ศิริกัญญา เตือนรัฐบาลหยุดกู้เงินมาสุ่มแจก แนะเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

ศิริกัญญา เตือนรัฐบาลหยุดกู้เงินมาสุ่มแจก แนะเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

ศิริกัญญา เตือนรัฐบาลหยุดกู้เงินมาสุ่มแจก แนะเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจโต

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.23 น.

ศิริกัญญา ดักคอรัฐบาลเตรียมกู้ 5 แสนล้าน จะปากแข็งปฏิเสธขยายเพดานหนี้ทำไม ในเมื่อตัวเลขชี้ชัดทะลุ 70% แน่ เตือนภาระดอกเบี้ยพุ่งกัดกินงบประมาณ ต้องหยุดกู้มาแจกเงินแบบสุ่ม แต่ต้องเอาไปลงทุนสร้างอนาคต-ทำเศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ

เมื่อวันที่ 23 เม.ย.2569 น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวถึงกระแสข่าวรัฐบาลเตรียมออก พ.ร.ก. เงินกู้ 5 แสนล้านบาท โดยระบุว่า ถึงแม้คนในรัฐบาลจะยังสลับกันออกมาพูดคนละทิศคนละทาง แต่ล่าสุดรองนายกฯ เอกนิติ ก็ได้ให้สัมภาษณ์สื่อยอมรับแล้วว่าจะมีการกู้เงินจริง ขณะที่ประเด็นการขยายเพดานหนี้สาธารณะจาก 70% เป็น 75% ที่รัฐบาลพยายามปฏิเสธว่ายังไม่มีการขยายนั้น เมื่อพิจารณาจากตัวเลขจริงกลับพบว่ารัฐบาลเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องขยายเพดานหนี้ในที่สุด

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ถึงแม้ปัจจุบันหนี้สาธารณะ ณ เดือน ก.พ. 2569 จะอยู่ที่ 66% แต่รัฐบาลยังมีแผนกู้เพื่อชดเชยการขาดดุลงบประมาณปี 2569 อีกเกือบ 5 แสนล้านบาท ซึ่งจะทำให้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีพุ่งไปที่ 67% และหากมีการออก พ.ร.ก. กู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะจะทะลุเพดาน 70% ทันที ดังนั้น ก่อนที่ ครม. จะมีมติเงินกู้ รัฐบาลต้องประกาศขยายเพดานหนี้อย่างแน่นอน จึงไม่เข้าใจว่าเหตุใดรัฐบาลถึงยังปากแข็งปฏิเสธเรื่องนี้ต่อประชาชน 

น.ส.ศิริกัญญา แสดงความกังวลว่า “ราคาที่ต้องจ่าย” ของการก่อหนี้ครั้งนี้สูงมาก โดยเฉพาะภาระดอกเบี้ยที่จะพุ่งสูงขึ้นอย่างก้าวกระโดด ซึ่งปัจจุบันงบชำระดอกเบี้ยปี 2569 อยู่ที่ 2.7 แสนล้านบาท หรือคิดเป็น 9% ของรายได้รัฐ และมีแนวโน้มจะพุ่งเป็น 12% ในปี 2570 ในขณะที่หนึ่งในเกณฑ์สำหรับการเป็นพันธบัตรระดับ Investment Grade  (ระดับน่าลงทุน) ระบุว่าสัดส่วนดอกเบี้ยต่อรายได้ไม่ควรเกิน 10% หากกู้เพิ่มอีก 5 แสนล้านบาท รัฐบาลต้องเตรียมงบชำระหนี้ทั้งต้นและดอกรวมกว่า 5.2 แสนล้านบาท และจะเพิ่มสูงถึง 6.4 แสนล้านบาทในปี 2573 ยิ่งกัดกินงบประมาณแผ่นดินให้เหลือน้อยลงไปเรื่อยๆ จนอาจส่งผลกระทบต่อการพัฒนาประเทศในด้านอื่นๆ 

“เราต้องมั่นใจว่ากู้มาแล้วต้องทำให้เศรษฐกิจฟื้นได้จริงๆ ทั้งทำให้เศรษฐกิจกลับมาโตเต็มศักยภาพ และขยายศักยภาพเศรษฐกิจไทยให้โตได้ดีกว่าเดิมด้วย เพราะนี่เป็นทางเดียวที่จะทำให้รายได้ของรัฐเพิ่มขึ้นจนดอกเบี้ยไม่มาฉุดรั้งงบประมาณแผ่นดิน แต่หากล้มเหลวเหมือนช่วงโควิดอีกครั้ง เราอาจจะต้องอยู่กับภาวะหนี้สูง-โตต่ำไปอีกนาน” ศิริกัญญากล่าว 

นอกจากนี้ น.ส.ศิริกัญญา ยังเสนอให้รัฐบาลปรับเปลี่ยนรูปแบบโครงการจากเพียงแค่การเยียวยาเฉพาะหน้า (Reactive) เป็นโครงการที่สร้างอนาคต (Visionary) โดยย้ำว่าหากจะแจกเงินแบบสุ่มอย่างโครงการคนละครึ่งก็อาจไม่ตรงจุด แต่ควรนำเงินไปปรับโครงสร้างเศรษฐกิจจริง เช่น แทนที่จะอุดหนุนโซลาร์ฟาร์มแบบเดิม ควรนำเงินไปพัฒนาสายส่งเป็น Smart Grid เพื่อรองรับการเปิดเสรีไฟฟ้าพลังงานสะอาด หรือหากจะทำโครงการรถเก่าแลกรถใหม่ ก็ต้องมีเงื่อนไขสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์สมัยใหม่ที่เน้นมูลค่าเพิ่มในประเทศและการถ่ายทอดเทคโนโลยีจริง ไม่ใช่แค่การนำเข้ามาประกอบ

น.ส.ศิริกัญญา ปิดท้ายว่า นี่อาจจะเป็นการกู้นอกงบประมาณครั้งสุดท้ายที่ฐานะการคลังของประเทศจะเปิดโอกาสให้ทำได้ จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลใช้เงินภาษีของประชาชนอย่างคุ้มค่าที่สุด และต้องมองให้ไกลกว่าการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เพื่อไม่ให้งบประมาณในอนาคตถูกใช้ไปกับการใช้หนี้จนไม่เหลือเงินไว้พัฒนาศักยภาพของประเทศต่อไป

เปิดเหตุผลยกเลิก MOU 44 รัฐบาลชี้ไม่สร้างประโยชน์-ก่อความหวาดระแวง

เปิดเหตุผลยกเลิก MOU 44 รัฐบาลชี้ไม่สร้างประโยชน์-ก่อความหวาดระแวง

เปิดเหตุผลยกเลิก MOU 44 รัฐบาลชี้ไม่สร้างประโยชน์-ก่อความหวาดระแวง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.21 น.

รัฐบาลแจงเหตุผลยกเลิก MOU 44 ชี้มีมา 25 ปี ไม่บรรลุเป้าหมาย สร้างความขัดแย้ง หวาดระแวงสองประเทศ

23 เมษายน 2569 ที่ตึกนารีสโมสร ทำเนียบรัฐบาล น.ส.รัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า วันนี้ ที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ครั้งที่ 2/2569 ได้มีมติ “ยกเลิก MOU44” ตามนโยบายรัฐบาล ด้วยเหตุผล

1. MOU44 เป็นกรอบการเจรจาการบริหารทรัพยากรร่วมกันที่อยู่ใต้ทะเลระหว่างไทย – กัมพูชา แต่ 20 กว่าปีที่ผ่านมา มีการเจรจากันเพียง 5 ครั้ง และไม่ได้ข้อสรุปที่เป็นประโยชน์แก่ทั้ง 2 ประเทศ ตรงกันข้ามกลับทำให้เกิดข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล ทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่าง 2 ประเทศ และไม่มีแนวทางที่จะทำให้เกิดการพัฒนา และบริหารทรัพยากรร่วมกันได้

2. การยกเลิก MOU44 เพื่อเป็นการยุติการเจรจาตามกรอบ MOU44 หากฝ่ายกัมพูชา ยังคงต้องการ หรือเห็นประโยชน์จากการพัฒนา และบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกับไทยอีก ขอให้แสดงเจตนารมณ์ หรือแจ้งมาให้ทราบ เพื่อที่จะได้จัดกรอบการเจรจากันใหม่ ที่มีความเป็นไปได้ โดยไม่นำไปสู่ข้อพิพาทเรื่องเขตแดนทางทะเล เช่นที่ผ่านมา

3. ต้องยอมรับว่าสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย – กัมพูชา หลายครั้ง ในช่วงเวลา 25 ปีที่ผ่านมา หลังจากมีการทำ MOU44 เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้การเจรจาไม่คืบหน้า และไม่บรรลุเป้าหมายของ MOU44 ที่กำหนดไว้ และหากสถานการณ์ความขัดแย้งยังคงมีอยู่เช่นปัจจุบันนี้ การเจรจาเพื่อพัฒนาและบริหารทรัพยากรใต้ทะเลร่วมกันเป็นเรื่องที่ยาก หลักการสำคัญ คือต้องตกลงเขตแดนทางทะเลให้ได้ก่อน แล้วจึงหาแนวทางพัฒนา และบริหารร่วมกันบนพื้นฐานความจริงใจและแบ่งปันด้วยความเป็นธรรมทั้งสองฝ่าย

การมี MOU44 อายุ 25 ปี เจรจากันเพียง 5 ครั้ง ไม่สามารถดำเนินการได้ตามวัตถุประสงค์ ย่อมแสดงให้เห็นว่า MOU ฉบับนี้ ไม่อาจนำไปสู่การบรรลุเป้าหมายได้ การมีอยู่ของ MOU44 นอกจากจะไม่สร้างประโยชน์แล้ว ยังก่อให้เกิดความหวาดระแวง ความขัดแย้งระหว่างสองประเทศอีกด้วย จึงเห็นควรที่ต้องยกเลิก และวางกรอบการเจรจากันใหม่ เพื่อลดความขัดแย้ง และนำทรัพยากรมาใช้เป็นประโยชน์ได้จริง

“เมื่อวันที่ 9 เมษายน ที่ผ่านมาท่านนายกรัฐมนตรีอนุทินฯ แถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีต่อรัฐสภา โดยกล่าวถึงนโยบายด้านการการต่างประเทศและความมั่นคงของไทย ในหัวข้อที่ 9 ประเด็นการส่งเสริมความมั่นคงชายแดนให้ปราศจากภัยคุกคามทุกรูปแบบและการแก้ไขปัญหาข้ามแดนร่วมกับประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างความสงบสุขให้กับสังคมไทย ในหัวข้อย่อย (9.2) ย้ำชัดว่า “มุ่งสานต่อความพยายามในการแก้ไขสถานการณ์ไทย – กัมพูชา ด้วยสันติวิธีและกลไกทวิภาคีที่มีอยู่ รวมทั้งเร่งศึกษาแนวทางการยกเลิก MOU 2544 และในวันนี้ ที่ประชุม สมช.ที่มีนายกรัฐมนตรี เป็นประธาน ก็มีมติเห็นชอบด้วยแล้ว” น.ส.รัชดา กล่าว

สำหรับขั้นตอนหลังจาก สมช.มีมติในวันนี้แล้ว จะมีการเสนอให้คณะรัฐมนตรีพิจารณา และมีมติคณะรัฐมนตรี เพื่อให้กระทรวงการต่างประเทศ ดำเนินการตามขั้นตอนต่อไป

โรม ไล่บี้จัดการไอ้โม่ง ‘กักตุนน้ำมัน’ โยงทุนเทาสแกมเมอร์ ท้า เอกนัฏ กล้าฟันระดับ รมต. หรือไม่?

โรม ไล่บี้จัดการไอ้โม่ง ‘กักตุนน้ำมัน’  โยงทุนเทาสแกมเมอร์  ท้า เอกนัฏ กล้าฟันระดับ รมต. หรือไม่?

โรม ไล่บี้จัดการไอ้โม่ง ‘กักตุนน้ำมัน’ โยงทุนเทาสแกมเมอร์ ท้า เอกนัฏ กล้าฟันระดับ รมต. หรือไม่?

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.19 น.

‘โรม จอมเดือด’ ไล่บี้จัดการไอ้โม่ง ‘กักตุนน้ำมัน’ ลามโยงเครือข่าย ‘สแกมเมอร์-ฟอกเงิน’ พุ่งเป้าเอาผิด รมต. ด้าน ‘เอกนัฏ‘ ลั่นเดินหน้าเอาผิดสุดซอย ตามคืนกำไรทุกบาท น้ำมันทุกหยด ใครผิดไม่ละเว้น แม้แต่คนในครอบครัว ไม่ว่าพรรคไหนก็พร้อมจัดการ กวักมือชวน ’รังสิมันต์‘ ร่วมทีมเช็กตรวจสอบ

วันที่ 23 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระกระทู้ถามสด โดยนายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ตั้งถามต่อประเด็นความคืบหน้าของการดำเนินการกับเครือข่ายกักตุนน้ำมันในช่วงวิกฤติพลังงาน ที่ตรวจสอบพบเครือข่ายของเสี่ยตือ อ่างทอง ซึ่งมีความเชื่อมโยงกับกลุ่มทุนเทา สแกมเมอร์ ตั้งถามนายกรัฐมนตรี แต่นายกฯมอบหมายให้นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รมว.พลังงาน มาชี้แจง

นายเอกนัฏ ชี้แจงว่าในกรณของการตรวจสอบที่พบการกักตุนน้ำมันที่ จ.อ่างทอง ล่าสุดเมื่อวันที่ 22 เม.ย. กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้รับเป็นคดีพิเศษแล้ว ซึ่งตนพร้อมตรวจสอบรายละเอียดรวมถึงเครือข่ายที่เชื่อมโยงหากพบการกระทำผิดทุกความเสียหายจะส่งให้ ดีเอสไอดำเนินการ ทั้งนี้ในการตรวจสอบตนขอเชิญนายรังสิมันต์ลงพื้นที่ด้วยเพื่อให้ไปตรวจสอบและทำงานให้โปร่งใส อย่างไรก็ดีตอนที่ตนเป็น รมว.อุตสาหกรรมได้ติดตามตรวจสอบ ที่เรียกว่าตามจนตายในคุกก็มี ดังนั้นกำไรที่ได้มาจะไม่ฟรี ต้องไปตามในคุก

นายเอกนัฎ กล่าวต่อว่า สำหรับกระบวนการตรวจสอบจะรวมถึงการลักลอบขายต่างประเทศด้วย เพราะกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงอุดหนุนให้ประชาชนได้ใช้น้ำมันราคาถูก ไม่ใช่อุดหนุนนเพื่อให้ผู้ค้าหากำไร ซึ่งที่ผ่านมากองทุนน้ำมันเสียหาย  โดยที่ผ่านมามีการตรวจสอบการขนส่งน้ำมันจาก จ.ชลบุรี จ.ระยองไปในภาคใต้ ได้ตรวจใบขนทุกใบหากระบุข้อมูลไม่ตรงกับที่ให้ไว้กับกรมธุรกิจพลังงาน ถือว่าผิด และที่ผ่านมาพบกว่า 100 รายการ โดย ไม่ว่าผู้ค้ารายใหญ่เท่าไรต้องได้รับโทษตามกฎหมาย จำคุก 2 ปี ตนพร้อมเอาผิดผู้ค้ารายใหญ่ หากทำผิดจะต้องโดนทุกเจ้า 

“การตรวจสอบของผม ไม่เฉพาะกรณีเสี่ยตือเท่านั้น โชคดีที่ผมไม่รู้จัก แต่หากรู้จักก็ไม่แคร์หากทำผิด  ใครกักตุน มีความผิด ต้องแจ้งความเอาผิดย้อนหลังกับทุกคน สิ่งที่เกิด ตั้งแต่เดือน มี.ค. ที่ออกประกาศ ดังนั้นจะเรียกคืนทุกหยด ทุกบาทแน่นอน” นายเอกนัฎ ชี้แจง

จากนั้นนายรังสิมันต์ ถามต่อว่าตนพร้อมลงพื้นที่ตรวจสอบ ฐานะฝ่ายค้าน สำหรับเอกสารที่ตนส่งให้กับมว.พลังงาน เมื่อ  20 มี.ค.  ขณะที่ผ่านมา 1 เดือนกว่า นอกจากต้องการเห็นการขยายผลไปยังคลังน้ำมันที่อื่น แต่สิ่งสำคัญการรจัดกาโครงสร้างอาชญากรรม ในเครือข่ายเสี่ยตื และต้องนำไปสู่ยึด อายัดทรัพย์ รวมถึงใช้มาตรการฟอกเงินจัดการ ทั้งนี้มีกรณีที่เกี่ยวโยงกับบริษัทบางจากด้วยซึ่งพบการเข้าซื้อคลังน้ำมันและน้ำมันในเครือข่ายเสี่ยตือ ที่จ.เพชรบุรี  มูลค่า 9,000 ล้านบาท เพราะตนกังวลใจ เพราะเป็นเครือข่ายเดียวกันกับนายเบน สมิธ ที่มีธุรกิจสแกมเมอร์ กาสิโน ในกัมพูชา ซึ่งมีความพยายามครอบครองบางจาก  ซึ่งขอให้ตรวจสอบว่าบริษัทน้ำมันยักษ์ใหญ่ของไทยดำเนินการผิดกฎหมายหรือไม่ และเจ้าหน้าที่รัฐ รวมถึงเจ้าหน้าที่ความมั่นคง ด้วย

นายรังสิมันต์ ซักต่อว่าตนพยายามคำนวณ น้ำมันที่หายไปจากระบบบ ตามแถลงของนายกฯ วันละ 20 ล้านลิตร ประมาณช่วงวิกฤติ 300-600 ล้านลิตร แต่ข้อมูลดีเอสไอ หาเจอเพียง 57 ล้านลิตร เรือในข่ายเสี่ยตือ 3 แสนลิตร เป็นตัวเลขน้อยมาก 

โดยนายเอกนัฎ ชี้แจงโดยยอมรับถึงตัวเลขน้ำมันที่หายไปจากยอดที่โรงงานผลิตเกินและสต๊อก ประมาณ  700 ล้านลิตร พร้อมยืนยันจะติดตาม ส่วนการตรวจสอบนั้นในวันจันทร์-อังคาร ตนจะลงพื้นที่เพชรบุรี และสมุทรปราการ ว่ามีความเชื่อมโยงหรือไม่  อย่างไรก็ดีตนได้รับสัญญาณจากนายกฯ ว่าไม่ยอมคนผิด และตนฐานะผู้กำกับกระทรวงพลังงานเป็นผู้เสียหาย หากจะเอาเงินกองทุนไปอุดหนุนกลุ่มเถื่อนๆ ต้องตรวจสอบ  รวมถึงกรณีที่เกี่ยวกับการฟอกเงิน  กรณีที่เชื่อมโยงบริษัทบางจาก หากสืบหาเป็นกระบวนการเดียวกัน ตนจะตามไปจับ เพื่อจัดการทุนเทา ของเถื่อนที่อยู่ในกระบวนการอื่นๆ ซึ่งกรณีที่ตนจะจัดการถือเป็นอานิสงส์ของประเทศไทย

ในช่วงท้าย นายรังสิมันต์ ตั้งคำถามว่า สิ่งที่ประชาชนต้องการเห็นคือการจัดการกับไอ้โม่งน้ำมัน ดังนั้นตนขอสอบถามว่าจะกล้าตรวจสอบนายพิพัฒน์  รัชกิจประการ รองนายกฯ และ รมว.คมนาคมหรือไม่ เพราะพบถึงการเชื่อมโยงกับเครือข่ายปากน้ำที่พบการปล่อยเงินกู้ด้วย

ทำให้นายเอกนัฎ ชี้แจงว่า ตนปฏิบัติตามนนโยบายของพรรคที่ประกาศตอนเลือกตั้ง ไม่เอาทุนเทา สแกมเมอร์ ใครที่เกี่ยวข้องในกระบวนการ จะปิดชื่อดูพฤติกรรม ไม่ว่าเป็นคนในครอบครัวตน หรือใครในพรรค เกี่ยวข้องกับการทำความผิดไม่เฉพาะเรื่องนี้ จะเอาผิดหมด 

“คนที่สั่งผมคือ นายกฯ นายผมคือ ประชาชน ผมไม่ต้องกลัวใคร เห็นอยู่แล้วกับการทำงานของผมที่ผ่านมาซึ่งยึดกฎหมาย และ ประโยน์ส่วนรวมเป็นสำคัญ ผมไม่ชอบพูดมาก แต่พูดแล้วทำ มีสิ่งเดียวพิสูจน์จริงใจคือ ทำจริง  การปฏิบัติหน้าที่ยึดความโปร่งใสเป็นสำคัญ ข้อมูลทุอย่างเปิดเท่าที่เปิดได้  ที่นายกฯ เลือกผมเป็น รมว.พลังงาน อยากได้คนสู้จริง ดังนั้นไม่ต้องห่วงผมสู้จริงแน่นอน ความผิดที่เกิดอย่าคิดว่าหนีไปได้ ผมเรียกข้อมูลตรวจสอบย้อนหลัง ตั้งแต่เดือนก.พ. หากไม่ให้ก็ผิด และหากพบว่าผิดตรงไหนไม่สนใจจะตรวจสอบต่อ หากลามไปพรรคเรา หรือ พรรคท่านจับหมด บอกไว้ก่อน” นายเอกนัฎ ชี้แจง

ทั้งนี้ นายรังสิมันต์ ใช้สิทธิ์ฝากประเด็นตอนท้ายว่า “ที่บอกว่าจะเชิญผม ผมรอและพร้อมทำ ทั้งนี้ตัววัดสุดซอยหรือไม่ คือตกลงแล้วจะสุดตรงไหน ถ้าสุดถึงรัฐมนตรี สังคมจะเชื่อ หากสุดท้ายไม่มีดอกผลชัดเจน การกระทำจะพิสูจน์ ขอให้เอาจิง จะรอดูว่าทลายเครือข่ายเสี่ยตือได้หรือไม่”

จุดอันตรายของพรรคส้ม! ไม่ใช่คดีความ แต่คือการหลงภาพตัวเอง

จุดอันตรายของพรรคส้ม! ไม่ใช่คดีความ แต่คือการหลงภาพตัวเอง

จุดอันตรายของพรรคส้ม! ไม่ใช่คดีความ แต่คือการหลงภาพตัวเอง

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.56 น.

24 เมษายน ศาลฎีกานัดพิจารณาว่าจะรับหรือไม่รับคำร้องคดีอดีต สส. พรรคก้าวไกล 44 คน กรณีร่วมลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 โดยผู้ถูกร้องจำนวนหนึ่ง ปัจจุบันเป็น สส. และแกนนำของพรรคประชาชน จึงทำให้คดีนี้ถูกจับตาอย่างมากในทางการเมือง

หากศาลไม่รับคำร้อง เรื่องย่อมยุติในชั้นต้น แต่หากรับคำร้อง คดีย่อมเข้าสู่กระบวนการพิจารณาต่อไป และอาจส่งผลต่อสถานะทางการเมืองของบุคคลสำคัญหลายคนในอนาคต

อย่างไรก็ตาม หากมองว่าคดีนี้คือปัญหาใหญ่ที่สุดของพรรคประชาชน อาจเป็นการมองเพียงฉากหน้า เพราะต่อให้ไม่มีคดีนี้ พรรคก็เผชิญอาการถดถอยมาระยะหนึ่งแล้ว ทั้งจากผลเลือกตั้งบางสนามที่ไม่เป็นตามหวัง เสียงวิจารณ์จากคนเคยร่วมงาน และคำถามต่อทิศทางพรรคที่ดังขึ้นเรื่อย ๆ

พรรคประชาชนในวันนี้ คือพัฒนาการล่าสุดของสายการเมืองสีส้ม จากพรรคอนาคตใหม่ ต่อเนื่องมาถึงพรรคก้าวไกล และเปลี่ยนมาเป็นพรรคประชาชนในปัจจุบัน กลุ่มการเมืองนี้เคยเติบโตจากพลัง “ความใหม่” ความกล้าชนระบบเดิม และแรงสนับสนุนจากคนรุ่นใหม่จำนวนมาก

แต่การเมืองไม่เคยให้รางวัลตลอดไป ความนิยมไม่มีวันคงอยู่ถาวร และความสดใหม่ย่อมหมดค่า หากไม่ถูกแทนที่ด้วย “ผลงานจริง” นี่คือโจทย์ที่พรรคส้มกำลังเผชิญอย่างชัดเจน

จุดแข็งสำคัญของพรรคส้มตลอดหลายปี คือความสามารถในการสร้างอิทธิพลผ่าน “โลกออนไลน์” พรรคอนาคตใหม่ใช้โซเชียลมีเดียปลุกฐานคนรุ่นใหม่ พรรคก้าวไกลใช้การสื่อสารดิจิทัลขยายแนวร่วม และพรรคประชาชนยังคงใช้รูปแบบเดิมเป็นแกนหลัก

ปัญหาคือ ความสำเร็จเดิมอาจกลายเป็นกับดักใหม่ เมื่อพรรคเริ่มเชื่อว่าเสียงเชียร์บนหน้าจอ คือเสียงส่วนใหญ่ของประเทศ ทั้งที่ข้อเท็จจริงจากการเลือกตั้งหลายครั้งสะท้อนว่า คนจำนวนมากตัดสินใจจากเรื่องใกล้ตัว รายได้ หนี้สิน ราคาพืชผล งานในพื้นที่ และผู้สมัครที่เข้าถึงได้จริง

ในขณะที่คนในพรรคจำนวนไม่น้อย ยังติดอยู่กับ “ภาษาการเมืองเชิงอุดมการณ์” ซึ่งอาจได้เสียงชื่นชมในเมืองใหญ่ แต่ไม่ได้แปลว่าจะชนะใจคนทั้งประเทศ ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การมีอุดมการณ์ แต่อยู่ที่การเข้าใจผิดว่าอุดมการณ์เพียงอย่างเดียว จะชนะความจริงทางเศรษฐกิจและชีวิตประจำวันได้

ยิ่งไปกว่านั้น พรรคยังมีแนวโน้มมองสังคมไทยผ่านสายตาของชนชั้นกลางเมืองมากเกินไป จนมองไม่เห็นว่าประเทศนี้มีประชาชนอีกจำนวนมากที่ไม่ได้คิดแบบเดียวกัน ไม่ได้ใช้ชีวิตแบบเดียวกัน และไม่ได้จัดลำดับปัญหาแบบเดียวกัน เมื่ออ่านประเทศผิด การเดินเกมย่อมผิดตามไปด้วย

หากปัญหามีเพียงการอ่านสังคมผิด พรรคยังอาจปรับตัวได้ไม่ยาก แต่สิ่งที่หนักกว่านั้น คือปัญหาจากภายในพรรคเอง

เสียงสะท้อนจากอดีตผู้สมัครและอดีตผู้ร่วมงานหลายคน ชี้ไปในทิศทางคล้ายกันว่า พรรคขยายตัวเร็ว แต่ระบบภายในไม่โตตาม พรรคมีคนจำนวนมาก แต่ไม่สามารถจัดวางบทบาทคนเหล่านั้นได้อย่างมีประสิทธิภาพ

กรณีของ “พันธุ์อาจ ชัยรัตน์” อดีตผู้สมัครนายก อบจ.เชียงใหม่ ที่ออกมาตั้งคำถามว่า หลังเลือกตั้งแล้วผู้สมัครจำนวนมากถูกปล่อยลอยตัว ไม่มีบทบาทต่อ ไม่มีการประสานต่อ และไม่รู้ว่าพรรคต้องการอะไรจากพวกเขา สะท้อนปัญหานี้ได้ชัด

สาระสำคัญไม่ใช่เรื่องตัวบุคคล แต่คือพรรคที่ชอบพูดเรื่อง “พลังประชาชน” กลับไม่สามารถสร้างระบบรองรับคนของตัวเองได้ พรรคที่ใช้คำว่า “ประชาชน” เป็นชื่อพรรค แต่ทำให้คนทำงานรู้สึกไร้ความหมาย ย่อมหนีไม่พ้นคำถามเรื่องความจริงใจ

ขณะเดียวกัน การทยอยลาออกของสมาชิกบางส่วน รวมถึงคนที่เคยร่วมทางมาตั้งแต่ยุคก่อนหน้า ก็ยิ่งตอกย้ำว่าปัญหาไม่ได้มาจากฝ่ายตรงข้ามเพียงอย่างเดียว พรรคที่ประกาศจะ “เปลี่ยนประเทศ” แต่จัดการองค์กรตัวเองไม่ได้ ย่อมถูกตั้งคำถามเป็นธรรมดา

เมื่อพรรคเผชิญปัญหาภายนอกและภายในพร้อมกัน สิ่งที่จะชี้ชะตาคือ “วิธีคิด” ของผู้นำพรรค

สิ่งที่เห็นชัดในระยะหลัง คือพรรคยังเชื่อว่าอุดมการณ์เพียงอย่างเดียวจะพาชนะการเมืองได้ เชื่อว่าการสื่อสารเก่งจะทดแทนการทำงานพื้นที่ได้ และมักอธิบายความพ่ายแพ้ว่า คู่แข่งใช้เงิน บ้านใหญ่คุมเกม หรืออาศัยอำนาจ มากกว่ายอมรับว่าคู่แข่งทำการบ้านดีกว่า

ความคิดเช่นนี้อันตราย เพราะทำให้พรรคไม่เรียนรู้ ทุกครั้งที่แพ้ก็โทษปัจจัยภายนอก ทุกครั้งที่ฐานเสียงไม่ขยายก็หวังว่ากระแสจะกลับมาเอง ทุกครั้งที่คนในวิจารณ์ก็มองเป็นเรื่องเล็ก ตรรกะเช่นนี้ทำให้พรรคไม่จำเป็นต้องยอมรับความจริง

พรรคการเมืองจำนวนมากไม่ได้เริ่มเสื่อมในวันที่แพ้เลือกตั้ง แต่อ่อนแรงตั้งแต่วันที่หยุดทบทวนตัวเอง และเมื่อพรรคเริ่มเชื่อเสียงเชียร์มากกว่าเสียงเตือน จุดถดถอยก็มักเริ่มต้นตรงนั้น

คดี 44 อดีต สส. อาจสร้างแรงสั่นสะเทือนในระยะสั้น แต่ไม่ใช่ต้นเหตุของภาวะขาลงที่เกิดขึ้น ต่อให้ศาลไม่รับคำร้อง พรรคประชาชนก็ยังต้องเผชิญโจทย์เดิม คือฐานนิยมไม่ได้ขยายอย่างที่หวัง ภาพความใหม่เริ่มเก่า เสียงวิจารณ์ภายในเริ่มดัง และคนจำนวนไม่น้อยเริ่มตั้งคำถามว่าพรรคยังตอบโจทย์อนาคตได้จริงหรือไม่

พรรคส้มเคยถูกมองว่าเป็น “อนาคต” ของการเมืองไทย แต่วันนี้คำถามเริ่มเปลี่ยนเป็น จะเหลืออนาคตมากแค่ไหน เพราะพรรคการเมืองไม่ตายจากคดีเพียงอย่างเดียว หากตายจากการหมดความหมายต่อประชาชน

จุดอันตรายของพรรคส้ม จึงไม่ใช่คดีความ แต่อยู่ที่การหลงเชื่อ “ภาพตัวเอง” จนไม่เห็นว่าวันเติบโตได้ผ่านไปแล้ว และวันที่เหลืออยู่อาจเป็นเพียงวันรอความเสื่อมถอยเท่านั้น.

หมอวรงค์ แนะ รัฐบาล ดัน ร่าง พ.ร.บ.แบ่งปันผลประโยชน์ข้าว อุ้มช่วยชาวนา

หมอวรงค์ แนะ รัฐบาล ดัน ร่าง พ.ร.บ.แบ่งปันผลประโยชน์ข้าว อุ้มช่วยชาวนา

หมอวรงค์ แนะ รัฐบาล ดัน ร่าง พ.ร.บ.แบ่งปันผลประโยชน์ข้าว อุ้มช่วยชาวนา

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.21 น.

วันนี้ 23 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 11.00 น. ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรมสส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคไทยภักดี แถลงถึงการแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกตกต่ำ และแนวทางแก้ไขเพื่อยกระดับคุณภาพชีวิตชาวนาไทยให้ลืมตาอ้าปากได้ ว่า  ปัญหาของพี่น้องชาวนาไทยที่ปลูกข้าวเลี้ยงคนทั้งประเทศแต่กลับต้องแบกรับภาระหนี้สินขายข้าวเปลือกขาดทุนทุกปี ต้องแบกภาระต้นทุนการผลิต สูงกว่าราคาข้าวเปลือก เป็นปัญหาสะสมมาตลอด ทุกยุคทุกสมัยรัฐบาลแก้ไขปญหานี้ บางรัฐบาลใช้โครงการจำนำข้าวแก้ไขสุดท้ายเจ๊ง บางรัฐบาลใช้โครงการประกันรายได้ ก็ไม่ได้แก้เชิงโครงสร้างที่เอาภาษีมาอุดรูรั่ว ตนจึงขอเรียกร้องถึงรัฐบาลนายอนุทิน ชาญวีรกูลว่า ถึงเวลาแล้วที่ต้องแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกอย่างยั่งยืน คือการใช้กระบวนการแบ่งปันผลประโยชน์ข้าว โดยตนให้เครดิตนายอนุทิน เพราะเป็นกฎหมายเดิมที่ท่านเคยเสนอต่อสภา ชื่อร่างพระราชบัญญัติการแบ่งปันผลประโยชน์ข้าว ปีพ.ศ. … ที่นายอนุทินและคณะเป็นผู้เสนอร่างกฎหมายนี้เองเมื่อวันที่ 18 กันยายน 2562 หากกฎหมายฉบับนี้เข้าสภาได้จริงชีวิตชาวนาไทยจะดีขึ้นแบบยั่งยืนแน่นอน 

นพ.วรงค์ กล่าวต่อว่า โดยสรุปร่างกฎหมายนี้ มีสาระสำคัญ 4 ข้อคือ 1. อัตราส่วนผลตอบแทนจากข้าว ระหว่างชาวนา โรงสี และผู้จำหน่ายข้าวสาร  ต้องแบ่งสัดส่วนให้ชัดเจนว่า ใครจะได้ประโยชน์เท่าไหร่ กี่เปอร์เซ็น  2. การกำหนดอัตราผลประโยชน์อื่นจากข้าว เช่น แกลบ, รำข้าว ,ปลายข้าว ,ข้าวท่อน ข้าวหัก ซึ่งที่ผ่านมาผลประโยชน์เหล่านี้ตกอยู่กับฝ่ายนายทุนหรือคนอื่น ที่วันนี้ต้องมีการแบ่งปันให้ชัดเจนต่อชาวนาด้วย  3. ในร่างกฎหมายฉบับนี่ มีการระบุให้ ความคุ้มครองในส่วนของกำไร กับพี่น้องชาวนาด้วย หากเกิดขึ้นจริง จะถือเป็นครั้งแรกของชีวิตพี่น้องชาวนา ที่มีกฎหมายคุ้มครองว่า ต่อไปนี่เมื่อทำนาจะมีผลกำไรให้ถึงชาวนา  4. เมื่อชาวนาทำนาแล้ว จะได้รับเงิน2 รอบ คือเงินก้อนแรกจะได้รับ เมื่อส่งข้าวเปลือกถึงโรงสีข้าว ที่ร่วมโครงการ ส่วนเงินรอบที่สอง ชาวนาจะได้รับต่อเมื่อมีการเกลี่ยผลประโยชน์อื่นจากข้าว คือ แกลบ รำข้าว ปลายข้าวต่างๆ  เท่ากับชาวนาจะได้รับเงินจากผลผลิตข้าวรวม 2 รอบ คล้ายๆกับระบบค้าอ้อย ที่ชาวไร่อ้อยจะได้รับเงิน 2 รอบจากผลผลิต ที่ตนยกข้อเสนอนี้เพราะอยากให้รัฐบาลยกระดับชีวิตของชาวนาไทยอย่างยั่งยืน  

หมอวรงค์

“ไม่ใช่ปล่อยให้แก้แบบผิดๆ ซ้ำๆเดิมเหมือนที่ผ่านมา จึงขอให้รัฐบาลนายอนุทิน เอาร่างกฎหมายเดิมนี้ของท่านให้เป็นร่างของรัฐบาลเสนอเข้าสู่สภาผู้แทนราษฎรเพื่อแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลืองตกต่ำและเพื่อชีวิตที่ดีของพี่น้องชาวนาไทย ตนแม้เป็นฝ่ายค้านก็พร้อมที่จะเป็นผู้ประสานงานให้เองและพร้อมสนับสนุนในการร่วมผลักดันกฎหมายฉบับนี้ให้สำเร็จต่อไป”  

หมอวรงค์

นายกฯ บอกรอฟัง เอกนิติ แจงคนละครึ่งพลัส หลังสะพัดรัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40

นายกฯ บอกรอฟัง เอกนิติ แจงคนละครึ่งพลัส หลังสะพัดรัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40

นายกฯ บอกรอฟัง เอกนิติ แจงคนละครึ่งพลัส หลังสะพัดรัฐจ่าย 60 ประชาชนจ่าย 40

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.19 น.

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 11.10 น. วันที่ 23 เม.ย. 69 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย กล่าวถึงความคืบหน้าโครงการไทยช่วยไทยพลัส ในส่วนของนโยบายคนละครึ่งพลัส จำนวนเงินจะเป็น 60 : 40 หรือไม่ จำนวนเท่าไหร่ และจะจ่ายกี่เดือน ว่า เรื่องนี้ต้องให้ผู้รับผิดชอบคือนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง พูดทีเดียว เพราะตนมอบหมายงานไปแล้ว

เมื่อถามย้ำว่า วงเงินที่จะได้มากกว่า 2,000 บาทใช่หรือไม่ นายอนุทิน หัวเราะ ก่อนกล่าวว่า “มอบหมายหมายงานไปแล้ว”

สมช. ตั้ง ผอ.ข่าวกรอง เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ดึงมาเลเซียร่วมดับไฟใต้

สมช. ตั้ง ผอ.ข่าวกรอง เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ดึงมาเลเซียร่วมดับไฟใต้

สมช. ตั้ง ผอ.ข่าวกรอง เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขชายแดนใต้ ดึงมาเลเซียร่วมดับไฟใต้

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.13 น.

สมช. ตั้ง “ผอ.ข่าวกรอง” เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ ดึงมาเลเซียร่วมดับไฟใต้ สกัดลักลอบขนอาวุธก่อเหตุในไทย พร้อมพัฒนาพื้นที่ แบ่งผลประโยชน์ชายแดน ตั้ง “บิ๊กไก่” นั่งหัวหน้าคณะที่ปรึกษา สมช.  มอบ กต.แจ้งเขมร ยกเลิกเอ็มโอยู 44 กลับไปใช้ UNCLOS 

เมื่อเวลา 11.15 น. วันที่ 23 เมษายน 2569  ที่ทำเนียบรัฐบาล นายฉัตรชัย บางชวด เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) แถลงผลการประชุม สมช. ที่มีนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย เป็นประธานว่า ในเรื่องการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ประชุมให้ความเห็นชอบเรื่องสำคัญ 5 เรื่อง ดังนี้ 1.การบริหารจัดการเรื่องการศึกษา ได้มอบหมายกระทรวงศึกษาธิการไปดูแลรายละเอียดและจัดระบบการบริหารจัดการใหม่ทั้งระดับโครงสร้างระดับวัฒนธรรมและระดับบุคคลที่จะดูแลเรื่องโรงเรียนสอนศาสนาอิสลามอย่างเหมาะสม และเข้าไปประสานงานเพื่อจัดระบบต่างๆ อย่างเหมาะสม โดยมอบให้กระทรวงศึกษาธิการและรับผิดชอบ 2.ที่ประชุมให้ความเห็นชอบการเพิ่มประสิทธิภาพอาสาสมัครของกระทรวงมหาดไทยเตรียมความพร้อมในการเข้าสู่ระบบปกติในอนาคตตามที่กระทรวงมหาดไทยจะนำเสนอต่อไป เพื่อใช้ในการอบรมและเตรียมความพร้อมต่างๆ รองรับเมื่อสถานการณ์เข้าสู่ภาวะปกติปกติ มีการสนับสนุนงบประมาณบางส่วนซึ่งเป็นในส่วนของกระทรวงมหาดไทยที่จะมาเสนอต่อไป เพื่อใช้อบรมและเตรียมความพร้อมต่างๆ รองรับสถานการณ์ในอนาคตเมื่อเข้าสู่สภาวะปกติ

นายฉัตรชัย กล่าวว่า 3.ความร่วมมือกับมาเลเซียในการแก้ปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เห็นว่า มาเลเซียมีส่วนสำคัญสนับสนุนในการแก้ปัญหา จะมีการโน้มน้าวชักชวนให้มาเลเซียมาร่วมพัฒนาพื้นที่และมีผลประโยชน์ในพื้นที่เศรษฐกิจ จะเป็นการทำงานร่วมกันอย่างสร้างสรรค์ รวมถึงการประสานงานเกี่ยวกับการบังคับใช้กฎหมายในส่วนที่เกี่ยวข้องของกลุ่มคนที่กระทำผิดต่างๆ จะมีมาตรการร่วมมือที่ใกล้ชิดมากขึ้น รวมทั้งเรื่องของการดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวกับมาเลเซีย การร่วมมือการจัดการชายแดน และดูช่องทางต่างๆ ในการควบคุมการเข้าออกของบุคคลให้เกิดความเหมาะสม โดยเฉพาะกลุ่มที่เคลื่อนย้ายอาวุธที่จะเข้ามาก่อความไม่สงบในพื้นที่ จะมีการร่วมมือกับมาเลเซียมากขึ้น ส่วนกระบวนการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ นอกจากการพูดคุยกับมาเลเซียแล้วเรายังให้ความสำคัญกับการพูดคุยภายในประเทศไปพร้อมกัน เพื่อทำให้สองส่วนมีความเชื่อมโยกัน นำไปสู่การแก้ปัญหาได้ครบทั้งระบบ และจะมีการเชื่อมโยงการทำงานใกล้ชิดกับมาเลเซีย

เลขาธิการ สมช. กล่าวว่า 4.ประชุมเห็นชอบแต่งตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นหัวหน้าคณะพูดคุยสันติสุขฯ คนใหม่ มี สมช.เป็นฝ่ายเลขานุการ สนับสนุนกระบวนการพูดคุย นอกจากที่ ที่ประชุมยังเห็นชอบแต่งตั้งคณะผู้แทนพิเศษรัฐบาล เพื่อสานต่อการดำเนินการของรัฐบาลชุดที่แล้ว ได้มีการกำหนดตัวบุคคลที่มีความรู้และประสบการณ์เป็นตัวแทนรัฐบาลประสานเชื่อมโยง ให้คำแนะนำ ชี้เป้าหมาย สนับสนุนการดำเนินการของหน่วยงานต่างๆโดยมีรูปแบบที่กระชับ ไม่ซ้ำซ้อนกับภาระของหน่วยงานปกติที่เกี่ยวข้อง เพื่อขับเคลื่อนเฉพาะเรื่องสำคัญเท่านั้น และ5.ที่ประชุมยังเห็นชอบแต่งตั้ง พล.อ.สุพจน์ มาลานิยม อดีตเลขาธิการ สมช. เป็นหัวหน้าคณะที่ปรึกษา สมช. คณะที่ปรึกษาฯดังกล่าว ประกอบด้วย ข้าราชการฝ่ายประจำ นักวิชาการ บุคคลที่มีความรู้และมีประสบการณ์ด้านอื่นที่เกี่ยวข้อง จำนวน 7 ด้าน แต่ละด้านจะมีประมาณ 4-5 คน รวมแล้วเกือบ 30 คน ถือเป็นส่วนสำคัญในการช่วยกันทำงานให้กับ สมช.ในระยะต่อไป 
อย่างไรก็ตาม เลขาธิการ สมช. เปิดเผยว่า ในที่ประชุม สมช.ไม่ได้พูดถึงกรณีจับมือยิงนายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ 

เมื่อถามว่า จะมีการนำมติที่ประชุม สมช.เรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู 2544 เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อไหร่ นายฉัตรชัย กล่าวว่า ไม่ได้กำหนดวันเวลา เพียงแต่เห็นชอบเรื่องกระบวนการยกเลิก ซึ่งกระทรวงต่างประเทศจะไปดำเนินการและประสานกับฝ่ายต่างๆ รวมไปถึงกัมพูชา เพราะมีกระบวนการทำงานอยู่ระดับหนึ่ง และให้ดำเนินการตามขั้นตอนให้ครบถ้วน ทั้งกระบวนการประสานงาน การแจ้งกับหน่วยงานและประเทศภาคีที่เกี่ยวข้อง และกลับมาใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แทน

หมอวรงค์ ขอสภาฯอนุโลม ให้ผู้ช่วย สส. เข้าใช้บริการห้องอาหารผู้แทนฯได้

หมอวรงค์ ขอสภาฯอนุโลม ให้ผู้ช่วย สส. เข้าใช้บริการห้องอาหารผู้แทนฯได้

หมอวรงค์ ขอสภาฯอนุโลม ให้ผู้ช่วย สส. เข้าใช้บริการห้องอาหารผู้แทนฯได้

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.12 น.

วันนี้ 23 เมษายน 2569 ที่รัฐสภา นพ.วรงค์ เดชกิจวิกรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคไทยภักดี เปิดเผยว่า วันนี้เป็นวันที่2 ที่ทางสภาให้สส.ซื้ออาหารทานเอง เท่าที่สังเกตุเมื่อวานนี้(22เม.ย. 2569) บรรยากาศยังไม่ค่อยคึกคักมาก เพราะจำกัดการซื้อเฉพาะสส.เท่านั้น พ่อค้าแม่ค้าที่ขายอยู่นั้นสะท้อนว่าขายไม่ถึงเป้าของเหลือ จึงอยากเรียกร้องให้คณะผู้ช่วยสส.เข้าไปใช้บริการได้ เชื่อว่าจะทำให้บรรยากาศการจับจ่ายใช้สอยดีขึ้น

หมอวรงค์
หมอวรงค์
หมอวรงค์

ป.ป.ช.แจงคดี ศักดิ์สยาม ไม่จงใจปกปิด ยันไม่ขัดคำวินิฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ป.ป.ช.แจงคดี ศักดิ์สยาม ไม่จงใจปกปิด ยันไม่ขัดคำวินิฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

ป.ป.ช.แจงคดี ศักดิ์สยาม ไม่จงใจปกปิด ยันไม่ขัดคำวินิฉัยศาลรัฐธรรมนูญ

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.28 น.

ป.ป.ช. แจงเหตุ”ศักดิ์สยาม ชิดชอบ “ไม่เห็นขัดศาลรธน. ยกข้อมูลทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า พบโอนเงินลงหุ้นหจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น 119,499,000 บาท ให้นาย ศ. 26 มกราคม 2561 และจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้น 6 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งดำเนินการก่อนวันที่ศาลรธน.จะมีคำวินิจฉัย17 มกราคม 2567และจากข้อมูลสตง.ชี้หจก.บุรีเจริญฯได้งานก่อน”ศักดิ์สยาม”เข้ารับตำแหน่งรมว.คมนาคม 5 รอบปีบัญชี  จึงไม่พบใช้อำนาจให้ประโยชน์แก่หจก.บุรีเจริญฯ

วันที่ 23 เมษายน 2569 นายสุรพงษ์ อินทรถาวร เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. แถลงว่า ตามที่ปรากฏเป็นข่าวตามสื่อมวลชน กรณีคณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้มีคำวินิจฉัยเกี่ยวกับคดีของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ นั้น สำนักงาน ป.ป.ช. ขอแถลงข้อเท็จจริงในประเด็นดังต่อไปนี้ 1. กรณียื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ยื่นบัญชีต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม จำนวน 6 ครั้ง มีรายละเอียดดังนี้ 

(1) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 1) เมื่อวันที่ 25 พฤษภาคม 2562 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2562 (2) กรณีเข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 10 กรกฎาคม 2562 ได้ยื่นบัญชีไว้เพื่อเป็นหลักฐาน เมื่อวันที่ 27 กันยายน 2562 (3) กรณีพ้นจากตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เมื่อวันที่ 3 มีนาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน 2567 โดยเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าเป็นเวลา 573 วัน ซึ่งเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าอันเนื่องมาจากที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย ที่ 1/2567 เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ให้ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ (วันที่ 3 มีนาคม 2566) (4) กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 1) เมื่อวันที่ 20 มีนาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 18 เมษายน 2566 (5) กรณีเข้ารับตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 4 กรกฎาคม 2566 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม 2566 (6) กรณีพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ได้ยื่นบัญชีเมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม 2567 โดยเป็นการยื่นบัญชีล่าช้าเป็นเวลา 16 วัน 

ทั้งนี้ ในการยื่นบัญชีทั้ง 6 ครั้ง ของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไม่ปรากฏว่ามีรายการเงินลงทุนที่เป็นหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ในบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินแต่อย่างใด 

เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 ศาลรัฐธรรม นูญได้มีคำวินิจฉัยที่ 1/2567 โดยวินิจฉัยว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ กับนาย ศ. ได้ตกลงกันให้นำเงินของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไปทำธุรกรรมต่างๆในนามของนาย ศ. โดยขั้นตอนสุดท้ายได้มีการนำเงินนั้นไปซื้อกองทุน TMB-T-ES-DPlus และ กองทุน TMB-T-ES-IPlus ในชื่อนาย ศ. แล้วขายกองทุนดังกล่าวเพื่อชำระค่าสิทธิเงินลงหุ้นให้แก่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เช่นนี้เงินจำนวน 119,500,000 บาท ยังคงเป็นของนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ 

นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ จึงยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ มาโดยตลอด อันเป็นการถือหุ้นของรัฐมนตรี ที่อยู่ในความครอบครองหรือดูแลของบุคคลอื่นไม่ว่าโดยทางใด ๆ ซึ่งเป็นการกระทำอันเป็นการต้องห้าม ตามรัฐธรรม นูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 187 ดังนั้น ความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม จึงสิ้นสุดลงเฉพาะตัว ตามรัฐธรรม นูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา 170 วรรคหนึ่ง (5) ทั้งนี้ การยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อครั้งพ้นจากตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สมัยที่ 2) เมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 นายศักดิ์สยาม  ได้ยื่นหนังสือชี้แจงกรณีที่ไม่ได้แสดงรายการเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ว่า นาย ศ. โต้แย้งความเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์ในหุ้นส่วนของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และไม่ยินยอมปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ และคัดค้านไม่ให้นายศักดิ์สยาม  ระบุรายการทรัพย์สิน ดังกล่าวในแบบบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งนายศักดิ์สยาม  ได้ยื่นฟ้องนาย ศ. ต่อศาลจังหวัดนนทบุรี ขอให้กระทำการตามคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้ศาลบังคับให้นาย ศ. โอนสิทธิ เงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท ให้แก่นายศักดิ์สยาม  และให้นาย ศ. ดำเนินการแก้ไขเพิ่มเติมหุ้นส่วนผู้จัดการ โดยให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัด ความรับผิดและหุ้นส่วน และให้นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าไปเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัดความรับผิดและหุ้นส่วน แทนนาย ศ. 

ต่อมาเมื่อวันที่ 5 มิถุนายน 2568 นายศักดิ์สยาม  และนาย ศ. ได้ทำสัญญาประนี ประนอมยอมความต่อศาลอุทธรณ์ภาค 1 โดยนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ไม่ติดใจให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท อีกต่อไป และยอมรับว่านาย ศ. เป็นผู้ซื้อหุ้นและเป็นผู้มีสิทธิในการถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,500,000 บาท โดยเป็นหุ้นส่วนประเภทไม่จำกัด และนาย ศ. ยังคงเป็นหุ้นส่วน ผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ซึ่งรายการจดทะเบียนของห้าง ณ วันที่ทำสัญญา ประนีประนอมยอมความ เป็นของนาย ศ. ตามที่ได้จดทะเบียนไว้ต่อนายทะเบียนหุ้นส่วนบริษัท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ และนายศักดิ์สยาม  ยอมรับว่าได้ขายหุ้นให้แก่นาย ศ. ดังนั้น นาย ศ. จึงเป็นผู้มีสิทธิในการดำเนินธุรกิจและบริหารกิจการของห้างหุ้นส่วนจ ากัด บุรีเจริญ คอนสตรัคชั่น ทั้งนี้ เพื่อเป็นการยุติข้อพิพาท นาย ศ. ตกลงจะรับซื้อที่ดินของนายศักดิ์สยาม เป็นการตอบแทน โดยนายศักดิ์สยาม  ตกลงจะขายที่ดินทั้งหมดจำนวน 19 แปลง เนื้อที่รวม 323 ไร่ 373 ตารางวา ให้แก่นาย ศ. แบบเหมายกแปลงราคาเฉลี่ยไร่ละ 159,000 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น จำนวน 51,505,267.50 บาท โดยนาย ศ. ตกลง ชำระเงินให้แก่นายศักดิ์สยาม  ภายในวันที่ 4 กรกฎาคม 2568 และนายศักดิ์สยาม  ตกลงดำเนินการจดทะเบียนโอนกรรม สิทธิ์ที่ดินทั้งหมดให้แก่นาย ศ. ภายใน วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 อีกทั้ง นายศักดิ์สยาม  และนาย ศ. ไม่ติดใจเรียกร้องสิ่งใดต่อกัน และไม่ติดใจดำเนินคดีใดๆ ทั้งทางแพ่งและทางอาญาต่อกันอีก  ต่อมาศาลอุทธรณ์ภาค 1 ได้มีคำพิพากษาตามยอม โดยเห็นว่าไม่ขัดต่อกฎหมาย จึงพิพากษาให้คดีเป็นอันเสร็จเด็ดขาดไปตามสัญญาประนีประนอมยอมความ 

ทั้งนี้ เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2568 นายศักดิ์สยาม  ได้มีหนังสือขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์ สินและหนี้สิน ให้เป็นปัจจุบัน (ทุกบัญชี) และยื่นเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมเพื่อปรับปรุงรายการที่ดินที่ขายและโอนกรรมสิทธิ์ ที่ดินให้กับนาย ศ. ตามคำพิพากษาตามยอมที่มีการชำระเงินค่าที่ดินให้แก่นายศักดิ์สยาม  รวมจำนวน 51,505,267.50 บาท จากเอกสารหลักฐานทางทะเบียนของกรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ ปรากฏว่า นายศักดิ์สยาม  ได้โอนเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จำนวน 119,499,000 บาท ให้แก่นาย ศ. เมื่อวันที่ 26 มกราคม 2561 และจดทะเบียนเปลี่ยน แปลงห้างหุ้นส่วน เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 ซึ่งเป็นการดำเนินการก่อนวันที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีคำวินิจฉัยเมื่อวันที่ 17 มกราคม 2567 โดยนายศักดิ์สยาม  และนาย ศ. ได้ซื้อขายสิทธิเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และชำระเงิน เสร็จสิ้น รวมทั้งได้เปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นทางทะเบียนแล้ว ก่อนที่นายศักดิ์สยาม  จะมีหน้าที่ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. ในทุกตำแหน่ง ต่อมาเมื่อศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัย ว่าความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม  สิ้นสุดลง เนื่องจากนายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ ซึ่งความเป็นหุ้นส่วนหรือผู้ถือหุ้นในห้างหุ้นส่วนจ ากัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้น และดูแลห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม จึงได้ปฏิบัติตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ โดยขอให้นาย ศ. โอนสิทธิเงินลงทุนในหุ้นของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น คืนให้กับนายศักดิ์สยาม และให้นาย ศ. ออกจากการเป็นหุ้นส่วนไม่จำกัด และหุ้นส่วนผู้จัดการของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่นาย ศ. เพิกเฉย นายศักดิ์สยาม จึงได้ มีการนำคดีมาฟ้องต่อศาลจังหวัดนนทบุรี อันเป็นที่มาของคำพิพากษาตามยอมดังกล่าว และเป็นการดำ เนินการให้เป็นไปตามคำสั่งของศาลรัฐธรรมนูญ ในการแสดงสิทธิเงินลงทุนในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เพื่อติดตามและดำเนินคดีให้ได้สิทธิคืนมา 

ประกอบกับหลังจากมีการซื้อขาย และโอนเงินลงหุ้นระหว่างนายศักดิ์สยาม กับนาย ศ. เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ 2561 หลักฐาน ทางทะเบียนยังปรากฏชื่อนาย ศ. เป็นหุ้นส่วนผู้จัดการอยู่ โดยยังไม่มีการจดทะเบียนแก้ไข และไม่ปรากฏพยานหลักฐานหรือปรากฏพฤติการณ์อื่นว่า ภายหลังจากที่นายศักดิ์สยาม โอนเงินลงหุ้นให้นาย ศ. แล้ว นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้เข้าไปบริหารกิจการหรือเกี่ยวข้องกับการดำเนินกิจการของห้างหุ้นส่วนกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แต่อย่างใด ส่วนนาย ศ. เมื่อซื้อสิทธิเงินลงหุ้นมาแล้ว ยังแสดงตนเป็นเจ้าของหุ้น ในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และไม่ยอมโอนคืนเงินลงหุ้นในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ให้แก่นายศักดิ์สยาม ทำให้นายศักดิ์สยาม  ต้องไปดำเนินการฟ้องร้องต่อศาลจนกระทั่งประนีประนอมยอมความกัน อีกทั้ง เมื่อดำเนินการทางกฎหมายเสร็จสิ้นแล้ว นายศักดิ์สยาม ได้ขอปรับปรุงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินโดยแจ้งข้อเท็จจริงและแสดงเอกสารหลักฐานการซื้อขายที่ดิน และการชำระเงินค่าที่ดินเพิ่มเติมต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. 

ดังนั้น จากพฤติการณ์ดังกล่าวจึงแสดงให้เห็นว่า นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าใจว่าตนได้มีการโอนหุ้นดังกล่าวไปโดยชอบ เนื่องจากมีการจดทะเบียนโอนหุ้น และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ เข้าไปด าเนินการใด ๆ ภายหลังจากมีการโอนหุ้นแล้ว จึงไม่ได้แสดง หุ้นดังกล่าวไว้ในบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน ประกอบกับนายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ได้ดำเนินการตามคำพิพากษา ภายหลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัย และได้มีการแจ้งต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. เมื่อมีการเปลี่ยนแปลง ของรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งคณะกรรมการ ป.ป.ช. พิจารณาเมื่อวันที่ 8 กันยายน 2568 แล้ว เห็นว่า รายการทรัพย์สินและหนี้สินที่แสดงถูกต้องและมีอยู่จริง ผลการตรวจสอบทรัพย์สินและหนี้สิน ไม่ปรากฏว่าผิดปกติ จึงให้จัดทำผลการตรวจสอบแล้วเปิดเผยให้ประชาชนทราบเป็นการทั่วไป ตามพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2561 มาตรา 111 ทั้งนี้ จำกข้อเท็จจริงข้ำงต้น กรณีที่นำยศักดิ์สยำม ชิดชอบ ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน โดยไม่ปรากฏนำเงินลงทุนที่เป็นหุ้นใน หจก.บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น จึงยังฟังไม่ได้วาเป็นการจงใจยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินหรือหนี้สินด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทรำบ และมีพฤติการณ์อันควรเชื่อได้ว่ามีเจตนาไม่แสดงที่มาแห่งทรัพย์สินหรือหนี้สินนั้น 

และข้อเท็จจริงดังกล่าวที่คณะกรรมการ ป.ป.ช. ได้วินิจฉัยและมีมติ เป็นข้อเท็จจริงคนละประเด็นกับที่ศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยเกี่ยวกับความเป็นรัฐมนตรีของนายศักดิ์สยาม ประกอบกับคณะกรรมกำร ป.ป.ช. ได้นำคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังกล่าวมาประกอบการพิจารณาวินิจฉัยแล้ว ดังนั้น มติคณะกรรมการ ป.ป.ช. จึงไม่ขัดหรือแย้งกับคำวินิจฉัยของศำลรัฐธรรมนูญ อีกทั้งศำลรัฐธรรมนูญ ได้มีคำำวินิจฉัยภายหลังจากที่นายศักดิ์สยำม ได้ยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช. แล้ว 2. กรณี มีหนังสือร้องเรียนนายศักดิ์สยาม  เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการ กระทรวงคมนาคม กรณีเข้าไปมีส่วนได้เสียในห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และยังคงไว้ ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน และใช้อำนาจแทรกแซงเจ้าหน้าที่ของรัฐเพื่อเอื้อประโยชน์ให้ห้างดังกล่าว และนิติบุคคล ที่เป็นพวกพ้องของตนได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท อันเป็นหน่วยงานที่อยู่ภายใต้ กำกับดูแล 

จากการตรวจสอบเบื้องต้น ได้ดำเนินการรวบรวมพยานหลักฐานโดยการสอบปากคำพยานบุคคล จ านวน 25 ปาก และขอทราบข้อเท็จจริงจากกระทรวงคมนาคม กรมทางหลวง กรมทางหลวงชนบท กรมพัฒนาธุรกิจการค้า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง สำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน และธนาคาร ทหารไทยธนชาต จำากัด (มหาชน) รวมถึงคำวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 1/2567 แล้ว เห็นว่า การที่ศาลรับฟัง ข้อเท็จจริงว่านายศักดิ์สยาม ยังคงไว้ซึ่งความเป็นหุ้นส่วน โดยมีนาย ศ. เป็นผู้ครอบครองและดูแล ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น แทนนายศักดิ์สยาม มาโดยตลอดเท่านั้น โดยยังมีปัญหาเกี่ยวกับความเป็นหุ้นส่วนในการถือหุ้นของนายศักดิ์สยาม  ที่อาจเข้าลักษณะของการขัดกันระหว่างประโยชน์ส่วนบุคคลกับประโยชน์ส่วนรวมหรือไม่ ดังนั้น การที่นาย ศ. เป็นผู้ครอบครองหุ้นและดูแลบริหารจัดการ ห้างดังกล่าว และทำสัญญากับกรมทางหลวงและกรมทางหลวงชนบท จึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ได้ใช้อำนาจหน้าที่โดยตรงหรือสามารถใช้อำนาจใด ๆ ที่เกี่ยวข้องกับห้างในการดำเนินกิจการที่เป็นคู่สัญญา รวมถึงไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม เข้าแทรกแซง กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างของหน่วยงานในกระทรวงคมนาคมแต่อย่างใด ประกอบกับวงเงินอนุมัติในการจัดซื้อ จัดจ้างเป็นอำนาจของหัวหน้าส่วนราชการ ไม่อยู่ในอำนาจของรัฐมนตรี และไม่ปรากฏว่านายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ใช้อำนาจในฐานะรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมเอื้อประโยชน์ให้กับห้างหรือมีการสมยอมกันเสนอราคาของกลุ่มเอกชนในการเข้าเสนอราคากับกรมทางหลวงหรือกรมทางหลวงชนบทแต่อย่างใด

และจากการ ตรวจสอบข้อมูลการเข้าเป็นคู่สัญญากับกระทรวงคมนาคมของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ก่อนที่ นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม คือ วันที่ 10 กรกฎาคม 2562 และในระหว่างที่นายศักดิ์สยาม ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม จนถึงวันที่ 3 มีนาคม 2566 ห้างหุ้นส่วนจำากัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น ได้เข้าเป็นคู่สัญญา เฉลี่ยปีละ 27 สัญญา ซึ่งเห็นว่า ไม่ได้มีจำนวนเพิ่มมากขึ้นจนผิดปกติ เมื่อเปรียบเทียบกับก่อนที่นายศักดิ์สยาม ชิดชอบ ดำรงต ำแหน่ง แต่ประการใด ซึ่งจากการสอบปากคำพยานบุคคลที่เกี่ยวข้องได้ความว่า ในการเข้าประกวดราคากับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปี 2562 ถึง 2566 นั้น เป็นเรื่องของการเสนอราคาและแข่งขันราคา ในการเสนองานของทางราชการตามปกติ และเสนอราคาผ่านระบบการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐด้วย วิธีอิเล็กทรอนิกส์ หรือ E-bidding โดยไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อ านาจในตำแหน่งของนายศักดิ์สยาม ทั้งในทางตรงหรือทางอ้อมรวมถึงการกระทำที่เข้าข่ายความผิดเกี่ยวกับการเสนอราคาต่อหน่วยงานของรัฐ แต่อย่างใด 

นอกจากนี้ จากการตรวจสอบบัญชีงบดุล กำไร ขาดทุน ที่มีการเปลี่ยนแปลงของห้างหุ้นส่วนจำากัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เห็นว่า ห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น เริ่มมีผลกำไรที่มากกว่า 10 ล้านบาทต่อปี ในปี 2559 ซึ่งจากข้อมูลการจดทะเบียนเปลี่ยนแปลงห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น นั้น ปรากฏว่า ในปี 2558 มีการจดทะเบียนเพิ่มเงินลงทุนเพื่อขยายกิจการ ทำให้สินทรัพย์ของห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอน สตรัคชั่น เพิ่มขึ้นจาก 77 ล้านบาทเศษ ในปี 2557 เป็น 147 ล้านบาทเศษ ในปี 2558 ซึ่งเป็นเวลา ก่อนที่นายศักดิ์สยาม เข้ารับตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม ถึงประมาณ 5 รอบปีบัญชี จึงไม่เกี่ยวข้องกับการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่ของนายศักดิ์สยาม  อีกทั้ง จากการตรวจสอบข้อเท็จจริงและขอเอกสารจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน ก็ไม่ปรากฏข้อร้องเรียนว่าห้างหุ้นส่วนจำกัด บุรีเจริญคอนสตรัคชั่น และนิติบุคคลอื่น ที่ชนะการเสนอราคา และได้เข้าทำสัญญากับกรมทางหลวง และกรมทางหลวงชนบท ในระหว่างปีงบประมาณ 2562 ถึง 2566 นายศักดิ์สยาม  เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคมในขณะนั้น ได้มีการแทรกแซง กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างเพื่อเอื้อประโยชน์ให้แก่ผู้ประกอบการรายอื่น แต่อย่างใด พยานหลักฐานจึงไม่มีมูล ให้รับฟังว่าการกระท ำของนายศักดิ์สยาม ได้มีการใช้อำนาจในตำแหน่งหน้าที่แทรกแซง หรือมีพฤติการณ์ฝ่าฝืนกฎหมายแต่ประการใด 3. สำหรับคดีฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง นั้น เป็นการร้องเรียนเข้ามาในประเด็นเดียวกัน ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างดำเนินการตรวจสอบเบื้องต้น จึงแถลงมาเพื่อทราบโดยทั่วกัน 

สมช. มีมติยกเลิก MOU 44 พลิกใช้ UNCLOS เจรจากัมพูชาแทน

สมช. มีมติยกเลิก MOU 44 พลิกใช้ UNCLOS เจรจากัมพูชาแทน

สมช. มีมติยกเลิก MOU 44 พลิกใช้ UNCLOS เจรจากัมพูชาแทน

วันพฤหัสบดี ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.10 น.

วันที่ 23 เมษายน 2569 เวลา 11.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลังเสร็จสิ้นการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ว่า ที่ประชุมได้หารือถึงการบริหารจัดการพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ รวมถึงการตั้งคณะกรรมการพูดคุยสันติสุขจังหวัดชายแดนภาคใต้ ทดแทนคณะเดิมที่หมดวาระไปตามรัฐบาลก่อน โดยได้ตั้งนายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ เป็นประธานฯ

นายกรัฐมนตรี ระบุอีกว่า วันนี้กระทรวงการต่างประเทศทำเรื่องยกเลิก MOU 44 เสนอที่ประชุมสมช. จากนั้น จะเสนอเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ซึ่งยังไม่ทราบว่าจะใช้ระยะเวลาอีกเท่าไหร่ แต่ยืนยันว่าจะดำเนินการเรื่องนี้โดยเร็ว ตั้งแต่รัฐบาลเข้ามาทำหน้าที่สองสัปดาห์ ก็นำเสนอเรื่องการยกเลิก MOU 44 ให้สมช.รับทราบ โดยจะใช้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล (UNCLOS) แทน ยืนยันว่ายกเลิกเฉพาะ MOU 44 โดยใช้อำนาจครม.ยกเลิก ไม่ต้องแจ้งคู่กรณี ส่วน MOU 43 ยังไม่มีการพูดถึงทุกอย่างยังเป็นไปตามเดิม

เมื่อเวลา 11.15 น. พล.ร.อ. ธาดาวุธ ทัดพิทักษ์กุล เสนาธิการทหารเรือ ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.)ว่า ที่ประชุมได้มีการพูดคุยถึงการยกเลิกเอ็มโอยู 44 เนื่องจากว่าเอ็มโอยู 44 ได้ใช้มานานแล้วและไม่มีความคืบหน้า และขณะนี้ทางกัมพูชาได้เข้ามาเป็นสมาชิกอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 (UNCLOS) แล้ว สามารถที่จะพูดคุยกันได้ในวงสมาชิกเพื่อประโยชน์ของไทย 

ผู้สื่อข่าวถามว่า หลังจากยกเลิกเอ็มโอยู44 แล้ว จะใช้เครื่องมือใดในการดูแลพื้นที่ระหว่างประเทศ เสธ.ทร.กล่าวว่า เราใช้หลักกฏหมายสากล ของ (UNCLOS) ซึ่งทั้งไทยและกัมพูชา เป็นสมาชิกแล้ว เมื่อเดือนมี.ค.ที่ผ่านมา

เมื่อถามถึงขั้นตอนในการยกเลิกเอ็มโอยู 44 จะดำเนินการอย่างไรต่อไป  พล.ร.อ.ธาดาวุธ  กล่าวว่า ขั้นตอนต่อไปจะเป็นส่วนของทางรัฐบาลที่จะดำเนินการต่อไป ส่วนกองทัพเรือเป็นผู้ปฏิบัติ โดยหลักปฏิบัติของกองทัพเรือในการรักษาอธิปไตยทางทะเลของประเทศ ถ้ารัฐบาลโดยกระทรวงการต่างประเทศ มีความชัดเจนแล้ว กองทัพเรือก็มีความพร้อมในการปฎิบัติทันทีตามนโยบายของรัฐบาล

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากกัมพูชามีการคัดค้าน จะดำเนินการอย่างไร พล.ร.อ.ธาดาวุธ กล่าวว่า ต้องไปพูดคุยกันในเวทีระหว่างประเทศ