คุ้มครองผู้แสวงบุญ! อรทัย ขอทุกฝ่ายร่วมหนุนร่าง พ.ร.บ.กิจการฮัจญ์

คุ้มครองผู้แสวงบุญ! อรทัย ขอทุกฝ่ายร่วมหนุนร่าง พ.ร.บ.กิจการฮัจญ์

คุ้มครองผู้แสวงบุญ! อรทัย ขอทุกฝ่ายร่วมหนุนร่าง พ.ร.บ.กิจการฮัจญ์

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 09.24 น.

“อรทัย”ขอทุกฝ่าย ร่วมหนุนร่าง พ.ร.บ.กิจการฮัจญ์ ชี้ต้องมี กม.คุ้มครองผู้แสวงบุญ ป้องกันถูกหลอก ยกระดับมาตรฐานการเดินทาง สร้างความอุ่นใจให้ชาวมุสลิมทั่วประเทศ

24 พฤษภาคม 2569 น.ส.อรทัย เกิดทรัพย์ สส.ภูเก็ต พรรคกล้าธรรม (กธ.) กล่าวว่า จ.ภูเก็ต ในพื้นที่ของตนนั้น มีพี่น้องชาวไทยมุสลิมอาศัยอยู่เป็นจำนวนมาก คิดเป็นสัดส่วนไม่ต่ำกว่า 40% ของประชากรในหลายพื้นที่ ซึ่งการเดินทางไปประกอบพิธีฮัจญ์ ณ นครมักกะห์ ประเทศซาอุดีอาระเบีย ถือเป็นสิ่งที่มุสลิมทุกคนปรารถนาเพื่อให้การปฏิบัติศาสนกิจสมบูรณ์

น.ส.อรทัย กล่าวว่า ร่างพระราชบัญญัติกิจการฮัจญ์ที่เสนอโดยพรรคกล้าธรรม ถือเป็นกฎหมายสำคัญที่จะเข้ามาช่วยยกระดับการบริหารจัดการกิจการฮัจญ์ของประเทศไทยให้มีมาตรฐาน โปร่งใส และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในด้านการคุ้มครองผู้แสวงบุญจากปัญหาการถูกหลอกลวง หรือการดำเนินงานที่ไม่ได้มาตรฐานจากผู้ประกอบการบางราย

“ที่ผ่านมาเราเห็นข่าวพี่น้องประชาชนถูกหลอกให้จ่ายเงินไปประกอบพิธีฮัจญ์ แต่สุดท้ายไม่ได้เดินทาง บางรายสูญเงินเก็บทั้งชีวิต บางครอบครัวต้องกู้หนี้ยืมสินเพื่อหวังจะได้ไปประกอบศาสนกิจสำคัญ แต่กลับถูกทิ้ง ถูกลอยแพ หรือไม่ได้รับการดูแลตามที่ตกลงไว้ สิ่งเหล่านี้ไม่ควรเกิดขึ้นอีก ดังนั้น รัฐจำเป็นต้องมีกฎหมายและกลไกกำกับดูแลที่ชัดเจน เพื่อป้องกันการเอารัดเอาเปรียบ และสร้างมาตรฐานให้กับผู้ประกอบกิจการฮัจญ์ทุกฝ่าย” น.ส.อรทัย กล่าว

น.ส.อรทัย กล่าวต่อว่า ร่างกฎหมายฉบับนี้จะช่วยสร้างความอุ่นใจและความปลอดภัยให้กับชาวมุสลิม ทั้งในด้านมาตรฐานการบริการ การตรวจสอบบริษัทผู้ดำเนินการ และการคุ้มครองสิทธิของผู้แสวงบุญ เพื่อไม่ให้ประชาชนตกเป็นเหยื่อของมิจฉาชีพอีกต่อไป พร้อมขอให้ทุกฝ่ายร่วมกันสนับสนุนร่างกฎหมายดังกล่าว เพื่อให้เกิดระบบบริหารจัดการกิจการฮัจญ์ที่โปร่งใส เป็นธรรม และสร้างความเชื่อมั่นให้กับชาวไทยมุสลิมทั่วประเทศ

คนกรุงอยากได้แบบนี้ สวนดุสิตโพลกางสถิติ ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 ใครมาแรง?

คนกรุงอยากได้แบบนี้ สวนดุสิตโพลกางสถิติ ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 ใครมาแรง?

คนกรุงอยากได้แบบนี้ สวนดุสิตโพลกางสถิติ ผู้ว่าฯ กทม. คนที่ 18 ใครมาแรง?

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.31 น.

24 พฤษภาคม 2569 “สวนดุสิตโพล” มหาวิทยาลัยสวนดุสิต สำรวจความคิดเห็นของคนกรุงเทพฯ เฉพาะผู้มีสิทธิเลือกตั้ง เรื่อง“การเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม.คนที่ 18 (ครั้งที่ 2)” กลุ่มตัวอย่างจำนวน 1,179 คน (สำรวจทางออนไลน์และภาคสนาม) ระหว่างวันที่ 19-22 พฤษภาคม 2569  ผลการสำรวจ พบว่า คุณลักษณะของผู้ว่าฯ กทม. ที่ต้องการมากที่สุดในสถานการณ์ปัจจุบัน คือ มีประสบการณ์ พร้อมทำงานทันที ร้อยละ 36.39  สำหรับผู้ว่าฯ กทม.คนต่อไปที่อยากให้เป็น คือ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ร้อยละ 57.68  เมื่อถามเกี่ยวกับการเลือกตั้ง สก. กลุ่มตัวอย่างตอบว่าจะเลือก สก.จากพรรคประชาชน ร้อยละ 35.20 และมองว่าหลังจากได้ผู้ว่าฯ กทม.คนใหม่แล้ว กทม.น่าจะดีขึ้น ร้อยละ 78.03   

ดร.พรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ระบุว่า ผลโพลล่าสุดพบว่าคะแนนของชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ยังคงนำและขยับเพิ่มขึ้น ด้านชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร จากพรรคประชาชนมีกระแสแผ่วลงเล็กน้อย สะท้อนว่าคนกรุงในเวลานี้อาจต้องการเห็นผลลัพธ์เชิงปฏิบัติ จึงเทใจให้ผู้สมัครที่มีประสบการณ์พร้อมเริ่มงานได้ทันทีมากกว่ากระแสคนรุ่นใหม่ เพราะคาดหวังกับการแก้ปัญหาเมืองที่จับต้องได้จริงและหวังให้กรุงเทพฯ ดีขึ้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์มนตรี พานิชยานุวัฒน์  หัวหน้าศูนย์พัฒนาเครือข่ายความร่วมมือทางวิชาการด้านกฎหมายและการเมือง มหาวิทยาลัยสวนดุสิต กล่าวว่า ผลสำรวจสวนดุสิตโพลสะท้อนให้เห็นว่า คนกรุงเทพฯ ในปี 2569 ให้ความสำคัญกับ “ประสิทธิภาพในการบริหาร” มากกว่ากระแสทางการเมือง โดยต้องการผู้ว่าฯ กทม.ที่ “มีประสบการณ์และพร้อมทำงานทันที” ขณะเดียวกัน คะแนนนิยมของนายชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ที่สูงถึงร้อยละ 57.68 แสดงถึงความเชื่อมั่นต่อผลงานและภาพลักษณ์การทำงานเชิงปฏิบัติใกล้ชิดประชาชน นอกจากนี้การที่พรรคประชาชนได้รับความนิยมในการเลือก สก. สูงสุด สะท้อนแนวโน้มของคนเมืองที่ยังให้ความสำคัญกับการเมืองแนวใหม่ โปร่งใส และการมีส่วนร่วมของประชาชน ที่น่าสนใจคือส่วนใหญ่เชื่อว่า กทม.จะ “ดีขึ้น” หลังการเลือกตั้ง สะท้อนความคาดหวังเชิงบวกต่อการเมืองท้องถิ่นในฐานะกลไกสำคัญในการแก้ปัญหาเมืองและยกระดับคุณภาพชีวิตของคนกรุงเทพฯ อย่างไรก็ตาม ยังมีประชาชนไม่น้อยที่ยังไม่ตัดสินใจ แสดงให้เห็นว่าฐานเสียงในกรุงเทพฯ ยังมีความผันผวนและสามารถเปลี่ยนแปลงได้ในช่วงหาเสียง

ความเป็นกลางทางการเมือง? นิด้าโพล กาง 12 กลุ่มสังคม ใครยืนหนึ่ง-ใครรั้งท้าย

ความเป็นกลางทางการเมือง? นิด้าโพล กาง 12 กลุ่มสังคม ใครยืนหนึ่ง-ใครรั้งท้าย

ความเป็นกลางทางการเมือง? นิด้าโพล กาง 12 กลุ่มสังคม ใครยืนหนึ่ง-ใครรั้งท้าย

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.10 น.

24 พฤษภาคม 2569 ศูนย์สำรวจความคิดเห็น “นิด้าโพล” สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) เปิดเผยผลการสำรวจเรื่อง “มีใครเป็นกลางทางการเมืองบ้าง” ทำการสำรวจระหว่างวันที่ 7-11 พฤษภาคม 2569 จากประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป กระจายทุกภูมิภาค ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้ ทั่วประเทศ รวมจำนวนทั้งสิ้น 1,310 หน่วยตัวอย่าง เกี่ยวกับความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นกลางในการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางการเมือง การสำรวจอาศัยการสุ่มตัวอย่างโดยใช้ความน่าจะเป็นจากบัญชีรายชื่อฐานข้อมูลตัวอย่างหลัก (Master Sample) ของ “นิด้าโพล” สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (Multi-stage Sampling) เก็บข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์ทางโทรศัพท์ โดยกำหนดค่าความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05 ที่ระดับความเชื่อมั่น ร้อยละ 97.0

จากการสำรวจเมื่อถามความคิดเห็นของประชาชนต่อความเป็นกลางในการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางการเมืองของกลุ่มบุคคลที่ไม่ใช่นักการเมือง พบว่า

1. บุคลากร องค์กรจิตอาสาเพื่อสังคม ตัวอย่าง ร้อยละ 36.11 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 34.81 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 18.40 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 9.08 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 1.60 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

2. บุคลากร องค์กรภาคประชาชน ตัวอย่าง ร้อยละ 37.25 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 25.50 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 21.37 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 11.22 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 4.66 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

3. พระสงฆ์ นักบวช ตัวอย่าง ร้อยละ 28.24 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 23.82 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 19.16 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 17.02 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ และร้อยละ 11.76
ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย

4. บุคลากร NGO (องค์กรพัฒนาเอกชน) ตัวอย่าง ร้อยละ 32.75 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 24.27 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 21.30 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 15.42 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 6.26 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

5. สื่อมวลชน ตัวอย่าง ร้อยละ 32.06 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 30.53 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 20.23 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 16.26 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 0.92 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

6. บุคลากร องค์การระหว่างประเทศ ตัวอย่าง ร้อยละ 34.43 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 24.58 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 20.00 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 12.82 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 8.17 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

7. นักวิชาการ ตัวอย่าง ร้อยละ 35.27 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 28.40 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 17.40 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 17.02 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 1.91 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

8. ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ ตัวอย่าง ร้อยละ 30.00 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 25.19 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 22.29 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย ร้อยละ 17.18 ระบุว่า เป็นกลางมาก และร้อยละ 5.34 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

9. เพจวิจารณ์การเมือง/อินฟลูเอนเซอร์การเมือง ตัวอย่าง ร้อยละ 31.83 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย รองลงมา ร้อยละ 26.18 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 23.97 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง ร้อยละ 16.11 ระบุว่า เป็นกลางมาก และร้อยละ 1.91 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

10. ดารา นักร้อง นักแสดง พิธีกร ตัวอย่าง ร้อยละ 33.29 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 30.15 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 15.34 ระบุว่า เป็นกลางมาก ร้อยละ 15.11 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 6.11 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

11. ผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กร สมาคม ชมรมทางธุรกิจ ตัวอย่าง ร้อยละ 29.69 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 28.55 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง ร้อยละ 21.30 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย ร้อยละ 12.29 ระบุว่า
เป็นกลางมาก และร้อยละ 8.17 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

12. ข้าราชการ/เจ้าหน้าที่รัฐ ตัวอย่าง ร้อยละ 37.25 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 27.86 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง ร้อยละ 22.75 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย ร้อยละ 10.61 ระบุว่า เป็นกลางมาก และร้อยละ 1.53 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่ทราบ

ท้ายที่สุดเมื่อถามถึงความเป็นกลางของประชาชนในการวิพากษ์วิจารณ์ประเด็นทางการเมืองโดยทั่วไป พบว่า ตัวอย่าง ร้อยละ 37.63 ระบุว่า ค่อนข้างเป็นกลาง รองลงมา ร้อยละ 32.75 ระบุว่า เป็นกลางแน่นอน ร้อยละ 20.69 ระบุว่า ไม่ค่อยเป็นกลาง ร้อยละ 7.94 ระบุว่า ไม่เป็นกลางเลย และร้อยละ 0.99 ระบุว่า ไม่ตอบ/ไม่สนใจ

– 006

ไม่ค้านแลนด์บริดจ์ กำนันบางน้ำจืด ขอรัฐเปิดข้อมูลรอบด้าน

ไม่ค้านแลนด์บริดจ์ กำนันบางน้ำจืด ขอรัฐเปิดข้อมูลรอบด้าน

ไม่ค้านแลนด์บริดจ์ กำนันบางน้ำจืด ขอรัฐเปิดข้อมูลรอบด้าน

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 07.09 น.

24 พฤษภาคม 2569 นายณรงค์ ผลสอาด กำนันตำบลบางน้ำจืด หมู่ 10 บ้านชายเขา ตำบลบางน้ำจืด อำเภอหลังสวน จังหวัดชุมพร ซึ่งคือหนึ่งในพื้นที่ยุทธศาสตร์สำคัญ เป็นจุดเริ่มต้นฝั่งอ่าวไทยของโครงการแลนด์บริดจ์ ชุมพร-ระนอง เมกะโปรเจกต์ มูลค่ากว่า 1 ล้านล้านบาท ของรัฐบาลไทย เป็นการเชื่อมโยงการขนส่งทางทะเลระหว่างมหาสมุทรแปซิฟิกและมหาสมุทรอินเดีย กล่าวถึงการพูดคุยหารือกับชาวบ้านในชุมชนเกี่ยวกับเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์ โดยได้มีความเป็นห่วงในเรื่องผลกระทบต่อวิถีชีวิตและอาชีพประมงพื้นบ้าน ซึ่งวิถีชีวิตเดิมชาวบ้านและบรรพบุรุษอยู่ที่นี่มาตั้งแต่รุ่นปู่ย่าตายาย ทำมาหากินอย่างสงบสุขและอบอุ่นเหมือนพี่น้อง แม้ไม่ร่ำรวยแต่ก็มีความสุขและพึ่งพาตนเองได้ ชาวบ้านออกเรือตอนเย็น กลับมาตอนเช้าก็สามารถหาปูหาปลาเลี้ยงชีพและสร้างรายได้ได้ตลอด มีรายได้หมุนเวียนวันละ 500 – 1,000 บาท ทุกวัน หากโครงการนี้เกิดขึ้น วิถีชีวิตและอาชีพประมงพื้นบ้านจะต้องเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังมือทันที และยังไม่รู้ว่าชาวบ้านจะเปลี่ยนไปทำอะไรหรือจะอยู่รอดได้อย่างไร

นอกจากนี้ รัฐยังไม่มีความชัดเจนเรื่องการชดเชยค่าเสียหาย เช่น สวนทุเรียน ซึ่งเป็นรายได้หลักรายปีของชาวบ้านที่ต้องใช้เวลาปลูกนาน และสิทธิในที่ดิน พื้นที่ส่วนใหญ่ในตำบลบางน้ำจืด ไม่มีโฉนดที่ดิน ทำให้ชาวบ้านกังวลเรื่องการเวนคืน และการจ่ายค่าชดเชยว่าจะมีความเป็นธรรมหรือไม่ ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐบางรายให้คำแนะนำว่า หากชาวบ้านไม่พอใจเงินชดเชยก็ให้ไปทำการฟ้องร้องเอา ซึ่งสร้างความเดือดร้อนใจให้กับชาวบ้านอย่างมาก

ที่ผ่านมาเจ้าหน้าที่รัฐมักเข้ามาประชุมเฉพาะกับกลุ่มผู้นำชุมชน แล้วนำเสนอแต่ข้อดีของโครงการ แต่ไม่ได้ลงพื้นที่มาพบหน้าและรับฟังเสียงสะท้อน หรือความเดือดร้อนที่แท้จริงของชาวบ้าน อีกทั้งโครงการยังไม่มีคำตอบที่ชัดเจนเกี่ยวกับปัญหาที่จะตามมา เช่น แหล่งน้ำ เพราะหากชุมชนขยายตัวหรือมีคนเข้ามาอยู่เพิ่มขึ้น จะเอาความมั่นคงด้านน้ำมาจากไหน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีทางออกในเรื่องนี้

ในอนาคตหากรัฐบาลยังคงเดินหน้าผลักดันโครงการนี้ มองว่ารัฐต้องมีมาตรการรองรับอาชีพใหม่ให้ชาวบ้านอย่างเป็นรูปธรรม รวมถึงความชัดเจนในเรื่องแผนการเยียวยาเครื่องมือประมงและที่ทำกิน และหากต้องมีการเวนคืน รัฐต้องจัดหาพื้นที่รองรับที่เหมาะสมและระบุให้ชัดเจนว่ามีหน่วยงานใดดูแลรองรับ รัฐต้องมองความเจริญของจังหวัดควบคู่ไปกับความเดือดร้อนของคนในพื้นที่ และต้องเปิดโอกาสให้ชาวบ้านได้สะท้อนความกังวล ไม่ใช่สื่อสารเพียงแต่ข้อดีของโครงการเท่านั้น

ทั้งนี้ กำนันตำบลบางน้ำจืด ยังกล่าวด้วยว่า ภาครัฐควรคำนึงถึงและมีมาตรการช่วยเหลือสนับสนุนบทบาทของผู้นำชุมชน ในการขับเคลื่อนกิจกรรมหรือการประสานงานรวบรวมชาวบ้านในการเข้าร่วมรับฟังความคิดเห็น เนื่องจากที่ผ่านมาผู้นำต้องเป็นผู้แบกรับภาระในส่วนนี้โดยไม่มีงบประมาณดูแลที่ชัดเจน

ถก‘IEA’รับมือพลังงาน หนูลุยฝรั่งเศส ป้องกันวิกฤตในอนาคต

ถก‘IEA’รับมือพลังงาน หนูลุยฝรั่งเศส ป้องกันวิกฤตในอนาคต

ถก‘IEA’รับมือพลังงาน หนูลุยฝรั่งเศส ป้องกันวิกฤตในอนาคต

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ถก‘IEA’รับมือพลังงาน หนูลุยฝรั่งเศส ป้องกันวิกฤตในอนาคต ดึงนักธุรกิจถิ่นน้ำหอม ขนเงินไปลงทุนในไทย ร่วมหารือยูเนสโกชื่นมื่น เดินหน้าเพิ่มมรดกโลก

นายกฯ อนุทิน เยือนฝรั่งเศส ผนึก IEA รับมือวิกฤตพลังงานโลก เดินหน้าพลังงานสะอาด พลังงานทดแทน พร้อมหารือผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของ มนุษยชาติ เดินหน้ายกระดับความร่วมมือด้านมรดกโลก การศึกษา และการท่องเที่ยวยั่งยืน เชิญชวนนักธุรกิจแดนน้ำหอมขนเงินมาลงทุนในไทย

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.69 เวลา 14.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ ทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับ ดร. ฟาทีห์ บิรอล ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ เพื่อผลักดันความร่วมมือด้านความมั่นคงทางพลังงาน การเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด และการเสริมสร้างความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ระหว่างไทยกับ IEA

ภายหลังการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ผู้อำนวยการ IEA กล่าวชื่นชมแนวทางการดำเนินนโยบายพลังงานของไทยว่าเป็นทิศทางที่ถูกต้องและสอดคล้องกับบริบทพลังงานโลกที่กำลังเผชิญความท้าทาย โดยเฉพาะการเร่งทบทวนนโยบายพลังงานและขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาดอย่างเป็นรูปธรรม พร้อมยืนยันว่า IEA พร้อมสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ ทั้งในด้านวิชาการ องค์ความรู้ เทคโนโลยี และความร่วมมือทางเทคนิค รวมถึงการเชื่อมโยงเครือข่ายภาคธุรกิจพลังงานระดับโลก

รับมือวิกฤตพลังงานโลก

โฆษกฯกล่าวว่า ประเด็นสำคัญที่นายกรัฐมนตรีหยิบยกขึ้นหารือ มีดังนี้

1. นโยบายด้านพลังงานและการรับมือวิกฤตพลังงานโลก นายกรัฐมนตรีเน้นย้ำว่า รัฐบาลไทยให้ความสำคัญกับการสร้างความมั่นคงทางพลังงานควบคู่กับการดูแลค่าครองชีพของประชาชน โดยเดินหน้าบริหารจัดการต้นทุนพลังงานและเร่งขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน ผ่านการส่งเสริมพลังงานหมุนเวียน การเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน การพัฒนาระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ และการพัฒนาโครงข่ายไฟฟ้าสมัยใหม่ เพื่อรองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืนในอนาคต

ที่ผ่านมา ไทยได้เร่งแสวงหาความร่วมมือเพื่อกระจายแหล่งนำเข้าและเสริมสร้างความมั่นคงด้านพลังงาน โดยรัฐบาลได้ดำเนินมาตรการรองรับผลกระทบจากวิกฤตพลังงานโลก ทั้งการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการน้ำมันสำรอง การกระจายแหล่งนำเข้าน้ำมันดิบและก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ควบคู่กับการเพิ่มกำลังการกลั่นภายในประเทศ การใช้กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงเพื่อรักษาเสถียรภาพด้านราคา ตลอดจนการเพิ่มประสิทธิภาพระบบขนส่งและกระจายพลังงานทั่วประเทศ รวมถึงการส่งเสริมการผลิตไฟฟ้าจากพลังงานทางเลือก และขยายมาตรการสนับสนุนผู้ผลิตไฟฟ้ารายย่อย

สร้างความมั่นคงพลังงาน

2. การยกระดับความร่วมมือระหว่างไทยกับ IEA นายกรัฐมนตรียืนยันความพร้อมของไทยในการยกระดับความร่วมมือกับ IEA ในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาขีดความสามารถด้านพลังงาน การหารือเชิงนโยบายด้านความมั่นคงทางพลังงาน ตลอดจนการฝึกซ้อมรับมือภาวะฉุกเฉินด้านพลังงาน พร้อมทั้งแสดงความมุ่งมั่นในการสมัครเข้าเป็นสมาชิกถาวรของ IEA ในอนาคต

3. การผลักดันไทยสู่การเป็นสมาชิก OECD นายกรัฐมนตรีได้ขอรับการสนับสนุนจาก IEA ต่อกระบวนการสมัครเข้าเป็นสมาชิกองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ของไทย ซึ่งผู้อำนวยการ IEA ให้ความมั่นใจว่า IEA พร้อมสนับสนุนไทยอย่างเต็มที่ในกระบวนการดังกล่าว

ไทยเตรียมจัดงานใหญ่

ในช่วงท้าย นายกรัฐมนตรีได้เชิญผู้อำนวยการ IEA เข้าร่วมงาน GASTech 2026 ที่กรุงเทพมหานคร ในเดือนกันยายนนี้ ซึ่งผู้อำนวยการ IEA ตอบรับเข้าร่วมทันที โดยทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องใช้โอกาสดังกล่าวในการสานต่อความร่วมมือด้านพลังงานเชิงลึกต่อไป

ทั้งนี้ GASTech 2026 ถือเป็นงานนิทรรศการและการประชุมระดับโลกที่ใหญ่ที่สุดด้านอุตสาหกรรมก๊าซธรรมชาติ ก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) ไฮโดรเจน และพลังงานทางเลือก โดยคาดว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานหลายหมื่นคนจากกว่า 150 ประเทศทั่วโลก

อนุทินหารือยูเนสโก้

ต่อมาที่ สำนักงานใหญ่ UNESCO นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย พบหารือกับ นายคอลิด อะห์มัด อัลอะนานี อะลี อิซ (H.E. Mr. Khaled Ahmed El-Enany Ali Ezz) ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO)

ภายหลังเสร็จสิ้นการหารือ นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยสาระสำคัญว่า นายกรัฐมนตรีกล่าวแสดงความยินดีที่ได้พบกับผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO อีกครั้ง ภายหลังจากที่ทั้งสองฝ่ายได้หารือร่วมกัน ณ ทำเนียบรัฐบาล เมื่อวันที่ 15 พฤษภาคม 2569 ในโอกาสการเยือนไทยอย่างเป็นทางการครั้งแรกของผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO ภายหลังเข้ารับตำแหน่ง โอกาสนี้ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวขอบคุณสำหรับคำเชิญเยือนสำนักงานใหญ่ UNESCO และเห็นพ้องว่า การแลกเปลี่ยนการเยือนระหว่างกันในครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นและความเป็นหุ้นส่วนที่ใกล้ชิดระหว่างประเทศไทยกับ UNESCO

ยูเนสโก้ชื่นชมประเทศไทย

ด้านผู้อำนวยการใหญ่ UNESCO กล่าวชื่นชมบทบาทและความร่วมมือของประเทศไทยในหลายมิติ และยังชื่นชมความมุ่งมั่นของรัฐบาลไทยในการขยายความร่วมมือกับ UNESCO ให้ครอบคลุมและลึกซึ้งยิ่งขึ้น มากไปกว่านั้น ยังได้รับทราบถึงความตั้งใจของภาคเอกชนไทยในการมีส่วนร่วมกับ UNESCO โดยเฉพาะด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน

โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะผลักดันความร่วมมือในหลายด้านสำคัญ อาทิ

1. ด้านการท่องเที่ยวยั่งยืน ซึ่งเป็นประเด็นที่ UNESCO ให้ความสำคัญอย่างยิ่ง โดยไทยพร้อมต่อยอดความร่วมมือเพื่อสร้างสมดุลระหว่างการเติบโตทางเศรษฐกิจกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน

ไทยมีมรดกโลก8แห่ง

นายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีแหล่งมรดกโลกจำนวน 8 แห่ง และไทยให้ความสำคัญกับการอนุรักษ์มรดกทางวัฒนธรรมและธรรมชาติควบคู่กับการพัฒนาประเทศอย่างสมดุล โดยนายกรัฐมนตรีหวังว่า “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” จังหวัดนครศรีธรรมราช จะได้รับการพิจารณาขึ้นทะเบียนเป็นแหล่งมรดกโลก ในการประชุมคณะกรรมการมรดกโลกสมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ณ สาธารณรัฐเกาหลี ในเดือนกรกฎาคมปีนี้

2. การผลักดัน “ชุดไทย” สู่มรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมของมนุษยชาติ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการที่ประเทศไทยได้เสนอ “ชุดไทย” เพื่อขึ้นทะเบียนในบัญชีตัวแทนมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของมนุษยชาติ (Representative List of the Intangible Cultural Heritage of Humanity) ซึ่งไม่เพียงสะท้อนองค์ความรู้ ภูมิปัญญา งานหัตถศิลป์ และอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมร่วมของคนไทยเท่านั้น แต่ยังนับเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ผู้ทรงอุทิศพระองค์ในการอนุรักษ์และส่งเสริมผ้าไทยและสิ่งทอไทยให้เป็นที่ประจักษ์ในระดับนานาชาติ อีกทั้งยังเป็นโอกาสสำคัญในการสร้างการรับรู้แก่ประชาคมโลกถึงคุณค่าของมรดกภูมิปัญญาทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ของไทย

ในตอนท้าย ทั้งสองฝ่ายได้หารือความเป็นไปได้ในการจัดการประชุมระดับโลกด้านการศึกษาในปี 2570 (2027 Global Education Meeting) พร้อมยืนยันการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิด เพื่อส่งเสริมความร่วมมือด้านการศึกษา วิทยาศาสตร์ วัฒนธรรม และการพัฒนาที่ยั่งยืน

ฟันโรงกลั่น กรมธูรกิจพลังงานฮึ่ม ปมใบขนส่งไม่ถูกต้อง

ฟันโรงกลั่น กรมธูรกิจพลังงานฮึ่ม ปมใบขนส่งไม่ถูกต้อง

ฟันโรงกลั่น กรมธูรกิจพลังงานฮึ่ม ปมใบขนส่งไม่ถูกต้อง

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ฟันโรงกลั่น กรมธูรกิจพลังงานฮึ่ม ปมใบขนส่งไม่ถูกต้อง

กรมธุรกิจพลังงาน แจงเอาผิดโรงกลั่น ปมใบขนส่งน้ำมันไม่ถูกต้อง ชง DSI เชือดใครกักตุน ด้าน “อภิสิทธิ์” หยันสุดซอยไม่จริงรัฐบาล ประกาศลดราคาน้ำมัน หน้าโรงกลั่น สุดท้ายผลักภาระให้ประชาชน 

จากกรณีที่มีการนำเสนอข่าวจากการให้สัมภาษณ์ของอธิบดีกรมธุรกิจพลังงานก่อนหน้านี้ ซึ่งอาจส่งผลให้เกิดการสื่อสารที่คลาดเคลื่อนออกไปว่า โรงกลั่นน้ำมันไม่ได้มีความผิดฐานกักตุน เป็นเพียงการกรอกข้อมูลในเอกสารไม่ครบถ้วนนั้น

นายสราวุธ แก้วตาทิพย์ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงาน (ธพ.) กล่าวว่า จากประเด็นดังกล่าว จึงขอชี้แจงเพื่อทำความเข้าใจให้ถูกต้องตรงกันว่าที่ผ่านมา กรมธุรกิจพลังงานได้ยกระดับการดำเนินงานอย่างเข้มข้นเพื่อกำกับดูแลผู้ค้าน้ำมันให้ปฏิบัติตามกฎหมาย โดยใช้ใบกำกับการขนส่งเป็น เครื่องมือในการตรวจสอบ ตาม พ.ร.บ.การค้าน้ำมันเชื้อเพลิง พ.ศ. 2543

โดยที่ผ่านมาได้มีการตรวจสอบคลังน้ำมันในพื้นที่ จ.สุราษฎร์ธานี ซึ่งเป็นคลังน้ำมันของผู้ค้าตามมาตรา 7 และมาตรา 10 จำนวน 6 แห่ง และได้ตรวจพบว่ามีการระบุข้อมูลในใบกำกับการขนส่งไม่ถูกต้องครบถ้วน จำนวน 166 ฉบับ อันถือได้ว่าเป็นการปฏิบัติไม่เป็นไปตามกฎหมาย จนนำมาสู่การแจ้งข้อกล่าวหากับโรงกลั่นทั้ง 6 แห่ง ในฐานะที่เป็นผู้จัดทำใบกำกับการขนส่งดังกล่าว พร้อมทั้งส่งให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมตรวจสอบ ทั้งสำนักงานตำรวจแห่งชาติและกรมสอบสวนคดีพิเศษ ความผิดปกติของข้อมูลในใบกำกับการขนส่งดังกล่าว ถือเป็นข้อมูลสำคัญ อันเป็นเบาะแสที่อาจเชื่อมโยงไปถึง “ขบวนการกักตุนน้ำมันเชื้อเพลิง” ซึ่งกรมสอบสวนคดีพิเศษ (DSI) จะรับหน้าที่หลักในการสอบสวนและขยายผลต่อไป

ทั้งนี้ อธิบดีกรมธุรกิจพลังงานได้กำชับให้ผู้ค้าน้ำมันเชื้อเพลิงทุกรายต้องจัดทำใบกำกับการขนส่งอย่างถูกต้องหากตรวจพบการฝ่าฝืนหรือการกระทำผิดจะถูกดำเนินการตามกฎหมายอย่างเคร่งครัดต่อไป

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์กล่าวว่าก่อนหน้านี้กระทรวงพลังงานเคยบอกกับเราว่าจะเอาจริงเอาจังกับเรื่องค่าการกลั่นของโรงกลั่นสูงผิดปกติ และอ้างว่าจะเลิกอ้างอิงราคาน้ำมันจากสิงคโปร์ โดยเดือนที่แล้วบอกว่า 3 บาทที่ไปขอเขามา ก็เพิ่มเป็น 5 บาทแต่พอสังคมไม่ได้จับจ้องอยู่ก็ลดมาเหลือ 3 บาทแล้วปัจจุบันคือไม่ได้ทำแล้ว กลับไปสู่ระบบเดิม แต่พยายามตรึงราคาหน้าปั๊มโดยโยนภาระกลับมาที่กองทุนน้ำมัน เท่ากับว่าคนใช้น้ำมันก็มีภาระในอนาคต อันนี้ตรงข้ามกับคำพูดว่าสุดซอย ตรงข้ามกับคำพูดที่ว่าจะมีการปรับเปลี่ยนโครงสร้างใหม่

“มันก็กลับมาที่เรื่องเดิมว่าถ้ารัฐบาลไม่เอาจริงเอาจังกับต้นเหตุ คือราคาพลังงานราคาน้ำมันในที่สุดแล้วรัฐบาลจะเสียเงินจำนวนมากช่วยประชาชนได้ชั่วคราวแต่สร้างหนี้ให้กับลูกหลานเรา เราจึงต้องเดินหน้าเรื่องนี้” นายอภิสิทธิ์กล่าว

กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด รัฐบาลตีปี๊บ ชวนร้านค้าทั่วประเทศ ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด รัฐบาลตีปี๊บ ชวนร้านค้าทั่วประเทศ ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด รัฐบาลตีปี๊บ ชวนร้านค้าทั่วประเทศ ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

กระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มยอด รัฐบาลตีปี๊บ ชวนร้านค้าทั่วประเทศ ร่วม‘ไทยช่วยไทยพลัส’

รัฐบาลชวนร้านค้าทั่วประเทศสมัครเข้าร่วมโครงการ “ไทยช่วยไทยพลัส 60/40” กระตุ้นเศรษฐกิจ เพิ่มยอดขาย ร้านค้าที่เคยร่วม โครงการยืนยันสิทธิผ่านแอปฯ “ถุงเงิน” 25-30 พ.ค. ส่วนร้านค้าใหม่ลงทะเบียนผ่านธนาคารกรุงไทย 25 พ.ค.-31 ก.ค. ขณะที่สารคามห้างแตก! ชาวบ้านแห่เหมารถข้ามอำเภอนับ 100 ก.ม. ปักหลักรอคิวกรุงไทย ยืนยันตัวตนแอปฯ“เป๋าตัง”รับเงิน“ไทยช่วยไทยพลัส”

เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจฐานรากผ่านโครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เพื่อช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชน ควบคู่กับการเพิ่มรายได้ให้ผู้ประกอบการ
รายย่อย ร้านค้าชุมชน และธุรกิจท้องถิ่นทั่วประเทศ โดยเปิดรับสมัครร้านค้าเข้าร่วมโครงการตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม 2569 เป็นต้นไป

รองโฆษกฯ กล่าวว่า ร้านค้าที่เคยเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง พลัส สามารถยืนยันสิทธิเข้าร่วมโครงการผ่านแอปพลิเคชันถุงเงินได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 30 กันยายน 2569 ส่วนร้านค้าที่ไม่เคยเข้าร่วมโครงการมาก่อน สามารถลงทะเบียนผ่านสาขาธนาคารกรุงไทยได้ตั้งแต่วันที่ 25 พฤษภาคม – 31 กรกฎาคม 2569 ทั้งนี้ ร้านนวด สปา ร้านทำเล็บ และร้านทำผม ยังไม่สามารถเข้าร่วมโครงการในรอบนี้ได้

สำหรับการใช้จ่ายผ่านร้านค้าในโครงการ จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 1 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา06.00 – 23.00 น. ขณะที่การใช้จ่ายผ่านระบบ Food Delivery จะเริ่มตั้งแต่วันที่ 15 มิถุนายน – 30 กันยายน 2569 เวลา 06.00 – 21.00 น.เพื่ออำนวยความสะดวกให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าและบริการได้ง่ายขึ้น และช่วยเพิ่มช่องทางสร้างรายได้ให้ร้านค้า

นางสาวลลิดา กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทย พลัส 60/40 เป็นอีกหนึ่งมาตรการสำคัญของรัฐบาลในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจภายในประเทศ ผ่านการสนับสนุนการใช้จ่ายระหว่างภาครัฐ ประชาชน และผู้ประกอบการรายย่อย เพื่อให้เม็ดเงินหมุนเวียนลงสู่เศรษฐกิจฐานรากอย่างทั่วถึง และช่วยพยุงกำลังซื้อของประชาชนในช่วงฟื้นตัวทางเศรษฐกิจ

“รัฐบาลขอเชิญชวนร้านค้าทั่วประเทศเข้าร่วมโครงการ เพื่อเพิ่มโอกาสทางการค้า ขยายฐานลูกค้า และร่วมเป็นส่วนหนึ่งในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยจากระดับชุมชน โดยรัฐบาลเชื่อมั่นว่า การกระจายโอกาสทางเศรษฐกิจสู่ร้านค้ารายเล็กและประชาชนในพื้นที่ จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจไทยได้อย่างยั่งยืน” รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าว

วันเดียวกัน ที่บริเวณหน้าศูนย์การค้าเสริมไทยคอมเพล็กซ์ อำเภอเมือง จังหวัดมหาสารคาม ได้มีประชาชนจำนวนมากเดินทางมารวมตัวยืนเข้าแถวรอคิวอย่างเนืองแน่นตั้งแต่ช่วงเช้า ก่อนที่ห้างสรรพสินค้าจะเปิดทำการในเวลา 10.30 น.โดยจุดประสงค์หลักของประชาชนกลุ่มร้อยละ 90 คือการเดินทางมาติดต่อทำธุรกรรมที่ธนาคารกรุงไทย สาขาภายในห้างฯ เพื่อทำการยืนยันตัวตนและแก้ไขปัญหาทางเทคนิคในแอปพลิเคชัน เป๋าตัง ซึ่งบางรายเจอปัญหาเปลี่ยนหมายเลขโทรศัพท์มือถือใหม่ บางรายระบบล็อกเนื่องจากจำรหัสผ่านไม่ได้ ทำให้ไม่สามารถลงทะเบียนเตรียมรับสิทธิ์โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจของรัฐบาลอย่าง “โครงการไทยช่วยไทยพลัส”ได้

จากการตรวจสอบพบว่าประชาชนส่วนใหญ่เดินทางมารอตั้งแต่เวลา 08.00 น. ซึ่งก่อนเวลาห้างเปิดถึง 2 ชั่วโมงครึ่ง โดยหลายคนยอมรับว่าต้องเดินทางมาจากต่างอำเภอที่ห่างไกล เช่น อำเภอโกสุมพิสัย, อำเภอกุดรัง และอำเภอวาปีปทุม เป็นต้น เนื่องจากธนาคารกรุงไทยสาขาตามต่างอำเภอจะปิดให้บริการในวันเสาร์และอาทิตย์ มีเพียงสาขาในห้างสรรพสินค้าภายในตัวเมืองเท่านั้นที่เปิดทำการ ส่งผลให้ประชาชนที่ไม่มีเวลาในวันธรรมดาจำเป็นต้องหลั่งไหลเข้ามาในเมืองพร้อมๆ กัน

ทั้งนี้ เมื่อใกล้ถึงเวลาห้างเปิด ทางเจ้าหน้าที่ธนาคารกรุงไทยได้เร่งเดินเท้าออกมาบริหารจัดการระบบคิวที่บริเวณด้านนอก เพื่อลดความแออัดภายในสำนักงาน โดยมีการแจกใบคำร้อง ข้อมูลส่วนตัว เลขประจำตัวประชาชน หมายเลขโทรศัพท์ และให้เขียนกำกับความประสงค์ให้ชัดเจน เช่น จำรหัสไม่ได้ หรือ เปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ พร้อมชี้แจงว่าจะเรียกคิว
ให้เข้าใช้บริการภายในธนาคารรอบละ10 คิวเท่านั้น เพื่อความรวดเร็วและปลอดภัย

จากการสอบถาม นางสมบูรณ์ ชาวบ้านบ้านหวาย อำเภอวาปีปทุม จังหวัดมหาสารคาม เปิดเผยว่า ตนเองและเพื่อนบ้านรวม 3 คน ต้องตัดสินใจลงขันรวมเงินกันคนละ 200 กว่าบาท เพื่อเหมารถยนต์จากหมู่บ้านในราคา 700 บาท มารอกันตั้งแต่ 8 โมงเช้า ระยะทางจากบ้านมาถึงตัวเมืองรวม 50 กิโลเมตร หากเดินทางไป-กลับก็ร่วม 100 กิโลเมตร

สาเหตุที่ต้องดั้นด้นมาเพราะตนเองพึ่งซื้อโทรศัพท์มือถือเครื่องใหม่และเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ จึงต้องมาให้ธนาคารช่วยแก้ไขระบบให้ ที่ผ่านมาตนเองเสียสิทธิ์และไม่เคยได้รับเงินเยียวยาจากโครงการใดๆ ของรัฐบาลเลย ไม่ว่าจะเป็นโครงการคนละครึ่ง หรือโครงการเติมเงินดิจิทัล 10,000 บาท เนื่องจากโทรศัพท์เครื่องเก่าตกรุ่นและไม่รองรับระบบเทคโนโลยี

“ถามว่าเงินโครงการไทยช่วยไทยที่รัฐบาลจะแจกให้ใช้คนละ 1,000 บาท นาน 4 เดือน (รวม 4,000 บาท)มันพอไหม ก็บอกตรงๆ เลยว่าไม่พอหรอก แต่มันก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย ถ้าได้เดือนละ 5,000 บาทน่าจะพอพยุงชีพได้ ตอนนี้ค่าใช้จ่ายมันเยอะมาก ของแพงไปหมดทุกอย่าง หันไปดูอาชีพทำนาก็มีแต่จะตาย ค่ารถแพง ค่าแรงแพง ค่าปุ๋ยแพง ค่ารถเกี่ยวข้าวก็แพงขึ้นทุกปี มีแต่อย่างเดียวที่ถูกคือราคาข้าว ขายไม่ได้ราคาเลย ขาดทุนย่อยยับ ทำได้แค่เก็บไว้กินเองใน
ครัวเรือน จึงอยากวิงวอนให้รัฐบาลหันมาใส่ใจดูแลประชาชนบ้าง เผื่อเลือกพวกท่านเข้าไปเป็นตัวแทนแล้วก็อย่าเข้าไปเอาแต่เถียงกันในสภาเลย มันน่าเบื่อ ชาวบ้านข้างนอกเขาจะอดตายกันหมดแล้ว” นางสมบูรณ์ กล่าวอย่างอัดอั้น

ด้าน นางสาวจำปา อายุ 50 ปี ราษฎรบ้านหัวช้าง อำเภอกุดรัง จังหวัดมหาสารคาม กล่าวว่า ตนเองเดินทางข้ามอำเภอเข้ามาในเมืองระยะทางไป-กลับรวม 96 กิโลเมตร เนื่องจากโครงการคนละครึ่งในรอบที่ผ่านมาตนลงทะเบียนไม่ทันมารอบนี้พยายามศึกษาจนดาวน์โหลดแอปพลิเคชันเป๋าตังมาติดตั้งและทำตามขั้นตอนเองเสร็จหมดแล้ว แต่ปรากฏว่าระบบสมาร์ทโฟนแจ้งข้อความเตือนให้เดินทางมาติดต่อธนาคารกรุงไทยในวันถัดไป ตนจึงต้องยอมเสียเงินเสียเวลาเดินทางมา ยอมรับว่าขั้นตอนระบบดิจิทัลของรัฐบาลมันยุ่งยากมากสำหรับตาสีตาสาที่ทำไม่เป็น แต่หากรอบนี้ระบบมีปัญหาจนต้องเสียสิทธิ์อีกก็คงไม่เป็นไร คงต้องรอลงทะเบียนรอบใหม่ในโครงการบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ(บัตรคนจน) แทน

“สำหรับเงิน 4,000 บาท จากโครงการไทยช่วยไทยพลัสในครั้งนี้ มองว่าไม่เพียงพอต่อการใช้ชีวิตท่ามกลางสภาวะข้าวของแพง แต่ก็ยังดีที่เข้ามาช่วยแบ่งเบาภาระได้บ้าง อย่างไรก็ตาม หากพิจารณาได้ อยากเสนอให้รัฐบาลจ่ายเงินก้อนเดียวรวดเดียว 4,000 บาทเลยจะบริหารจัดการง่ายและดีกว่าการทยอยแบ่งจ่ายรายเดือน” นางสาวจำปา ระบุ

ทั้งนี้ คาดการณ์ว่า ตลอดทั้งวันยังคงมีประชาชนจากตำบลและอำเภอต่างๆ ในจังหวัดมหาสารคาม ทยอยเดินทางมาเข้าคิวเพื่อแก้ไขระบบแอปพลิเคชันเป๋าตังกันอย่างต่อเนื่อง ซึ่งทางธนาคารกรุงไทยสาขาในห้างฯ ยืนยันว่าจะให้บริการประชาชนทุกคนที่มาติดต่ออย่างเต็มกำลังเพื่อไม่ให้ตกหล่นจากมาตรการช่วยเหลือของภาครัฐในรอบนี้

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

ราชการแนวหน้า : สิทธิประโยชน์และสวัสดิการของข้าราชการและเจ้าหน้าที่ของรัฐ

วันอาทิตย์ ที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 02.00 น.

(ต่อจากอาทิตย์ที่แล้ว)

ต่อมาศาลปกครองชั้นต้นได้มีคำพิพากษาให้เพิกถอนคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ที่พิพาทโดยให้มีผลย้อนหลังไปตั้งแต่วันที่มีคำสั่งและคำวินิจฉัยอุทธรณ์ดังกล่าว และศาลปกครองสูงสุดได้มีคำพิพากษาเป็นคดีหมายเลขแดงที่ อบ.229/2564 โดยพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลชั้นต้น เมื่อคำพิพากษาของศาลปกครองสูงสุดดังกล่าวถือเป็นที่สุด และมีผลผูกพันคู่กรณีที่จะต้องปฏิบัติตามคำบังคับตามมาตรา 70 วรรคหนึ่ง แห่งพระราชบัญญัติจัดตั้งศาลปกครองฯ กรณีจึงมีผลเสมือนว่าผู้ถูกฟ้องคดีไม่เคยถูกลงโทษไล่ออกจากราชการตั้งแต่วันที่ 10 ตุลาคม 2549 การที่ผู้ถูกฟ้องคดีออกจากราชการเมื่อวันที่ 1 ตุลาคม 2549 เพราะเกษียณอายุจึงเป็นการออกจากงานเนื่องจากอายุครบ 60 ปี บริบูรณ์ ซึ่งมีสิทธิ์ได้รับบำเหน็จ ตามข้อ 7(3) ของระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง พ.ศ.2519 ผู้ถูกฟ้องคดีจึงไม่ต้องคืนเงินบำเหน็จพร้อมดอกเบี้ยให้แก่ผู้ฟ้องคดี

(คำพิพากษาศาลปกครองสูงสุดที่ อ.698/2565 )

4. สิทธิประโยชน์ และสวัสดิการอื่นๆ

(1) การจ่ายเงินเบี้ยหวัดเงินบำนาญ และเงินช่วยเหลือค่าครองชีพผู้รับเบี้ยหวัดบำนาญ (ช.ค.บ.)

เจ้าหน้าที่ตำรวจขับขี่รถจักรยานยนต์ไปปฏิบัติหน้าที่ขณะเมาสุรา แล้วเกิดอุบัติเหตุเฉี่ยวชนจนได้รับบาดเจ็บสาหัส และถึงแก่ความตายไม่พิจาณาเลื่อนเงินเดือนกรณีพิเศษ ถือเป็นผู้มีความประพฤติเสื่อมเสีย

เรื่องนี้ ผู้ฟ้องคดีเป็นภรรยาที่ชอบด้วยกฎหมายของ ร.ต.ท.ร. รองสารวัตรป้องกันปราบปราม สถานีตำรวจ ผ.ได้รับความเดือดร้อนเสียหายจากกรณีที่ ร.ต.ท.ร. ประสบอุบัติเหตุถึงแก่ความตายเนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ราชการ อันเนื่องมาจากสถานีตำรวจดังกล่าวได้มีคำสั่ง ลงวันที่ 31 พฤษภาคม 2560 มอบหมายให้ร้อยตำรวจโท ร.ปฏิบัติหน้าที่สายตรวจโดยมีหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อย ป้องกันและปราบปรามอาชญากรรม และรักษาความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในเขตพื้นที่รับผิดชอบ

(อ่านต่ออาทิตย์หน้า)

อนุทิน เตรียมร่วมนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล กรุงปารีส เผยเตรียมหารือวงเล็ก กับปธน. ฝรั่งเศส

อนุทิน เตรียมร่วมนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล กรุงปารีส เผยเตรียมหารือวงเล็ก กับปธน. ฝรั่งเศส

อนุทิน เตรียมร่วมนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล กรุงปารีส เผยเตรียมหารือวงเล็ก กับปธน. ฝรั่งเศส

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.34 น.

“นายกฯ” เตรียม ร่วมนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล ณ กรุงปารีส พร้อมเผย เตรียมหารือวงเล็ก กับปธน. ฝรั่งเศส เชื่อเป็นโอกาสสร้างประโยชน์ให้ประเทศ ขอชุมชนไทย เชื่อใจ รัฐบาลทำเต็มที่ มั่นใจ โครงการไทยช่วยไทยพลัส ทำเศรษกิจดีขึ้นแน่  ขณะที่ “เอกนิติ” เผย ผอ. IEA  ชม ไทยเดินทางถูกทางแล้ว ที่ช่วยคนฐานรากก่อน ด้าน “สีหศักดิ์” ขอให้คนไทยใน ฝรั่งเศสช่วยกันเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้ประเทศ 

วัน ที่ 23 พฤษภาคม 2569 เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวกับชุมชนไทยในกรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส ที่วัดวัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส ว่า ตนเดินทางมาในครั้งนี้ มาพร้อมกับรองนายกรัฐมนตรี ทั้งนายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ  นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และน.ส.ซาบีดา ไทยเศรษฐ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เพื่อมาถวายพระเกียรติและร่วมถวายความยินดีแด่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ที่ทรงพระกรณียกิจ ทั้งเรื่องผ้าไทย ศิลปวัฒนธรรมไทย รวมถึงอาหารไทย โดยสาธารณรัฐฝรั่งเศสทูลเกล้าฯ ถวายเครื่องเครื่องอิสริยาภรณ์ เลฌียงดอเนอร์ (THE LEGION OF HONOUR)  

นอกจากนี้ยังจะร่วมนิทรรศการ ราชพัสตราสู่สากล La Mode en Majesté. Royal Thai Dress from Tradition to Modernity ภายใต้พระอุปถัมภ์ของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรีนารัตนราชกัญญา ในวันจันทร์ที่ 25 พฤษภาคม 2569  ณ Musée des Arts Décoratifs กรุงปารีส

นายอนุทิน ยังเปิดเผยว่า โอกาสนี้ยังจะได้พบกับ นายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีแห่งฝรั่งเศส ระหว่างมื้ออาหารค่ำ ซึ่งจะได้เป็นการพบปะกันในวงเล็ก ซึ่งตนเอง รวมถึง นายเอกนิติ และนายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์วิจัยและนวัตกรรม (อว.) จะได้หารือ เชื่อว่าจะได้พูดคุยถึงเนื้อหาสาระและมีความใกล้ชิด สามารถที่จะเปิดใจพูดกันในทุกเรื่องที่เป็นประโยชน์ต่อคนไทยและประเทศไทย และอนาคตที่เป็นพื้นฐานที่ดีของประเทศไทย เรามีของดีๆมากมายที่จะสามารถสร้างโอกาสสร้างรายได้ให้กับประชาชนของพวกเรา 

นายกรัฐมนตรี ยังกล่าวว่า ขอฝากคนไทยในฝรั่งเศสขอเป็นแอมบาสเดอร์ของประเทศไทย ยังมีโอกาสที่เราจะสามารถขายของให้กับเขา ชักชวนเขาไปลงทุน ตอนนี้มีเรื่องของการสู้รบในตะวันออกกลางประเทศไทยอย่างไรก็ได้รับผลกระทบเพราะเราใช้น้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นส่วนใหญ่ ถึงแม้วันนี้นี้การสั่งซื้อน้ำมันจะไม่มี ปัญหาแต่ละคนราคาน้ำมันปรับขึ้นทำให้ค่าครองชีพสูงขึ้น ซึ่งการที่เราเดินทางมาที่ฝรั่งเศสก็จะเป็นการแสวงหาความร่วมมือต่างๆ ทั้งพลังงานทางเลือก ที่จะพึ่งพาน้ำมันน้อยลง เรามีแก๊สในประเทศที่สามารถใช้งานในประเทศได้อย่างเพียงพอ แต่ในเรื่องพลังงานที่ต้องใช้น้ำมันเราจะมีวิธีการอื่นหรือไม่ซึ่งเมื่อวานนี้ได้พบกับ EIA ซึ่งเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ให้การสนับสนุนกับไทยเป็นอย่างดี 

ขอให้ความมั่นใจกับประชาชนว่าพวกเราจะทำงานอย่างเต็มที่ เพื่อที่จะดูแลคนไทย ให้มีความสะดวกสบายมีคุณคุณภาพชีวิตที่ดีให้มากที่สุด คนที่อยู่ต่างแดนจะได้ไม่ต้องกังวล และในช่วงเดือนมิถุนายนนี้ นายเอกนิติ ก็จะผลักดันโครงการไทยช่วยไทยพลัส จากเดิมมที่เป็นโครงการคนละครึ่งพลัส แต่เมื่อสถานการณ์เปลี่ยนรัฐบาลจึงเพิ่มวงเงินเป็นโครงการ60:40 เดือนละ 1,000 บาทเป็นระยะเวลาสี่เดือนรวมแล้ว 4,000 บาท สามารถซื้อของได้ 10,000 บาท ซึ่ง 6,000 บาท รัฐสนับสนุนเพื่อให้ซื้อสิ่งของในชีวิตประจำวัน และเรื่องการเดินทาง ไม่ใช่การซื้อของในห้างร้านใหญ่ เพื่อให้เกิดการจับจ่ายใช้สอย ไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง เป็นสิ่งที่คนไทยช่วยคนไทยและรัฐเข้ามา ประกบเงินเพิ่มขึ้น60% น่าจะทำให้เศรษฐกิจมีการหมุนเวียนพอจะมีเงินเข้าไปอีก 2 แสนล้านบาท มั่นใจว่าเศรษฐกิจระดับพื้นฐานจะดีขึ้น

ส่วนระดับความมั่นใจในต่างประเทศประเทศไทยนั้นได้รับ ความมั่นใจสูงในทุกด้าน ไทยได้รับการยกระดับเครดิตเรื่องการนโยบายต่างประเทศ เวลาเราเดินทางที่ไหนมีแต่คนมาขอพบขอเจรจา ขอหารือและได้รับความมั่นใจจากต่างประเทศ เรื่องการค้าขายเราเปิดกว้างให้มีการลงทุนในประเทศเพิ่มมากขึ้น จัดสรรแรงจูงใจให้กับทุนจากต่างประเทศที่เข้ามาในประเทศไทย ขณะที่เรื่องการท่องเที่ยวเป็นส่วนที่สร้างรายได้มากเข้าประเทศจึงมีการยกระดับการท่องเที่ยวทั้งหมดและสร้างความมั่นใจว่าความปลอดภัยทั้งหลายจะไม่มีเรื่องของการหลอกหลอกลวงนักท่องเที่ยว เพื่อให้เขาเดินทางเข้ามาเยอะ จะไม่มีเรื่องการข่มขู่นักท่องเที่ยว การทำร้ายร่างกาย เราปราบจนมาเฟียทั้งหลายไม่มีที่ยืน นี่เป็นสิ่งที่รัฐบาลได้เร่งทำมาโดยตลอด พร้อมทั้งนโยบายอื่นๆ ขอให้ทุกคนทำงานอย่างสบายใจมีเวลาว่างให้เดินทางกลับไปเยี่ยมประเทศไทยของเราจะได้เห็นเมืองไทยในบริบทที่เปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นน่าอยู่มากขึ้น สะอาดมากขึ้น และมีคุณภาพชีวิตที่ดีมากยิ่งขึ้นยิ่ง  เราจะดูแลเรื่องสุขภาพอย่างเต็มที่ขอให้เราได้ทำงานให้กับทุกคนที่ทุกทุกท่านไว้วางใจเลือกเข้ามา พวกเราจะไม่ทำให้คนไทยทุกคนผิดหวัง 

ขณะที่นายเอกนิติ ยืนยัน กับชุมชนไทย ในฝรั่งเศส ในบานะที่ตนเองรับผิดชอบงานด้านรเศรษฐกิจ ว่า ตอนนี้เศรษฐกิจของไทยเริ่มดีขึ้น แต่ด้วยปัญหาวิกฤตทั้งโลก คือเรื่องราคาของแพง ที่ฝรั่งเศส รุนแรงกว่าไทย เชื่อคนคนไทยที่ฝรั่งเศสทราบเรื่องนี้ดี และเมื่อวานนี้ ดร. ฟาทีห์ บิรอล ผู้อำนวยการทบวงการพลังงานระหว่างประเทศ (International Energy Agency: IEA) ยังได้ชื่อชม นายกรัฐมนตรีว่า ว่านโยบายของไทยมาถูกทางแล้ว นั่นคือ การช่วยคนระดับฐานราก  ผ่านโครงการไทยช่วยไทยพลัส  รัฐบาลมุ่งมั่นในจุดนั้น ที่ไม่ได้ช่วยผู้ประกอบการรายใหญ่ ก็เพราะต้องการให้ ร้านค้าในตลาด ทั้งหมดก็เพื่อช่วยให้คนไทยผ่านวิกฤตปากท้องไปด้วยกัน  

ด้านนายสีหศักดิ์ กล่าวว่า ตนเองเคยเป็นเอกอัคราชทูต ณ กรุงปารีส เป็นเวลา 3 ปี เป็นช่วงเวลาที่มีความสุขมากๆ คนไทยที่ฝรั่งเศสน่ารัก มีความสมัครสมานสามัคคี  ชุมชนไทยมีบทบาทสำคัญ หลายคนอยู่แบบถาวร  กับครอบครัว จึงขอให้ช่วยส่งเสริมความสัมพันธ์ และส่งเสริมภาพลักษณ์ที่ดี ให้กับประเทศไทย และ ดีใจ ที่ได้เจอกับชุมชนไทยในฝรั่งเศส

ขณะที่ น.ส.ซาบีดา กล่าวว่า รู้สึกเป็นเกรียติที่ได้ร่วมงานกับนายกฯ ในการปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศ ขณะนี้กระทรวงวัฒนธรรม ได้ยื่นจดทะเบียนชุดไทยกับยูเนสโก เป็นมรดกทางวัฒนธรรมที่จับต้องไม่ได้ ซึ่งเมื่อวานนี้(22 พ.ค.) นายกรัฐมนตรี ได้มีการหารือกับผู้อำนวยการใหญ่ยูเนสโกเรื่องของการจดทะเบียนชุดไทย คาดว่า ไม่มีปัญหาอะไร ซึ่งเรื่องชุดไทยให้ทุกคนภูมิใจว่า สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงริเริ่มมาตั้งแต่ปี 2503 และมีวาระโอกาสในการสวมใส่ที่เหมาะสมที่เป็นความภาคภูมิใจของคนไทย ทั้งนี้คนไทยหลายคนอาจมีความกังวลเรื่องการถูกเคลม แต่ต้องเรียนตามตรงว่าไม่ต้องมีความวิตกกังวลใดเพราะชุดไทยของเรามีประวัติศาสตร์ที่ชัดเจน และวันนี้ได้เห็นคนไทยในต่างแดนหลายคนสามารถใส่ชุดไทยพระราชนิยมในหลายโอกาสได้อย่างสวยงาม ต้องขอขอบคุณทุกคนที่ถือว่าเป็นตัวเป็นตัวแทนของ ประเทศไทยในการเผยแพร่ซอฟพาวเวอร์  และในช่วงนี้ได้มีการจัดนิทรรศการ  La Mode en Majesté. อยากให้คนไทยไปร่วมรับชม ที่ถือว่าเป็นมรดกทางวัฒนธรรมของคนไทยมาจัดแสดงอยากให้ทุกคนไปร่วมกันภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของความเป็นไทย

นายกฯ บอกคนไทยในปารีส แจ้งยูเนสโกแล้ว หากกัมพูชาขอสำรวจมรดกโลก ต้องตรวจสอบ 2 ฝั่ง

นายกฯ บอกคนไทยในปารีส แจ้งยูเนสโกแล้ว หากกัมพูชาขอสำรวจมรดกโลก ต้องตรวจสอบ 2 ฝั่ง

นายกฯ บอกคนไทยในปารีส แจ้งยูเนสโกแล้ว หากกัมพูชาขอสำรวจมรดกโลก ต้องตรวจสอบ 2 ฝั่ง

วันเสาร์ ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 21.18 น.

“นายกฯ” คุยคนไทยในปารีส  บอกรัฐบาลปกป้องแผ่นดิน ยึดประโยชน์ชาติ   แจ้งยูเนสโก หากกัมพูชาร้องขอสำรวจโบราณสถาน ต้องตรวจสอบ 2 ฝั่ง เพื่อข้อมูลครบถ้วน     

วันนี้ (วันเสาร์ที่ 23 พฤษภาคม 2569) เวลา 10.00 น. (ตามเวลาท้องถิ่น ณ สาธารณรัฐฝรั่งเศส ซึ่งช้ากว่าประเทศไทย 5 ชั่วโมง) ณ วัดพุทธนานาชาติ กรุงปารีส สาธารณรัฐฝรั่งเศส นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานในพิธีสวดพระพุทธมนต์และพิธีทำบุญตักบาตรถวายพระราชกุศลแด่สมเด็จพระนางเจ้ารำไพพรรณี พร้อมพบปะคณะญาติธรรมและชุมชนชาวไทยที่พำนักอยู่ในประเทศฝรั่งเศส

ช่วงหนึ่งของการทักทาย มีประชาชนได้ถามถึงสถานการณ์ชายแดน โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวตอบว่า ดีใจที่ทุกคนมีความรักบ้านเกิดเมืองนอน  ห่วงใยสถานการณ์ต่างๆในประเทศไทย  รับรอง“ด่านไม่เปิด”   สัญญาว่าประเทศไทยจะไม่ยอมให้ใครมาย่ำยี คุกคาม เอาเปรียบ และเมื่อวานนี้ ได้หารือกับผู้อำนวยการใหญ่องค์การยูเนสโก  ในประเด็นที่ว่า หากกัมพูชาร้องขอให้ไปสำรวจวัดที่เป็นมรดกโลกที่ได้รับผลกระทบจากการปะทะระหว่างไทย-กัมพูชา ยูเนสโกต้องมาสำรวจเขตแดนในฝั่งไทยด้วย เพื่อให้ข้อมูลมีความชัดเจนและครบถ้วน

นายกรัฐมนตรี ยังเผยถึงการเดินทางมาครั้งนี้ว่า เป็นส่วนหนึ่งของการส่งเสริมความสัมพันธ์ในโอกาสรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ทางการทูต ไทย-ฝรั่งเศส  เป็นครั้งแรกที่มีรองนายกรัฐมนตรีถึง 4  ท่าน ร่วมมาเยือนฝรั่งเศสในวาระเดียวกัน ได้แก่ รอง นรม. และ รมว.กค. นายเอกนิติ  นิติทัณฑ์ประภาศ  รอง นรม. และ รมว. กต. นายสีหศักดิ์ พวงเกตแก้ว ซึ่ง รอง นรม. และ รทว. พณ. นางศุภจี สุธรรรมพันธุ์ และ รอง นรม.และ รมว. อว. นายยศชนัน วงศ์สวัสดิ์  ซึ่งวันจันทร์นี้  (25 พ.ค.69)  จะได้การหารือระหว่างอาหารค่ำกับนายเอมานูว์แอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศส แบบวงเล็กมากๆ  การพบปะครั้งนี้จะเป็นประโยชน์และเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับไทยที่จะสร้างโอกาส  สร้างรายได้ พร้อมจะฝากฝังประธานาธิบดีฝรั่งเศสให้ช่วยดูแลคนไทยในฝรั่งเศสด้วย  

ช่วงท้ายนายกรัฐมนตรียังชวนคนไทยที่พำนักอยู่ในต่างประเทศกลับไปเยี่ยมเมืองไทย ซึ่งจะได้เห็นเมืองไทยในบริบทที่เปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น  น่าอยู่และมีคุณภาพชีวิตมากขึ้นด้วย  และฝากคนไทยในฝรั่งเศสเป็นผู้แทนเป็นทูตของประเทศไทย  เผยแพร่วัฒนธรรมไทย ถ่ายทอดเอกลักษณ์ความเป็นไทย ตลอดจนสร้างภาพลักษณ์ที่ดีในสายตานานาชาติ