ยศชนัน ชี้ทางรอดไทย ต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม

ยศชนัน ชี้ทางรอดไทย ต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม

ยศชนัน ชี้ทางรอดไทย ต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.29 น.

“ยศชนัน”ชี้ทางรอดไทย ต้องพลิกประเทศจากผู้ตามสู่ผู้กำหนดเกม เร่งสร้างผู้นำคุณภาพผ่านหลักสูตร PPCIL รุ่น 8 ลั่นไทยยังมีโอกาสหากมีผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมกับนโยบายได้

24 เมษายน 2569 ศ.ดร.ยศชนัน วงสวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) กล่าวปาฐกถาและมอบนโยบาย ในหลักสูตรการอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อพัฒนาขีดความสามารถด้านนวัตกรรมสำหรับกลุ่มผู้นำรุ่นใหม่ภาครัฐและเอกชน (PPCIL) รุ่นที่ 8 โดยมี ทพญ.ศรีญาดา ปาลิมาพันธ์ ที่ปรึกษารัฐมนตรีว่าการกระทรวง อว. ดร.กริชผกา บุญเฟื่อง ผู้อำนวยการสำนักงานนวัตกรรมแห่งชาติ (NIA) ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล กรรมการและที่ปรึกษาพิเศษอาวุโสมูลนิธิชัยพัฒนา ดร.อุรัจฉวี อุณหเลขกะ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ NIA พร้อมคณะผู้บริหาร วิทยากร และผู้เข้าร่วมอบรม เข้าร่วม ณ โรงแรมพูลแมน คิงพาวเวอร์ กรุงเทพฯ

ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวว่า การขับเคลื่อนนวัตกรรมเพื่อพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมอย่างยั่งยืนในปัจจุบัน จำเป็นต้องอาศัยแนวคิดที่มองภาพรวมอย่างเป็นระบบ ไม่ใช่เพียงการสร้างสรรค์นวัตกรรมในวงจำกัด แต่ต้องสามารถนำไปใช้ได้จริงและสร้างผลกระทบในวงกว้าง โดยควรปรับเปลี่ยนมุมมองจาก Design Thinking ไปสู่ System Thinking ที่มุ่งแก้ปัญหาที่ต้นเหตุ พร้อมส่งเสริมแนวทาง Sandbox เพื่อเปิดพื้นที่ทดลองนวัตกรรมและนโยบายในวงจำกัด ก่อนขยายผลสู่ระดับประเทศ

ทั้งนี้ “ระบบนิเวศนวัตกรรม” ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะเอื้อให้นวัตกรรมเติบโตอย่างแท้จริง ซึ่งต้องครอบคลุมตั้งแต่การพัฒนาหลักสูตร การสร้างทรัพย์สินทางปัญญา กลไกสนับสนุนจากภาครัฐและเอกชน ตลอดจนการเชื่อมโยงสู่ตลาดในระดับสากล โดยจำเป็นต้องตั้งคำถามให้ชัดเจนว่า นวัตกรรมที่พัฒนาขึ้นจะมีคุณค่าในบริบทใด สามารถต่อยอดเชิงพาณิชย์ในประเทศใด และสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมได้อย่างไร

รองนายกฯ และ รมว.อว.กล่าวต่อว่า ในโลกที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ทักษะเดิมอาจล้าสมัยได้ในเวลาอันสั้น ทุกคนจึงต้องพัฒนาและปรับทักษะอย่างต่อเนื่อง โดยมหาวิทยาลัยควรปรับบทบาทเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ตลอดชีวิต รองรับคนทุกช่วงวัย และตอบโจทย์โลกยุคใหม่ ควบคู่กับการเปิดรับโอกาสใหม่ กล้าก้าวออกจากกรอบเดิม และเชื่อมโยงเข้าสู่ระบบนิเวศนวัตกรรมในระดับโลก

นอกจากนี้ นวัตกรรมยังมีบทบาทสำคัญต่อการสร้างกลไกการเติบโตใหม่ของประเทศ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมมูลค่าสูง เช่น ด้านสุขภาพและการแพทย์ ซึ่งประเทศไทยมีศักยภาพในการก้าวสู่การเป็นผู้นำระดับโลก ควบคู่กับการสร้างความมั่นคงของประเทศ และการใช้เทคโนโลยีเพื่อยกระดับความโปร่งใส ขณะเดียวกัน ผู้ประกอบการควรเลือกใช้แหล่งเงินทุนให้เหมาะสมกับระดับความเสี่ยง และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีของมหาวิทยาลัยผ่านการถ่ายทอดเทคโนโลยี เพื่อลดต้นทุนและเพิ่มโอกาสในการพัฒนาธุรกิจใหม่

“กระทรวง อว. มีบทบาทสำคัญในการเป็นกลไกสนับสนุน ผ่านการส่งเสริมงานวิจัยและพัฒนา การสนับสนุนผู้ประกอบการนวัตกรรม การพัฒนากำลังคนคุณภาพสูง และการสร้างเครือข่ายความร่วมมือทั้งในและต่างประเทศ เพื่อผลักดันให้นวัตกรรมสามารถเกิดขึ้นและนำไปใช้ประโยชน์ได้จริงในทุกมิติ” ศ.ดร.ยศชนัน กล่าวและว่า ผมเชื่อมั่นว่าผู้เข้าร่วมหลักสูตร PPCIL รุ่นที่ 8 จะเป็นกำลังสำคัญในการยกระดับประเทศ ขอให้ทุกท่านคิดเชิงระบบ คิดเชิงอนาคต คิดเชิงนวัตกรรม พร้อมกล้าตัดสินใจและกล้าขับเคลื่อนในสิ่งที่ถูกต้อง เพราะประเทศไทยยังมีโอกาสอีกมาก หากมีผู้นำที่สามารถเชื่อมโยงนวัตกรรมกับนโยบาย และแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติได้จริง

นายกฯ ฝาก หวัง อี้ อย่าลืมไทย หากจีนไปเจรจาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ

นายกฯ ฝาก หวัง อี้ อย่าลืมไทย หากจีนไปเจรจาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ

นายกฯ ฝาก หวัง อี้ อย่าลืมไทย หากจีนไปเจรจาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.24 น.

“นายกฯ”ฝาก”หวัง อี้”อย่าลืมไทย หาก”จีน”ไปเจรจาผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ พร้อมขอให้ขายปุ๋ยช่วยไทย เผยจีนยินดีเป็นตัวกลางไทย-กัมพูชา พร้อมแจ้งท่าที”เขมร”ไม่อยากสู้รบแล้ว ลั่นความสัมพันธ์รื้อฟื้นได้ แต่ไม่ใช่ชั่วข้ามคืน

24 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย แถลงถึงผลการหารือกับ นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน ว่า ในการหารือแบบทางการได้มีการหารือที่กระทรวงการต่างประเทศไปแล้ว ซึ่งท่านมีน้ำใจไมตรีแวะมาเยี่ยมนายกฯของไทย ซึ่งเราได้หารือและยืนยันความสัมพันธ์และการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดถึงวิกฤตพลังงานในช่วงนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พูดคุยทุกอย่าง และขอให้จีนช่วยหากได้ไปเจรจาการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ เรื่องการบริหารการจัดส่งพลังงาน น้ำมันดิบ ก๊าซ ก็ขอให้นึกถึงประเทศไทยรวมไปในบริบทการเจรจาด้วย เพราะเส้นทางการเดินเรือต่างๆจากตะวันออกกลางไปประเทศจีนต้องมีส่วนที่ผ่านประเทศไทย ซึ่ง นายหวัง อี้ ก็บอกว่าขออย่าได้กังวล เพราะไทยและจีนมีความสัมพันธ์เปรียบเสมือนพี่น้องกัน ซึ่งตนถือโอกาสคุยเรื่องปุ๋ยว่าในวิกฤตการณ์พลังงานประเทศไทยน่าจะบริหารจัดการเรื่องน้ำมันได้ในสภาวะค่อนข้างนิ่งแต่ไม่ได้บอกว่ามั่นคง เพราะเราไม่รู้สงครามจะยาวนานเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้เราให้ความมั่นใจว่าเรื่องน้ำมันไม่มีคำว่าขาดแคลนหรือมีปัญหาแน่นอน ซึ่งได้มีการตรวจสอบกลุ่ม ปตท.และโลจิสติกส์ต่างๆ แล้วประเทศไทยมั่นใจว่าไม่มีปัญหาเรื่องน้ำมัน

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเรียน นายหวัง อี้ ว่าถ้าเราบริหารจัดการเรื่องน้ำมันได้แล้วก็ยังมีอีกสองประเด็นใหญ่ถ้าหากไทยได้รับการสนับสนุนจากจีน ประเทศไทยจะไม่มีปัญหาใดๆ ที่เป็นผลกระทบอย่างหนักจนรับไม่ได้จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งเรื่องปุ๋ย อยากให้จีนพิจารณาเรื่องการจำหน่ายปุ๋ย ถ้าเขามีปริมาณมากเพียงพอเพื่อมาช่วยเกษตรกรชาวไทย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ถ้าเราสามารถจัดสรรปุ๋ยให้เพียงพอในประเทศได้ ซึ่งในเรื่องนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ไปเจรจากับรัสเซียด้วย ซึ่งถ้าจีนกับรัสเซียสามารถมีโควตาปุ๋ยมาจำหน่ายในประเทศไทยได้ก็จะทำให้ปัญหาหลักๆ ของไทยแก้ไปได้เยอะ

เมื่อถามว่า ในส่วนของจีนได้มีการขอความร่วมมืออะไรจากไทยหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศจีนบอกว่าไปกัมพูชามา ซึ่งเขายินดีเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เขาก็พูดมาว่าท่าทีของกัมพูชาต่อประเทศไทยเหมือนกับว่าไม่อยากสู้รบแล้ว ไม่อยากเผชิญหน้าแล้ว ไม่อยากมีความขัดแย้งแล้ว ทางจีนก็แจ้งให้ไทยทราบ ซึ่งเราบอกไปว่าเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านใดๆ เลย แต่เราก็มีขั้นตอนที่จะพูดคุย เราต้องมีการสร้างกติกาขึ้นมาก่อนว่าการพูดคุยในทิศทางใดที่จะทำให้ความสัมพันธ์รื้อฟื้นขึ้นมาได้ แต่คงไม่ใช่ชั่วข้ามคืน ต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นต่อกันและกัน ความเชื่อถือ ความสัมพันธ์ นี่คือท่าทีที่ตนได้แจ้ง นายหวัง อี้ ไป

เมื่อถามว่า ทางจีนเข้าใจบรรยากาศของเราใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เข้าใจดี เราได้พูดกันลึกพอสมควรว่าปัญหาที่แท้จริงมาอย่างไรและวิธีการแก้ไขควรจะต้องใช้แนวปฏิบัติเช่นใด เมื่อถามว่า จีนมายืนยันความเป็นกลางระหว่างไทยกับกัมพูชา หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้บอกว่าเขามายืนยันความเป็นกลาง เขาบอกประเทศไทยเป็นประเทศบ้านพี่เมืองน้อง ตนก็ยังบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ แต่จีนบอกว่าสำหรับจีนประเทศไทยเป็นประเทศที่ใหญ่ในภูมิภาคนี้ เราไม่จำเป็นต้องให้เขามายืนยันอะไรว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง แต่เราต้องดูท่าที

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยความร่วมมือในการปราบปรามสแกมเมอร์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็มีการหารือกัน ซึ่งประเทศไทยย้ำว่าไทยให้ความร่วมมือในเรื่องของการปราบสแกรมเมอร์กับจีนมาก จะเห็นได้ว่าคนที่กระทำผิดและคนที่เป็นสแกมเมอร์ตั้งแต่รุ่นใหญ่ถึงรุ่นเล็ก และการที่ประเทศไทยใช้มาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามสแกมเมอร์ ทำให้จีนได้ตัวคนเหล่านี้กลับไปดำเนินคดี ถ้าไทยไม่จริงจังในเรื่องนี้หรือพูดเฉยๆ ไม่ปฏิบัติป่านนี้คนเหล่านี้คงวนเวียนมาทำความผิดในประเทศไทย ซึ่งทางจีนก็เห็นถึงท่าทีของไทยและความจริงใจของไทยชัดเจน

เมื่อถามว่า จีนได้แสดงท่าทีมาลงทุนอะไรเพิ่มเติมในไทยหรือไม่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า มีลงทุนมาก ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบเซนเซอร์ต่างๆ หุ่นยนต์ เอไอทั้งหลาย ซึ่งเขามองว่าไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน

เมื่อถามว่า ที่นายกฯ ขับรถไฟฟ้าพา นายหวัง อี้ ไปรับประทานอาหารกลางวัน มีการชวนเข้ามาลงทุนเรื่องรถไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรายืนยันว่าประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ถ้าต้องการให้ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากด้านใดขอให้แจ้งไปเป็นเรื่องๆ

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกัน สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ณ วันนี้เป็นต้นไปคงต้องมาพิจารณาอย่างเข้มข้น ซึ่งประเทศอินโดนีเซียเริ่มเปรยเรื่องการคิดค่าผ่านทางช่องแคบมะละกา ถึงแม้ว่ายังไม่เกิดขึ้น แต่ก็มีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเริ่มคิดเหมือนกัน เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์นอกเหนือการควบคุมแล้วต้องไปผ่านช่องแคบ น่านน้ำของใคร มันเกิดความเสียหายมากขนาดไหน ซึ่งเราต้องพิจารณาของเราประกอบไปด้วย

เมื่อถามว่า การที่ นายหวัง อี้ ระบุว่ากัมพูชาไม่อยากสู้รบแล้ว เหมือนกับว่าจีนพยายามเป็นตัวกลางใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอย่าเพิ่งไปพยายามเดาใจอะไรเขา เราต้องนึกถึงว่าประเทศไทยจะได้อะไรจากท่าทีนี้ ประเทศไทยจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นหรือไม่ ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบด้านใดเลย อธิปไตยของเราก็ยังมีอยู่ ดินแดนของเรายังเหมือนเดิม ถ้ารัฐบาลจะตัดสินใจในแนวทางใดๆ ที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศไทยเป็นหลัก เมื่อถามว่า รวมถึงเรื่องการเปิดด่านชายแดนด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น

เมื่อถามว่า ที่ขับรถพา นายหวัง อี้ ไปรับประทานอาหารกลางวัน นายหวัง อี้ บอกว่าขับรถนิ่มหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวติดตลกว่า บอกนึกว่ามีอาชีพขับแท็กซี่มาก่อน เมื่อถามว่า ถือเป็นนายกฯ คนแรกที่ขับรถให้ นายหวัง อี้ นั่งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า น่าจะ

ภราดร มอบนโยบาย ป.ป.ท. ย้ำปราบปรามทุจริตอย่างเป็นระบบ

ภราดร มอบนโยบาย ป.ป.ท. ย้ำปราบปรามทุจริตอย่างเป็นระบบ

ภราดร มอบนโยบาย ป.ป.ท. ย้ำปราบปรามทุจริตอย่างเป็นระบบ

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.17 น.

24 เมษายน 2569 นายภราดร ปริศนานันทกุล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะได้รับมอบหมายหรือมอบอำนาจให้สั่งและปฏิบัติราชการแทนนายกรัฐมนตรี ในการกำกับดูแลสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ (สำนักงาน ป.ป.ท.) เข้าตรวจราชการและมอบนโยบายด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐของสำนักงาน ป.ป.ท.พร้อมทั้งรับฟังผลการดำเนินงาน ปัญหาอุปสรรค และแนวทางการขับเคลื่อนภารกิจด้านการป้องกันและปราบปรามการทุจริตของหน่วยงาน โดยมี นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. , นายเอกชัย เกษมสุขธวัช รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท. , พันตำรวจโท สิริพงษ์ ศรีตุลา รองเลขาธิการคณะกรรมการ ป.ป.ท.พร้อมด้วยคณะผู้บริหารและเจ้าหน้าที่สำนักงาน ป.ป.ท.ทั้งส่วนกลาง และ ป.ป.ท.เขต 1 – 9 เข้าร่วมฯ ณ ห้องประชุม 1 ชั้น 28 สำนักงาน ป.ป.ท. อาคารซอฟต์แวร์ปาร์ค จ.นนทบุรี และผ่านสื่อระบบอิเล็กทรอนิกส์ Zoom Meeting

นายภราดร กล่าวว่า จากคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่แถลงต่อรัฐสภา ข้อ 10.2 ปราบปรามและบังคับใช้กฎหมายเพื่อขจัดยาเสพติดอย่างจริงจัง ข้อ 20 ราชการทันใจ ผลักดันร่างกฎหมายว่าด้วยการอำนวยความสะดวกและการให้บริการสาธารณะแก่ประชาชน ซึ่งเป็นระบบหลัก (Super license) ให้แล้วเสร็จและมีผลบังคับใช้ภายใน 180 วัน และเร่งเสนอร่างชุดกฎหมาย (omnibus law) เพื่อแก้ไขปัญหาเศรษฐกิจของประเทศที่เกิดจากกฎหมายที่ล้าสมัยซึ่งใช้บังคับอยู่ในปัจจุบันต่อสภาผู้แทนราษฎรให้มีผลบังคับใช้ภายใน 1 ปี และข้อ 23 แก้ปัญหาคอร์รัปชันเชิงโครงสร้างอย่างจริงจัง ซึ่งจะเห็นได้ว่ารัฐบาลได้ให้ความสำคัญกับการป้องกันและปราบปรามการทุจริตอย่างเป็นระบบ โดยมุ่งเน้นการดำเนินงานทั้งในด้านต่างประเทศและความมั่นคง และด้านการบริหารภาครัฐ การปฏิรูปกฎหมาย มุ่งตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างทันท่วงที ซึ่งจะนำไปสู่การ “ปลดล็อก” ศักยภาพของประเทศในทุกๆ ด้าน เพื่อให้ประชาชนทุกคนได้รับประโยชน์จากการพัฒนาอย่างแท้จริง ฟื้นคืนความเชื่อมั่นต่อการทำงานของภาครัฐ สร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศในด้านความโปร่งใสและหลักนิติธรรม ทำให้นานาชาติให้การยอมรับประเทศไทยมากขึ้น ซึ่งจะส่งผลดีต่อการเดินหน้าเศรษฐกิจที่ต้องพึ่งพาการลงทุนจากต่างประเทศ

นอกจากนี้ เมื่อวันที่ 21 เมษายน 2569 คณะรัฐมนตรีได้มีมติมอบหมายให้สำนักงาน ป.ป.ท.เป็นหน่วยงานหลักในการขับเคลื่อนมาตรการป้องกันการทุจริตกรณีการรับและให้สินบน เพื่อยกระดับความโปร่งใสในการดำเนินงานของหน่วยงานราชการ และลดโอกาสการเกิดการทุจริตเชิงระบบ โดยมุ่งเน้นการป้องกันเชิงรุกควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจังร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ กระทรวงการคลัง กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม สำนักงบประมาณ กรมบัญชีกลาง สำนักงานคณะกรรมการพัฒนาระบบราชการ สำนักงานตำรวจแห่งชาติ สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน รวมถึงหน่วยงานอื่นทั้งภาครัฐและเอกชน

ทั้งนี้ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ได้เน้นย้ำให้สำนักงาน ป.ป.ท.ขับเคลื่อนนโยบายร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องให้เกิดผลสัมฤทธิ์ เพื่อเสริมสร้างความโปร่งใสในการบริหารราชการแผ่นดิน สร้างความเชื่อมั่นแก่ประชาชนและภาคธุรกิจ และยกระดับดัชนีการรับรู้การทุจริต (Corruption Perceptions Index : CPI) ของประเทศไทยให้สูงขึ้น โดยมีแนวคิดในการจัดตั้งกลไกระดับนโยบายเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินการตามมติคณะรัฐมนตรีให้เป็นไปตามกรอบเวลา และสามารถติดตามผลได้อย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งจะมีการนำเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการในส่วนที่เกี่ยวข้องให้เป็นไปตามแนวคิดดังกล่าวต่อไป

นายกฯ เผยสร้างรั้วชายแดนเขมร-มาเลเซีย เริ่มจัดงบแล้ว หวังสร้างประโยชน์สูงสุด-ความมั่นคงชายแดน

นายกฯ เผยสร้างรั้วชายแดนเขมร-มาเลเซีย เริ่มจัดงบแล้ว หวังสร้างประโยชน์สูงสุด-ความมั่นคงชายแดน

นายกฯ เผยสร้างรั้วชายแดนเขมร-มาเลเซีย เริ่มจัดงบแล้ว หวังสร้างประโยชน์สูงสุด-ความมั่นคงชายแดน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.51 น.

นายกฯ เผยสร้างรั้วชายแดนเขมร-มาเลเซีย เริ่มจัดงบแล้ว หวังสร้างประโยชน์สูงสุด-ความมั่นคงชายแดน 

เมื่อวันที่ 24 เม.ย.2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงการสร้างรั้วชายแดนความคืบหน้าเป็นอย่างไรบ้าง ว่า ดำเนินการไปแล้ว ทั้งชายแดนมาเลเซีย และชายแดนกัมพูชา งบประมาณเบื้องต้นถูกจัดสรรเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ทุกอย่างกำลังดำเนินไปในพื้นที่จังหวัดแนวชายแดน ส่วนที่เหลือที่อยู่นอกเหนือเฟสแรก เมื่อวันที่ 23 เม.ย.ที่ผ่านมาที่ประชุมสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) ให้แต่ละหน่วยงานทำเรื่องเสนอเข้ามาให้ใช้งบประมาณปกติ และมีหมายเหตุมาว่าถ้างบประมาณไม่พอให้จัดสรรงบกลาง 

เมื่อถามว่า พอจะบอกกรอบระยะเวลาเฟสแรกที่จะเริ่มได้หรือไม่ นายกฯตอบว่า มันมีตัวเลขอยู่ว่าทั้งหมดกี่กิโลเมตร และเริ่มไปแล้วกี่กิโลเมตร และจะใช้เวลาเท่าไหร่ในการทำให้เรียบร้อย เราไม่มีการสร้างรั้วมาแล้วหยุดสร้าง หรือเว้นไป แล้วไปสร้างใหม่ ไม่อย่างนั้นก็ไม่เกิดประโยชน์ต้องเป็นโครงการที่ต่อเนื่อง และใช้ประโยชน์สูงสุด สร้างความมั่นคงตามแนวชายแดนให้กับประเทศ ขณะที่ ในเรื่องของการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น 

เมื่อถามว่า ท่าทีกับคำพูดของกัมพูชายังสวนทาง เพราะยังมีการเติมกำลัง และยั่วยุตลอดเวลา นายกฯ กล่าวว่า ตรงนั้นเราไม่รู้ว่าการยั่วยุระดับไหน และเหตุผลอะไร แต่ไม่ใช่เพราะรัฐบาลสั่งมา ฉะนั้นที่เขายังยั่วยุในเขตของเขา ไม่ได้มาล่วงล้ำดินแดนของเรา เราต้องมีความอดทน และต้องนิ่งพอ ไม่ต้องยั่วยุกลับ ให้ทราบแต่เพียงว่าเกินเส้นนี้ไม่ได้ก็น่าจะโอเค 

คุย หวัง อี้ ไร้เรื่อง MOU 44 อนุทิน ชี้เลิกเพราะ 20 ปีไม่คืบ-สถานการณ์โลกเปลี่ยน

คุย หวัง อี้ ไร้เรื่อง MOU 44 อนุทิน ชี้เลิกเพราะ 20 ปีไม่คืบ-สถานการณ์โลกเปลี่ยน

คุย หวัง อี้ ไร้เรื่อง MOU 44 อนุทิน ชี้เลิกเพราะ 20 ปีไม่คืบ-สถานการณ์โลกเปลี่ยน

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.41 น.

24 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลัง นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าพบถึงกรณีมีการหารือเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู 2544 หรือไม่ ว่า ไม่ได้เจรจา วันนี้เป็นการหารือ ไม่มีอะไรเจรจากัน มีแต่บรรยากาศที่เป็นมิตร เรื่องเอ็มโอยู 44 ไม่ได้พูดถึง เพราะเป็นเรื่องของไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่เราดำเนินการภายใต้กรอบ ที่รัฐบาลไทยเห็นว่ามันควรจะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า เอ็มโอยู 2543 จะต้องใช้กรอบในการศึกษานานเท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า กำลังทำอยู่ ซึ่งมีการดำเนินการ และเราไม่ได้เลิกเอ็มโอยู 44 เพราะวันนี้มีความขัดแย้ง หรือมีการสู้รบกับกัมพูชา แล้วมายกเลิกซึ่งมันไม่ใช่ แต่เรายกเลิกเพราะ 20 กว่าปีมันไม่ไปไหน ไม่มีความคืบหน้า และบริบท สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนไปเยอะ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ไม่เหมือนเดิม ฉะนั้น เรายกเลิกในสิ่งที่อยู่ไปแล้วมันไม่ก่อประโยชน์ใดๆ ให้กับประเทศไทย และคนไทย ส่วนเอ็มโอยุ 43 แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพของไทย เพราะมีความคืบหน้า มีความเห็นร่วมกันมาแล้วระหว่างสองประเทศ ถ้ามันไม่ใช่ประเด็นแห่งปัญหาเราก็ยังดำเนินต่อไปได้

‘AdvanceBIO’ ส่งต่อคุณค่าธุรกิจที่ยั่งยืนสู่ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ตอบทุกโจทย์ธุรกิจสีเขียวปี 2026

'AdvanceBIO' ส่งต่อคุณค่าธุรกิจที่ยั่งยืนสู่ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ตอบทุกโจทย์ธุรกิจสีเขียวปี 2026

‘AdvanceBIO’ ส่งต่อคุณค่าธุรกิจที่ยั่งยืนสู่ผู้บริหารรุ่นที่ 2 ตอบทุกโจทย์ธุรกิจสีเขียวปี 2026

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.47 น.

บริษัท แอดวานซ์ โนวฮาว จำกัด ผู้พัฒนาและให้บริการโซลูชันบรรจุภัณฑ์พลาสติกรักษ์โลก ก่อตั้งขึ้นในปี 2005 จากวิสัยทัศน์ของสิริประภา นิ่มกิตติกุล กรรมการผู้จัดการ จากความเชื่อว่า “ธุรกิจต้องเป็นมากกว่าเครื่องมือสร้างกำไร” สู่การวางรากฐานเพื่อสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน เพราะโลกคือบ้านหลังใหญ่ที่ทุกคนต้องร่วมกันดูแลและเป็นสิ่งที่ธุรกิจควรมีส่วนรับผิดชอบร่วมกัน ก่อนจะเริ่มพัฒนาทางเลือกสำหรับ Biodegradable Plastic อย่างจริงจังในปี 2008 โดยออกแบบเทคโนโลยีให้เหมาะกับสภาพการจัดการขยะของประเทศไทย ซึ่งถือเป็นหนึ่งในจุดตั้งต้นสำคัญของแบรนด์จนถึงปัจจุบัน

ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปี AdvanceBIO เติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยก้าวขึ้นเป็นผู้นำตลาดพลาสติกย่อยสลายได้ในปี 2018 และขยายฐานลูกค้าองค์กรกว่า 10,000 รายในปี 2020 สะท้อนถึงการเปลี่ยนผ่านจากผู้พัฒนานวัตกรรม สู่การเป็นพันธมิตรทางธุรกิจที่ช่วยองค์กรขับเคลื่อนความยั่งยืนในเชิงพาณิชย์

หัวใจสำคัญของ AdvanceBIO คือการพัฒนาผลิตภัณฑ์จาก “โจทย์จริง” ของตลาด ไม่ใช่เพียงอุดมคติด้านสิ่งแวดล้อม แต่ต้องสามารถใช้งานได้จริงในหลากหลายธุรกิจ โดยปัจจุบันบริษัทมีเทคโนโลยีหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่ Compostable (Nature X) จากวัตถุดิบธรรมชาติ 100% ย่อยสลายได้ในระบบหมักปุ๋ย , Bio-based (Ecoplas) ลดการใช้ปิโตรเลียมและลดคาร์บอนฟุตพรินต์ ย่อยสลายในบ่อฝังกลบ 3–5 ปี , Landfill Biodegradable (BIOMat.) ย่อยสลายในบ่อฝังกลบภายใน 5–10 ปี และสามารถรีไซเคิลได้

เทคโนโลยีทั้งหมดถูกออกแบบให้ตอบโจทย์ทั้งด้านวัตถุดิบ อายุการใช้งาน ต้นทุน และวิธีการกำจัดที่แตกต่างกัน

ในมุมมองของผู้บริหาร AdvanceBIO ระบุว่า บรรจุภัณฑ์ในยุคปัจจุบันไม่ได้เป็นเพียงวัสดุห่อหุ้มสินค้า แต่เป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์ธุรกิจ ที่สะท้อนความรับผิดชอบต่อสิ่งแวดล้อมและความคาดหวังของผู้บริโภค องค์กร และตลาดในอนาคต

นอกจากนี้ บริษัทยังมุ่งสร้าง Green Awareness ให้กับสังคมไทย พร้อมผลักดันให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมทั้งในภาคธุรกิจและผู้บริโภค โดยเชื่อว่าทุกการเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ คือการร่วมลดขยะพลาสติกและส่งต่อคุณค่าความยั่งยืนในระบบเศรษฐกิจ

AdvanceBIO ยังมีผลิตภัณฑ์ครอบคลุมทั้ง สินค้ามาตรฐานพร้อมใช้ เช่น ถุงหูหิ้ว ถุงขยะ แก้ว กล่องอาหาร หลอด และอุปกรณ์บรรจุภัณฑ์ต่าง ๆ สินค้าสั่งผลิต (Made to Order) รองรับการพิมพ์โลโก้ ปรับดีไซน์ สี ขนาด หรือรูปแบบ งานพัฒนาเฉพาะ (Custom Development) เพื่อสร้างโซลูชันใหม่ตามความต้องการลูกค้า

ล่าสุด บริษัทได้จัดกิจกรรมพูดคุยในหัวข้อ “การส่งต่อคุณค่าธุรกิจที่ยั่งยืน” ผ่านมุมมองผู้บริหารรุ่นที่ 2 ได้แก่ จรัสพร นิ่มกิตติกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร (CEO) และคุณจิรประภา นิ่มกิตติกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารฝ่ายการตลาด (CMO) ถ่ายทอดแนวคิด Seamless, Sustainable และ Succession

โดย จรัสพร เผยว่า จุดเริ่มต้นธุรกิจมาจากแนวคิด “3 Win” ที่ต้องทำให้ผู้บริโภค ผู้ผลิต และสิ่งแวดล้อมเติบโตไปพร้อมกัน ขณะที่คุณจิรประภาเสริมว่า แรงบันดาลใจสำคัญมาจากความตั้งใจของผู้ก่อตั้งที่ต้องการ “คืนคุณค่าให้กับแผ่นดิน”

สำหรับแนวคิด Seamless คือการสร้างนวัตกรรมที่ใช้งานได้จริง ตั้งแต่การผลิต ราคาที่เข้าถึงได้ ไปจนถึงการกำจัดปลายทาง ขณะที่ Sustainable เป็นแกนหลักของธุรกิจ และ Succession คือการสืบทอดและต่อยอดแนวคิดสู่การเติบโตในยุคใหม่ ทั้งด้านกลยุทธ์ การตลาด และการดำเนินงาน

ผู้บริหารยังระบุว่า ความท้าทายในช่วงเริ่มต้นไม่ใช่เพียงการพัฒนาผลิตภัณฑ์ แต่คือการสร้างความตระหนักรู้ให้ตลาดเข้าใจความสำคัญของสิ่งแวดล้อม จนสามารถต่อยอดสู่ความต้องการ (Demand) และการใช้งานจริงในวงกว้าง ซึ่งถือเป็นหนึ่งในความสำเร็จสำคัญของบริษัท

ในระยะยาว AdvanceBIO ยังคงมุ่งพัฒนาเทคโนโลยีพลาสติกชีวภาพอย่างต่อเนื่อง เพื่อสร้างสมดุลระหว่างประสิทธิภาพ ต้นทุน และผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม พร้อมขับเคลื่อนระบบ Circular Economy ร่วมกับพันธมิตรในทุกภาคส่วน รวมถึงการใช้ Data และ Technology ในการวัดผลด้าน Carbon Footprint และ Waste Reduction อย่างเป็นรูปธรรม

ทั้งนี้ บริษัทยังเดินหน้าสร้างความรู้และรณรงค์แนวคิด 4R ได้แก่ Reduce, Reuse, Recycle และ Return to Earth เพื่อผลักดันการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืนในสังคมไทย

AdvanceBIO เชื่อว่าความสำเร็จของธุรกิจไม่ได้วัดเพียงยอดขาย แต่คือจำนวนองค์กรที่สามารถเปลี่ยนผ่านสู่ความยั่งยืนได้จริง และยิ่งมีการใช้งานมากเท่าไร ผลกระทบเชิงบวกต่อโลกก็จะยิ่งขยายวงกว้างมากขึ้น

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมหรือติดตามข้อมูลข่าวสารได้ที่ marketing@advancebio11.com , Line ID : advancebio , Facebook : AdvanceBIO , Instagram : advancebio และเว็บไซต์ : http://www.advancebio11.com

ถูกใจคอทุเรียน ‘วิน วิลเลียม’ บุกสวนทุเรียนเมืองจันท์ จัดโปรสุดช็อก เริ่มต้นหลักสิบ!

ถูกใจคอทุเรียน 'วิน วิลเลียม' บุกสวนทุเรียนเมืองจันท์ จัดโปรสุดช็อก เริ่มต้นหลักสิบ!

ถูกใจคอทุเรียน ‘วิน วิลเลียม’ บุกสวนทุเรียนเมืองจันท์ จัดโปรสุดช็อก เริ่มต้นหลักสิบ!

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 11.35 น.

จัดจริง จัดจุก จัดโปรราคาช็อกโลกอีกแล้ว “Win Willan” นัก Live ที่มียอดคนติดตามใน TikTok ทะลุ 24 ล้านคน! จะไปบุกล้งทุเรียนจันทบุรี เกรดส่งออกต่างประเทศ คัดๆ เอาแต่ทุเรียนดีมีคุณภาพเยี่ยมของแท้ มา Live ขาย ในราคาสุดช็อคเริ่มต้นแค่หลักสิบ

วิน วิลเลียม รีบบอกว่า ทุเรียนเกรดดีๆ คุณภาพดีๆ มักจะส่งออกไปขายต่างประเทศ วินจัดโปรพิเศษจริงๆ ราคาเบาๆ ให้ซื้อกินกันดี แน่นอนว่าราคาต้องถูกจริง คุณภาพดีจริงเป็นเกรดส่งออกของจริง ของไม่ดีวินไม่ขาย อย่าลืมๆ มาเจอกันใน Live นะครับ 25 เมษานี้ เริ่ม 20:00 น. 2 ทุ่ม มาแซ่บกันให้ทั่วไทยๆ

มาร่วมแซ่บ มาร่วมนับถอยหลัง รอซื้อช้อปกินแหลกกินทุเรียนไปด้วยกัน เสาร์ที่ 25 เมษานี้ 20:00 เริ่ม Live ทาง TikTok > Win William ลดสะใจจริง ลดๆ ให้โลกจำ!

คุณแหน 25 เมษายน 2569

คุณแหน 25 เมษายน 2569

คุณแหน 25 เมษายน 2569

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.41 น.

  • งานหนึ่งปีมีครั้งเดียว มหรสพใหญ่กลางกรุง วันที่ 22-26 เม.ย.16.00-22.00 น. ณ วัดประยุรวงศาวาส กรุงเทพฯ…ขอเชิญเที่ยว งานเสน่ห์วันวาน เทศกาลงานวัด 244 ปีกรุงรัตนโกสินทร์  สัมผัสเสน่ห์พหุวัฒนธรรม ที่หาจากที่ไหนไม่ได้ กับการรวมตัวของ 6 ชุมชน 3 ศาสนา 4 ความเชื่อ ของย่านกะดีจีน “งานใต้ร่มพระบารมี 244 ปี กรุงรัตนโกสินทร์ ” เดินชุมชนคลองสาน กะดีจีน ยลวิถีรัตนโกสินทร์ ภายในงานมีกิจกรรม เช่น ไหว้พระรับพรเสริมสิริมงคล กิจกรรมการประกวดอาหารสามศาสน์และการประกวดโต๊ะหมู่บูชา การแสดง ศิลปวัฒนธรรม การแสดงวงออร์เคสต้า และกิจกรรมเทศน์มหาชาติ ปิดท้าย สายช้อป สายกิน ห้ามพลาด กับการรวมร้านเด็ดจากทุกชุมชนมาไว้ที่นี่กว่า 150 ร้าน…ขอเชิญมาสัมผัสกลิ่นอายรัตนโกสินทร์ และความอบอุ่นของมิตรภาพระหว่างชุมชนด้วยกัน…
  • กวิภัฏ วสุวานิช ทำรายการ ”ตามตะวัน” ทุกวันพฤหัสบดีเวลา 13.00-15.00น. ทางFM.92 วิทยุศึกษา ถึงคิวคุยกับคุณแม่ตัวเอง กัลยาณี บัวสรวง วสุวานิช ในหัวข้อนิทานร้อยบรรทัด ของ อาจารย์คุณหลวงสำเร็จวรรณกิจ ผู้ล่วงลับ ท่านเคยมาสอนนักเรียนม.ปลาย วัฒนาวิทยาลัย อาจารย์คุณหลวง มีตัวอย่างนิทานอีสปเก่า ๆ อาทิ ราชสีห์กับหนู เรียกว่าเรียนกับอาจารย์คุณหลวงฯ แล้ว ไม่เบื่อเลย…
  • ปาร์ตี้พิเศษฉลอง 10 ปี Top Radio 93.5 กับเหล่าดีเจพร้อม Vich & Knight & The Harmonics/The Old School (maracas) และต้อมไกรวิทย์ & สุโขแบนด์กำลังจะกลับมาอีกครั้ง ในงาน Retro Party Charity Concert 2026 วันที่ 20 มิ.ย.10.30-16.00น. ณ รร.เดอะสุโกศล ถ.ศรีอยุธยา …สำรองที่นั่งโทรและไอดีไลน์ 096-264-9195 รายได้พาน้องตาบอดพิการซ้ำซ้อนเที่ยวทะเล…จัดโดย ดีเจ. เทวี แย้มสรวล,อนุสรา จิตต์มิตรภาพ, มธุรส โอสถานนท์, ทนฤทธิ์  พันธุเมธา (ดีเจ.เด่น  เดนเวอร์) …
  • โชคดีรับปีใหม่ไทย ดร.พจน์ ใจชาญสุขกิจ ถูกคนขายลอตเตอรี่คะยั้นคะยอให้ซื้อเลขท้าย “77” ก่อนสลากกินแบ่งรัฐบาลงวดวันที่ 16 เม.ย.ที่ผ่านมา จะออกไม่กี่ชั่วโมง…ปรากฏถูกเลขท้าย 2 ตัวแบบงงๆ อยากงงแบบนี้บ้างจังเลย…
  • ถาวรสวัสดิ์ -ชุติมา ชวะโนทัย ให้หลานสาวของคุณตาคุณยายเข้าคอร์สเล่นกอล์ฟตั้งแต่อายุ 4 ปีจนบัดนี้ อายุหลานได้ 10 ปีแล้ว…อนาคตทีมกอล์ฟชาติไทยแน่แท้เทียว…
  • ยินดีกับคุณปู่ จักรชัย บาลี และคุณย่า ขจรศิริ ที่หลานชายหน่อเดียวของบ้าน (ซึ่งมีแต่ผู้ใหญ่ 6 คน แต่งงานแล้วไม่ยอมมีลูก ) สอบเข้า รร.สาธิตแห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้เรียบร้อย…โรงเรียนดี สร้างบุคคลากรที่มีคุณภาพให้แก่สังคมจริงๆ “บารอนเนส” คอนเฟิร์ม…
  • หายหน้าจากวงสังคมไปพอสมควร เพิ่งทราบว่า อัจฉรา กรรณสูต ป่วยไข้ไม่สบาย แต่หลังจากได้รับการเปลี่ยนไตเรียบร้อย ร่างกายหายเป็นปกติ 100 เปอร์เซ็นต์ระหว่างนี้ พี่อิ๊ด-อัจฉรา ไปออกกำลังกายที่สปอร์ตคลับสัปดาห์ละหลายวัน โดยช่วงบ่ายวันเสาร์ มีเพื่อนสนิทอย่าง พ.อ.หญิงมาลัยวัลย์ แสงสุวรรณ์ มาร่วม  up &down ด้วยที่บ้านเป็นประจำ…
  • หนีอากาศอันเลวร้ายจาก P.M.2.5 ที่เชียงใหม่มาอยู่ กทม.นานเป็นเดือน ระหว่างนั้น ไฉไล โกมารกุล ณ นคร ถือโอกาสบำบัดโรคปวดเข่าจนอาการเกือบเป็นปกติแล้ว ลูกชายจึงตีตั๋วพาไปทัวร์ญี่ปุ่น ฉลองอบอุ่น น่ารักแท้…-0-
  • อัธยาศัยไมตรีแสนดีกับทุกๆคน แม้วันเกิดของ ธนิต วิจิตรพันธ์ุ จะผ่านมาหลายวันแล้ว แต่เพื่อนร่วมรุ่น วัย 70 อัพ  อันได้แก่ ศิริวรรณ วงศ์ศิริกุล ,ประนอม-สมจิต เฉินบำรุง , เฉิดฉัน จ๋วงพานิช  ฯลฯ ก็ลงขันกันเป็นเจ้าภาพฉลองวันเกิดให้ ที่เอบิน่าเฮ้าส์ ทั้งเป่าเค้ก และร้องเพลงอวยพรกันสนุกสนานเบิกบานเป็นที่สุด…ส่วนรุ่นน้อง มช.อย่าง ศตกมล วรกุล เตรียมเค้กมาเซอร์ไพร์สวันเกิดให้ทั้ง ธนิต วิจิตรพันธ์ุ กับ พล.ร.ต.หญิงสุรัชฎา ชลออยู่ ผู้เกิดในเดือนเมษายนเหมือนกัน ในงานเลี้ยงงานหนึ่ง แต่ปรากฏว่า น้องลืมให้ คุณพี่ทั้งสอง…ทว่า ไม่เป็นไร  แค่ตั้งใจนำมาให้  ผู้อาวุโสก็ปลาบปลื้มลืมไม่ลง นับแต่รู้ข่าวแล้ว !!…

บารอนเนส

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือเอกชน มอบขนมเสริมกำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจควบคุมไฟป่า จ.กาญจนบุรี

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือเอกชน มอบขนมเสริมกำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจควบคุมไฟป่า จ.กาญจนบุรี

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ จับมือเอกชน มอบขนมเสริมกำลังใจเจ้าหน้าที่ปฏิบัติภารกิจควบคุมไฟป่า จ.กาญจนบุรี

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.33 น.

มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ ส่งมอบขนมขบเคี้ยวให้เจ้าหน้าที่สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 หรือ สบอ.3 (บ้านโป่ง) สร้างกำลังใจแก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในภารกิจเฝ้าระวังควบคุมไฟป่า จังหวัดกาญจนบุรี

24 เมษายน 2569 นางเธียรรัตน์ นะวะมะวัฒน์ ประธานมูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ พร้อมทีมงาน  ลงพื้นที่มอบขนมขบเคี้ยว จำนวน 3,748 ชิ้น มูลค่ารวม 93,884 บาท ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากบริษัท แวลู่พลัส รีเทล จำกัด ผ่านศูนย์สั่งการและติดตามสถานการณ์ไฟป่าและหมอกควัน สำนักงานบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 (บ้านโป่ง) อำเภอบ้านโป่ง จังหวัดราชบุรี โดยมี นายราชันย์ บัวตรี ผู้อำนวยการสำนักบริหารพื้นที่อนุรักษ์ที่ 3 เป็นผู้แทนรับมอบ เพื่อส่งต่อไปให้เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานควบคุมไฟป่า ในจังหวัดกาญจนบุรี

ประธานมูลนิธิ กล่าวว่า จากสถานการณ์ไฟป่าที่เกิดขึ้นขณะนี้ในจังหวัดกาญจนบุรี สร้างผลกระทบต่อระบบนิเวศและคุณภาพชีวิตความเป็นอยู่ของประชาชน โดยเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้ปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มกำลังสำหรับภารกิจควบคุมไฟป่า มูลนิธิฯ จึงขอเป็นส่วนหนึ่งในการสนับสนุนการปฏิบัติงานของทุกภาคส่วน ที่ทุ่มเทดูแลทรัพยากรธรรมชาติและลดผลกระทบจากสถานการณ์ไฟป่า ผ่านการมอบขนมเพื่อสร้างกำลังใจ และส่งต่อความห่วงใยเจ้าหน้าที่ในการปฏิบัติงาน 

ทั้งนี้ มูลนิธิหัวใจบริสุทธิ์ยังคงเดินหน้าสนับสนุนภารกิจเพื่อสังคมอย่างต่อเนื่อง พร้อมประสานความร่วมมือจากทุกภาคส่วน เพื่อร่วมส่งต่อความช่วยเหลือและสร้างประโยชน์แก่สังคมในหลากหลายมิติอย่างยั่งยืน

เรื่องนี้มีประวัติ : สถานที่ประวัติศาสตร์ บ้าน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ซอยสวนพลู

เรื่องนี้มีประวัติ : สถานที่ประวัติศาสตร์ บ้าน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ซอยสวนพลู

เรื่องนี้มีประวัติ : สถานที่ประวัติศาสตร์ บ้าน ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ปราโมช ซอยสวนพลู

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.06 น.

คนไทยและคนต่างชาติที่มีการศึกษา ผู้สนอกสนใจการเมืองไทย ประวัติศาสตร์การเมืองไทยร่วมสมัย วรรณกรรมไทย หนังสือพิมพ์ไทย และอาจจะสนใจเรื่องราวของสุนัขกับคน ต้องรู้จักกิตติศัพท์ของ หม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ ปราโมช อย่างแน่นอน นอกจากรู้จักหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์แล้ว ยังต้องรู้จักบ้านซอยสวนพลู หรือบ้านนายกรัฐมนตรีของประเทศไทยคนที่ 13 (14 มีนาคม 2518 – 20 เมษายน 2519)

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ เกิดเมื่อ 20 เมษายน 2454 ถึงแก่อสัญกรรมเมื่อ 9 ตุลาคม 2538 บ้านเกิดของท่านคือจังหวัดสิงห์บุรี

คนจำนวนไม่น้อยเรียกท่านว่าอาจารย์คึกฤทธิ์ หรืออาจารย์หม่อม เพราะท่านสอนหนังสือบ้าง แต่สำคัญท่านสอนโขนให้กับหลายมหาวิทยาลัย อาทิ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และมหาวิทยาลัยรามคำแหง เป็นต้น โดยเฉพาะที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์นั้น โขนของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์โด่งดังมากจนถึงกับได้ชื่อโขนธรรมศาสตร์

ส่วนในเรื่องการบ้านการเมือง และการระหว่างประเทศนั้น ต้องบอกได้เลยว่าท่านคือนักการเมืองที่มีวิสัยทัศน์ก้าวหน้าก้าวไกลมาก ท่านเคยดำรงตำแหน่งสำคัญทางการเมือง อาทิ นายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ประธานรัฐสภา และเป็นผู้ก่อตั้งพรรคการเมือง เช่น พรรคก้าวหน้า พรรคกิจสังคม และเคยเป็นเลขาธิการคนแรกของพรรคประชาธิปัตย์

ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ สมรสกับ ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง ทองใหญ่ มีบุตรธิดาคือ ม.ล. รองฤทธิ์ ปราโมช และ ม.ล.วิสุมิตรา ปราโมช

ผู้ใหญ่ที่เคยใกล้ชิด ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เล่าให้ฟังว่า ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง งามมาก ท่านเป็นธิดาของ ม.จ.ทองทีฆายุ ทองใหญ่ กับ หม่อมลุดมิลา ทองใหญ่ ณ อยุธยา (สกุลเดิมคือบาร์ซูคอฟ อิวาโนวิตซ์) ผู้ดีเก่าเชื้อสายรัสเซีย คนในยุคนั้นบอกเล่าว่าคุณหญิงพักตร์พริ้งคือสาวลูกครึ่งที่มีความงามมากในยุคสมัยนั้น ท่านเป็นนักเรียนจากโรงเรียนวัฒนาวิทยาลัย

ตามประวัติเล่ากันว่า คุณชายคึกฤทธิ์เห็นรูปถ่ายของคุณหญิงพักตร์พริ้งจากร้านถ่ายภาพ เมื่อเห็นภาพครั้งแรกก็เกิดความรักแบบรักแรกพบ (รูปภาพ) และวันหนึ่งคุณชายคึกฤทธิ์ได้เห็นคุณหญิงจริงๆ เมื่อรถยนต์ติดไฟแดงในพระนคร ก็ยิ่งหลงรักมากขึ้น

จากนั้นคุณชายกับคุณหญิงก็สมรสกันแล้วขึ้นไปใช้ชีวิตในจังหวัดลำปาง โดยก่อนสมรสกันนั้นคุณหญิงได้ตามพี่ชายขึ้นไปอยู่ที่ลำปางก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อใช้ชีวิตหลังสมรสด้วยกันจึงให้กำเนิดบุตรและธิดาที่จังหวัดลำปาง

เมื่อมีผู้ถามคุณชายคึกฤทธิ์ว่า ถ้าหากกล่าวถึงคุณหญิงพักตร์พริ้ง จะนึกถึงอะไรเป็นสิ่งแรก คำตอบคือ ช่วงที่มีชีวิตอยู่ในจังหวัดลำปาง แม้ในชีวิตจริงทั้งสองคนไม่ได้อยู่ร่วมกัน แต่ก็ไม่ได้เป็นศัตรูกัน เพราะทั้งสองได้อยู่อาศัยในบ้านที่อยู่ใกล้ชิดกัน โดยคุณหญิงพักตร์พริ้งอยู่บ้านบุตรชายคือ ม.ล.รองฤทธิ์ ในซอยสวนพลู

มีคำบอกเล่าว่า คุณชายคึกฤทธิ์เขียนจดหมายถึงคุณหญิงเมื่อครั้งที่ต้องจากกันว่า คำสัญญาที่ให้ไว้นานมาแล้ว จนกระทั่งหมึกที่เขียนไว้บนกระดาษนั้นจืดจางจนเกือบจะลบหายไปหมด แต่ก็ไม่เคยลืมเลยว่า จะสร้างบ้านให้คุณหญิง จะเลี้ยงดูให้สุขสบาย และจะรอให้กลับมา ไม่ว่าจะนานแสนนานแค่ไหน และเขียนด้วยว่า ความรักอันแท้จริงนั้นมี แต่อยู่ไม่นาน คนเราจะอยู่ด้วยกันได้ ไม่ใช่ด้วยความรัก แต่อยู่กันไปตลอดชีวิต ด้วยความเป็นมิตร มีรสนิยมต้องกัน เห็นอกเห็นใจกัน เสียสละให้กัน ประกอบกับมีความรักกันในชีวิตที่ร่วมกันอยู่

ม.ร.ว.พักตร์พริ้ง เคยเล่าให้คนใกล้ชิดฟังว่า…เหตุที่ต้องแยกทางกัน แต่เราไม่ได้โกรธกัน ทุกวันนี้เราก็ยังเป็นเพื่อนกันไปมาหาสู่กัน บางวันตอนเช้าดิฉันก็ยังไปกินกาแฟกับเธอที่บ้านสวนพลู วันเกิดของเธอ ดิฉันก็ไปอวยพรทุกครั้งไม่ขาด เหตุที่เราแยกทางกันมีหลายอย่าง เราไม่ได้มีครอบครัวเหมือนคนอื่นเขา ย้ายบ้านอยู่คงจะยี่สิบหน แต่งงานได้เดือนเดียวต้องย้ายไปลำปาง เพราะเธอถูกเกณฑ์ทหารตอนสงครามอินโดจีน แล้วย้ายไปเชียงของ ดิฉันอยู่ลำปางแล้วย้ายลงมากรุงเทพฯ อีก แล้วกลับขึ้นไปลำปางใหม่ ไปทำงานธนาคารไทยพาณิชย์ เพราะพี่เขยให้ตำแหน่ง ดิฉันเองมาจากครอบครัวที่อบอุ่นแน่นแฟ้น แต่งงานมากลับต้องอยู่ไม่เป็นหลักแหล่ง ย้ายบ้าน ไม่ค่อยได้อยู่กับสามี เงินก็ไม่มี แล้วสามีก็เล่นการเมือง ซึ่งดิฉันไม่เห็นด้วย นี่แหละคือสาเหตุที่สำคัญ

คุณหญิงพักตร์พริ้งเคยทำงานเป็นครูสอนหนังสือที่วชิราวุธวิทยาลัย เคยทำงานเป็นผู้ประกาศข่าวบีบีซี ภาคภาษาไทย และทำงานสายการบินประเทศปากีสถาน และทำงานที่สำนักข่าวสารอเมริกัน จนถึงวัยเกษียณอายุ

วันนี้ พาคุณผู้อ่านไปบ้านซอยสวนพลู (อีกครั้ง) แม้การไปเยือนสถานที่ประวัติศาสตร์ในวันนี้จะแตกต่างไปมากมายจากเมื่อครั้งก่อนเก่าในวันที่อาจารย์คึกฤทธิ์ยังมีชีวิตอยู่ เพราะในวันวานนั้น บ้านหลังนี้คึกคักมากจนเกินบรรยาย เพราะมีทั้งนักการเมือง นักหนังสือพิมพ์ นักกิจกรรมการเมือง นักวิชาการ นักเรียนนักศึกษาต่างมุ่งหน้าไปที่บ้านหลังนี้กันอย่างคับคั่ง ทำให้บ้านหลังนี้ถูกกล่าวว่าหัวกะไดไม่เคยแห้ง เพราะมีแขกมาตลอดเวลา และในยุคหนึ่งบ้านหลังนี้ก็มีสุนัขชื่อดังอาศัยอยู่ โดยเฉพาะตัวที่ชื่อสามสี

ด้วยความที่คุณชายคึกฤทธิ์รักสุนัขมาก จึงเลี้ยงดูไว้ถึง 11 ตัว (แต่บุตรของท่านคือหม่อมหลวงรองฤทธิ์ เลี้ยงสุนัขไว้ในบ้านสวนพลูถึง 70 ตัว) สำหรับผู้ที่เคยอ่านนวนิยายเรื่อง มอม ของอาจารย์คึกฤทธิ์มาแล้ว คงจะรู้ได้ดีว่าท่านบอกเล่าเรื่องคนกับสุนัขไว้อย่างกินใจมาก อ่านครั้งใดก็บ่อน้ำตาแตกทุกครั้งไป และยังมีหนังสืออีกเล่มคือ เรื่องของคนรักหมา เล่มนี้อ่านแล้วเข้าใจหัวอกคนรักสุนัขได้อย่างซาบซึ้งที่สุด

สำหรับสามสีนั้น เป็นสุนัขคู่ใจของอาจารย์คึกฤทธิ์ เป็นสุนัขพันธุ์ผสม มีนิสัยตลก ชอบนอนหงายท้อง อาจารย์คึกฤทธิ์บอกว่าสามสีคือตัวตลกของบ้านซอยสวนพลู และยังมีสุนัขอื่น ๆ อีกหลายตัว อาทิ สีหมอก และเสือใบ เป็นต้น

สำหรับเสือไบนั้นเป็นสุนัขที่บุตรของอาจารย์คึกฤทธิ์เล่าให้ฟังว่า มันรักคุณชายมากที่สุด ยอมตายแทนได้เลย วันที่ตำรวจยกกำลังบุกบ้านซอยสวนพลูนั้น เสือใบ หมอมอยู่แทบเท้าอาจารย์คึกฤทธิ์ ตาของมันจ้องเขม็งไปที่กลุ่มผู้บุกรุกที่จงใจทำลายบ้านหลังนี้ มันแสดงให้เห็นว่า เอาซิ มึงเข้ามาเลย ถ้ามึงแน่จริง มึงเข้าสิ แล้วจะได้รู้ว่ามึกกับกูใครจะแน่ว่ากัน มันนอนหมอบแทบเท้าอาจารย์ แบบชนิดที่ว่ายอมตายถวายหัวให้กับนายของมัน หากตำรวจหน้าไหนเข้ามาประชิดตัวอาจารย์รับรองว่ามันไม่ปล่อยไว้แน่ ส่วนอาจารย์คึกฤทธิ์ก็นั่งเฉย ดูว่าตำรวจจะทำอะไร

สัปดาห์นี้ เล่าเรื่องเก่าก่อนให้ฟังพอเป็นหนังตัวอย่าง สัปดาห์หน้าจะมาเล่าให้ฟังว่าหม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช ธิดาของหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์ บอกเล่าเรื่องราวในวันวานที่แสนน่าสนใจให้คุณ ๆ ได้ฟังกัน แต่ก่อนจะจากกันวันนี้ ขอบอกเพียงสั้น ๆ ว่าบ้านซอยสวนพลูในวันนี้กำลังจะเปิดบ้านแห่งประวัติศาสตร์ให้คุณ ๆ เข้าไปสัมผัสอีกครั้ง หลังจากบ้านหลังนี้ถูกปิดมานานหลายปี โดยเฉพาะตั้งแต่เกิดการแพร่ระบาดของโควิด-19 ในวันวานนั้นบ้านเสียหายเสื่อมโทรมมาก เพราะถูกปล่อยไว้จนอาจจะกล่าวได้ว่าเกือบร้าง แต่สุดท้ายหม่อมหลวงวิสุมิตรา ปราโมช ก็ตัดสินใจซ่อมแซมบ้าน เพราะไม่สามารถปล่อยให้สถานที่ประวัติศาสตร์พังพินาศไปโดยขาดผู้ดูแลเอาใจใส่