เลิกเน้นปริมาณ! เตือนท่องเที่ยวไทย ปรับตัวสู่ ‘ความยั่งยืน’ ก่อนสู้ประเทศอื่นไม่ได้

เลิกเน้นปริมาณ! เตือนท่องเที่ยวไทย ปรับตัวสู่ 'ความยั่งยืน' ก่อนสู้ประเทศอื่นไม่ได้

เลิกเน้นปริมาณ! เตือนท่องเที่ยวไทย ปรับตัวสู่ ‘ความยั่งยืน’ ก่อนสู้ประเทศอื่นไม่ได้

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.50 น.

อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยซึ่งเป็นเส้นเลือดใหญ่ของเศรษฐกิจกำลังเผชิญกับบททดสอบครั้งสำคัญ เมื่อจำนวนนักท่องเที่ยวที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องกำลังกลายเป็น “ต้นทุนสะสม” ที่ย้อนกลับมาทำลายทรัพยากรธรรมชาติและคุณภาพชีวิตของคนในพื้นที่ ล่าสุด นักวิชาการออกโรงเตือน การเติบโตแบบเน้น “ปริมาณ” กำลังมาถึงทางตัน แนะรัฐเร่งเครื่องสู่การท่องเที่ยวยั่งยืนอย่างเป็นระบบ ชี้มาตรฐานสีเขียวปัจจุบันยังกระจัดกระจาย ทำรายย่อยตกขบวน และแก้ปัญหาคาร์บอนไม่ตรงจุด

บทความวิเคราะห์เชิงลึกโดย ดร.นพรุจ จินดาสมบัติเจริญ และ วิริน ขาวรัตน์ ในหัวข้อ จากปริมาณสู่คุณภาพ โจทย์ท้าทายท่องเที่ยวไทย เปิดเผยว่า ปัญหาทรัพยากรและโครงสร้างพื้นฐานที่รับภาระหนักจากการท่องเที่ยว เริ่มสะท้อนให้เห็นผ่านแนวคิดของรัฐบาลที่เตรียมพิจารณาลดระยะเวลา “ฟรีวีซ่า” เหลือ 30 วัน สิ่งนี้ตอกย้ำว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ “คุณภาพ” โดยมีเงื่อนไขเรื่อง “การท่องเที่ยวยั่งยืน” (Sustainable Tourism) เป็นตัวชี้วัดการอยู่รอด

มาตรฐานกระจัดกระจาย – รายย่อยตกขบวน

แม้ประเทศไทยจะเริ่มตื่นตัวด้านการท่องเที่ยวคาร์บอนต่ำ ผ่านมาตรฐานต่างๆ เช่น Green Hotel Plus หรือ Green Destination Standards แต่งานวิจัยชี้ว่า นโยบายเหล่านี้ยังอยู่ในรูปแบบภาคสมัครใจและมีลักษณะกระจัดกระจาย ขาดเส้นทางการเปลี่ยนผ่านที่ชัดเจนจากภาครัฐ

ที่น่ากังวลคือ ความเหลื่อมล้ำในการปรับตัว ธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีความพร้อมด้านเงินทุนสามารถยกระดับตัวเองให้ผ่านเกณฑ์ได้ ในขณะที่ผู้ประกอบการรายย่อย (SME) กลับต้องเผชิญอุปสรรคด้านทรัพยากรและความรู้ ส่งผลให้ความยั่งยืนกลายเป็นเพียงเครื่องมือของรายใหญ่ และอาจยิ่งถ่างช่องว่างความเหลื่อมล้ำในอุตสาหกรรมให้กว้างขึ้น

แก้ปัญหาคาร์บอนผิดจุด-ละเลยรากเหง้า

นอกจากนี้ นโยบายปัจจุบันยังถูกตั้งคำถามว่า “แก้ปัญหาตรงจุดหรือไม่” เนื่องจากมาตรการส่วนใหญ่กระจุกตัวอยู่กับการจัดการที่พักและการชดเชยคาร์บอน ทั้งที่ข้อมูลเชิงประจักษ์ระบุชัดเจนว่า แหล่งปล่อยก๊าซเรือนกระจกที่สูงที่สุดในภาคการท่องเที่ยวคือ “การเดินทางและการใช้พลังงานในห่วงโซ่อุปทาน” หากไม่มีการจัดการที่ต้นตอ การมุ่งสู่คาร์บอนต่ำของไทยก็จะเป็นเพียงการปรับตัวระดับผิวหน้าเท่านั้น

ความยั่งยืนไม่ใช่แค่สีเขียว แต่คือเศรษฐกิจและสังคม

งานวิจัยยังย้ำว่า ความยั่งยืนไม่ได้มีแค่มิติสิ่งแวดล้อม แต่ต้องมองรวมถึงมิติเศรษฐกิจและสังคม ปัจจุบันรายได้จากการท่องเที่ยวยังคงกระจุกตัวอยู่เพียงไม่กี่จังหวัด ขณะที่เมืองท่องเที่ยวหลักอย่าง “ภูเก็ต” กำลังเผชิญขีดจำกัดในการรองรับ ทั้งปัญหาขยะ น้ำเสีย และโครงสร้างพื้นฐาน รวมถึงปัญหาเรื้อรังด้านความปลอดภัยของนักท่องเที่ยวที่บั่นทอนความเชื่อมั่น

ยิ่งไปกว่านั้น ภาคท่องเที่ยวยังเป็นแนวหน้าที่จะได้รับผลกระทบจาก การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ (Climate Change) เช่น ภัยแล้ง น้ำท่วม หรือการเสื่อมโทรมของปะการัง ซึ่งต้องอาศัยการวางแผนรับมือแบบเจาะจงในแต่ละพื้นที่ (Local Adaptation)

“ความยั่งยืนของการท่องเที่ยวไทยจะไม่เกิดขึ้นจากโครงการใดโครงการหนึ่ง แต่ต้องเกิดจากการเปลี่ยนวิธีคิดเชิงนโยบายทั้งระบบ หากไม่มีการเชื่อมโยงมาตรฐาน โครงสร้างพื้นฐาน การกระจายรายได้ และความปลอดภัยเข้าด้วยกัน การท่องเที่ยวไทยอาจเติบโตได้เพียงปริมาณบนฐานที่เปราะบาง และท้ายที่สุดจะบั่นทอนความสามารถในการแข่งขันของประเทศเอง” บทความระบุทิ้งท้าย

ขอขอบคุณข้อมูลจาก TDRI
https://tdri.or.th/2026/05/sustainable-thai-tourism-growth/#%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B9%80%E0%B8%94%E0%B9%87%E0%B8%99%E0%B8%A7%E0%B8%B4%E0

สว.รวมตัวแสดงจุดยืน! นัดแถลงโต้ เท้ง ยัดครหาระบอบสีน้ำเงิน

สว.รวมตัวแสดงจุดยืน! นัดแถลงโต้ เท้ง ยัดครหาระบอบสีน้ำเงิน

สว.รวมตัวแสดงจุดยืน! นัดแถลงโต้ เท้ง ยัดครหาระบอบสีน้ำเงิน

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 12.05 น.

24 พฤษภาคม 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำนักประชาสัมพันธ์ วุฒิสภา แจ้งหมายผ่านสื่อมวลชนประจำรัฐสภา มีรายละเอียดว่า สว.รวมตัวแสดงจุดยืนตอบโต้หัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) ในวันพรุ่งนี้ (25 พ.ค.) เวลา 09.45 น. คณะสมาชิกวุฒิสภา (สว.) กว่า 50 คน ร่วมกันแถลงข่าวตอบโต้ นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ หัวหน้าพรรคประชาชน กรณีโพสต์เฟซบุ๊กกล่าวหาวุฒิสภา ทำลายหลักการสำคัญของระบอบประชาธิปไตยภายใต้การเมืองระบอบสีน้ำเงิน ที่บริเวณโถงชั้น 1 อาคารรัฐสภา (ฝั่ง สว.)

เอาไงดี? ชาวชุมพรหวั่น ‘แลนด์บริดจ์’ หวังเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่กลัวมลพิษและปัญหาเวนคืน

เอาไงดี? ชาวชุมพรหวั่น 'แลนด์บริดจ์' หวังเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่กลัวมลพิษและปัญหาเวนคืน

เอาไงดี? ชาวชุมพรหวั่น ‘แลนด์บริดจ์’ หวังเศรษฐกิจฟื้นตัว แต่กลัวมลพิษและปัญหาเวนคืน

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.47 น.

โครงการยุทธศาสตร์ “แลนด์บริดจ์” เชื่อมอ่าวไทย-อันดามัน กำลังสร้างความรู้สึกที่หลากหลายให้กับคนในพื้นที่ โดยมีทั้งความคาดหวังที่จะเห็นการเติบโตทางเศรษฐกิจ และความกังวลต่อผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นกับวิถีชีวิตในอนาคต

23 พฤษภาคม 2569 นายวณัฐพงศ์ ทิพย์รัตน์ เจ้าของร้านอาหารแหลมหญ้า ซีฟู้ด อ.หลังสวน จ.ชุมพร ได้สะท้อนมุมมองที่มีแต่โครงการ  “แลนด์บริดจ์” แบ่งออกเป็น 2 ด้านอย่างชัดเจน

  • ความหวัง มองว่าโครงการระดับเมกะโปรเจกต์นี้จะช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจในพื้นที่ สร้างงาน สร้างอาชีพให้คนรุ่นหลัง และทำให้การค้าขายมีรายได้ที่มั่นคงขึ้น โดยยกตัวอย่างจังหวัดระยองที่มีรายได้สูงจากการมีท่าเรืออุตสาหกรรม
  • ความกังวล แม้จะหวังเรื่องรายได้ แต่ก็กังวลเรื่องปัญหาสิ่งแวดล้อมและมลพิษแบบที่จังหวัดระยองต้องเผชิญ ซึ่งอาจส่งผลเสียต่อสุขภาพของคนในชุมชน

ความกังวลเรื่องความชัดเจนของพื้นที่

แม้ทางสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) จะเคยชี้แจงว่าแนวเขตโครงการอยู่ห่างจากพื้นที่ร้านของตนไปราว 1.3 กิโลเมตร แต่ชาวบ้านยังคงมีความหวาดระแวงว่า ในอนาคตอาจมีการขยายอาณาเขตและนำไปสู่การเวนคืนที่ดิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อลูกหลานหากไม่มีข้อตกลงที่แน่นอน

ข้อเสนอแนะถึงรัฐบาล

ในตอนท้าย ตัวแทนผู้ประกอบการได้ฝากถึงรัฐบาลว่า หากจะเดินหน้าโครงการนี้อย่างจริงจัง ควรประกาศขอบเขตพื้นที่ดำเนินงานให้ชัดเจน ว่าจุดใดจะถูกพัฒนาหรือเวนคืน เพื่อให้ประชาชนในพื้นที่สามารถทำมาหากินและวางแผนชีวิตต่อไปได้โดยไม่ต้องอยู่บนความไม่แน่นอนและความหวาดระแวง

มท.สั่ง ผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก หนุนจัดตั้ง อาสาสมัครฝนหลวง

มท.สั่ง ผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก หนุนจัดตั้ง อาสาสมัครฝนหลวง

มท.สั่ง ผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก หนุนจัดตั้ง อาสาสมัครฝนหลวง

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.44 น.

‘มท.’ สั่ง ‘ผู้ว่าฯ 25 จังหวัดภาคกลาง-ตะวันออก’ หนุนจัดตั้ง ‘อาสาสมัครฝนหลวง’ ร่วมประสานขอรับสนับสนุนฝนหลวง ช่วยบรรเทาความเดือดร้อนประชาชนในช่วง ‘ฤดูแล้ง’

24 พฤษภาคม 2569 นายอรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยถึงการขับเคลื่อนการพัฒนาโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ โดยน้อมนำพระราชปณิธาน ‘สืบสาน รักษา และต่อยอด’ ว่า เป็นแนวทางการขับเคลื่อนในพื้นที่จังหวัด เพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนในสภาวะอากาศที่มีความเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะอย่างยิ่งสภาวะอากาศที่ส่งผลกระทบให้เกิดภาวะแห้งแล้งในจังหวัดภาคกลาง โดยล่าสุด กระทรวงมหาดไทยได้ร่วมประชุมกับคณะอนุกรรมการติดตามและขับเคลื่อนโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริในพื้นที่ภาคกลาง เมื่อวันที่ 22เม.ย.ที่ผ่านมา ซึ่งกระทรวงมหาดไทยได้รับการขอความร่วมมือส่งเสริมการจัดตั้งอาสาสมัครฝนหลวงในแต่ละจังหวัด และประสานติดตามเร่งรัดและบูรณาการการขับเคลื่อนโครงการที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานในพื้นที่

ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวต่อว่า เพื่อให้การดำเนินโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ภาคกลางเกิดประโยชน์สูงสุดต่อพี่น้องประชาชน บรรเทาความเดือดร้อนและผลกระทบต่อชีวิตและทรัพย์สินของพี่น้องประชาชน โดยเฉพาะจากสภาวะภัยแล้ง จึงได้สั่งการไปยังผู้ว่าราชการจังหวัด 25 จังหวัดภาคกลางและภาคตะวันออก ดำเนินการส่งเสริมการจัดตั้ง “อาสาสมัครฝนหลวงในแต่ละจังหวัด” เพื่อประสานงานกับกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ในการขอรับสนับสนุนฝนหลวงสำหรับเพิ่มปริมาณน้ำในอ่างเก็บน้ำและพื้นที่เกษตรเพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในช่วงฤดูแล้ง และประสานติดตามเร่งรัดและบูรณาการกับหน่วยงานในพื้นที่ที่เกี่ยวข้องในการขับเคลื่อนโครงการฯ ในพื้นที่ให้เป็นไปตามระเบียบกฎหมาย จะเกิดประโยชน์สูงสุดกับพี่น้องประชาชนโดยเร็ว

ทั้งนี้ สำหรับรายชื่อ 25 จังหวัด ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี จันทบุรี ฉะเชิงเทรา ชลบุรี ชัยนาท ตราด นครนายก นครปฐม นนทบุรี ปทุมธานี ประจวบคีรีขันธ์ ปราจีนบุรี พระนครศรีอยุธยา เพชรบุรี ระยอง ราชบุรี ลพบุรี สมุทรปราการ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุพรรณบุรี และจังหวัดอ่างทอง.

สมชาย แหก ปิยบุตร มุ่งลิดรอนพระราชอำนาจ

สมชาย แหก ปิยบุตร มุ่งลิดรอนพระราชอำนาจ

สมชาย แหก ปิยบุตร มุ่งลิดรอนพระราชอำนาจ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 11.24 น.

24 พฤษภาคม 2569 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า ใครยังสงสัยว่า นาย ปิยะบุตร แสงกนกกุล

แกนนำจิตวิญญาณพรรคอนาคตใหม่ ซึ่งถูกยุบพรรคมาแล้ว2ครั้ง

ยังคงมุ่งมั่นที่จะเปลี่ยนแปลง ภายใต้ข้ออ้างปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

จึงต้องตรวจสอบข้อมูล ย้อนดูแนวคิด

และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญที่เขาเสนอ เมื่อ10 สิงหาคม 2564 อีกครั้ง

จะรู้ตื้นลึกชัดเจนว่าเขาคิดจะอย่างไร

ต่อสถาบันกษัตริย์ที่ดำรงอยู่ควบคู่การปกครองในระบอบประชาธิปไตยอ้นมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข ของประเทศไทยในเวลานี้

ขอให้ทุกท่านพิจารณาดู ครับ

ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ของนาย ปิยะบุตร10 ประเด็น โดยผมมีความส่วนตัวที่ไม่เห็นด้วยมีดังนี้

1) กำหนดพระราชสถานะประมุขของรัฐ ศูนย์รวมจิตใจ และความเป็นกลางทางการเมือง ในประเด็นนี้ไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมีการบัญญัติไว้เป็นลายลักษณ์อักษรในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ด้วยเหตุที่เป็นข้อเท็จจริงรับรู้ในสังคมไทยตามประวัติศาสตร์ชาติและจารีตประเพณีในการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขของประเทศไทย อยู่แล้ว

ซึ่งในเรื่องความเป็นกลางทางการเมืองนั้น ก็มิใช่แค่พระมหากษัตริย์ที่จะต้องวางตัวเป็นกลางทางการเมืองในการไม่เข้ากับฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด แต่รวมถึงพระบรมวงศานุวงศ์อีกด้วย ซึ่งทั้งหมดเป็นหลักการพื้นฐานที่ใช้บังคับอยู่ในรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยปัจจุบันอยู่แล้วในลักษณะจารีตประเพณีในทางรัฐธรรมนูญ

ไม่มีความจำเป็นต้องเขียนไว้เป็นตัวอักษรแต่ประการใด

การนำประเด็นนี้ขึ้นมานำเสนอเป็นเรื่องแรก ดูจะเป็นความพยายามกลบเกลื่อนเจตนาที่แฝงเร้นบางประการ

2)จะกำหนดพระราชอำนาจ ขอบเขตของเอกสิทธิ์และความคุ้มกันพระมหากษัตริย์ให้ชัดเจน คือ “กำหนดขอบเขตของพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ ว่าพระมหากษัตริย์ทรงมีพระราชอำนาจเกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐได้เท่าที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ

“พระมหากษัตริย์ไม่ทรงมีพระราชอำนาจเหนือสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี ศาล องค์กรอิสระ และองค์กรอื่นของรัฐ ”

“การกระทำของพระมหากษัตริย์ที่เกี่ยวข้องกับกิจการของรัฐ ต้องได้รับคำแนะนำและความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร คณะรัฐมนตรี หรือรัฐมนตรี ตามที่กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญนี้เสียก่อน

และต้องมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการเสมอ หากการกระทำใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ ถือเป็นโมฆะ ”

“การกระทำอื่นใดของพระมหากษัตริย์ที่ไม่ได้เป็นการปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งพระมหากษัตริย์หรือในฐานะประมุขของรัฐย่อมไม่อยู่ภายใต้เอกสิทธิ์และความคุ้มกัน”

“ยกเลิกพระราชอำนาจในการยับยั้งการลงพระปรมาภิไธยประกาศใช้กฎหมายที่ผ่านความเห็นชอบจากสภา”

3) เปลี่ยนกฎมณเฑียรบาล เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญ สภาฯ แก้ไขได้

“ให้สภาผู้แทนราษฎรดำเนินการตรากฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยนำกฎมณเฑียรบาลฯ ที่ใช้อยู่ มาพิจารณาประกอบด้วย ทำให้การสืบทอดตำแหน่งพระมหากษัตริย์ เป็นไปตามหลักการกำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญและกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ โดยมีกระบวนการพิจารณาและการประกาศใช้เช่นเดียวกับกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญฉบับอื่นๆ

โดยอ้างเหตุที่ต้องกำหนดให้เป็นกฎหมายประกอบรัฐธรรมนูญก็เพราะว่าพระมหากษัตริย์เป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญ เฉกเช่นเดียวกันกับคณะรัฐมนตรี สภาผู้แทนราษฎร วุฒิสภา และศาล”

4)เปลี่ยนแปลงกระบวนการเข้าสู่ตำแหน่งพระมหากษัตริย์การเสนอพระนามองค์รัชทายาทหรือองค์ผู้สืบราชสันตติวงศ์ให้สภาผู้แทนราษฎรให้ความเห็นชอบ

การกำหนดเช่นนี้ย่อมขัดแย้งต่อหลักการขึ้นครองราชย์ที่บัญญัติรับรองไว้ในรัฐธรรมนูญไทยที่ชอบแล้วและขัดแย้งต่อพระราชอำนาจของพระมหากษัตริย์ในการแต่งตั้งพระรัชทายาทที่จะขึ้นครองราชย์ต่อไป

5) กำหนดให้พระมหากษัตริย์และผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับหน้าที่ ต้องปฏิญาณตนก่อนเข้ารับตำแหน่งในสภาผู้แทนราษฎร เป็นการกระทำที่ไม่เหมาะสม

“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ ได้เสนอเกี่ยวกับกระบวนการเข้ารับตำแหน่งของพระมหากษัตริย์ โดยกำหนดให้ก่อนเข้ารับหน้าที่ พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณตนต่อสภาผู้แทนราษฎรเสียก่อน

ซึ่งกระบวนการนี้ไม่เคยปรากฏมาก่อน

ในประวัติศาสตร์รัฐธรรมนูญไทย

***โดยกำหนให้พระมหากษัตริย์ต้องปฏิญาณต่อสภาผู้แทนราษฎร ด้วยถ้อยคำว่า “ข้าพเจ้าขอปฏิญาณว่า ข้าพเจ้าจะปฏิบัติหน้าที่ในฐานะพระมหากษัตริย์ผู้เป็นประมุขของประเทศด้วยความซื่อสัตย์ เพื่อประโยชน์ของประเทศและประชาชน ทั้งจะรักษาไว้และปฏิบัติตามซึ่งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยและกฎหมายที่ตราขึ้นโดยสภาผู้แทนราษฎรทุกประการ”

6)เสนอให้ “ยกเลิกองคมนตรี” โดยกเลิกบทบัญญัติที่เกี่ยวกับองคมนตรีซึ่งอยู่ในรัฐธรรมนูญ หมวด 2 ได้แก่ มาตรา 10 ถึงมาตรา 14 และแก้ไขบทบัญญัติอื่นๆ ที่องคมนตรีเข้าไปเกี่ยวข้อง เช่น ตัดคำว่า “องคมนตรี” ออกจากมาตรา 183 ซึ่งกำหนดเรื่องเงินประจำตำแหน่งและประโยชน์ตอบแทนอย่างอื่นของผู้ดำรงตำแหน่งต่างๆ ซึ่งมีตำแหน่งองคมนตรีอยู่ด้วย

7)กำหนดให้พระมหากษัตริย์ต้องตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หากจะปฏิบัติพระราชภาระไม่ได้/ไม่อยู่ในประเทศ

“ถ้าพระมหากษัตริย์ไม่ได้ทรงแต่งตั้งผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์หรือไม่สามารถจะทรงแต่งตั้งได้ ร่างรัฐธรรมนูญฉบับปฏิรูปสถาบันกษัตริย์ เสนอให้ส.ส. ที่มีอายุสูงสุดสามคนเป็นคณะผู้สำเร็จราชการแทนพระองค์เป็นการชั่วคราว”

เปิดทางให้แก้กฎหมายเกี่ยวกับ “ส่วนราชการในพระองค์”

“ร่างรัฐธรรมนูญ ฉบับปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ กำหนดว่ามีการกระทำใดบ้างที่พระมหากษัตริย์กระทำโดยมีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการแล้วพระมหากษัตริย์ไม่ต้องรับผิด ซึ่งไม่ได้รวมถึงพระราชอำนาจในการจัดระเบียบบริหารราชการในพระองค์ด้วย จึงหมายหมายความว่าหากแก้ไขรัฐธรรมนูญโดยยกเลิกมาตรา 15 แล้ว พระมหากษัตริย์ก็ยังคงมีพระราชอำนาจในการแต่งตั้งหรือปลดข้าราชการในพระองค์โดยไม่มีผู้ลงนามรับสนองพระบรมราชโองการ แต่ผู้ที่เสียหายก็สามารถฟ้องร้องต่อพระมหากษัตริย์ได้ ”

9) สภาฯ กำหนดวงเงิน และอนุมัติ “เงินรายปี” ให้พระมหากษัตริย์ องค์กรอื่นตรวจสอบการใช้จ่ายได้

“สภาผู้แทนราษฎร จะมีหน้าที่และอำนาจกำหนดวงเงินและอนุมัติเงินรายปีในทุกสี่ปีอย่างสมพระเกียรติและพระราชสถานะของพระมหากษัตริย์ตามสมควร โดยกำหนดให้คณะกรรมการตรวจเงินแผ่นดินและผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดินจะมีหน้าที่และอำนาจตรวจสอบการใช้จ่ายเงินรายปีของพระมหากษัตริย์และรายงานให้สภาผู้แทนราษฎรทราบทุกปี”

10) ยกเลิกการลงพระปรมาภิไธยในพระบรมราชโองการแต่งตั้งข้าราชการฝ่ายทหารและฝ่ายพลเรือน ตําแหน่งปลัดกระทรวง อธิบดี และเทียบเท่า ให้คงไว้เพียงการลงพระปรมาภิไธยแต่งตั้งบุคคลดำรงตำแหน่งในองค์กรผู้ใช้อำนาจอธิปไตยและอำนาจตามรัฐธรรมนูญเท่านั้น อันได้แก่ รัฐมนตรี ตุลาการศาลยุติธรรม ผู้พิพากษา ตุลาการศาลปกครอง และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ข้อเสนอนี้นับว่าเป็นการทำลายสายสัมพันธ์ในความเชื่อมโยงผูกพันระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับข้าราชการระดับสูงที่มีอยู่ในระบบราชการไทยนับตั้งแต่อดีตที่มีการสร้างระบบราชการมาในยุคสมัยรัชกาลที่ 5 จนถึงปัจจุบัน

พสกนิกรผู้จงรักภักดีและประชาชนไทยในระบอบการปกครองประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ลองพิจารณาดูนะครับว่า เขาเสนอแนวคิดแบบนี้เพื่ออะไร ใช่การปฏิรูปที่ดีงามตามที่เขาพูดจริงๆ

หรือเป็นการบั่นทอนสถานะของพระมหากษัตริย์ไทยกันแน่???

การนำบทความแนวคิดของปิยะบุตร มา

ตีแผ่อีกครั้งในวันนี้ เพราะ เขายังคงหวนกลับมาย้ำเสนอแนวคิด ยกเลิกองคมนตรี 1ในข้อเสนอปฏิรูปกษัตริย์ที่เขาเคยเสนอไว้ เมื่อ10 สค 2564 อีกครั้ง

สมชาย แสวงการ
อดีตสมาชิกวุฒิสภา
24 พค 2569

Cr. รายละเอียดจากสื่อดังนี้

1. เปิดชุดข้อเสนอสำเร็จรูป #แก้รัฐธรรมนูญ ปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์
https://www.ilaw.or.th/articles/4865?shem=rimspwouoe,

2. ปิยบุตร’ เสนอร่างแก้รัฐธรรมนูญ หมวด 2 พระมหากษัตริย์ 10 ประเด็นสำคัญ
ประชาไท /
https://prachatai.com/journal/2021/08/94407?shem=rimspwouoe,

1. 10 ข้อเสนอแก้ไข รธน.ของ ’ปิยบุตร’ไม่ใช่การปฏิรูปสถาบันพระมหากษัตริย์ เขียนโดย ผศ.กิตติพงศ์ กมลธรรมวงศ์
https://isranews.org/…/isranews…/101475-king.html…,#

ปลดล็อกชีวิตไรเดอร์! จี้รัฐ 1 ปี ดันเข้า ม.33 บังคับแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ

ปลดล็อกชีวิตไรเดอร์! จี้รัฐ 1 ปี ดันเข้า ม.33 บังคับแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ

ปลดล็อกชีวิตไรเดอร์! จี้รัฐ 1 ปี ดันเข้า ม.33 บังคับแพลตฟอร์มร่วมรับผิดชอบ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.37 น.

นักวิชาการธรรมศาสตร์ ระบุ สิ่งที่ควรเกิดขึ้นใน 1 ปี ตามที่รัฐบาลประกาศสร้างความคุ้มครอง “แรงงานแพลตฟอร์ม-ไรเดอร์” คือการพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าเป็น “ลูกจ้าง” ไม่ใช่แรงงานนอกระบบ แนะจำแนกตามหลักการ ICSE-18 พร้อมควากฎหมายรองรับสถานะ และใช้เกณฑ์ EU ขยายความคุ้มครอง เชื่อหากทำสำเร็จจะช่วยดันเข้าประกันสังคม ม.33 คืนสิทธิ-สวัสดิการ ทันที

ขีดเส้น ปี พิสูจน์สถานะ “ลูกจ้าง” คืนสิทธิขั้นพื้นฐาน

ผศ. ดร.กฤษฎา ธีระโกศลพงศ์ คณะสังคมสงเคราะห์ศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) เปิดเผยว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานว่าแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์มีสถานะเป็น “ลูกจ้าง” คือรูปธรรมขั้นต่ำที่ควรเกิดขึ้นและเป็นสิ่งที่รัฐบาลสามารถทำได้จริงในระยะเวลา 1 ปี ตามที่ได้ประกาศไว้เมื่อวันที่ 22 พ.ค. 2569 ว่าจะสร้างความคุ้มครองตามกฎหมายแรงงานและสวัสดิการขั้นพื้นฐานให้กับแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ ด้วยการหาทางเปิดช่องให้เข้าสู่ระบบประกันสังคม ซึ่งแน่นอนว่า หากดำเนินการสำเร็จจะนำมาสู่สิทธิและสวัสดิการที่เป็นธรรมให้กับแรงงานกลุ่มนี้

งัดเกณฑ์สากล ICSE-18 ชี้ชัดไรเดอร์ไม่ใช่ “แรงงานอิสระ”

ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าวว่า การพิสูจน์สถานะการจ้างงานของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์นั้น สามารถดำเนินการตามหลักการบริหารแรงงานและสถิติแรงงานของ ICSE-18: Status in Employment according to type of authority ที่จำแนกแรงงานออกเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่

  1. แรงงานอิสระ/ไม่ต้องพึ่งพิง (แรงงานนอกระบบ)
  2. แรงงานไม่อิสระ/ต้องพึ่งพิง (ลูกจ้าง)

ซึ่งแรงงานแพลตฟอร์มที่รับจ้างผ่านแอปพลิเคชัน เช่น ไรเดอร์ พนักงานทำความสะอาด ฯลฯ มีความสัมพันธ์การจ้างงานชัดเจน เพราะได้รับงานเพื่อแลกเปลี่ยนกับรายได้จากบริษัทแพลตฟอร์ม จึงถือเป็นแรงงานไม่อิสระ หรือเป็นลูกจ้างอย่างแน่นอน ส่วนจะเป็นลูกจ้างประเภทไหนคงต้องมาพิจารณากันอีกที

เลิกผลักภาระ! ดันเข้า ม.33 บังคับแพลตฟอร์มร่วมสมทบ

“การจำแนกสถานะของแรงงานแพลตฟอร์มและไรเดอร์ที่ไม่ถูกต้อง คือนิยามให้เป็นแรงงานนอกระบบ ทำให้แรงงานกลุ่มนี้ไม่ได้รับสิทธิการทำงานและสวัสดิการตามที่ควรจะเป็น เขามีทางเลือกแค่การประกันตนภาคสมัครใจตามมาตรา 40 ในระบบประกันสังคม ที่จ่ายสมทบเพียง 2 ฝ่าย คือผู้ประกันตนและรัฐ ส่วนผู้ประกอบการไม่มีส่วนร่วม ซึ่งแตกต่างจากมาตรา 33 ที่เป็นการประกันภาคบังคับ และร่วมจ่ายสมทบทั้ง 3 ฝ่าย ดังนั้นการให้แรงงานแพลตฟอร์มเข้าประกันสังคมมาตรา 40 จึงไม่ถูกต้อง และถือเป็นการบิดเบือนสิทธิสวัสดิการของแรงงาน ด้วยการอำพรางความสัมพันธ์การจ้างงาน ซึ่งแท้จริงแล้วบริษัทแพลตฟอร์มควรมีส่วนรับผิดชอบด้วย” ผศ. ดร.กฤษฎา กล่าว

ถอดแบบ EU ชงคลอดกฎหมายคุ้มครองครอบคลุมทุกสายงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อว่า หลังจากพิสูจน์สถานะการจ้างงานแล้ว สิ่งที่รัฐบาลและกระทรวงแรงงานต้องดำเนินการต่อคือ การตรากฎกระทรวงตามมาตรา 22 แห่ง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน พ.ศ. 2541 เพื่อรองรับสถานะของไรเดอร์ให้ได้รับการคุ้มครองแรงงานไม่แตกต่างจากลูกจ้างใน พ.ร.บ. นี้ หรือจัดทำกฎหมายเฉพาะสำหรับแรงงานแพลตฟอร์ม โดยต้องกำหนดขอบเขตเนื้อหาให้ครอบคลุมถึงแรงงานแพลตฟอร์มทั้งการทำงานแพลตฟอร์มบนพื้นที่ทางกายภาพ และการทำงานออนไลน์

“การออกแบบกฎหมายสำหรับแรงงานแพลตฟอร์มต้องมองภาพที่กว้างมากกว่าคุ้มครองเฉพาะไรเดอร์ แต่ยังมีแรงงานแพลตฟอร์มกลุ่มอื่น เช่น งานสร้างสรรค์และงานต่างๆ ที่รับจ้างผ่านแอปฯ หรือเว็บไซต์ หรือ Web-based digital platforms แรงงานกลุ่มนี้ถูกพูดถึงค่อนข้างน้อย และมองไม่ค่อยเห็นกันในสังคมไทยเวลานี้”

พร้อมกันนี้ กระทรวงแรงงานควรพิจารณาการขยายความคุ้มครองสิทธิแรงงานแพลตฟอร์มในรูปแบบของกฎหมาย โดยอิงจากหลักการของข้อบังคับสหภาพยุโรปว่าด้วยงานแพลตฟอร์ม (EU Platform Work Directive) ที่มีผลให้ประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป 27 ประเทศ ต้องจัดทำกฎหมายคุ้มครองแรงงานแพลตฟอร์ม ภายในวันที่ 2 ธ.ค. 2569 ซึ่งจะทำให้เห็นความชัดเจนของนิยามสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์ม รวมถึงตามร่างอนุสัญญาและข้อแนะว่าด้วยงานที่มีคุณค่าในเศรษฐกิจแพลตฟอร์ม (Decent work in the platform economy) ที่จะพิจารณาต่อเนื่องจากปี 2568 ในการประชุมใหญ่ขององค์การแรงงานระหว่างประเทศ (ILO) สมัยที่ 114 ในวันที่ 1 – 12 มิ.ย. 2569 นี้

สู่เป้าหมาย “ค่าจ้างเพื่อดำรงชีพ” และสิทธิการรวมตัว

ทั้งนี้ หากสามารถยืนยันเรื่องสถานะของการจ้างงานแรงงานแพลตฟอร์มได้แล้วว่าเป็นลูกจ้าง จะทำให้ไรเดอร์และแรงงานแพลตฟอร์มเป็นผู้ประกันตนตามมาตรา 33 ทันที ซึ่งกระทรวงแรงงาน และสำนักงานประกันสังคม (สปส.) ควรพัฒนาระบบประกันสังคมให้สอดคล้องกัน เช่น การพิสูจน์สถานะลูกจ้างโดยพิจารณาจากเกณฑ์ต่างๆ อาทิ ชั่วโมงการทำงาน ว่าเป็นการทำงานเต็มเวลา (Full-time) หรือเป็นงานบางเวลา ตลอดจนการทำให้บริษัทแพลตฟอร์มต้องมีส่วนร่วมในกองทุนเงินทดแทน เนื่องจากงานของไรเดอร์มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอุบัติเหตุจากการทำงาน

นักวิชาการธรรมศาสตร์ กล่าวต่อไปว่า นอกจากการแก้ไขปัญหาเรื่องสถานะการทำงานของแรงงานแพลตฟอร์มแล้ว รัฐบาลและกระทรวงแรงงานควรพิจารณาแก้ไขปัญหาอื่นๆ ไปพร้อมกันด้วย เช่น

  • การคุ้มครองการบาดเจ็บจากการทำงานของกองทุนเงินทดแทน
  • การกำหนดมาตรฐานค่าจ้าง ไม่น้อยกว่าค่าจ้างเพื่อดำรงชีวิต (Living Wage)
  • การสร้างหลักประกันทางรายได้เมื่อเกิดการว่างงานในกรณีของการหางานใหม่และการลาคลอด
  • การขยายการออมเพื่อการเกษียณของกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ
  • การยกระดับสิทธิของแรงงานผ่านการจัดตั้งสหภาพ การเป็นตัวแทน และกลไกของการเจรจาต่อรองร่วม ฯลฯ

รัฐบาลเดินหน้ารุก! ปราบแอปเงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด กว่า 1,500 แอป

รัฐบาลเดินหน้ารุก! ปราบแอปเงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด กว่า 1,500 แอป

รัฐบาลเดินหน้ารุก! ปราบแอปเงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด กว่า 1,500 แอป

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.17 น.

รัฐบาลเดินหน้ารุก! ปราบแอปเงินกู้เถื่อน-ดอกเบี้ยโหด กว่า 1,500 แอป เตือน ปชช.อย่าหลงเชื่อคำชวน “กู้ง่าย ได้เร็ว ดอกเบี้ยต่ำ ใช้เอกสารน้อย ไม่ต้องมีหลักประกัน ติดแบล็กลิสต์ก็กู้ได้”

24 พฤษภาคม 2569 น.ส.พลอยทะเล ลักษมีแสงจันทร์ รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลสั่งการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องบูรณาการดำเนินการเดินหน้าปราบปรามแอปพลิเคชันสินเชื่อเงินกู้ผิดกฎหมาย และเว็บไซต์หรือ URL ที่มีการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตราอย่างต่อเนื่อง

น.ส.พลอยทะเล กล่าวว่า ในระยะเวลา 1 ปีที่ผ่านมา (ตั้งแต่เดือน ก.พ.68 – 20 พ.ค.69) ธนาคารแห่งประเทศไทย ได้ส่งรายชื่อของแอปฯ มาให้กระทรวงดีอี ส่งคำร้องขอปิดกั้นต่อศาล จำนวน 79 แอปพลิเคชัน ซึ่งกระทรวงดีอี และสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง ได้ตรวจสอบพบ 57 แอปพลิเคชัน ไม่มีการจดทะเบียน โดยกระทรวงดีอีได้ส่งคำร้องให้ศาลมีคำสั่งระงับการทำให้แพร่หลายไปยัง Store และนำรายการที่เป็นสินเชื่อรายย่อยออกแล้ว นอกจากนี้ ยังได้ดำเนินมาตรการเชิงรุกปิดกั้นเว็บไซต์หรือแพลตฟอร์มต่างๆ เกี่ยวข้องกับการเรียกเก็บดอกเบี้ยเกินอัตรา ซึ่งปิดกั้นแล้วเป็นจำนวน 1,466 URLs ( ตั้งแต่ 1 ต.ค.68 – 17 พ.ค.69)

“ปัจจุบันพบว่า “สแกมเมอร์” ได้หลอกลวงประชาชนให้กู้เงินในหลากหลายรูปแบบ ซึ่งมักจะใช้คำเชิญชวนผ่านช่องทาง เว็บไซต์ หรือ โซเชียลมีเดีย โดยใช้ข้อความชวนเชื่อว่า “กู้ง่าย ได้เร็ว ดอกเบี้ยต่ำ ใช้เอกสารน้อย ไม่ต้องมีหลักประกัน ติดแบล็กลิสต์ก็กู้ได้” เมื่อหลงเชื่อแล้วอาจทำให้สูญเสียข้อมูลส่วนบุคคล เช่น เลขบัตรประชาชน สำเนาทะเบียนบ้าน หรือเลขบัญชีธนาคาร หรือสูญเสียทรัพย์สินโดยการหลอกให้โอนเงินค่าธรรมเนียม ค่ามัดจำ หรือเงินค้ำประกัน รัฐบาลขอย้ำเตือนประชาชน ก่อนจะกู้เงินผ่านแอปต่างๆ จะต้องตรวจสอบชื่อแอปเงินกู้ที่มีการลงทะเบียนถูกต้องได้ที่ เว็บไซต์ของธนาคารแห่งประเทศไทย โดยเสิร์ช พิมพ์คำว่า “เช็กแอปเงินกู้” เพื่อดำเนินการตรวจสอบความถูกต้องก่อนใช้บริการ หากประชาชนเกิดหลงเชื่อโอนเงินค่ามัดจำ หรือค่าธรรมเนียมต่างๆ ไปแล้ว สามารถแจ้งระงับบัญชีได้ทันทีที่ AOC 1441 ตลอด 24 ชม.” น.ส.พลอยทะเล กล่าว

นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส เร่ง FTA ไทย-EU ดันแฟรนไชส์อาหารไทยบุกยุโรป

นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส เร่ง FTA ไทย-EU ดันแฟรนไชส์อาหารไทยบุกยุโรป

นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส เร่ง FTA ไทย-EU ดันแฟรนไชส์อาหารไทยบุกยุโรป

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 10.10 น.

นายกฯ หนุนเอกชนไทยในฝรั่งเศส ต่อยอดนำเข้าวัตถุดิบไทย ดันแฟรนไชส์ไทย ขยายตัวในตลาดยุโรป

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569) เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ ห้อง Salon Charpentier ชั้น G โรงแรม InterContinental Paris Le Grand กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย หารือร่วมกับผู้บริหารบริษัทเอกชนไทยที่ลงทุนในประเทศฝรั่งเศส จำนวน 3 บริษัท ได้แก่ 1.นายแอร์วาน วิลเฟอ ประธานบริษัท Ambient Branded ภายใต้บริษัท Thai Union Europe จำกัด 2.นายแอร์มีส ปานาโยโตปูลอส หัวหน้าฝ่ายส่งเสริมและขับเคลื่อนนโยบายด้านความยั่งยืน ประจำภูมิภาคยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา บริษัท Indorama Ventures จำกัด และ 3.นายศุภสิทธิ์ สุขะนินทร์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท Mud and Hound จำกัด เพื่อรับฟังข้อเสนอแนะ โอกาส และความท้าทายในการดำเนินธุรกิจของภาคเอกชนไทยในยุโรป ตลอดจนแนวทางส่งเสริมความร่วมมือทางเศรษฐกิจไทย – ฝรั่งเศส ในหลากหลายมิติ

ภายหลังเสร็จสิ้น น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภาคเอกชน มีข้อเสนอต่อภาครัฐ ดังนี้

1.สนับสนุนเร่งปิดการเจรจาการค้าเสรี FTA ไทย – สหภาพยุโรป ซึ่งจะลดอัตราภาษีที่สหภาพยุโรปเรียกเก็บจากสินค้าไทยจากร้อยละ 24 ลดเหลือร้อยละ 0 ทำให้สินค้าไทยมีโอกาสตีตลาด เจาะตลาดยุโรปได้มากขึ้น เป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการไทยด้านการส่งออกทุกกลุ่มสินค้า

2.การส่งเสริมแฟรนไชส์ ธุรกิจแบรนด์ไทยในตลาดยุโรป ผ่านมาตรการของ ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย (EXIM Bank) โดยเฉพาะธุรกิจร้านอาหาร ซึ่งอาหารไทยเป็นที่ชื่นชอบของนานาชาติ แต่สิ่งที่ปรากฏคือ ร้านอาหารไทยหลายร้าน ดำเนินการโดยคนชาติอื่นที่ขาดทักษะในการปรุงอาหารไทย รสชาติไทย ทำให้รสชาติผิดเพี้ยน ภาคเอกชนจึงมีข้อเสนอให้มีมาตรการส่งเสริมคนไทยในฝรั่งเศส รวมถึงประเทศอี่นๆ ในยุโรป ได้มีโอกาสทำธุรกิจร้านอาหารไทย ก็จะช่วยส่งเสริมการนำเข้าวัตถุดิบ และเอกลักษณ์ของไทยด้วย

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีให้ความสนใจเป็นอย่างมาก โดยรัฐบาลจะเดินหน้าผลักดัน และนำภาคเอกชนไทยที่มีแฟรนไชส์ร้านอาหารมาพูดคุยกับธนาคาร EXIM เพื่อออกแบบมาตรการส่งเสริมต่อไป

เปิดรายละเอียด ขั้นตอนสมัคร ไทยช่วยไทยพลัส สำหรับร้านค้า

เปิดรายละเอียด ขั้นตอนสมัคร ไทยช่วยไทยพลัส สำหรับร้านค้า

เปิดรายละเอียด ขั้นตอนสมัคร ไทยช่วยไทยพลัส สำหรับร้านค้า

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.56 น.

รัฐบาลเปิดรายละเอียดขั้นตอนสมัคร “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า เริ่ม 25 พ.ค.นี้ สมัครได้ทั้งผ่านแอปฯ ถุงเงิน และธนาคารกรุงไทย

24 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้กำหนดแนวทางและขั้นตอนการสมัครเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” สำหรับร้านค้า ผู้ประกอบการรายย่อย และผู้ให้บริการขนส่งสาธารณะอย่างชัดเจน เพื่ออำนวยความสะดวกให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าร่วมโครงการได้อย่างรวดเร็ว โปร่งใส และตรวจสอบได้

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าสามารถสมัครเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ผ่านจุดตั้งบูธของกระทรวงมหาดไทยร่วมกับธนาคารกรุงไทย หรือธนาคารกรุงไทยทุกสาขาทั่วประเทศ โดยแบ่งแนวทางการสมัครออกเป็น 3 กลุ่ม ได้แก่

1. ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ทันที

2. ร้านค้าและผู้ประกอบการที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” ต้องลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย โดยต้องมีบัญชีกรุงไทยประเภทบุคคลธรรมดา สมัครเป็นร้านค้าถุงเงินผ่านเว็บไซต์
พร้อมดาวน์โหลดแบบฟอร์มเพื่อขอรับรองจากหน่วยงานที่กำหนด ที่ ไทยช่วยไทยพลัส.th/howto/merchant และอัปเดตแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ให้เป็นเวอร์ชันล่าสุด ก่อนยื่นเอกสารสมัคร

3. ผู้ประกอบการขนส่งมวลชนสาธารณะ เช่น รถไฟฟ้า รถโดยสารประจำทาง เรือโดยสารสาธารณะ และรถร่วมบริการ สามารถสมัครผ่านการเปิดใช้งานแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” โดยตรงกับธนาคารกรุงไทย

สำหรับขั้นตอนการสมัครของร้านค้าใหม่ ร้านค้าจะต้องตรวจสอบประเภทกิจการ ดาวน์โหลดแบบฟอร์มใบสมัคร และนำเอกสารไปให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องรับรอง ก่อนนำมายื่นสมัคร ณ จุดให้บริการของธนาคารกรุงไทย เมื่อผ่านการพิจารณาแล้ว ระบบจะส่ง SMS แจ้งผล และแบนเนอร์ “ไทยช่วยไทย พลัส” จะปรากฏบนแอปฯ ถุงเงิน เพื่อให้ร้านค้ากดยอมรับเงื่อนไขโครงการและเริ่มรับชำระเงินจากประชาชนได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.

ทั้งนี้ รัฐบาลกำหนดคุณสมบัติร้านค้าที่สามารถเข้าร่วมโครงการ ได้แก่ ร้านอาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า วิสาหกิจชุมชน กองทุนหมู่บ้าน ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการขนส่งสาธารณะ รวมถึงนิติบุคคลขนาดเล็กที่มีรายได้ไม่เกิน 1.8 ล้านบาทต่อปี โดยกิจการต้องสามารถตรวจสอบได้ และต้องไม่เป็นร้านสะดวกซื้อประเภทแฟรนไชส์ หรือธุรกิจรับสินค้าผู้อื่นมาจำหน่ายในลักษณะตัวแทน

นอกจากนี้ ร้านค้าที่เข้าร่วมโครงการจะต้องไม่เคยถูกระงับสิทธิหรือถูกเรียกเงินคืนจากโครงการของรัฐที่ผ่านมา เช่น โครงการคนละครึ่ง ระยะต่างๆ และโครงการคนละครึ่ง พลัส

สำหรับประเภทสินค้าและบริการที่สามารถเข้าร่วมโครงการได้ ได้แก่ อาหาร เครื่องดื่ม สินค้าทั่วไป และบริการขนส่งสาธารณะ ยกเว้น สลากกินแบ่งรัฐบาล เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ ผลิตภัณฑ์ยาสูบ บัตรกำนัล บัตรเงินสด และบริการที่เป็นการชำระเงินล่วงหน้า

รองโฆษกฯ กล่าวเพิ่มเติมว่า หากร้านค้าไม่มีข้อมูลการประกอบกิจการอยู่ในฐานข้อมูลภาครัฐ จะต้องได้รับการรับรองว่ามีการประกอบกิจการจริงจากเจ้าหน้าที่ที่กระทรวงมหาดไทยหรือกรุงเทพมหานครมอบหมาย เพื่อให้การเข้าร่วมโครงการเป็นไปอย่างถูกต้องและป้องกันการสวมสิทธิ

ในส่วนของการรับชำระเงิน ภาครัฐจะโอนเงินในส่วนที่รัฐร่วมจ่ายเข้าบัญชีร้านค้าผ่านระบบแอปฯ ถุงเงินตามระยะเวลาที่กำหนด และกรณีโอนเงินไม่สำเร็จ จะมีการ Retry ทุกวันศุกร์ จนถึงวันที่ 30 ตุลาคม 2569

“รัฐบาลให้ความสำคัญกับการอำนวยความสะดวกแก่ผู้ประกอบการรายย่อย ควบคู่กับการกำกับดูแลความโปร่งใส เพื่อให้โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกกลไกสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก และช่วยสร้างรายได้หมุนเวียนในชุมชนอย่างทั่วถึง” รองโฆษกฯ กล่าว

พรุ่งนี้แล้ว!ไทยช่วยไทยพลัส เปิดลงทะเบียนประชาชน-ร้านค้า

พรุ่งนี้แล้ว!ไทยช่วยไทยพลัส เปิดลงทะเบียนประชาชน-ร้านค้า

พรุ่งนี้แล้ว!ไทยช่วยไทยพลัส เปิดลงทะเบียนประชาชน-ร้านค้า

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.51 น.

พรุ่งนี้แล้ว!”ไทยช่วยไทยพลัส” เปิดลงทะเบียนประชาชน-ร้านค้า รัฐช่วยจ่ายสูงสุด 60% กระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากทั่วประเทศ

24 พฤษภาคม 2569 น.ส.ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เตรียมเปิดโครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” อย่างเป็นทางการในวันพรุ่งนี้ (25 พฤษภาคม 2569) เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เพิ่มรายได้ให้ร้านค้าชุมชน ผู้ประกอบการรายย่อย และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ

รองโฆษกฯ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวเป็นมาตรการร่วมจ่ายระหว่างภาครัฐและประชาชน โดยรัฐบาลช่วยสนับสนุนค่าใช้จ่าย 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40% สำหรับค่าอาหาร เครื่องดื่ม สินค้า และบริการที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อช่วยลดค่าใช้จ่ายและรักษากำลังซื้อของประชาชนในช่วงเศรษฐกิจฟื้นตัว

สำหรับประชาชน สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมโครงการได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 29 กันยายน 2569 หรือจนกว่าจะครบ 30 ล้านคน โดยต้องเป็นบุคคลสัญชาติไทย อายุ 18 ปีขึ้นไป ไม่เป็นผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และไม่เป็นผู้ถูกระงับสิทธิตามเงื่อนไขของโครงการ ทั้งนี้ สามารถใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 23.00 น.และในส่วนของ Food Delivery จะเริ่มใช้สิทธิได้ตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.

ในส่วนของร้านค้า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการ “คนละครึ่ง พลัส” สามารถยืนยันสิทธิผ่านแอปพลิเคชัน “ถุงเงิน” ได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ขณะที่ร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการ สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

น.ส.ลลิดา กล่าวว่า โครงการ “ไทยช่วยไทย พลัส 60/40” ครอบคลุมร้านค้าทั่วไป ร้านธงฟ้า ร้านอาหาร รถเข็น Food Delivery ร้าน OTOP และบริการขนส่งสาธารณะ โดยรัฐบาลคาดว่าจะช่วยเพิ่มเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ กระตุ้นการจับจ่ายในระดับชุมชน และช่วยให้ผู้ประกอบการรายย่อยสามารถฟื้นตัวและเดินหน้าธุรกิจได้ต่อเนื่อง

ประชาชนและผู้ประกอบการสามารถติดตามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่เว็บไซต์โครงการ และสอบถามข้อมูลผ่านศูนย์ช่วยเหลือ (Help Center) สำหรับประชาชน โทร. 0 2111 1122 กด 2 ร้านค้า โทร. 0 2111 1122 กด 3 หรือสอบถามผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยทั่วประเทศ ในวันและเวลาทำการ

“รัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระตุ้นเศรษฐกิจจากฐานราก คือกลไกสำคัญในการสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทย โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 จะช่วยทั้งประชาชนและผู้ประกอบการไปพร้อมกัน ทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่ชุมชนอย่างทั่วถึง และช่วยประคับประคองค่าครองชีพของประชาชนในช่วงเวลานี้” รองโฆษกฯ กล่าว