พานาโซนิค ลงพื้นที่ชุมพร สานต่อกิจกรรม ‘แยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน’

พานาโซนิค ลงพื้นที่ชุมพร สานต่อกิจกรรม ‘แยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน’

พานาโซนิค ลงพื้นที่ชุมพร สานต่อกิจกรรม ‘แยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน’

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.31 น.

พานาโซนิค ร่วมกับ เสียงโตเกียว นำทีมพนักงานลงพื้นที่ช่วยลดปัญหาขยะล้นเมือง จัดกิจกรรม “พานาโซนิค ชวนแยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน” ภายใต้โครงการ Panasonic Cares เปิดเวทีเวิร์คช้อปให้ความรู้การคัดแยกขยะอย่างถูกวิธีแก่น้องๆ เยาวชน โรงเรียนปากน้ำชุมพรวิทยา จังหวัดชุมพร พร้อมพาลงมือปฏิบัติจริงด้วยการเก็บขยะบริเวณชายหาด สอดแทรกการให้ความรู้เกี่ยวกับขยะแต่ละประเภท เพื่อปลูกฝังจิตสำนึกและสร้างทักษะการจัดการขยะอย่างถูกวิธี ทั้งยังได้มอบชุดถังขยะแยกประเภท และหลอดไฟ พานาโซนิค แอลอีดี ประหยัดพลังงาน

ฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ในประเทศไทย

นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ในประเทศไทย กล่าวว่า “กิจกรรม พานาโซนิคชวนแยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน” เป็นกิจกรรมเพื่อสังคม ที่จัดขึ้นภายใต้โครงการ Panasonic Cares ซึ่งเป็นโครงการที่พานาโซนิคดำเนินมาอย่างต่อเนื่อง เป็นปีที่ 3 โดยได้วางกรอบการดำเนินงานสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน Sustainable Development Goals (SDGs) หลายมิติ อาทิ สุขภาพและความเป็นอยู่ที่ดี คุณภาพการศึกษา ระบบนิเวศบนบกที่ยั่งยืน  การขจัดความยากจน  การบริโภคและการผลิตอย่างมีความรับผิดชอบ การขจัดความหิวโหย และความร่วมมือเพื่อการพัฒนาที่ยั่งยืน  ขณะเดียวกันยังสอดรับกับภารกิจด้านสิ่งแวดล้อมระยะยาวของพานาโซนิค กรุ๊ป ทั่วโลก Panasonic Green Impact ที่มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตของทุกคนให้ดีขึ้นท่ามกลางสภาพแวดล้อมที่ยั่งยืน ภายใต้เป้าหมาย ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และการส่งเสริมการรีไซเคิลวัสดุเพื่อบรรลุเป้าหมายด้านสิ่งแวดล้อมภายในปี 2023

เอกพงษ์ เตชะวงศ์ถาวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสียงโตเกียว จำกัด,ปวีณา นาคหกวิค ผู้อำนวยการ โรงเรียนปากน้ำชุมพรวิทยา,ฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ในประเทศไทย และ สาวปวันรัตน์ เตชะวงศ์ถาวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสียงโตเกียว จำกัด

สำหรับกิจกรรมในปีนี้ มีวัตถุประสงค์หลักเพื่อส่งเสริมคุณภาพชีวิต สุขภาพ และความเป็นอยู่ที่ดีของคนในชุมชน โดยเฉพาะการมุ่งขับเคลื่อนการดูแลสิ่งแวดล้อมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา โครงการ Panasonic Cares ได้ดำเนินการไปแล้วกว่า 20 กิจกรรม ครอบคลุมพื้นที่หลายจังหวัด อาทิ ขอนแก่น พระนครศรีอยุธยา สมุทรปราการ ปทุมธานี เชียงราย ชลบุรี และกรุงเทพมหานคร

ล่าสุด กลุ่มบริษัทพานาโซนิคในประเทศไทย ร่วมกับ บริษัท เสียงโตเกียว จำกัด สานต่อกิจกรรม “พานาโซนิค ชวนแยกขยะ ลดมลภาวะในชุมชน” ลงพื้นที่จังหวัดชุมพร เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืน โดยมี นายฮิเดคาสึ อิโตะ ซีอีโอ กลุ่มบริษัทพานาโซนิค ในประเทศไทย นำทีมพนักงานมอบชุดถังขยะแยกประเภท พร้อมหลอดไฟพานาโซนิค แอลอีดี ประหยัดพลังงาน จำนวน 100 หลอด ให้แก่โรงเรียนปากน้ำชุมพรวิทยา จังหวัดชุมพร เพื่อสนับสนุนการจัดการขยะอย่างถูกวิธี และเสริมสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ ซึ่งมี นางสาวปวีณา นาคหกวิค ผู้อำนวยการ โรงเรียนปากน้ำชุมพร เป็นผู้รับมอบ และ นายเอกพงษ์ เตชะวงศ์ถาวร กรรมการผู้จัดการ บริษัท เสียงโตเกียว จำกัด ร่วมเป็นสักขีพยาน

บรรยากาศภายในกิจกรรม

พร้อมกันนี้ พานาโซนิคยังได้จัดกิจกรรมเวิร์กช้อปสร้างการเรียนรู้ผ่านการลงมือปฏิบัติจริง ทั้งการสอนคัดแยกขยะอย่างถูกวิธี และการพาน้องๆ นักเรียนลงพื้นที่ชายหาดเพื่อเก็บขยะและเรียนรู้ผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม โดยขยะที่พบส่วนใหญ่เป็นพลาสติกใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use plastic) จากนักท่องเที่ยว อาทิ กล่องโฟมบรรจุอาหาร ถุงพลาสติก ขวดและแก้วน้ำพลาสติก รวมถึงฝาขวดน้ำ กิจกรรมนี้ถือเป็นการบ่มเพาะพลังเยาวชนให้เห็นความสำคัญของการแยกขยะตั้งแต่ต้นน้ำ พร้อมสร้างการมีส่วนร่วมในการปกป้องและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อมในชุมชนชายฝั่งของตนเองให้คงความสวยงามอย่างยั่งยืนต่อไป

เพาเวอร์บาย จับมือ มูลนิธิออทิสติกไทย และพันธมิตร ผลักดันเทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียมให้บุคคลออทิสติกทั่วไทย

เพาเวอร์บาย จับมือ มูลนิธิออทิสติกไทย และพันธมิตร ผลักดันเทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียมให้บุคคลออทิสติกทั่วไทย

เพาเวอร์บาย จับมือ มูลนิธิออทิสติกไทย และพันธมิตร ผลักดันเทคโนโลยีเพื่อความเท่าเทียมให้บุคคลออทิสติกทั่วไทย

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 14.28 น.

เพาเวอร์บาย ในเครือเซ็นทรัล รีเทล ไม่หยุดนิ่งในการนำศักยภาพด้านเทคโนโลยีเข้ามาเป็นเครื่องมือในการสร้างโอกาสให้กับกลุ่มเปราะบางอย่างเป็นรูปธรรม ภายใต้กรอบกลยุทธ์ ESG โดยเฉพาะมิติด้านสังคม (Social) ล่าสุด เพาเวอร์บาย ร่วมกับ มูลนิธิออทิสติกไทย, ทรูปลูกปัญญา และภาคีเครือข่ายจากภาครัฐและเอกชน ได้แก่ Hisense, Toshiba, Electrolux และ TCL จัดโครงการ “การพัฒนาศักยภาพบุคคลออทิสติกผ่านเทคโนโลยีดิจิทัล” ส่งมอบอุปกรณ์และสื่อดิจิทัลเพื่อการเรียนรู้ให้กับศูนย์การเรียนรู้สำหรับบุคคลออทิสติกจำนวน 131 แห่ง ครอบคลุม 54 จังหวัดทั่วประเทศ เพื่อวางรากฐานการเรียนรู้ที่เหมาะสมกับศักยภาพเฉพาะบุคคลของเด็กพิเศษและครอบครัวในระยะยาว

พิธีเปิดโครงการได้รับเกียรติจาก นางวรางคณา ไชยเรือน ผู้อำนวยการสำนักงานการศึกษาพิเศษ กองทุนส่งเสริมและพัฒนาการศึกษาสำหรับคนพิการ สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) เป็นประธานในพิธี พร้อมด้วย นายสุวิณ โกษีอำนวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด,นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย และนายประพาฬพงษ์ มากนวล หัวหน้าฝ่ายทรูปลูกปัญญา บมจ. ทรู คอร์ปอเรชั่น สะท้อนพลังความร่วมมือทุกภาคส่วนในการขับเคลื่อนการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน

นายสุวิณ โกษีอำนวย กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เพาเวอร์บาย จำกัด ในเครือเซ็นทรัล รีเทล กล่าวว่า “การจัดโครงการในครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของการนำกลยุทธ์ด้าน ESG มาสู่การปฏิบัติจริง โดยเพาเวอร์บายมองว่าเทคโนโลยีไม่ควรถูกจำกัดอยู่แค่การตอบโจทย์ทางธุรกิจ แต่ต้องเป็นพลังในการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คน โดยเฉพาะกลุ่มที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ การนำความเชี่ยวชาญด้านดิจิทัลและนวัตกรรมเข้ามาช่วยลดช่องว่างทางการศึกษา คือการสร้างการเปลี่ยนแปลงเชิงบวกที่ยั่งยืนให้กับสังคมไทย”

ด้าน นายชูศักดิ์ จันทยานนท์ ประธานมูลนิธิออทิสติกไทย เสริมว่า การส่งมอบสื่อดิจิทัลและการอบรมให้กับศูนย์การเรียนรู้ 131 แห่งทั่วประเทศ จะช่วยยกระดับประสิทธิภาพการเรียนรู้ผ่านแพลตฟอร์ม Work Boxes System ในเว็บไซต์ https://autisticthai.net/ ซึ่งออกแบบมาเพื่อพัฒนาทักษะของบุคคลออทิสติกอย่างรอบด้าน ทั้งการเรียนรู้ การใช้ชีวิต และการพึ่งพาตนเอง อันเป็นพื้นฐานสำคัญของการอยู่ร่วมในสังคมอย่างมีคุณค่า

โครงการดังกล่าวเป็นส่วนหนึ่งของนโยบายด้านการพัฒนาที่ยั่งยืนของเพาเวอร์บาย ที่มุ่งบูรณาการการดำเนินธุรกิจควบคู่กับการสร้างคุณค่าทางสังคมอย่างเป็นระบบ โดยบริษัทตั้งเป้าใช้ศักยภาพด้านเทคโนโลยี และเครือข่ายพันธมิตรในการขยายโครงการที่ช่วยลดความเหลื่อมล้ำ และเพิ่มโอกาสทางการศึกษาให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น พร้อมเดินหน้าพัฒนาโครงการด้านสังคมในลักษณะเดียวกันอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างผลกระทบเชิงบวกที่ยั่งยืนต่อสังคมไทยในระยะยาว

‘ปราง เวชชาชีวะ’ พร้อมด้วย ‘อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์’ ชวนร่วมงาน ‘Art Speaks One Language : ศิลปะภาษาเดียวกัน’

'ปราง เวชชาชีวะ' พร้อมด้วย 'อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์' ชวนร่วมงาน 'Art Speaks One Language : ศิลปะภาษาเดียวกัน'

‘ปราง เวชชาชีวะ’ พร้อมด้วย ‘อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์’ ชวนร่วมงาน ‘Art Speaks One Language : ศิลปะภาษาเดียวกัน’

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 13.41 น.

ขอเชิญร่วมงาน “Art Speaks One Language : ศิลปะภาษาเดียวกัน” นำโดย “ปราง เวชชาชีวะ” พร้อมด้วย “อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์” ศิลปินเด็กพิเศษดิจิทัลอาร์ท ใน วันอังคารที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 13.00 – 15.00 น. ห้องไปรษณีย์นฤมิต ไปรษณีย์กลางบางรัก ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพฯ(รถไฟฟ้าบีทีเอส สายสีลม สถานีสะพานตากสิน ทางออกที่ 1 เลี้ยวซ้ายออกจากสถานี)

ปราง เวชชาชีวะ

โดยในงานได้รับเกียรติจาก นายชวน หลีกภัย อดีตนายกรัฐมนตรี และ อดีตประธานรัฐสภาไทยและประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานในงาน “Art Speaks One Language : ศิลปะภาษาเดียวกัน” โดยมี ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.เอกก์ ภทรธนกุล กรรมการ  และประธานคณะอนุกรรมการด้านกลยุทธ์ขับเคลื่อนการตลาดและการสื่อสาร บริษัท ไปรษณีย์ไทย จำกัด, รองศาสตราจารย์ ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการ มูลนิธิ ซี.ซี.เอฟ. และอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรี ร่วมงาน ณ ห้องไปรษณีย์นฤมิต ไปรษณีย์กลางบางรัก ถนนเจริญกรุง เขตบางรัก กรุงเทพฯ

อเล็ก-ชนกรณ์ พุกะทรัพย์

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพื่อการดูแลที่ถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพื่อการดูแลที่ถูกวิธี

รู้เรื่องยากับเภสัชจุฬาฯ : เข้าใจผู้ป่วยโรคซึมเศร้า เพื่อการดูแลที่ถูกวิธี

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.45 น.

โรคซึมเศร้าเป็นหนึ่งในปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในปัจจุบัน และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง หลายคนให้ความสนใจเรื่องสุขภาพจิตมากขึ้น ซึ่งเป็นเรื่องที่ดี อย่างไรก็ตาม ความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนเกี่ยวกับโรคซึมเศร้ายังคงพบได้ในสังคม ทั้งในแง่การตีตราผู้ป่วย และอีกด้านหนึ่งคือการใช้คำว่าซึมเศร้า ในบริบทที่อาจไม่ตรงกับความหมายทางการแพทย์ที่แท้จริง

ดังนั้น จึงอยากให้สังคมมีความรู้เรื่องโรคซึมเศร้าให้ถูกต้อง เพื่อก่อให้เกิดความเข้าใจแท้จริง ทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคมโดยรวม โรคซึมเศร้าไม่ใช่เพียงความเศร้าหรือความท้อแท้ชั่วคราว แต่เป็นโรคทางการแพทย์ที่เกี่ยวข้องกับความเปลี่ยนแปลงของการทำงานของสารสื่อประสาทในสมอง ส่งผลต่ออารมณ์ ความคิด พฤติกรรม และการทำงานของร่างกาย ผู้ป่วยอาจมีอาการเศร้า หดหู่ เบื่อหน่าย รู้สึกว่างเปล่า หรือไม่สนใจในสิ่งที่เคยชอบ อาการเหล่านี้มักเป็นต่อเนื่องนานอย่างน้อย 2 สัปดาห์ และรบกวนการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การทำงาน การเรียน หรือความสัมพันธ์กับผู้อื่น สิ่งสำคัญคือ โรคซึมเศร้าไม่ใช่ความอ่อนแอทางจิตใจ และไม่สามารถหายได้ด้วยการคิดบวกเพียงอย่างเดียว แต่ผู้ป่วยจำเป็นต้องได้รับการดูแลอย่างเหมาะสมด้วย

อาการโรคซึมเศร้าอาจแตกต่างกันในแต่ละบุคคล แต่อาการที่พบบ่อย ได้แก่ รู้สึกเศร้า หดหู่ หรือว่างเปล่าเกือบตลอดเวลา เบื่อ ไม่สนใจทำกิจกรรมที่เคยชอบ เหนื่อยง่าย ไม่มีแรง แม้ไม่ได้ใช้แรงมาก นอนไม่หลับ หลับยาก หรือนอนมากผิดปกติ เบื่ออาหารหรือกินมากผิดปกติ สมาธิลดลง คิดช้า ตัดสินใจลำบาก รู้สึกไร้ค่า โทษตนเอง บางรายอาจมีความคิดอยากทำร้ายตนเอง หรือไม่อยากมีชีวิตอยู่ หากพบว่ามีอาการเหล่านี้อย่างต่อเนื่อง และเริ่มส่งผลต่อการใช้ชีวิต ต้องไปขอคำปรึกษาจากแพทย์หรือจิตแพทย์โดยด่วน

ประเด็นสำคัญที่ต้องทำความเข้าใจคือ โรคซึมเศร้าไม่สามารถวินิจฉัยได้ด้วยตนเอง การรู้สึกเครียด เหนื่อย หมดไฟ หรือเศร้าในบางช่วงของชีวิต ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นโรคซึมเศร้าเสมอไป อาการหลายอย่างอาจเกิดจากปัจจัยอื่น เช่น ความเครียดสะสม การพักผ่อนไม่เพียงพอ ปัญหาครอบครัว การทำงานหนัก หรือภาวะเจ็บป่วยทางกายบางชนิด ซึ่งมีลักษณะคล้ายโรคซึมเศร้าได้ 
การวินิจฉัยโรคซึมเศร้าจำเป็นต้องอาศัยการประเมินจากแพทย์หรือจิตแพทย์ โดยพิจารณาทั้งอาการ ระยะเวลา ความรุนแรง และผลกระทบต่อชีวิตประจำวัน ดังนั้น การสรุปด้วยตนเองว่าเป็นโรคซึมเศร้า อาจทำให้เกิดความเข้าใจคลาดเคลื่อน และทำให้ไม่ได้รับการดูแลรักษาอย่างเหมาะสม

โรคซึมเศร้าเป็นภาวะที่ต้องได้รับความเข้าใจและเห็นใจจากสังคม อย่างไรก็ตาม การกล่าวอ้างว่าเป็นโรคซึมเศร้าโดยไม่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์จึงไม่ถูกต้อง แต่ต้องใช้คำว่าซึมเศร้าอย่างระมัดระวัง และสอดคล้องกับการประเมินทางการแพทย์ เพื่อป้องกันความสับสนที่อาจเกิดขึ้นในสังคม และกระทบต่อผู้ป่วยที่เป็นโรคนี้จริง ซึ่งอาจถูกมองว่าเป็นการอ้างโรค หรือไม่พยายามดูแลตนเอง ในขณะเดียวกัน ผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยจากแพทย์แล้ว อาจจำเป็นต้องได้รับการปรับรูปแบบการเรียนหรือการทำงานเป็นการชั่วคราวในบางช่วง ทั้งนี้ควรเป็นไปตามคำแนะนำของแพทย์และจิตแพทย์ เพื่อให้เกิดความสมดุลระหว่างการรักษาและการใช้ชีวิตประจำวัน
ข่าวดีคือโรคซึมเศร้าเป็นโรคที่รักษาได้ ผู้ป่วยจำนวนมากกลับไปใช้ชีวิตได้ปกติเมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม การรักษาอาจประกอบด้วยหลายวิธีร่วมกัน ได้แก่ การพูดคุยให้คำปรึกษา การปรับพฤติกรรมและการใช้ชีวิต การใช้ยาในกรณีที่แพทย์เห็นสมควร แนวทางการรักษาจะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ รวมถึงสภาพของผู้ป่วยแต่ละราย

ยารักษาโรคซึมเศร้าไม่ได้ทำให้หายขาดทันทีเหมือนยาฆ่าเชื้อ แต่มีบทบาทสำคัญในการช่วยปรับสมดุลของสารเคมีในสมอง ทำให้อาการดีขึ้น ลดความทุกข์ทางใจ และช่วยให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ ผู้ป่วยบางรายอาจรับประทานยาเพียงช่วงหนึ่งของชีวิต แล้วสามารถหยุดยาได้ภายใต้การดูแลของแพทย์ แต่บางรายอาจต้องรักษาเป็นเวลานาน โดยขึ้นอยู่กับลักษณะของโรคและปัจจัยเฉพาะบุคคล 
ยาต้านเศร้าไม่จัดเป็นยาเสพติด และไม่ก่อให้เกิดการเสพติดในทางการแพทย์ แต่จำเป็นต้องรับประทานอย่างต่อเนื่องตามคำแนะนำของแพทย์ และห้ามหยุดใช้ยาเอง เพราะการหยุดยาโดยพลการเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้อาการกลับมาเป็นซ้ำ

สำหรับผู้ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคซึมเศร้า การทำความเข้าใจธรรมชาติของโรคและการมีส่วนร่วมในการรักษาเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การรับประทานยาอย่างสม่ำเสมอ การติดตามการรักษาตามนัด และการสื่อสารกับแพทย์เมื่อมีอาการผิดปกติ จะช่วยให้การรักษามีประสิทธิภาพมากขึ้น และลดโอกาสการกลับมาเป็นซ้ำในระยะยาว
โรคซึมเศร้าไม่ใช่สิ่งที่ต้องเผชิญเพียงลำพัง การขอความช่วยเหลือเมื่อจำเป็นและดูแลตนเองอย่างต่อเนื่อง คือส่วนหนึ่งของกระบวนการฟื้นฟู ขอย้ำว่าโรคนี้ในทางการแพทย์มักพบได้บ่อย แต่สามารถรักษาได้ เมื่อได้รับการดูแลอย่างเหมาะสม 

ดังนั้น การเข้าใจโรคอย่างถูกต้องจึงมีความสำคัญทั้งต่อผู้ป่วย ครอบครัว และสังคม การไม่ตีตราผู้ป่วย และไม่ใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสมกับผู้ป่วย จะช่วยสร้างสังคมที่เข้าใจและให้ความช่วยเหลือได้อย่างเหมาะสมมากขึ้น
เมื่อได้รับการประเมิน และรับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ผสมกับการดูแลตนเองอย่างถูกต้อง ผู้ป่วยจำนวนมากก็กลับไปใช้ชีวิตอย่างมีคุณภาพได้อีกครั้ง

รศ. ภญ. ดร. ณัฏฐดา อารีเปี่ยม และ รศ. ภก. ดร. บดินทร์ ติวสุวรรณ
คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

NIA หนุน HealthTech ทำยอดกว่า 21 ล้านบาท เกษตร–อุตสาหกรรมขยายทดลองใช้ต่อเนื่อง

NIA หนุน HealthTech ทำยอดกว่า 21 ล้านบาท เกษตร–อุตสาหกรรมขยายทดลองใช้ต่อเนื่อง

NIA หนุน HealthTech ทำยอดกว่า 21 ล้านบาท เกษตร–อุตสาหกรรมขยายทดลองใช้ต่อเนื่อง

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 12.08 น.

สำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (องค์การมหาชน) หรือ NIA กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) ร่วมกับ 3 เครือข่ายพันธมิตรหลัก ได้แก่ มหาวิทยาลัยแม่โจ้ (ด้านเกษตรและอาหาร) สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทย (ด้านการแพทย์และสุขภาพ) และอุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา (ด้านสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และ IoT) จัดงาน Thailand Innovation Hub: Demo Day เวทีระดับชาติครั้งแรกของประเทศไทย ที่รวบรวม จัดแสดง และเชื่อมโยงผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมที่มีศักยภาพจากทุกภูมิภาค ใน 3 อุตสาหกรรมเป้าหมาย ซึ่งตลอดระยะเวลา 4 เดือนของการเข้าร่วมโครงการ ได้พิสูจน์ให้เห็นถึงพัฒนาการที่ชัดเจน ทั้งแนวทางการพัฒนา วิธีแก้ไขปัญหาในรูปแบบใหม่โดยใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรม การวางกลยุทธ์ในการขยายธุรกิจ รวมถึงการขยายการใช้งานผลิตภัณฑ์และบริการ ซึ่งมีแนวโน้มที่จะสามารถต่อยอดสู่การสร้างฐานผู้ใช้งานที่เพิ่มขึ้น และสร้างรายได้เติบโตเฉลี่ยกว่ามากกว่าร้อยละ 20


 
ดร. กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ NIA กล่าวว่า Thailand Innovation Hub ถูกออกแบบให้เป็นกลไกสำคัญในการเชื่อมโยงระบบนิเวศนวัตกรรมทั่วประเทศ ผ่านแนวคิด Groom – Grant – Growth – Global เพื่อเร่งการเติบโตของผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมไทย และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศอย่างเป็นระบบ  ซึ่งงานในวันนี้สะท้อนผลลัพธ์ของการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดระหว่าง NIA และ 3 เครือข่ายพันธมิตรหลักในพื้นที่ ตลอดระยะเวลาดำเนินโครงการ ได้สนับสนุนผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมรวม 61 ราย ผ่าน 2 กิจกรรมหลัก ได้แก่


• Incubation Program (30 ราย) – โปรแกรมบ่มเพาะเชิงลึกเพื่อพัฒนาโมเดลธุรกิจ กลยุทธ์การตลาด และเตรียมความพร้อมสู่การลงทุน
• Sandbox Program (31 ราย) – โปรแกรมเร่งขยายตลาดสำหรับธุรกิจที่มีผลิตภัณฑ์/บริการพร้อมใช้งาน โดยเน้นการจับคู่ธุรกิจและทดสอบใช้งานจริงในพื้นที่ เพื่อเก็บข้อมูลจากผู้ใช้จริงและต่อยอดเชิงพาณิชย์ได้รวดเร็วขึ้น


ทั้งนี้ ได้คัดเลือกผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมที่มีศักยภาพโดดเด่นขึ้นเวที Demo Day จำนวน 39 ราย เพื่อนำเสนอผลงานต่อคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิจากภาครัฐ ภาคอุตสาหกรรม รีเทลการค้า และกองทุนร่วมลงทุน เช่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, Central Food Retail (Tops), ADB Ventures, TVCA, BDMS, กรมควบคุมโรค, InnoSpace, A2D Ventures และ TPG X โดยใช้เกณฑ์ที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ครอบคลุมทั้งการตอบโจทย์ความท้าทายของอุตสาหกรรม (Pain Points) ความพร้อมและผลลัพธ์การใช้งานจริงของเทคโนโลยี โอกาสทางการตลาดและการขยายธุรกิจ ตลอดจนศักยภาพและความพร้อมของทีมผู้ก่อตั้ง เพื่อเพิ่มโอกาสในการต่อยอดเชิงพาณิชย์และการลงทุน โดยมีผลการตัดสินจากคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิดังนี้
1) กลุ่มเกษตรและอาหาร
⋅ จากกิจกรรม Incubation ได้แก่ บริษัท แกรนด์ เอสพี สยาม จำกัด : เม็ดฟู่ยืดอายุดอกไม้ตัดก้าน ลดการเน่าเสียด้านอาหาร
⋅ จากกิจกรรม Sandbox ได้แก่ บริษัท ไนน์ไบโอ กรุ๊ป จำกัด : POWBIO : หัวเชื้อจุลินทรีย์สร้างไบโอฟล็อกที่มีประสิทธิภาพในการลดแอมโมเนีย และลดไนไตรท์


2) กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ
⋅ จากกิจกรรม Incubation ได้แก่ บริษัท วิสยีน (ไทยแลนด์) จำกัด : ชุดตรวจไข้เลือดออกด้วยตนเอง พร้อมระบบบันทึกผลแบบเรียลไทม์ ที่ช่วยคัดกรองผู้ติดเชื้อได้รวดเร็วและแม่นยำขึ้น
⋅ จากกิจกรรม Sandbox ได้แก่ บริษัท เฟมเม เวิร์ค จำกัด : NPI : ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ


3) กลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และ IoT
⋅ จากกิจกรรม Incubation ได้แก่ บริษัท เอซีไอ ซอฟต์แวร์ จำกัด : – Kyube Hypercode : แพลตฟอร์มพัฒนาแอปพลิเคชันด้วย AI ช่วยเขียนโค้ด ระบบลาก-วาง และ Flowchart Logic เชื่อมต่อฐานข้อมูลองค์กรแบบเรียลไทม์ผ่าน Peer Handshake
⋅ จากกิจกรรม Sandbox ได้แก่ บริษัท คลีนเทค แอนด์ บียอนด์ จำกัด – Digital Temperature Indicator (DTI) ป้ายตรวจอุณหภูมิอัจฉริยะไม่ใช้แบตเตอรี่ ใช้วัสดุเปลี่ยนสถานะถาวร เพิ่มความปลอดภัยในโรงงาน

นอกจากนี้ ยังมีรางวัล Popular Vote ที่ตัดสินคะแนนจากผู้เข้าร่วมชมงานและผู้ชมจากทางบ้านที่เห็นความโดดเด่นทางเทคโนโลยีและนวัตกรรม สามารถแก้ปัญหาได้จริง ได้แก่ บริษัท ไนน์ไบโอ กรุ๊ป จำกัด : POWBIO : หัวเชื้อจุลินทรีย์สร้างไบโอฟล็อกที่มีประสิทธิภาพในการลดแอมโมเนีย และลดไนไตรท์

โครงการ Thailand Innovation Hub ยังแสดงให้เห็นถึงผลสัมฤทธิ์เชิงประจักษ์จากความร่วมมืออย่างต่อเนื่องระหว่างหน่วยงานพันธมิตร ซึ่งสามารถต่อยอดไปสู่การสร้างยอดขายและขยายฐานลูกค้าได้จริง ครอบคลุม 3 กลุ่มอุตสาหกรรมเป้าหมาย สะท้อนศักยภาพของผู้ประกอบการฐานนวัตกรรมในการพัฒนารูปแบบธุรกิจเชิงพาณิชย์ และการนำผลงานนวัตกรรมออกสู่ตลาดได้อย่างเป็นรูปธรรม ได้แก่
• กลุ่มเกษตรและอาหาร มหาวิทยาลัยแม่โจ้เชื่อมโยงการทำงานกับย่านนวัตกรรมเกษตรและอาหารแม่โจ้ ตลอดจน เชฟ ร้านอาหาร และบริษัทขนาดใหญ่ด้านการเกษตร เพื่อให้เกิดการทดลองใช้งานร่วมกัน ตัวอย่างที่สำคัญ เช่น ร้านอาหารโอ๋กะจู๋ ต่อยอดร่วมกับ บริษัท ไวท์ ไทเกอร์ คิง จำกัด ผู้ผลิตนมแพลนต์เบสจากถั่วลายเสือแม่ฮ่องสอนที่จะสร้างผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารใหม่ร่วมกัน และการร่วมทดสอบอินเซ็คโต้-กับดักแมลงโซล่าเซลล์อัตโนมัติเพื่อลดการใช้สารเคมีในแปลงเกษตร ของบริษัท นาบุญ เทคโนโลยี จำกัด ได้มีการทดสอบร่วมกัน 20 ตัว ในพื้นที่ 150 ไร่ และใน 500 โรงเรือน สร้างเป็นทางเลือกใหม่ในการกำจัดแมลงที่ไม่ใช้สารเคมี รวมทั้งผลิตภัณฑ์นวัตกรรมเกษตรและอาหารที่เพิ่มยอดขายและเพิ่มผู้ใช้งานได้เพิ่มมากขึ้น


• กลุ่มการแพทย์และสุขภาพ สมาคมการค้าเฮลท์เทคไทยเชื่อมโยงกับย่านนวัตกรรมการแพทย์ โรงพยาบาลทั้งภาครัฐและเอกชน ทั่วประเทศ ทดสอบการใช้งานระบบและโซลูชัน พบว่าสามารถสร้างยอดขายรวมได้เป็นมูลค่า 21,099,900 บาท มีจำนวนผู้ใช้งานหรือกลุ่มลูกค้าที่เพิ่มขึ้นจำนวน 16,301 ราย โดยมีตัวอย่างสำคัญคือ โรงพยาบาลพญาไท-เปาโล ใช้งาน NPI: ที่นอนอัตโนมัติป้องกันแผลกดทับ ของบริษัท เฟมเม เวิร์ค จำกัด อย่างต่อเนื่อง

• กลุ่มสมาร์ทอิเล็กทรอนิกส์ ปัญญาประดิษฐ์ หุ่นยนต์ และ IoT อุทยานวิทยาศาสตร์ภาคตะวันออก มหาวิทยาลัยบูรพา เชื่อมโยงภาคอุตสาหกรรม ภาคผลิต และเชื่อมต่อเทคโนโลยีให้เกิดการขยายผลการใช้งานร่วมกัน มีตัวอย่างความสำเร็จของการใช้งาน บริษัท คลีนเทค แอนด์ บียอนด์ จำกัด – Digital Temperature Indicator (DTI) สติกเกอร์ตรวจอุณหภูมิเครื่องจักรแบบไม่ใช้แบตเตอรี่ ใช้วัสดุเปลี่ยนสถานะถาวร เพิ่มความปลอดภัยในโรงงานกับ บริษัท พรีไซซ์ จำกัด และได้บ่มเพาะบริษัท อินโนวิตี้ เทค จำกัด ซึ่งเป็นบริษัท Spin-off จากมหาวิทยาลัยบูรพา และต่อยอดจากสิทธิบัตรในการพัฒนาหุ่นยนต์ขนส่งขับเคลื่อนด้วยระบบนำทางอัตโนมัติที่มีความแม่นยำสูง โดยเริ่มมียอดการสั่งซื้อจากหน่วยงานในพื้นที่ภาคตะวันออกแล้ว

ดร.กริชผกา กล่าวย้ำว่า “Thailand Innovation Hub ไม่ได้เป็นเพียงโครงการพัฒนานวัตกรรม แต่คือโครงสร้างพื้นฐานด้านนวัตกรรมรูปแบบใหม่ของประเทศ ที่เชื่อมโยงคน ความรู้ โครงสร้างพื้นฐาน และการทดสอบใช้งานจริงจากพื้นที่ เพื่อเร่งพัฒนาศักยภาพผู้ประกอบการไทยให้เติบโตได้จริง พร้อมก้าวสู่เวทีการลงทุนระดับสากล”

คุณแหน : 2 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 2 กุมภาพันธ์ 2569

คุณแหน : 2 กุมภาพันธ์ 2569

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 10.25 น.

๐๐สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระราชทานพระราชวโรกาสให้ ดร.ตุลย์ วงศ์ศุภสวัสดิ์ ผู้แทนกองทุนคุณแม่ซุยเมย์ แซ่ชื้อ และคณะ เข้าเฝ้าทูลเกล้าฯ ถวายเงินเพื่อโดยเสด็จพระราชกุศลสมทบทุนมูลนิธิเทพรัตนเวชชานุกูล 16 ก.พ. เวลา 9.00 น. ณ วังสระปทุม..๐๐

๐๐อนุโมทนาบุญกับ สันทวัฒน์ สินาเจริญ ซีอีโอ บจ. เอนีเพย์ ที่ได้บริจาคเงินช่วยเหลือนักศึกษาพิการของวิทยาลัยเทคโนโลยีพระมหาไถ่หนองคาย ในพระราชูปถัมภ์ฯ..๐๐

๐๐ เพลินพิศ ศรีภพ นายกเทศมนตรี เมืองตาคลี ขอเชิญร่วมงาน “69 ปี ย้อนรำลึกรัชกาลที่ 9 เสด็จพระราชดำเนินบ้านตาคลี” 7 ก.พ. 17.30 น. ณ บริเวณวงเวียนหลังสถานีรถไฟบ้านตาคลี..๐๐

๐๐ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานน้ำหลวงอาบศพ ศ.กิตติคุณ เพ็ญแข สนิทวงศ์ ณ อยุธยา 2 ก.พ.16.00 น. ศาลา 2 วัดมกุฎกษัตริยาราม และสวดพระอภิธรรมถึง 3 ก.พ.18.00 น. และพระราชทานเพลิงศพ 9 ก.พ.17.00 น..๐๐

๐๐ ขอเชิญผู้สนใจ เข้าร่วมโครงการประกวด ผู้สูงวัย สุขภาพดี งานกาชาดประจำปี 2569 เพื่อน้อมระลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง สภานายิกาสภากาชาดไทย  ขอรับใบสมัครที่อาคาร ปภร ชั้น 1 รพ.จุฬาฯ 2-31 มี.ค. สอบถาม 02-2564000 ต่อ 3794 ..๐๐

๐๐กิจกรรม adventure ทั้งหลายต้องทิ้งไปเพราะกระดูกคอและหลังเคลื่อนตามวัย รำไพพรรณ แก้วสุริยะ เปลี่ยนเป็นชาวเกาะ ..เกาะคนโน้นเกาะคนนี้เวลาเดิน ..ขอให้ช่วยให้เป็นไม้เท้าชั่วคราว ยังไม่ต้องถึงขั้นใช้ Walker ..๐๐

๐๐ผดุง เตชะศรินทร์ ประธานกก.มูลนิธิทุนท่านท้าวมหาพรหมโรงแรมเอราวัณ มอบเงินและเครื่องมือแพทย์ให้หน่วยงานและโรงพยาบาลในจังหวัดต่างๆ รวม 77 แห่ง มูลค่าทั้งสิ้น 111,760,680 บาท ..๐๐

๐๐ ดวงใจ อัศวจินตจิตร์ อดีตเลขาธิการ บีโอไอ ได้รับเลือกให้เป็นนายกสมาคมนิสิตเก่าอักษรศาสตร์ จุฬาฯ แทน เพชรพริ้ง สารสิน ซึ่งครบวาระ ..๐๐

๐๐ แม่งานใหญ่ สุพิชญา รักปัญญา   นำโรงแรมมณเฑียร สุรวงศ์ กรุงเทพฯ เข้าร่วมเป็นส่วนหนึ่งของงาน“เทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2569”  ..เป็นปลื้มมากที่ได้ต่อยอดนำภาพจิตรกรรมมรดกทางศิลปะของ  อ.ไพบูลย์ สุวรรณกูฏ  ใจกลางลอบบี้ของโรงแรม..ออกมาโลดแล่นด้วยเทคนิค Animation และ Live Interactive Arts  นิทรรศการฉายภาพดิจิทัล แสง สี เชิงสร้างสรรค์ โดย  แทนสกุล สุวรรณกูฏ .. แปลกใหม่น่าสนใจอย่างไร เชิญชมได้ตั้งแต่เวลา 19.00-23.00 ถึงวันที่ 8 ก.พ.  ..๐๐

๐๐ดีไซน์เนอร์เจ้าของแบรนด์เครื่องประดับ Patcharavipa  “แพ็ท” พัชรวิภา โพธิรัตนังกูร  ลูกสาวคนเล็กสวยมากความสามารถของ สัณหพิศ โพธิรัตนังกูร   แห่งปาร์คนายเลิศ  ..ออกแบบเครื่องประดับโดดเด่นด้วยดีไซน์ร่วมสมัยผสมกลิ่นอายความเป็นไทยอย่างมีรสนิยม  เชิญชวนให้ไปเลือกซื้อเลือกใส่สำหรับเทศกาล Valentine    2-14 ก.พ.11.00-16.00 น. ที่ร้าน Patcharavipa อาคารภักดี ถ.วิทยุ ..๐๐

คุณแหน

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง  ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

สูงวัยต้องระวัง ‘กระดูกสันหลังเสื่อม’ รู้เร็ว รักษาได้

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

แพทย์เฉพาะทางเตือน โรคกระดูกสันหลังเสื่อม ภัยเงียบที่มักจะเกิดในผู้สูงอายุ โดยเฉพาะในวัย 50 ปี ขึ้นไป ซึ่งจะมีอาการปวดหลัง อาการปวดลงขา ถ้ามีการกดทับของเส้นประสาทร่วมด้วย อาจจะทำให้มีอาการชา รักษาช้าเสี่ยงพิการ  

เมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ โรคภัยไข้เจ็บอันเนื่องมาจากความเสื่อมของร่างกายย่อมมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น “กระดูกสันหลังเสื่อม” นับเป็นโรคที่ทำให้เกิดความเจ็บปวดและความทรมานในผู้สูงอายุ รวมถึงเป็นภาระให้กับผู้ดูแลอย่างมาก 

นพ.ฐปนัตว์ จันทราภาส แพทย์เฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โรงพยาบาลเอส สไปน์ เผยว่า  สาเหตุการเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนใหญ่ เกิดจากอายุที่เพิ่มมากขึ้นทำให้เกิดการเสื่อมสภาพของข้อต่อ หรือ หมอนรองกระดูกสันหลัง ส่วนสาเหตุอื่นนอกเหนือจากอายุ ได้แก่ การใช้งานที่มากเกินไป เช่น ยกของหนัก อุบัติเหตุ ล้มซ้ำๆ ซึ่งทำให้กระดูกข้อต่อกระดูกสันหลังเสื่อมได้  ซึ่งจะทำให้พบการเสื่อมของข้อต่อในคนอายุน้อยได้ 

สำหรับอาการของกระดูกสันหลังเสื่อมจะปรากฏอาการปวดคอ หรือปวดหลังซึ่งอาจเป็นๆ หายๆ แต่บางคนอาจมีอาการปวดเรื้อรัง หรือบางครั้งอาการปวดอาจจะรุนแรงขึ้นเมื่อเปลี่ยนท่าทาง

การวินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อม แพทย์วินิจฉัยโรคกระดูกสันหลังเสื่อมจากอาการที่ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า มีอาการปวดตามแนวแกนกลางคอและหลังมากขึ้นเวลาแอ่นคอ หรือ หลัง ร่วมกับการตรวจร่างกายที่พบความผิดปกติ

สำหรับกระดูกสันหลังส่วนคอ แพทย์จะให้ผู้ป่วยหันศีรษะจากซ้ายไปขวา และให้แหงนศีรษะขึ้นและลง จะพบอาการปวดชาร้าวลงไปตามแขนจากเส้นประสาทที่ถูกกด การตรวจกระดูกสันหลังส่วนบั้นเอวนั้น แพทย์อาจให้ผู้ป่วยก้มลงหรือเคลื่อนไหวหลังและเอวไปในทิศทางต่างๆ ทั้งหมดนี้เพื่อทดสอบว่าการเคลื่อนไหวนั้นถูกจำกัดหรือไม่ ร่วมกับอาการปวดหรืออ่อนแรง  เนื่องจากกระดูกสันหลังเสื่อมส่งผลให้เกิดปัญหาต่อการใช้มือและการเดิน แพทย์อาจทดสอบมือ แขน ขาและเท้าของผู้ป่วยว่า มีกำลังมือที่อ่อนแรง ร่วมกับการทำกิจกรรมที่ต้องใช้รายละเอียดแม่นยำน้อยลง  หากพบว่าผู้ป่วยมีปัญหาต่อการตอบสนองที่อาจบ่งบอกถึงความเสียหายของเส้นประสาท แพทย์อาจต้องขอ X-RAY ร่วมกับการทำ MRI เพื่อจะได้วินิจฉัยอาการ

 แนวทางการรักษาโรคกระดูกสันหลังเสื่อมนั้นมีหลายวิธีจากน้อยไปมาก เมื่อผู้ป่วยพบว่าตนเองมีอาการปวดไม่ว่าจะเป็นบริเวณคอ หรือหลัง เช่น ปวดหลังร้าวลงขา , ปวดคอร้าวลงแขน ,มีอาการชา หรืออ่อนแรง บางรายปวดศีรษะ คล้ายกับเป็นไมเกรน อาการเหล่านี้เป็นสัญญาณเตือนของโรคกระดูกเสื่อมที่เกิดจากกระดูกทับเส้นประสาท หากจะเข้ารับการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดต้องผ่านการรักษาเบื้องต้นมาก่อน ดังนี้

เริ่มต้นจากกินยา ทำกายภาพบำบัด แต่หากนานกว่า 6 สัปดาห์ แต่อาการยังไม่ดีขึ้นหรือไม่สามารถกลับไปดำเนินชีวิตประจำวันได้ตามปกติ ไม่สามารถทนความเจ็บปวดได้ กล้ามเนื้อขาลีบ หรือ แขน-ขาอ่อนแรงจนไม่สามารถหยิบจับสิ่งของ ใช้งานได้ไม่เหมือนปกติ หรือ เดินไม่ได้  ก็อาจมีข้อบ่งชี้ในการผ่าตัด

ซึ่งปัจจุบันการผ่าตัดกระดูกสันหลังไม่ใช่เรื่องที่น่ากลัว ด้วยเทคนิคการรักษาสมัยใหม่ได้พัฒนานวัตกรรมจากการผ่าตัดกระดูกสันหลัง มาเป็นการเจาะรูส่องกล้องซึ่งเทคนิคนี้จะใช้อุปกรณ์ที่มีเลนส์ของกล้องเอนโดสโคป (Endoscopic) ติดอยู่ ที่ปลายกล้อง เปรียบเสมือนดวงตาอยู่ ในตัวผู้ป่วย ทำให้แพทย์สามารถมองเห็นความผิดปกติได้อย่างชัดเจน แม่นยำ เลือกตัดออกเฉพาะส่วนที่ทำให้เกิดปัญหาได้โดยไม่ต้องตัดเลาะกล้ามเนื้อส่วนที่ดีออก ทำให้แผลเล็กเจ็บน้อย ปลอดภัย ฟื้นตัวเร็ว หรือ MIS-Spine จึงเป็นเรื่องง่ายสำหรับผู้เข้ารับการรักษา เพราะเพียง 1 คืนก็สามารถกลับไปใช้ชีวิตได้ตามปกติ โดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญจะวินิจฉัยและชี้ให้เห็นรอยโรคด้วยผล X-ray และ MRI ถึงจะวางแผนการรักษาไปพร้อมผู้ป่วยได้อย่างถูกต้อง ตรงจุด แม่นยำ และปลอดภัย ดังนั้น วิธีการรักษานี้จึงเป็นที่นิยมของผู้ป่วยที่ต้องการกลับไปใช้ชีวิตตาม lifestyle ที่เคยเป็น เช่น กลับไปใช้ชีวิตกับครอบครัว คนที่รัก หรือทำในสิ่งที่ชอบ สิ่งที่อยากทำ และไม่เป็นภาระให้กับคนใกล้ชิดได้เร็วยิ่งขึ้น

“นอกจากนี้ เราได้พัฒนางานวิจัยเพื่อยกระดับการรักษาด้านกระดูกสันหลังให้ทัดเทียมระดับโลก ทำให้ทีมแพทย์และบุคลากรในโรงพยาบาลมีความเชี่ยวชาญด้านกระดูกสันหลัง พร้อมทั้งเทคโนโลยีที่ทันสมัยด้วยเทคนิคการรักษาที่ต่างจากทั่วทุกมุมโลก ทำให้ผู้ป่วยมั่นใจได้ว่า “มารักษากระดูกสันหลังที่ เอส สไปน์ ครบจบในที่เดียว” นพ.ฐปนัตว์ กล่าวทิ้งท้าย

สนใจขอรับคำปรึกษาได้ที่ โรงพยาบาลเอส สไปน์ โรงพยาบาลเฉพาะทางด้านกระดูกสันหลัง โทร.02 034 0808

The Show Must Go On เรื่องเล่าผ่านเลนส์ของ ‘สมัชชา อภัยสุวรรณ’ ใน BKKDW 2026

The Show Must Go On  เรื่องเล่าผ่านเลนส์ของ ‘สมัชชา อภัยสุวรรณ’ ใน BKKDW 2026

The Show Must Go On เรื่องเล่าผ่านเลนส์ของ ‘สมัชชา อภัยสุวรรณ’ ใน BKKDW 2026

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

สมัชชา อภัยสุวรรณ  เปิดเรื่องเล่าผ่านเลนส์อีกครั้ง ในนิทรรศการภาพถ่ายชุด The Show Must Go On นำเสนอเรื่องราวของย่านชุมชนชาวจีน ผ่านการจัดแสดงในรูปแบบ Photo Bomb โดยไม่รบกวนจังหวะเดิมของสถานที่ เป็นส่วนหนึ่งของเทศกาลออกแบบกรุงเทพฯ 2569 (Bangkok Design Week 2026) ภาพถ่ายที่บอกเล่าภูมิทัศน์ของการมองเห็นและการตีความใหม่ผ่านมุมเมือง ศาลเจ้า กิจการเก่าแก่ พ่อค้าแม่ขาย และชีวิตประจำวันอันเรียบง่ายของผู้คน ที่ดำรงอยู่ร่วมกันอย่างเป็นธรรมชาติ

นิทรรศการเลือกจัดแสดงบริเวณผนังอาคารของโรงพิมพ์และหนังสือพิมพ์จีน ‘ซิงจงเอี๋ยน’ บนถนนเจริญกรุง 24 หนังสือพิมพ์จีนที่มีประวัติศาสตร์ยาวนานที่สุดของไทย สถานที่ที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นศูนย์กลางของถ้อยคำ ข่าวสาร และความคิดของชุมชนชาวจีนในกรุงเทพฯ

ภาพถ่ายของสมัชชาไม่ได้เข้ามาแทนที่พื้นที่ หากแต่เข้ามาอยู่ร่วมกันด้วยความถ่อมตน ราวกับภาพถ่ายเหล่านั้นเคยอยู่ที่นี่มาก่อน ร่องรอยของกาลเวลาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งของการเล่าเรื่องผ่านภาพถ่าย ใบหน้าของผู้คน และสถาปัตยกรรมที่มีเอกลักษณ์ การจัดวางแบบ Photo Bomb ชวนให้รู้สึกราวกับเดินชมอยู่ในพื้นที่แห่งประวัติศาสตร์อันพร่าเลือน โดยมีภาพถ่ายของเขารอให้ผู้ชมพบเจอด้วยตัวเอง เหมือนการเดินผ่านย่านเก่า ๆ แล้วบังเอิญเห็นบางสิ่งที่ทำให้เราหยุดมองและตรองคิด

ภาพถ่ายของเขาเป็นบทพิสูจน์ความจริงที่ว่า ประวัติศาสตร์ไม่จำเป็นต้องถูกเก็บรักษาไว้ในพิพิธภัณฑ์ หรือเขียนทับเพื่อสร้างเรื่องราวใหม่เสมอไป หากแต่เป็นการนำมาแสดงซ้ำ ๆ ผ่านชีวิตประจำวันของผู้คน นักเดินทาง พ่อค้าแม่ขาย คนดูแลศาลเจ้า จนถึงกิจการที่สืบทอดมาหลายชั่วรุ่น ที่ต่างทำหน้าที่ของตนอย่างเงียบงันและเป็นส่วนหนึ่งของอัตลักษณ์ที่ค่อย ๆ ก่อตัวขึ้นใหม่

นิทรรศการ The Show must go on โดย สมัชชา อภัยสุวรรณ จึงไม่ใช่เพียงการมองเมืองผ่านเลนส์ หากเป็นการอยู่กับเมืองอย่างเงียบ ๆ และตั้งใจฟังด้วยหัวใจ ไม่ใช่เพื่อรำลึกถึงอดีต แต่เพื่อยืนยันว่าชีวิต เมือง และวัฒนธรรม ยังเคลื่อนไหวอยู่เสมอ จัดแสดงระหว่างนี้จนถึงวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 บริเวณโรงพิมพ์ซิงจงเอี๋ยน เจริญกรุง 24) เลขที่ 1022-30 ถนนเจริญกรุง แขวงตลาดน้อย เขตสัมพันธวงศ์ กรุงเทพมหานครฯ

ช่างภาพอิสระที่คร่ำหวอดในวงการมากว่า 35 ปี เชี่ยวชาญงานถ่ายภาพเชิงบรรณาธิการ พาณิชย์ การเล่าเรื่องราวทางวัฒนธรรม ไลฟ์สไตล์ และการเดินทาง ผลงานของเขาได้รับการตีพิมพ์ในสื่อทั้งไทยและต่างชาติ เช่น Financial Times, Bangkok Post, The Nation และ Thai PBS World รวมถึงจัดแสดงในเทศกาลศิลปะสร้างสรรค์ชั้นนำของกรุงเทพฯ ทั้งยังมีบทบาทในการกำกับดูแลด้านความคิดสร้างสรรค์ การผลิตงานภาพครบวงจร และการสร้างผลงานเชิงบรรณาธิการให้กับองค์กรทั้งในและต่างประเทศ

นิทรรศการเด่นที่ผ่านมาขอเขา อาทิ At the Heart of Faith (2025), Connect: India to Siam, Bangkok Design Week (2025),Myanmar: The Years Before, Mango Art Festival (2025)และ Bangkok Reflection, Bangkok Design Week (2024) สามารถติตามผลงานของเขาได้ทาง Website: Instagram I Facebook: @samatchaphoto LinkedIn: Samatcha Apaisuwan

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนหินกับทราย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนหินกับทราย

บทความพิเศษ : ‘นิทานแห่งความดี’ ก้อนหินกับทราย

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

                   กาลครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มีเพื่อนรักสองคนกำลังออกเดินทางข้ามทะเลทรายอันกว้างใหญ่ร่วมกัน ในระหว่างการเดินทางที่เหนื่อยล้าและร้อนระอุ ทั้งคู่เกิดมีความเห็นไม่ตรงกันจนกลายเป็นการโต้เถียงอย่างรุนแรง ด้วยความโกรธชั่ววูบ เพื่อนคนหนึ่งจึงยั้งมือไม่อยู่และ ตบหน้า เพื่อนอีกคนหนึ่งเข้าอย่างจัง

                   เพื่อนคนที่ถูกตบรู้สึกเจ็บปวดและเสียใจมาก แต่เขาไม่ได้โต้ตอบหรือพูดอะไรออกมาแม้แต่คำเดียว เขาเพียงแต่ก้มลงไปแล้วใช้นิ้ว เขียนลงบนพื้นทราย ว่า:

                   “วันนี้ เพื่อนรักของฉันตบหน้าฉัน”

                   พวกเขายังคงเดินทางต่อไปจนกระทั่งพบกับ แหล่งน้ำกลางทะเลทราย “โอเอซิส”ที่เขียวขจี ทั้งคู่จึงตัดสินใจแวะพักและลงอาบน้ำเพื่อคลายความร้อน แต่แล้วเหตุการณ์ไม่คาดฝันก็เกิดขึ้น เพื่อนคนที่เคยถูกตบหน้าเกิดเป็นตะคริวและเริ่มจมลงไปในบึงน้ำที่ลึกโคลนดูด

                   เพื่อนอีกคนเห็นดังนั้นก็รีบกระโดดลงไปช่วยอย่างไม่ลังเล เขาพยายามสุดกำลังจนสามารถดึงเพื่อนขึ้นมาจากน้ำได้อย่างปลอดภัย เมื่อเพื่อนที่เกือบจมน้ำฟื้นตัวและหายจากอาการตกใจ เขาก็หยิบสิ่วเล่มเล็กออกมาจากย่าม แล้วบรรจง สลักลงบนก้อนหิน ใหญ่ริมน้ำว่า:

                  “วันนี้ เพื่อนรักของฉันได้ช่วยชีวิตฉันไว้”

                  เพื่อนคนที่ตบหน้าและช่วยชีวิตเขารู้สึกสงสัยจึงถามว่า

                  “ตอนที่ข้าทำร้ายเจ้า เจ้าเขียนลงบนทราย แต่ทำไมตอนนี้เจ้าถึงสลักลงบนหินล่ะ?”

                  เพื่อนอีกคนยิ้มและตอบด้วยแววตาที่สงบว่า: “เมื่อมีใครบางคนทำให้เราเจ็บช้ำน้ำใจ เราควรบันทึกลงบน ‘ผืนทราย’ เพื่อให้สายลมแห่งการให้อภัย พัดทำลายร่องรอยความบอบช้ำทั้งหลายให้จางหายไปในเวลาอันสั้น แต่เมื่อมีใครทำสิ่งดีๆ ให้แก่เรา ควรสลักคุณความดีนั้นไว้บน ‘ก้อนหิน’ เพื่อที่จะเป็นหลักฐานอันถาวร ที่ยากจะลบล้างไปได้”

                 นิทานเรื่องนี้สอนให้รู้ว่า “การให้อภัยคือการปล่อยความทุกข์ให้หายไปกับกาลเวลาเหมือนรอยบนทราย ส่วนการจดจำความดีคือการสร้างความสุขให้คงอยู่อย่างยั่งยืนเหมือนรอยสลักบนหิน”

                 เรียบเรียงจากนิทาน เรื่อง ทรายกับก้อนหิน The Sand and the Stone ซึ่งเป็นเรื่องเล่าเกี่ยวกับการให้อภัยและกตัญญู ที่แพร่หลายในหลายประเทศทั่วโลกโดยไม่ทราบต้นทาง 

อาทร จันทวิมล

ผู้หญิงปัสสาวะเล็ด อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ภัยเงียบเสี่ยง ‘มดลูกหย่อน’

ผู้หญิงปัสสาวะเล็ด อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ภัยเงียบเสี่ยง ‘มดลูกหย่อน’

ผู้หญิงปัสสาวะเล็ด อาจไม่ใช่เรื่องเล็ก ภัยเงียบเสี่ยง ‘มดลูกหย่อน’

วันจันทร์ ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ผู้หญิงจำนวนไม่น้อยอาจกำลังทำร้ายมดลูกของตัวเองโดยไม่รู้ตัว จากพฤติกรรมในชีวิตประจำวันอย่างการยกของหนัก เบ่งถ่ายแรง น้ำหนักเกิน หรือการไอเรื้อรัง ซึ่งล้วนเป็นปัจจัยกระตุ้นสำคัญของภาวะ “มดลูกหย่อน” ภัยเงียบที่หลายคนมองข้าม เพราะในระยะแรกอาจมีเพียงอาการ “ปัสสาวะเล็ด” หรือ “ปวดหน่วงท้องน้อย” ที่มักถูกเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ แต่ในความเป็นจริง หากปล่อยไว้โดยไม่รักษา อาการอาจลุกลามรุนแรง กระทบการใช้ชีวิตประจำวัน และอาจถึงขั้นต้องผ่าตัดในที่สุด วันนี้ นพ.คมกฤช เอี่ยมจิรกุล สูตินรีแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านเวชศาสตร์เชิงกรานสตรีและศัลยกรรมซ่อมเสริม จะมาเตือนถึงพฤติกรรมเสี่ยงที่ผู้หญิงควรหลีกเลี่ยง สัญญาณอันตรายที่ไม่ควรมองข้าม และวิธีดูแลตัวเองเพื่อลดความเสี่ยงมดลูกหย่อนก่อนจะสายเกินไป

“มดลูกหย่อน” ภัยเงียบของผู้หญิงที่มาพร้อมอาการปัสสาวะเล็ด

มดลูกหย่อน คือภาวะที่มดลูกหรือผนังช่องคลอดเคลื่อนต่ำลงมาจนอาจโผล่พ้นปากช่องคลอด โดยแบ่งความรุนแรงได้ 4 ระดับ เริ่มจากระดับ 1 ยังไม่มีก้อนโผล่พ้นช่องคลอด มักไม่มีอาการและคลำไม่เจอก้อน ในระดับที่ 2 จะเริ่มคลำเจอก้อนบริเวณปากช่องคลอด ซึ่งผู้ป่วยมักรู้สึกรำคาญเล็กน้อย หากปล่อยไว้จนถึงระดับ 3-4 ก้อนจะยื่นออกมาด้านนอกมากขึ้น เริ่มรบกวนชีวิตประจำวัน การปัสสาวะ และอาจกระทบต่อการมีเพศสัมพันธ์ นพ. คมกฤช เอี่ยมจิรกุล อธิบายว่า “ผู้ที่มีภาวะมดลูกหย่อนมักมีอาการหน่วงตุงบริเวณช่องคลอด ปวดหลังส่วนล่าง และมักมีอาการปัสสาวะเล็ดร่วมด้วย เนื่องจากกระเพาะปัสสาวะอยู่ใกล้กับมดลูก เมื่อกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรงจึงกลั้นปัสสาวะได้ไม่ดีเหมือนเดิม อย่างไรก็ตาม อาการปัสสาวะเล็ดอาจเกิดจากความเสื่อมของท่อปัสสาวะหรือกล้ามเนื้ออื่น ๆ ได้เช่นกัน”

มัดรวมพฤติกรรม เสี่ยง “มดลูกหย่อน” โดยไม่รู้ตัว

หลายคนอาจคิดว่ามดลูกหย่อนจะเกิดกับผู้หญิงที่อายุเยอะเท่านั้น แต่จริง ๆ แล้วพฤติกรรมในชีวิตประจำวันก็เพิ่มความเสี่ยงมดลูกหย่อนได้ เช่น ยกของหนักบ่อย ท้องผูกจนต้องเบ่งแรง ๆ รวมถึงภาวะน้ำหนักตัวเกิน หรือการไอเรื้อรังจากภูมิแพ้ ซึ่งทำให้ความดันในช่องท้องเพิ่มขึ้นจนไปกดทับให้กล้ามเนื้อและเอ็นยึดอุ้งเชิงกรานจนหย่อนยาน นอกจากนี้ยังมีปัจจัยที่เลี่ยงไม่ได้ อาทิ อายุมากขึ้น ผ่านการคลอดบุตร หรือเคยผ่าตัดมดลูก ส่วนความเชื่อที่ว่าการยืนปัสสาวะทำให้มดลูกหย่อนเร็วขึ้นนั้นไม่เป็นความจริง ที่หลายคนรู้สึกเหมือนมีก้อนยื่นออกมาเป็นเพียงผลจากแรงโน้มถ่วงของโลก ซึ่งมักจะยุบกลับเข้าไปเองเมื่อเปลี่ยนเป็นท่านอนราบ

คลำเจอก้อน-ปัสสาวะลำบาก พบแพทย์ด่วนก่อนอันตราย

นพ.คมกฤช กล่าวว่า “แม้อาการมดลูกหย่อนระดับแรก ๆ อาจรู้สึกเพียงหน่วงหรือตุงบริเวณท้องน้อยหรือช่องคลอด แต่ถ้าเริ่มคลำเจอก้อน ปัสสาวะเล็ด ปัสสาวะลำบากหรือเจ็บ และปวดหลังล่างหรือปวดอุ้งเชิงกรานเรื้อรัง เป็นสัญญาณเสี่ยงที่ต้องรีบมาให้แพทย์วินิจฉัยทันที”

“มดลูกหย่อน” ตรวจพบเร็ว รักษาได้ ไม่ต้องผ่าตัด

การวินิจฉัยภาวะมดลูกหย่อนจะใช้การตรวจภายในเป็นหลัก เพราะสามารถดูว่าก้อนที่คลำได้เป็นมดลูกหย่อนจริงหรือเป็นความผิดปกติอื่น เช่น เนื้องอก โดยแนวทางการรักษามีหลายวิธี ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอาการ หากอยู่ในระดับเริ่มต้น แพทย์มักแนะนำวิธีที่ไม่ต้องผ่าตัด เช่น การใช้อุปกรณ์พยุงในช่องคลอด (Pessary) หรือการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยการขมิบสั้น ๆ รอบละ 5-10 นาที วันละ 3 ครั้ง ทำต่อเนื่องเป็นประจำอย่างน้อย 3 เดือนจะช่วยชะลอความรุนแรงได้ ในรายที่มีอาการรุนแรง แพทย์จะพิจารณาการผ่าตัดตามความเหมาะสม ทั้งนี้ หากมีอาการปัสสาวะเล็ดร่วมด้วย การรักษามดลูกหย่อนอาจช่วยได้เพียงบางส่วน เนื่องจากเป็นคนละภาวะกัน จึงควรปรึกษาแพทย์เพื่อวางแผนดูแลและรักษาทั้งสองปัญหาไปพร้อมกัน

“แม้มดลูกหย่อนจะไม่ได้มีอาการรุนแรงโดยทันที แต่หากปล่อยไว้นานอาจส่งผลต่อการใช้ชีวิตได้ ฉะนั้นอยากชวนผู้หญิงทุกคนมาดูแลตัวเองตั้งแต่เนิ่น ๆ เปลี่ยนไลฟ์สไตล์ที่ทำร้ายมดลูกของเรา ด้วยการยกของให้ถูกท่า ดูแลน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม อย่าปล่อยให้ไอเรื้อรังหรือท้องผูกบ่อย หากวันหนึ่งรู้สึกถึงความผิดปกติ ไม่ว่าจะคลำเจอก้อนหรือมีอาการผิดปกติทางปัสสาวะ อย่างปัสสาวะเล็ด ก็ไม่ควรปล่อยไว้ ให้รีบมาพบแพทย์เพื่อตรวจเช็กตั้งแต่เนิ่น ๆ เพราะการดูแลสุขภาพผู้หญิงจำเป็นต้องเข้าใจทุกความซับซ้อน เพื่อการรักษาที่ตรงจุด ช่วยให้แพทย์สามารถวางแผนการดูแลและรักษาได้อย่างเหมาะสมกับแต่ละบุคคลมากยิ่งขึ้น” นพ.คมกฤช กล่าวทิ้งท้าย

ผู้หญิงที่มีข้อสงสัยหรือกังวลเกี่ยวกับอาการปัสสาวะเล็ด สามารถขอรับคำปรึกษาแพทย์โรงพยาบาลวิมุต และนัดหมายแพทย์ได้ที่ ศูนย์สูตินรีเวช ชั้น 3 โรงพยาบาลวิมุต เปิดให้บริการทุกวัน เวลา 08.00–20.00 น. โทรศัพท์ 02-079-0066 นอกจากนี้ ยังสามารถดาวน์โหลด ViMUT Application เพื่อทำนัดหมายแพทย์ล่วงหน้า หรือเลือกใช้บริการปรึกษาแพทย์ออนไลน์ (Telemedicine) เพื่อรับคำแนะนำจากแพทย์ผู้ชำนาญการได้อย่างสะดวก โดยไม่ต้องเดินทาง