อภิสิทธิ์ จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน แนะนายกฯเลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

อภิสิทธิ์ จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน แนะนายกฯเลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

อภิสิทธิ์ จี้รื้อโครงสร้างพลังงาน แนะนายกฯเลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.17 น.

“อภิสิทธิ์” จี้รัฐบาลรื้อโครงสร้างพลังงาน-งัด “ภาษีลาภลอย” จัดการโรงกลั่น แนะนายกฯ เลิกบริหารประเทศแบบบริษัท

15 เมษายน 2569 นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ อดีตนายกรัฐมนตรีและหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ “เที่ยงเจอกัน” ประเมินสถานการณ์เศรษฐกิจและวิพากษ์การทำงานของรัฐบาลโดยเน้นย้ำถึงความล่าช้าในการรับมือวิกฤตพลังงานและของแพง พร้อมเสนอแนะให้เร่งปรับโครงสร้างราคาพลังงาน นำกลไกภาษีลาภลอยมาใช้ และแนะให้นายกรัฐมนตรีปรับเปลี่ยนวิธีการบริหารประเทศที่ยึดติดกับรูปแบบเอกชนมากเกินไป

นายอภิสิทธิ์ กล่าวว่า  รัฐบาลรับมือวิกฤตพลังงานล่าช้าและแก้ปัญหาไม่ตรงจุด การปล่อยลอยตัวราคาน้ำมันรวดเร็วโดยไร้มาตรการรองรับ ทำให้เงินกองทุนน้ำมันกว่า 4 หมื่นล้านบาทสูญเปล่า และมาตรการช่วยเหลือที่ออกมาวงเงินเพียง 2 พันล้านบาทก็ถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับผลกระทบ

นายอภิสิทธิ์ กล่าวเสนอว่า รัฐบาลควรเร่งผลักดัน พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย เพื่อดึงงบจากโครงการที่มีความจำเป็นน้อยมาจัดระบบช่วยเหลือประชาชนและลดภาษีสรรพสามิต นอกจากนี้ ในส่วนของค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้น รัฐบาลควรใช้ “ภาษีลาภลอย” (Windfall Tax) หรือค่าธรรมเนียมพิเศษเฉพาะกิจเพื่อเก็บกำไรส่วนเกินจากโรงกลั่นเข้ากองทุนน้ำมัน ซึ่งเป็นหลักการสากลที่หลายประเทศใช้ ดีกว่าการใช้กฎหมายบีบลดราคาหน้าโรงกลั่นที่อาจสร้างปัญหาสภาพคล่องจนเกิดการชะลอการผลิต

 “เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งทบทวน สูตรการรับซื้อไฟฟ้าที่ผูกติดกับราคาก๊าซในตลาดโลก ทำให้เอกชนได้รับส่วนต่างกำไรสูงขึ้นตามราคาก๊าซที่แพงขึ้น ทั้งที่ต้นทุนจริงอาจไม่ได้สูงตามนั้น ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงานยังหลีกเลี่ยงที่จะให้ความชัดเจน”นายอภิสิทธิ์ กล่าว

นายอภิสิทธิ์ ยังฝากข้อคิดถึงรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากวิกฤตต้มยำกุ้งปี 2540 อย่างสิ้นเชิง เพราะนี่คือปัญหาเงินเฟ้อจากต้นทุน (Cost-push inflation) ที่กระทบถึงระดับครัวเรือนและภาคการผลิตโดยตรง ไม่ใช่วิกฤตหนี้ต่างประเทศ

ดังนั้น การแก้ปัญหาต้องระวังไม่ใช้เครื่องมือที่ไปทุบเศรษฐกิจให้ฟุบเพื่อหวังกดเงินเฟ้อ และควรเลิกยึดติดกับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจแบบหว่านแหอย่าง “คนละครึ่ง” แต่ควรนำงบประมาณไปทำมาตรการ “พุ่งเป้า” ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง ผู้มีรายได้น้อย และภาคขนส่งที่กำลังแบกรับต้นทุนอย่างหนัก (เช่น ผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ) ซึ่งจะตอบโจทย์สถานการณ์ได้ตรงจุดกว่า

นายอภิสิทธิ์ ยังได้วิเคราะห์ถึงบทบาทของนายกรัฐมนตรี โดยระบุว่าปัญหาการทำงานแบบ “ยักแย่ยักยัน” ของรัฐบาล ส่วนหนึ่งมาจากการที่นายกฯ อาจติดอยู่กับรูปแบบการบริหารงานในภาคเอกชนที่มีเป้าหมายเดียวคือกำไรสูงสุด จึงใช้วิธีแบ่งงานให้แต่ละฝ่ายไปจัดการแล้วจบ

แต่การบริหารประเทศ สังคมมีเป้าหมายที่หลากหลายและขัดแย้งกัน เมื่อเกิดความเห็นไม่ตรงกันระหว่างกระทรวง (เช่น พาณิชย์ กับ พลังงาน) ผู้นำประเทศต้องลงมาเป็นผู้หาข้อยุติและสร้างความชัดเจน ไม่ใช่ปล่อยลอยตัว พร้อมแนะนำให้นายกฯ ออกมาสื่อสารทิศทางนโยบายกับประชาชนให้มากขึ้น แทนการตอบโต้ประเด็นทางการเมือง

สำหรับประเด็นการเมืองภายในพรรคประชาธิปัตย์ นายอภิสิทธิ์ชี้แจงถึงกรณีการลาออกของอดีตรองหัวหน้าพรรค (นายวีระพงษ์) เพื่อไปรับตำแหน่งผู้แทนการค้าไทยว่า เป็นการจากกันด้วยดีเพื่อให้การเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปเดินหน้าได้โดยปราศจากข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน พร้อมปฏิเสธกระแสข่าวลือเรื่องความขัดแย้ง

ส่วนข้อวิเคราะห์เรื่องอายุขัยของรัฐบาลชุดนี้ นายอภิสิทธิ์มองว่า เสถียรภาพไม่ได้อยู่ที่เสียงในสภา แต่อยู่ที่ผลงานการบริหารจัดการความเดือดร้อนของประชาชน และปัจจัยที่จะทำให้รัฐบาลล้มได้เร็วที่สุดคือ “การทุจริตคอร์รัปชัน” รวมถึงความกังวลเรื่องคดีความต่างๆ ที่ยังค้างอยู่ ซึ่งหากรัฐบาลประมาทหรือมั่นใจในอำนาจมากเกินไปก็อาจเป็นการซ้ำเติมตัวเองได้

นายกฯ มอบ นรสิงห์ปราบมาร ให้สื่อในวันสงกรานต์เสริมสิริมงคล

นายกฯ มอบ นรสิงห์ปราบมาร ให้สื่อในวันสงกรานต์เสริมสิริมงคล

นายกฯ มอบ นรสิงห์ปราบมาร ให้สื่อในวันสงกรานต์เสริมสิริมงคล

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.20 น.

นายกฯ มอบ “นรสิงห์ปราบมาร” พร้อมแจกคาถาหลวงปู่มั่น แก่สื่อเป็นสิริมงคลเนื่องในเทศกาลสงกรานต์ ทำท่าอ้าปากปิดหู บอก “หูอื้อไม่ได้ยิน” หลังถูกถามปม “ชาดา” แจกตังค์ วันผู้สูงอายุ

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 14.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาลภายหลังจาก นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เข้าร่วมการประชุม Asia Zero Emission Community (AZEC) Plus Online Summit ผ่านระบบประชุมทางไกล ที่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล ได้ลงมาให้สัมภาษณ์กับสื่อมวลชน แต่ก่อนที่จะเริ่มให้สัมภาษณ์นั้น นายกรัฐมนตรีได้ถือโอกาสวันสงกรานต์ ซึ่งถือเป็นวันปีใหม่ของไทย มอบ องค์นรสิงห์ปราบมาร ครบรอบ 66 ปีการสถาปนาการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย ให้กับสื่อมวลชน พร้อมกับแจกคาถาบูชาสิ่งศักดิ์ เพื่อความเป็นสิริมงคล 

โดยระบุว่า “นะโม วิมุตตานัง นะโม วิมุตติยา” ขอให้สวด 9 จบ ซึ่งเป็นคาถาของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ช่วยคุ้มครองให้แคล้วคลาดปลอดภัยจากภัยอันตรายทั้งปวง 

จากนั้นนายกฯ ระบุว่า ปีนี้ที่ทำเนียบรัฐบาลจะไม่มีการจัดพิธีรดน้ำดำหัว เพราะจะเป็นการรบกวนข้าราชการและเจ้าหน้าที่ในการจัดเตรียมงาน ก่อนจะพูดติดตลกว่า ตนเองยังไม่ถึงวัยที่จะให้รดน้ำดำหัว 

ผู้สื่อข่าวยังถามถึงกรณีที่ นายชาดา ไทยเศรษฐ์ สส.อุทัยธานี แจกเงินสดแก่ผู้สูงอายุเนื่องในวันผู้สูงอายุ นายอนุทิน เอามือมาปิดหูทั้งสองข้าง ทำท่าอ้าปาก และชี้ไปที่หู ก่อนจะบอกว่า ตอนเด็กๆแม่ด่า เราก็จะทำแบบนี้ บอกว่าหูอื้อไม่ได้ยิน

ทั้งนี้นายกฯ ยังทิ้งท้ายหลังให้สัมภาษณ์อีกว่า หลังจากนี้ยังจะคงให้สัมภาษณ์เพียงสัปดาห์ละครั้ง

อนุทิน เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ลั่นไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันแต่ต้องคุมความมั่นคง

อนุทิน เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ลั่นไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันแต่ต้องคุมความมั่นคง

อนุทิน เกาะติดสถานการณ์ตะวันออกกลาง ลั่นไทยไม่ขาดแคลนน้ำมันแต่ต้องคุมความมั่นคง

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.55 น.

“อนุทิน” ติดตามสถานการณ์ตะวันออกกลางอย่างใกล้ชิด แม้ไทยไม่ขาดแคลนน้ำมัน แต่ต้องบริหารให้มีความมั่นคง พร้อมเดินหน้า “คนละครึ่ง” เร็วที่สุด แย้ม พลัสมากกว่าครั้งที่แล้ว หลัง “ศิริกัญญา” ออกมาค้าน บอกเข้าใจบทบาทฝ่ายค้าน เดินเครื่องสินค้าราคาถูกกระจายทุกอำเภอ

15 เมษายน 2569 เวลา 14.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงสถานการณ์การสู้รบในตะวันออกกลางว่าหลังจากนี้ประเทศไทยยังต้องรับมืออย่างเคร่งครัดใช่หรือไม่ ว่ายังต้องติดตามสถานการณ์ตลอดเวลา และบริหารจัดการเรื่องพลังงานด้วยความเข้มงวด และระมัดระวัง แม้ตอนนี้ประเทศไทยยังไม่ได้รับผลกระทบเรื่องการขาดแคลนพลังงาน แต่ได้รับผลกระทบเรื่องของราคา

ทั้งนี้ ช่วงสงกรานต์ตนได้ติดตามสถานการณ์กับรมว.พลังงาน และการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกากับอิหร่านที่ยังไม่บรรลุผลตามเป้าหมายที่เขาต้องการ แต่ในส่วนของประเทศไทยยังควบคุมสถานการณ์ต่างๆได้ แต่จะประมาทไม่ได้ เพราะสถานการณ์โลกขณะนี้เปลี่ยนชั่วข้ามคืนได้

อย่างไรก็ตาม ขอขอบคุณพี่น้องประชาชน ที่ตระหนักรับมือต่อสถานการณ์น้ำมัน ซึ่งการใช้น้ำมันลดลงมาอยู่ในระดับปกติ ไม่ได้ใช้เกินกำลังการผลิตเหมือนช่วงที่มีความตื่นตระหนก และในช่วงต้นเดือนเมษายน การใช้น้ำมันดีเซลน้อยกว่าช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว เป็นผลสืบเนื่องจากการที่ประชาชนให้ความร่วมมือ ทำให้เรามีปริมาณน้ำมันสำรองเพิ่มมากขึ้น และวิกฤตต่างๆคลี่คลาย ซึ่งเราต้องบริหารสถานการณ์ให้เกิดความมั่นคงให้มากที่สุดเท่าที่จะทำได้

เมื่อถามถึงกรณีที่ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล รองหัวหน้าพรรคประชาชน คัดค้านนโยบายคนละครึ่ง เนื่องจากไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบัน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คนที่ท้วงติงก็ต้องทำหน้าที่ของเขา แต่รัฐบาลมีหน้าที่ทำทุกอย่างเพื่อแก้ไขปัญหา และลดความเดือดร้อนให้ประชาชน ซึ่งรัฐบาลจะเปลี่ยนแนวทางไม่ได้ เพราะต้องดูแลความเป็นอยู่ของประชาชนเป็นหลัก รับรองว่าเรื่องที่รัฐบาลทำไม่ผิดกฎหมาย และไม่ผิดรัฐธรรมนูญ ส่วนวิธีการหรือรูปแบบคงไม่สามารถทำให้ทุกคนเข้าใจเหมือนกันได้ ซึ่งการที่ฝ่ายค้านท้วงติงถือเป็นเรื่องธรรมดา

เมื่อถามว่า โครงการคนละครึ่งพลัส จะได้ช่วงไหน และประชาชนจะได้คนละเท่าไหร่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เร็วที่สุด รัฐบาลเพิ่งบริหารราชการแผ่นดินได้เต็มรูปแบบเมื่อวันที่ 10 เมษายนที่ผ่านมา เราทำงานมาโดยตลอด นโยบายต่างๆจะเร่งเป็นรูปธรรม อย่างนโยบายคนละครึ่งพลัสก็อาจจะเรียกเป็นนโยบายไทยช่วยไทย ซึ่งนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง ได้วางรูปแบบไว้แล้ว น่าจะเป็นพลัสมากกว่าคนละครึ่งครั้งที่แล้ว มาตรการช่วยเหลือเรื่องค่าไฟ 200 หน่วยแรก ไม่ให้เกินหน่วยละ 3 บาท ที่ให้แก่ทุกกลุ่ม ส่วนใครใช้ ไฟเกินก็คิดราคาตามขั้นบันได รวมถึงมาตรการสินค้าไทยช่วยไทย ที่เป็นสินค้าอุปโภคบริโภคราคาถูกจะออกมามากขึ้น โดยใช้ที่ว่าการอำเภอทั่วประเทศ ให้ห้างร้านมาวางสินค้าจำหน่ายแก่ประชาชนมากที่สุด

เมื่อถึงกรณีที่นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรี และรมว.ต่างประเทศ เดินทางไปประเทศโอมาน ได้กำชับเรื่องไหนเป็นพิเศษหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ท่านเดินทางไปเจรจาเรื่องต่างๆ รวมถึงการช่วยเหลือคนไทยในภูมิภาคนั้น โดยเฉพาะในประเทศอิหร่าน ซึ่งเมื่อคืนที่ผ่านมา (14 เม.ย.) นายสีหศักดิ์โทรมาหาตน เพื่อรายงานสถานการณ์ ซึ่งไทยได้รับการตอบรับจากประเทศตะวันออกกลางเป็นอย่างดี และนายสีหศักดิ์จะได้ไปเจรจาเรื่องของโลจิสติกส์ สินค้า และเงื่อนไขต่างๆที่เป็นประโยชน์กับประเทศไทย

อนุทิน ลงใต้ 17 เม.ย.นี้ ฮึ่มสั่งย้าย ขรก. ไร้ผลงาน ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพต้องเห็นผล

อนุทิน ลงใต้ 17 เม.ย.นี้ ฮึ่มสั่งย้าย ขรก. ไร้ผลงาน ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพต้องเห็นผล

อนุทิน ลงใต้ 17 เม.ย.นี้ ฮึ่มสั่งย้าย ขรก. ไร้ผลงาน ย้ำรัฐบาลมีเสถียรภาพต้องเห็นผล

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.50 น.

อนุทิน เผยลงชายแดนภาคใต้ศุกร์นี้ หวังสร้างความมั่นใจปชช.พื้นที่ ประกาศกร้าวฟันแน่จนท.เกียร์ว่างไม่สนองนโยบายรัฐบาล ไม่สนซีไหน ลั่นนายกฯมีอำนาจ เผยให้กำลังใจ กมลศักดิ์ มาตลอด

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 14.25 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย กล่าวถึงมีกำหนดการลงพื้นที่ตรวจราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ในวันที่ 17 เมษายน คาดหวังอย่างไรในการแก้ปัญหาว่า สิ่งแรกคือตนต้องไปทำให้เกิดความมั่นใจ ซึ่งเรามีปัญหามากพออยู่แล้วกับการสู้รบกับผู้ก่อความไม่สงบ การใช้อาวุธมาทำร้ายคนไทยด้วยกันเองในลักษณะลอบสังหาร ลอบทำร้าย มันต้องไม่เกิดกับประเทศไทย ตนได้กำชับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ(ตร.) และกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ว่าจะต้องเร่งดำเนินคดีและจับตัวผู้กระทำความผิด มาดำเนินคดีให้เร็วที่สุด ซึ่งเขาก็ดำเนินการไประดับหนึ่งแล้ว

“อาวุธของเรา กำลังของเรา ต้องมีไว้สู้กับคนที่ไม่หวังดีกับประเทศไทย ไม่ใช่มาทำร้ายคนไทยด้วยกันเอง ผมมีเงื่อนไขมีรูปแบบที่ได้กำชับไปยังฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายตำรวจ ถ้าไม่ดีขึ้นก็ต้องมีการย้าย มีการเปลี่ยน วันนี้ไม่ใช่รัฐบาล 4 เดือนแล้ว วันนี้เป็นรัฐบาล 4 ปี ต้องแสดงผลงานต้องตอบสนองนโยบายของรัฐบาล” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า การลงพื้นที่ครั้งนี้เป็นการไปให้กำลังใจนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติหรือไม่ จากเหตุคนร้ายยิงถล่มรถ นายอนุทิน กล่าวว่า ตนให้กำลังใจนายกมลศักดิ์เสมอเจอที่สภาก็ให้กำลังใจกัน และไม่ได้ให้กำลังใจอย่างเดียวเห็นใจด้วย และตนไปครั้งนี้ไม่ได้ไปเยี่ยมคนใดคนหนึ่ง แต่ลงไปเพื่อรับฟังสถานการณ์ต่างๆ เพราะยังมีสถานการณ์อื่นๆอีกมากมาย อย่างที่บอกไปวันนี้เราเป็นรัฐบาลที่สมบูรณ์ มาจากประชาชน และมีเสถียรภาพ ฉะนั้น เราลงไปเมื่อเราไปเห็นสภาพหน้างานความเป็นไปต่างๆ ก็จะได้สร้างนโยบายและบอกแนวทางการดำเนินงานต่างๆ ที่ทุกฝ่ายจะต้องทำตามจะต้องปฏิบัติตาม

“งานนี้ถ้ายังมีเกียร์ว่าง หรือแทนที่จะใส่เกียร์ 5 แต่กลับใส่เกียร์ 2 ผมจะดำเนินการให้ดู นายกรัฐมนตรีมีอำนาจ ไม่ใช่คนนี้ ซี 10 ซี 11 คนนี้ผู้บัญชาการ คนนี้ใครจะย้ายไม่ได้ นายกรัฐมนตรีย้ายได้ จะย้ายให้ดู” นายอนุทิน กล่าว

เมื่อถามว่า จะต้องวัด KPI หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ไม่ต้อง ตนประเมินเป็น ตนจะประเมินของตนนี่แหละ ไม่ต้องไปKPI ที่ไหน ทำงานมาขนาดนี้แล้ว ได้รับความไว้วางใจจากประชาชนขนาดนี้ ตนประเมินได้และมั่นใจว่าประเมินไม่ผิด

นายกฯ ยืนยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด

นายกฯ ยืนยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด

นายกฯ ยืนยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.48 น.

นายกฯ ยืนยัน ไทยยังไม่เปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด บอกไม่มีพูดคุยทางการทูต หากรื้อฟื้นต้องเริ่มต้นสานสัมพันธ์ใหม่

15 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน​ ชาญวีรกูล​ นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย​ เปิดเผยถึงกรณีที่กัมพูชาเรียกร้องให้มีการเปิดด่านชายแดนจันทบุรี-ตราด ว่า ยังไม่ได้มีการนัดพูดคุยอะไรกัน และยังไม่ได้รับรายงานในเรื่องนี้ รวมถึงยังไม่มีเรื่องอะไรที่จะต้องรายงาน พร้อมย้ำว่า ยังไม่มีการเปิดด่าน และยังไม่ถึงเวลาที่จะเปิด

ส่วนกรณีที่กัมพูชาจะมีการประสานมา จะต้องผ่านทางการทูตใช่หรือไม่ นายอนุทิน ระบุว่า ตอนนี้การทูตยังไม่มี เหลือเพียงเจ้าหน้าที่เฝ้าสถานทูต ซึ่งทุกอย่างจะต้องเริ่มเป็นขั้นตอน ก่อนที่จะถึงจุดอื่นใดจะต้องมีการเริ่มฟื้นความสัมพันธ์ พร้อมย้ำว่า ขณะนี้ยังไม่มีมีการพูดคุยถึงจุดนั้น

ลุงป้อม เช็กเรตติ้งสงกรานต์ ไม่ลืมทดลองชิมเมนูฮิตตามเทรนด์ Gen Z

ลุงป้อม เช็กเรตติ้งสงกรานต์ ไม่ลืมทดลองชิมเมนูฮิตตามเทรนด์ Gen Z

ลุงป้อม เช็กเรตติ้งสงกรานต์ ไม่ลืมทดลองชิมเมนูฮิตตามเทรนด์ Gen Z

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.35 น.

“ลุงป้อม”เช็กเรตติ้งสงกรานต์ คนรุ่นใหม่แห่ทักทาย ขอถ่ายรูป ไม่ลืมทดลองชิมเมนูฮิตตามเทรนด์ Gen Z

15 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.30 น.ที่ผ่านมา พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ ประธานที่ปรึกษาพรรคพลังประชารัฐ (พปชร.) ลงพื้นที่ติดตามบรรยากาศและใช้เวลาช่วงวันหยุดสงกรานต์ ณ One Bangkok โดยได้ทักทายประชาชนและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นอย่างเป็นกันเอง

การใช้เวลาในวันหยุดครั้งนี้ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นจากประชาชนทุกช่วงวัย โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่น และคนรุ่นใหม่ (Gen Z) ที่เข้ามาทักทายและพูดคุยอย่างใกล้ชิด พร้อมขอถ่ายภาพร่วมอย่างต่อเนื่อง สร้างสีสันและรอยยิ้มตลอดการเยี่ยมชมพื้นที่ อีกทั้งยังได้ทดลองชิมร้าน “เกศเตี๋ยว” ก๋วยเตี๋ยวยอดนิยมของคนรุ่นใหม่ ตามคำแนะนำของกลุ่มวัยรุ่นที่พบในพื้นที่

พล.อ.ประวิตร กล่าวว่า “รู้สึกประหลาดใจและสนุกที่เห็นเด็กๆ รู้จัก และกล้าเข้ามาพูดคุย รวมถึงชวนถ่ายภาพอย่างเป็นกันเอง” พร้อมขอบคุณที่แนะนำร้านอาหารอร่อยให้ได้ลอง โดยระบุว่า นอกจากก๋วยเตี๋ยวน้ำตกเนื้อแล้ว เมนูที่ชื่นชอบเป็นพิเศษคือกากหมู และข้าวกะเพราเนื้อสับไข่ดาว ก่อนตบท้ายด้วยเมนูตามคำแนะนำของ Gen Z ได้แก่ นมตุ๋น และปังปิ้ง ซึ่งนับเป็นครั้งแรกที่ได้ทดลองชิมอาหารตามเทรนด์ของคนรุ่นใหม่

– 006

CASETiFY ชวนแต่งแต้มทุกโมเมนต์กับสัตว์เลี้ยง ผ่าน Pets Collection และ Custom Stickers Studio

CASETiFY ชวนแต่งแต้มทุกโมเมนต์กับสัตว์เลี้ยง  ผ่าน Pets Collection และ Custom Stickers Studio

CASETiFY ชวนแต่งแต้มทุกโมเมนต์กับสัตว์เลี้ยง ผ่าน Pets Collection และ Custom Stickers Studio

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.23 น.

CASETiFY แบรนด์แอ็กเซสซอรีสายเทค-ไลฟ์สไตล์ระดับโลก เปิดตัวคอลเล็กชันใหม่สำหรับคนรักสัตว์เลี้ยง ที่ไม่ได้เป็นแค่ดีไซน์น่ารัก แต่คือการหยิบเอา “โมเมนต์ในชีวิตประจำวัน” กับสัตว์เลี้ยงตัวโปรด มาถ่ายทอดลงบนไอเท็มที่ใช้ทุกวันได้อย่างมีสไตล์

CASETiFY มาพร้อมลวดลายอุปกรณ์เทคหลากหลาย พร้อมอัปเกรดประสบการณ์การคัสตอมด้วย Custom Stickers Studio ที่เปิดโอกาสให้ผู้ใช้งานได้ออกแบบเคสหรือไอเท็มต่าง ๆ ในแบบของตัวเอง ตั้งแต่รูปถ่ายสุดรัก ไปจนถึงดีเทลเล็ก ๆ ที่สะท้อนตัวตน โดยต่อยอดจากฟีเจอร์ Custom Studio Filters ที่เปิดตัวไปก่อนหน้า แบรนด์ยังคงพัฒนาฟีเจอร์การคัสตอมให้มีลูกเล่นและสะท้อนตัวตนมากยิ่งขึ้น ด้วย Custom Stickers ได้แก่

-CUTOUTS: เปลี่ยนภาพสัตว์เลี้ยงให้กลายเป็นสติกเกอร์ได้ทันที จัดวาง ขยับ หรือปรับขนาดได้อย่างอิสระ

-MOTIFS: เติมลูกเล่นด้วยสติกเกอร์สุดน่ารักที่ช่วยให้ดีไซน์ดูมีชีวิตชีวาขึ้นในพริบตา

-FRAMES: เลือกเฟรมที่ใช่ แล้วอัปโหลดโมเมนต์โปรด เปลี่ยนความทรงจำธรรมดาให้กลายเป็นไอเท็มชิ้นพิเศษ

คอลเล็กชันนี้สะท้อนแนวคิดที่ว่า “สัตว์เลี้ยงคือส่วนหนึ่งของไลฟ์สไตล์” ไม่ว่าจะเป็นภาพตอนพาไปเดินเล่น โมเมนต์ขี้เล่นในบ้าน หรือช่วงเวลาน่ารักในทุก ๆ วัน ก็สามารถกลายเป็นดีไซน์ที่พกติดตัวไปได้ทุกที่

เพื่อให้การใช้ชีวิตคล่องตัวยิ่งขึ้น CASETiFY ยังแนะนำ Rope Cross-body Straps สายคล้องโทรศัพท์ที่ทั้งแข็งแรงและแมตช์กับลุคได้ง่าย ช่วยให้ใช้งานแบบแฮนด์ฟรี เหมาะสำหรับวันที่ต้องออกไปข้างนอกกับสัตว์เลี้ยง และอยากมีมือว่างไว้ดูแลพวกเขาได้เต็มที่

เปิดตัวรับช่วงเวลาแห่งการเฉลิมฉลอง International Pet’s Day ในวันที่ 11 เมษายน Pets Collection พร้อมให้ช้อปแล้ววันนี้ที่ casetify.com และติดตามแรงบันดาลใจเพิ่มเติมได้ทาง InstagramFacebookTikTok และ Twitter

วัตสัน จับมือพันธมิตรการศึกษา เดินหน้าปั้น “คน” สู่สายบริหารค้าปลีกยุคใหม่

วัตสัน จับมือพันธมิตรการศึกษา เดินหน้าปั้น “คน” สู่สายบริหารค้าปลีกยุคใหม่

วัตสัน จับมือพันธมิตรการศึกษา เดินหน้าปั้น “คน” สู่สายบริหารค้าปลีกยุคใหม่

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.20 น.

วัตสัน ประเทศไทย ผู้นำร้านเพื่อสุขภาพและความงามอันดับหนึ่ง เดินหน้าพัฒนาบุคลากรคนรุ่นใหม่ ผ่านความร่วมมือกับภาครัฐและสถาบันการศึกษา จัดกิจกรรม Watsons Education Partnership MOU Signing & Graduation Ceremony 2026” พิธีลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ (MOU) ร่วมกับสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช และเครือข่ายสถาบันการศึกษาพันธมิตร 20 แห่ง เพื่อยกระดับสมรรถนะวิชาชีพและสร้างเส้นทางอาชีพที่มั่นคงให้กับนักศึกษาในระบบทวิภาคีสู่ตำแหน่งบริหารระดับสูงในอนาคต โดยได้รับเกียรติจาก จิระวัฒน์ แต่งเจนกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล วัตสัน ประเทศไทย ร่วมด้วยตัวแทน สอศ. ตัวแทนเครือข่ายสถาบันการศึกษา พร้อมผู้ทรงคุณวุฒิ และนักศึกษาทวิภาคีที่สำเร็จหลักสูตรเข้าร่วมพิธี ณ โรงแรมเรดิสัน บลู พลาซ่า กรุงเทพฯ เมื่อวันก่อน

โครงการนี้เป็นการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อส่งเสริมโอกาสทางการศึกษา สร้างการมีงานทำ และมีรายได้ระหว่างการศึกษาอย่างเป็นรูปธรรม มุ่งเน้นการเรียนควบคู่การทำงานจริง (Work-Integrated Learning) โดยเปิดพื้นที่ร้านวัตสันเป็นศูนย์ฝึกทักษะจริงทุกมิติ เพื่อผลิตบุคลากรให้ตรงความต้องการของธุรกิจค้าปลีก จุดเด่นคือการบ่มเพาะนักศึกษาในฐานะ “ว่าที่หัวหน้างาน” ตลอดหลักสูตร 2 – 4 ปี ตามเกณฑ์ของสถาบันการศึกษา เพื่อเตรียมพร้อมสู่ตำแหน่งบริหาร โดยผู้สำเร็จการศึกษาในระดับ ปวส ที่มีศักยภาพจะได้รับการบรรจุเป็นหัวหน้าพนักงานขาย และผู้สำเร็จการศึกษาในระดับปริญญาตรี จะได้รับการบรรจุเป็นผู้ช่วยผู้จัดการสาขา และพร้อมต่อยอดสู่ตำแหน่งผู้จัดการสาขาฝึกหัดในอนาคต

จิระวัฒน์ แต่งเจนกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล วัตสัน ประเทศไทย กล่าวว่า “วัตสันมอบโอกาสและให้ความสำคัญกับ ‘คน’ (People) ในฐานะหัวใจขององค์กร เราเชื่อว่านักศึกษาทวิภาคีคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนธุรกิจทั้งในวันนี้และในอนาคต จึงร่วมมือกับ สอศ. และ 21 สถาบันพันธมิตร สร้าง Career Path ที่ชัดเจนและมั่นคง พร้อมพัฒนาทักษะทั้งวิชาชีพและการบริหาร เพื่อเตรียมเยาวชนไทยสู่โลกการทำงานด้วยประสบการณ์จริง และเปิดโอกาสทางการศึกษาและอาชีพในระยะยาว”

ภายในงานได้รับเกียรติจากผู้แทนจากสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา และผู้บริหารจากสถาบันการศึกษาพันธมิตรทั้ง 21 แห่ง ได้แก่ วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก มหานคร, วิทยาลัยเทคนิคกาญจนาภิเษก สมุทรปราการ, วิทยาลัยเทคนิคชลบุรี, วิทยาลัยเทคนิคนนทบุรี, วิทยาลัยเทคนิควังน้ำเย็น, วิทยาลัยเทคนิคสมุทรปราการ, วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสาคร, วิทยาลัยเทคนิคสมุทรสงคราม, วิทยาลัยเทคโนโลยี อีอีซี เอ็นจีเนียแหลมฉบัง, วิทยาลัยเทคโนโลยีจรัลสนิทวงศ์, วิทยาลัยเทคโนโลยีชนะพลขันธ์ นครราชสีมา, วิทยาลัยเทคโนโลยีทักษิณาบริหารธุรกิจ, วิทยาลัยเทคโนโลยีทางทะเลแห่งเอเชีย, วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการราชดำเนิน, วิทยาลัยเทคโนโลยีสยามบริหารธุรกิจ สะพานใหม่, วิทยาลัยบริหารธุรกิจและการท่องเที่ยวกรุงเทพ, วิทยาลัยพณิชยการธนบุรี, วิทยาลัยอาชีวศึกษาฉะเชิงเทรา, วิทยาลัยอาชีวศึกษาธนบุรี, วิทยาลัยอาชีวศึกษาพิษณุโลก และ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช ร่วมลงนามและร่วมแสดงความยินดีในพิธีมอบประกาศนียบัตรแก่นักศึกษาที่สำเร็จโครงการทวิภาคี (DVT) และโครงการ Work-integrated Learning (WiL) ประจำปี 2569 จำนวนทั้งสิ้น 106 คน เพื่อยกย่องและเชิดชูเกียรติแก่นักศึกษาที่ประสบความสำเร็จผ่านกระบวนการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์การทำงานจริง

สำหรับโครงการ Watsons Education Partnership ดำเนินการต่อเนื่องมากว่า 7 ปี รับนักศึกษาทวิภาคีมาแล้ว 12 รุ่น จำนวนมากกว่า 1,000 คน และให้การสนับสนุนทุนการศึกษาต่อในระดับปริญญาตรีเกือบ 100 คน ซึ่งสอดคล้องกับพันธกิจด้านความยั่งยืนในมิติ ‘คน’ และสังคม (People) ของเอเอส วัตสัน (AS Watson) ที่มุ่งสร้างโอกาสให้เยาวชนทั่วโลกกว่า 200,000 คน พร้อมมอบประสบการณ์ผ่านการฝึกอบรมรวมกว่า 5 ล้านชั่วโมงภายในปี 2030 เพื่อยกระดับทักษะและศักยภาพของคนรุ่นใหม่อย่างต่อเนื่อง

ความร่วมมือครั้งนี้ถือเป็นก้าวสำคัญของวัตสันในการขับเคลื่อนการศึกษาและพัฒนาศักยภาพเยาวชนไทย ตอกย้ำวิสัยทัศน์องค์กรที่มุ่ง “เติบโตเคียงข้างสังคม” และสร้างอนาคตที่ยั่งยืนอย่างแท้จริง

บริษัทในเครือ มิราเคิล กรุ๊ป สืบสานประเพณีรดน้ำขอพรในวันสงกรานต์

บริษัทในเครือ มิราเคิล กรุ๊ป สืบสานประเพณีรดน้ำขอพรในวันสงกรานต์

บริษัทในเครือ มิราเคิล กรุ๊ป สืบสานประเพณีรดน้ำขอพรในวันสงกรานต์

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.02 น.

เนื่องในเทศกาลสงกรานต์และวันขึ้นปีใหม่ไทย บริษัทในเครือ มิราเคิล กรุ๊ป ได้จัดกิจกรรมสืบสานประเพณีรดน้ำดำหัว ท่ามกลางบรรยากาศแห่งความอบอุ่นและความผูกพัน โดยมี ดร.อัศวิน อิงคะกุล ประธานกรรมการบริหาร มิราเคิล กรุ๊ป พร้อมด้วย อนัคพล อิงคะกุล ลักษมีกานต์ อิงคะกุล คณะผู้บริหาร ครอบครัว และพนักงาน เข้าร่วมอย่างพร้อมเพรียง ที่ โรงแรม มิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น

ภาพแห่งความเคารพรักและความกตัญญูที่ปรากฏในงาน สะท้อนถึงสายใยแห่งความผูกพันขององค์กรที่สืบสานวัฒนธรรมไทยอันงดงาม ควบคู่กับการส่งต่อกำลังใจและความปรารถนาดีซึ่งกันและกันในโอกาสอันเป็นมงคลนี้ทั้งนี้ ดร.อัศวิน อิงคะกุล ได้มอบคำอวยพรเนื่องในปีใหม่ไทย ขอให้ทุกท่านประสบความสำเร็จ เจริญรุ่งเรืองในหน้าที่การงาน มีความสุข ความอบอุ่นในครอบครัว และมีสุขภาพแข็งแรง พร้อมฝากข้อคิดอันทรงคุณค่าว่า“ความขยัน ความซื่อสัตย์ และความกตัญญู จะนำพาทุกท่านไปสู่ความสำเร็จอย่างแท้จริงและยั่งยืน”บรรยากาศของงานจึงเปี่ยมไปด้วยรอยยิ้ม ความสุข และความเป็นสิริมงคล ต้อนรับศักราชใหม่ไทยอย่างงดงามและน่าประทับใจ

ดร.อัศวิน อิงคะกุล ประธานกรรมการบริหาร มิราเคิล กรุ๊ป เริ่มพิธีด้วยการสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

ดร.อัศวิน อิงคะกุล ประธานกรรมการบริหาร มิราเคิล กรุ๊ป เริ่มพิธีด้วยการสักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์

     อนัคพล อิงคะกุล รองประธานกรรมการบริหาร มิราเคิล กรุ๊ป รดน้ำขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์

อนัคพล อิงคะกุล รองประธานกรรมการบริหาร มิราเคิล กรุ๊ป รดน้ำขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์

        จันทจิตา อิงคะกุล รดน้ำขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์

จันทจิตา อิงคะกุล รดน้ำขอพรสิ่งศักดิ์สิทธิ์

    นันทนัทนิดา อิงคะกุล เข้ารดน้ำขอพร ดร.อัศวิน อิงคะกุล

นันทนัทนิดา อิงคะกุล เข้ารดน้ำขอพร ดร.อัศวิน อิงคะกุล

ด.ช.ดวิน อิงคะกุล - ด.ช.อาร์วิน อิงคะกุล เข้ารดน้ำขอพรคุณปู่

ด.ช.ดวิน อิงคะกุล – ด.ช.อาร์วิน อิงคะกุล เข้ารดน้ำขอพรคุณปู่

อนัคพล อิงคะกุล-จันทจิตา อิงคะกุล เข้ารดน้ำขอพร ดร.อัศวิน อิงคะกุล

อนัคพล อิงคะกุล-จันทจิตา อิงคะกุล เข้ารดน้ำขอพร ดร.อัศวิน อิงคะกุล

ลักษมีกานต์ อิงคะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิราเคิล กรุ๊ป เข้ารดน้ำขอพร ดร.อัศวิน อิงคะกุล

ลักษมีกานต์ อิงคะกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร มิราเคิล กรุ๊ป เข้ารดน้ำขอพร ดร.อัศวิน อิงคะกุล

   ปริญญา หงส์เลิศลักษณ์ เข้ารดน้ำขอพร ดร.อัศวิน อิงคะกุล

ปริญญา หงส์เลิศลักษณ์ เข้ารดน้ำขอพร ดร.อัศวิน อิงคะกุล

มร.คอลิน คีย์เล ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมและพัฒนา - มร.ไมเคิล เมอร์ฟี่ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น - นาถวีณา ล้อมทรัพย์ ที่ปรึกษาฝ่ายสื่อสารการตลาด มิราเคิล กรุ๊ป - วัชราภรณ์ ทองพูน ผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น - มร.อังเดร บรัวฮาร์ท ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

มร.คอลิน คีย์เล ผู้อำนวยการฝ่ายฝึกอบรมและพัฒนา – มร.ไมเคิล เมอร์ฟี่ ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่น – นาถวีณา ล้อมทรัพย์ ที่ปรึกษาฝ่ายสื่อสารการตลาด มิราเคิล กรุ๊ป – วัชราภรณ์ ทองพูน ผู้อำนวยการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น – มร.อังเดร บรัวฮาร์ท ผู้จัดการทั่วไป โรงแรมอัศวิน แกรนด์ คอนเวนชั่น

มร.เจค เดสแปร์ เข้ารดน้ำขอพร ดร.อัศวิน อิงคะกุล

มร.เจค เดสแปร์ เข้ารดน้ำขอพร ดร.อัศวิน อิงคะกุล

ฮาฟเนอร์ กรุ๊ป จับมือ รพ.วิภาวดี ขับเคลื่อนแนวคิด ‘Prevention’ ป้องกันการป่วย ชะลอการเสื่อม ส่งเสริมประสิทธิภาพการรักษา

ฮาฟเนอร์ กรุ๊ป จับมือ รพ.วิภาวดี ขับเคลื่อนแนวคิด ‘Prevention’  ป้องกันการป่วย ชะลอการเสื่อม ส่งเสริมประสิทธิภาพการรักษา

ฮาฟเนอร์ กรุ๊ป จับมือ รพ.วิภาวดี ขับเคลื่อนแนวคิด ‘Prevention’ ป้องกันการป่วย ชะลอการเสื่อม ส่งเสริมประสิทธิภาพการรักษา

วันพฤหัสบดี ที่ 16 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฮาฟเนอร์ กรุ๊ป (Hafner Group) ผู้เชี่ยวชาญด้านการผลิตผลิตภัณฑ์เสริมอาหารจากประเทศเยอรมนี พร้อมประกาศความร่วมมือครั้งสำคัญผ่านการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) กับ โรงพยาบาลวิภาวดี เพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารในมิติของ “Prevention” อย่างเป็นรูปธรรม มุ่งยกระดับคุณภาพชีวิตและการดูแลสุขภาพเชิงป้องกันของคนไทยในระยะยาว

ความร่วมมือครั้งนี้ ถือเป็นก้าวสำคัญของทั้งสององค์กรในการผสานองค์ความรู้ทางการแพทย์เข้ากับนวัตกรรมระดับสากล ภายใต้วิสัยทัศน์ร่วมกันในการสร้าง “Real Keys of Healthspan” หรือกุญแจสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืน

สุภาพร แฮฟเนอร์ และ ณัชชา กิจจริยภูมิ

สุภาพร แฮฟเนอร์ ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ฮาฟเนอร์ กรุ๊ป จำกัด กล่าวถึงวิสัยทัศน์และความมุ่งมั่นของความร่วมมือในครั้งนี้ว่า “หัวใจสำคัญของความร่วมมือครั้งนี้คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร Made in Germany ในรูปแบบ Medical Nutraceutical ที่สามารถสร้างผลลัพธ์จริงในด้าน “Prevention” โดย Hafner Group ได้นำนวัตกรรม Advanced Delivery System ไม่ว่าจะเป็น Liposomal ที่ช่วยเพิ่มการดูดซึมทั้งในน้ำและไขมัน และ Nano Encapsulation ที่ช่วยนำพาสารสำคัญไปออกฤทธิ์ได้อย่างตรงจุด เพื่อยกระดับ Healthspan ของคนไทยให้ยาวนานขึ้น เรามุ่งหวังให้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้ไม่ใช่เพียงแค่ผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร แต่เป็นเครื่องมือสำคัญในการออกแบบไลฟ์สไตล์ด้านสุขภาพ และสะท้อนวิสัยทัศน์ของเราที่ต้องการยกระดับคุณภาพชีวิตของผู้คนให้ดีจนวินาทีสุดท้ายของชีวิต”

ด้าน ณัชชา กิจจริยภูมิ Chief Strategic Advisor for Nutraceutical Innovation Products โรงพยาบาลวิภาวดี กล่าวว่า “ภายใต้แนวคิด ‘Power of Prevention’ โรงพยาบาลวิภาวดีพร้อมเดินเกมรุกสู่การดูแลสุขภาพเชิงป้องกันอย่างจริงจัง โดยความร่วมมือกับ Hafner Group ในครั้งนี้มีเป้าหมายเพื่อร่วมกันพัฒนาผลิตภัณฑ์เสริมอาหารที่สามารถดูแลทั้งคนไข้และบุคคลทั่วไปได้ตั้งแต่ที่บ้าน ก่อนที่จะต้องเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล เราต้องการให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์ที่ปลอดภัย มีประสิทธิภาพเห็นผลจริง และเหมาะสมกับแต่ละบุคคล พร้อมยกระดับมาตรฐานของอุตสาหกรรมเสริมอาหารไทยให้เป็นทางเลือกที่ผู้บริโภคสามารถเชื่อถือได้อย่างแท้จริง”

ทั้งนี้ ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารภายใต้แบรนด์วิภาวดี ซึ่งมีมาตรฐานการผลิตระดับ World Class จากประเทศเยอรมนี จะถูกพัฒนาด้วยองค์ความรู้ทางการแพทย์ พร้อมงานวิจัยรองรับทั้งในด้านประสิทธิภาพและความปลอดภัย เพื่อให้สามารถบริโภคได้อย่างต่อเนื่องในระยะยาว

ทั้งสององค์กรยังได้ร่วมกันสื่อสารแนวคิดสำคัญผ่านแนวทาง “ป้องกันการป่วย ชะลอการเสื่อม และส่งเสริมประสิทธิภาพการรักษา” โดยผลิตภัณฑ์จะครอบคลุมทั้งการดูแลสุขภาพด้วยตนเองที่บ้าน และการใช้ควบคู่กับการรักษาในโรงพยาบาล เพื่อสร้างระบบการดูแลสุขภาพแบบครบวงจร

ความร่วมมือระหว่าง Hafner Group และโรงพยาบาลวิภาวดีในครั้งนี้ ไม่เพียงเป็นการต่อยอดธุรกิจ แต่ยังเป็นจุดเริ่มต้นของการขับเคลื่อนแนวคิด “Prevention” ให้เกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรมในประเทศไทย พร้อมวางรากฐานสู่การมีสุขภาพดีอย่างยั่งยืนสำหรับคนไทยทุกคนในอนาคต