ชัชชาติ ขึ้นรถแห่ ลุยหาเสียง ชวนฟังปราศรัยนโยบายเย็นนี้

ชัชชาติ ขึ้นรถแห่ ลุยหาเสียง ชวนฟังปราศรัยนโยบายเย็นนี้

ชัชชาติ ขึ้นรถแห่ ลุยหาเสียง ชวนฟังปราศรัยนโยบายเย็นนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.19 น.

28 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ภายหลัง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.จับสลากหมายเลขได้เบอร์ 9 ได้ลงพื้นที่หาเสียงทันที โดยขึ้นรถแห่อีวี ขบวนมีรถกระบะ รถตุ๊กตุ๊ก รถมอเตอร์ไซค์ อีวี เส้นทางจะขับไปทางแฟลตดินแดง ถ.ประชาสงเคราะห์ มุ่งหน้าไปอนุสาวรีย์ชัยลงเดินหาเสียง จุดแรก โดยระหว่างเดินไปขึ้นรถแห่มีกองเชียร์เดินไปส่ง ส่งเสียงเชียร์ตลอด และมีประชาชนเตรียมพวงมาลัย ดอกไม้มามอบให้นายชัชชาติด้วย

ก่อนออกรถ นายชัชชาติ พบกับ นายนริสสร แสงแก้ว ผู้สมัคร สก.เขตบางเขน และ นางสาวเมธาวี ธารดำรงค์ ผู้สมัคร สก.เขตปทุมวัน ได้ถ่ายรูปและจับมือให้กำลังใจในฐานะคนเคยทำงานร่วมกันด้วย

สำหรับกำหนดการหาเสียงของนายชัชชาติ วันนี้ หลังจากจุดแรกที่อนุสาวรีย์ชัยฯ จะนั่ง BTS จากสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปสถานีอโศก เดินเท้าต่อไปตลาดรวมทรัพย์, ตลาดนัด มศว. พบปะพูดคุยผู้ค้า-นักศึกษา รับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหาร มศว.และเดินทางจากอโศกไปคลองเตย โดยรถเมล์สาย 236 หรือ รถมูฟมี (MUVMi) เพื่อพูดคุยกับชาวชุมชนคลองเตย และจุดสุดท้าย นายชัชชาติ จะนั่ง MRT สถานีคลองเตย ไปที่สถานีสามย่าน จากนั้นปั่นจักรยาน bike sharing ไปสเตเดียมวัน บรรทัดทอง เพื่อปราศรัยใหญ่ แถลงนโยบายครั้งแรก ในเวลา 18.00 น.โดยชัชชาติบอกว่า “ใครว่างไปฟังกันนะ”

– 006

ไทม์ไลน์ทุกคดีตระกูล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ รวบตึงทุกคำพิพากษา จุดเริ่ม-บทสรุป

ไทม์ไลน์ทุกคดีตระกูล 'จึงรุ่งเรืองกิจ' รวบตึงทุกคำพิพากษา จุดเริ่ม-บทสรุป

ไทม์ไลน์ทุกคดีตระกูล ‘จึงรุ่งเรืองกิจ’ รวบตึงทุกคำพิพากษา จุดเริ่ม-บทสรุป

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.07 น.

ตลอดระยะเวลาหลายปีที่ผ่านมา ครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” ต้องเผชิญกับความท้าทายทางกฎหมายอย่างต่อเนื่อง ทั้งในมิติที่เกี่ยวพันกับบทบาททางการเมืองและข้อพิพาททางธุรกิจส่วนตัว เหตุการณ์เหล่านี้ได้รับความสนใจจากสังคมอย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งคดีสำคัญที่ศาลได้มีคำพิพากษาจนเป็นที่ยุติแล้ว และคดีที่ยังคงมีข้อต่อสู้ในกระบวนการยุติธรรม วันนี้สำนักข่าว แนวหน้าออนไลน์ จะพาไปดูว่ามีคดีสำคัญอะไรที่ผ่านมาบ้าง

1. คดีถือครองหุ้นสื่อ (บริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด)

จุดเริ่มต้นและข้อกล่าวหา

จุดเริ่มต้นของวิบากกรรมทางการเมืองเริ่มต้นขึ้นจากคดีการถือครองหุ้นสื่อของนายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ในบริษัท วี-ลัค มีเดีย จำกัด สาเหตุที่ประเด็นนี้กลายเป็นข้อพิพาทสำคัญ เป็นเพราะรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 98 (3) ได้บัญญัติข้อห้ามไว้อย่างชัดเจนว่า ห้ามมิให้ผู้สมัครรับเลือกตั้งเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เป็นเจ้าของหรือผู้ถือหุ้นในกิจการหนังสือพิมพ์หรือสื่อมวลชนใดๆ ซึ่งหากฝ่าฝืนจะถือว่ามีลักษณะต้องห้ามและเป็นเหตุให้สมาชิกภาพความเป็น ส.ส. ต้องสิ้นสุดลงทันที 

ประเด็นข้อสงสัยนี้ถูกจุดประเด็นขึ้นเมื่อวันที่ 22 มีนาคม 2562 เมื่อมีรายงานข่าวระบุว่านายธนาธรเพิ่งดำเนินการโอนหุ้นบริษัทดังกล่าวจำนวน 675,000 หุ้น ให้นางสมพร มารดา ก่อนหน้าวันเลือกตั้งเพียง 3 วัน แม้นายธนาธรจะออกมาชี้แจงอย่างหนักแน่น พร้อมนำหลักฐานชิ้นสำคัญกว่า 26 รายการ อาทิ ตราสารโอนหุ้นพร้อมลายเซ็นพยาน ทนายความโนตารี เช็คธนาคาร และสมุดทะเบียนผู้ถือหุ้น มายืนยันเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ใจว่า กระบวนการโอนหุ้นทั้งหมดได้เสร็จสิ้นสมบูรณ์ไปตั้งแต่เดือนมกราคม 2562 แล้วก็ตาม

กระบวนการพิจารณาและคำวินิจฉัย

คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้ทำการไต่สวนและมีมติยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้วินิจฉัยคุณสมบัติความเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) ของนายธนาธร ท้ายที่สุด เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2562 ศาลรัฐธรรมนูญมีมติเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 รับคำร้อง และมีมติ 8 ต่อ 1 สั่งให้นายธนาธรหยุดปฏิบัติหน้าที่ ส.ส. ทันที ก่อนที่ศาลจะนัดฟังคำวินิจฉัยชี้ขาดคดีในวันที่ 20 พฤศจิกายน 2562 (ซึ่งในท้ายที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้สมาชิกภาพ ส.ส. ของนายธนาธรสิ้นสุดลง เนื่องจากพิจารณาว่าพยานหลักฐานมีน้ำหนักไม่เพียงพอให้เชื่อได้ว่าการโอนหุ้นเสร็จสิ้นแล้วในวันสมัครรับเลือกตั้ง)

2. คดียุบพรรคอนาคตใหม่ (ปมเงินกู้ 191.2 ล้านบาท)

ที่มาของปมเงินกู้

คดีต่อมาที่ส่งผลสะเทือนต่อภูมิทัศน์ทางการเมืองไทยอย่างรุนแรงคือ คดียุบพรรคอนาคตใหม่จากปมเงินกู้ 191.2 ล้านบาท ประเด็นนี้เกิดขึ้นหลังจากคณะกรรมการ ป.ป.ช. เผยแพร่บัญชีทรัพย์สินของนายธนาธรในเดือนกันยายน 2562 ซึ่งพบข้อมูลการปล่อยกู้ยืมเงินแก่พรรคอนาคตใหม่จำนวน 2 สัญญา แม้นายธนาธรและแกนนำพรรคจะยืนยันมาตลอดว่าเงินกู้ดังกล่าวคือหนี้สิน ไม่ใช่รายได้ของพรรค

การพิจารณาและบทสรุปชี้ชะตาพรรค

อย่างไรก็ตาม กกต. พิจารณาแล้วเห็นว่าพรรคมีเจตนาถ่วงเวลาในการจัดส่งเอกสารชี้แจง จึงมีมติตัดพยานหลักฐานและยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญให้พิจารณายุบพรรค ฐานฝ่าฝืนมาตรา 72 แห่ง พ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยพรรคการเมือง โดยศาลรัฐธรรมนูญได้รับคำร้องและกำหนดนัดฟังคำวินิจฉัยในวันที่ 21 กุมภาพันธ์ 2563 ซึ่งในท้ายที่สุด ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาแล้วเห็นว่าการกู้ยืมเงินดังกล่าวถือเป็นการรับบริจาคเงิน ทรัพย์สิน หรือประโยชน์อื่นใดที่เกินกว่าที่กฎหมายกำหนด จึงมีมติสั่ง “ยุบพรรคอนาคตใหม่” พร้อมทั้งเพิกถอนสิทธิสมัครรับเลือกตั้งของคณะกรรมการบริหารพรรคเป็นเวลา 10 ปี

3. คดีความผิดตามมาตรา 112 ของหลานสาวนายธนาธร (อั่งอั๊ง)

จุดเริ่มต้นและข้อกล่าวหา คดีนี้เกี่ยวข้องกับ น.ส.อัครสร โอปิลันธน์ หรือ อั่งอั๊ง บุตรสาวของนางชนาพรรณ จึงรุ่งเรืองกิจ และมีศักดิ์เป็นหลานสาวของนายธนาธร เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้นเมื่อช่วงวันที่ 13-14 กุมภาพันธ์ 2564 เมื่อ น.ส.อัครสร ได้โพสต์ข้อความพร้อมคลิปวิดีโอผ่านทวิตเตอร์ส่วนตัว พาดพิงถึงเหตุการณ์ปะทะระหว่างกลุ่มผู้ชุมนุมและตำรวจบริเวณหน้าศาลอาญา โดยมีเนื้อหาโจมตีและพาดพิงถึงสถาบันเบื้องสูง แม้ในเวลาต่อมาเจ้าตัวจะลบข้อความดังกล่าวออกไป แต่มีผู้ใช้โซเชียลมีเดียบันทึกภาพหน้าจอเอาไว้ได้ ต่อมาในวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2564 ศูนย์ช่วยเหลือด้านกฎหมายผู้ถูกล่วงละเมิด bully ทางสังคมออนไลน์ (ศชอ.) จึงได้รวบรวมหลักฐานเข้าแจ้งความดำเนินคดีตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 ที่ กองบังคับการปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับอาชญากรรมทางเทคโนโลยี (บก.ปอท.)

กระบวนการพิจารณาและบทสรุป น.ส.อัครสร ได้เดินทางเข้าพบพนักงานสอบสวน บก.ปอท. เพื่อรับทราบข้อกล่าวหาเมื่อวันที่ 23 กันยายน 2564 ก่อนที่อัยการจะมีคำสั่งฟ้องในวันที่ 21 ตุลาคม 2565 ต่อมาในชั้นศาลช่วงเดือนกรกฎาคม 2566 น.ส.อัครสร ได้ตัดสินใจ “ให้การรับสารภาพทุกข้อกล่าวหา” ทั้งนี้ ผู้พิพากษาพิจารณาเห็นว่าจำเลยยังเป็นเยาวชนและไม่เคยมีประวัติกระทำความผิดมาก่อน ศาลจึงให้โอกาสโดยสั่งให้ไปทำแผนบำบัดฟื้นฟูร่วมกับสหวิชาชีพและนักจิตวิทยา เพื่อนำเสนอให้ศาลพิจารณาอนุมัติใช้เป็นแนวทางในการปรับปรุงตัวต่อไป

4. คดีที่ดินราชบุรี (ป่าสงวนแห่งชาติ) 

ข้อพิพาทและการชี้แจง

นอกเหนือจากประเด็นทางการเมืองแล้ว ยังมีข้อพิพาทเรื่องที่ดินของครอบครัวในคดีเพิกถอนที่ดิน น.ส. 3 ก. ในเขตป่าสงวนแห่งชาติ จังหวัดราชบุรี ซึ่งเกี่ยวข้องกับบุคคลในครอบครัว ได้แก่ นางสมพร (มารดา), นายธนาธร และนางสาวชนาพรรณ (พี่สาวของนายธนาธร) เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2565 อธิบดีกรมที่ดินได้มีคำสั่งเพิกถอนหนังสือรับรองการทำประโยชน์ (น.ส. 3 ก.) จำนวน 59 ฉบับ ในพื้นที่อำเภอจอมบึง เนื่องจากตรวจสอบพบว่าพื้นที่ส่วนใหญ่อยู่ในเขตป่าไม้ถาวร นางสมพรได้ออกมาชี้แจงว่า ตนไม่ใช่ผู้ซื้อมือแรก แต่ได้ซื้อที่ดินผืนนี้มาตั้งแต่ปี 2533 จากบริษัทมิตรผล ผ่านคำแนะนำของอดีตนักการเมืองใหญ่ โดยมีเอกสารสิทธิ์รับรองถูกต้องตามกฎหมายมาตั้งแต่ปี 2521

คำพิพากษาและการชดใช้ค่าเสียหาย

ต่อมานายธนาธรในฐานะผู้ได้รับผลกระทบ ได้ยื่นฟ้องศาลปกครองกลางเพื่อขอเพิกถอนคำสั่งของอธิบดีกรมที่ดิน จนกระทั่งวันที่ 27 กันยายน 2566 ศาลปกครองกลางได้มีคำพิพากษาชี้ขาดว่า คำสั่งเพิกถอนที่ดินของกรมที่ดินนั้นชอบด้วยกฎหมายแล้ว แต่ในขณะเดียวกัน ศาลพิจารณาเห็นว่านายธนาธรเป็นบุคคลภายนอกที่ซื้อที่ดินมาโดยสุจริต เสียค่าตอบแทน และได้รับความเสียหายจากความไม่รอบคอบของเจ้าหน้าที่รัฐในการออกเอกสารสิทธิ์ ศาลจึงพิพากษาให้กรมที่ดินต้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายเป็นเงินจำนวน 4,912,311 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามที่กฎหมายกำหนดให้แก่นายธนาธร

ในส่วนของคดีทางอาญา (ข้อหาบุกรุกป่าสงวนแห่งชาติ) ในขณะที่คดีทางปกครองมีการชดใช้ค่าเสียหาย แต่ในส่วนของคดีอาญานั้น กรมป่าไม้ได้เข้าแจ้งความร้องทุกข์ต่อ บก.ปทส. เพื่อดำเนินคดีกับ นางสมพร นางสาวชนาพรรณ และนายธนาธร ในความผิดตาม พ.ร.บ.ป่าสงวนแห่งชาติ และ พ.ร.บ.ป่าไม้ ฐานร่วมกันบุกรุก ยึดถือ ครอบครองที่ดินในเขตป่าสงวนแห่งชาติ (ป่าฝั่งซ้ายแม่น้ำภาชี)
สถานะปัจจุบัน คดียังอยู่ในชั้นพิจารณาของพนักงานอัยการ โดยก่อนหน้านี้พนักงานสอบสวนเคยมีความเห็น “สั่งไม่ฟ้อง” เนื่องจากมองว่าขาดเจตนาบุกรุก (ซื้อมาตามเอกสารสิทธิ์ น.ส.3 ก. ที่รัฐออกให้) แต่ทางกรมป่าไม้ได้ทำหนังสือเห็นแย้งไปยังอัยการเพื่อขอให้ทบทวนและสั่งฟ้องต่อศาล ทำให้คดีอาญายังคงค้างอยู่ที่ชั้นอัยการและยังไม่มีคำพิพากษาจากศาล

5. คดีจัดการชุมนุมแฟลชม็อบสกายวอล์ค (ปี 2562)

การฟ้องร้องและข้อกล่าวหา

กลับมาที่มิติความเคลื่อนไหวทางการเมืองอีกครั้ง กับคดีการจัดการชุมนุมแฟลชม็อบสกายวอล์คเมื่อปี 2562 คดีนี้นายธนาธรพร้อมด้วยแกนนำพรรค อาทิ นายปิยบุตร แสงกนกกุล นางสาวพรรณิการ์ วานิช นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ และพวกรวม 8 คน ถูกพนักงานอัยการคดีศาลแขวง 6 ยื่นฟ้องจากกรณีจัดการชุมนุมบริเวณสกายวอล์ค สี่แยกปทุมวัน เมื่อวันที่ 14 ธันวาคม 2562 ข้อกล่าวหาหลักประกอบด้วย การร่วมกันจัดการชุมนุมโดยไม่แจ้งล่วงหน้าไม่น้อยกว่า 24 ชั่วโมง การจัดการชุมนุมในระยะรัศมี 150 เมตรจากพระราชวังสระปทุม การกีดขวางทางเข้าออกสถานีรถไฟฟ้า และการใช้เครื่องขยายเสียงโดยไม่ได้รับอนุญาต

บทสรุปคำพิพากษา

ศาลแขวงปทุมวันได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 5 กุมภาพันธ์ 2567 สั่งจำคุกจำเลยทั้ง 8 คน คนละ 4 เดือน และปรับเงินคนละ 11,200 บาท แต่ด้วยเหตุที่พิจารณาแล้วเห็นว่าจำเลยเป็นผู้มีชื่อเสียง ไม่เคยต้องโทษจำคุกมาก่อน และการกระทำดังกล่าวเป็นการแสดงออกถึงความคิดเห็นทางการเมือง ไม่ใช่อาชญากรรมร้ายแรง ศาลจึงมีเหตุอันควรปรานี โดยให้รอการลงโทษจำคุกไว้มีกำหนด 2 ปี พร้อมสั่งปรับทางพินัยเพิ่มเติมรวมเป็นเงิน 20,200 บาท

6. คดีติดสินบนเจ้าพนักงาน 20 ล้านบาท (เช่าที่ดินสำนักงานทรัพย์สินฯ)

พฤติการณ์แห่งคดีและการชี้แจง

ประเด็นที่สร้างแรงสั่นสะเทือนในวงการธุรกิจอย่างมากคือ คดีติดสินบนเจ้าพนักงาน 20 ล้านบาทเพื่อเช่าที่ดินสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ คดีนี้มีนายสกุลธร จึงรุ่งเรืองกิจ น้องชายของนายธนาธร และดำรงตำแหน่งประธานบริหารบริษัท เรียลแอสเสท ดีเวลลอปเม้นท์ จำกัด ตกเป็นจำเลย นายสกุลธรถูกฟ้องในความผิดฐานเป็นผู้ใช้ให้ผู้อื่นให้ทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดแก่เจ้าหน้าที่รัฐ เพื่อจูงใจให้กระทำการมิชอบด้วยหน้าที่ กรณีมีพฤติการณ์จ่ายเงิน 20 ล้านบาทเพื่อหวังให้ได้สิทธิเช่าที่ดินทำเลทองในซอยร่วมฤดีและย่านชิดลม

ทางด้านนายสกุลธรได้ออกหนังสือชี้แจง 4 ประเด็น โดยระบุว่าตนตกเป็นเหยื่อของการหลอกลวงและถูกเจ้าหน้าที่ปลอมแปลงเอกสาร เมื่อทราบความจริง ตนเองคือผู้ที่นำเบาะแสการทุจริตไปแจ้งต่อสำนักงานทรัพย์สินฯ จนนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิด แต่ในภายหลังกลับถูกร้องเรียนจนตกเป็นผู้ต้องหาเสียเอง ทั้งที่ควรได้รับสิทธิ์คุ้มครองในฐานะผู้เสียหาย พร้อมยืนยันที่จะต่อสู้คดีเพื่อพิสูจน์ความสุจริตใจตามกระบวนการยุติธรรมต่อไป

คำพิพากษาศาลชั้นต้น

ศาลอาญาคดีทุจริตและประพฤติมิชอบกลางได้มีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2567 ระบุว่านายสกุลธรมีความผิดจริง และสั่งลงโทษจำคุก 8 เดือน แต่เนื่องจากทางนำสืบของจำเลยเป็นประโยชน์แก่การพิจารณาคดี ศาลจึงลดโทษให้ 1 ใน 4 คงเหลือจำคุก 6 เดือน โดยไม่รอลงอาญา อย่างไรก็ตาม ศาลอนุญาตให้ปล่อยตัวชั่วคราวระหว่างอุทธรณ์ด้วยวงเงินประกัน 150,000 บาท

7. คดีความผิดตามมาตรา 112 (ปมไลฟ์สดวิจารณ์วัคซีนโควิด-19)

มูลเหตุคดี

คดีสำคัญล่าสุดที่มีคำตัดสินออกมาคือ คดีความผิดตามมาตรา 112 ปมไลฟ์สดวัคซีนพระราชทาน คดีนี้สืบเนื่องมาจากกรณีที่นายธนาธรได้ทำการไลฟ์สดผ่านเฟซบุ๊กเพจคณะก้าวหน้าและเพจส่วนตัวเมื่อวันที่ 18 มกราคม 2564 เพื่อวิพากษ์วิจารณ์ความล่าช้าในการจัดหาวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของรัฐบาล พนักงานอัยการได้ยื่นฟ้องในความผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ เนื่องจากมองว่าเนื้อหาการไลฟ์สดมีการพาดพิงสถาบัน

คำพิพากษายกฟ้อง

ทว่าเมื่อวันที่ 28 พฤษภาคม ศาลอาญาได้พิจารณาข้อเท็จจริงและมีคำพิพากษา “ยกฟ้อง” โดยศาลให้เหตุผลอย่างชัดเจนว่า เนื้อหาในการพูดผ่านไลฟ์สดของนายธนาธรนั้น เป็นการมุ่งวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานของตัวนายกรัฐมนตรีโดยตรง จึงไม่เข้าองค์ประกอบความผิดตามฟ้อง

จากข้อมูลทั้งหมดนี้ จะเห็นได้ว่าบทสรุปของคดีความที่ถาโถมเข้าใส่ครอบครัว “จึงรุ่งเรืองกิจ” สะท้อนให้เห็นถึงความซับซ้อนของการต่อสู้ทางกฎหมายที่คาบเกี่ยวกันทั้งในมิติส่วนตัว การดำเนินธุรกิจ และอุดมการณ์ทางการเมือง หลายคดีได้มีคำพิพากษาถึงที่สุดและมีความชัดเจนในระดับศาลชั้นต้นไปแล้ว ในขณะที่ผู้ถูกกล่าวหาในบางคดีก็ยังคงเดินหน้าใช้สิทธิ์ทางกฎหมายเพื่ออุทธรณ์และพิสูจน์ข้อเท็จจริงในชั้นศาลที่สูงขึ้นต่อไป

ชัชชาติ ยิ้ม! บอกได้เบอร์ 9 ต้องก้าวต่อไป ลั่นถ้าไว้ใจผมก็เลือกผม

ชัชชาติ ยิ้ม! บอกได้เบอร์ 9 ต้องก้าวต่อไป ลั่นถ้าไว้ใจผมก็เลือกผม

ชัชชาติ ยิ้ม! บอกได้เบอร์ 9 ต้องก้าวต่อไป ลั่นถ้าไว้ใจผมก็เลือกผม

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.02 น.

“ชัชชาติ”ยิ้ม! บอกได้ เบอร์ 9 ต้องก้าวต่อไป ชูสโลแกน”เมืองแห่งโอกาสและความหวังของทุกคน” พร้อมลุยหาเสียงเน้นลงชุมชนดูปัญหา และดีเบตสื่อ ไม่เน้นป้าย ลั่น”ถ้าไว้ใจผมก็เลือกผม”

28 พฤษภาคม 2569 นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์  ผู้สมัครผู้ว่าฯ กทม.ให้สัมภาษณ์ภายหลังจับสลาก ได้หมายเลข 9 ว่า การจับได้เบอร์ 9 ถือว่ามีพัฒนาการขึ้น 1 เบอร์ จากครั้งก่อนจับได้เบอร์ 8 ซึ่งก็คือก้าวต่อไปจะได้ทำงานด้วย เชื่อว่าคนที่เลือกเราไม่ใช่เพราะเบอร์ แต่เพราะเป็นที่ตัวเรา สำหรับตนแล้วอยากให้กรุงเทพฯ ก้าวหน้าต่อไป มีความหวังสำหรับทุกคน สำหรับรูปแบบหาเสียงจะกระจายลงชุมชนเขตพื้นที่ต่างๆ มีการพูดคุย และดูปัญหาต่างๆ มีการดีเบตตามสื่อ ซึ่งเป็นรูปแบบเดิมไม่มีอะไรใหม่ ป้ายหาเสียงมีน้อยมาก เพราะไม่อยากให้เกะกะเมือง จะเน้นสื่ออิเล็กทรอนิกส์ที่ไม่ให้เกิดมลภาวะ รวมถึงพยายามใช้รถขนส่งสาธารณะให้มาก จะได้ไม่ต้องลำบากประชาชน

นายชัชาติ ยังได้ตอบคำถามว่าเข่ามาจะทำเรื่องอะไร ว่า เรื่องการปราบคอรัปชั่นเป็นเรื่องที่ตนพูดตลอด ตั้งแต่วันแรกที่เข้ามารับตำแหน่งครั้งก่อน และครั้งนี้ยืนยันว่าจะต้องทำอย่างหนักแน่นและต่อเนื่อง เพราะเรื่องทุจริตเป็นเรื่องใหญ่ ไม่เฉพาะของกรุงเทพมหานครแต่รวมถึงประเทศไทย ต้องร่วมมือร่วมใจกัน ไม่เช่นนั้นแล้วจะไปต่อยาก และเราต้องช่วยกัน

นายชัชชาติ กล่าวต่อว่า สำหรับกองเชียร์ที่ให้กำลังใจวันนี้ของทุกพรรค เป็นสีสันของระบอบประชาธิปไตย ที่จะไปให้กำลังใจคนที่ชอบและไว้ใจ ผมว่ากรุงเทพฯ มีความหวัง ถ้าดูจากสวนดุสิตโพลล่าสุด ระบุว่า 78% เชื่อว่าหลังเลือกตั้งกรุงเทพฯ จะดีขึ้น ไม่ว่าใครมาเป็นผู้ว่าฯ กทม.ก็ตาม ก็แสดงว่าเรามีความหวังว่าเมืองจะดีขึ้นในระบอบประชาธิปไตย และขอให้เป็นเช่นนั้น มีการเลือกตั้งที่โปร่งใส ทุกคนร่วมกันแข่งขันสิ่งที่ดีให้กับประชาชน เชื่อว่าเมืองของเราจะมีอนาคตไกลและแข่งขันกับเมืองต่างๆทั่วโลกได้

“เราไม่ได้คาดหวังอะไร หน้าที่เราก็ทำให้ดีที่สุด ทำสิ่งที่ดีที่สุด และเคารพการตัดสินใจของประชาชน ซึ่งได้บอกกับทีมงานว่า อย่าไปหลงกับโพล อีก 30 วัน อะไรก็เปลี่ยนแปลงได้ ขอให้ทำในสิ่งที่ดีและนโยบายแม่นยำ สำหรับเส้นเลือดฝอยก็ทำต่อ โครงสร้างใหม่ก็ทำ แต่จะใช้เทคโนโลยีให้มากขึ้น ซึ่งใช้สโลแกน “เมืองแห่งโอกาสและความหวังของทุกคน” ก็ให้ดูจากผลงานและความสามารถของทีมงาน ถ้าไว้ใจผมก็เลือกผม” นายชัชชาติ กล่าว

รัฐบาล จ่อปรับร่าง พ.ร.บ.อสม. ยกระดับการคุ้มครอง เพิ่มสิทธิประโยชน์-สวัสดิการ

รัฐบาล จ่อปรับร่าง พ.ร.บ.อสม. ยกระดับการคุ้มครอง เพิ่มสิทธิประโยชน์-สวัสดิการ

รัฐบาล จ่อปรับร่าง พ.ร.บ.อสม. ยกระดับการคุ้มครอง เพิ่มสิทธิประโยชน์-สวัสดิการ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.55 น.

รัฐบาล เตรียมปรับร่าง พ.ร.บ.อสม. ยกระดับการคุ้มครอง เพิ่มสิทธิประโยชน์ และสวัสดิการ ตอบโจทย์คนทำงาน คาดเสนอ ครม.เห็นชอบ มิ.ย.69 นี้

28 พฤษภาคม 2569 นางสาวพลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาล โดย กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) กระทรวงสาธารณสุข เตรียมปรับ “ร่างพระราชบัญญัติอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) พ.ศ. ….” ขยายเกณฑ์อายุแรกเข้าสูงสุด ปรับเกณฑ์เวลาทำงานเพื่อรับสวัสดิการ และเพิ่มความคุ้มครอง อสม.รุ่นใหญ่ ให้สอดคล้องสภาพความเป็นจริง ตอบโจทย์การทำงาน โดยไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง คาดพร้อมเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาภายในเดือนมิถุนายน 2569

นางสาวพลอยทะเล กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติ อสม. พ.ศ. …. จัดทำขึ้นโดยมุ่งหวัง ในการยกระดับสถานะ สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการของ อสม. ให้ได้รับการรับรองตามกฎหมาย เพื่อตอบแทนต่อความเสียสละของพี่น้อง อสม.ในฐานะกำลังสำคัญของระบบสุขภาพ โดยจากการเปิดรับฟังความคิดเห็นครั้งล่าสุด เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2569 กรม สบส.ได้นำข้อเสนอแนะที่เป็นประโยชน์มาปรับปรุงแก้ไขสาระสำคัญของร่างพระราชบัญญัติ อสม. ให้สอดคล้อง และตอบโจทย์การทำงานของพี่น้อง อสม. มากที่สุด โดยมีข้อเสนอที่เป็นไฮไลต์สำคัญ 3 ประเด็น ได้แก่

1) เสนอขยายเกณฑ์อายุสูงสุดในการขึ้นทะเบียนเป็น อสม. จากเดิมไม่เกิน 60 ปี เป็น “ไม่เกิน 65 ปี” เพื่อให้สอดคล้องกับบริบทสังคมสูงอายุในปัจจุบัน ด้วยการส่งเสริมให้ผู้สูงอายุที่ยังมีสุขภาพแข็งแรง มีประสบการณ์ ได้มีโอกาสร่วมดูแลสุขภาพชาวชุมชน ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนบุคลากรสาธารณสุขในระดับพื้นที่ได้อย่างดี

2) เสนอปรับลดเกณฑ์ เวลาทำงานรับสวัสดิการจากเดิมที่กำหนดให้ต้องปฏิบัติหน้าที่ไม่น้อยกว่า 20 ปี ปรับลดลงให้เหลือ “ไม่น้อยกว่า 10 ปี” เนื่องจากพบว่า อสม. ส่วนใหญ่เริ่มปฏิบัติงานในช่วงอายุ 40 – 50 ปี การกำหนดเกณฑ์ไว้ที่ 10 ปี จึงเป็นระยะเวลาที่สะสมได้จริง และสะท้อนถึงความทุ่มเทและการเสียสละเพื่อชุมชนในระดับที่เหมาะสม เปิดโอกาสให้ อสม. สามารถเข้าถึงสวัสดิการได้อย่างเป็นรูปธรรม

3) เสนอให้เพิ่มความคุ้มครอง อสม.รุ่นใหญ่ ที่ปฏิบัติงานสาธารณสุขชุมชนมาอย่างยาวนาน โดยมุ่งหวังให้กฎหมายเข้ามาดูแลในกรณี อสม.ร่างกายเสื่อมถอยลงตามวัย จนเป็นเหตุให้พ้นสภาพ ให้มีโอกาสได้รับสวัสดิการเพื่อเป็นบำเหน็จตอบแทนความตั้งใจในการทำงาน ถือเป็นการแสดงความมุ่งมั่นที่จะดูแลพี่น้อง อสม. อย่างเข้าใจไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง

“ทั้งนี้ เมื่อจัดทำรายงานสรุปผลการรับฟังความคิดเห็นทั้งหมด ประกอบกับตัวร่างพระราชบัญญัติฯ ที่ได้รับการปรับปรุงแก้ไขสมบูรณ์แล้ว คาดจะนำเสนอเข้าสู่การพิจารณาของคณะรัฐมนตรี ในช่วงเดือนมิถุนายน 2569 โดยเมื่อร่างพระราชบัญญัติฯ ผ่านความเห็นชอบตามกระบวนการตรากฎหมาย ย่อมส่งผลให้เกิดความมั่นคง ยกระดับสวัสดิการ และสร้างขวัญกำลังใจให้กับพี่น้อง อสม. ทั่วประเทศ” นางสาวพลอยทะเล กล่าว

นายกฯอนุทิน เปิดทำเนียบต้อนรับ โต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม เยือนไทยอย่างเป็นทางการ

นายกฯอนุทิน เปิดทำเนียบต้อนรับ โต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม เยือนไทยอย่างเป็นทางการ

นายกฯอนุทิน เปิดทำเนียบต้อนรับ โต เลิม ประธานาธิบดีเวียดนาม เยือนไทยอย่างเป็นทางการ

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.23 น.

ไทย–เวียดนามแน่นแฟ้น! นายกฯ ต้อนรับ “โต เลิม” เยือนไทยอย่างเป็นทางการ มุ่งยกระดับความร่วมมือรอบด้าน

28 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.30 น. ณ บริเวณสนามหญ้าหน้าตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ภายหลังเสร็จสิ้นภารกิจการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศสเมื่อวานนี้ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้ปฏิบัติภารกิจต่อเนื่องทันที โดยให้การต้อนรับ นายโต เลิม เลขาธิการใหญ่พรรคคอมมิวนิสต์เวียดนามและประธานาธิบดีแห่งสาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม (His Excellency Mr. To Lam, General Secretary of the Central Committee of the Communist Party of Viet Nam and the President of the Socialist Republic of Viet Nam) และนางโง เฟือง ลี ภริยา (Mrs. Ngo Phuong Ly) ในโอกาสเดินทางเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการ ในฐานะแขกของรัฐบาล (Official Visit)

โดยทันทีที่เดินทางถึง นายกรัฐมนตรีได้ต้อนรับอย่างอบอุ่น พร้อมนำประธานาธิบดีเวียดนามร่วมตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ และเมื่อเสร็จสิ้นพิธีต้อนรับและตรวจแถวกองทหารเกียรติยศ นายกรัฐมนตรีเชิญประธานาธิบดีเวียดนาม และภริยา เข้าสู่ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล เพื่อถ่ายภาพร่วมกัน ณ บันไดโถงกลางตึกไทยคู่ฟ้า พร้อมลงนามในสมุดเยี่ยมของรัฐบาลและชมของที่ระลึก ณ ห้องสีงาช้างด้านใน

จากนั้น ได้มีการหารือกลุ่มเล็ก ซึ่งทั้งสองฝ่ายได้แลกเปลี่ยนมุมมองเกี่ยวกับสถานการณ์ในภูมิภาคและระดับโลก พร้อมยืนยันเจตนารมณ์ในการยกระดับความร่วมมือระหว่างไทย – เวียดนามในทุกมิติ ทั้งด้านเศรษฐกิจ การค้า การลงทุน ความมั่นคง และความร่วมมือระดับภูมิภาค ก่อนเข้าสู่การหารือเต็มคณะ (Plenary) ณ ตึกภักดีบดินทร์ ต่อไป

อนึ่ง บุคคลสำคัญที่เข้าร่วมการหารือเต็มคณะของทั้งสองฝ่าย ฝ่ายไทยประกอบด้วย นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง นายพิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ศาสตราจารย์ ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์

ขณะที่ฝ่ายเวียดนามประกอบด้วย Mr. Nguyen Duy Ngoc สมาชิกกรมการเมือง เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคคอมมิวนิสต์เวียดนาม ประธานคณะกรรมาธิการจัดการองค์กรส่วนกลาง Mr. Phan Van Giang รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม Mr. Luong Tam Quang รัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ Mr. Trinh Van Quyet เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ และประธานคณะกรรมาธิการส่วนกลางด้านสารนิเทศ การศึกษาและการระดมมวลชน Mr. Nguyen Thanh Nghi เลขาธิการคณะกรรมการกลางพรรคฯ และประธานคณะกรรมาธิการส่วนกลางด้านนโยบายและยุทธศาสตร์ Mr. Le Hoai Trung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ Mr. Ngo Van Tuan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง Mr. Le Manh Hung รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมและการค้า และ Mr. Vu Hai Quan รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี.

โอฬาร ชี้ อนุทิน เยือนฝรั่งเศส คือการวางหมากใหม่ไทยบนเวทีโลก

โอฬาร ชี้ อนุทิน เยือนฝรั่งเศส คือการวางหมากใหม่ไทยบนเวทีโลก

โอฬาร ชี้ อนุทิน เยือนฝรั่งเศส คือการวางหมากใหม่ไทยบนเวทีโลก

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.21 น.

“โอฬาร”ชี้”อนุทิน”เยือนฝรั่งเศส คือการวางหมากใหม่ไทยบนเวทีโลก ดันไทยสู่หุ้นส่วนยุทธศาสตร์ยุโรป

28 พฤษภาคม 2569 รศ.ดร.โอฬาร ถิ่นบางเตียว อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา กล่าวถึงการเยือนสาธารณรัฐฝรั่งเศส ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และคณะ ว่า ถือเป็นความเคลื่อนไหวทางการทูตที่มีนัยสำคัญต่อบทบาทของประเทศไทยในเวทีโลก เพราะสะท้อนให้เห็นว่าไทยกำลังกลับมาแสดงบทบาทเชิงรุกในการสร้างความสัมพันธ์กับประเทศมหาอำนาจสำคัญของยุโรป โดยเฉพาะฝรั่งเศส ซึ่งเป็นประเทศแกนนำของสหภาพยุโรปที่มีอิทธิพลสูงทั้งด้านการเมือง เศรษฐกิจ เทคโนโลยี และความมั่นคงระหว่างประเทศ

รศ.ดร.โอฬาร ระบุว่า การพบหารือระหว่างนายกรัฐมนตรีอนุทิน กับประธานาธิบดีเอมานูว์เอล มาครง มีความหมายทั้งในเชิงสัญลักษณ์และเชิงยุทธศาสตร์ เพราะสะท้อนว่าไทยยังคงมีความสำคัญในสายตาของยุโรป ในช่วงเวลาที่การเมืองโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่การแข่งขันด้านเทคโนโลยี พลังงานสะอาด ความมั่นคงทางไซเบอร์ และการจัดระเบียบห่วงโซ่อุปทานใหม่ การที่ไทยสามารถเข้าไปอยู่ในวงสนทนาระดับผู้นำเช่นนี้ จึงถือเป็นสัญญาณบวกต่อสถานะของประเทศในเวทีระหว่างประเทศ

การเยือนฝรั่งเศสครั้งนี้ สะท้อนให้เห็นถึงความพยายามของรัฐบาลในการวางตำแหน่งประเทศไทยใหม่ในเวทีโลก โดยเชื่อมโยงผลประโยชน์ภายในประเทศเข้ากับโอกาสจากความร่วมมือระหว่างประเทศอย่างเป็นรูปธรรม ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ การลงทุน เทคโนโลยี ความมั่นคง หรือการเพิ่มอำนาจต่อรองของไทยในประชาคมโลก

รศ.ดร.โอฬาร กล่าวว่า อีกประเด็นสำคัญคือ การเดินหน้าแผนปฏิบัติการร่วมไทย – ฝรั่งเศส ปี 2026 – 2028 ซึ่งมีเป้าหมายยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็น “หุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์” โดยคำว่าหุ้นส่วนทางยุทธศาสตร์นั้น มีความหมายมากกว่าความสัมพันธ์ทางการทูตทั่วไป เพราะสะท้อนว่าทั้งสองประเทศมองเห็นความสำคัญของกันและกันในระดับโครงสร้าง ทั้งด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง เทคโนโลยี และบทบาทในภูมิภาค

ในมุมบทบาทผู้นำ รศ.ดร.โอฬาร เห็นว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินกำลังแสดงให้เห็นถึงความเข้าใจต่อบริบทโลกยุคใหม่ เพราะประเทศขนาดกลางอย่างไทย จำเป็นต้องสร้างพันธมิตร สร้างเครือข่าย และเพิ่มอำนาจต่อรองของตนเองในระบบระหว่างประเทศ การเจรจากับฝรั่งเศสจึงเป็นส่วนหนึ่งของการวางตำแหน่งประเทศไทยให้เป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างอาเซียนกับยุโรป และเป็นฐานความร่วมมือในอุตสาหกรรมแห่งอนาคต

นอกจากนี้ การผลักดันความตกลงการค้าเสรีไทย – สหภาพยุโรป หรือ Thailand–EU FTA ยังถือเป็นตัวอย่างสำคัญของการใช้การทูตเพื่อสร้างผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจ เพราะหากการเจรจาสำเร็จ จะช่วยเพิ่มโอกาสให้สินค้าไทยเข้าสู่ตลาดยุโรป ลดอุปสรรคทางภาษี และเพิ่มขีดความสามารถของผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะภาคเกษตร อาหาร อุตสาหกรรม และสินค้าอุปโภคบริโภค ซึ่งเกี่ยวข้องโดยตรงกับเศรษฐกิจฐานรากและรายได้ของประชาชนจำนวนมาก

รศ.ดร.โอฬาร ยังกล่าวด้วยว่า การหารือเรื่องอุตสาหกรรมอนาคต เช่น พลังงานสะอาด การบินและอวกาศ ปัญญาประดิษฐ์ Data Center และความมั่นคงไซเบอร์ สะท้อนทิศทางการพัฒนาประเทศที่ต้องการขยับไปสู่เศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม หากรัฐบาลสามารถผลักดันความร่วมมือเหล่านี้ได้อย่างต่อเนื่อง ไทยจะมีโอกาสยกระดับขีดความสามารถทางเศรษฐกิจ และเพิ่มบทบาทในเศรษฐกิจโลกยุคใหม่ได้มากขึ้น

ในด้านความมั่นคง เห็นว่า นายกรัฐมนตรีอนุทินกำลังมองความมั่นคงในมิติที่กว้างกว่าเดิม เพราะปัจจุบันความมั่นคงไม่ได้จำกัดเฉพาะเรื่องชายแดน แต่รวมถึงความมั่นคงไซเบอร์ อาชญากรรมออนไลน์ และเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ซึ่งล้วนกระทบต่อชีวิตประชาชนโดยตรง การยกระดับความร่วมมือกับฝรั่งเศสจึงช่วยเพิ่มศักยภาพของรัฐไทยในการรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ได้อย่างทันสถานการณ์

สำหรับประเด็นชายแดนไทย – กัมพูชา และกรณี MOU 44 รศ.ดร.โอฬาร มองว่า การที่นายกรัฐมนตรีนำเรื่องดังกล่าวไปชี้แจงต่อผู้นำฝรั่งเศส ถือเป็นการใช้เวทีการทูตระดับสูงเพื่ออธิบายจุดยืนของไทยต่อประเทศสำคัญในยุโรป โดยยึดหลักกฎหมายระหว่างประเทศ การปกป้องอธิปไตย และการรักษาสันติภาพ พร้อมทั้งชี้ว่า การที่ไทยอ้างอิงกรอบกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ หรือ UNCLOS ในประเด็นข้อพิพาททางทะเลกับกัมพูชา จะช่วยเพิ่มน้ำหนักให้จุดยืนของไทยในสายตานานาชาติ

“การที่ประธานาธิบดีมาครงเปิดพื้นที่หารือกับนายกรัฐมนตรีอนุทินในประเด็นเศรษฐกิจ ความมั่นคง เทคโนโลยี และความสัมพันธ์ไทย – ยุโรป สะท้อนว่าไทยยังมีความสำคัญในสายตาของประเทศมหาอำนาจยุโรป และกำลังถูกมองว่าเป็นหุ้นส่วนสำคัญในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้” รศ.ดร.โอฬาร กล่าว

เลขาฯ กกต. ลงพื้นที่สังเกตการณ์เลือกตั้งพัทยา มั่นใจไร้ปัญหา ลั่นทีมส่วนกลางพร้อมหนุน

เลขาฯ กกต. ลงพื้นที่สังเกตการณ์เลือกตั้งพัทยา มั่นใจไร้ปัญหา ลั่นทีมส่วนกลางพร้อมหนุน

เลขาฯ กกต. ลงพื้นที่สังเกตการณ์เลือกตั้งพัทยา มั่นใจไร้ปัญหา ลั่นทีมส่วนกลางพร้อมหนุน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.18 น.

เลขาธิการ กกต. สังเกตการณ์การรับสมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา มั่นใจการเลือกตั้งครั้งนี้จะไม่มีปัญหา ทีม กกต.ส่วนกลางพร้อมช่วย กกต.ชลบุรี

เมื่อวันที่ 28 พ.ค.2569 นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ลงพื้นที่สังเกตการณ์การรับสมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา ที่ห้องประชุมทัพพระยา ศาลาว่าการเมืองพัทยา ในการดำเนินการรับสมัครรับเลือกตั้ง ซึ่งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยมีการอำนวยความสะดวกด้านสถานที่ ระบบการรับสมัคร และการดูแลรักษาความปลอดภัย เพื่อให้กระบวนการรับสมัครเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ โปร่งใส และเป็นธรรม

นายแสวง กล่าวว่า วันแรกของการเปิดรับสมัคร ทั้งสำนักงานกกต.ส่วนกลางและ กกต.จังหวัด และเมืองพัทยา รวมทั้งทางจังหวัด โดยมีรองผู้ว่าฯมาร่วมสังเกต การณ์ทุกอย่างเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยังไม่มีปัญหาอุปสรรคอย่างไร ซึ่งส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะมีการเตรียมความพร้อมของเมืองพัทยา และ กกต.ประจำจังหวัด เบื้องต้นยังไม่พบว่ามีเรื่องร้องเรียนการทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง  

นายแสวง กล่าวว่า การเลือกตั้งเมืองพัทยาเป็นรูปแบบหนึ่งในการปกครองส่วนท้องถิ่น จึงอยากให้ผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งในเมืองพัทยาให้ความสำคัญ ถ้าอยากให้เมืองพัทยาเป็นอย่างไร อยากได้นายกหรือสมาชิกเป็นอย่างไร อยู่ที่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเมืองพัทยา ซึ่งเมืองพัทยามีหน่วยเลือกตั้ง 113 หน่วย ทางสำนักงาน กกต. ได้เตรียมความพร้อมในการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ์เลือกตั้งในวันเลือกตั้งที่ 28 มิถุนายน และอยากให้ประชาชนติดตามการหาเสียงของผู้สมัคร รวมทั้งอยากให้ประชาชน สื่อ ช่วยกันร่วมสังเกตการณ์ระหว่างลงคะแนน  

พร้อมย้ำว่า ได้มีการเตรียมกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง(กปน.)ในการเลือกตั้งครั้งนี้ไว้เป็นพิเศษ โดยส่วนกลางเข้ามามีส่วนร่วมกับการเตรียม กปน. เพื่อให้การลงคะแนนในวันเลือกตั้งไม่มีข้อผิดพลาดใดๆ แต่ก็อยากให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการตรวจสอบการลงคะแนน การทำหน้าที่ของกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง และการนับคะแนน รวมคะแนน จนแล้วเสร็จ เพื่อจะได้การเลือกตั้งที่สุจริตและโปร่งใส

นายแสวง ยังฝากถึงผู้สมัครรับเลือกตั้งด้วย ว่าผู้ที่เสนอตัวมาลงสมัครก็คงศึกษากฎหมายเกี่ยวกับการหาเสียงให้ละเอียด และผู้สมัครทุกคนก็มีคุณวุฒิ จึงเชื่อว่าจะเป็นการรักษาบรรยากาศการเลือกตั้งครั้งนี้ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อย อาจเห็นการแข่งขันที่เข้มข้น แต่ก็เชื่อว่าเป็นไปด้วยดีจากการที่มาเห็นในวันนี้

ทั้งนี้ การรับสมัครรับเลือกตั้งนายกเมืองพัทยา และสมาชิกสภาเมืองพัทยา เปิดรับสมัครระหว่างวันนี้ จนถึงวันที่ 1 มิ.ย.2569 เวลา 08.30 – 16.30 น. และกำหนดวันเลือกตั้งในวันอาทิตย์ที่ 28 มิ.ย.2569    

ยศชนัน ลั่นเป็นนิมิตหมายที่ดี มั่นใจแก้ รธน. ฉบับเพื่อไทยราบรื่น หลังพรรคประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุน

ยศชนัน ลั่นเป็นนิมิตหมายที่ดี มั่นใจแก้ รธน. ฉบับเพื่อไทยราบรื่น หลังพรรคประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุน

ยศชนัน ลั่นเป็นนิมิตหมายที่ดี มั่นใจแก้ รธน. ฉบับเพื่อไทยราบรื่น หลังพรรคประชาชนร่วมลงชื่อสนับสนุน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.55 น.

ยศชนัน เป็นนิมิตหมายที่ดี หลัง ปชน.ร่วมลงชื่อร่างแก้ไขรธน.ฉบับ เพื่อไทย ไม่มีแบ่งแยกฝ่ายรบ.-ฝ่ายค้าน คาดเดินหน้าราบรื่น   

28 พฤษภาคม 2569 เมื่อเวลา 09.05 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม และสส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (พท.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีพรรคประชาชน (ปชน.) ร่วมลงชื่อสนับสนุนร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉบับพรรค พท. ว่าเป็นเรื่องดี ถือเป็นนิมิตหมายที่ดี 

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่มีการแบ่งแยกฝ่ายรัฐบาล ฝ่ายค้านใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ครับ สามารถที่จะร่วมกันได้ในเรื่องที่เกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ ถือเป็นเรื่องดี เมื่อถามว่า อนาคตจะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญราบรื่นใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ครับ คิดว่าน่าจะเป็นไปอย่างราบรื่น เป็นสิ่งที่ได้พูดไว้ก่อนเลือกตั้ง 

เมื่อถามย้ำว่า ถือเป็นไปตามที่ประชาชนมีประชามติออกมาให้แก้ไขรัฐธรรมนูญใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวสั้นๆ ว่าครับ เมื่อถามอีกว่า ท้ายที่สุดเชื่อว่า การแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเกิดขึ้นได้ใช่หรือไม่ นายยศชนัน กล่าวว่า ครับ จะทำให้เต็มที่.

ด่วน!ยกฟ้องธนาธร ศาลระบุวิจารณ์บริหารวัคซีน ไม่ใช่การอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน

ด่วน!ยกฟ้องธนาธร ศาลระบุวิจารณ์บริหารวัคซีน ไม่ใช่การอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน

ด่วน!ยกฟ้องธนาธร ศาลระบุวิจารณ์บริหารวัคซีน ไม่ใช่การอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.52 น.

ศาลอาญายกฟ้อง”ธนาธร” หมิ่นเบื้องสูงปมวัคซีนพระราชทาน ชี้เป็นการวิพากษ์วิจารณ์การบริหารงานจัดการวัคซีนโควิดของรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ 

28 พฤษภาคม 2569 เวลา 09.00 น.ที่ห้องพิจารณาคดี 814 ศาลอาญา ถ.รัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำพิพากษาคดีดูหมิ่นสถาบัน หมายเลขดำ อ.875/2565 ที่พนักงานอัยการฝ่ายคดีอาญา 5 เป็นโจทก์ ฟ้อง นายธนาธร จึงรุ่งเรืองกิจ ประธานคณะก้าวหน้า เป็นจำเลย ในความผิด ฐานหมิ่นประมาท ดูหมิ่นหรือแสดงความอาฆาตมาดร้ายพระมหากษัตริย์ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ พ.ร.บ.ว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ฯ

กรณีเมื่อวันที่ 18 ม.ค.2564 จำเลยได้ไลฟ์สดในเฟซบุ๊กวิจารณ์การจัดหาวัคซีนโควิด-19 ของรัฐบาลในหัวข้อ “วัคซีนพระราชทาน ใครได้-ใครเสีย” เข้าข่ายบิดเบือนข้อมูล ทำให้ประชาชนเข้าใจผิด พาดพิงถึงสถาบันพระมหากษัตริย์ในประเด็นที่เกี่ยวข้องกับบริษัทสยามไบโอไซเอนซ์และการจัดหาวัคซีน

จำเลยให้การปฏิเสธ ต่อสู้คดีและได้รับการประกันตัว

โดยวันนี้ นายธนาธร เดินทางมาฟังคำพิพากษา ขณะเข้าอาคารศาลอาญา ผู้สื่อข่าวถามว่า มีความมั่นใจแค่ไหน นายธนาธร หันมาส่งยิ้มพร้อมชูกำปั้น พร้อมบอกว่า “มีกำลังใจดี” ก่อนเดินเข้าไปในอาคารศาลอาญา นอกจากนี้ มีกลุ่มผู้สนับสนุนมาคอยให้กำลังใจ อาทิ นายชัยธวัช ตุลาธน อดีต สส.บัญชีรายชื่อ และ นางอมรัตน์ โชคไปมิตต์กุล อดีต สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เดินทางมาให้กำลังใจ

ต่อมา ศาลพิเคราะห์คำเบิกความและพยานหลักฐานที่ทั้งสองฝ่ายนำสืบหักล้างกันแล้ว มีปัญหาต้องวินิจฉัยว่าจำเลยกระทำความผิดตามฟ้องหรือไม่ เห็นว่า ในการไลฟ์สดของจำเลยพูดถึงการบริหารจัดการวัคซีนป้องกันโควิด-19 ของ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ในขณะนั้น ว่าจะสามารถรับมือกับสถานการณ์กาแพร่ระบาดของโควิด-19 ได้หรือไม่ เพราะการแทงม้าตัวเดียวหมายถึงการใช้วัคซีนจากบริษัท สยามไบโอไซเอนซ์ เพียงเท่านั้น อาจเกิดความล่าช้าไม่สามารถรองรับความต้องการของประชาชนได้

ส่วนที่จำเลยไลฟ์สดคำว่า วัคซีนพระราชทาน ใครได้ใครเสีย นั้น หมายถึงประชาชนทั่วไปอาจจะได้รับผลกระทบโดยตรงจากการใช้วัคซีนแอสตร้าเซเนก้าเพียงบริษัทเดียว การกระทำของจำเลยเป็นการวิพากษ์วิจารณ์การทำงานของ พล.อ.ประยุทธ์ โดยไม่มีเจตนาที่จะดูหมิ่นอาฆาตมาดร้ายสถาบันแต่อย่างใด พยานหลักฐานโจทก์จึงไม่อาจรับฟังได้ว่า จำเลยแสดงความอาฆาตมาดร้ายต่อสถาบัน อันเป็นการดูหมิ่นสถาบัน พิพากษายกฟ้อง

ชัชชาติ เบอร์ 9 ลุยหาเสียงทันที ปราศรัยเปิดนโยบายเย็นนี้ที่สเตเดียมวัน

ชัชชาติ เบอร์ 9 ลุยหาเสียงทันที ปราศรัยเปิดนโยบายเย็นนี้ที่สเตเดียมวัน

ชัชชาติ เบอร์ 9 ลุยหาเสียงทันที ปราศรัยเปิดนโยบายเย็นนี้ที่สเตเดียมวัน

วันพฤหัสบดี ที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.42 น.

28 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงาน ภายหลัง นายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ จับได้เบอร์ 9 กองเชียร์ด้านนอกเฮลั่น พร้อมติดเบอร์ 9 ในป้ายหาเสียงทันที โดยในเวลา 10.30 น. นายชัชชาติจะให้สัมภาษณ์หลังยื่นเอกสารสมัครเสร็จ ก่อนขึ้นรถแห่อีวี มีรถกระบะ รถตุ๊กตุ๊ก รถมอเตอร์ไซค์ อีวี หาเสียงต่อทันที โดยรถแห่จะขับไปทางแฟลตดินแดง ถ.ประชาสงเคราะห์ มุ่งหน้าไปอนุสาวรีย์ชัยลงเดินหาเสียง

จากนั้น นั่ง BTS จากสถานีอนุสาวรีย์ชัยฯ ไปสถานีอโศก / เดินเท้าต่อไปตลาดรวมทรัพย์ , ตลาดนัด มศว. พบปะพูดคุยผู้ค้านักศึกษา รับประทานอาหารกลางวันที่โรงอาหาร มศว. และเดินทางจากอโศกไปคลองเตย โดยรถเมล์สาย 236 หรือ รถมูฟมี (MUVMi) พูดคุยกับชาวชุมชนคลองเตย และจุดสุดท้าย นายชัชชาติ จะนั่ง MRT สถานีคลองเตย ไปที่สถานีสามย่าน และปั่นจักรยาน bike sharing ไปสเตเดียมวัน บรรทัดทอง เพื่อปราศรัยใหญ่ แถลงนโยบายครั้งแรก