความหิวและทำให้อิ่มนาน

ปากกาลดน้ำหนัก ยี่ห้อ Mounjaro

ปากกาลดน้ำหนัก ยี่ห้อ Mounjaro มีสารออกฤทธิ์คือ Tirzepatide ซึ่งเป็น Dual-agonist (GLP-1 + GIP) เด่นเรื่องการควบคุมความหิวได้ดีกว่า ช่วยกระตุ้นการหลั่งอินซูลิน และการเผาผลาญได้ดี โดยปริมาณน้ำหนักที่ลดได้อยู่ที่ประมาณ 15-20% ของน้ำหนักตัว

ปากกาลดน้ำหนัก ยี่ห้อ Saxenda

ปากกาลดน้ำหนัก ยี่ห้อ Saxenda มีสารออกฤทธิ์คือ Liraglutide ทำงานเลียนแบบฮอร์โมน GLP-1 เป็นรุ่นแรก ๆ ที่เริ่มใช้ และต้องฉีดทุกวัน ปริมาณน้ำหนักที่ลดได้เฉลี่ย 5-10% ของน้ำหนักตัว ปัจจุบันความนิยมในการใช้ลดน้ำหนักอาจน้อยกว่ารุ่นอื่น ๆ ที่สะดวกกว่า ฉีดน้อยครั้งกว่า

ปากกาลดน้ำหนัก ยี่ห้อ Victoza

ปากกาลดน้ำหนัก ยี่ห้อ Victoza มีสารออกฤทธิ์คือ Liraglutide เดิมออกแบบมาสำหรับเบาหวาน เพื่อใช้ลดระดับน้ำตาลควบคู่ไปกับการควบคุมอาหาร เป็นยากลุ่มแรก ๆ ที่ต้องฉีดทุกวันเช่นเดียวกับ Sexanda แต่ในทางการแพทย์ไม่แนะนำสำหรับการลดน้ำหนักครับ ให้ใช้เป็นยาเริ่มต้นในการรักษาผู้ป่วยโรคเบาหวานที่ยังไม่สามารถควบคุมอาหารหรือออกกำลังกายได้ 

ปากกาลดน้ำหนัก ก่อนใช้เตรียมตัวอย่างไรให้ปลอดภัย ?

ก่อนเริ่มฉีดปากกาลดน้ำหนัก แนะนำให้เตรียมความพร้อมดังนี้ครับ

  • ปรึกษาแพทย์เพื่อตรวจเช็กสุขภาพ เช็กค่า BMI วัดส่วนสูง น้ำหนัก
  • แจ้งรายละเอียดประวัติการแพ้ยา ยาที่ทานอยู่ และโรคประจำตัว
  • เตรียมร่างกายให้พร้อม พักผ่อนให้เพียงพอ ดื่มน้ำสะอาดให้มาก ๆ  และไม่จำเป็นต้องงดน้ำหรืออาหารครับ
  • ศึกษาข้อมูลและทำความเข้าใจถึงผลข้างเคียง วิธีดูแลหลังฉีดปากกาลดน้ำหนัก

ปากกาลดน้ำหนัก หลังใช้มีวิธีดูแลตัวเองอย่างไร ?

หลังฉีดปากกาลดน้ำหนัก อาจเกิดอาการข้างเคียง เช่น คลื่นไส้ พะอืดพะอม ท้องผูกได้ครับ โดยทั่วไปอาการเหล่านี้จะหายไปได้เองเมื่อร่างกายปรับตัวได้แล้ว หลังทำควรดูแลตัวเองอย่างไร แนะนำดังนี้ครับ

  • รับประทานอาหารมื้อเล็กลง แต่แบ่งเป็นหลายมื้อต่อวัน เพื่อไม่ให้กระเพาะอาหารทำงานหนักเกินไป
  • หยุดรับประทานทันทีเมื่อรู้สึกอิ่ม
  • เลี่ยงการรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง ของทอด ของมัน และอาหารรสจัด
  • รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ โดยเฉพาะอาหารที่มีโปรตีน และมีกากใยสูง
  • ดื่มน้ำให้เพียงพอ จิบน้ำตลอดวัน เพื่อช่วยให้ระบบเผาผลาญทำงานได้ดี
  • เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ช้า ๆ ช่วยให้ระบบย่อยอาหารทำงานได้ง่ายขึ้น ลดอาการท้องอืด
  • พบแพทย์ตามนัด เพื่อติดตามผล อาการข้างเคียง และปรับแผนการรักษาให้เหมาะสม

ปากกาลดน้ำหนัก ปลอดภัยไหม ?

การฉีดปากกาลดน้ำหนัก มีความปลอดภัยครับ เมื่อใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ ได้รับการอนุมัติจาก US FDA (องค์การอาหารและยาแห่งสหรัฐอเมริกา) และ อย. ไทย อย่างถูกต้อง และมีงานวิจัยรองรับว่าใช้ได้อย่างปลอดภัยทั้งในผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่มีภาวะโรคอ้วนครับ

ทั้งนี้ปัจจุบันมีโฆษณาปากกาฉีดลดความอ้วนตาม Social Media ที่ราคาถูกกว่าปกติ ไม่แนะนำให้ซื้อจากออนไลน์มาฉีดเองโดยเด็ดขาดครับ เพราะมีความเสี่ยงสูงว่าจะเป็นยาปลอม หรือยาที่ไม่ได้มาตรฐาน มีการเก็บรักษาที่ไม่ถูกต้อง ทำให้ตัวยาเสื่อมประสิทธิภาพ นอกจากจไม่เห็นผลแล้ว อาจทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้ครับ

ปากกาลดน้ำหนัก ต่างจากยาลดน้ำหนักอย่างไร ?

ปากกาลดน้ำหนัก ต่างจากยาลดน้ำหนักอย่างไร

ยาลดน้ำหนักแบบเดิม มักเป็นยารับประทานที่ออกฤทธิ์ต่อระบบประสาท ฝืนไม่ให้หิว และกินน้อยลง น้ำหนักอาจลดลงชั่วคราว แต่มีความเสี่ยงโยโย่สูงหลังหยุดยา และอาจเกิดผลข้างเคียง เช่น ใจสั่น เวียนศีรษะ นอนไม่หลับ อารมณ์แปรปรวน

ขณะที่การฉีดปากกาลดน้ำหนัก ใช้ตัวยาอย่าง Tirzepatide และ Semaglutide ที่ทำงานเลียนแบบฮอร์โมนธรรมชาติ ช่วยคุมหิว ลดการกิน และมีข้อมูลงานวิจัยรับรองมากมาย ทั้งยังใช้ภายใต้การดูแลของแพทย์ จึงมีความปลอดภัยมากกว่าครับ

H2: อัปเดตล่าสุดปากกาลดน้ำหนัก ราคาเท่าไร ?

ปากกาลดน้ำหนัก ราคาแตกต่างกันไปแต่ละยี่ห้อ ปริมาณโดสที่ใช้ และโปรแกรมของแต่ละคลินิกหรือสถานพยาบาล สำหรับโปรแกรมควบคุมน้ำหนัก V Safe Slim ที่ V Square Clinic ราคาเริ่มต้น 999 บาทครับ

ปากกาลดน้ำหนัก ราคา

หมายเหตุ : ราคาข้างต้นอาจเปลี่ยนแปลงได้ตามโปรโมชันในแต่ละช่วง แนะนำให้สอบถามกับทางคลินิกอีกครั้งก่อนเข้ารับการบริการ

FAQ ปากกาลดน้ำหนัก

ปากกาลดน้ำหนัก กับ ปากกาแคปซูล คือ ?

ปากกาลดน้ำหนัก กับ ปากกาแคปซูล ไม่ใช้สิ่งเดียวกันครับ ปากกาลดน้ำหนักเป็นเครื่องมือทางการแพทย์ ทำงานเลียนแบบฮอร์โมนในร่างกาย ส่วนปากกาแคปซูล เป็นชื่อเรียกของผลิตภัณฑ์เสริมอาหารหรือสมุนไพรสำหรับรับประทาน ซึ่งมีกลไกการทำงานแตกต่างกัน

ใช้ปากกาลดน้ำหนัก โยโย่ไหม ?

ปากกาลดน้ำหนัก จะช่วยให้คนไข้ทานอาหารได้น้อยลง จนกระเพาะอาหารและสมองคุ้นชินกับปริมาณอาหารที่เหมาะสม หากน้ำหนักลดแล้วแพทย์จะค่อย ๆ ปรับโดสยาลง ควบคู่กับการคุมพฤติกรรมเดิมไว้ น้ำหนักก็จะคงที่ในระยะยาวไม่ทำให้เกิดโยโย่ครับ

ปากกาลดน้ำหนัก มีข้อห้ามก่อนทำไหม ?

ปากกาลดน้ำหนัก มีข้อห้ามในคนบางกลุ่มต่อไปนี้ เนื่องจากอาจเพิ่มเสี่ยงหรือเกิดผลข้างเคียงที่ไม่พึงประสงค์

  • ผู้ที่อายุต่ำกว่า 12 ปี
  • ผู้ที่มีประวัติ (หรือครอบครัวมีประวัติ) เป็นมะเร็งต่อมไทรอยด์ชนิด Medullary Thyroid Cancer  (MTC) หรือโรค Multiple Endocrine Neoplasia Syndrome Type 2 (MEN 2)
  • ผู้ป่วยโรคเบาหวานชนิดที่ 1 
  • ผู้ป่วยโรคตับอ่อนอักเสบ 
  • ผู้ป่วยโรคไต หรือมีภาวะไตเสื่อม 
  • ผู้ที่มีภาวะ Diabetic Retinopathy (โรคจอประสาทตาจากเบาหวาน)
  • สตรีมีครรภ์หรือกำลังให้นมบุตร
  • ผู้ที่มีแผนเข้ารับการดมยาสลบหรือผ่าตัด เนื่องจากปากกาลดน้ำหนักช่วยชะลอการย่อยอาหาร อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการสำลัก

สรุปปากกาลดน้ำหนัก ตัวช่วยควบคุมความหิว อย่างเห็นผล

ปากกาลดน้ำหนัก เป็นเครื่องมือทางการแพทย์ที่ช่วยควบคุมความหิวและปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร ทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงจากการโรคร้ายแรงที่มากับภาวะอ้วน โดยตัวยาจะทำงานเลียนแบบฮอร์โมนในร่างกาย ไม่ใช่ยาลดความอ้วนแบบกดประสาทที่เป็นอันตราย

ทั้งนี้การใช้ปากกาลดน้ำหนักให้เห็นผล ควรใช้อย่างต่อเนื่องภายใต้การดูแลของแพทย์ เพื่อประเมินร่างกาย วางแผนการรักษาที่เหมาะสมกับเฉพาะบุคคลครับ

คุณแหน : 27 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 27 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 27 กุมภาพันธ์ 2569

วันศุกร์ ที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 09.39 น.

๐๐ สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินแทนพระองค์ไปในพิธีพระราชทานปริญญาบัตรแก่ผู้สำเร็จการศึกษาจาก ม.ศิลปากร ประจำปีการศึกษา 2567 ณ ศูนย์ศิลปวัฒนธรรมเฉลิมพระเกียรติ 6 รอบพระชนมพรรษา ม.ศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์ จ.นครปฐม ในการนี้ รศ.ดร.สุมนต์ สกลไชย อุปนายกสภามหาวิทยาลัยศิลปากร ทูลเกล้าฯถวายปริญญา เภสัชศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ เพื่อสดุดีพระเกียรติคุณที่ทรงมีคุณูปการอเนกอนันต์ต่อวงการเภสัชกรรมและการสาธารณสุขไทย ในการส่งเสริมการพัฒนาด้านการศึกษาวิทยาศาสตร์สุขภาพ และการอนุรักษ์พันธุกรรมพืชสมุนไพร..๐๐

๐๐ เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ พร้อมคณะ ลงพื้นที่ตรวจติดตามนวัตกรรมการบริหารจัดการบัญชี – ภาษีดิจิทัลและวิสัยทัศน์การสร้างรากฐานธุรกิจ บมจ.สยามโกลบอลเฮ้าส์ สำนักงานจ.ร้อยเอ็ด โดยมี วิทูร สุริยวนากุล ให้การต้อนรับ..๐๐

๐๐ อโรชา นันทมนตรี ผวจ.นครปฐม เป็นประธานเปิดงานประจำปีวัดดอนหวาย นมัสการองค์หลวงพ่อวิไลเลิศ หลวงพ่อวิสาหาร ประจำปี 2569 โดยมี พระเมธีธรรมานันท์ เจ้าอาวาสวัดดอนหวาย พร้อม ปชช.ในพื้นที่ร่วมกิจกรรมเป็นจำนวนมาก..๐๐

๐๐ เพื่อนๆชาว Digital CEO#4 ยินดีกับ ฉันทานนท์ วรรณเขจร ที่ได้เป็น กรรมการในคณะกรรมการ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธกส.)..๐๐

๐๐ ขรรค์ ประจวบเหมาะ รับมอบเงินบริจาค จาก ศิริพร แดงสุภา และ อุรชา บูรพาชลทิศน์ บจ.พิบูลย์ชัยน้ำพริกเผาไทยแม่ประนอม เพื่อร่วมสนับสนุนการจัดงานกาชาดประจำปี 2568 ที่ผ่านมา..๐๐

๐๐ มิตรสหายชาว CDA#1 ร่วมยินดีกับ ดร.ปกรณ์ อาภาพันธุ์ ที่ได้เป็น กรรมการ ในคณะกรรมการ ธนาคารออมสิน..๐๐

๐๐ วิศรุจน์ อัศวรักษ์ แม้มีภารกิจมากแต่ยังจัดสรรเวลามาบรรยายให้หลักสูตรผู้นำการส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิทัลรุ่น 9..๐๐

๐๐ สุเมธ สุรบถโสภณ วันเกิดปีนี้ฉลองกับครอบครัว และทำบุญช่วยเหลือเด็กพิการของวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์..๐๐

๐๐ สินีนุช โกกนุทาภรณ์ ชวนเพื่อนๆ Net Zero CEO# 1 กิตติสัณห์ ลาภวัฒนะมงคล, เข็มอัปสร สิริสุขะ, จันทร์เพ็ญ เพ็งสมบัติ, จิรยง อนุมานราชธน, นวมินท์ เหล่าธรรมทัศน์, ทอปัด สุบรรณรักษ์, ภรณี เริงประเสริฐวิทย์, สิริน ธนศรีวนิชชัย, อรอุมา สีแสงทอง ไปกราบนมัสการพระอาจารย์ชยสา โร ณ บ้านไร่ทอสี ปากช่อง จ.นครราชสีมา..๐๐

๐๐ ธนชน เคนสิงห์ ผอ.สวนสัตว์นครราชสีมา เป็นประธานเปิดโครงการ “ลานเดิ่นดอก @Korat Zoo” กิจกรรมรับเทศกาลแห่งความสุขและความผูกพัน..๐๐

๐๐ ขอแสดงความเสียใจกับ ดร.กฤตินันท์–ชมศิริ-ภก.ดร.พิสิฐ์วัตร คงสมบูรณ์เวช ที่สูญเสียคุณพ่อ อภิณัณณ์ คงสมบูรณ์เวช ในวัย 68 ปี..๐๐

๐๐ กฤษฎา-วิภาวรรณ มหาดำรงค์กุล ฝากเรียนเชิญร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพ คุณแม่กัลยา มหาดำรงค์กุล 28 ก.พ.17.00 น. วัดสระเกศราชวรมหาวิหาร..๐๐

น้องใหม่

เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ฉลอง 100 ปี น้อมใจภักดิ์แด่พระพันปีหลวง

เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์  ฉลอง 100 ปี น้อมใจภักดิ์แด่พระพันปีหลวง

เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ ฉลอง 100 ปี น้อมใจภักดิ์แด่พระพันปีหลวง

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 16.42 น.

สมาคมศิษย์เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกับ สมาคมผู้ปกครองและครูโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ มูลนิธิเซนต์ฟรัง 35 และโรงเรียนเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์คอนแวนต์ จัดงาน “ร้อยปีที่ร้อยใจ สานสายใยเราเซนต์ฟรัง น้อมใจภักดิ์ แด่พระพันปีหลวง” เพื่อน้อมสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงเป็นศิษย์เกียรติยศของโรงเรียน พร้อมเฉลิมฉลองในวาระครบรอบ 100 ปี แห่งการสถาปนาโรงเรียน และเพื่อรำลึกถึงพระคุณของสถาบัน คณะเซอร์และคณะคุณครู โดยได้รับเกียรติจาก ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ เป็นประธานเปิดงาน ซึ่งจัดขึ้นเมื่อเร็วๆ นี้ ณ ลานเอนกประสงค์ โรงเรียนเซนต์ฟรังฯ

งานเริ่มด้วย เซอร์มารี หลุยส์ พรฤกษ์งาม อธิการิณีโรงเรียนเซนต์ฟรังฯ กล่าวต้อนรับ ดร.ศศมณฑ์ สงวนสิน นายกสมาคมศิษย์เซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ ในพระบรมราชินูปถัมภ์ กล่าวรายงานวัตถุประสงค์ของการจัดงาน ในการรวมพลังศิษย์เก่า ศิษย์ปัจจุบัน ผู้ปกครอง ครู และบุคลากร เพื่อสานต่อคุณค่าและจิตวิญญาณของสถาบันการศึกษาที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานหนึ่งศตวรรษ อีกทั้งส่งเสริมความภาคภูมิใจและสานสายไยมิตรภาพ ระหว่างศิษย์ทุกรุ่น จากนั้นเรียนเชิญทุกท่านร่วมชมวิดีทัศน์เทิดพระเกียรติ “บันทึกความทรงจำถึงศิษย์เกียรติยศ ผู้เป็นปิ่นนารีศรีเซนต์ฟรังฯ” ซึ่งย้อนรอยเรื่องราวความผูกพันและพระเมตตาที่ยังคงหล่อเลี้ยงหัวใจชาวเซนต์ฟรังฯให้งดงาม

จากนั้น ท่านผู้หญิงภรณี มหานนท์ ประธานในพิธีกล่าวเปิดงาน และกล่าวแสดงความความยินดี และได้เวลามงคล เซอร์อักแนส บุญรักษา ศรีตระกูล อธิการิณีเจ้าคณะแขวงประเทศไทย คณะภคินีเซนต์ปอล เดอ ชาร์ตร, เซอร์มารี หลุยส์ พรฤกษ์งาม อธิการิณีโรงเรียนเซนต์ฟรังฯ, นุชรี อยู่วิทยา อุปนายกสมาคมศิษย์ฯ และประธานดำเนินงาน, ธวัลพรรษ เสนีย์วงศ์ ณ อยุธยา นายกสมาคมผู้ปกครองและครูฯ, และ ส่วน ดวงจันทร์ ประธานมูลนิธิเซนต์ฟรัง 35 ทุกท่านร่วมกันปักเค้กเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปี

กิจกรรมภายในงานยังมีการมอบทุนการศึกษา SF Gracious Lady Award แก่นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 ถึงชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 12 ทุน เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนโอกาสทางการศึกษาให้แก่นักเรียนที่มีคุณสมบัติตามอัตลักษณ์ของศิษย์เซนต์ฟรัง ได้แก่  เป็นสตรีที่สง่างาม ทั้งกริยา และจิตใจ มีมารยาทดีตามแบบแผนกุลสตรี มีเมตตากรุณาต่อเพื่อนมนุษย์ และรู้จักการอุทิศตนเพื่อส่วนรวม พิธีมุทิตาจิตต่อคณะเซอร์ และคณะคุณครูเกษียณ  ทำให้บรรยากาศในงานอบอุ่นซาบซึ้งและประทับใจ

ผู้ร่วมงานทุกท่านได้ร่วมรับประทานอาหารกลางวันภายใต้แนวคิด “อิ่มอร่อยครบในงานเดียว” ควบคู่กับการแสดงดนตรีที่หลากหลาย ทั้งดนตรีไทยผสานความยิ่งใหญ่ของบทเพลง Folk Song และ Orchestra จากวง SFO (Saint Francis Xavier Orchestra) สร้างบรรยากาศแห่งความสุขและความภาคภูมิใจ ช่วงบ่ายอัดแน่นด้วยกิจกรรมสร้างสรรค์ อาทิ การจับสลากลุ้นรางวัลพิเศษ การแสดงละครเพลงสุดพิเศษ “ดวงมณี ดวงใจ สายใยเซนต์ฟรัง” การแสดงชุด “สายใยแห่งรัก” จากคุณครูเกษียณ แฟชั่นโชว์ผ้าไทยจากศิษย์เก่าหลายรุ่นในชุด “So Thai, So You” และคอนเสิร์ตจากวงไหนครับผมผมผม Cool Sound ก่อนปิดท้ายด้วยการลุ้นรางวัลใหญ่

งานเฉลิมฉลองครบรอบ 100 ปีครั้งนี้ มิได้เป็นเพียงการหวนรำลึกถึงวันเวลาในอดีต หากแต่เป็นการตอกย้ำพลังแห่งความรัก ความผูกพัน และความศรัทธาที่ชาวเซนต์ฟรังซีสซาเวียร์ทุกยุคทุกสมัยมีร่วมกัน เป็นสายใยที่ถักทอจากรุ่นสู่รุ่น หลอมรวมเป็นหัวใจเดียวกัน และจะยังคงส่องแสงนำทางให้สถาบันแห่งนี้ก้าวเดินต่อไปอย่างสง่างาม มั่นคง และเปี่ยมด้วยคุณค่า ตลอดศตวรรษใหม่ที่กำลังเริ่มต้น

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ‘บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว’

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว 'บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว'

กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว จัดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ‘บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว’

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 15.03 น.

พรนิภา มาสิลีรังสี รองอธิบดีกรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว เป็นประธานเปิดกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว “บุพเพร่วมสร้าง พลังรักครอบครัว” พร้อมด้วย ผู้อำนวยการกลุ่มส่งเสริมและพัฒนา (นางสาวรัตนา โรหิตธรรมพร) ผู้แทนจากกองส่งเสริมสถาบันครอบครัว กล่าวรายงานถึงวัตถุประสงค์ของการจัดกิจกรรมฯ โดยได้รับความอนุเคราะห์จากท่านพระครูสังฆกิจดิลก ดร.เจ้าอาวาสวัดสารอด ร่วมบรรยายธรรมในหัวข้อ “รักษารักอย่างไรให้รอดในยุคดิจิทัล” พร้อมด้วยภาคีเครือข่ายความร่วมมือ จากมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย สำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ คณะทำงานและพี่เลี้ยงชุมชนศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนเมืองต้นแบบ เขตราษฎร์บูรณะ สถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะ วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน ร่วมด้วย อาสาสมัครพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ เขตราษฎร์บูรณะ อาสาสมัครป้องกันภัยฝ่ายพลเรือน (อปพร.) เขตราษฎร์บูรณะ อาสาสมัครสาธารณสุข (อสส.) แขวงบางปะกอก และเขตราษฎร์บูรณะ  ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว และสื่อมวลชน รวมทั้งสิ้น 175 คน เข้าร่วมกิจกรรมฯ ณ วัดสารอด เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร

พรนิภา กล่าวว่า ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี เป็นเดือนที่คนรุ่นใหม่นึกถึง คือ วันแห่งความรัก และคำที่เรามักจะได้ยินคือคำว่า บุพเพ มีความหมายว่า สิ่งที่ทำในอดีตชาติที่ส่งผลมาถึงปัจจุบัน ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้เรามาพบกัน  ในวันนี้ และร่วมกันสร้างพลังรักให้ครอบครัวมีความเข้มแข็ง ปัจจุบันสังคมที่เปิดกว้าง เปิดรับกระแสทั้งด้านดีและไม่ดี ผ่านช่องทางการสื่อสารที่หลั่งไหลมาอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่ครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานที่มีความสำคัญที่สุดของสังคม เป็นรากเหง้าที่หล่อหลอมคุณค่าชีวิต และบ่มเพาะคุณลักษณะของความเป็นมนุษย์ให้กับสมาชิกในสังคม องค์ประกอบของสถาบันครอบครัว อันได้แก่ สมาชิกของครอบครัวที่มีสถานภาพ ความสัมพันธ์ และบทบาทหน้าที่ทั้งต่อตนเอง ครอบครัว ชุมชน และสังคม ปัจจุบันสถาบันครอบครัวยังถูกคาดหวังจากสังคมในการหล่อหลอมสมาชิกครอบครัวให้เป็นคนดีของสังคมด้วย

พรนิภา กล่าวต่อว่า กรมกิจการสตรีและสถาบันครอบครัว (สค.) ได้ดำเนินการขับเคลื่อนภารกิจส่งเสริม พัฒนาศักยภาพ และเสริมสร้างความเข้มแข็งของครอบครัว รวมถึงการพัฒนาศักยภาพกลไก และเสริมพลังความร่วมมือเครือข่ายการทำงานด้านครอบครัวและชุมชน โดยสนับสนุนให้เกิดการจัดตั้งศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชน (ศพค.)ในระดับพื้นที่ 76 จังหวัด ตั้งแต่ปี พ.ศ. 2547 โดยปัจจุบันมีจำนวน ศพค. 7,270 แห่งทั่วประเทศ ถือเป็นองค์กรภาคประชาชนที่ร่วมกันทำหน้าที่เฝ้าระวัง ป้องกัน แก้ไขปัญหา ให้คำแนะนำ พัฒนาและส่งเสริมการเรียนรู้ให้กับครอบครัวในชุมชน ทั้งนี้ สค. ได้สนับสนุนทรัพยากร ชุดความรู้ด้านครอบครัว การพัฒนาศักยภาพคณะทำงาน ศพค.    การพัฒนาทีมวิทยากร ด้านครอบครัวระดับจังหวัดให้เป็นพี่เลี้ยงให้แก่ ศพค. รวมทั้งสนับสนุนงบประมาณ ให้แก่ ศพค. เพื่อดำเนินการจัดกิจกรรมโครงการเพื่อส่งเสริมความเข้มแข็งของครอบครัวอย่างต่อเนื่อง ซึ่งสอดรับการจัดกิจกรรม ในวันนี้ ณ ศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนเมืองต้นแบบ เขตราษฎร์บูรณะ ภายในบริเวณวัดสารอด เกิดขึ้นจากความร่วมมือของพลังเครือข่าย “บวร” โดยมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ร่วมกับภาคเครือข่ายงานครอบครัววัดสารอด เขตราษฎร์บูรณะ กรุงเทพมหานคร ซึ่งมีความโดดเด่นในการพัฒนาระบบและกลไกในการป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในครอบครัว ถือเป็นพลังรักที่ส่งให้กับทุกครอบครัวในพื้นที่ ด้วยการทำงานที่เข้าถึง เข้าใจ และมีส่วนร่วมในการพัฒนาร่วมกัน ซึ่งจะเป็นต้นแบบการทำงานที่เข้มแข็ง นำไปสู่การขยายไปยังพื้นที่อื่น ๆ ในเขตกรุงเทพมหานครต่อไป
นางพรนิภา กล่าวเพิ่มเติมว่า การจัดกิจกรรมฯ ในวันนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ครอบครัวและกลไกในระดับพื้นที่แบบบูรณาการ ในการร่วมกันส่งเสริมความรักความผูกพัน สร้างสัมพันธภาพที่ดีภายในครอบครัว มีการทำกิจกรรมร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ สามารถนำไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้ กิจกรรมที่น่าสนใจ ประกอบด้วย การเปิดบ้านเยี่ยมชม ศพค.ต้นแบบเขตราษฎร์บูรณะ วัดสารอด การบรรยายธรรมหัวข้อ “รักษารักอย่างไรให้รอดในยุคดิจิทัล”โดยพระครูสังฆกิจดิลก ดร.เจ้าอาวาสวัดสารอด ร่วมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ ปรับ Mindset เปลี่ยนวิธีคิด สร้างสุขให้ครอบครัว โดย พี่เลี้ยงชุมชน Safe Family พร้อมทั้งกิจกรรมสร้างสรรค์ส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว ซึ่งมีกิจกรรมบรรเลงเพลงรัก โดยชมรมผู้สูงอายุเขตราษฎร์บูรณะ กิจกรรมวงล้อสื่อรัก กิจกรรม Work shop ส่งเสริมความรักความสัมพันธ์ในครอบครัว โดยสถานคุ้มครองและพัฒนาอาชีพ บ้านเกร็ดตระการ กรุงเทพมหานคร กิจกรรม Work shop จานใบไม้สื่อรัก โดยชมรมผู้สูงอายุวัดสารอด กิจกรรมปลูกต้นรักใต้ลานโพธิ์ กิจกรรมร่วมบุญถวายอาหารเพล เสริมดวงความรักบูธ Family Line โดยกองส่งเสริมสถาบันครอบครัว และบูธคุณธรรมสื่อรักในครอบครัว โดยศูนย์ส่งเสริมจริยธรรมและต่อต้านการทุจริต                           

สุดท้ายนี้ ดิฉันขอขอบคุณ ผศ.ดร.ขันทอง วัฒนะประดิษฐ์ พระครูสังฆกิจดิลก ดร.เจ้าอาวาสวัดสารอด และทีมงานศูนย์พัฒนาครอบครัวในชุมชนเมืองต้นแบบเขตราษฎร์บูรณะ วัดสารอด ผู้บริหารสำนักงานเขตราษฎร์บูรณะ สถานีตำรวจนครบาลราษฎร์บูรณะ วิทยาลัยพณิชยการเชตุพน โรงเรียนวัดสารอด ร่วมด้วยอาสาสมัครที่ทำงานด้วยใจ สร้างพลังดูแลครอบครัวและชุมชนในพื้นที่  ผู้เข้าร่วมกิจกรรมฯ และสื่อมวลชนทุกท่าน ที่ได้มอบเวลาอันมีค่า มาร่วมกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์ในครอบครัว “บุพเพร่วมสร้างพลังรักครอบครัว” ในวันนี้ และขอให้กิจกรรมในครั้งนี้ ดำเนินไปด้วยความราบรื่น ประสบผลสำเร็จ และบรรลุตามวัตถุประสงค์ทุกประการ นางพรนิภากล่าวตอนท้าย

ค่ำคืนแห่งเกียรติยศ IDA จัดงานมอบรางวัลการออกแบบนานาชาติ ครั้งที่ 19 ในไทย

ค่ำคืนแห่งเกียรติยศ IDA จัดงานมอบรางวัลการออกแบบนานาชาติ ครั้งที่ 19 ในไทย

ค่ำคืนแห่งเกียรติยศ IDA จัดงานมอบรางวัลการออกแบบนานาชาติ ครั้งที่ 19 ในไทย

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.38 น.

หลังจากนำพารางวัลเกียรติยศไปสู่นักออกแบบ นักคิด และสถาปนิกในแวดวงงานสร้างสรรค์มาแล้วทั่วโลกกว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ปีนี้ International Design Awards (IDA) จัดงาน IDA Awards Gala ครั้งที่ 19 ที่ กรุงเทพฯ ณ ไอคอนสยาม ภายใต้ความร่วมมือกันกับไอคอนสยาม และ Bangkok Design Week 2026 งานออกแบบสร้างสรรค์ระดับประเทศที่ไปเยือนประเทศต่างๆ มาแล้วทั่วโลก เพื่อตอกย้ำวิสัยทัศน์ขององค์กรในการสนับสนุนและเชิดชูฝีมือของนักออกแบบ นักคิด และสถาปนิกจากทั่วทุกมุมโลก ตั้งแต่ ลอสแอนเจลิส นิวยอร์ก ออสโล ไปจนถึงเซี่ยงไฮ้ สะท้อนบทบาทของเวทีรางวัลที่มีอิทธิพลในระดับนานาชาติในการส่งเสริมนวัตกรรมและแนวคิดสร้างสรรค์ที่กำหนดมาตรฐานในการเป็นศูนย์กลาง โดยรวบรวมความเป็นเลิศของอุตสาหกรรมการออกแบบหลากมิติไว้อย่างเป็นระบบ

การมาเยือนของ IDA และแขกผู้มีเกียรติจากแวดวงงานออกแบบและผู้ชนะรางวัลจากนานาประเทศ กว่า 300 คน นับเป็นอีกหนึ่งก้าวสำคัญในการยกระดับวงการออกแบบไทยสู่เวทีโลก และเป็นการเปิดโอกาสให้ชุมชนนักออกแบบไทย ได้แสดงศักยภาพ แลกเปลี่ยนมุมมองเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงสร้างเครือข่ายกับนักออกแบบระดับนานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม จุดประสงค์ก็เพื่อมุ่งเน้นการสร้างพื้นที่แห่งแรงบันดาลใจ และการแลกเปลี่ยนปรัชญาทางศิลปะงานออกแบบอย่างลึกซึ้ง เพื่อผลักดันให้ผลงานสร้างสรรค์ของไทยได้รับการยอมรับในระดับสากล พร้อมตอกย้ำบทบาท ของกรุงเทพมหานครในฐานะ “เมืองสร้างสรรค์”  ที่มีพลังและศักยภาพบนแผนที่โลก

นอกจากเป็นเวทีที่ยกย่องผู้สร้างสรรค์ที่กล้าคิดนอกกรอบในระดับสากลแล้ว IDA ยังเป็นอีกหนึ่งแรงสำคัญที่จะช่วยขยายความเป็นไปได้ของการออกแบบ ผ่านผลงานที่สะท้อนคุณค่าในเชิงแนวคิด       ความงาม และการใช้งาน ซึ่งเป็นหัวใจของ IDA ในการสนับสนุนอนาคตของอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ระดับโลกในทุกมิติ

รายละเอียดงาน                                                                                                                                   

อีกหนึ่งพันธกิจที่นอกจากจะเป็นเวทีที่เชื่อมโยงผู้คนในวงการออกแบบจากทั่วโลกแล้ว IDA ยังส่งเสริมการเชื่อมโยงความรู้จากมืออาชีพสู่ผู้ที่มีความสนใจในศาสตร์การออกแบบผ่าน IDA Design Talks&Symposium ที่จัดรอบพิเศษขึ้นหนึ่งวันก่อนงานกาลา ที่ The House on Sathorn, W Hotel เพื่อเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปได้รับฟังการถ่ายทอดเรื่องราวเบื้องหลังความสำเร็จของเหล่าผู้ชนะรางวัล ผ่านการนำเสนอใน 15 หัวข้อ รวมถึงการแบ่งปันองค์ความรู้ในเชิงลึก อนาคตของเทรนด์การออกแบบหลากมิติ และข้อมูลอินไซต์จากผู้เชี่ยวชาญในเครือข่าย IDA ผู้คร่ำหวอดอยู่ในวงการมาอย่างยาวนาน

และเพื่อเป็นการหลอมรวมพหุวัฒนธรรมทางศิลปะการออกแบบที่ไร้พรมแดน ผลงานระดับ “Masterpiece” ที่ชนะรางวัลประจำปี 2568 จากเวที International Design Awards (IDA) และ European Product Design Award (EPDA) กว่า 70 ชิ้น ยังได้รับการนำมาจัดแสดงในงาน Bangkok Design Week 2026 ที่ผ่านมา เพื่อทำหน้าที่เป็นเวทีแลกเปลี่ยนมุมมองเชิงสร้างสรรค์ รวมถึงช่วยสร้างเครือข่ายกับนักออกแบบระดับ นานาชาติอย่างเป็นรูปธรรม

หลังจากจบการจัดแสดงงานแล้ว นิทรรศการของผู้ชนะรางวัล IDA × EPDA จะเดินทางต่อไปยังอีกหลายเมืองทั่วโลก ภายใต้เครือข่ายของ House of Lucie ในเมืองต่างๆ อาทิ บูดาเปสต์ (ฮังการี) เอเธนส์(กรีซ) คาชาน (อิหร่าน) และออสตูนี (อิตาลี) สำหรับประเทศไทยจะได้รับการจัดแสดงงานที่เกาะสมุย (Koh Samui)

ภายในค่ำคืนแห่งงานประกาศรางวัลเกียติยศระดับโลกนี้ ยังได้รับเกียรติจากแขกคนพิเศษจากหลากหลายวงการทั่วโลก ทั้งนักคิด นักสร้างสรรค์ นักบริหาร สถาปนิก และผู้คนจากแวดวงงานศิลปะทั้งในและต่างประเทศ อาทิ  ปารีสา จาตนิลพันธุ์ ที่ปรึกษา Corporate Partnership บริษัท สยามพิวรรธน์ จำกัด, ไชยยง รัตนอังกูร ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (CEA), Ms. Jacqueline Mourot – ตัวแทนจากสถานทูตสหรัฐอเมริกาประจำประเทศไทย,  Ms. Lise Lilian Ferrer Silva ฯพณฯ  เอกอัครราชทูตเม็กซิโกประจำประเทศไทย, Mr. Adam Coin – ตัวแทนจากสถานทูตออสเตรเลียประจำประเทศไทย, ประธาน ธีระธาดา บรรณาธิการบริหาร นิตยสาร Art4D

‘Art Department’ เมื่อศิลปะคือส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ เปิดประมูลผลงานมาสเตอร์พีซ-งานศิลป์ร่วมสมัยกว่า 130 ชิ้น

‘Art Department’ เมื่อศิลปะคือส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ เปิดประมูลผลงานมาสเตอร์พีซ-งานศิลป์ร่วมสมัยกว่า 130 ชิ้น

‘Art Department’ เมื่อศิลปะคือส่วนหนึ่งของชีวิตคุณ เปิดประมูลผลงานมาสเตอร์พีซ-งานศิลป์ร่วมสมัยกว่า 130 ชิ้น

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.33 น.

เมื่อ “ศิลปะ” ไม่ได้สูงส่งเกินเอื้อมคว้า หากหลอมรวมเข้ากับส่วนหนึ่งในชีวิตประจำวัน ที่สะท้อนตัวตนและรสนิยมของเราได้อย่างลงตัว The Art Auction Center สถาบันการประมูลศิลปะอันดับ 1 ของไทย เปิดตัวโปรเจกต์ใหญ่ต้อนรับปี 2026 ในคอนเซ็ปต์ ‘Art Department’ นิยามใหม่ของการประมูลงานศิลปะ ที่หลอมรวมผลงานมาสเตอร์พีซและศิลปะร่วมสมัยเข้ากับไลฟ์สไตล์ได้อย่างเปี่ยมรสนิยม ภายใต้การออกแบบพื้นที่ที่ผสมผสานประสบการณ์การเสพงานศิลป์ในรูปแบบของนิทรรศการ ห้างสรรพสินค้าชั้นนำ และความตื่นเต้นของการประมูลงานศิลปะเข้าด้วยกัน เพื่อทำลายเส้นแบ่งระหว่าง “ศิลปะ” และ “ผู้คน” สู่รูปแบบการใช้ชีวิตที่มีสไตล์ พร้อมเปิดให้เข้าชมระหว่างวันที่ 26 – 28 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 10.00 – 21.00 น. ณ The Event Hall ชั้น 2 Central Chidlom

ถวัลย์​ ดัชนี

“ศิลปะ” ไม่ใช่เพียงเรื่องของการมองชม แต่คือการ “ใช้ชีวิต” ไปกับมัน

Art Department ได้แรงบันดาลใจจากแนวคิดที่ว่า “ศิลปะไม่ใช่เพียงสิ่งของล้ำค่าที่รอการชื่นชม หากแต่เป็นประสบการณ์ที่เราสามารถเรียงร้อย ถักทอ และกลมกลืนเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตประจำวันได้อย่างลงตัว” พร้อมรวบรวมผลงานศิลปะล้ำค่าจากศิลปินระดับมาสเตอร์และศิลปินรุ่นใหม่ที่มีชื่อเสียงกว่า 130 ชิ้น เพื่อสะท้อนรสนิยม ความสนใจ และวิธีคิดของผู้คนในโลกยุคปัจจุบัน ผ่านรูปแบบการนำเสนอที่เปิดโอกาสให้ผู้ชมใกล้ชิดงานศิลปะหาชมยากมากกว่าที่เคย พร้อมต่อยอดสู่ประสบการณ์การประมูลงานศิลปะในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 ตั้งแต่เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป ณ Event Hall ชั้น 2 Central Chidlom

ประเทือง เอมเจริญ

ชาติชาย ปุยเปีย

มือบอญ

ผลงานไฮไลต์ในนิทรรศการและการประมูล “Art Department”

เตรียมพบกับ 11 ผลงานศิลปะล้ำค่า ที่จะสร้างความตื่นตาตื่นใจและปรากฎการณ์ใหม่ของวงการประมูลงานศิลปะ เพื่อหลอมรวมศิลปะเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตได้อย่างสมบูรณ์แบบ ไม่ว่าจะเป็น ถวัลย์ ดัชนี ผลงาน ‘Untitled’  (Estimated Price: 3,000,000 – 5,000,000 บาท)  สุเชาว์ ศิษย์คเณศ ผลงาน ‘The Lonely Dream / ฝันเปลี่ยว’ (Estimated Price: 12,000,000 – 13,000,000 บาท)  พิชัย นิรันต์ ผลงาน ‘วัดโพธิ์’ Estimated Price: 600,000 – 800,000 บาท ก้องกาน – กันตภณ เมธีกุล ผลงาน “We are animal” (Estimated Price: 700,000 – 900,000 บาท)  อเล็กซ์ เฟส – พัชรพล แตงรื่น ผลงาน ‘Untitled’ (Estimated Price: 1,200,000 – 1,500,000 บาท)

อเล็กซ์ เฟส – พัชรพล แตงรื่น

ทวี นันทขว้าง ผลงานจิตรกรรมสีน้ำ ‘Untitled’ (Estimated Price: 4,500,000 – 5,000,000 บาท) กรกฤต อรุณานนท์ชัย ผลงาน ‘Untitled’  (Estimated Price: 200,000 – 250,000 บาท)  ฤกษ์ฤทธิ์ ตีระวนิช และ โทมัส วู ผลงาน “EL MIEDO DESGASTA EL ALMA” (Estimated Price: 300,000 – 500,000 บาท) ชาติชาย ปุยเปีย ผลงาน “DEDICATED TO THE ONE I LOVE WITH ROSE” (Estimated Price: 1,800,000 – 2,300,000 บาท) ประเทือง เอมเจริญ ผลงาน ‘Untitled’ Estimated Price: 1,000,000 – 1,500,000 บาท มือบอญ  ผลงาน DI SU NOMBRE! DIEGO FELICE BECERRA SAY HIS NAME! DIEGO FELICE BECERRA (Estimated Price: 800,000 – 1,000,000 บาท)

ก้องกาน – กันตภณ เมธีกุล

ไม่ว่าคุณจะเป็นนักสะสมตัวยงหรือผู้หลงใหลในงานศิลปะ Art Department คือพื้นที่ที่เปิดโอกาสให้คุณค้นพบแรงบันดาลใจครั้งใหม่ ผ่านประสบการณ์ที่เชื่อมศิลปะเข้ากับชีวิตร่วมสมัย ทั้งนี้ งานประมูลจะมีขึ้นในวันอาทิตย์ที่ 1 มีนาคม 2569 เวลา 14.00 น. เป็นต้นไป  ข้อมูลเพิ่มเติม Facebook: https://www.facebook.com/theartauctioncenter

‘South Connect 2026’ เชื่อมโยงสินค้าเกษตรภาคใต้สู่เวทีโลก ชู ‘Carbon Neutral Event’ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

‘South Connect 2026’ เชื่อมโยงสินค้าเกษตรภาคใต้สู่เวทีโลก ชู ‘Carbon Neutral Event’ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

‘South Connect 2026’ เชื่อมโยงสินค้าเกษตรภาคใต้สู่เวทีโลก ชู ‘Carbon Neutral Event’ ลดปัญหาสิ่งแวดล้อม

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.21 น.

โยงเศรษฐกิจฐานรากสู่เวทีโลกกว่า 174 ล้านบาท พร้อมชู Carbon Neutral Event จัดงานช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม 23-27 ก.พ. นี้ ณ ศูนย์ราชการฯ แจ้งวัฒนะ

กระทรวงพาณิชย์ โดยสำนักงานพาณิชย์จังหวัดชุมพร และสำนักงานพาณิชย์จังหวัดภาคใต้ 10 จังหวัด ระดมทัพสินค้าอัตลักษณ์ภาคใต้ และสินค้า GI กว่า 200 ร้านค้า ร่วมเปิดตลาดในงาน “South Connect 2026: เชื่อมเมืองใต้สู่เวทีโลก” ขานรับนโยบายรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานราก พร้อมผลักดันสินค้าอัตลักษณ์พื้นถิ่นสู่ตลาดสากล รวมมูลค่ากว่า 174 ล้านบาท พร้อมชูรูปแบบการจัดงานภายใต้แนวคิด Pavilion ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม

ร้อยตรี จักรา ยอดมณี รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภายหลังเป็นประธานเปิดงาน “South Connect 2026: เชื่อมเมืองใต้สู่เวทีโลก” ว่ากระทรวงพาณิชย์ให้ความสำคัญกับการสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางสังคมตามยุทธศาสตร์ชาติ ด้านเศรษฐกิจฐานราก ซึ่งภาคใต้ถือเป็นพื้นที่ยุทธศาสตร์ที่มีความได้เปรียบทางภูมิศาสตร์และหลากหลายทางชีวภาพ การจัดงานครั้งนี้จึงเป็นกลไกสำคัญในการเพิ่มขีดความสามารถทางการแข่งขัน รักษารายได้ และสร้างมูลค่าเพิ่มให้สินค้าชุมชน เพื่อให้เกษตรกรและผู้ประกอบการ SME ยุคใหม่ก้าวสู่เวทีโลกได้อย่างยั่งยืน

“งาน South Connect 2026 ไม่ได้เป็นเพียงงานแสดงสินค้า แต่ถือเป็น ‘ยุทธศาสตร์เชิงรุก’ เพื่อเชื่อมโยงห่วงโซ่อุปทานจากท้องถิ่นสู่ตลาดโลก หรือ Local to Global ทั้งนี้ การส่งเสริมช่องทางตลาดและกระจายสินค้าให้เป็นที่รู้จักในวงกว้าง เพิ่มมูลค่า จะช่วยให้เกิดการพัฒนาเศรษฐกิจฐานรากให้แก่ชุมชนได้เป็นอย่างดี ซึ่งนอกจากการออกร้านจำหน่ายสินค้า งานนี้กระทรวงพาณิชย์ยังได้จัดกิจกรรมอีกหลากหลาย ได้แก่ การเจรจาจับคู่ธุรกิจ (Business Matching) การ Pitching สินค้าต่อแพลตฟอร์ม E-commerce และการจำหน่ายสินค้าผ่าน Live โดยร่วมกับ Influencer เพื่อเชื่อมโยงสินค้าภาคใต้สู่ผู้บริโภค และขยายตลาดทั้งในและต่างประเทศ รวมทั้งส่งเสริมสินค้าอัตลักษณ์ภาคใต้และสินค้าสิ่งบ่งชี้ทางภูมิศาสตร์ (GI) เช่น กาแฟโรบัสต้าและโกโก้คุณภาพ เป็นต้น”

การจัดงานในครั้งนี้ รองปลัดกระทรวงพาณิชย์ยังเป็นสักขีพยานในการลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) เชื่อมโยงสินค้าเกษตรภาคใต้ เช่น ทุเรียน มังคุด และอื่น ๆ รวมประมาณ 1,800 ตัน รวมมูลค่ากว่า 174 ล้านบาท เพื่อจำหน่ายไปทั่วประเทศและส่งออกไปยังตลาดเป้าหมาย โดยเฉพาะประเทศจีน

ด้าน นายกอบ ทวนดำ พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้ากลุ่มพาณิชย์ 11 จังหวัดภาคใต้ ในฐานะหน่วยงานผู้รับผิดชอบดำเนินโครงการ กล่าวเสริมถึงจุดเด่นของการจัดงาน South Connect 2026 ว่าเป็นการรวบรวมเสน่ห์ของ 11 จังหวัดภาคใต้มาไว้ในงานเดียว โดยมีไฮไลท์ของงานคือกิจกรรมการจัดแสดงและจัดจำหน่ายสินค้าอัตลักษณ์ภาคใต้ทั้ง 11 จังหวัด สินค้ากาแฟและโกโก้คุณภาพสูง และยังมีสินค้า GI เกรดพรีเมียม และสินค้า Soft Power ที่สะท้อนถึงภูมิปัญญาใต้ด้วย โดยเน้นการเข้าถึงทั้งตลาดทั้งในรูปแบบออฟไลน์ ส่วนรูปแบบออนไลน์  ยังได้จัดกิจกรรมส่งเสริมการขายผ่านช่องทางแพลตฟอร์มของอินฟูเอ็นเซอร์ที่ดัง อาทิ เจนนี่ รัชนก และแก้มบุ๋ม ปรียาดา และยังมีการจัดกิจกรรมการเจรจาธุรกิจ (Business Matching) กิจกรรม Pitching สำหรับผู้ประกอบที่มีศักยภาพโดดเด่นเพื่อนำเสนอกลุ่มธุรกิจ E-Commer รายใหญ่  และกิจกรรมความบันเทิงจากศิลปินชื่อดังตลอดการจัดงาน

“บรรยากาศภายในงาน South Connect 2026 จะแบ่งออกเป็น 6 โซน ได้แก่ โซนร้านกาแฟ โซนร้านอาหารและเครื่องดื่ม โซนสินค้าของใช้และของตกแต่ง โซนเสื้อผ้าและเครื่องแต่งกาย โซนสมุนไพรที่ไม่ใช่อาหาร และโซนบริการด้านการท่องเที่ยว งานนี้นอกจากจะเป็นการยกระดับสินค้าและส่งเสริมผู้ประกอบการให้ก้าวเข้าสู่เวทีการค้าระดับโลกแล้ว การจัดงานครั้งนี้ยังคำนึงความรับผิดชอบต่อสังคมและปัญหาสิ่งแวดล้อมด้วยรูปแบบการจัดงานโดยมีการชดเชยค่าคาร์บอน (Carbon Neutral Event) ที่เกิดขึ้นจากกิจกรรมภายในงาน เพื่อช่วยลดปัญหาสิ่งแวดล้อม ซึ่งถือเป็นมิติใหม่ของการจัดงานอีเว้นท์ในปัจจุบัน” พาณิชย์จังหวัดสุราษฎร์ธานี หัวหน้ากลุ่มพาณิชย์ 11 จังหวัดภาคใต้ กล่าว

งาน South Connect 2026 จัดขึ้นระหว่างวันที่ 23 – 27 กุมภาพันธ์ 2569 ณ อาคารรัฐประศาสนภักดี (อาคาร B) ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ แจ้งวัฒนะ ตั้งแต่เวลา 09.00 – 18.00 น. ขอเชิญชวนประชาชนและนักลงทุนร่วมชมงานและอุดหนุนสินค้าคุณภาพจากผู้ประกอบการ เพื่อร่วมสร้างโอกาสใหม่ให้เศรษฐกิจภาคใต้ไปด้วยกัน สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานพาณิชย์จังหวัดชุมพร หรือทาง Facebook: MocChumphon

-(016)

สมาคมกงสุลฯ เลี้ยงรับรองเอกอัครราชทูตใหม่ สานสัมพันธ์นานาชาติ

สมาคมกงสุลฯ เลี้ยงรับรองเอกอัครราชทูตใหม่ สานสัมพันธ์นานาชาติ

สมาคมกงสุลฯ เลี้ยงรับรองเอกอัครราชทูตใหม่ สานสัมพันธ์นานาชาติ

วันพฤหัสบดี ที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.34 น.

สมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ (ประเทศไทย) นำโดย ดร.ชุมพล พรประภา กงสุลใหญ่กิตติมศักดิ์ประจำสาธารณรัฐฟิจิ และประธานสมาคมฯ จัดการประชุมคณะกรรมการบริหาร ครั้งที่ 1 ประจำปี 2569 โดยมีคณะกรรมการบริหารร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง ณ ร้าน Maison Philippe – สุขุมวิท 39

สมาชิกกงสุลฯต้อนรับท่านทูตฮอนดูรัส   H.E. Mr. Harold Burgos

H.E. Mr. Vahe Gevorgyan ท่านทูตอาร์เมเนีย รับช่อดอกไม้จาก ดร.ชุมพล พรประภา ร่วมด้วย อาร์โต้ อาร์ทิเนียน และ ณพ ณรงค์เดช

อนุวัฒน์ บูรพชัยศรี  ณพ ณรงค์เดช และ อานิสา บูรพชัยศรี สมาชิกใหม่ กงสุลฯโปแลนด์  เชียงใหม่

ท่านทูตคาซัคสถาน และ ดร.ชุมพล พรประภา   

ภายหลังเสร็จสิ้นวาระการประชุม สมาคมกงสุลฯ ได้จัดเลี้ยงรับรองและแสดงความยินดีกับเอกอัครราชทูตใหม่ที่เข้าถวายสาส์นตราตั้ง ได้แก่ H.E. Mr. Harold Burgos (เอกอัครราชทูตฮอนดูรัส), H.E. Mr. Vahe Gevorgyan (เอกอัครราชทูตอาร์เมเนีย) และ H.E. Mr. Margulan Baimukhan (เอกอัครราชทูตคาซัคสถาน) โดยได้รับเกียรติจาก จักรพันธ์ ยุวรี ผู้อำนวยการกองลาตินอเมริกา กรมอเมริกาและแปซิฟิกใต้ ร่วมต้อนรับ สะท้อนถึงความสัมพันธ์ทวิภาคีที่แน่นแฟ้นระหว่างประเทศไทยและมิตรประเทศในภูมิภาคต่าง ๆ

(จากซ้าย)จักรพันธ์ ยุวดี ผอ.กองลาตินฯ จักร จามิกรณ์ เลขาธิการสมาคมฯ สุนทร อรุณานนท์ชัย สนั่น อังอุบลกุล กับ ท่านทูตฮอนดูรัส 

ในโอกาสเดียวกัน สมาคมฯ ได้ต้อนรับสมาชิกใหม่ อานิสา บูรพชัยศรี กงสุลกิตติมศักดิ์สาธารณรัฐโปแลนด์ ประจำจังหวัดเชียงใหม่

 พร้อมจัดกิจกรรมสานสัมพันธ์ฉลองวันคล้ายวันเกิดให้แก่สมาชิกที่เกิดในเดือนมกราคมและกุมภาพันธ์ อาทิ ภัทรา พุฒิพรรณพงศ์ ณพ ณรงค์เดช และ ดร.สิชา สิงห์สมบุญ ท่ามกลางบรรยากาศที่อบอุ่นและเปี่ยมด้วยมิตร

ปัจจุบันสมาคมคณะกงสุลกิตติมศักดิ์ฯ ครบรอบ 15 ปี มีสมาชิกจำนวน 68 ท่าน ครอบคลุม 61 ประเทศ และยังคงมุ่งมั่นทำหน้าที่เป็นกลไกสำคัญในการเสริมสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างประเทศไทยกับประชาคมนานาชาติอย่างต่อเนื่อง