‘อนุทิน’เปลี่ยนแผนลงใต้ ไปบ้านพัก‘วันนอร์’ที่ยะลา แทนอำเภอบาเจาะ

‘อนุทิน’เปลี่ยนแผนลงใต้ ไปบ้านพัก‘วันนอร์’ที่ยะลา แทนอำเภอบาเจาะ

‘อนุทิน’เปลี่ยนแผนลงใต้ ไปบ้านพัก‘วันนอร์’ที่ยะลา แทนอำเภอบาเจาะ

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.10 น.

‘รองเลขาพรรคประชาชาติ’เผย‘อนุทิน’เปลี่ยนกำหนดการลงใต้ ไป บ้านพัก ’วันนอร์‘ที่จ.ยะลา แทน อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คาดกังวลความปลอดภัย

เมื่อวันที่ 15 เมษายน 2569 นายอับดุลเราะมัน มอลอ รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการเจาะลึกทั่วไทย อินไซด์ไทยแลนด์ ถึงกรณีที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย จะลงพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ เพื่อติดตามคดีกราดยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ในวันที่ 17 เม.ย. ว่า จากข้อมูลล่าสุดนั้น นายอนุทิน จะไม่เดินทางเข้าพื้นที่ที่เกิดเหตุ คือบ้านพักของนายกมลศักดิ์  ในพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส  แต่ยืนยันว่าจะไปบ้านพักของนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี ที่อ.เมือง จ.ยะลา และให้นายกมลศักดิ์เข้าไปพบ ทั้งนี้ เหตุที่นายกฯ เปลี่ยนสถานที่พบปะ ถือเป็นเรื่องเศร้าใจ เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นนั้นถือเป็นคดีใหญ่ ลอบยิง สส. ซึ่งกลับมาจากการโหวตให้นายอนุทิน ได้เป็นนายกฯ  และสส.พรรคประชาชาติ ทั้ง 5 เสียงได้โหวตให้

“ประเด็นที่นายกฯ เปลี่ยนแผนกระทันหัน อาจเป็นเรื่องความปลอดภัย เพราะเมื่อใดที่ผู้ใหญ่ลงพื้นที่ มีกำหนดการล่วงหน้า ฝ่ายความมั่นคงในพื้นที่จะรายงานไปยังหน่วยเหนือว่ามีความไม่ปลอดภัยในตารางเวลาการเดินทาง ซึ่งเป็นสิ่งที่น่าเสียใจ และน้อยใจต่อชาวบ้านในพื้นที่ เพราะผมทราบว่าชาวบ้านรอดูว่านายกฯ จะมาดูที่เกิดเหตุ มาให้กำลังใจ หรือไม่ เมื่อเช้านี้นายกฯ ได้ตัดสินใจว่าไม่ได้เข้าไปพื้นที่ ส่งสัญญาณได้ว่า แม้แต่ผู้นำสูงสุดของความเป็นรัฐ ไม่มั่นใจพื้นที่ว่าจะปลอดภัยหรือไม่ หรือไม่มั่นใจว่าจะมีการก่อเหตุระหว่างลงพื้นที่ หรือไม่ เป็นสัญญาณด้านลบ” นายอับดุลเราะมัน กล่าว

นายอับดุลเราะมัน กล่าวต่อว่า โดยเบื้องต้นตั้งแต่แรกที่มีหมายลงพื้นที่ นายกฯ ตั้งใจมาเยี่ยมนายกมลศักดิ์  เนื่องจากเป็นคนที่โหวตให้นายอนุทินเป็นนายกฯ และเป็นพรรคร่วมรัฐบาล รวมถึงนายวันมูหะมัดนอร์ เป็นอดีตหัวหน้าพรรคประชาชาติด้วย ส่วนตัวของตนที่อยู่ในพื้นที่มองว่ามีเหตุผลเดียวที่นายกฯ ไม่เข้าพื้นที่ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส คือ ความปลอดภัยในพื้นที่ และความมั่นคงร้องขอ

การปรากฎหลักฐานว่า ทั้งคนลงมือ ยานพาหนะ ล้วนเกี่ยวข้องกับหน่วยงานที่ต้องรับผิดชอบความปลอดภัยของประชาชนในพื้นที่ ปฏิกิริยาด้านลบที่ไม่เคยเจอเป็น 10 ปี เพราะคนที่เข้ามาปรับทีละนิด แก้ให้จบภายในวันเดียวไม่ได้ แต่มีความพยายามเป็น 30-40 ปี แต่ตอนนี้สถานการณ์กลับไป 10 ปีที่ผ่านมา และมีคำให้สัมภาษณ์ของ แม่ทัพภาค 4 ซึ่งมีหน้าที่ที่รับมอบหมายโดยตรงมาจากนายกฯ ฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.  ซึ่งคำสัมภาษณ์ในฐานะแม่ทัพ ผมขอตำหนิตรงๆ เพราะเป็นคำพูดที่เป็นสัญญาณภาพลบ”รองเลขาธิการพรรคประชาชาติ  กล่าวและว่า สามเสาหลัก เสาด้านสังคม คือ กลุ่มการเมือง พรรคการเมือง มองว่าทำไมต้องให้สัมภาษณ์แบบนี้ ส่วนเสาด้านการศึกษา คือ กลุ่มโรงเรียนเอกชนสอนศาสนา ดูสัดส่วนของพี่น้อง 3 จังหวัดมี 80% ที่อยู่ในโรงเรียนสอนศาสนา ท่านพูดพาดพิงว่าเป็นแหล่งบ่มเพาะ เสาของสายผู้นำศาสนา คือ ปอเนาะ ท่านบอกว่าเป็นศูนย์บ่มเพาะการสื่อสารแบบนี้อันตราย คือ ผลักไปเป็นคนมวลชนของฝั่งตรงข้าม

นายอับดุลเราะมัน กล่าวตอบคำถามที่ว่า คิดว่าการลอบยิงครั้งนี้เป็นเรื่องการเมืองหรือส่วนตัว ว่า ผสมผสานกัน คือ สมประโยชน์กัน  ตนยืนยันตามคำพูดของ ผบ.ฉก.นราธิวาส และแม่ทัพภาค4 และในมุมของนายกมลศักดิ์ หรือ พรรคประชาชาติ ไม่ต้องการให้คนไม่ผิดต้องมารับโทษ เราต้องการคนผิด แต่หลักฐานที่ปรากฎ คือ ใช้รถของ กอ.รมน. จริง และใช้คนที่เป็นอดีตทหารจริง และยืมจากทหารใน กอ.รมน. ซึ่งยังในราชการและไม่ยืมครั้งเดียว ตามคำให้การของคนที่จับตัวได้ อยืนยันว่ายืมมาแล้วหลายครั้ง และจะลงมือแล้วหลายครั้ง

“เมื่อลงมือไม่ได้ จึงนำรถไปคืน และยืมใหม่ใช้วิธีนี้ จะทำให้ชาวบ้านมั่นใจได้อย่างไร ทั้งนี้มีข้อมูลสำคัญที่ นายกมลศักดิ์จะมอบให้นายกฯ  คือ ปรากฎในคำพูดของ  3 คนที่อยู่บนรถในคืนวันที่ก่อเหตุ หลังจากที่ยิงแล้ว ได้โทรศัพท์หากบุคคลๆ คนหนึ่ง และได้คำพูดหนึ่งขึ้นมา แม้เขาไม่บอกว่าโทรศัพท์หาใคร แต่เชื่อว่ามีคนจ้างวานแน่นอน ดังนั้น จึงเป็นข้อมูลเชิงลึกที่จะแจ้งให้นายกฯ และจะได้ตามความคืบหน้าต่อไป” นายอับดุลเราะมัน กล่าว

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์! จี้หยุดใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์! จี้หยุดใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

สมาคมนักข่าวฯ ออกแถลงการณ์! จี้หยุดใช้ปฏิบัติการ IO คุกคามสื่อ-บิดเบือนข้อเท็จจริง

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.09 น.

15 เมษายน 2569 สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย ออกแถลงการณ์ เรื่อง “หยุดใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชนและบิดเบือนข้อเท็จจริง” ดังนี้

สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย โดยฝ่ายสิทธิเสรีภาพและการปฏิรูปสื่อ มีความกังวลอย่างยิ่งต่อกรณีที่มีการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) คุกคามสื่อมวลชนอย่างรุนแรงต่อ นางสาวฐปณีย์ เอียดศรีไชย ผู้สื่อข่าวสำนักข่าว The Reporters หลังจากปฏิบัติหน้าที่ตั้งคำถามในที่แถลงข่าวของแม่ทัพภาคที่ 4 ในฐานะผู้อำนวยการ กอ.รมน.ภาค 4 เกี่ยวกับเหตุลอบยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ โดยแม่ทัพภาคที่ 4 ได้ตอบกลับด้วยประโยคว่า “ถ้าเป็นผม ไม่ปล่อยให้รอดหรอก” ซึ่งเป็นท่าทีที่สร้างความตระหนกต่อสังคม โดยเฉพาะในตำแหน่งผู้บังคับบัญชาระดับสูงของกองทัพ

สิ่งที่น่ากังวลยิ่งกว่าคือ หลังจากการตั้งคำถามดังกล่าว พบว่ามีเพจโซเชียลมีเดียจำนวนมากพากันเผยแพร่ข้อความใส่ร้าย นางสาวฐปณีย์อย่างพร้อมเพรียงกัน ในลักษณะที่มีการประสานงานและมีเป้าหมายชัดเจน จนปรากฏเต็มหน้าฟีดของผู้ใช้งานทั่วไป พฤติการณ์ที่รวดเร็วผิดปกติเช่นนี้สะท้อนถึงลักษณะของปฏิบัติการข่าวสารที่มีผู้อยู่เบื้องหลัง มิใช่การแสดงความคิดเห็นตามธรรมชาติของประชาชน

เราขอยืนยันว่า ผู้สื่อข่าวมีสิทธิและหน้าที่โดยสมบูรณ์ในการตั้งคำถามในประเด็นที่ประชาชนสงสัย โดยเฉพาะการตั้งคำถามต่อเจ้าหน้าที่รัฐในพื้นที่แถลงข่าว ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการทำหน้าที่สื่อมวลชน ปัญหาจึงมิได้อยู่ที่ “คำถาม” ของผู้สื่อข่าว แต่อยู่ที่ท่าทีของผู้มีอำนาจ ซึ่งไม่อาจถูกนำมาใช้เป็นเหตุผลในการตอบโต้ โจมตี หรือสร้างกระแสความเกลียดชังเพื่อคุกคามความปลอดภัยของสื่อมวลชน

ปัญหาการใช้ปฏิบัติการข่าวสาร (IO) โดยหน่วยงานความมั่นคงในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นประเด็นที่ถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางมาอย่างยาวนาน ทั้งในเวทีรัฐสภาและภาคประชาสังคม ในลักษณะการสร้าง “เรื่องเล่า” เพื่อปั่นกระแสและตีตราบุคคลหรือกลุ่มที่เห็นต่าง ไม่ว่าจะเป็นนักการเมือง ภาคประชาชน หรือสื่อมวลชน ปัจจุบันปฏิบัติการเหล่านี้ได้ยกระดับเป็นการคุกคามสื่อในรูปแบบใหม่ที่มุ่งทำลายความน่าเชื่อถือของผู้ที่ตั้งคำถามตรวจสอบอำนาจรัฐ ถือเป็นการละเมิดเสรีภาพสื่ออย่างร้ายแรง และเป็นความพยายาม “ปิดปากสื่อ” ด้วยวิธีการที่ตรวจสอบได้ยากแต่สร้างความเสียหายแก่สังคม

สมาคมนักข่าวฯ จึงขอประณามพฤติกรรมที่ใช้ปฏิบัติการข่าวสารคุกคามสื่อมวลชน และขอเรียกร้องให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เร่งตรวจสอบและยุติการใช้นโยบายที่สร้างความแตกแยก เนื่องจากสื่อมวลชนต้องสามารถทำหน้าที่ตรวจสอบอำนาจรัฐได้อย่างเสรีและปลอดภัย เพื่อรักษาไว้ซึ่งผลประโยชน์สูงสุดของสาธารณชนและระบอบประชาธิปไตย

ปลัด มท.กำชับผู้ว่าฯเหนือ-อีสาน-กลาง เตรียมแผนรับมือพายุ-ควบคู่ปฏิบัติการแก้ฝุ่น

ปลัด มท.กำชับผู้ว่าฯเหนือ-อีสาน-กลาง เตรียมแผนรับมือพายุ-ควบคู่ปฏิบัติการแก้ฝุ่น

ปลัด มท.กำชับผู้ว่าฯเหนือ-อีสาน-กลาง เตรียมแผนรับมือพายุ-ควบคู่ปฏิบัติการแก้ฝุ่น

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.47 น.

“ปลัด มท.”กำชับ”ผู้ว่าฯเหนือ-อีสาน-กลาง” เตรียมแผนรับมือพายุ-ควบคู่ปฏิบัติการแก้ฝุ่น ดูแลประชาชนเดินทางกลับไปทำงานหลังหยุดสงกรานต์

15 เมษายน 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรองผู้บัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ เปิดเผยว่า กรมอุตุนิยมวิทยา ได้พยากรณ์อากาศเมื่อเวลา 05.00 น.วันนี้ พบว่า ห้วงวันที่ 16 – 20 เม.ย.69 ประเทศไทยตอนบนจะมีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้น โดยมีพายุฝนฟ้าคะนอง ลมกระโชกแรง และลูกเห็บตกบางแห่ง รวมถึงอาจมีฟ้าผ่าเกิดขึ้นได้บางพื้นที่ ซึ่งจะเริ่มจากภาคตะวันออกเฉียงเหนือก่อน จากนั้นภาคตะวันออก ด้านตะวันออกของภาคกลาง และภาคเหนือ จะได้รับผลกระทบในระยะถัดไป เนื่องจากบริเวณความกดอากาศสูงหรือมวลอากาศเย็นจากประเทศจีนจะแผ่ลงมาปกคลุมทะเลจีนใต้ ส่งผลให้ลมใต้และลมตะวันออกเฉียงใต้ที่พัดปกคลุมภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนล่างและภาคตะวันออกมีกำลังแรงขึ้น ในขณะที่ประเทศไทยตอนบนมีอากาศร้อนถึงร้อนจัด และค่า “ฝุ่นละออง” ในระยะนี้ ภาคเหนือ , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน มีการสะสมของฝุ่นละอองหรือหมอกควันอยู่ในเกณฑ์เกินมาตรฐาน เนื่องจากความหนาแน่นของจุดความร้อนบริเวณภาคเหนือและบริเวณใกล้เคียงมากกว่าความสามารถของการระบายอากาศ

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า เพื่อให้การรับมือสถานการณ์พายุฤดูร้อนที่จะเกิดขึ้นในห้วงวันที่ 16 – 20 เม.ย.69 เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถลดผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน ตนจึงได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัดพื้นที่ภาคเหนือ , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลาง ในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยจังหวัด เฝ้าระวัง ติดตามสภาพอากาศ และการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ ร่วมกับหน่วยงานของกรมอุตุนิยมวิทยาในพื้นที่อย่างใกล้ชิด และแจ้งเตือนประชาชนให้ทราบสถานการณ์ที่อาจเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“ในขณะเดียวกันให้เน้นย้ำเจ้าหน้าที่ทุกฝ่ายทั้งส่วนกลางประจำภูมิภาค ส่วนภูมิภาค และส่วนท้องถิ่น ทำการตรวจตราความแข็งแรงของโครงสร้างอาคาร ป้ายโฆษณา เสาไฟฟ้า สิ่งก่อสร้าง ไม้ยืนต้นตามถนน และสถานที่สาธารณะต่างๆ หากพบว่าไม่ปลอดภัย ให้ปรับปรุงให้มีความมั่นคงแข็งแรง และเตรียมเครื่องจักรกลสาธารณภัย บุคลากรและทรัพยากรต่างๆ พร้อมออกให้ความช่วยเหลือประชาชนที่ประสบภัยได้อย่างรวดเร็วและทันต่อสถานการณ์ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ชุดเผชิญสถานการณ์วิกฤต (ERT)” ที่สามารถดำเนินการได้ทันที ตามแผนเผชิญเหตุที่ได้ซักซ้อมอย่างต่อเนื่อง และให้กำชับหน่วยงานในสังกัดกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ในพื้นที่ แจ้งเตือนเกษตรกรเพื่อป้องกันความเสียหายต่อผลผลิตทางการเกษตร รวมถึงสัตว์เลี้ยงด้วย”

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวเพิ่มเติม นอกจากนี้ ในพื้นที่ภาคเหนือ , ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และภาคกลางตอนบน ยังคงเผชิญกับสถานการณ์ไฟป่า หมอกควัน และฝุ่นละอองขนาดเล็ก ซึ่งผู้ว่าราชการจังหวัด ตลอดจนถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในพื้นที่และส่วนกลาง ยังคงปฏิบัติการอย่างเข้มข้นต่อเนื่องตามข้อสั่งการของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ทั้งการประกาศปิดป่า การประกาศห้ามเผา การจับกุมผู้กระทำผิด และรณรงค์สร้างความรับรู้เข้าใจการดูแลสุขภาพตนเองด้วยการสวมหน้ากากอนามัยเมื่อออกจากบ้าน โดยเจ้าหน้าที่ยังคงปฏิบัติการทุกด้าน ทั้งภาคพื้นดิน และนำอากาศยานดับไฟป่า ทำฝนหลวง เพื่อให้สถานการณ์คลี่คลายโดยเร็วที่สุด

“ในวันนี้ ยังอยู่ในช่วง 7 วันอันตรายห้วงสงกรานต์ 2569 และเป็นวันหยุดต่อเนื่องวันสุดท้ายของส่วนราชการและภาคเอกชนหลายหน่วยงาน จึงทำให้พี่น้องประชาชนจำนวนมากเริ่มทยอยเดินทางกลับสู่กรุงเทพมหานคร รวมถึงจังหวัดที่จะต้องกลับไปทำงาน ดังนั้น กระทรวงมหาดไทย โดยการบูรณาการร่วมกับทุกภาคส่วน ได้จัดจุดบริการประชาชน และด่านชุมชน เพื่อให้พี่น้องประชาชนสามารถแวะพักหรือติดต่อสอบถามเส้นทางตลอด 24 ชั่วโมง รวมถึงชุดเคลื่อนที่เร็วพร้อมให้ความช่วยเหลือ ควบคู่การรณรงค์มาตรการที่สำคัญ คือ “ดื่มไม่ขับ พักผ่อนให้เพียงพอ และปฏิบัติตามกฎหมายจราจรอย่างเคร่งครัด” ขณะที่สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงที่สถานีบริการน้ำมันมีเพียงพอกับประชาชนทุกเส้นทาง โดยประชาชนสามารถขอรับความช่วยเหลือหรือแจ้งเหตุสาธารณภัยทุกประเภทได้ทางสายด่วนนิรภัย 1784 ของกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ซึ่งมีเจ้าหน้าที่สแตนบายและประสานงานพร้อมออกปฏิบัติการทันที 24 ชั่วโมง”

รัฐบาลปลื้มสงกรานต์ 2569 เงินสะพัดทั่วประเทศ สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

รัฐบาลปลื้มสงกรานต์ 2569 เงินสะพัดทั่วประเทศ สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

รัฐบาลปลื้มสงกรานต์ 2569 เงินสะพัดทั่วประเทศ สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.04 น.

รัฐบาลปลื้ม”สงกรานต์ 2569″ เงินสะพัดทั่วประเทศ กระจายรายได้ถึงชุมชน สะท้อนเศรษฐกิจฐานรากฟื้นตัวต่อเนื่อง

15 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภาพรวมการจัดงานเทศกาลสงกรานต์ปี 2569 ในทุกภูมิภาคของประเทศเป็นไปอย่างคึกคักต่อเนื่อง สะท้อนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจฐานรากจากการท่องเที่ยวและการใช้จ่ายภายในประเทศ โดยกิจกรรมที่จัดขึ้นในแต่ละพื้นที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนให้กับประชาชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม

ในพื้นที่กรุงเทพมหานครและภาคกลาง ซึ่งเป็นศูนย์กลางการจัดงานหลัก มีการจัดกิจกรรมมากกว่า 91 จุดทั่วกรุง โดยข้อมูล ณ วันที่ 12 เมษายน 2569 พบว่ามีผู้เข้าร่วมงานใน 6 สถานที่สำคัญรวมกว่า 558,561 คน โดย “สงกรานต์สยาม 2569” ที่สยามสแควร์ได้รับความนิยมสูงสุด มีผู้เข้าร่วมงาน 183,544 คน รองลงมาคือถนนสีลม และไอคอนสยาม สะท้อนการฟื้นตัวของการท่องเที่ยวและการจับจ่ายใช้สอยในเขตเมือง ขณะเดียวกัน จังหวัดในภาคกลาง อาทิ สมุทรปราการและพระนครศรีอยุธยา ยังคงเน้นการสืบสานประเพณีควบคู่กับกิจกรรมสร้างสรรค์ ส่งผลให้รายได้กระจายสู่ชุมชนอย่างต่อเนื่อง

ภาคตะวันออกมีความโดดเด่นจากการจัดงาน “วันไหล” ที่ขยายระยะเวลาเทศกาลออกไป โดยเฉพาะจังหวัดชลบุรีและเมืองพัทยา ที่มีการจัดกิจกรรมต่อเนื่องจนถึงปลายเดือนเมษายน ช่วยกระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายในพื้นที่อย่างต่อเนื่อง ขณะที่จังหวัดระยองได้ใช้จุดเด่นด้านอัตลักษณ์ท้องถิ่นผ่านกิจกรรม “สงกรานต์ถนนทุเรียน” เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่มทางเศรษฐกิจและดึงดูดนักท่องเที่ยว

ภาคเหนือยังคงรักษาเอกลักษณ์ “ปี๋ใหม่เมือง” อย่างเข้มแข็ง จังหวัดเชียงใหม่จัดงานอย่างต่อเนื่องตลอดช่วงวันที่ 6 – 17 เมษายน โดยมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วมจำนวนมาก ขณะที่จังหวัดเชียงรายและพะเยาได้พัฒนาแนวทางการจัดงานให้ผสมผสานกิจกรรมร่วมสมัย รองรับนักท่องเที่ยวหลากหลายกลุ่ม และช่วยกระจายรายได้สู่พื้นที่โดยรอบ

ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (อีสาน) มีบรรยากาศคึกคักตามอัตลักษณ์ท้องถิ่น โดยเฉพาะจังหวัดขอนแก่นกับ “ถนนข้าวเหนียว” ที่เป็นไฮไลต์สำคัญของภูมิภาค รวมถึงจังหวัดนครราชสีมาและอุดรธานีที่จัดกิจกรรมขนาดใหญ่รองรับนักท่องเที่ยว ส่งผลให้เกิดการหมุนเวียนของรายได้ในพื้นที่อย่างชัดเจน

ภาคใต้ยังคงเป็นจุดหมายปลายทางสำคัญ โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ตที่คาดการณ์ว่าช่วงวันที่ 11 – 15 เมษายน จะมีนักท่องเที่ยวประมาณ 149,690 คน สร้างรายได้กว่า 4,083 ล้านบาท ขณะที่จังหวัดสงขลาและนครศรีธรรมราชยังคงบรรยากาศคึกคัก รองรับนักท่องเที่ยวจากทั้งในและต่างประเทศ ส่งผลดีต่อเศรษฐกิจท้องถิ่นในวงกว้าง

ส่วนภาคตะวันตกเน้นการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติและวัฒนธรรม อาทิ จังหวัดกาญจนบุรี ที่จัดกิจกรรมหลากหลาย ทั้งการแข่งขันเรือยาวและกิจกรรมเชิงประเพณี ควบคู่กับการพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวรูปแบบใหม่ เพื่อเพิ่มทางเลือกและสร้างรายได้ให้กับประชาชนในพื้นที่

รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวเพิ่มเติมว่า แม้จะมีความท้าทายทางเศรษฐกิจในภาพรวม แต่การขับเคลื่อนการท่องเที่ยวในช่วงเทศกาลสงกรานต์ปีนี้ ได้สะท้อนให้เห็นถึงศักยภาพของประเทศไทยในการใช้ “วัฒนธรรม” เป็นเครื่องมือสร้างรายได้และกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจไปสู่ทุกภูมิภาค

“สงกรานต์ปีนี้ไม่ใช่แค่คึกคัก แต่คือรายได้ที่เกิดขึ้นจริงกับคนไทยในทุกพื้นที่ ตั้งแต่ผู้ประกอบการรายย่อยไปจนถึงภาคธุรกิจท้องถิ่น ถือเป็นแรงขับเคลื่อนสำคัญของเศรษฐกิจฐานรากที่เห็นผลได้อย่างชัดเจน” นางสาวลลิดา กล่าว

นักเขียนซีไรต์ ฉะ ปชน. ชื่อพรรคเพื่อประชาชน แต่ขัดผลประโยชน์ ปชช.ทุกเม็ด

นักเขียนซีไรต์ ฉะ ปชน. ชื่อพรรคเพื่อประชาชน แต่ขัดผลประโยชน์ ปชช.ทุกเม็ด

นักเขียนซีไรต์ ฉะ ปชน. ชื่อพรรคเพื่อประชาชน แต่ขัดผลประโยชน์ ปชช.ทุกเม็ด

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.52 น.

15 เมษายน 2569 นายวิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ภาพกราฟิกข่าวของ น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ที่มีข้อความว่า “ไม่ใช่เวลา “คนละครึ่งพลัส” จี้รัฐต้องเยียวยาค่าครองชีพ ปชช.ไม่ควรควักอีกครึ่งเพราะไม่เหลือแล้ว”

โดย นายวิมล โพสต์ข้อความว่า “พรรคที่ประกาศว่ารักประชาชน ทำเพื่อประชาชน ตั้งชื่อพรรคว่าประชาชน แต่สิ่งใดที่จะเป็นประโยชน์แก่ประชาขนก็ค้านทุกเรื่อง

เกิดภัยธรรมชาติทุกครั้ง ในหลวง ทหาร เจ้าหน้าที่ทั้งของรัฐและเอกชน อาสาสมัคร ศิลปินต่างทุ่มเทช่วยเหลือผู้ประสบภัยท้้งแรงกายแรงทรัพย์

ส่วนพรรคที่ประกาศว่ารักประชาชน ทำเพื่อประชาชนกลับไม่ช่วย บอกว่าแค่จ้องตาก็รู้ทุกข์รู้สุขของประชาชนแล้ว

แถมแขวะในหลวงกับทหารว่า ไม่อยากสร้างระบบอุปถัมภ์

แต่เรื่องอาหารฟรีจากเงินภาษีมื้อละ 1,000 บาทและเงินบำนาญเดือนละเป็นหมื่นเป็นแสนกลับเงียบกริบ!

ก็ไม่เข้าใจว่าคนที่เลือกพรรคนี้มาเพื่ออะไร คิดอะไรอยู่ หรือไม่มีหัวคิด”

นานาชาติยกย่อง สงกรานต์ไทย มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์

นานาชาติยกย่อง สงกรานต์ไทย มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์

นานาชาติยกย่อง สงกรานต์ไทย มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.15 น.

นานาชาติยกย่อง “สงกรานต์ไทย”มรดกโลก-เวิลด์อีเว้นท์ สะท้อนพลังวัฒนธรรม ดึงความสนใจทั่วโลก

15 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า บรรยากาศการเฉลิมฉลองเทศกาลสงกรานต์ปีนี้จัดได้ยิ่งใหญ่มาก สะท้อนพลังของ “สงกรานต์ไทย” ในฐานะมรดกโลกทางวัฒนธรรม ที่ได้รับการยกย่องจาก UNESCO ที่ทุกชาติตระหนักรู้ สามารถเชื่อมโยงผู้คนจากทั่วโลกให้เข้ามามีส่วนร่วม ทั้งในมิติของวัฒนธรรม ประเพณี และความสนุกสนาน

โดยปีนี้ มีสถานเอกอัครราชทูตต่างประเทศประจำประเทศไทย 42 แห่ง อาทิ สหราชอาณาจักร สวิตเซอร์แลนด์ เดนมาร์ก เยอรมนี อินเดีย เบลเยียม จีน ฟิลิปปินส์ เวียดนาม ออสเตรเลีย สหรัฐอเมริกา เป็นต้น ร่วมจัดทำสื่อประชาสัมพันธ์ ถ่ายทอดเสน่ห์ความเป็นไทยผ่านมุมมองที่สร้างสรรค์และร่วมสมัย

รวมทั้ง สื่อมวลชนชั้นนำ เช่น สำนักข่าว AP , Reuters , Euronews และ Xinhua รายงานภาพบรรยากาศความหนาแน่นของผู้คนที่หลั่งไหลมาเล่นน้ำจุดต่างๆ เช่น ถนนข้าวสาร ได้รายงานเทศกาลสงกรานต์อย่างกว้างขวาง ยกให้เป็นหนึ่งในเทศกาลที่ยิ่งใหญ่และมีชีวิตชีวาที่สุดในโลก สะท้อนทั้งภาพความสนุกสนาน การผสมผสานระหว่างวัฒนธรรมดั้งเดิมกับความร่วมสมัย ขณะที่สี่อ Newswire ในอเมริกาเหนือ กล่าวยกย่องเทศกาลสงกรานต์ไทย สู่การเป็น “World Water Festival” ในระดับสากล จนมีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการท่องเที่ยวของไทย

นอกจากนี้ ยังได้มีการนำเสนอมาตรการดูแลความปลอดภัยของประเทศไทย ทั้งด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมที่เหมาะสม การป้องกันอุบัติเหตุ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยสำหรับประชาชนและนักท่องเที่ยว โดย The Straits Times ได้หยิบยกกฎระเบียบของสังคม “10 กฎ” สำหรับการเล่นน้ำอย่างปลอดภัยในไทย เช่น การห้ามคุกคามทางเพศ ห้ามป้ายแป้งโดยที่อีกฝ่ายไม่ยินยอม ห้ามใช้อาวุธปืนฉีดน้ำแรงดันสูง เป็นต้น สะท้อนถึงมาตรฐานการจัดงานในระดับสากล

ขณะที่ การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ได้คาดการณ์ภาพรวมสถานการณ์การเดินทางท่องเที่ยวไทยในช่วงเทศกาลสงกรานต์ ระหว่างวันที่ 11- 15 เมษายน 2569 จะสร้างรายได้รวมมากกว่า 30,350 ล้านบาท เป็นนักท่องเที่ยวต่างชาติประมาณ 500,000 คน สร้างรายได้ราว 8,100 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้นร้อยละ 6 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันในปีที่ผ่านมา

โฆษกรัฐบาล กล่าวด้วยว่า รัฐบาลมีความมุ่งมั่นที่จะส่งเสริมมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรม พร้อมขับเคลื่อนเทศกาลสงกรานต์ให้เป็นเครื่องมือสร้างโอกาสทางเศรษฐกิจและสังคม โดยมุ่งเน้นการกระจายโอกาสสู่ทุกภูมิภาค เพื่อยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขันของไทยในเวทีโลกอย่างเต็มภาคภูมิ

“ท่านนายกรัฐมนตรีชื่นชมความสำเร็จของการจัดงานสงกรานต์ทุกพื้นที่ ทุกจังหวัดของไทย ซึ่งเกิดจากความร่วมมือร่วมใจของทุกภาคส่วน ภาครัฐ เอกชน ประชาชน ช่วยกันนำเสนอช่วงเวลาแห่งความสุขที่ผู้คนจากต่างแดน ต่างภาษา ได้ร่วมเฉลิมฉลองไปพร้อมกับคนไทย สะท้อนพลังของวัฒนธรรมไทยที่สามารถเชื่อมโยงรอยยิ้ม ความอบอุ่น และมิตรภาพข้ามพรมแดนได้อย่างแท้จริง” นางสาวรัชดา กล่าว

แก้วิกฤตน้ำมันแพง! เทพไท ชง 3 สูตร ช่วยเหลือประชาชน

แก้วิกฤตน้ำมันแพง! เทพไท ชง 3 สูตร ช่วยเหลือประชาชน

แก้วิกฤตน้ำมันแพง! เทพไท ชง 3 สูตร ช่วยเหลือประชาชน

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.03 น.

15 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เสนอ 3 แนวทาง ช่วยเหลือประชาชน

มีการตั้งคำถามจากประชาชนมากมายว่า หลังจากเทศกาลสงกรานต์นี้แล้ว ราคาน้ำมันจะปรับตัวสูงขึ้นหรือไม่ เพราะก่อนช่วงเทศกาลสงกรานต์ รัฐบาลได้ปรับลดราคาน้ำมันลง จึงทำให้มีการตั้งคำถามว่า เหตุที่ปรับลดราคาน้ำมันลงก่อนสงกรานต์ เป็นเพราะรัฐบาลต้องการเอาใจประชาชน และต้องการหาเสียงกับประชาชนหรือไม่ เพราะช่วงสงกรานต์มีประชาชนเดินทางออกต่างจังหวัดกันเป็นจำนวนมาก มีความจำเป็นต้องใช้น้ำมัน เมื่อลดราคาน้ำมันลง จะเป็นการช่วยเหลือประชาชน และได้ใจประชาชนที่ใช้น้ำมันในการเดินทาง ทำให้ประหยัดเงินในกระเป๋าลงได้บ้าง

แต่เมื่อเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไป ราคาน้ำมันอาจจะปรับตัวสูงขึ้น ก็มีความเป็นไปได้ ซึ่งไม่มีใครสามารถที่จะตอบได้ เพราะทั้งหมดอยู่ทิ้งเงื่อนไขของต้นทุนน้ำมัน และราคาน้ำมันดิบของตลาดโลก ซึ่งมาจากปัจจัยหลายอย่าง แต่เชื่อว่าถ้าเป็นเหตุผลทางการเมือง ก็อาจจะมีการปรับตัวสูงขึ้น หลังจากเทศกาลสงกรานต์ผ่านพ้นไปแล้ว

ในช่วงที่ผ่านมา ผมในนำเสนอเรื่องการแก้ไขปัญหาราคาน้ำมัน และการช่วยเหลือประชาชนใน3ขั้นตอน คือ

1.อยากให้รัฐบาลควบคุมราคาน้ำมันให้อยู่ในราคาที่เป็นธรรม โดยปรับลดค่ากลั่นของโรงกลั่นจากลิตรละ 17.55 บาทออกไปละ 10 บาท ยกเลิกการจัดเก็บภาษีสรรพสามิตลิตรละ 7 บาท ปรับลดภาษีมูลค่าเพิ่ม ค่าการตลาด และภาษีท้องถิ่น น่าจะทำให้สามารถลดราคาน้ำมันลงได้ลิตรละ 15-20 บาท เมื่อลดราคาน้ำมันลง สามารถควบคุมราคาสินค้าไม่ให้ปรับตัวสูงขึ้น เป็นการช่วยเหลือประชาชนทั่วทั้งประเทศ และประชาชนทั้งประเทศจะได้รับอานิสงส์อย่างเท่าเทียมกัน

2.ถ้าหากไม่สามารถตรึงราคาได้ จำเป็นต้องปรับราคาน้ำมันให้สูงขึ้น รัฐบาลต้องมีวิธีการช่วยเหลือประชานกลุ่มเปราะบาง กลุ่มอาชีพ โดยการออกคูปองหรือสนับสนุนวงเงิน หรือช่วยเหลือเยียวยาในบางกลุ่ม บางอาชีพ เพื่อไม่ให้ได้รับความเดือดร้อน จากราคาน้ำมันปรับตัวสูงขึ้น

3.ถ้าหากการช่วยเหลือประชาชนกลุ่มเปราะบาง บางกลุ่ม บางอาชีพ อาจจะไม่ทั่วถึง และไม่ได้รับความเป็นธรรม เพราะประชาชนกลุ่มรากหญ้า หรือประชาชนกลุ่มอาชีพอื่นๆได้รับผลกระทบด้วย รัฐบาลควรจะช่วยเหลือผ่านโครงการคนละครึ่ง โดยไม่จำกัดผู้ใช้สิทธิ์ และควรเพิ่มวงเงินโครงการคนละครึ่ง จาก 2000 บาทเป็น 5000 บาท หรือ 10,000 บาทและให้โอกาสกับประชาชนที่อยากจะใช้สิทธิ์คนละครึ่ง แม้ว่าโครงการคนละครึ่ง ประชาชนจะต้องสมทบเงินจำนวนหนึ่งก็ตาม แต่ก็ยังดีกว่ารัฐบาลไม่ได้ช่วยเหลือ หรือเยียวยาประชาชนเลย สามารถเปิดให้เป็นสิทธิ์ของประชาชน ไม่ว่าใครก็ตาม สามารถใช้สิทธิ์โครงการคนละครึ่งได้ เปรียบเสมือนกับการลดราคาสินค้า 50% ให้กับประชาชน ซึ่งเป็นการช่วยเหลือประชาชนอย่างถ้วนหน้า

จึงเสนอแนวทางช่วยเหลือประชาชนเยียวยาในภาวะวิกฤตน้ำมันแพง และในช่วงสถานการณ์สงครามอิหร่าน-อเมริกายังไม่ได้ข้อยุติ และมีผลกระทบต่อการใช้ชีวิต และเศรษฐกิจปากท้องของประชาชนให้รัฐบาลพิจารณา

นันทิวัฒน์ ชูวีรกรรมยึดเนิน 350 ปลุกคนไทยลงขันบูรณะ ปราสาทตาควาย ป้องมรดกชาติ

นันทิวัฒน์ ชูวีรกรรมยึดเนิน 350 ปลุกคนไทยลงขันบูรณะ ปราสาทตาควาย ป้องมรดกชาติ

นันทิวัฒน์ ชูวีรกรรมยึดเนิน 350 ปลุกคนไทยลงขันบูรณะ ปราสาทตาควาย ป้องมรดกชาติ

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.34 น.

15 เมษายน 2569 นายนันทิวัฒน์ สามารถ อดีตเลขานุการรมว.ต่างประเทศ และอดีตรองผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เนิน​ 350​ ปราสาทตาควาย

เห็นภาพคนไทยขึ้นปราสาทตาควายและเนิน​ 350 บอกได้คำเดียวครับ​ เป็นปลื้ม​ นี่คือโบราณสถานของไทยที่ขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานไว้ตั้งแต่ปี​ 2478 ผู้คนคับคั่งมาก​

ขอให้คนไทยช่วยกันหวงแหนและรักษามรดกของชาติไว้​ อย่าให้ใครมาฉกชิงไปได้

ผมเคยไปที่ปราสามตาควายและเนิน​ 350 ครั้งสุดท้ายเมื่อปลายเดือนมีนาคม​ 2569 ได้ไปดูจุด

ที่จ่าเริง ​(จ่าสิบเอกสำเริง​ คลังประโคน) ยอมสละชีพเพื่อชาติ​ สู้จนตัวตายพร้อมลูกน้อง​พลทหารภานุพัฒน์ เสาร์สา เป็นวีรกรรมที่ควรแก่การยกย่อง

ผมได้เดินสำรวจรอบเนิน​ 350​ ต้องยอมรับว่า​ ทหารเขมรได้สร้างบังเกอร์ไว้จำนวนมากที่แข็งแรงตามซอกหินภูเขาและใช้แผ่นซีเมนต์หนากว่าคืบปิดเป็นหลังคาทำให้แน่หนายากแก่ทำลายจากไข่ยักษ์และปืน​ ต้องอาศัยการวางแผนการยุทธที่เด็ดเดี่ยว​ และความกล้าหาญของทหารไทยถึงได้ยึดเนิน​ 350​ ได้สำเร็จ​ สมควรได้รับความยกย่อง​ ปรบมือ

ส่วนปราสาทตาควายที่ได้รับความเสียหายจากการสู้รบ​ ได้เคยคุยกับอดีตอธิบดีกรมศิลปากร​ ท่านยืนยันว่า​ บูรณะได้แน่นอน​ หากได้รับงบประมาณสนับสนุนที่เพียงพอ​

ฝากถามใจคนไทย​ ถ้าเงินงบประมาณมาช้าหรือมาน้อย​ คนไทยพร้อมที่จะลงขันให้กรมศิลปฯ​ เร่งบูรณะหรือไม่

– 006

เตือนรบ.รับมือวิกฤตนํ้ามัน วุฒิสภาตามบี้ จี้เร่งหาก๊าซธรรมชาติเพิ่ม เชื้อเพลิง-ค่าไฟพุ่งขึ้นแน่

เตือนรบ.รับมือวิกฤตนํ้ามัน วุฒิสภาตามบี้ จี้เร่งหาก๊าซธรรมชาติเพิ่ม เชื้อเพลิง-ค่าไฟพุ่งขึ้นแน่

เตือนรบ.รับมือวิกฤตนํ้ามัน วุฒิสภาตามบี้ จี้เร่งหาก๊าซธรรมชาติเพิ่ม เชื้อเพลิง-ค่าไฟพุ่งขึ้นแน่

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เตือนรบ.รับมือวิกฤตนํ้ามัน วุฒิสภาตามบี้ จี้เร่งหาก๊าซธรรมชาติเพิ่ม เชื้อเพลิง-ค่าไฟพุ่งขึ้นแน่ ฟันธงสู้รบตอ.กลางยืดเยื้อ

“พรเพิ่ม”ประธานกมธ.พลังงาน วุฒิสภา เตือนรัฐบาล เร่งหา“ก๊าซธรรมชาติ” เพิ่มหวั่นหลังสงกรานต์ค่าไฟฟ้าพุ่ง “สีหศักดิ์”ถกรมต.อาเซียน เกาะติดตะวันออกกลาง หวั่นวิกฤตพลังงานระยะยาว ‘ศิริกัญญา’บี้รัฐบาลทบทวนเติมเงินบัตรสวัสดิการ ค้าน’คนละครึ่งพลัส’ชี้ไม่ใช้เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ ย้ำต้องเยียวยาค่าครองชีพ ‘ณัฐชา’ บี้ ‘พิพัฒน์’ แจงปม“ไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน”จี้รัฐบาลเร่งคลี่คลายความรู้สึกประชาชน

เมื่อวันที่ 14 เมษายน 2569 นายพรเพิ่ม ทองศรี สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การพลังงาน วุฒิสภา กล่าวถึงสถานการณ์ความตึงเครียดที่สหรัฐอเมริกาประกาศปิดล้อมเรือที่เข้า-ออกช่องแคบฮอร์มุซว่า เท่าที่ทราบจากข่าวคือปิดเพื่อที่จะกวาดทุ่นระเบิด เพราะฉะนั้น หลังจากกวาดทุ่นระเบิดเสร็จแล้วสหรัฐ อาจจะปิดต่อ แต่ว่าเปิดให้เรือผ่านได้ ไม่ได้ปิดเลย ซึ่งประเทศไทยเองตอนนี้เราต้องทางออก ติดต่อขอซื้อพลังงานจากที่อื่น เคยเห็นว่าจะซื้อจากรัสเซีย แต่มาตอนหลัง มีการระบุว่าน้ำมันจากรัสเซียนำมากลั่นเมืองไทยไม่ได้ สิ่งสำคัญ คือ ปัญหาเรื่องก๊าซธรรมชาติ ถ้าไม่ได้มา เราจะทำอย่างไร หากล่าช้า ค่าไฟจะต้องขึ้นอย่างเร็ว เรื่องก๊าซ เห็นคุยว่าตกลงจะพยายามจะซื้อจากสหรัฐเพิ่มเติม แต่ก็ไม่เห็นข่าวอะไรเพิ่มมากขึ้นอีก

ส่วนสถานการณ์ในประเทศไทยหลังสงกรานต์ นายพรเพิ่ม กล่าวว่า น้ำมันอาจยังมีพอพยุงไปจนกว่าจะหาแหล่งวัตถุดิบใหม่ได้เพิ่มเติม หวังว่าถ้าสหรัฐปิดช่องแคบแล้วกวาดทุ่นระเบิดหมด ก็อาจจะเอาเรือส่วนที่เหลือปล่อยออกมาได้ อาจจะคลี่คลายลงได้อีกมาก

นายพรเพิ่มยังกล่าวย้ำว่าหลังจากรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูล แถงนโยบายต่อรัฐสภา อยากเห็นการปัดฝุ่นเช่นโรงไฟฟ้าที่ใช้ชีวมวล เอามาใช้อย่างเต็มที่ รวมทั้งโรงไฟฟ้าขยะ และที่สำคัญรัฐบาลต้องตัดสินใจแล้วว่าเราจะต้องเอาโรงไฟฟ้าพลังงานนิวเคลียร์ขนาดเล็ก(SMR)พลังงานทางเลือกที่มีระบบความปลอดภัยสูง สามารถผลิตไฟฟ้าได้อย่างต่อเนื่อง ช่วยลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกเข้ามา พอเราตัดสินใจก็ไปสั่งซื้อ ซึ่งการสั่งซื้อมันใช้เวลาประมาณ 3-4 ปี กว่าจะได้มา เพราะฉะนั้น เราตัดสินใจตอนนี้ แข่งกับคนอื่น

“สีหศักดิ์”ถกรมต.อาเซียนเกาะติดสู้รบ

นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯและรมว.ต่างประเทศ เข้าร่วมการประชุมรัฐมนตรีต่างประเทศอาเซียนสมัยพิเศษเรื่องสถานการณ์ในตะวันออกกลาง ครั้งที่ 2 (The Second Special ASEAN Foreign Ministers’ Meeting on the Situation in the Middle East) ผ่านระบบการประชุมทางไกล เมื่อวันที่ 13 เมษายน 2569โดยมีรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศฟิลิปปินส์ ในฐานะประธานอาเซียน เป็นประธาน

โดยที่ประชุมหารือถึงพัฒนาการในภูมิภาคตะวันออกกลางโดยเฉพาะการหยุดยิงชั่วคราวและการเจรจาระหว่างสหรัฐฯกับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน และเรียกร้องให้ทั้งสองฝ่ายเดินหน้าการใช้วิธีการทางการทูตเพื่อหาข้อยุติต่อความขัดแย้งอย่างถาวรพร้อมย้ำความสำคัญของการรักษาความมั่นคงทางทะเล ความปลอดภัยในชีวิตของบุคลากรประจำเรือและที่เกี่ยวข้องกับสถานการณ์ความขัดแย้งและการธำรงไว้ซึ่งเสรีภาพในการเดินเรือและการบินผ่านตามอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ.1982 และอนุสัญญาระหว่างประเทศว่าด้วยความปลอดภัยแห่งชีวิตในทะเล เหนือช่องแคบที่ใช้สำหรับการเดินเรือระหว่างประเทศ โดยเฉพาะบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

หวั่นวิกฤตพลังงานระยะยาว

และที่ประชุมยังหารือแนวทางการเตรียมความพร้อมของอาเซียนในการรับมือกับผลกระทบในมิติต่าง ๆ จากความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง โดยใช้ประโยชน์จากการส่งเสริมกลไกอาเซียนที่มีอยู่ ได้แก่ (1) ด้านพลังงาน ผ่านการเร่งรัดกระบวนการให้สัตยาบันต่อความตกลงอาเซียนว่าด้วยความมั่นคงทางปิโตรเลียม (ASEAN Petroleum Security Agreement) และการมุ่งพัฒนาโครงข่ายสายส่งไฟฟ้าอาเซียน (ASEAN Power Grid: APG) และโครงการเชื่อมโยงท่อส่งก๊าซธรรมชาติอาเซียน (Trans-ASEAN Gas Pipeline: TAGP) เพื่อสามารถใช้ประโยชน์อย่างเต็มที่ได้โดยเร็ว รวมไปถึงการขับเคลื่อนการลงทุนในพลังงานหมุนเวียนเพื่อเร่งรัดการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และเชื้อเพลิงชีวภาพ และ (2) ด้านอาหาร ผ่านการขยายขอบเขตกลไกความตกลงสำรองข้าวฉุกเฉินอาเซียนบวกสาม (ASEAN Plus Three Emergency Rice Reserve) ให้ครอบคลุมสินค้าอาหารจำเป็นอื่น ๆ และการส่งเสริมความร่วมมือตลอดห่วงโซ่การผลิตอาหารทั้งหมด

‘ศิริกัญญา’ผิดหวังมาตรารัฐบาล

นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึงมาตรการเยียวยาและการช่วยเหลือประชาชนว่าสำหรับมาตรการที่จะเข้ามาช่วยเหลือ หลังจากคณะรัฐมนตรีที่เพิ่งประชุมนัดพิเศษไปซึ่งมาตรการที่ออกมายังจำกัดจำเขี่ย ไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อนของประชาชน ที่กำลังเดือดร้อนอยู่ทุกวันนี้ เช่น คนที่ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ มีการเพิ่มเติมเงินเข้าบัตรเพียง 100บาท ซึ่งไม่รู้ว่าคำนวณจากอะไร แต่หากเทียบกับราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น สัดส่วนการใช้น้ำมันของผู้มีรายได้น้อยรวมถึงราคาสินค้าที่ปรับสูงขึ้นก็ถือว่าไม่ได้สัดส่วนเป็นอย่างยิ่ง ถ้าจะมีอะไรที่ดูเหมือนมีความหวังคงเป็นการช่วยเหลือภาคขนส่งทั้งการอุดหนุนราคาน้ำมันสำหรับรถบรรทุก รถโดยสารขนาดเล็กหรือวินมอเตอร์ไซค์และไรเดอร์ซึ่งน่าจะบรรเทาและชะลอการขึ้นราคาค่าโดยสารได้อีกสักระยะหนึ่ง

“แต่ก็น่าผิดหวังที่ทางรัฐบาลมีการอนุมัติงบกลางไปถึง 7,700ล้านบาท แต่เป็นมาตรการสำหรับการช่วยเหลือค่าครองชีพเฉพาะหน้า เพียงแค่ 3,000ล้านบาทเท่านั้นเอง ส่วนที่เหลือเป็นการอนุมัติการเพื่อแก้ไขปัญหาภายในรัฐบาลเอง ที่มีการตั้งงบประมาณวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐไว้ไม่เพียงพอ ไม่เพียงพอแม้แต่จะจ่าย 300 บาทปกติ ไม่เพียงพอ แม้แต่จะอุดหนุนค่าโดยสารตามปกติด้วยซ้ำไป ดังนั้นความเดือดร้อนของประชาชนน้ำมันที่ขึ้นราคา แล้วมีการอนุมัติงบเพียงแค่ 3,000 ล้านในรอบนี้ถือว่าไม่ได้สัดส่วนกับความเดือดร้อน”น.ส.ศิริกัญญาย้ำ และว่าโครงการคนละครึ่งพลัสไม่ใช่เวลากระตุ้นเศรษฐกิจ


หลังสงกรานต์สินค้าแห่ขึ้นราคา

ส่วนหลังสงกรานต์วิกฤตเศรษฐกิจจะยิ่งหนักขึ้นมองเรื่องนี้อย่างไรบ้างน.ส.ศิริกัญญากล่าวว่าคิดว่าวิกฤตจะยิ่งรุนแรงมากยิ่งขึ้น ช่วง 2-3วันที่ผ่านมา มีความไม่แน่นอนสูงมาก ปัญหาในตะวันออกกลาง การเจรจาไม่ลุล่วงผู้นำทั้งสองฝ่ายยังคงเล่นสงครามน้ำลายกันอยู่ ทำให้เราไม่สามารถมองเห็นว่าสงครามจะจบลงได้ในเวลาอันใกล้เลย ดังนั้น สงครามก็จะอยู่กับเราไปอีกสักพักหนึ่ง ราคาน้ำมันก็จะสูงไปแบบนี้อีกระยะหนึ่งและจะส่งผลถึงราคาสินค้าอื่นๆด้วย ตอนนี้เริ่มเรียงแถวพาเหรดขึ้นราคากัน ถ้วนหน้าแล้วเพราะผู้ประกอบการเองก็อั้นไม่ไหวแล้วจริงๆ

“ณัฐชา”จี้”พิพัฒน์”เปิดปาก”ไอ้โม่ง”

วันเดียวกัน นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ให้สัมภาษณ์ถึง กรณีที่นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คมนาคมยังไม่ออกมาชี้แจงหลังถูกอภิปรายกรณีน้ำมันว่าสถานการณ์สงกรานต์ในช่วงนี้ ระยะทางของประชาชนที่เดินทางกลับบ้าน แวะเติมปั๊มน้ำมันครั้งใดก็นึกถึงหน้านายพิพัฒน์ ซึ่งตลอดระยะเวลาการแถลงนโยบาย ที่นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ออกมาพูดถึงเรื่องไอ้โม่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการกักตุนน้ำมัน ทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น แล้วทำไม และทำให้น้ำมันขาดแคลน ก็ไม่ได้รับการชี้แจงว่ารัฐบาลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องอย่างไร และจะเข้าไปแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร โดยเฉพาะอย่างยิ่งคนที่ถูกพาดพิงและถูกกล่าวหาคือนายพิพัฒน์ที่ได้รับมอบหมายให้มาดูแลเรื่องนี้เราอยากฟังเสียงนายพิพัฒน์ ว่า จะมีวิธีการแก้ไขเรื่องนี้อย่างไร พร้อมแก้ไขสถานการณ์ในช่วงสงกรานต์ที่ประชาชนใช้น้ำมันในการเดินทางกลับบ้านมากที่สุดอย่างไร

“ออกมาเถอะครับวันนี้ มาพูดคุยกับพี่น้องประชาชนอย่าฉวยโอกาสจังหวะเทศกาลเหล่านี้ ที่พี่น้องประชาชนมีความสุข และตีมึนสถานการณ์คลุมเครือและไม่แก้ปัญหา คุณต้องออกมาขีดเส้นให้ชัด ว่าไอ้โม่งที่กักตุนน้ำมัน กับคนที่ไปปราบปรามไอ้โม่ ไม่ใช่พวกเดียวกัน ถ้าคุณยิ่งเงียบประชาชน จะเข้าใจได้ว่าไอ้โม่งกับรัฐบาลคือคนเดียวกัน”นายณัฐชากล่าว

จี้รบ.เร่งคลี่คลายความรู้สึกปชช.

นายณัฐชายังกล่าวว่านายรังสิมันต์ มีการเปิดหลักฐานชัดกลางสภาว่าคนที่มีส่วนเกี่ยวข้อง คนที่ถูกเอ่ยชื่อไปในการอภิปราย หรือ คนที่สุดจับตามองอยู่ขณะนี้มีส่วนเกี่ยวข้องกับการกักตุนน้ำมัน ซึ่งนายพิพัฒน์ต้องออกมาพูดให้ชัด ส่วนที่มีการโยงไปถึงเรื่องความสัมพันธ์ กับการกู้ยืมเงินและความสัมพันธ์ลึกซึ้งต่างๆมีหรือไม่มีต้องตอบสังคมให้ได้ ถ้ามีส่วนเกี่ยวข้องมากน้อยแค่ไหน หรือมีส่วนรู้เห็นหรือไม่ว่าเขาไปกระทำการอย่างหนึ่งอย่างใดแบบนี้ ซึ่งนายรังสิมันต์พูดถึงขนาดว่าคลังน้ำมันว่าอยู่จุดใด แล้วคลังน้ำมันนี้มีการเก็บน้ำมันในช่วงขาดแคลนน้ำมันจริงหรือไม่ หลังจากนั้นเมื่อน้ำมันราคาขึ้นได้นำน้ำมันออกจากคลัง และเจ้าของน้ำมันนี้นายพิพัฒน์รู้จัก นายพิพัฒน์จะใช้สถานการณ์ช่วงเทศกาลมาใช้ทำให้ความจริงเรื่องนี้ไม่ปรากฏและเงียบลงตนคิดว่าไม่ยุติธรรมต่อประชาชน

“อยากให้นายกรัฐมนตรีกำชับรัฐมนตรีที่บอกว่าใช้คนเก่ง ใช้คนเป็น และสามารถบริหารงานได้อย่างแม่นยำ อยากให้บริหารสถานการณ์ความรู้สึกของประชาชนให้คลี่คลายเป็นของขวัญปีใหม่ไทย”นายณัฐชา กล่าว

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันพุธ ที่ 15 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“การพัฒนาสังคมที่ดี ไม่ใช่แค่การเยียวยาปัญหาเฉพาะหน้า แต่ต้องสร้างระบบที่ทำให้คนไทยทุกช่วงวัยเข้าถึงโอกาสอย่างเป็นธรรม และไม่ปล่อยให้ใครถูกทิ้งไว้ข้างหลัง”

น.ส.เพ็ญภัค รัตนคำฟู

สส.ลำปาง พรรคกล้าธรรม