ไทย-จีนชื่นมื่น ‘หวังอี้’รับปากอนุทิน ไม่ต้องกังวลพลังงาน

ไทย-จีนชื่นมื่น ‘หวังอี้’รับปากอนุทิน ไม่ต้องกังวลพลังงาน

ไทย-จีนชื่นมื่น ‘หวังอี้’รับปากอนุทิน ไม่ต้องกังวลพลังงาน

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไทย-จีนชื่นมื่น ‘หวังอี้’รับปากอนุทิน ไม่ต้องกังวลพลังงาน

“อนุทิน” ฝาก “หวัง อี้” อย่าลืมไทย หากจีนไปเจรจาขอผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ พร้อมขอให้ขายปุ๋ยช่วยไทย ขณะที่ รมว.ต่างประเทศของจีน รับปากอย่าได้กังวลเพราะไทยและจีนมีความสัมพันธ์เปรียบเสมือนพี่น้องกัน

เมื่อเวลา เวลา 11.00 น. วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายหวัง อี้ (H.E. Mr. Wang Yi) สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในสามประเทศที่อยู่ในภารกิจการเยือนของนายหวังอี้ ในครั้งนี้ด้วย ประกอบด้วย ไทย กัมพูชา และเมียนมา

โดยในครั้งนี้ ได้มีนายกฯ และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ รอต้อนรับ เมื่อนายหวังอี้ มาถึง นายกฯได้เข้าจับมือและโอบไหล่ทักทาย และมีการพูดคุยกันเล็กน้อย โดยนายหวังอี้ กล่าวชมนายกฯว่า “ท่านดูหล่อมากครับ” ก่อนที่นายกฯ จะตอบกลับว่า ”หล่อน้อยกว่าท่าน“ พร้อมพาคณะจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที

สำหรับการเข้าพบในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและนายหวังอี้ จะมีการพูดคุยแบบ Open Agenda โดยคาดว่า จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการซื้อสินค้าเกษตรของไทย รวมถึงการร่วมลงทุนของนักธุรกิจชาวจีน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการปราบปรามสแกมเมอร์ ก่อนจะออกไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน

จากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ใช้เวลาหารือประเด็นต่างๆบนตึกไทยคู่ฟ้า ประมาณ 1 ชั่วโมง โดยมีการเสิร์ฟทุเรียนและข้าวหลามในกะลามะพร้าวต้อนรับ ซึ่งเป็นเมนูโปรดของรัฐมนตรีจีน นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมขนมไทยอย่างลูกชุบ และขนมสอดไส้ ไว้เตรียมรองรับด้วย

ภายหลังการหารือเวลา 11.55 น. นายอนุทิน และนายหวังอี้ ได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมกันเพื่อเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตคารอาหารจีน โรงแรม Chefman สาขาราชดำริ ถนนวิทยุ เขตปทุมวันที่โรงแรม โดยนายอนุทิน ได้เปิดประตูรถไฟฟ้าBYD ซึ่งเป็นรถยนต์ส่วนตัวของนายกฯให้นายหวังอี้ขึ้นไปนั่ง ก่อนที่ตนเองจะทำหน้าที่พลขับ โดยมีนายหวังอี้นั่งอยู่ด้านข้างนายอนุทิน และนายสีหศักดิ์ นั่งอยู่เบาะด้านหลัง

ต่อมา เวลา 14.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน แถลงถึงผลการหารือกับ นายหวัง อี้ ว่า ในการหารือแบบทางการได้มีการหารือที่กระทรวงการต่างประเทศไปแล้ว ซึ่งท่านมีน้ำใจไมตรีแวะมาเยี่ยมนายกฯ ของไทย ซึ่งเราได้หารือและยืนยันความสัมพันธ์และการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ

เมื่อถามว่าได้มีการพูดถึงวิกฤตพลังงานในช่วงนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พูดคุยทุกอย่างและขอให้จีนช่วยหากได้ไปเจรจาการเปิดช่องแคปฮอร์มุซ เรื่องการบริหารการจัดส่งพลังงาน น้ำมันดิบ ก๊าซ ก็ขอให้นึกถึงประเทศไทยรวมไปในบริบทการเจรจาด้วย เพราะเส้นทางการเดินเรือต่างๆ จากตะวันออกกลางไปประเทศจีนต้องมีส่วนที่ผ่านประเทศไทย ซึ่งนายหวัง อี้ ก็บอกว่าขออย่าได้กังวลเพราะไทยและจีนมีความสัมพันธ์เปรียบเสมือนพี่น้องกัน ซึ่งตนถือโอกาสคุยเรื่องปุ๋ยว่าในวิกฤตการณ์พลังงานประเทศไทยน่าจะบริหารจัดการเรื่องน้ำมันได้ในสภาวะค่อนข้างนิ่งแต่ไม่ได้บอกว่ามั่นคง เพราะเราไม่รู้สงครามจะยาวนานเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้เราให้ความมั่นใจว่าเรื่องน้ำมันไม่มีคำว่าขาดแคลนหรือมีปัญหาแน่นอน ซึ่งได้มีการตรวจสอบกลุ่มปตท.และโลจิสติกส์ต่างๆแล้วประเทศไทยมั่นใจว่าไม่มีปัญหาเรื่องน้ำมัน

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเรียนนายหวัง อี้ ว่าถ้าเราบริหารจัดการเรื่องน้ำมันได้แล้วก็ยังมีอีกสองประเด็นใหญ่ถ้าหากไทยได้รับการสนับสนุนจากจีน ประเทศไทยจะไม่มีปัญหาใดๆที่เป็นผลกระทบอย่างหนักจนรับไม่ได้จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งเรื่องปุ๋ย อยากให้จีนพิจารณาเรื่องการจำหน่ายปุ๋ย ถ้าเขามีปริมาณมากเพียงพอเพื่อมาช่วยเกษตรกรชาวไทย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ถ้าเราสามารถจัดสรรปุ๋ยให้เพียงพอในประเทศได้ ซึ่งในเรื่องนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ไปเจรจากับรัสเซียด้วย ซึ่งถ้าจีนกับรัสเซียสามารถมีโควตาปุ๋ยมาจำหน่ายในประเทศไทยได้ก็จะทำให้ปัญหาหลักๆของไทยแก้ไปได้เยอะ

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยความร่วมมือในการปราบปรามสแกมเมอร์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็มีการหารือกัน ซึ่งประเทศไทยย้ำว่าไทยให้ความร่วมมือในเรื่องของการปราบสแกมเมอร์กับจีนมาก จะเห็นได้ว่าคนที่กระทำผิดและคนที่เป็นสแกมเมอร์ตั้งแต่รุ่นใหญ่ถึงรุ่นเล็ก และการที่ประเทศไทยใช้มาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามสแกรมเมอร์ทำให้จีนได้ตัวคนเหล่านี้กลับไปดำเนินคดี ถ้าไทยไม่จริงจังในเรื่องนี้หรือพูดเฉยๆไม่ปฏิบัติป่านนี้คนเหล่านี้คงวนเวียนมาทำความผิดในประเทศไทย ซึ่งทางจีนก็เห็นถึงท่าทีของไทยและความจริงใจของไทยชัดเจน

เมื่อถามว่าจีนได้แสดงท่าทีมาลงทุนอะไรเพิ่มเติมในไทยหรือไม่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า มีลงทุนมาก ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบเซนเซอร์ต่างๆ หุ่นยนต์ เอไอทั้งหลาย ซึ่งเขามองว่าไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน

เมื่อถามว่า ที่นายกฯขับรถไฟฟ้าพานายหวัง อี้ ไปรับประทานอาหารกลางวัน มีการชวนเข้ามาลงทุนเรื่องรถไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรายืนยันว่าประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ถ้าต้องการให้ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากด้านใดขอให้แจ้งไปเป็นเรื่องๆ

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกัน สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ณ วันนี้เป็นต้นไปคงต้องมาพิจารณาอย่างเข้มข้น ซึ่งประเทศอินโดนีเซียเริ่มเปรยเรื่องการคิดค่าผ่านทางช่องแคปมะละกา ถึงแม้ว่ายังไม่เกิดขึ้น แต่ก็มีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเริ่มคิดเหมือนกัน เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์นอกเหนือการควบคุมแล้วต้องไปผ่านช่องแคป น่านน้ำของใคร มันเกิดความเสียหายมากขนาดไหน ซึ่งเราต้องพิจารณาของเราประกอบไปด้วย

เมื่อถามว่า ที่ขับรถพานายหวัง อี้ ไปรับประทานอาหารกลางวัน นายหวัง อี้ บอกว่าขับรถนิ่มหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวติดตลกว่า บอกนึกว่ามีอาชีพขับแท็กซี่มาก่อน เมื่อถามว่าถือเป็นนายกฯคนแรกที่ขับรถให้นายหวัง อี้ นั่งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า น่าจะ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสะท้อนว่าภายหลังจากการเสด็จฯ เยือน สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศอย่างชัดเจน และหวังว่าจีนจะยังคงสนับสนุนการพัฒนาของไทยในทุกมิติ บนพื้นฐานของความเป็น “บ้านพี่เมืองน้อง” ซึ่งมีทั้งความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพซึ่งกันและกัน

ด้าน นายหวัง อี้ กล่าวแสดงความยินดีที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีภายหลังเข้ารับตำแหน่ง พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศของรัฐบาลไทย และมั่นใจว่าความสัมพันธ์ไทย – จีน จะยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังได้ถ่ายทอดความปรารถนาดีจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และครอบครัว ถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมย้ำว่า จีนเชื่อมั่นในเสถียรภาพของไทย และพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่ไทยสามารถไว้วางใจได้ในระยะยาว

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. การยกระดับความสัมพันธ์ไทย – จีน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยจะผลักดันการจัดทำ “แผนปฏิบัติการร่วม” (Action Plan) ที่สอดประสานกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของทั้งสองประเทศ เพื่อให้ความร่วมมือเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ

2. การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง ฝ่ายจีนได้เชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปคที่จีนจะเป็นเจ้าภาพในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้ และเชิญเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ขณะที่ฝ่ายไทยได้เชิญนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เยือนไทย ซึ่งฝ่ายจีนได้ตอบรับในหลักการและอยู่ระหว่างการจัดกำหนดการ

3. สถานการณ์ไทย –กัมพูชา นายหวัง อี้ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในภูมิภาค โดยเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีแนวโน้มที่ดีขึ้น และแสดงความหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะมีพัฒนาการที่ดีในเร็ววัน โดยไทยย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกัน

4. ความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และจะบรรจุเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของแนวทางแผนปฏิบัติการร่วม เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน

5. การต่อยอดความร่วมมือเชิงรูปธรรมผ่านกลไกและกิจกรรมร่วม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะพัฒนาความร่วมมือให้ก้าวไปสู่การดำเนินการเชิงรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงในเชิงนโยบาย แต่รวมถึงการขับเคลื่อนผ่านกลไกความร่วมมือ การประชุม และกิจกรรมร่วมในระดับต่างๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน

“การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและความไว้วางใจในระดับสูงระหว่างไทยกับจีน ซึ่งไม่เพียงเป็นความสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ แต่ยังมุ่งสู่การขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาวอีกด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

ยื่นร่างฯ 1 พ.ค.นี้ ไอซ์ เดินสายเปิดแคมเปญรณรงค์ ปฏิรูปประกันสังคม

ยื่นร่างฯ 1 พ.ค.นี้ ไอซ์ เดินสายเปิดแคมเปญรณรงค์ ปฏิรูปประกันสังคม

ยื่นร่างฯ 1 พ.ค.นี้ ไอซ์ เดินสายเปิดแคมเปญรณรงค์ ปฏิรูปประกันสังคม

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.36 น.

24 เมษายน 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความระบุว่า ไม่ว่าจะเหลือเวลาเท่าไหร่ จะโดนกี่ตีนกระหน่ำ

พวกเรายืนยัน จะเดินหน้าทุ่มเททำงานต่อไม่ลดละ

เที่ยงนี้ ไอซ์และ สหัสวัต คุ้มคง มาทำกิจกรรม

ที่ซอยละลายทรัพย์ เย็นนี้เจอกันที่ฉะเชิงเทรา

พรุ่งนี้ระยอง มะรืนสระบุรี,ชลบุรี 27เจอกันที่เชียงใหม่

เจอกับ พี่เซีย พี่ไหม เนม ไอซ์ ทั่วประเทศ

เดินสายทั่วประเทศ รณรงค์ปฏิรูปประกันสังคม

1 พฤษภา เวลา 15:00

ผู้ประกันตนเจอกันที่ 4 แยกบางโพ

เดินขบวนไปยื่นร่างทวงคืนกองทุนประกันที่รัฐสภา

นักเขียนซีไรต์ ฉะ พิธา อย่าสร้างสังคมอุดมปัญหา ซัดแรง!โกหกจนเป็นอนุสัย

นักเขียนซีไรต์ ฉะ พิธา อย่าสร้างสังคมอุดมปัญหา ซัดแรง!โกหกจนเป็นอนุสัย

นักเขียนซีไรต์ ฉะ พิธา อย่าสร้างสังคมอุดมปัญหา ซัดแรง!โกหกจนเป็นอนุสัย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.16 น.

24 เมษายน 2569 วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ภาพของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมข้อความระบุว่า “อนุสัยประจำพรรค”

ผู้ชายที่โกหกตอแหลเป็นมังกรพ่นไฟ ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เรื่องจำเป็นและไม่จำเป็น แม้เป็นเรื่องส่วนตัวก็เกินรับอยู่แล้ว

แต่โกหกตอแหลคนทั้งประเทศ กระทั่งผู้สนับสนุนพรรคตนเองนั้น ถือว่าทรยศต่อประชาชน!

เป็นนักการเมือง คำพูดเป็นใหญ่ มีอิทธิพลมหาศาลแก่สังคม ควรจะสร้างสังคมที่นิยมความจริง ต้องการความจริง เสนอความจริง เคารพความจริง เพื่อให้เป็นสังคมอุดมปัญญา ไม่ใช่โกหกตอแหลกันทั้งพรรคจนเป็นสังคมอุดมปัญหา

เป็นนักการเมืองในระบอบที่เปิดกว้างอย่างในปัจจุบันก็สร้างสังคมคุณภาพได้แล้ว โดยไม่ต้องรอจนได้เปลี่ยนระบอบและพวกตนได้ครองอำนาจ

เพราะนั่นเป็นเรื่องของอำนาจ อำนาจที่ได้มาด้วยการโกหกแหล ก็ต้องรักษาอำนาจไว้ด้วยการโกหกตอแหล…ไม่มีวันสิ้นสุด

พวกโกหกตอแหลจนเป็นอนุสัย ใครเอาไปเป็นผัวก็ขออวยพรช่วยไว้ล่วงหน้า ว่าให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ จนกว่าจะมรณะไปด้วยกัน

พิธา ตอบแล้วทำอะไรอยู่ หลังหมอวาโย เลิ่กลั่กสื่อถามคุยอดีตหัวหน้าพรรคหรือยัง

พิธา ตอบแล้วทำอะไรอยู่ หลังหมอวาโย เลิ่กลั่กสื่อถามคุยอดีตหัวหน้าพรรคหรือยัง

พิธา ตอบแล้วทำอะไรอยู่ หลังหมอวาโย เลิ่กลั่กสื่อถามคุยอดีตหัวหน้าพรรคหรือยัง

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.25 น.

พิธา ตอบแล้วทำอะไรอยู่ หลังหมอวาโย เลิ่กลั่กสื่อถามคุยอดีตหัวหน้าพรรคหรือยัง 

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 จากกรณีนายแพทย์วาโย อัศวรุ่งเรือง รองหัวหน้า และฝ่ายกฏหมายพรรคประชาชน ได้ตอบผู้สื่อข่าวว่าได้มีการพูดคุยกับ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล กรณี 10 สส. ซึ่งนายแพทย์วาโย ได้กล่าวแบบอึกอัก ว่า “เอ่อ คุณพิธาเขากำลัง… ไม่แน่ใจเหมือนกันครับ” 

ล่าสุดนายพิธา ได้แชร์คลิปวิดีโอขณะนายแพทย์วาโย ให้สัมภาษณ์ช่วงดังกล่าว พร้อมระบุว่า “นอนอยู่ครับ เวลาบอสตัน”

(อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : เลิ่กลั่ก ไปต่อไม่ถูก! หลังสื่อถาม ได้คุย พิธา หรือไม่ กองเชียร์บอกเขากำลังอินเลิฟ)

ยศชนัน จ่อลงพื้นที่ จ.อุดรธานี พรุ่งนี้ นำร่องใช้นวัตกรรมช่วยเกษตรเรื่องปุ๋ย-ติดตามแก้น้ำท่วม

ยศชนัน จ่อลงพื้นที่ จ.อุดรธานี พรุ่งนี้ นำร่องใช้นวัตกรรมช่วยเกษตรเรื่องปุ๋ย-ติดตามแก้น้ำท่วม

ยศชนัน จ่อลงพื้นที่ จ.อุดรธานี พรุ่งนี้ นำร่องใช้นวัตกรรมช่วยเกษตรเรื่องปุ๋ย-ติดตามแก้น้ำท่วม

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.17 น.

ยศชนัน จ่อลงพื้นที่ จ.อุดรธานี พรุ่งนี้ นำร่องใช้นวัตกรรมช่วยเกษตรเรื่องปุ๋ย พร้อมติดตามแก้ปัญหาน้ำท่วม-ส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงาน

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 นายยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) เปิดเผยว่า ในวันพรุ่งนี้ (25 เม.ย.2569) จะลงพื้นที่ตรวจราชการที่ จ.อุดรธานี ร่วมกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้อง โดยมี 3 ประเด็นหลักที่จะไปติดตามและส่งเสริมคือในเรื่องของปุ๋ย โดยกระทรวง อว. จะได้นำงานวิจัยและนวัตกรรมที่เกี่ยวข้องทั้ง อาทิ เครื่องผสมปุ๋ย และสูตรปุ๋ย เพื่อป้องกันการขาดแคลนปัจจัยการผลิตในภาคการเกษตรจากสถานการณ์แม่ปุ๋ยภายในประเทศในปัจจุบัน ที่มีการปรับตัวขึ้นของราคาและปริมาณที่จำกัด 

นอกจากนี้จะได้ติดตามการบริหารจัดการน้ำในระดับพื้นที่เพื่อป้องกันน้ำท่วมและภัยแล้ง รวมไปถึงการติดตามการส่งเสริมการพัฒนาทักษะแรงงาน ทั้งการ upskill และ reskill นอกจากยังมีอีกหลายจุดที่จะเข้าไปติดตาม อย่างเร่งด่วนเนื่องจากในขณะนี้เป็น เป็นเรื่องของวิกฤติพลังงานที่หลายอย่างเริ่มมีความขาดแคลน เพราะฉะนั้นจึงต้องเตรียมความพร้อมและสื่อสารไปยังประชาชน ภายใต้บทบาทหน้าที่ของรองนายกรัฐมนตรีที่รับผิดชอบในกระทรวงที่เกี่ยวข้อง และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอว.

เท้ง ไปต่อ! หลังศาลไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นสู้คดี 44 สส.ถึงที่สุด

เท้ง ไปต่อ! หลังศาลไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นสู้คดี 44 สส.ถึงที่สุด

เท้ง ไปต่อ! หลังศาลไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ ลั่นสู้คดี 44 สส.ถึงที่สุด

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.40 น.

“เท้ง”ประกาศเดินหน้าทำหน้าที่ สส.ต่อไป หลังศาลฎีการับคำร้อง ป.ป.ช.คดี 44 สส.พรรคก้าวไกล แต่ไม่สั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่

24 เมษายน 2569 นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ และหัวหน้าพรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า เดินหน้าทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรต่อไปครับ

วันนี้ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้องของ ป.ป.ช. ที่กล่าวหาอดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรพรรคก้าวไกลทั้ง 44 คน พร้อมมีคำสั่งเพิ่มเติมให้ สส. ที่ยังปฏิบัติหน้าที่อยู่สามารถปฏิบัติหน้าที่ต่อไปได้ ภายใต้เงื่อนไขที่กำหนด ผมจึงขอใช้โอกาสนี้ยืนยันเดินหน้าทำหน้าที่ผู้แทนราษฎรต่อไป เพื่อรักษาผลประโยชน์ของพี่น้องประชาชน และเพื่อยืนยันว่า สภาผู้แทนราษฎรยังคงเป็นพื้นที่ในการสร้างการเปลี่ยนแปลง

ระบบรัฐสภาเป็นกลไกพื้นฐานที่เปิดโอกาสให้ผู้แทนของประชาชนสามารถผลักดันวาระในการเปลี่ยนแปลงประเทศผ่านกระบวนการตามรัฐธรรมนูญอย่างสันติ เรื่องนี้จึงสำคัญยิ่งกว่าอนาคตทางการเมืองของพวกเรา เพราะเกี่ยวข้องกับอนาคตของประชาธิปไตยไทยว่า เราจะมีระบอบการเมืองที่ยึดหลักการตรวจสอบถ่วงดุลอำนาจอย่างเป็นธรรม ใช้มาตรฐานเดียวกับทุกฝ่าย เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน หรือเราจะปล่อยให้ระบบที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องการแสวงหาผลประโยชน์ของคนบางกลุ่มดำรงอยู่ต่อไปโดยไม่สามารถถูกตรวจสอบได้

เราไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามถูกใช้เป็นเครื่องมือเพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกจากการรัฐประหาร ระบอบที่ลดทอนอำนาจของประชาชน และรวมศูนย์อำนาจไว้ในมือของชนชั้นนำและนักการเมืองบางกลุ่มโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศ สิ่งที่เรากำลังต่อสู้ จึงไม่ใช่เพียงเพื่อพิสูจน์ความบริสุทธิ์ของตัวเองในชั้นศาล แต่คือการยืนยันว่าประชาธิปไตยไทยต้องเดินไปข้างหน้า ไม่ใช่ถอยหลังกลับไปสู่โครงสร้างเดิมที่ปิดกั้นเสียงของประชาชน

ผมจะดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาอย่างถึงที่สุด และในขณะเดียวกัน ผมจะไม่หยุดทำงานในฐานะผู้แทนของประชาชน เพราะพี่น้องประชาชนมากกว่า 11 ล้านคนให้ความไว้วางใจพวกเรา ผมจะยังคงทำหน้าที่ในสภาเพื่อตรวจสอบ ถ่วงดุล และส่งข้อเสนอแนะนโยบายที่เป็นประโยชน์ต่อประเทศและประชาชนต่อไป

แต่การเปลี่ยนแปลงที่แท้จริง ไม่ได้เกิดขึ้นจากการลงมือทำโดยผมหรือเพื่อนของผมเท่านั้น แต่เกิดขึ้นจากการลงมือทำโดยพี่น้องประชาชนทุกคนที่ต้องการให้ประเทศเป็นประชาธิปไตยอย่างแท้จริง

ผมจึงขอยืนยันต่อพี่น้องประชาชนทุกคน ที่ยังเชื่อในการเปลี่ยนแปลง และยังมีความหวังอยู่เสมอว่าประเทศไทยดีกว่านี้ได้ มาร่วมกันเดินหน้าต่อไปกับเรา มาร่วมกันยืนยันอำนาจของผู้แทนราษฎร จนกว่าประเทศไทยจะเป็นประเทศที่อำนาจสูงสุดเป็นของประชาชนอย่างแท้จริง

เพราะเราคือผู้แทนราษฎร เพราะเรามาจากประชาชน

ส่งออกไทย มี.ค.69 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 21

ส่งออกไทย มี.ค.69 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 21

ส่งออกไทย มี.ค.69 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 21

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.05 น.

ส่งออกไทย มี.ค.69 ทุบสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ ขยายตัวต่อเนื่องเดือนที่ 21 รัฐบาลยังคงเดินหน้ารักษาแรงส่งการค้าไทย และเปิดตลาดใหม่ท่ามกลางความเสี่ยงโลก

24 เมษายน 2569 นางสาวลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การส่งออกของไทยเดือนมีนาคม 2569 มีมูลค่า 35,157.1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือ 1,087,460 ล้านบาท สูงสุดเป็นประวัติการณ์ และขยายตัวต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 21 ที่ร้อยละ 18.7 หากหักสินค้าเกี่ยวเนื่องกับน้ำมัน ทองคำ และยุทธปัจจัย ขยายตัวร้อยละ 19.3

ปัจจัยสำคัญมาจากสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องใช้ไฟฟ้า ที่เติบโตตามความต้องการเทคโนโลยี AI และ Data Center รวมถึงสินค้าเกษตรและอาหารศักยภาพ เช่น ทุเรียนสด มังคุดสด อาหารสัตว์เลี้ยง ไก่แปรรูป น้ำตาลทราย และเครื่องเทศสมุนไพร ที่ยังขยายตัวได้ดีในหลายตลาด

ทั้งนี้ ภาพรวม 3 เดือนแรกของปี 2569 การส่งออกมีมูลค่า 96,169.9 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 17.6 ขณะที่การนำเข้ามีมูลค่า 105,646.4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ขยายตัวร้อยละ 32.4 ส่งผลให้ดุลการค้าขาดดุล 9,476.6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ

นางสาวลลิดา กล่าวว่า สินค้าอุตสาหกรรมยังเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก โดยเดือนมีนาคมขยายตัวร้อยละ 21.4 ต่อเนื่องเป็นเดือนที่ 24 โดยเฉพาะเครื่องคอมพิวเตอร์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 34.2 เครื่องโทรศัพท์ อุปกรณ์และส่วนประกอบ ขยายตัวร้อยละ 166.6 อัญมณีและเครื่องประดับไม่รวมทองคำ ขยายตัวร้อยละ 86.4 รวมถึงเครื่องจักรกล เหล็ก และหม้อแปลงไฟฟ้าที่ขยายตัวต่อเนื่อง

ด้านตลาดส่งออกสำคัญยังเติบโตได้ดี โดยตลาดสหรัฐฯ ขยายตัวร้อยละ 41.9 สหภาพยุโรป ขยายตัวร้อยละ 21.9 ญี่ปุ่น ขยายตัวร้อยละ 9.1 และอาเซียน 5 ประเทศ ขยายตัวร้อยละ 25.0 ขณะที่ตลาดเอเชียใต้ขยายตัวสูงถึงร้อยละ 123.3 และทวีปออสเตรเลียขยายตัวร้อยละ 56.2

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลยังติดตามความเสี่ยงอย่างใกล้ชิด โดยเฉพาะความไม่สงบบริเวณช่องแคบฮอร์มุซที่เริ่มกระทบการขนส่งและทำให้ตลาดตะวันออกกลางหดตัว รวมถึงความเสี่ยงด้านต้นทุนพลังงานและมาตรการทางการค้าใหม่ของสหรัฐฯ

“ตัวเลขส่งออกที่ทำสถิติสูงสุดครั้งนี้ สะท้อนศักยภาพสินค้าไทยในตลาดโลก โดยรัฐบาลจะเดินหน้ารักษาแรงส่งนี้ต่อเนื่อง ทั้งการเปิดตลาดใหม่ สนับสนุนสินค้าที่มีศักยภาพ และติดตามความเสี่ยงจากเศรษฐกิจโลกอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การค้าไทยเติบโตได้อย่างมั่นคง” นางสาวลลิดา กล่าว

มีข้อผิดพลาดบ้าง! เลขาฯ กกต.เผยถอดบทเรียนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69

มีข้อผิดพลาดบ้าง! เลขาฯ กกต.เผยถอดบทเรียนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69

มีข้อผิดพลาดบ้าง! เลขาฯ กกต.เผยถอดบทเรียนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.03 น.

เลขาฯ กกต.เผยถอดบทเรียนการเลือกตั้ง 8 ก.พ.69 ย้ำมีข้อผิดพลาดบ้าง โดยเฉพาะ กปน. 1.6 ล้านคน เล็งใช้เทคโนโลยีป้องกันการทุจริต ชี้คดีเลือกตั้งสุพรรณบุรี กกต.สั่งสอบเพิ่มปมนับคะแนนผิดหลักร้อย

24 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) กล่าวถึงการถอดบทเรียนการเลือกตั้ง เมื่อวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ว่า ทาง กกต.ได้ถอดบทเรียนแล้ว มีทั้งสิ่งที่ประชาชนอยากเห็น สิ่งที่ประชาชนสงสัย และสิ่งที่ กกต.เห็นเอง โดยทั้งสองเรื่องนี้ แต่ที่ยืนยันได้คือ ระบบเลือกตั้งของเราแข็งแกร่งมาก ส่วนตัวคิดว่าไม่มีใครที่จะสามารถเข้ามาแทรกแซงหรือบอกให้ผลการเลือกตั้งเป็นอย่างไรได้ โดยตรงจุดนี้คือการเลือกตั้งในหน่วย การเลือกตั้งนอกหน่วยเป็นอีกประเด็นหนึ่ง แต่สิ่งที่เกิดข้อผิดพลาดก็คือการนำคณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง หรือ กปน.เกือบ 1, 600,000 คน มาทำงานเกี่ยวกับระเบียบซึ่งมีความซับซ้อนอยู่พอสมควร จึงทำให้เกิดข้อผิดพลาดแม้ว่าจะมีการตรวจสอบได้ แต่ก็ต้องเห็นว่าจะต้องพัฒนาในส่วนนี้ให้ได้และให้ดีขึ้น และอีกส่วนคือการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนให้ดีขึ้นกว่าเดิมในการที่จะให้ประชาชนเสร็จเลือกตั้งเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โดยอาจจะนำเทคโนโลยีเช่นการติดตั้งกล้องซึ่งจะทำให้ กปน.และผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งระมัดระวังในการกระทำผิด ซึ่งหากมีเหตุการณ์ใดก็สามารถดูจากกล้องวงจรปิดได้

ทั้งนี้ กกต.ได้ออกแบบการป้องกันการทุจริตและป้องกันการทำหน้าที่ของ กกต.ด้วยป้องกันนักการเมืองผู้สมัครป้องกัน กปน.แม้ว่าจะมีการอาสาสมัครเข้ามา ซึ่งระบบสามารถตรวจจับการกระทำผิดรวมทั้งการป้องกันในระดับดี แต่สิ่งที่เป็นปัญหาก็คือข้อผิดพลาดส่วนเรื่องการทุจริตในหน่วยถึงจะเกิดขึ้นก็สามารถจะจับได้และสิ่งนี้จะเกิดขึ้นได้ยากมาก แต่หากเป็นเรื่องผิดพลาดหรือเกิดข้อบกพร่อง เช่น การจำหน่ายบัตรให้ผู้มีสิทธิ์ที่บางครั้งฉีกบัตรนำต้นขั้วไปด้วยหรือขานคะแนนผิดก็ยังเป็นข้อผิดพลาดอยู่ ดังนั้น จึงได้มีการแก้ไขทุกที่ ที่มีเหตุเช่นนี้ ซึ่งไม่ควรจะเกิดขึ้นอีก แต่จะต้องทำให้ดีกว่าเดิม หากจะไม่ให้เกิดขึ้นเลย อาจจะเป็นเรื่องยาก เนื่องจากคนมาทำงานในช่วงเวลา 10 กว่าชั่วโมง และนับล้านคน ถ้าถือพลาดก็ถือว่าน้อยเมื่อเทียบกับคนถึง 1,600,000 คน ดังนั้น ไม่ควรจะเกิดข้อผิดพลาด เพราะคนมองว่าข้อผิดพลาดคือการทุจริต จึงเป็นเรื่องที่น่ากังวลอย่างยิ่ง

ส่วนการดำเนินคดีนั้น เมื่อเห็นข้อเท็จจริงแล้ว แต่จะแจ้งความดำเนินคดีหรือไม่ อยู่ที่ผลการสอบสวน ว่าเจตนาหรือผิดพลาด ถ้ามีเจตนาไม่ปฏิบัติตามกฎหมายหรือไม่สุจริต ก็จะต้องแจ้งความดำเนินคดี แต่หากผิดหลงไม่กระทบต่อสาระสำคัญของการเลือกตั้ง ก็จำเป็นจะต้องนำมาปรับปรุงในทางการบริหารต่อไป แต่ก็มีการแจ้งความดำเนินคดีไปบางส่วนแล้วเช่นเดียวกับกรณีที่ กปน.ในพื้นที่จังหวัดลำพูนและจังหวัดสุพรรณบุรี อาจดำเนินการทาง กกต.ก็ได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว ซึ่งในบางพื้นที่ได้แจ้งความดำเนินคดีไปแล้ว และอีกบางส่วนอยู่ในสำนวนก็มี ขณะที่คดีความร้องทุกข์จากการเลือกตั้ง ล่าสุดอยู่ที่ประมาณ 250 เรื่อง

ส่วนความคืบหน้าการสอบสวนคดีการเลือกตั้งของ กปน.ในพื้นที่จังหวัดสุพรรณบุรี นั้น นายแสวง กล่าวว่า ต้องยอมรับว่าเกิดความผิดปกติ เพราะมีคะแนนกระโดดเยอะมากนับหลักร้อยคะแนน ซึ่งจากประสบการณ์ เวลานับคะแนนใหม่ จะไม่เกิน 1 หรือ 2 คะแนน ซึ่งทุกที่คะแนนจะไม่เกินไปมากกว่านี้ แต่ในจังหวัดนี้ผิดปกติ ซึ่งเรื่องนี้ กกต.พิจารณาแล้ว ได้สั่งให้ลงไปสอบสวนเพิ่มเติม จะเป็นแค่ 2 หน่วย หรือยังมีหน่วยอื่นด้วย ซึ่งต้องดูว่าเกิดจากความผิดพลาด หรือทุจริตเป็นกระบวนการ มีคนอยู่เบื้องหลังหรือไม่ จึงต้องมีการลงไปสอบเพิ่มเติม

แสวง ยันมติ ฮั้ว สว. เป็นความลับ! เตรียมส่งเอกสาร 8 หมื่นหน้าให้ กกต.ชุดใหญ่สิ้นเดือนนี้

แสวง ยันมติ ฮั้ว สว. เป็นความลับ! เตรียมส่งเอกสาร 8 หมื่นหน้าให้ กกต.ชุดใหญ่สิ้นเดือนนี้

แสวง ยันมติ ฮั้ว สว. เป็นความลับ! เตรียมส่งเอกสาร 8 หมื่นหน้าให้ กกต.ชุดใหญ่สิ้นเดือนนี้

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.01 น.

เลขาฯ กกต.ยันมติอนุวินิจฉัยฯ ฮั้ว สว.เป็นความลับ จวกคนปล่อยข่าวทำเพื่ออะไร เผยกำลังรวมเอกสารกว่า 80,000 หน้า คาดส่ง กกต.พิจารณาสิ้นเดือนนี้

24 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคดีฮั้ว สว.ว่า คณะอนุกรรมการวินิจฉัยได้พิจารณาเสร็จสิ้นไปเมื่อประมาณปลายเดือนมีนาคมที่ผ่านมา และส่งให้สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง เพื่อจัดทำเอกสารจัดเรียงให้เป็นหมวดหมู่ จัดระเบียบแยกเป็นข้อกล่าวหาต่างๆ เพื่อให้กรรมการก่รเลือกตั้งสามารถดูข้อมูลได้สะดวก เนื่องจากมีจำนวนมาก และเตรียมส่งให้กรรมการการเลือกตั้งพิจารณาว่าจะส่งเรื่องไปดำเนินการขั้นตอนต่อไปหรือไม่ ซึ่งเท่าที่ตนได้รับรายงานมา ทราบว่าข้อมูลที่ต้องจัดเรียงนั้นมีมากกว่า 80,000 หน้า และคาดว่าภายในสิ้นเดือนนี้ จะสามารถจัดเตรียมข้อมูลดังกล่าวได้ครบถ้วน แต่ก็มีเอกสารบางส่วนที่ทยอยส่งให้ กกต.ช่วงก่อนเทศกาลสงกรานต์ไปบ้างแล้ว

ส่วนกระแสข่าวที่ออกมาว่าคณะอนุกรรมการวินิจฉัยชี้ขาดปัญหาข้อโต้แย้ง คณะที่ 36 มีมติว่าข้อกล่าวหาคดีฮั้ว สว.จำนวน 229 คน ไม่มีมูลความผิด และทำความเห็นเสนอต่อ กกต.ชุดใหญ่นั้น นายแสวง ยืนยันว่า ไม่ว่าชั้นอนุกรรมการคณะใดจะมีมติอย่างไร ไม่มีใครทราบข้อเท็จจริง แม้แต่ตนก็ไม่ทราบ มีแต่ข่าวที่ไม่รู้ว่าใครเป็นคนปล่อย และปล่อยเพื่ออะไร ซึ่งจะแน่นอนคือต้องดูว่าข้อเท็จจริงหลังจาก กกต.พิจารณาแล้ว มีมติเป็นอย่างไร วันนี้มีแต่การพูดไปต่างๆ นานา ทั้งที่จริงๆ มันคือความลับ คนที่คิดว่ารู้ก็ไม่รู้ว่า เอาข้อมูลมาจากไหน ขนาดตนยังรู้จากหนังสือพิมพ์ บอกได้เพียงความคืบหน้าตอนนี้ว่าสำนักงานเตรียมส่งเอกสารทั้งหมดให้ กกต.ภายในสิ้นเดือนนี้ หลังจากนั้นก็ขึ้นอยู่กับดุลพินิจของ กกต.ว่าจะพิจารณาอย่างไร

สู้คดีคิวอาร์โค้ด! กกต.ยื่น 11 พยานสัปดาห์หน้า เมินดราม่า เชื่อศาลเน้นข้อกฎหมาย

สู้คดีคิวอาร์โค้ด! กกต.ยื่น 11 พยานสัปดาห์หน้า เมินดราม่า เชื่อศาลเน้นข้อกฎหมาย

สู้คดีคิวอาร์โค้ด! กกต.ยื่น 11 พยานสัปดาห์หน้า เมินดราม่า เชื่อศาลเน้นข้อกฎหมาย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.58 น.

เลขา กกต.เผยยื่นบัญชีพยาน 11 คนสู้คดีคิวอาร์โค้ด ศาลรัฐธรรมนูญสัปดาห์หน้า เมินดราม่าประวัติพยาน เชื่อศาลเน้นข้อมูลไม่เน้นที่ตัวบุคคล

24 เมษายน 2569 ที่โรงแรมเซ็นทารา ไลฟ์ ศูนย์ราชการและคอนเวนชันเซ็นเตอร์ ถนนแจ้งวัฒนะ กรุงเทพมหานคร นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินการตามกระบวนการของศาลรัฐธรรมนูญ ในคดีบาร์โค้ด และคิวอาร์โค้ดบนบัตรเลือกตั้ง สส.ว่า กกต.ได้ส่งคำชี้แจงแก้ข้อกล่าวหาไปเรียบร้อยแล้วเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา แม้จะมีการขอขยายระยะเวลาจากศาลรัฐธรรมนูญออกไปอีก 15 วัน แต่ทาง กกต.สามารถดำเนินการส่งได้ก่อนกำหนด โดยในส่วนของบัญชีพยานนั้น คาดว่าจะมีการส่งรายชื่ออย่างเป็นทางการต่อศาลในสัปดาห์หน้า ซึ่งเบื้องต้นมีจำนวนประมาณ 11 ท่านตามที่เป็นข่าว

สำหรับกรณีที่มีกระแสข่าวเกี่ยวกับพยานรายหนึ่งที่มีประวัติส่วนตัวถูกวิพากษ์วิจารณ์นั้น นายแสวง กล่าวว่า ทางสำนักงานฯ ได้ทาบทามบุคคลดังกล่าวมาเป็นพยานจริง เนื่องจากเป็นผู้มีความรู้ ความเชี่ยวชาญด้านกฎหมายมหาชน โดยเน้นย้ำว่าพยานปากนี้เป็นพยานผู้เชี่ยวชาญที่ให้ความเห็นในทางข้อกฎหมายเท่านั้น ไม่ใช่พยานที่มาให้การเรื่องพฤติกรรม ซึ่งตามวิธีพิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญจะมุ่งเน้นที่ประเด็นข้อกฎหมายเป็นสำคัญ ความน่าเชื่อถือของพยานจึงอยู่ที่ความถูกต้องของความเห็นทางกฎหมาย

“เราไม่พิจารณาเรื่องพฤติกรรมส่วนตัว แต่เราสนใจความเห็นทางกฎหมาย ซึ่งเป็นคนละประเด็นกัน แม้ว่าในอดีตพยานท่านนี้จะเคยเป็นทนายความให้กับฝ่ายตรงข้ามในคดีที่ฟ้อง กกต.ต่อศาลอาญาคดีทุจริตฯ มาก่อน แต่เราก็ยังเลือกท่านมาเป็นพยานในคดีนี้เพราะความเชี่ยวชาญ”

ส่วนกระแสข่าวที่ว่าพยานคนดังกล่าวอาจขอถอนตัวนั้น นายแสวง กล่าวว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการตรวจสอบข้อเท็จจริง อย่างไรก็ตาม พยานสามารถส่งความเห็นเป็นลายลักษณ์อักษรต่อศาลได้โดยไม่จำเป็นต้องเดินทางไปชี้แจงด้วยตนเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับการพิจารณาของศาลรัฐธรรม นูญว่าจะรับฟังพยาน หรือให้มาปรากฏตัวหรือไม่

“ในด้านแนวทางการต่อสู้คดี กกต.ไม่มีความกังวลใจ โดยจะมุ่งเน้นการอธิบายถึงโครงสร้างและกระบวนการเลือกตั้งว่ามีความเป็นความลับ ทั้งในระหว่างการลงคะแนนและการเก็บรักษาบัตร ซึ่งไม่สามารถสืบย้อนไปถึงตัวผู้ลงคะแนนได้ เพื่อยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดเป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎหมาย” นายแสวง กล่าว