รัฐบาล เตือนกดไลค์-แชร์ คลิปลามกอนาจาร มีโทษปรับสูงสุด 100,000 จำคุกสูงสุด 5 ปี

รัฐบาล เตือนกดไลค์-แชร์ คลิปลามกอนาจาร มีโทษปรับสูงสุด 100,000 จำคุกสูงสุด 5 ปี

รัฐบาล เตือนกดไลค์-แชร์ คลิปลามกอนาจาร มีโทษปรับสูงสุด 100,000 จำคุกสูงสุด 5 ปี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 17.02 น.

รัฐบาล เตือนคนกดไลค์-แชร์ คลิปลามกอนาจาร มีโทษปรับสูงสุด 100,000 จำคุกสูงสุด 5 ปี ฐานนำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ แนะกด report ไม่สนับสนุนคอนเทนต์ขยะ

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมึแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า จากกรณีที่มีการลงข้อมูลลามกอนาจารลงในโซเชียลมีเดียจนกลายเป็นไวรัล มีประชาชนจำนวนมากเข้าไปชมกดไลค์กดแชร์  รัฐบาลไม่ได้นิ่งนอนใจ เพิกเฉยต่อการกระทำที่ผิดต่อกฎหมาย สั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเร่งตรวจสอบนำตัวผู้กระทำความผิดและผู้ที่เผยแพร่เนื้อหาล่อแหลม ลามกอนาจารลงในโลกออนไลน์ มาดำเนินการตามกฎหมายอย่างเด็ดขาดถึงที่สุด 

รัฐบาลขอย้ำเตือนว่า การกระทำดังกล่าว มีความผิด พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทั้งเรื่องของการนำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ม.14 (1) และการนำเข้าข้อมูลลามกสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ม.14 (4) ซึ่งมีอัตราโทษที่สูง โดยต้องระวางโทษจำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับบุคคลที่กดไลค์ กดแชร์ คลิปอนาจาร จะมีความผิดเสมือนผู้กระทำความผิดเสียเอง ซึ่งเป็นไปตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ม.14 (5) ที่วางหลักไว้ว่า บุคคลที่เผยแพร่หรือส่งต่อข้อมูลคอมพิวเตอร์ โดยรู้อยู่แล้วว่าเป็นข้อมูลคอมพิวเตอร์ที่นำเข้าข้อมูลอันเป็นเท็จ (ม.14 (1)) หรือเป็นข้อมูลลามกอนาจาร (ม.14 (5)) ก็จะมีความผิดด้วยเช่นเดียวกัน (จำคุกไม่เกิน 5 ปี ปรับไม่เกิน 100,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ) 

“หากประชาชนพบเห็นคลิปล่อแหลม ลามกอนาจาร ขอให้กดรายงานและแจ้งเบาะแสมาที่ตำรวจไซเบอร์ 1441 ทันที รัฐบาลขอความร่วมมือช่วยกันสร้างสังคมที่ปลอดภัย ไม่สนับสนุนคอนเทนต์ขยะ มุ่งหวังแต่ยอดไลค์ยอดแชร์ เพราะคอนเทนต์ขยะต่าง ๆ เหล่านี้ อาจสุ่มสิ่งที่ทำให้เกิดการลอกเลียนแบบได้ โดยเฉพาะในหมู่เด็กและเยาวชน” น.ส.พลอยทะเล กล่าว

ไชยันต์ ข้องใจ ปิยยุตร ตั้งคำถาม 2 ข้อ ปมหนุนเลิกองคมนตรี

ไชยันต์ ข้องใจ ปิยยุตร ตั้งคำถาม 2 ข้อ ปมหนุนเลิกองคมนตรี

ไชยันต์ ข้องใจ ปิยยุตร ตั้งคำถาม 2 ข้อ ปมหนุนเลิกองคมนตรี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 16.50 น.

ไชยันต์ ข้องใจ ปิยยุตร ตั้งคำถาม 2 ข้อ ปมหนุนเลิกองคมนตรี 

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย โพสต์เฟซบุ๊ก ระบุว่า “ใน FB ของอาจารย์ปิยบุตร เรื่อง “ข้อเสนอเรื่องการยกเลิกองค์กรคณะองคมนตรี”

ผมมีข้อสังเกตและข้อสงสัยที่อยากให้อาจารย์ปิยบุตรช่วยตอบหน่อยครับ

ครั้งนี้ ขอสองข้อก่อนนะครับ

ในข้อเขียนของอาจารย์ อาจารย์โพสต์ไว้ว่า

“3. หยุด แสงอุทัย ศาสตราจารย์และผู้บรรยายวิชากฎหมายรัฐธรรมนูญ และยังเป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ เลขาธิการสภาร่างรัฐธรรมนูญ ผู้มีบทบาทสำคัญในการยกร่างรัฐธรรมนูญ 2492 ซึ่งเป็นรัฐธรรมนูญที่ได้นำองคมนตรีกลับมา อธิบายไว้ว่า

‘รัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว (2490) ไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี แต่ผู้ร่างรัฐธรรมนูญฯฉบับชั่วคราว (2490) ประสงค์จะให้มีคณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกชั้นหนึ่ง จึงได้มีบทบัญญัติว่าด้วยคณะอภิรัฐมนตรีขึ้น…’”

1. อาจารย์ทราบไหมครับว่า ทำไมรัฐธรรมนูญที่ใช้อยู่ก่อนรัฐธรรมนูญฯชั่วคราว ถึงไม่มีบทบัญญัติเรื่องคณะองคมนตรี ?

2. อาจารย์พอจะตอบได้ไหมครับว่า คำว่า คณะเผด็จการในข้อความ “คณะเผด็จการสำหรับควบคุมคณะรัฐมนตรีอีกขั้นหนึ่ง” หมายถึง คณะบุคคลหรือองค์กร ใด ?

ขอแลกเปลี่ยน สองข้อก่อนนะครับ แล้วค่อยข้อต่อ ๆ ไป

ขอบคุณล่วงหน้านะครับ”

ขอมีส่วนร่วม-โปร่งใส ชาวบ้านหาดบางเบน ระนอง ฝากถึงรัฐก่อนดันแลนด์บริดจ์

ขอมีส่วนร่วม-โปร่งใส ชาวบ้านหาดบางเบน ระนอง ฝากถึงรัฐก่อนดันแลนด์บริดจ์

ขอมีส่วนร่วม-โปร่งใส ชาวบ้านหาดบางเบน ระนอง ฝากถึงรัฐก่อนดันแลนด์บริดจ์

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.55 น.

24 พฤษภาคม 2569 ความคืบหน้าโครงการเมกะโปรเจกต์อย่าง “แลนด์บริดจ์” ล่าสุด กลุ่มชาวประมงพื้นบ้าน ที่หาดบางเบน จ.ระนอง เปิดเผยว่า กังวลว่าการก่อสร้างท่าเรือน้ำลึกขนาดใหญ่ อาจส่งผลกระทบต่อระบบนิเวศทางน้ำ และวิถีชีวิตดั้งเดิมอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ โดยวันนี้ทีมข่าวลงพื้นที่ไปยังท่าเรือหาดบางเบน เพื่อตรวจสอบความอุดมสมบูรณ์ของชายหาด ซึ่งถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวทางธรรมชาติสำคัญของ จ.ระนอง โดยลักษณะพื้นที่มีทั้งป่าชายเลนผืนใหญ่ พื้นที่ชุ่มน้ำ หรือ แรมซาไซร์ พ้นจากท่าเรือไป จะเป็นทะเลผืนใหญ่ สามารถเห็นทัศนียภาพของแหลมอ่าวอ่าง เกาะพยาม เกาะอื่นๆ ใน จ.ระนอง และเกาะในประเทศเมียนมาได้อย่างชัดเจน ประเด็นสำคัญคือพื้นที่บางส่วนอยู่ในเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน ทำให้ในอนาคตจุดนี้กำลังกลายเป็นความกังวลของชาวบ้าน หลังจากโครงการแลนด์บริดจ์ มีแผนที่จะปรับพื้นที่ให้กลายเป็นท่าเรือน้ำลึก

จากผลการศึกษาความเหมาะสมและประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม (EIA) ระบุว่า โครงการในเฟสที่ 1 บริเวณแหลมสอ่าวอ่าง จะมีการถมทะเลขนาดใหญ่รวมกว่า 6,975 ไร่ รวมถึงการขุดลอกร่องน้ำลึกยาวประมาณ 11.5 กิโลเมตร และสร้างเขื่อนกันคลื่นยาวหลายกิโลเมตร ซึ่งแนวการสร้างท่าเรือนี้จะพาดผ่านหน้าอ่าวเชื่อมโยงไปใกล้กับเกาะพยาม

ข้อมูลจากการลงพื้นที่พูดคุยกับชาวประมงพื้นบ้านจำนวนหนึ่ง แสดงความกังวลว่า การก่อสร้างโครงการแลนด์บริดจ์จะเข้ามาขวางกั้นทางน้ำบริเวณหน้าอ่าวบางเบนโดยตรง และอาจทำให้ร่องน้ำรวมถึงสันดอนทรายตามธรรมชาติเปลี่ยนทิศทาง ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อสัตว์น้ำชายฝั่ง เช่น ปูม้า และปลาต่างๆ ซึ่งเป็นรายได้หลักของชุมชนชาวไทยมุสลิมและชาวบ้านในพื้นที่ ถ้าท่าเรือมา วิถีชีวิตเปลี่ยนแน่นอน อาชีพประมงที่ทำมาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าคงอยู่ยากขึ้น ชาวบ้านไม่ได้ต่อต้านการพัฒนาประเทศ แต่อยากให้เจ้าหน้าที่ลงพื้นที่มาชี้แจงข้อมูลตรงๆ มาฟังเสียงสะท้อนของชาวบ้านให้ครบทุกมิติ ขอความชัดเจนและความจริงใจ

ทั้งนี้ นอกจากเรื่องปากท้องของชาวบ้านแล้ว พื้นที่โครงการบางส่วนที่คาดว่าจะทับซ้อนกับเขตอุทยานแห่งชาติแหลมสน ซึ่งเป็นแหล่งอนุรักษ์ธรรมชาติที่สำคัญของ จ.ระนอง ทำให้เวลานี้ภาคประชาชน และชาวประมงพื้นบ้าน เรียกร้องให้หน่วยงานส่วนกลางเปิดเผยข้อมูลการศึกษาผลกระทบอย่างโปร่งใส และเปิดโอกาสให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการตัดสินใจอนาคตของบ้านเกิดตนเองอย่างแท้จริง

หมอวรงค์ ซัด ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี อคติต่อสถาบันฯ มากไปเปล่า!?

หมอวรงค์ ซัด ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี อคติต่อสถาบันฯ มากไปเปล่า!?

หมอวรงค์ ซัด ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี อคติต่อสถาบันฯ มากไปเปล่า!?

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 15.53 น.

หมอวรงค์ ซัด ปิยบุตร เสนอยกเลิกองคมนตรี อคติต่อสถาบันฯ มากไปเปล่า!?   

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคไทยภักดี ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “แลกเปลี่ยนกับนายปิยบุตร

อยู่ๆนายปิยบุตรก็เสนอให้ยกเลิกองคมนตรี หลังจากที่นายเท้ง ได้ออกมาวิจารณ์ การประชุมร่วมกัน ของกองบัญชาการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยแห่งชาติ (บกปภ.ช.)

นายปิยบุตรน่าจะเข้าใจว่า เป้าหมายของประชาธิปไตยคืออะไร นั่นคือความอยู่ดีกินดีของพี่น้องประชาชน ผมจึงอยากแลกเปลี่ยนความคิดเห็น กับนายปิยบุตรบ้าง

เราต้องยอมรับความจริง ที่ผ่านมา ประชาชน มีการยื่นถวายฎีกาความเดือดร้อน ไปยังสำนักพระราชวัง เพราะรัฐบาลและส่วนราชการ ไม่สามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้ครบถ้วน สิ่งเหล่านี้เป็นสิ่งที่เกิดขึ้นต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน

การที่องคมนตรี จะมาร่วมประชุม ในปัญหาความเดือดร้อน ของประชาชน กับหน่วยราชการผู้รับผิดชอบ โดยเฉพาะเรื่องภัยน้ำท่วม น้ำแล้ง จึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพื่อนำปัญหาความเดือดร้อนของประชาชน ไปสู่การแก้ไข

ผมคิดว่านี่คือวิถีของสังคมไทย ที่ปฏิบัติต่อเนื่องมาอย่างยาวนาน ถ้านายปิยบุตรไม่มีอคติต่อสถาบัน มากจนเกินไป น่าจะยอมรับได้ ในแนวทางที่เป็นวิถีนี้ ยกเว้นนายปิยบุตร จะห้ามประชาชนถวายฎีกา ซึ่งไม่น่าจะเป็นเรื่องง่าย สำหรับประชาชนที่เดือดร้อน

ส่วนข้อคิดเห็นที่นายปิยบุตร จะยกเลิกองคมนตรี ด้วยเหตุผลว่าจะประหยัดงบประมาณ ยิ่งฟังไม่ขึ้น เพราะการใช้จ่ายงบประมาณแบบฟุ่มเฟือย รวมทั้งทุจริตคอรัปชั่น ถ้าแก้กันจริงๆ จะประหยัดงบได้จำนวนมาก มากกว่าที่จะมายกเลิกองคมนตรี

ถ้าต้องการประหยัดงบประมาณ เพื่อประโยชน์ประชาชน เรามาร่วมมือกันได้ ขอให้นายปิยบุตรตั้งหลัก เอาประโยชน์ประชาชนเป็นตัวตั้ง การเสนอเรื่องแบบนี้ขึ้นมา ขอให้คิดจริงทำจริง

ผมมีความเชื่อว่า ปัญหาประเทศเกิดจากทุจริตคอรัปชั่น และโยงไปถึงการมีสิทธิประโยชน์ที่มากเกินไปของนักการเมือง ที่เอาเปรียบประชาชน ถ้านายปิยบุตร ต้องการแก้ปัญหาของประชาชนจริงๆ มันควรมาช่วยกันแก้เรื่องเหล่านี้จึงจะถูก

ผมสังเกตความคิดนายปิยบุตร มีอะไรก็พุ่งเป้าไปที่สถาบันพระมหากษัตริย์อย่างเดียว จนผมต้องตั้งคำถามว่า แน่ใจหรือว่า สิ่งที่นายปิยบุตรเสนอ จะนำมาซึ่งความอยู่ดีกินดีของประชาชน ลองถามตนเองว่า อคติต่อสถาบันฯมากไปหรือไม่”

ลิซ่า มาเอง! ลุยคุ้ยปม อาม่า กว้านซื้อที่ดิน ชุมพร-ระนอง จ่อแฉจุดเอ๊ะเพียบ

ลิซ่า มาเอง! ลุยคุ้ยปม อาม่า กว้านซื้อที่ดิน ชุมพร-ระนอง จ่อแฉจุดเอ๊ะเพียบ

ลิซ่า มาเอง! ลุยคุ้ยปม อาม่า กว้านซื้อที่ดิน ชุมพร-ระนอง จ่อแฉจุดเอ๊ะเพียบ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.59 น.

ลิซ่า มาเอง! ลุยคุ้ยปม อาม่า กว้านซื้อที่ดิน ชุมพร-ระนอง จ่อแฉจุดเอ๊ะเพียบ

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 น.ส.ภคมน หนุนอนันต์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ได้โพสต์ภาพ พร้อมข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “ในเมื่อท่านรัฐมนตรีพิพัฒน์ไม่มาก็มาซะเอง

ตามที่เคยให้ข้อมูลว่ามี ”อาม่า“ กว้านซื้อที่ดิน ในอ.หลังสวน จ.ชุมพร – ระนอง

ซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่ที่อาม่าเลือกซื้อจะอยู่ในเขตนิคมอุตสากรรมแน่นอน หากพรบ.SEC ผ่าน

เพราะชาวบ้านบอกว่า เขาเน้นซื้อที่ดินห่างแนวเวนคืน 200 เมตร ซื้อภูเขาได้ทั้งลูก หน้าเขาติดทะเล ท้ายเขาติดถนน

อาม่าครอบครองที่ดินในพื้นที่จนชาวบ้านบอกว่าจะเปลี่ยนชื่อ ต.บางน้ำจืด (พื้นที่แหลมริ่ว ที่อาจเป็นท่าเรือน้ำลึกฝั่งชุมพร) เป็น ต.อาม่า แล้วค่ะ

และพบจุดน่าสนใจเยอะมากเดี๋ยวมาเล่าเป็นคลิปให้ฟัง พบกันหล่าวท่านพิพัฒน์”

ประธานรัฐสภา ลุยเปิดค่าย รวมพลังรักศรัทธา รุ่น10 ดึง ชุมชน-วัด-ครอบครัว ร่วมแก้ยาเสพติด

ประธานรัฐสภา ลุยเปิดค่าย รวมพลังรักศรัทธา รุ่น10 ดึง ชุมชน-วัด-ครอบครัว ร่วมแก้ยาเสพติด

ประธานรัฐสภา ลุยเปิดค่าย รวมพลังรักศรัทธา รุ่น10 ดึง ชุมชน-วัด-ครอบครัว ร่วมแก้ยาเสพติด

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.43 น.

ประธานรัฐสภา ลุยเปิดค่าย รวมพลังรักศรัทธา รุ่น10 ดึง ชุมชน-วัด-ครอบครัว ร่วมแก้ปัญหายาเสพติดยั่งยืน ชี้ต้องทำต่อเนื่อง หวังดันสานต่อนโยบาย ทุกอำเภอ ต้องมี ศูนย์บำบัด-ฟื้นฟู

เมื่อวันที่ 24 พ.ค.2569 นายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา และประธานสภาผู้แทนราษฎร เป็นประธานเปิดค่ายฟื้นฟู “รวมพลังรักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ” รุ่นที่ 10 ณ วัดจันทราวาส บ้านผักกาดหญ้า ต.ลำปลายมาศ อ.ลำปลายมาศ จ.บุรีรัมย์ โดยมีผู้ที่เข้าบำบัดฟื้นฟู จำนวน 52 ราย

ประธานรัฐสภา กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการมา 3 ปี ใช้วัดจันทราวาสเป็นศูนย์ในการฟื้นฟู เพราะเล็งเห็นว่าวัดเป็นศูนย์รวมของประชาชนในพื้นที่ ซึ่งการ ดำเนินการในช่วงที่ผ่านมาได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานราชการในพื้นที่และประชาชนอย่างเข้มแข็งจนสามารถลดจำนวนผู้เสพยา โดยเฉพาะกลุ่มเยาวชนได้เกินครึ่ง ซึ่งถือว่าเป็นตัวเลขที่น่าพอใจ

“เรื่องยาเสพติดต้องดําเนินการต่อเนื่อง ไม่เช่นนั้นจะไม่ประสบความสําเร็จ เมื่อครั้งผมเป็นรองนายกรัฐมนตรีได้นําโครงการนี้เสนอต่อรัฐบาล จนรัฐบาลนําไปเป็นต้นแบบ และบรรจุไว้ในนโยบายรัฐบาลให้ทุกอําเภอต้องมีศูนย์บําบัดฟื้นฟูยาเสพติด การบำบัดเพื่อเลิกยาเสพติดได้ มีอยู่จริง แต่ต้องทำอย่างจริงจัง เราจึงใช้คำว่า ศรัทธา เพราะการศรัทธาในการทำงาน ก็สามารถแก้ไขปัญหาได้” นายโสภณ กล่าว

ด้านนายจำลอง ใยไธสง นายกองค์การบริหารส่วนตําบลตลาดโพธิ์ กล่าวว่า  วันนี้หน่วยงานราชการแทบไม่ต้องลงพื้นที่เพื่อหาผู้ติดยาเสพติดเพราะคนในพื้นที่ช่วยกันสอดส่องดูแล  ขณะเดียวกันก่อนหน้านี้ไม่มีคนเชื่อว่าลูกหลานจะสามารถเลิกยาเสพติดได้ แต่พอโครงการนี้ดำเนินการไประยะหนึ่ง พบว่าในพื้นที่จำนวนผู้ติดยาลดลง จึงเป็นบทพิสูจน์และได้รับความร่วมมือจากคนในพื้นที่มากยิ่งขึ้น

ขณะที่นางประนอม หาญประโคน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจำตำบลบ้านว่านพัฒนาระบุว่า การทำงานของประธานรัฐสภาไม่ใช่การพูดอย่างเดียว แต่ลงพื้นที่ปฏิบัติให้คนในพื้นที่ได้เห็นจริง คนในพื้นที่จึงเกิดความเชื่อถือและร่วมมือ ขณะที่การดําเนินงานของโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพประจําตําบลนั้น ภายหลังผู้บำบัดฟื้นฟูยาเสพติดจบค่ายบำบัดรักษาแล้ว หน่วยงานจะมีการดูแลผู้บำบัดเป็นระยะเวลา 1 ปี และมีการติดตามประเมินผล โดยกระบวนการติดตามนั้นจะใช้ชุมชนเป็นผู้ดำเนินการ ชุมชนจึงมีส่วนสำคัญทำให้โครงการนี้ประสบความสำเร็จ

ส่วนนายกิตติพงษ์ ชะร่วงรัมย์ กำนันตำบลทะเมนชัย กล่าวว่า โครงการนี้ดำเนินการมาหลายรุ่น ประสบความสำเร็จมากกว่า 50% ผู้ปกครองที่มีลูกหลานเข้าร่วมโครงการรู้สึกขอบคุณ จนเกิดปรากฏการณ์อยากนำลูกหลานที่ติดยาเสพติดเข้ารับการบำบัดรักษาในค่ายฟื้นฟู รวมพลังรักศรัทธา แก้ปัญหายาเสพติดแบบบูรณาการ

วุฒิสภา ผนึก อว. เร่งยกเครื่องงานวิจัยไทย ดันใช้ AI ช่วยวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วุฒิสภา ผนึก อว. เร่งยกเครื่องงานวิจัยไทย ดันใช้ AI ช่วยวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วุฒิสภา ผนึก อว. เร่งยกเครื่องงานวิจัยไทย ดันใช้ AI ช่วยวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 14.04 น.

“วุฒิสภา”ผนึก”อว.” เร่งยกเครื่อง”งานวิจัยไทย” ดันใช้ AI ช่วยวางรากฐานเทคโนโลยีแห่งอนาคต เน้นใช้ได้จริง เดินหน้าทำกฎหมายรองรับ”เอไอ-ไซเบอร์-อวกาศ”เป็นระบบ เพิ่มศักยภาพ”ไทยสู่เวทีโลก

24 พฤษภาคม 2569 นายนิเวศ พันธ์เจริญวรกุล สมาชิกวุฒิสภา (สว.) ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการ (กมธ.) การเทคโนโลยีสารสนเทศ การสื่อสาร และการโทรคมนาคม วุฒิสภา เปิดเผยว่า เมื่อเร็วๆ นี้ที่ผ่านมา กมธ.การเทคโนโลยีฯ สว.ได้เข้าหารือและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นร่วมกับ นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.การอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เกี่ยวกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) ที่ไม่ใช่เรื่องของอนาคตอีกต่อไป แต่เป็นกลไกสำคัญที่จะกำหนดขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ โดยวุฒิสภาพร้อมสนับสนุนกระทรวง อว.อย่างเต็มที่ในการผลักดันระบบนิเวศ AI ของไทย โดยเฉพาะการพัฒนา AI ภาษาไทยที่เข้าใจบริบทและวัฒนธรรมไทย ควบคู่กับการปรับปรุงกฎหมายให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เพื่อส่งเสริมการลงทุนและนวัตกรรมใหม่ๆ

“ความจำเป็นในการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและการสร้างบุคลากรด้าน Network Security เพื่อรองรับการเปลี่ยนผ่านสู่ยุค AI อย่างปลอดภัย และมีระบบคุ้มครองข้อมูลที่มีประสิทธิภาพ” นายนิเวศ กล่าว

ด้าน นายชิบ จิตนิยม สว.ในฐานะโฆษกกมธ.ฯ และประธานคณะอนุกรรมการเสริมสร้าง ขับเคลื่อนและติดตามการดำเนินงานด้านวิจัยและพัฒนา ภายใต้คณะกรรมการวิจัยและพัฒนา วุฒิสภา กล่าวว่า ได้ร่วมแลกเปลี่ยนแนวทางการวางรากฐานระบบนิเวศนวัตกรรม โดยฝ่ายนิติบัญญัติมองเห็นความสำคัญของการผลักดันงานวิจัยจากห้องปฏิบัติการสู่การใช้ประโยชน์จริง ขณะที่นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่2 ในฐานะประธานคณะกรรมการวิจัยและพัฒนาของวุฒิสภา ได้มีดำริให้จัดงานนิทรรศการและเวทีเผยแพร่ผลงานวิจัยร่วมกับเครือข่ายสถาบันการศึกษากว่า 30 แห่ง ในช่วงต้นเดือนกันยายนนี้ เพื่อเปิดพื้นที่ให้นักวิจัยและหน่วยงานวิชาการนำเสนอผลงานต่อผู้กำหนดนโยบายโดยตรง และผลักดันให้เกิดการบูรณาการงานวิจัยสู่การขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างเป็นรูปธรรมต่อไป

นายชิบ กล่าวด้วยว่า สำหรับการหารือครั้งนี้ คณะกรรมาธิการการเทคโนโลยีสารสนเทศฯ ได้ติดตามและแลกเปลี่ยนข้อเสนอใน 6 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ การติดตามโครงการ Hackathon สืบสานมรดกแม่แห่งแผ่นดินสู่เศรษฐกิจสังคม แนวทางส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลและกฎหมายรองรับนวัตกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาศักยภาพทรัพยากรมนุษย์ การส่งเสริมการวิจัยและนวัตกรรมขั้นสูง อาทิ เทคโนโลยีโทรคมนาคม เทคโนโลยีชีวภาพ หุ่นยนต์และชีวกลศาสตร์ การพัฒนาเครือข่ายดิจิทัลของสถาบันอุดมศึกษาควบคู่ความปลอดภัยไซเบอร์ และการสร้างบุคลากรด้าน Network Security

ธนกร อัด ปิยบุตร เลิกปลุกปั่นทำสังคมสับสนความเป็นกลางขององคมนตรี

ธนกร อัด ปิยบุตร เลิกปลุกปั่นทำสังคมสับสนความเป็นกลางขององคมนตรี

ธนกร อัด ปิยบุตร เลิกปลุกปั่นทำสังคมสับสนความเป็นกลางขององคมนตรี

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.52 น.

“ธนกร”อัด”ปิยบุตร” เลิกปลุกปั่นให้สังคมสับสนความเป็นกลางขององคมนตรี จวกตั้งใจมองข้ามข้อเท็จจริง ปล่อยให้อคติบังตา​ เหน็บอย่าทำตัวเป็นคนใจแคบ​ หัดมองคนอื่นในแง่ดีบ้าง​ ติงไม่คุ้มหรอก ทำลายความเชื่อมั่นของคนทั้งประเทศ เพื่อหวังผลทางการเมืองของคนเพียงไม่กี่คน

24 พฤษภาคม 2569 นายธนกร วังบุญคงชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม โพสต์เฟซบุ๊กส่วนตัวถึงกรณีที่ นายปิยบุตร แสงกนกกุล เลขาธิการคณะก้าวหน้า ระบุถึงข้อเสนอเรื่องการยกเลิกคณะองคมนตรี โดยอ้างว่าคนจำนวนมากเริ่มตั้งคำถามถึงสถานะความเป็นกลางของคณะองคมนตรี จนอาจกระทบกระเทือนถึงสถาบันกษัตริย์ได้ ว่า คนจำนวนมากที่นายปิยบุตรอ้างถึงน่าจะหมายถึงด้อมส้มทั้งหลายที่เฮไหนเฮด้วยไปกับนายปิยบุตร แต่ไม่ใช่คนส่วนใหญ่ของประเทศอย่างแน่นอน ทั้งนี้ นายปิยบุตรเองก็รู้อยู่แก่ใจดีว่า คณะองคมนตรีไม่ได้มีอำนาจบริหารประเทศ ไม่สามารถอนุมัติงบประมาณหรือแต่งตั้งโยกย้ายอะไรได้เลย แต่นายปิยบุตรตั้งใจมองข้ามข้อเท็จจริงเหล่านี้ไป แล้วหันไปสร้างภาพหวาดระแวงต่างๆ ทางการเมืองขึ้นมาปลุกปั่นด้อมส้มแทน ทั้งๆ ที่ตั้งแต่อดีตมาองคมนตรีก็เคยเข้าร่วมประชุมกับรัฐบาลมาหลายยุคหลายสมัยแล้ว แต่นายปิยบุตรเลือกที่จะไม่พูดความจริง

นายปิยบุตรไม่ควรเลือกมองเฉพาะมุมใดมุมหนึ่งเพียงด้านเดียวที่คิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับตัวเอง ทั้งๆ ที่ข้อเท็จจริงแล้วไม่มีหลักฐานอะไรเลยด้วยซ้ำว่า คณะองคมนตรีจะเข้ามาสั่งการรัฐบาลตามที่นายปิยบุตรพยายามสร้างภาพ นายปิยบุตรควรจะพูดถึงประโยชน์ที่ประชาชนจะได้รับจากการประชุมภัยแล้งครั้งนี้ด้วย อย่าให้อคติมาบังตา​ อย่าทำตัวเป็นคนใจแคบ​ หัดมองคนอื่นในแง่ดีบ้าง​ ทั้งนี้ สถานการณ์ภัยแล้งที่กำลังจะเกิดขึ้น อาจจะส่งผลกระทบกับประชาชนในหลายพื้นที่ ซึ่งวันนี้รัฐบาลพยายามวางมาตรการต่างๆ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาอย่างดีที่สุดเท่าที่จะทำได้ แต่วันนี้เรากลับต้องมาเสียเวลาไปกับการอธิบายข้อกล่าวหาทางการเมืองที่ไม่มีมูลความจริงอะไรเลยจากคนเพียงไม่กี่คน

วันนี้ประเทศไทยบอบช้ำมาพอแล้ว อย่าทำลายความเชื่อมั่นของคนทั้งประเทศ เพียงเพื่อหวังผลทางการเมืองของกลุ่มคนเพียงไม่กี่คนอีกเลย มันไม่คุ้มหรอก

นิกร กางละเอียดยิบ ไทม์ไลน์จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นิกร กางละเอียดยิบ ไทม์ไลน์จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

นิกร กางละเอียดยิบ ไทม์ไลน์จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.22 น.

“นิกร”กางละเอียดยิบ ไทม์ไลน์”จัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่” คาดประกาศใช้ช่วง เม.ย.-พ.ค.ปี 72 / เข้าพิจารณาในรัฐสภาวาระแรก มิ.ย.69 โหวตวาระ 2-3 เดือน ต.ค.69 ทำประชามติครั้งที่ 2 ม.ค.-ก.พ.70 ครั้งที่สาม ก.พ.72

24 พฤษภาคม 2569 นายนิกร จำนง สส.บัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย ในฐานะผู้ร่วมร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับพรรคภูมิใจไทย เปิดเผยปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า คาดว่าจะมีรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ บังคับใช้ช่วงกลางปี 2572 โดยไล่เรียงตามปฏิทินการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ หากรัฐสภานัดพิจารณาในช่วงเดือนมิ.ย.นี้ และรับหลักการในวาระ 1 ส่วนวาระ 2 และ 3 ช่วงเดือน ต.ค.69 จากนั้นรัฐสภาจะส่งร่างแก้รัฐธรรมนูญให้รัฐบาล และคณะกรรมการเลือกตั้ง (กกต.) ดำเนินการจัดทำประชามติครั้งที่ 2 อาจเป็นช่วงเดือน ม.ค. – ก.พ.2570 หากผลประชามติประชาชนเห็นชอบ จะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯเพื่อประกาศบังคับใช้ต่อไป

นายนิกร กล่าวต่อว่า สำหรับในช่วงเดือน ส.ค.70 – ส.ค.71 คาดว่าจะเป็นช่วงการสรรหาสภาร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) ที่จะใช้ในขั้นตอนนี้ 1 – 2 เดือน เมื่อได้ สสร.แล้วจะตั้งกรรมาธิการจำนวน 45 คน มายกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ พร้อมตั้งคณะกรรมาธิการรับฟังความเห็นที่มาจาก สสร.ตัวจริง 15 คน และมาจาก สสร.สำรองอีก 15 คน ให้สรรหาจากกลุ่มบุคคลอีก 15 คน ออกไปรับฟังความเห็นและจัดทำรัฐธรรมนูญอีกเป็น 1 ปี

“คาดว่าในเดือน ก.ย.2571 จะได้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ที่ดำเนินการเสร็จสิ้น จากนั้นในช่วงเดือน ก.พ.2572 จะทำประชามติครั้งที่ 3 เมื่อผ่านความเห็นชอบจะนำร่างขึ้นทูลเกล้าฯ และเป็นไปได้ว่าจะประกาศบังคับใช้รัฐธรรมนูญฉบับใหม่ ในช่วงเดือน เม.ย.ถึง พ.ค.2572” นายนิกร กล่าว

ณัฐวุฒิกระทุ้งรัฐบาล เร่งแก้กฎหมายให้สอดรับสมรสเท่าเทียม

ณัฐวุฒิกระทุ้งรัฐบาล เร่งแก้กฎหมายให้สอดรับสมรสเท่าเทียม

ณัฐวุฒิกระทุ้งรัฐบาล เร่งแก้กฎหมายให้สอดรับสมรสเท่าเทียม

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 13.11 น.

“ณัฐวุฒิ”กระทุ้งรัฐบาล เร่งแก้กฎหมายให้สอดรับ”สมรสเท่าเทียม” หลังผ่าน 480 วันยังไม่เสร็จ ย้ำต้องใส่ใจคุ้มครองสิทธิทุกคู่สมรส ไม่ทำเดือนไพรด์เป็นเพียงอีเวนต์รายปี

24 พฤษภาคม 2569 นายณัฐวุฒิ บัวประทุม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน เรียกร้องรัฐบาลให้เร่งติดตามการทบทวนและแก้ไขกฎหมายเพื่อให้สอดรับกับพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ หรือกฎหมายสมรสเท่าเทียม ซึ่งประกาศใช้ตั้งแต่ 23 มกราคม 2568 โดยระบุว่า ในกฎหมายสมรสเท่าเทียมมาตรา 68 ได้กำหนดให้หน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบ ต้องประเมินผลสัมฤทธิ์และดำเนินการทบทวนกฎหมายที่เกี่ยวข้อง เพื่อเสนอร่างแก้ไขต่อคณะรัฐมนตรีภายใน 180 วันนับแต่วันที่กฎหมายใช้บังคับ ซึ่งได้ครบกำหนดไปแล้วตั้งแต่วันที่ 19 กรกฎาคม 2568 จนถึงวันนี้เป็นเวลากว่า 480 วัน การแก้ไขกฎหมายเหล่านั้นก็ยังไม่แล้วเสร็จ

โดยเราสามารถจำแนกกฎหมายที่ต้องแก้ไขปรับปรุงได้เป็น 2 กลุ่มหลัก กลุ่มที่ 1 ประมาณ 70 – 80 ฉบับ เป็นกฎหมายที่แม้ยังไม่ได้มีการแก้ถ้อยคำให้ตรงกับความหมายของคู่สมรสตามกฎหมายใหม่ แต่กฎหมายสมรสเท่าเทียมได้เปิดช่องรับรองสิทธิของคู่สมรสเพศหลากหลายไว้โดยอัตโนมัติ เช่น สิทธิในการรับมรดก สิทธิในการรักษาพยาบาล แต่กลุ่มที่ 2 มีกฎหมายสำคัญ 3 ฉบับ ที่หากรัฐบาลไม่เร่งแก้ไข จะกระทบอย่างมากต่อสิทธิและหน้าที่ของคู่สมรสผู้มีความหลากหลายทางเพศ ประกอบด้วย (1) ประมวลรัษฎากร ในส่วนที่เกี่ยวกับหน้าที่และสิทธิทางภาษีต่อบุตรหรือบุตรบุญธรรม

(2) พ.ร.บ.คุ้มครองเด็กที่เกิดโดยอาศัยเทคโนโลยีช่วยการเจริญพันธุ์ทางการแพทย์ 2558 หรือ พ.ร.บ.อุ้มบุญฯ ซึ่งปัจจุบันจำกัดสิทธิไว้เฉพาะคู่สมรสชาย-หญิงที่หญิงนั้นไม่อาจตั้งครรภ์เองได้เท่านั้น หากไม่แก้ไข คู่สมรสชาย-ชาย หรือหญิง-หญิง จะไม่สามารถใช้สิทธิในการอุ้มบุญอย่างถูกกฎหมายได้ (3) พ.ร.บ.สัญชาติ 2508 ที่ปัจจุบันกำหนดเงื่อนไขการขอสัญชาติไทยไว้ต่างกัน โดยเปิดให้กรณี “หญิงต่างชาติที่สมรสกับผู้มีสัญชาติไทย” ยื่นขอสัญชาติได้ง่ายกว่า แต่กรณีนี้คิดเป็นเพียง 1 ใน 5 ของรูปแบบการสมรสของผู้มีสัญชาติไทยกับบุคคลต่างชาติทั้งหมด ส่งผลให้รูปแบบการสมรสอื่นๆ ซึ่งรวมถึงการสมรสของผู้มีความหลากหลายทางเพศ ต้องใช้เกณฑ์การแปลงสัญชาติที่ยากกว่าอย่างไม่เป็นธรรม

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อว่า สำหรับกฎหมายอุ้มบุญนั้น ที่ผ่านมาหน่วยงานรัฐที่รับผิดชอบคือกระทรวงสาธารณสุข มีข้อกังวลเกี่ยวกับความเสี่ยงและช่องโหว่ที่อาจนำไปสู่การค้ามนุษย์ ขณะที่ พ.ร.บ.สัญชาติ ทางกระทรวงมหาดไทยก็กังวลว่าอาจกลายเป็นช่องทางให้บุคคลบางกลุ่มใช้การสมรสบังหน้าเพื่อแปลงสัญชาติ อย่างไรก็ตาม ตนมองว่าประเด็นเหล่านี้สามารถออกแบบกลไกและแนวทางป้องกันได้ และยังคงจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายเพื่อคุ้มครองไม่ให้บุคคลใดต้องเสียสิทธิ

นอกจากนี้ ในสภาผู้แทนราษฎรชุดที่แล้ว ตนอยู่ในคณะกรรมาธิการกิจการเด็ก เยาวชน สตรี ผู้สูงอายุ ผู้พิการ กลุ่มชาติพันธุ์ และผู้มีความหลากหลายทางเพศ ได้เชิญกระทรวงสาธารณสุขและกระทรวงมหาดไทย มาชี้แจงความคืบหน้าการทบทวนและแก้ไขกฎหมาย แต่ทั้งสองหน่วยงานบอกเพียงว่าอยู่ในขั้นตอนยกร่างและเปิดรับฟังความคิดเห็น แล้วหลังจากนั้นก็เงียบหายไป

นายณัฐวุฒิ กล่าวต่อไปว่า ในการหาเสียงเลือกตั้งที่ผ่านมา พรรคประชาชนได้ประกาศว่าจะเดินหน้าแก้ไขกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว พร้อมรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องอย่างถี่ถ้วนรอบด้าน โดยในการประชุมสภาผู้แทนราษฎรที่ผ่านมา ตนได้อภิปรายเพื่อย้ำเตือนว่า Pride Month ที่กำลังจะมาถึงในเดือนมิถุนายน ไม่ควรถูกทำให้เป็นเพียงอีเวนต์ประจำปีของรัฐบาล แต่รัฐบาลต้องใส่ใจในเนื้อหาสาระและการรับรองสิทธิทางกฎหมายของผู้มีความหลากหลายทางเพศ เพราะเรื่องนี้ต่างหากที่จะสะท้อนเจตจำนงของรัฐบาลว่ามีความจริงจังต่อการสร้างความเท่าเทียมทางเพศในสังคมมากน้อยแค่ไหน

ในสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน ตนในฐานะกรรมาธิการของ กมธ.กิจการเด็กฯ ได้มีการหารือเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา เพื่อจะได้เชิญหน่วยงานที่รับผิดชอบเข้ามาชี้แจงและเร่งรัดความคืบหน้าของการทบทวนและแก้ไขกฎหมายต่อไป โดยไม่ว่ารัฐบาลจะดำเนินการอย่างไรต่อจากนี้ พรรคประชาชนจะเดินหน้ายกร่างกฎหมายทั้ง 3 ฉบับดังกล่าว เสนอต่อสภาผู้แทนราษฎรในอนาคตอันใกล้ เพื่อให้ผู้มีความหลากหลายทางเพศและทุกคนได้เข้าถึงสิทธิที่เท่าเทียมกันอย่างแทัจริง