ไพศาล หนุน วันนอร์ หัวหอกแก้ไฟใต้ ลั่นตั้งถูกงานถูกคนแล้ว

ไพศาล หนุน วันนอร์ หัวหอกแก้ไฟใต้ ลั่นตั้งถูกงานถูกคนแล้ว

ไพศาล หนุน วันนอร์ หัวหอกแก้ไฟใต้ ลั่นตั้งถูกงานถูกคนแล้ว

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.27 น.

ไพศาล หนุน วันนอร์ หัวหอกแก้ไฟใต้ ลั่นตั้งถูกงานถูกคนแล้ว

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 นายไพศาล พืชมงคล นักกฎหมาย ทนายความ และนักวิจารณ์การเมือง ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “การตั้งท่านอาจารย์วันนอร์ ให้สั่งการแทนนายกรัฐมนตรีในการแก้ไขปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นการตั้งถูกงานถูกคนแล้ว เพราะ

1 ท่านอาจารย์วันนอร์เป็นผู้อาวุโส มีความรู้ประสบการณ์สูงเป็นที่ยอมรับของทุกฝ่าย เข้าได้กับทุกคนเป็นที่นับถือเกรงใจของทุกฝ่าย และไม่มีศัตรู ไม่ว่าในหรือนอกพื้นที่ ไม่ว่าทางการเมืองหรือฝ่ายใด

2 อาจารย์วันนอร์มีประสบการณ์ และรู้จักผู้คนมาก ทั้งฝ่ายรัฐ และภาคประชาชน รวมทั้งผู้คนในพื้นที่ รู้จักผู้นำศาสนาทั้งหมดทุกนิกาย และเป็นที่นับถือของทุกคน

3 ท่านอาจารย์วันนอร์เคยผ่านเหตุการณ์ 66/2523 ซึ่งนำความสงบสุขกลับคืนประเทศไทยมาหนหนึ่งแล้ว มีบทเรียนและประสบการณ์ในการใช้คำสั่ง 66/2523 เป็นอย่างดี และยังเป็นคนสนิทของพลเอกชวลิต ยงใจยุทธ

ซึ่งเป็นแกนหลักในการแก้ไขปัญหาความไม่สงบทั่วประเทศ เป็นที่ไว้วางใจ มาก มีทัศนะ ในการแก้ไขปัญหาอย่างสันติ อันโดดเด่น

ผมเชื่อมั่นว่า การตั้ง ท่านอาจารย์วันนอร์ให้ดูแลรับผิดชอบแก้ไขปัญหาความไม่สงบชายแดนภาคใต้จะประสบความสำเร็จ และได้รับความร่วมมือสนับสนุนจากทุกฝ่ายให้เห็นผลประจักษ์ในเร็วๆนี้”

สมชัย สู้กลับ! จ่อหอบคำพิพากษาศาล บุก กกต. เอาผิด กม.เลือกตั้ง หนึ่งในพยานคดีบาร์โค้ด

สมชัย สู้กลับ! จ่อหอบคำพิพากษาศาล บุก กกต. เอาผิด กม.เลือกตั้ง หนึ่งในพยานคดีบาร์โค้ด

สมชัย สู้กลับ! จ่อหอบคำพิพากษาศาล บุก กกต. เอาผิด กม.เลือกตั้ง หนึ่งในพยานคดีบาร์โค้ด

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.58 น.

สมชัย สู้กลับ! จ่อหอบคำพิพากษาศาลปกครอง บุก กกต. สัปดาห์หน้า เอาผิด กม.เลือกตั้ง หนึ่งในพยานคดีบาร์โค้ด 

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 นายสมชัย ศรีสุทธิยากร อดีตกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้แชร์ภาพข่าว นายแสวง บุญมี เลขาธิการ กกต. ให้สัมภาษณ์เมินกระแสดรามาข่าวเกี่ยวกับพยานรายหนึ่งที่มีประวัติส่วนตัวถูกวิพากษ์วิจารณ์ โดยนายสมชัย ได้โพสต์ข้อความผ่านทางเฟซบุ๊ก ระบุว่า “สัปดาห์หน้า ตั้งใจว่าจะแวะไปเยี่ยม กกต. เพื่อยื่นเอกสารให้ดำเนินคดีกับคน ๆ หนึ่ง ทำผิด กม. เลือกตั้ง พ.ร.ป.เลือกตั้ง สส.

1. รู้ว่าตัวเองขาดคุณสมบัติ ตามมาตรา 42 (10) เคยถูกสั่งให้พ้นจากราชการ หน่วยงานของรัฐ เพราะทุจริตต่อหน้าที่หรือถือว่ากระทำการทุจริตหรือประพฤติมิชอบในวงราชการ แค่ยังมาสมัคร สส.

โทษ : ตามมาตรา 151 รู้ว่าไม่มีสิทธิสมัครยังมาสมัคร จำคุก 1-10 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

2. กระทำผิดมาตรา 73(5) หลอกลวง หรือ จูงใจให้เข้าใจผิดในคะแนนนิยมของผู้สมัครหรือพรรคการเมือง เนื่องจากตัวเองถูกคำสั่งไล่ออกจากราชการแต่เขียนในเอกสารหาเสียงว่า ลาออกจากราชการเพื่อมาสมัคร สส.

โทษ : ตามมาตรา 159 จำคุก 1-10 ปี เพิกถอนสิทธิเลือกตั้ง 20 ปี

กกต. ไม่ต้องสอบสวนมากมาย เพราะจะส่งหลักฐานคำพิพากษาของศาลปกครอง 2 ชุด ยาว 17 หน้า และ 29 หน้า พร้อมการรับรองแบบ e-signature จากศาลปกครองให้เลย

อุ๊ย แต่เรื่องนี้เป็นแค่พฤติกรรม ไม่เกี่ยวกับความรู้ด้านกฎหมายที่จะเอาเขาเป็นพยานในคดีบัตรเลือกตั้ง คนบางคนกล่าวไว้”

เอิง นิศามาศ พรรคส้ม ประกาศถอนตัวลงสมัครนายกเมืองพัทยา

เอิง นิศามาศ พรรคส้ม ประกาศถอนตัวลงสมัครนายกเมืองพัทยา

เอิง นิศามาศ พรรคส้ม ประกาศถอนตัวลงสมัครนายกเมืองพัทยา

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.37 น.

เอิง นิศามาศ พรรคส้ม ประกาศถอนตัวลงสมัครนายกเมืองพัทยา 

เมื่อวันที่ 25 เม.ย.2569 น.ส.นิศามาศ เลาหรัตนาหิรัญ หรือ “เอิง” ว่าที่ผู้สมัครนายกเมืองพัทยาในนามพรรคประชาชน ได้โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า “เอิงขอใช้ช่องทางนี้ในการสื่อสารเพื่อให้ทุกท่านได้ทราบค่ะ

ก่อนอื่น เอิงขอแจ้งทุกท่านว่า เอิงได้ถอนตัวจะการเป็นผู้ประสงค์ลงสมัครนายกเมืองพัทยา ในนามพรรคประชาชน อย่างเป็นทางการ เนื่องจากเหตุผลส่วนตัวที่คิดว่าไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่

เอิงขอขอบคุณ ประชาชนในพื้นที่เมืองพัทยาและทีมงานทุกท่านที่เปิดใจ เปิดโอกาสให้เอิงมาโดยตลอด ขอบคุณที่พูดคุย แนะนำ ติติง ชื่นชมและสะท้อนปัญหาต่าง ๆ เอิงรับฟังด้วยใจเสมอมา ขอบคุณทุกท่านจากใจ”

อย่างไรก็ตาม ก่อนหน้านี้ น.ส.นิศามาศ ได้ออกมายอมรับว่าทางทีมงานมีการใช้ IO จากประเทศเพื่อนบ้าน ในการเพิ่มยอดผู้ติดตามเพจทางโซเชียล หลังถูกเพจ “จักรวาลด้อมส้ม” แฉยอดเพจ

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : นิศามาศ ผู้สมัครนายกเมืองพัทยา พรรคส้ม ยอมรับใช้ IO เพื่อนบ้านปั๊มยอดเพจ

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

แนวหน้าวาทะเด็ด

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“ยืนยันว่า หากยกเลิก MOU 2544 กัมพูชาจะมาตีกินไม่ได้ เขาไม่สามารถที่จะลากเส้นผ่าน 1 ใน 3 ของเกาะกูดได้เลย เพราะตามสนธิสัญญาสยามกับอินโดจีน หรือว่าไทยกับฝรั่งเศสในปี ค.ศ. 1907 ระบุไว้ชัดเจนว่า เกาะกูดให้ตกเป็นของสยามหรือของประเทศไทย”

นายนพดล อินนา

สมาชิกวุฒิสภา (สว.)

แวดวงนักปกครอง : 25 เมษายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 25 เมษายน 2569

แวดวงนักปกครอง : 25 เมษายน 2569

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

“กรมการปกครอง ลุยลดค่าครองชีพ! สั่งอำเภอขับเคลื่อนทันที จับมือพาณิชย์ อัดมาตรการถึงพื้นที่” ขานรับนโยบายรัฐบาลแบบไม่รอช้า นายนฤชา โฆษาศิวิไลซ์ อธิบดีกรมการปกครอง “สั่งการด่วนที่สุด” เร่งเครื่องกลไกอำเภอ ขับเคลื่อนนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก ควบคู่ “ลดภาระค่าครองชีพ” ตั้ง “ปลัดอำเภอ” รับผิดชอบตรง ขับเคลื่อนนโยบายแบบเกาะติดพื้นที่ สำรวจข้อมูลทั้ง รถพุ่มพวง ตลาดสด ตลาดนัด ร้านค้าสวัสดิการ และสินค้า OTOP เตรียมข้อมูลให้พร้อมใช้งาน รองรับมาตรการชุดใหญ่จากรัฐบาล

รอบสัปดาห์ที่ผ่านมา คณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายเกี่ยวกับการควบคุมอาวุธปืน เพื่อกำหนดแนวทางและขับเคลื่อนมาตรการควบคุมอาวุธปืนในภาพรวมของประเทศ ประชุมเข้ม!เนื้อหาในการยกระดับมาตรการควบคุมอาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนให้มีความรัดกุมมากยิ่งขึ้น ภายหลังปรากฏเหตุอาชญากรรมจากการใช้อาวุธปืนในหลายพื้นที่ โดยมุ่งเน้นการลดความเสี่ยงต่อชีวิตและทรัพย์สินของประชาชน และสร้างความเชื่อมั่นต่อระบบการบังคับใช้กฎหมาย เพื่อยกระดับความปลอดภัยในชีวิตและทรัพย์สินรวมทั้งมาตรฐานการบังคับใช้กฎหมายต่อไป

นายวิจิตร พาพลงาม

นายอำเภอบ้านค่าย จ.ระยอง

นายเอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์

นายอำเภอศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย

“อพยพด่วน! สบเมยคุมเข้มชายแดน ระเบิดข้ามแดนตกใส่พื้นที่ไทย เร่งเคลื่อนย้าย กลุ่มเปราะบาง” นายคำผันโมกไธสง นายอำเภอสบเมย จ.แม่ฮ่องสอน สนธิกำลังทหารท้องถิ่น รับมือเหตุระเบิด จากฝั่งเมียนมาตกในพื้นที่บ้านแม่สามแลบสั่งใช้แผนฉุกเฉินทันที เร่งอพยพผู้หญิง เด็กไปพื้นที่ปลอดภัยจัดเสบียงที่พักพร้อม ขณะชาวบ้านบางส่วนยังหลบในหลุมหลบภัย
เฝ้าทรัพย์สิน ตั้งจุดเฝ้าระวัง พร้อมแผนอพยพเสริม หากเกิดเหตุซ้ำ เตือนประชาชนติดตามสัญญาณเตือน ปฏิบัติตามคำสั่งเจ้าหน้าที่อย่างเคร่งครัด เพื่อความปลอดภัยสูงสุด!

“ปูพรมจัดระเบียบ! คนเร่ร่อนเร่งส่งศูนย์คุ้มครองฟื้นฟู” นายชวิศ ป้องขันธ์ นายอำเภอเมืองอุดรธานี นำฝ่ายความมั่นคง อส. ร่วมกับ อปท. ลุยลงพื้นที่จัดระเบียบคนเร่ร่อนทั่วเขตเมืองปฏิบัติการครอบคลุมจุดเสี่ยงสำคัญ อาทิ สวนหนองประจักษ์-หนองบัว ใต้ทางยกระดับ และย่านตลาด เสริมความปลอดภัยชีวิตและทรัพย์สินของประชาชนในพื้นที่เร่งส่งต่อศูนย์คุ้มครองฯ ฟื้นฟูคุณภาพชีวิต เดินหน้าจัดระเบียบเมืองอย่างต่อเนื่อง!

“ลุยตรวจเคลียร์ข่าว! บ้านค่ายเช็คบ่อนลับ ยันไม่พบผิด ลั่นเอาผิดข่าวเท็จ”นายวิจิตร พาพลงาม นายอำเภอบ้านค่าย จ.ระยอง นำฝ่ายปกครองประชุมด่วน ลงพื้นที่ตรวจสอบ หลังมีข่าว
ลักลอบเปิดบ่อนพนันในพื้นที่ผลตรวจยืนยันชัด “ไม่พบการกระทำผิด”จุดที่ถูกกล่าวอ้างเป็นเพียงบ้านพักอาศัย มีผู้หญิง ผู้สูงอายุ และเด็กอาศัยอยู่สั่งลงบันทึกดำเนินคดีผู้เผยแพร่ข้อมูลเท็จหากเข้าข่ายหมิ่นประมาทหรือ พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ เอาผิดถึงที่สุดนายอำเภอย้ำเปิดรับแจ้งเบาะแสจากประชาชน เดินหน้าปราบสิ่งผิดกฎหมาย

“นายอำเภอพาเที่ยวอาทิตย์นี้! ชวนลุยป่าคา คลายร้อนที่ศรีสัชนาลัย” นายเอกสิฏฐ์ วิไลศิลป์ นายอำเภอศรีสัชนาลัย จ.สุโขทัย ชวนเปิดหมุด อุทยานแห่งชาติศรีสัชนาลัย (ป่าคา) สัมผัสผืนป่าสมบูรณ์ เงียบสงบ ใกล้ชิดธรรมชาติ ชวนเที่ยว “น้ำตกตาดเดือน” เล่นน้ำชิล เดินง่าย เหมาะสายครอบครัว และ “น้ำตกตาดดาว” สายลุย เดินป่าชมความอลังการปิดท้ายสายแคมป์ ลานกางเต็นท์ริมธาร อากาศเย็นสบาย ครบทั้งพักผ่อนและผจญภัย “หนีร้อน…ไปพึ่งป่า เติมพลังชีวิต แล้วกลับมาเริ่มใหม่ให้เต็มแรง”

นาย..อำเภอน้อย

อดีต44สส.คอพาดเขียง ศาลฯรับฟ้อง แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เท้งโวยลั่นประกาศสู้ยันฎีกา

อดีต44สส.คอพาดเขียง ศาลฯรับฟ้อง แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เท้งโวยลั่นประกาศสู้ยันฎีกา

อดีต44สส.คอพาดเขียง ศาลฯรับฟ้อง แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เท้งโวยลั่นประกาศสู้ยันฎีกา

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

อดีต44สส.คอพาดเขียง ศาลฯรับฟ้อง แต่ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ เท้งโวยลั่นประกาศสู้ยันฎีกา

ศาลฎีกาสั่งรับฟ้อง คดีฝ่าฝืนจริยธรรมร้ายแรง กรณี 44 อดีตสส.ก้าวไกลเสนอแก้ไข ม.112 แต่ไม่สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ จนกว่ามีคำพิพากษาห้ามกระทำการลักษณะที่ถูกร้อง นัดไต่สวนครั้งแรก 30 มิ.ย.นี้ ด้าน’เท้ง’โวยเจอนิติสงครามเล่นงานไม่มีลด-เพิ่มเพดานอะไร เดินหน้าทำงานเต็มที่ ขณะที่’หมอวาโย’กางไทม์ไลน์ คาดใช้เวลา 1-2 ปี กว่าจะมีคำพิพากษา มั่นใจศาลให้ความเป็นธรรม

เมื่อวันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง โดยในวันนี้ศาลได้นัดประชุมองค์คณะเพื่อพิจารณาคำร้องคดีที่คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.ยื่นเอาผิดอดีต 44สส.พรรคก้าวไกล (ก.ก.) ในฐานความผิดฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรมร้ายแรง กรณีลงชื่อเสนอแก้ไขประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 โดยจะพิจารณาในเวลา 10.30น.

ศาลฎีกาสั่งรับฟ้องคดีส้มแก้ม.112

เวลา 10.30น.ศาลฎีกาอ่านคำสั่งในคดีที่ ปปช.ยื่นคำร้องให้วินิจฉัยกรณี 44 อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พรรคก้าวไกล ถูกกล่าวหาฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง จากการเข้าชื่อเสนอแก้ไข ประมวลกฎหมายอาญา มาตรา112 ศาลฎีกามีคำสั่ง“ประทับรับฟ้อง”คดีไว้พิจารณาและมีคำสั่งให้สส.พรรคประชาชน 10คน ซึ่งอยู่ในกลุ่มผู้ถูกร้อง ยังไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยสามารถทำหน้าที่ต่อไปได้จนกว่าจะมีคำพิพากษา ทั้งนี้ ศาลพิจารณาแล้วเห็นว่า สส.ทั้ง 10คน ยังมีหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ จึงสมควรให้ปฏิบัติหน้าที่ต่อได้ อย่างไรก็ตาม ได้กำชับไม่ให้กระทำการในลักษณะเดียวกันซ้ำอีก มิฉะนั้นศาลอาจพิจารณาเปลี่ยนแปลงคำสั่งในภายหลัง สำหรับกำหนดการ ศาลนัดไต่สวนครั้งแรก ในวันที่ 30 มิถุนายน 2569 และนัดตรวจพยานหลักฐานในวันที่ 4 สิงหาคม 2569 ในเวลา 09.30 น. ทั้ง 2 นัดโดยย้ำว่าจะไม่มีการเลื่อนนัด และให้ทั้งสองฝ่ายเตรียมความพร้อม

ทั้งนี้ ในส่วนของอดีตสส.พรรคก้าวไกล 44 คนดังกล่าว มี 10 คนที่เป็น สส.พรรคประชาชน ในสภาผู้แทนราษฎรชุดปัจจุบัน โดยเป็น สส.บัญชีรายชื่อ 8 คน สส.กรุงเทพ 2 คน ไม่ต้องหยุดปฏิบัติหน้าที่ ประกอบด้วย 1.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ 2.น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล 3.นายรังสิมันต์ โรม ลงสมัคร 4.นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ลงสมัคร 5.นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล 6.นายณัฐวุฒิ บัวประทุม 7.นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ 8.นายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ 9.นายธีรัจชัย พันธุมาศ สส.กรุงเทพ 10.นายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร สส.กรุงเทพ คดีดังกล่าวยังอยู่ในขั้นตอนการพิจารณาของศาล โดยคำสั่งรับฟ้องครั้งนี้ยังไม่ถือเป็นคำตัดสินถึงที่สุดในประเด็นข้อกล่าวหาแต่อย่างใด

เปิดรายละเอียดคำสั่งศาลรับฟ้อง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ศาลฎีกามีคำสั่งคดีหมายเลขดำที่ คมจ1/2569 ระหว่าง ปปช.ผู้ร้อง นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ ที่1กับพวกรวม 44คน ผู้คัดค้าน เรื่อง การฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง คดีนี้ ผู้ร้องยื่นคำร้องว่า ผู้คัดค้านทั้งสี่สิบสี่เมื่อครั้งดำรงตำแหน่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ของพรรคก้าวไกล กระทำการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง กล่าวคือ เมื่อระหว่างวันที่ 10กุมภาพันธ์2564 ถึงวันที่20 มีนาคม2566 ผู้คัดค้านทั้งสี่สิบสี่ร่วมกันเสนอร่างพระราชบัญญัติแก้ไขเพิ่มเติมประมวลกฎหมายอาญา (ฉบับที่… ) พ.ศ… (แก้ไขเกี่ยวกับความผิดฐานหมิ่นประมาท) พร้อมบันทึกหลักการ บันทึกวิเคราะห์สรุปสาระสำคัญต่อประธานสภาผู้แทนราษฎร เพื่อนำเสนอสภาผู้แทนราษฎรพิจาณา โดยอาศัยสิทธิของสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรซึ่งเป็นฝ่ายนิติบัญญัติ แต่บทบัญญัติดังกล่าวมีเนื้อหาเป็นการลดสถานะความสำคัญ การรับรองคุ้มครอง การเทิดทูนองค์พระมหากษัตริย์ ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ อันเป็นการขัดหรือแย้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา6

ยื่นร้องคัดค้านได้ภายใน14วัน

สำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎรแจ้งถึงข้อบกพร่อง ให้ผู้คัดค้านทั้งสี่สิบสี่ทราบแล้ว แต่ผู้คัดค้านทั้งสี่สิบสี่ยังคงยืนยันที่จะเสนอร่างพระราชบัญญัติดังกล่าว ซึ่งมีเนื้อหาขัดต่อรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย อันมีเจตนามุ่งร้ายโดยชัดแจ้งที่จะทำลายล้างสถาบันพระมหากษัตริย์ ล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข และก่อให้เกิดความเสียหายต่อชาติ บ้านเมืองในวงกว้างอย่างร้ายแรง การกระทำของผู้คัดค้านทั้งสี่สิบสี่จึงเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ฐานไม่ยึดมั่นและธำรงไว้ซึ่งการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ ทรงเป็นประมุข ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฐานไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ เอกราช อธิปไตย บูรณภาพแห่งอาณาเขตและเขตที่ประเทศไทยมีสิทธิ อธิปไตย เกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ ความมั่นคงของรัฐและความสงบเรียบร้อยของประชาชนและฐานกระทำการใดที่ก่อให้เกิดความเสื่อมเสีย ต่อเกียรติศักดิ์ของการดำรงตำแหน่ง ตามมาตรฐานทางจริยธรรมของตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ และผู้ดำรงตำแหน่งในองค์กรอิสระ รวมทั้งผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน และหัวหน้าหน่วยงานธุรการของศาลรัฐธรรมนูญูและองค์กรอิสระ พ.ศ. 2561 ข้อ5 ข้อ6 ข้อ17 ประกอบข้อ3วรรคสองและข้อ27 ตามคำร้องฉบับลงวันที่ 9เมษายน2569 ศาลฎีกามีคำสั่งให้รับคำร้องของผู้ร้องไว้พิจารณาวินิจฉัย ให้ส่งสำเนาคำร้องพร้อมเอกสาร ประกอบให้ผู้คัดค้านทั้งสี่สิบสี่ หากจะคัดค้านให้ยื่นคำคัดค้านภายใน 14วัน

10สส.ส้มยังปฎิบัติหน้าที่ได้ตามปกติ

ทั้งนี้ ข้อเท็จจริงไม่ปรากฏว่า ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 7 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 34 ที่ 35 และที่ 38 มีพฤติการณ์กระทำซ้ำหรือกระทำต่อไปซึ่งการกระทำตามที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง อันอาจก่อให้เกิดความเสียหาย ประกอบกับผู้คัดค้านดังกล่าวยังคงมีอำนาจหน้าที่อื่นต้องปฏิบัติในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย

พฤติการณ์แห่งคดีจึงยังไม่สมควรให้ผู้คัดค้าน ที่ 3 ที่ 7 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 34 ที่ 35 และที่ 38 หยุดปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย มาตรา235 วรรคสาม พระราชบัญญัติประกอบรัฐธธรรมนูญว่าด้วยการ ป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2561 มาตรา 87 วรรคสาม ประกอบมาตรา 81 และระเบียบที่ประชุมใหญ่ศาลฎีกาว่าด้วยการพิจารณาพิพากษาคดีเกี่ยวกับการฝ่าฝืน หรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐาน ทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง พ.ศ. 2561 ข้อ12วรรคสอง จึงมีคำสั่งให้ ผู้คัดค้านที่ 3 ที่ 7 ที่ 17 ที่ 19 ที่ 23 ที่ 24 ที่ 26 ที่ 34 ที่ 35 และที่ 38 ปฏิบัติหน้าที่ต่อไป โดยห้ามผู้คัดค้านดังกล่าวกระทำซ้ำหรือกระทำการใดๆ หรือแสดงความคิดเห็น ซึ่งการกระทำที่ถูกกล่าวหาตามคำร้อง มิฉะนั้น ศาลอาจมีคำสั่งเปลี่ยนแปลงเป็นอย่างอื่น

10สส.ปชน.แถลงเดินสู้คดีในศาล

เวลา 12.30น.นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ ส.ส.บัญชีรายชื่อและหัวหน้าพรรคประชาชน(ปชน.) พร้อม 9 ส.ส.ประกอบด้วย นางสาวศิริกัญญา ตันสกุล นายรังสิมันต์ โรม นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง นายปกรณ์วุฒิ อุดมพิพัฒน์สกุล นายณัฐวุฒิ บัวประทุม นายสุรเชษฐ์ ประวีณวงศ์วุฒิ และนายณัฐชา บุญไชยอินสวัสดิ์ นายธีรัจชัย พันธุมาศ และนายเท่าพิภพ ลิ้มจิตรกร ส.ส.กรุงเทพมหานคร ร่วมแถลงข่าวภายหลังศาลฎีการับคำร้องคดี 44 ส.ส.ไว้พิจารณา ทั้งนี้ไม่สั่ง 10ส.ส.หยุดปฏิบัติหน้าที่ โดยกำหนดเงื่อนไข งดแสดงความคิดเห็นเกี่ยวกับคำร้องหรือเนื้อหาคดีในระหว่างที่ศาลอยู่ระหว่างการพิจารณาวินิจฉัย

‘เท้ง’ลั่นไม่มีเจตนาล้มระบอบปชต.

นายณัฐพงษ์ เปิดเผยว่า ศาลฎีกามีคำสั่งรับคำร้อง ปปช.ที่กล่าวหาว่า อดีต สส.พรรคก้าวไกล 44 คน ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง เราขอยืนยันว่า การเข้าชื่อเสนอร่างกฎหมายนั้น ไม่ได้มีเจตนามุ่งร้ายต่อระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข นัยของคดีนี้สำคัญกว่าอนาคตทางการเมืองของพวกตน คือเรื่องอนาคตของประชาธิปไตยไทย ซึ่งเป็นเรื่องของพวกเราทุกคนที่ต้องการระบอบการเมืองที่มีกลไกในการตรวจสอบถ่วงดุลการใช้อำนาจต่อทุกฝ่ายอย่างเสมอภาคด้วยมาตรฐานเดียวกัน เพื่อคุ้มครองผลประโยชน์ของประชาชน ไม่ใช่ระบอบที่ใช้อำนาจเพื่อปกป้องการแสวงหาผลประโยชน์ของบุคคลบางกลุ่ม เราไม่ต้องการเห็นกระบวนการนิติสงครามเพื่อรักษาระบอบการเมืองที่เป็นมรดกของการรัฐประหาร ซึ่งต้องการลดทอนอำนาจประชาชนลง แล้วกินรวบอำนาจและผลประโยชน์ไว้ที่กลุ่มชนชั้นนำและนักการเมืองบางกลุ่มโดยไม่แยแสต่ออนาคตของประเทศและประชาชน ดังนั้นพวกเราจะดำเนินการต่อสู้คดีในชั้นศาลฎีกาอย่างถึงที่สุด เพื่อปกป้องรักษาความชอบธรรมของอำนาจผู้แทนราษฎรในระบอบประชาธิปไตยระบบรัฐสภา ควบคู่ไปกับการขับเคลื่อนร่วมกับพี่น้องประชาชนในการเปลี่ยนผ่านการเมืองไปสู่ระบอบประชาธิปไตยที่รับใช้พี่น้องประชาชนอย่างแท้จริง

ปรับโครงสร้างหรือไม่ให้รอ25เม.ย.

เมื่อถามถึงโครงสร้างพรรค นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ในเลือกกรรมการบริหารพรรค ให้รอการประชุมใหญ่ที่เกิดขึ้นวันที่ 26เมษายนนี้ ผู้สื่อข่าวถามถึงแนวทางสู้คดี นพ.วาโย อัศวรุ่งเรือง ส.ส.พรรคประชาชน กล่าวว่า การต่อสู้ของเรายืนหยัดในหลักการ กระบวนการต่อจากนี้คาดหวังความยุติธรรม อย่างน้อย ปลายทางสุดท้าย ก็ยังไปจบที่ศาลสูงสุด คือศาลฎีกาฯซึ่งเป็นศาลยุติธรรม คาดหมายว่า คดีนี้จะยาวนาน เพราะสำนวนคดีนี้เกิดตามรธน.60 คดีแรกคือ คดีคุณช่อ พรรณิการ์ ที่ผ่านมา ที่พิจารณากันมา 10คดี อยู่ที่ 1ปี คดีนี้ มีผู้คัดค้าน 44คน 44ข้อเท็จจริง ทุกคนมีพยานหลักฐาน น่าจะใช้เวลาไม่น่าต่ำกว่า 1ปี หรือ 2ปีขึ้นไป คาดหมายว่าจะได้รับความยุติธรรม พวกตนโต้แย้งและไต่สวนมาโดยตลอดว่า กระบวนการไต่สวนของป.ป.ช.ไม่ชอบ เพราะบางท่าน ขอหมายพยานบุคคล และ เอกสารแค่หมายเดียว ยังไม่ได้เลย ใน 43 คน ไม่มีใครได้รับอนุญาตจากป.ป.ช.ให้ออกหมายไปยังบุคคลภายนอกแม้แต่หมายเดียว

ปปช.มีสิทธิ์ยื่นอุทธรณ์ทางคดีได้

เมื่อถามว่า หากป.ป.ช.ยื่นอุทธรณ์ หรือ มีคนยื่นคัดค้าน จะรับมืออย่างไร นายวาโย กล่าวว่า ป.ป.ช.ยื่นคัดค้านได้ เพราะเป็นคู่ความในคดี ในส่วนของคุณสนธิญา แม้จะอ้างว่าเป็นผู้ร้องในชั้น ป.ป.ช. คุณสนธิญาไม่ใช่คู่ความ ก็มีสิทธิไปยื่นศาลไหม ก็คงไม่มีใครห้ามได้ แต่ไม่ใช่คู่ความ ถามอีกว่า ได้คุยกับพิธา หรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า มีการพูดคุยกันอยู่ตลอด เมื่อถามว่า หากไม่ได้หยุดปฏิบัติหน้าที่ มีความพร้อมปฏิบัติหน้าที่ต่อหรือไม่ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ทุกคนมีความพร้อมปฏิบัติหน้าที่มาโดยตลอดอยู่แล้ว ส่วนตำแหน่งต่างๆ ให้รอวันอาทิตย์ เมื่อถามถึงกรณี ผู้นำฝ่ายค้าน นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า กระบวนการในสภา ไม่ต้องรอกระบวนการในพรรคประชาชน และได้ยืนยันต่อสภาฯไปแล้ว เข้าใจว่า กระบวนการเสนอชื่อตนเป็นผู้นำฝ่ายค้านได้ดำเนินไปแล้ว ต้องถามกับทางสภา

ไม่มีลดเพดานการทำหน้าที่ฝ่ายค้าน

ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงจะสื่อสารกับมวลชนอย่างไร นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ขอบคุณหลายข้อความที่ส่งเข้ามายินดี อย่างไรก็ตาม อยากให้ตระหนักว่า กระบวนการนิติสงครามไม่ได้หยุดแค่นี้ คดีนี้ไม่ได้เกี่ยวข้องกับเนื้อหากฎหมายที่เสนอ หรือที่ใช้อำนาจในกระบวนการนิติบัญญัติ แต่เป็นปฏิกิริยาตอบโต้จากอำนาจที่กำลังกินรวบประเทศนี้ ทั้ง องค์กรอิสระ หรือการทุจริตคอร์รัปชั่น ที่อนาคตใหม่ ก้าวไกล ประชาชน เดินหน้าตรวจสอบมาตลอด ยืนยันว่าเราพร้อมเดินหน้าขับเคลื่อนประเทศ ทำเพื่อประโยชน์สูงสุดประชาชน และยืนยันว่า การตรวจสอบรัฐบาลเข้มข้นโดยตลอด

เมื่อถามว่า จะมีการลดเพดานไหม นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า ไม่เพิ่มลดเพดานอะไร เดินหน้าทำแบบที่เคยทำมาตลอด วันนี้ไม่อยากให้มองแต่ผลคำสั่งศาล แต่อยากให้มองว่า สิ่งที่กำลังทำลายประเทศนี้ คือ การทำลายระบอบประชาธิปไตยและการทำหน้าที่ของเราอย่างตรงไปตรงมา เราก็พร้อมใช้อำนาจที่มี ในฐานะ ส.ส.ขับเคลื่อนต่อไป

‘พิธา’ขอให้ทำงานต่อเพื่อประชาชน’

ขณะที่ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ภายหลังศาลฎีกามีมติรับคำร้อง คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กรณียื่นเรื่องขอให้มีการวินิจฉัย 44 อดีต สส.พรรคก้าวไกล ผิดจริยธรรมร้ายแรงกรณีเข้าชื่อเสนอแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 112 ทั้งนี้ศาลรับคำร้องแต่ไม่ได้สั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ ว่า “ขอให้ทำงานเพื่อประชาชนต่อไปอย่างเต็มที่ครับ”

การเข้าชื่อเสนอร่างพระราชบัญญัติในครั้งนั้น มิได้เป็นการเซาะกร่อน บ่อนทำลาย หรือล้มล้างการปกครองแต่อย่างใด แต่เป็นความพยายามที่จะใช้ “สภาผู้แทนราษฎร” ในฐานะพื้นที่ของผู้แทนประชาชนที่มีความแตกต่างหลากหลาย ได้พูดคุยแลกเปลี่ยนกันอย่างสันติ เพื่อคลี่คลายความตึงเครียดในสังคมที่กำลังเผชิญหน้ากันอยู่ ให้อยู่ในกรอบของรัฐธรรมนูญและกฎหมาย

ภท.ไม่ปรับกก.บห.-ไม่ชิงผู้ว่าฯกทม.

น.ส.แนน บุณย์ธิดา สมชัย รมช.ดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม ในฐานะโฆษกพรรคภูมิใจไทย (ภท.) ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมใหญ่สามัญประจำปีของพรรคภท.วันที่ 25เม.ย.นี้ ว่า เป็นการประชุมทั่วไป ซึ่งเป็นไปตามวาระที่ กกต.กำหนด ที่ทุกพรรคต้องประชุมสามัญภายในเดือนเมษายนของทุกปี เมื่อถามว่า จะต้องมีการปรับเปลี่ยนอะไรในพรรคหรือไม่ น.ส.แนน กล่าวว่า หลักๆ คงจะมีเรื่องข้อบังคับพรรค และตอนนี้พรรคภูมิใจไทย ยังมีตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคที่ว่างอยู่ แต่วันที่ 25 เม.ย.อาจจะยังไม่มีการเพิ่มตำแหน่งรองหัวหน้าพรรค เป็นแค่การพิจารณาระเบียบข้อบังคับของพรรคเท่านั้น

เมื่อถามถึงความชัดเจนการส่งผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (ผู้ว่าฯ กทม.) น.ส.แนน กล่าวว่า เป็นไปตามที่เลขาธิการพรรคพูด เรายังไม่มีนโยบายเรื่องนี้ เมื่อถามย้ำว่า พรรคไม่สนใจที่จะส่งผู้สมัครในสนาม กทม.เลยใช่หรือไม่ น.ส.แนน กล่าวว่า ที่ผ่านมาเรายังไม่ได้คุยกันอย่างเป็นทางการ แต่เบื้องต้นได้คุยกันคร่าวๆ ว่ายังไม่มี เมื่อถามว่า ท่าทีของหัวหน้าพรรคในเรื่องนี้เป็นอย่างไร น.ส.แนน กล่าวว่า ความคิดไปในทางเดียวกันอยู่แล้ว ทั้งนี้ พื้นที่ กทม.หากจะส่งผู้สมัครส.ก.และผู้ว่าฯ กทม.เราคงต้องทำงานอีกเยอะ

พท.จัดรดน้ำดำหัวสมาชิกอาวุโส

ที่พรรคเพื่อไทย ผู้สื่อข่าวรายงานว่า หลังการประชุมใหญ่สามัญประจำปี 2569 พรรคเพื่อไทย ได้จัดให้สมาชิกพรรคได้รดน้ำดำหัวสมาชิกอาวุโสของพรรค เนื่องในโอกาสสงกรานต์ปีใหม่ไทย นำโดยน.ส.แพทองธาร ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย และหัวหน้าครอบครัวเพื่อไทย รดน้ำดำหัวขอพรสมาชิกอาวุโส นายไพโรจน์ โล่ห์สุนทร สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย นายชัยเกษม นิติสิริ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม นายชูศักดิ์ ศิรินิล รองหัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายภูมิธรรม เวชยชัย ที่ปรึกษาพรรคเพื่อไทย จากนั้น นายจุลพันธ์ อมรวิวัฒน์ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นำคณะผู้บริหาร สมาชิกพรรคเข้าแถวรดน้ำดำหัว บรรยากาศชื่นมื่นอบอุ่น

เขมรถอดใจ ไม่อยากรบกับไทยต่อ จีนเสนอตัวโซ่ข้อกลาง

เขมรถอดใจ ไม่อยากรบกับไทยต่อ จีนเสนอตัวโซ่ข้อกลาง

เขมรถอดใจ ไม่อยากรบกับไทยต่อ จีนเสนอตัวโซ่ข้อกลาง

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

เขมรถอดใจ ไม่อยากรบกับไทยต่อ จีนเสนอตัวโซ่ข้อกลาง

นายกฯเผย จีนยินดีเป็นตัวกลางไทย-กัมพูชา พร้อมแจ้งท่าทีเขมรไม่อยากสู้รบแล้ว ลั่นความสัมพันธ์รื้อฟื้นได้ แต่ไม่ใช่ชั่วข้ามคืน ย้ำเหตุที่ยกเลิก MOU44 เพราะใช้มา 20 กว่าปีไม่คืบหน้า “รมว.กลาโหม” ย้ำไม่มีวันเปิดด่าน จนกว่ากัมพูชา “จะปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิง ยึด 3 กลไกทวิภาคีพูดคุย ยังปิดช่องคุยส่วนตัว ด้าน ทร. ย้ำจุดยืน หลัง สมช.ยกเลิก MOU44 ใช้ UNCLOS คงความพร้อมปกป้องอธิปไตย ผลประโยชน์ของชาติทางทะเล

เมื่อเวลา 14.10 น. วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ให้สัมภาษณ์ภายหลัง นายหวัง อี้ สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีนและรมว.ต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าพบถึงกรณีมีการหารือเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู 2544 หรือไม่ ว่า ไม่ได้เจรจา วันนี้เป็นการหารือ ไม่มีอะไรเจรจากัน มีแต่บรรยากาศที่เป็นมิตร เรื่องเอ็มโอยู 44 ไม่ได้พูดถึง เพราะเป็นเรื่องของไทยกับกัมพูชา เป็นเรื่องที่เราดำเนินการภายใต้กรอบ ที่รัฐบาลไทยเห็นว่ามันควรจะเป็นอย่างไร

เมื่อถามว่า เอ็มโอยู 2543 จะต้องใช้กรอบในการศึกษานานเท่าไหร่ นายกฯ กล่าวว่า กำลังทำอยู่ ซึ่งมีการดำเนินการ และเราไม่ได้เลิกเอ็มโอยู 44 เพราะวันนี้มีความขัดแย้ง หรือมีการสู้รบกับกัมพูชา แล้วมายกเลิกซึ่งมันไม่ใช่ แต่เรายกเลิกเพราะยี่สิบกว่าปีมันไม่ไปไหน ไม่มีความคืบหน้า และบริบท สถานการณ์ของโลกเปลี่ยนไปเยอะ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศก็ไม่เหมือนเดิม ฉะนั้นเรายกเลิกในสิ่งที่อยู่ไปแล้วมันไม่ก่อประโยชน์ใดๆให้กับประเทศไทย และคนไทย ส่วนเอ็มโอยู 43 แสดงให้เห็นความเป็นมืออาชีพของไทย เพราะมีความคืบหน้า มีความเห็นร่วมกันมาแล้วระหว่างสองประเทศ ถ้ามันไม่ใช่ประเด็นแห่งปัญหาเราก็ยังดำเนินต่อไปได้

นายอนุทิน กล่าวว่า ประเทศจีนบอกว่าไปกัมพูชามา ซึ่งเขายินดีเป็นตัวกลางในการแก้ไขปัญหาความขัดแย้ง เขาก็พูดมาว่าท่าทีของกัมพูชาต่อประเทศไทยเหมือนกับว่าไม่อยากสู้รบแล้ว ไม่อยากเผชิญหน้าแล้ว ไม่อยากมีความขัดแย้งแล้ว ทางจีนก็แจ้งให้ไทยทราบ ซึ่งเราบอกไปว่าเราไม่ต้องการมีความขัดแย้งกับประเทศเพื่อนบ้านใดๆ เลย แต่เราก็มีขั้นตอนที่จะพูดคุย เราต้องมีการสร้างกติกาขึ้นมาก่อนว่าการพูดคุยในทิศทางใดที่จะทำให้ความสัมพันธ์รื้อฟื้นขึ้นมาได้ แต่คงไม่ใช่ชั่วข้ามคืน ต้องมีการสร้างความเชื่อมั่นต่อกันและกัน ความเชื่อถือ ความสัมพันธ์ นี่คือท่าทีที่ตนได้แจ้งนายหวัง อี้ ไป

เมื่อถามว่าทางจีนเข้าใจบรรยากาศของเราใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เข้าใจดี เราได้พูดกันลึกพอสมควรว่าปัญหาที่แท้จริงมาอย่างไรและวิธีการแก้ไขควรจะต้องใช้แนวปฏิบัติเช่นใด เมื่อถามว่าจีนมายืนยันความเป็นกลางระหว่างไทยกับกัมพูชาหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราไม่ได้บอกว่าเขามายืนยันความเป็นกลาง เขาบอกประเทศไทยเป็นประเทศบ้านพี่เมืองน้อง ตนก็ยังบอกว่าประเทศไทยเป็นประเทศเล็กๆ แต่จีนบอกว่าสำหรับจีนประเทศไทยเป็นประเทศที่ใหญ่ในภูมิภาคนี้ เราไม่จำเป็นต้องให้เขามายืนยันอะไรว่าเป็นกลางหรือไม่เป็นกลาง แต่เราต้องดูท่าที

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยความร่วมมือในการปราบปรามสแกรมเมอร์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็มีการหารือกัน ซึ่งประเทศไทยย้ำว่าไทยให้ความร่วมมือในเรื่องของการปราบสแกรมเมอร์กับจีนมาก จะเห็นได้ว่าคนที่กระทำผิดและคนที่เป็นสแกรมเมอร์ตั้งแต่รุ่นใหญ่ถึงรุ่นเล็ก และการที่ประเทศไทยใช้มาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามสแกรมเมอร์ทำให้จีนได้ตัวคนเหล่านี้กลับไปดำเนินคดี ถ้าไทยไม่จริงจังในเรื่องนี้หรือพูดเฉยๆไม่ปฏิบัติป่านนี้คนเหล่านี้คงวนเวียนมาทำความผิดในประเทศไทย ซึ่งทางจีนก็เห็นถึงท่าทีของไทยและความจริงใจของไทยชัดเจน

เมื่อถามว่าจีนได้แสดงท่าทีมาลงทุนอะไรเพิ่มเติมในไทยหรือไม่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า มีลงทุนมาก ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบเซนเซอร์ต่างๆ หุ่นยนต์ เอไอทั้งหลาย ซึ่งเขามองว่าไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน

เมื่อถามว่า ที่นายกฯขับรถไฟฟ้าพานายหวัง อี้ ไปรับประทานอาหารกลางวัน มีการชวนเข้ามาลงทุนเรื่องรถไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรายืนยันว่าประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ถ้าต้องการให้ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากด้านใดขอให้แจ้งไปเป็นเรื่องๆ

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกัน สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ณ วันนี้เป็นต้นไปคงต้องมาพิจารณาอย่างเข้มข้น ซึ่งประเทศอินโดนีเซียเริ่มเปรยเรื่องการคิดค่าผ่านทางช่องแคปมะละกา ถึงแม้ว่ายังไม่เกิดขึ้น แต่ก็มีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเริ่มคิดเหมือนกัน เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์นอกเหนือการควบคุมแล้วต้องไปผ่านช่องแคป น่านน้ำของใคร มันเกิดความเสียหายมากขนาดไหน ซึ่งเราต้องพิจารณาของเราประกอบไปด้วย

เมื่อถามว่าการที่นายหวัง อี้ ระบุว่ากัมพูชาไม่อยากสู้รบแล้ว เหมือนกับว่าจีนพยายามเป็นตัวกลางใช่หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า เราอย่าเพิ่งไปพยายามเดาใจอะไรเขา เราต้องนึกถึงว่าประเทศไทยจะได้อะไรจากท่าทีนี้ ประเทศไทยจะปลอดภัยร้อยเปอร์เซ็นหรือไม่ ประเทศไทยจะไม่เสียเปรียบด้านใดเลย อธิปไตยของเราก็ยังมีอยู่ ดินแดนของเรายังเหมือนเดิม ถ้ารัฐบาลจะตัดสินใจในแนวทางใดๆที่เกี่ยวกับเรื่องนี้ต้องคำนึงถึงผลประโยชน์ประเทศไทยเป็นหลัก เมื่อถามว่ารวมถึงเรื่องการเปิดด่านชายแดนด้วยหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น

นายอนุทิน กล่าวว่า ในเรื่องของการเปิดด่านชายแดนไทย-กัมพูชา ยังไม่ต้องไปพูดถึงตรงนั้น

เมื่อถามว่า ท่าทีกับคำพูดของกัมพูชายังสวนทาง เพราะยังมีการเติมกำลัง และยั่วยุตลอดเวลา นายกฯ กล่าวว่า ตรงนั้นเราไม่รู้ว่าการยั่วยุระดับไหน และเหตุผลอะไร แต่ไม่ใช่เพราะรัฐบาลสั่งมา ฉะนั้นที่เขายังยั่วยุในเขตของเขา ไม่ได้มาล่วงล้ำดินแดนของเรา เราต้องมีความอดทน และต้องนิ่งพอ ไม่ต้องยั่วยุกลับ ให้ทราบแต่เพียงว่าเกินเส้นนี้ไม่ได้ก็น่าจะโอเค

พลโท อดุลย์ บุญธรรมเจริญ รมว.กลาโหม กล่าวภายหลังเข้ารับตำแหน่งอย่างเป็นทางการถึงสถานการณ์ชายแดนไทย–กัมพูชา โดยยืนยันอย่างชัดเจนว่า เป็นเรื่องที่ต้องปฏิบัติตาม Joint Statement อยู่แล้ว

“ผมจะไม่มีวันเปิดด่าน จนกว่าจะดำเนินการตามขั้นตอนนี้ทั้งหมด เพราะเราถือว่า ได้ปกป้องอธิปไตยของเราไว้เรียบร้อยแล้ว ซึ่งนโยบายของรัฐบาลได้บอกเอาไว้ชัดเจนแล้วว่า เราจะไม่เปิดด่าน จนกว่าเขาจะปฏิบัติตาม Joint Statement” พลโท อดุลย์ กล่าว

ในขณะที่ช่องทางการเจรจา ก็เป็นไปตามกลไกที่มีอยู่ ไม่ว่าจะเป็น คณะกรรมการชายแดนภูมิภาคไทย-กัมพูชา หรือ RBC ซึ่งเป็นการพูดคุยในระดับพื้นที่ แม่ทัพภาคต้องรับนโยบายนั้น

ส่วนการประชุมคณะกรรมการชายแดนทั่วไป หรือ GBC ซึ่งเป็นระดับกระทรวงกลาโหม ในขณะที่คณะกรรมาธิการเขตแดนร่วม หรือ JBC ก็เป็นของกระทรวงการต่างประเทศ ยืนยันว่า ณ วันนี้จะใช้ทั้ง 3 กลไกดังกล่าว ในการพูดคุย และยึดตาม Joint Statement ยังไม่มีการไปพูดคุยส่วนตัว เช่นเดียวกับพื้นที่ของกองทัพเรือ หลังมีการยกเลิกบันทึกข้อตกลง MOU 2544

พลเรือตรี ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่าตามที่สภาความมั่นคงแห่งชาติในวันนี้ มีมติให้ยกเลิกบันทึกความเข้าใจ MOU 2544 และให้ใช้กลไกของกฎหมายระหว่างประเทศ โดยเฉพาะอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทางทะเล เป็นกรอบในการดำเนินการแทนนั้น กองทัพเรือพร้อมปฏิบัติทันทีตามนโยบายที่ได้รับมอบหมาย และขอเรียนให้ทราบว่า บันทึกความเข้าใจหรือ MOU ที่เกี่ยวข้องเป็นเพียงกลไกหรือกรอบในการเจรจาระหว่างรัฐ มิใช่ข้อจำกัดต่อการปฏิบัติหน้าที่ด้านความมั่นคงทางทะเลแต่อย่างใด ไม่ว่ากรอบดังกล่าวจะมีอยู่ ปรับเปลี่ยน หรือสิ้นสุดลง กองทัพเรือยังคงดำเนินภารกิจในการปกป้องอธิปไตยและผลประโยชน์ของชาติทางทะเลอย่างเต็มขีดความสามารถ โดยไม่ลดระดับความเข้มข้นของการปฏิบัติการ

กองทัพเรือได้ดำรงความพร้อมของกำลังรบทางเรือ การลาดตระเวน และการเฝ้าระวังในพื้นที่ทางทะเลที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์อย่างต่อเนื่อง โดยการปฏิบัติการทุกประการตั้งอยู่บนหลักความรอบคอบ เพื่อป้องกันมิให้เกิดสถานการณ์ที่อาจกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ ขณะเดียวกันยังคงยึดมั่นในแนวทางที่ไม่ยั่วยุ แต่พร้อมตอบสนองต่อทุกสถานการณ์ที่อาจกระทบต่ออธิปไตยของชาติอย่างทันท่วงทีและเหมาะสม

ในมิติของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศนั้น กองทัพเรือพร้อมสนับสนุนการดำเนินการของรัฐบาลผ่านกลไกการเจรจาทวิภาคีและหลักกฎหมายระหว่างประเทศ โดยกองทัพเรือพร้อมทำหน้าที่สนับสนุนข้อมูลทางวิชาการ แผนที่ และข้อเท็จจริงเชิงเทคนิคที่ถูกต้อง ครบถ้วน และตรวจสอบได้ เพื่อเสริมสร้างความชัดเจนในการเจรจาและรักษาผลประโยชน์ของประเทศอย่างเป็นธรรม

กองทัพเรือตระหนักถึงความสำคัญของเสถียรภาพในภูมิภาค โดยจะดำเนินการทุกอย่างภายใต้หลักความรับผิดชอบและความระมัดระวังสูงสุด เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดหรือความตึงเครียดที่ไม่จำเป็น แต่ในขณะเดียวกันจะไม่ยอมให้มีการละเมิดอธิปไตยหรือผลประโยชน์ของชาติไม่ว่าในรูปแบบใด และขอให้ประชาชนมั่นใจว่ากองทัพเรือมีความพร้อมทั้งด้านกำลังพล ยุทโธปกรณ์ และแผนปฏิบัติการในการรองรับทุกสถานการณ์อย่างรอบด้าน และขอยืนยันว่าจะปฏิบัติหน้าที่ด้วยความมุ่งมั่น และบนความรับผิดชอบสูงสุด เพื่อค้ำจุนอธิปไตยของชาติ ควบคู่ไปกับการรักษาเสถียรภาพในภูมิภาคอย่างสมดุล

นายนพดล อินนา สมาชิกวุฒิสภา(สว.) ในฐานะคณะกรรมาธิการ(กมธ.)วิสามัญพิจารณาศึกษาข้อดีข้อเสียการยกเลิก MOU 2543 และ MOU 2544 เพื่อแก้ไขปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชา วุฒิสภา กล่าวถึงกรณีที่รัฐบาลเดินหน้ายกเลิก MOU 2544ว่า ขอบคุณรัฐบาลที่เห็นพ้องต้องกันกับการศึกษาของกมธ.ของวุฒิสภาชุดนี้ เพราะหลังจากที่กมธ. มีมติเป็นเอกฉันท์ให้ยกเลิก MOU 2544 เมื่อเดือนธ.ค.ที่ผ่านมา เราได้ศึกษารอบคอบ รอบด้าน อย่างไม่มีอคติใดๆ ทั้งสิ้น ก็พบว่า MOU 2544 นั้นผิด เริ่มดำเนินการผิดตั้งแต่ผังในการแนบสัญญา คลาดเคลื่อนมาตั้งแต่แรก “การที่กัมพูชาลากเส้นไหล่ทวีปมาพาดเกาะกูดของเรา และทำให้พื้นที่ทับซ้อนมีจำนวนมากถึง 16,000 ตารางกิโลเมตร ซึ่งพื้นที่ทับซ้อนนี้จะไปแบ่งผลประโยชน์ทางด้านก๊าซธรรมชาติและปิโตรเลียม ซึ่งถือเป็นหลักฐานใหญ่ชิ้นหนึ่งที่นำไปสู่การเสียเปรียบของไทย” นายนพดล กล่าว และว่า ถ้าเราลากเส้นตามมาตรฐานสากลตาม UNCLOS 1982 หรืออนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล ค.ศ. 1982 ซึ่งกัมพูชาก็เพิ่งเข้าไปเป็นภาคีเมื่อต้นปีที่ผ่านมา แม้กัมพูชาจะหลีกเลี่ยง แต่ท้ายสุดก็ต้องเข้าเป็นภาคีอยู่ดี และให้สัตยาบันในเรื่องนี้ หมายความว่าทุกอย่างจะทำตามมาตรฐานสากล

“ถ้ารัฐบาลดำเนินการยกเลิกไปตามนี้ก็ถูกต้องแล้วครับ เพราะการลากเส้นตามแนวเขตแดนสากลไทยเราจะได้ประโยชน์ อย่างน้อยพื้นที่ทับซ้อนที่เกิดขึ้นใน MOU 2544 จะลดลงอย่างมากทันที หมายความว่าพื้นที่ที่กัมพูชาจะมาหาผลประโยชน์ร่วมกันจะลดลง เผลอๆ กัมพูชาอาจจะได้น้อยมากในส่วนนั้น หรืออาจแทบไม่ได้เลยก็เป็นไปได้ เพราะฉะนั้น การที่กัมพูชามาขอเรียกร้องแบ่งผลประโยชน์จากพื้นที่ทับซ้อนเนี่ย 50% กับ 50% ตาม MOU 2544 ถ้าเราลากตามมาตรฐานสากลตาม UNCLOS 1982 ก็จะไม่เป็นไปตามสัดส่วนนั้น” นายนพดล กล่าว

นายนพดล กล่าวด้วยว่า เกาะกูดเป็นของประเทศไทย ส่วนเกาะกงเป็นของกัมพูชา ใน UNCLOS 1982 ระบุไว้ชัดเจนว่าพื้นที่เกาะก็ถือเป็นพื้นที่ของประเทศนั้นด้วย ดังนั้น การลากเส้นจะมีเขต 12 ไมล์ทะเล และเขตพื้นที่เศรษฐกิจพิเศษเหล่านี้เป็นต้น ก็จะต้องลากออกมาจากเกาะ ดังนั้น ทั้งสองฝ่ายก็ต้องลากออกมาพอๆ กัน เส้นที่แบ่งเขตอาณาเขตทางทะเลก็น่าจะอยู่กึ่งกลางระหว่างเกาะกูดกับเกาะกง ซึ่งเป็นเส้นที่ประเทศไทยเคยลากไว้ตั้งแต่ปี 2516 และอยู่ในราชกิจจานุเบกษาตั้งแต่ 2516 แล้ว ซึ่งของเราลากเส้นใกล้เคียงหรือตามมาตรฐานสากลของ UNCLOS 1982 ตั้งแต่ปี 2516 มาแล้ว

“ยืนยันว่าหากยกเลิก MOU 2544 กัมพูชาจะมาตีกินไม่ได้ เขาไม่สามารถที่จะลากเส้นผ่าน 1 ใน 3 ของเกาะกูดได้เลย เพราะตามสนธิสัญญาสยามกับอินโดจีน หรือว่าไทยกับฝรั่งเศส ในปี ค.ศ.1907 ระบุในสนธิสัญญานั้นชัดเจนว่า เกาะกูดให้ตกเป็นของสยามหรือของประเทศไทย เพราะฉะนั้นเกาะกูดเป็นของไทยตั้งแต่ร้อยกว่าปีแล้ว ดังนั้นการลากเส้นในปี 2544 นั้น ย่อมไม่สอดคล้องกับข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้น” นายนภดล กล่าว

ไทย-จีนชื่นมื่น ‘หวังอี้’รับปากอนุทิน ไม่ต้องกังวลพลังงาน

ไทย-จีนชื่นมื่น ‘หวังอี้’รับปากอนุทิน ไม่ต้องกังวลพลังงาน

ไทย-จีนชื่นมื่น ‘หวังอี้’รับปากอนุทิน ไม่ต้องกังวลพลังงาน

วันเสาร์ ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ไทย-จีนชื่นมื่น ‘หวังอี้’รับปากอนุทิน ไม่ต้องกังวลพลังงาน

“อนุทิน” ฝาก “หวัง อี้” อย่าลืมไทย หากจีนไปเจรจาขอผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขนส่งน้ำมันดิบ-ก๊าซ พร้อมขอให้ขายปุ๋ยช่วยไทย ขณะที่ รมว.ต่างประเทศของจีน รับปากอย่าได้กังวลเพราะไทยและจีนมีความสัมพันธ์เปรียบเสมือนพี่น้องกัน

เมื่อเวลา เวลา 11.00 น. วันที่ 24 เมษายน 2569 ที่ห้องรับรอง ชั้น 2 ตึกไทยคู่ฟ้า ทำเนียบรัฐบาล นายหวัง อี้ (H.E. Mr. Wang Yi) สมาชิกกรมการเมือง ผู้อำนวยการสำนักงานคณะกรรมการกลางด้านกิจการต่างประเทศของพรรคคอมมิวนิสต์จีน และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศสาธารณรัฐประชาชนจีน เข้าเยี่ยมคารวะ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในโอกาสเยือนไทยในฐานะแขกของกระทรวงการต่างประเทศ ระหว่างวันที่ 23-25 เมษายน เนื่องจากไทยเป็นหนึ่งในสามประเทศที่อยู่ในภารกิจการเยือนของนายหวังอี้ ในครั้งนี้ด้วย ประกอบด้วย ไทย กัมพูชา และเมียนมา

โดยในครั้งนี้ ได้มีนายกฯ และ นายสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกฯ และรมว.ต่างประเทศ รอต้อนรับ เมื่อนายหวังอี้ มาถึง นายกฯได้เข้าจับมือและโอบไหล่ทักทาย และมีการพูดคุยกันเล็กน้อย โดยนายหวังอี้ กล่าวชมนายกฯว่า “ท่านดูหล่อมากครับ” ก่อนที่นายกฯ จะตอบกลับว่า ”หล่อน้อยกว่าท่าน“ พร้อมพาคณะจะเดินขึ้นตึกไทยคู่ฟ้าไปทันที

สำหรับการเข้าพบในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีและนายหวังอี้ จะมีการพูดคุยแบบ Open Agenda โดยคาดว่า จะเป็นเรื่องที่เกี่ยวกับการซื้อสินค้าเกษตรของไทย รวมถึงการร่วมลงทุนของนักธุรกิจชาวจีน การแลกเปลี่ยนเทคโนโลยี และการปราบปรามสแกมเมอร์ ก่อนจะออกไปร่วมรับประทานอาหารกลางวันด้วยกัน

จากนั้น ทั้งสองฝ่ายได้ใช้เวลาหารือประเด็นต่างๆบนตึกไทยคู่ฟ้า ประมาณ 1 ชั่วโมง โดยมีการเสิร์ฟทุเรียนและข้าวหลามในกะลามะพร้าวต้อนรับ ซึ่งเป็นเมนูโปรดของรัฐมนตรีจีน นอกจากนี้ยังได้จัดเตรียมขนมไทยอย่างลูกชุบ และขนมสอดไส้ ไว้เตรียมรองรับด้วย

ภายหลังการหารือเวลา 11.55 น. นายอนุทิน และนายหวังอี้ ได้ลงจากตึกไทยคู่ฟ้าพร้อมกันเพื่อเดินทางไปรับประทานอาหารกลางวันที่ภัตคารอาหารจีน โรงแรม Chefman สาขาราชดำริ ถนนวิทยุ เขตปทุมวันที่โรงแรม โดยนายอนุทิน ได้เปิดประตูรถไฟฟ้าBYD ซึ่งเป็นรถยนต์ส่วนตัวของนายกฯให้นายหวังอี้ขึ้นไปนั่ง ก่อนที่ตนเองจะทำหน้าที่พลขับ โดยมีนายหวังอี้นั่งอยู่ด้านข้างนายอนุทิน และนายสีหศักดิ์ นั่งอยู่เบาะด้านหลัง

ต่อมา เวลา 14.10 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน แถลงถึงผลการหารือกับ นายหวัง อี้ ว่า ในการหารือแบบทางการได้มีการหารือที่กระทรวงการต่างประเทศไปแล้ว ซึ่งท่านมีน้ำใจไมตรีแวะมาเยี่ยมนายกฯ ของไทย ซึ่งเราได้หารือและยืนยันความสัมพันธ์และการสนับสนุนซึ่งกันและกันระหว่างสองประเทศ

เมื่อถามว่าได้มีการพูดถึงวิกฤตพลังงานในช่วงนี้หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า พูดคุยทุกอย่างและขอให้จีนช่วยหากได้ไปเจรจาการเปิดช่องแคปฮอร์มุซ เรื่องการบริหารการจัดส่งพลังงาน น้ำมันดิบ ก๊าซ ก็ขอให้นึกถึงประเทศไทยรวมไปในบริบทการเจรจาด้วย เพราะเส้นทางการเดินเรือต่างๆ จากตะวันออกกลางไปประเทศจีนต้องมีส่วนที่ผ่านประเทศไทย ซึ่งนายหวัง อี้ ก็บอกว่าขออย่าได้กังวลเพราะไทยและจีนมีความสัมพันธ์เปรียบเสมือนพี่น้องกัน ซึ่งตนถือโอกาสคุยเรื่องปุ๋ยว่าในวิกฤตการณ์พลังงานประเทศไทยน่าจะบริหารจัดการเรื่องน้ำมันได้ในสภาวะค่อนข้างนิ่งแต่ไม่ได้บอกว่ามั่นคง เพราะเราไม่รู้สงครามจะยาวนานเท่าไหร่ แต่ช่วงนี้เราให้ความมั่นใจว่าเรื่องน้ำมันไม่มีคำว่าขาดแคลนหรือมีปัญหาแน่นอน ซึ่งได้มีการตรวจสอบกลุ่มปตท.และโลจิสติกส์ต่างๆแล้วประเทศไทยมั่นใจว่าไม่มีปัญหาเรื่องน้ำมัน

นายอนุทิน กล่าวว่า ตนเรียนนายหวัง อี้ ว่าถ้าเราบริหารจัดการเรื่องน้ำมันได้แล้วก็ยังมีอีกสองประเด็นใหญ่ถ้าหากไทยได้รับการสนับสนุนจากจีน ประเทศไทยจะไม่มีปัญหาใดๆที่เป็นผลกระทบอย่างหนักจนรับไม่ได้จากสถานการณ์ตะวันออกกลาง ซึ่งเรื่องปุ๋ย อยากให้จีนพิจารณาเรื่องการจำหน่ายปุ๋ย ถ้าเขามีปริมาณมากเพียงพอเพื่อมาช่วยเกษตรกรชาวไทย เพราะประเทศไทยเป็นประเทศทั้งอุตสาหกรรมและเกษตรกรรม ถ้าเราสามารถจัดสรรปุ๋ยให้เพียงพอในประเทศได้ ซึ่งในเรื่องนี้ นายสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ รมว.เกษตรและสหกรณ์ ได้ไปเจรจากับรัสเซียด้วย ซึ่งถ้าจีนกับรัสเซียสามารถมีโควตาปุ๋ยมาจำหน่ายในประเทศไทยได้ก็จะทำให้ปัญหาหลักๆของไทยแก้ไปได้เยอะ

เมื่อถามว่า ได้มีการพูดคุยความร่วมมือในการปราบปรามสแกมเมอร์หรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า ก็มีการหารือกัน ซึ่งประเทศไทยย้ำว่าไทยให้ความร่วมมือในเรื่องของการปราบสแกมเมอร์กับจีนมาก จะเห็นได้ว่าคนที่กระทำผิดและคนที่เป็นสแกมเมอร์ตั้งแต่รุ่นใหญ่ถึงรุ่นเล็ก และการที่ประเทศไทยใช้มาตรการเด็ดขาดในการปราบปรามสแกรมเมอร์ทำให้จีนได้ตัวคนเหล่านี้กลับไปดำเนินคดี ถ้าไทยไม่จริงจังในเรื่องนี้หรือพูดเฉยๆไม่ปฏิบัติป่านนี้คนเหล่านี้คงวนเวียนมาทำความผิดในประเทศไทย ซึ่งทางจีนก็เห็นถึงท่าทีของไทยและความจริงใจของไทยชัดเจน

เมื่อถามว่าจีนได้แสดงท่าทีมาลงทุนอะไรเพิ่มเติมในไทยหรือไม่ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง กล่าวว่า มีลงทุนมาก ทั้งอุตสาหกรรมยานยนต์ ระบบเซนเซอร์ต่างๆ หุ่นยนต์ เอไอทั้งหลาย ซึ่งเขามองว่าไทยเป็นศูนย์กลางการลงทุน

เมื่อถามว่า ที่นายกฯขับรถไฟฟ้าพานายหวัง อี้ ไปรับประทานอาหารกลางวัน มีการชวนเข้ามาลงทุนเรื่องรถไฟฟ้าเพิ่มเติมอีกหรือไม่ นายกฯ กล่าวว่า เรายืนยันว่าประเทศไทยเปิดกว้างสำหรับการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ ถ้าต้องการให้ประเทศไทยได้รับการสนับสนุนจากด้านใดขอให้แจ้งไปเป็นเรื่องๆ

เมื่อถามว่าได้มีการพูดคุยเรื่องโครงการแลนด์บริดจ์หรือไม่ นายกฯกล่าวว่า ได้มีการพูดคุยกัน สำหรับโครงการแลนด์บริดจ์ ณ วันนี้เป็นต้นไปคงต้องมาพิจารณาอย่างเข้มข้น ซึ่งประเทศอินโดนีเซียเริ่มเปรยเรื่องการคิดค่าผ่านทางช่องแคปมะละกา ถึงแม้ว่ายังไม่เกิดขึ้น แต่ก็มีความจำเป็นที่ประเทศไทยต้องเริ่มคิดเหมือนกัน เพราะเวลาเกิดเหตุการณ์นอกเหนือการควบคุมแล้วต้องไปผ่านช่องแคป น่านน้ำของใคร มันเกิดความเสียหายมากขนาดไหน ซึ่งเราต้องพิจารณาของเราประกอบไปด้วย

เมื่อถามว่า ที่ขับรถพานายหวัง อี้ ไปรับประทานอาหารกลางวัน นายหวัง อี้ บอกว่าขับรถนิ่มหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวติดตลกว่า บอกนึกว่ามีอาชีพขับแท็กซี่มาก่อน เมื่อถามว่าถือเป็นนายกฯคนแรกที่ขับรถให้นายหวัง อี้ นั่งหรือไม่ นายอนุทิน กล่าวว่า น่าจะ

นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี สรุปสาระสำคัญของการหารือ ดังนี้ โดยนายกรัฐมนตรีกล่าวขอบคุณรัฐบาลจีนและประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ที่ให้การสนับสนุนประเทศไทยในเวทีระหว่างประเทศอย่างต่อเนื่อง พร้อมทั้งสะท้อนว่าภายหลังจากการเสด็จฯ เยือน สาธารณรัฐประชาชนจีน อย่างเป็นทางการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ได้เห็นถึงความสัมพันธ์อันแน่นแฟ้นระหว่างสองประเทศอย่างชัดเจน และหวังว่าจีนจะยังคงสนับสนุนการพัฒนาของไทยในทุกมิติ บนพื้นฐานของความเป็น “บ้านพี่เมืองน้อง” ซึ่งมีทั้งความไว้เนื้อเชื่อใจและความเคารพซึ่งกันและกัน

ด้าน นายหวัง อี้ กล่าวแสดงความยินดีที่ได้เข้าเยี่ยมคารวะนายกรัฐมนตรีภายหลังเข้ารับตำแหน่ง พร้อมทั้งแสดงความเชื่อมั่นต่อศักยภาพในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและการพัฒนาประเทศของรัฐบาลไทย และมั่นใจว่าความสัมพันธ์ไทย – จีน จะยิ่งแน่นแฟ้นยิ่งขึ้น ขณะเดียวกัน ยังได้ถ่ายทอดความปรารถนาดีจากประธานาธิบดีสี จิ้นผิง และครอบครัว ถึงพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี พร้อมย้ำว่า จีนเชื่อมั่นในเสถียรภาพของไทย และพร้อมเป็นหุ้นส่วนที่ไทยสามารถไว้วางใจได้ในระยะยาว

โอกาสนี้ ทั้งสองฝ่ายได้หารือในประเด็นสำคัญ ดังนี้ 1. การยกระดับความสัมพันธ์ไทย – จีน ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องในการยกระดับความสัมพันธ์สู่การเป็นหุ้นส่วนเชิงยุทธศาสตร์ที่มีความลึกซึ้งยิ่งขึ้น โดยจะผลักดันการจัดทำ “แผนปฏิบัติการร่วม” (Action Plan) ที่สอดประสานกับยุทธศาสตร์การพัฒนาของทั้งสองประเทศ เพื่อให้ความร่วมมือเกิดผลอย่างเป็นรูปธรรมในทุกมิติ

2. การแลกเปลี่ยนการเยือนระดับสูง ฝ่ายจีนได้เชิญนายกรัฐมนตรีเข้าร่วมการประชุมผู้นำเอเปคที่จีนจะเป็นเจ้าภาพในช่วงเดือนพฤศจิกายน 2569 นี้ และเชิญเยือนจีนอย่างเป็นทางการ ขณะที่ฝ่ายไทยได้เชิญนายกรัฐมนตรีหลี่ เฉียง เยือนไทย ซึ่งฝ่ายจีนได้ตอบรับในหลักการและอยู่ระหว่างการจัดกำหนดการ

3. สถานการณ์ไทย –กัมพูชา นายหวัง อี้ ได้กล่าวถึงสถานการณ์ในภูมิภาค โดยเห็นว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชามีแนวโน้มที่ดีขึ้น และแสดงความหวังว่าความสัมพันธ์ระหว่างไทยกับกัมพูชาจะมีพัฒนาการที่ดีในเร็ววัน โดยไทยย้ำถึงความสำคัญของการส่งเสริมความเข้าใจและความร่วมมือระหว่างกัน

4. ความมั่นคงและการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ ทั้งสองฝ่ายให้ความสำคัญกับการยกระดับความร่วมมือด้านความมั่นคง โดยเฉพาะการปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งสแกมเมอร์ ซึ่งเป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และจะบรรจุเป็นหนึ่งในประเด็นสำคัญของแนวทางแผนปฏิบัติการร่วม เพื่อเสริมสร้างความปลอดภัยและความเชื่อมั่นของประชาชน

5. การต่อยอดความร่วมมือเชิงรูปธรรมผ่านกลไกและกิจกรรมร่วม ทั้งสองฝ่ายเห็นพ้องที่จะพัฒนาความร่วมมือให้ก้าวไปสู่การดำเนินการเชิงรูปธรรมมากยิ่งขึ้น ไม่เพียงในเชิงนโยบาย แต่รวมถึงการขับเคลื่อนผ่านกลไกความร่วมมือ การประชุม และกิจกรรมร่วมในระดับต่างๆ เพื่อให้เกิดผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน

“การหารือครั้งนี้สะท้อนถึงความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดและความไว้วางใจในระดับสูงระหว่างไทยกับจีน ซึ่งไม่เพียงเป็นความสัมพันธ์เชิงสัญลักษณ์ แต่ยังมุ่งสู่การขับเคลื่อนความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์และเชิงปฏิบัติอย่างเป็นรูปธรรมในระยะยาวอีกด้วย” นางสาวรัชดา กล่าว

ยื่นร่างฯ 1 พ.ค.นี้ ไอซ์ เดินสายเปิดแคมเปญรณรงค์ ปฏิรูปประกันสังคม

ยื่นร่างฯ 1 พ.ค.นี้ ไอซ์ เดินสายเปิดแคมเปญรณรงค์ ปฏิรูปประกันสังคม

ยื่นร่างฯ 1 พ.ค.นี้ ไอซ์ เดินสายเปิดแคมเปญรณรงค์ ปฏิรูปประกันสังคม

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.36 น.

24 เมษายน 2569 น.ส.รักชนก ศรีนอก สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) โพสต์ข้อความระบุว่า ไม่ว่าจะเหลือเวลาเท่าไหร่ จะโดนกี่ตีนกระหน่ำ

พวกเรายืนยัน จะเดินหน้าทุ่มเททำงานต่อไม่ลดละ

เที่ยงนี้ ไอซ์และ สหัสวัต คุ้มคง มาทำกิจกรรม

ที่ซอยละลายทรัพย์ เย็นนี้เจอกันที่ฉะเชิงเทรา

พรุ่งนี้ระยอง มะรืนสระบุรี,ชลบุรี 27เจอกันที่เชียงใหม่

เจอกับ พี่เซีย พี่ไหม เนม ไอซ์ ทั่วประเทศ

เดินสายทั่วประเทศ รณรงค์ปฏิรูปประกันสังคม

1 พฤษภา เวลา 15:00

ผู้ประกันตนเจอกันที่ 4 แยกบางโพ

เดินขบวนไปยื่นร่างทวงคืนกองทุนประกันที่รัฐสภา

นักเขียนซีไรต์ ฉะ พิธา อย่าสร้างสังคมอุดมปัญหา ซัดแรง!โกหกจนเป็นอนุสัย

นักเขียนซีไรต์ ฉะ พิธา อย่าสร้างสังคมอุดมปัญหา ซัดแรง!โกหกจนเป็นอนุสัย

นักเขียนซีไรต์ ฉะ พิธา อย่าสร้างสังคมอุดมปัญหา ซัดแรง!โกหกจนเป็นอนุสัย

วันศุกร์ ที่ 24 เมษายน พ.ศ. 2569, 21.16 น.

24 เมษายน 2569 วิมล ไทรนิ่มนวล นักเขียนรางวัลซีไรต์ ได้โพสต์ภาพของ นายพิธา ลิ้มเจริญรัตน์ อดีตหัวหน้าพรรคก้าวไกล พร้อมข้อความระบุว่า “อนุสัยประจำพรรค”

ผู้ชายที่โกหกตอแหลเป็นมังกรพ่นไฟ ทั้งเรื่องเล็กเรื่องใหญ่ เรื่องจำเป็นและไม่จำเป็น แม้เป็นเรื่องส่วนตัวก็เกินรับอยู่แล้ว

แต่โกหกตอแหลคนทั้งประเทศ กระทั่งผู้สนับสนุนพรรคตนเองนั้น ถือว่าทรยศต่อประชาชน!

เป็นนักการเมือง คำพูดเป็นใหญ่ มีอิทธิพลมหาศาลแก่สังคม ควรจะสร้างสังคมที่นิยมความจริง ต้องการความจริง เสนอความจริง เคารพความจริง เพื่อให้เป็นสังคมอุดมปัญญา ไม่ใช่โกหกตอแหลกันทั้งพรรคจนเป็นสังคมอุดมปัญหา

เป็นนักการเมืองในระบอบที่เปิดกว้างอย่างในปัจจุบันก็สร้างสังคมคุณภาพได้แล้ว โดยไม่ต้องรอจนได้เปลี่ยนระบอบและพวกตนได้ครองอำนาจ

เพราะนั่นเป็นเรื่องของอำนาจ อำนาจที่ได้มาด้วยการโกหกแหล ก็ต้องรักษาอำนาจไว้ด้วยการโกหกตอแหล…ไม่มีวันสิ้นสุด

พวกโกหกตอแหลจนเป็นอนุสัย ใครเอาไปเป็นผัวก็ขออวยพรช่วยไว้ล่วงหน้า ว่าให้เจริญด้วยอายุ วรรณะ สุขะ พละ จนกว่าจะมรณะไปด้วยกัน