อังคณา อัด กกต. จัดเลือกตั้ง ทำปชช.ไม่เชื่อมั่น ชี้หัวใจหลักอยู่ที่ โปร่งใส-ตรวจสอบได้

อังคณา อัด กกต. จัดเลือกตั้ง ทำปชช.ไม่เชื่อมั่น ชี้หัวใจหลักอยู่ที่ โปร่งใส-ตรวจสอบได้

อังคณา อัด กกต. จัดเลือกตั้ง ทำปชช.ไม่เชื่อมั่น ชี้หัวใจหลักอยู่ที่ โปร่งใส-ตรวจสอบได้

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.21 น.

อังคณา อัด กกต. จัดเลือกตั้ง ทำปชช.ไม่เชื่อมั่น ชี้หัวใจหลักอยู่ที่ โปร่งใส-ตรวจสอบได้ สะท้อนเสียงประชาชนไม่ไว้วางใจ ชง 4 แนวทางฟื้นศรัทธา ขณะที่ สว.กอบ ให้กำลังใจ เชียร์ใช้อำนาจตามรธน.แบบเข้มข้น ส่วน แสวง ยันระบบเข้มแข็ง ไร้ใครแทรกแซง แจง คดีฮั้ว สว. เป็นคดีลักษณะพิเศษ ทำสำนวนเสร็จแล้ว กว่า 9 หมื่นหน้า รอเสนอที่ประชุมใหญ่พิจารณา

เมื่อวันที่ 28 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา ที่มีนายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณารายงาน ผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปีงบประมาณ พ.ศ 2567 ตามมาตรา 22 (8) แห่งพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ 2560 โดยมีนายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)มาชี้แจง

ทั้งนี้ การอภิปรายของสว.ส่วนใหญ่ตำหนิการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งของ กกต.ในช่วงที่ผ่านมาว่าทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาและไม่เชื่อถือ โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สว.และสส.  เช่น นางอังคณา นีละไพจิตร สว. อภิปรายว่า หลังการเลือกตั้งสว.ปี 67 และการเลือกตั้งสส.เมื่อวันที่ 8 ก.พ.ที่ผ่านมา ภาพสะท้อนออกมาชัดเจนคือความไม่เชื่อมั่นของประชาชน ไม่ใช่ดูแค่จากผลคะแนน แต่หมายถึงกระบวนการทั้งหมดในการจัดการที่นำมาสู่ผลคะแนน ถ้าฟังเสียงสะท้อนจากประชาชนจะพบปัญหาตั้งแต่การจัดการหน่วยเลือกตั้ง การนับคะแนน การรายงานผล จนถึงช่องทางที่ประชาชนร้องเรียนปัญหาเข้าถึงยาก เมื่อไม่ได้รับคำตอบที่เข้าใจด้วยเหตุผลก็ทำให้เกิดความไม่ไว้วางใจ  และขยายตัวเป็นวิกฤตศรัทธาที่มีต่อกระบวนการเลือกตั้ง และกกต. 

นางอังคณา กล่าวอีกว่าในรายงานของกกต.ได้กล่าวถึงความท้าทายในการการเลือกตั้งสว.ที่ผ่านมา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดมากนัก และที่ผ่านมามีประชาชนจำนวนมากตั้งคำถามถึงกกต.ในเรื่องความโปร่งใส ความยุติธรรม รวมถึงการจัดการกับการซื้อเสียง กติกาที่ไม่เป็นธรรม หรือการบังคับใช้กฎระเบียบที่อาจถูกมองว่าเกิดความไม่เท่าเทียมในการแข่งขัน 
  
นางอังคณา กล่าวต่อว่า ตนมีข้อเสนอแนะต่อกกต. คือ 1. ต้องมีการสร้างกลไกเพื่อให้ประชาชนสามารถตรวจสอบการเลือกตั้งได้โดยง่าย  2.การจัดการเรื่องร้องเรียนควรมีระยะเวลาดำเนินการที่แน่นอนและในการตรวจสอบเรื่องร้องเรียนนั้นๆ ไม่ควรล่าช้าและควรเปิดเผยคำวินิจฉัยอย่างเป็นลายลักษณ์อักษรต่อสาธารณะ 3.การสื่อสารกับประชาชน กกต. ควรลดการใช้ภาษากฎหมายที่ตีความยาก และให้คำอธิบายถึงความสำคัญ และเหตุผลเชิงประจักษ์ให้ประชาชนเข้าใจได้โดยง่าย  กกต. ต้องอดทนอดกลั้นในการชี้แจง เพื่อให้ประชาชนเข้าใจ และ 4. กกต.ไม่ควรใช้กฎหมายในการฟ้องร้องหรือดำเนินคดีกับประชาชนที่แสดงความคิดเห็นโดยสุจริตและเปิดเผย เพราะอาจถูกมองว่าเป็นการคุกคามโดยการใช้กฎหมาย

“ความเชื่อมั่นศรัทธาไม่ใช่สิ่งที่เกิดขึ้นได้เอง แต่ต้องสร้างขึ้นด้วยการทำงานที่เปิดเผยโปร่งใสและตรวจสอบได้ ยิ่งสังคมตั้งคำถามมากเท่าไหร่ถือว่าประชาชนให้ความสำคัญกับกกต.มากขึ้นเท่านั้น เพราะการเลือกตั้งเป็นสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมืองของประชาชน และในระบอบประชาธิปไตยความโปร่งใสเป็นธรรมและได้รับการยอมรับจากประชาชน”นางอังคณา กล่าว

ทางด้าน พ.ต.อ.กอบ อัจนากิตติ สว. อภิปรายตอนหนึ่งว่า ตนเห็นใจ กกต. โดยการทำงานที่ผ่านตามที่รัฐธรรมนูญกำหนนดนั้นดีแล้ว แต่บังเอิญคนไม่เหมือนกัน  ความเห็นไม่ใช่กฎหมาย ทั้งนี้ตนขอให้ กกต.ใช้ความกล้าหาญ ทั้งนี้รัฐธรรมนูญให้อำนาจ กกต. เต็มที่ กกต.ต้องทำให้สอดรับกับรัฐธรรมนูญ นอกจากนั้นรัฐธรรมนูญให้อำนาจการทำงานร่วมกับ 9 องค์กรอิสระ ขอให้กกต.ใช้องค์กรเหล่านั้น อย่าใช้องค์กรที่มีมีศักดิ์ต่ำกว่ากฎหมายของกกต. มาทำงาน ส่วนประเด็นที่มี สว.บางคนอภิปรายเรื่องฮั้วสว. ตนมองว่าไม่ควรใช้คำนั้นเพราะไม่มีในกฎหมาย อย่างไรก็ดีตนขอให้สว.เคารพกฎหมาย เคารพกติกาบ้านเมือง อย่าใช้คำพูดไม่สุภาพ  ทั้งนี้การทำงานต้องรู้หน้าที่ กกต. ทำหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญให้ดี ก็จะจบได้

จากนั้น นายแสวง ชี้แจงว่า การเลือกตั้งคือการแข่งขันที่ต้องให้ความสำคัญกับกติกา ซึ่งหลักการของการเลือกตั้งในระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หมายถึง การเลือกตั้งที่ประชาชนเป็นผู้เลือก  ดังนั้นผลการเลือกตั้ง คือผลที่มาจากพรรคการเมือง ผู้สมัครรับเลือกตั้งและ ประชาชนนที่ต้องรับผิดชอบร่วมกัน ส่วน กกต. เป็นผู้ออกแบบการเลือกตั้ง ให้สุจริต เที่ยงธรรม ดังนั้นการเลือกตั้งดีหรือไม่ดีต้องรับผิดชอบร่วมกัน

“หลักการจัดการเลือกตั้ง กกต. ยืนยันว่าได้ออกแบบระบบที่เข้มแข็ง อำนวยความสะดวกให้เรียบร้อย คำนึงถึงความโปร่งใส อย่างไรก็ดีในประเด็นการเลือกตั้งโดยตรงและลับนั้น เป็นเรื่องที่อยู่ในชั้นศาลผมไม่ขอก้าวล่วง  และผมขอไปชี้แจงที่ศาลรัฐธรรมนูญ ส่วนที่บอกว่ามีความผิดพลาด 50% นั้นข้อเท็จจริงคือ ผิดพลาด 50 แห่งจาก 1แสนหน่วยทั้งนี้ในวันเลือกตั้ง ประชาชนเห็นอย่างไร กกต.ก็เห็นอย่างนั้น  โดยวันเลือกตั้งไม่มีพนักงานของสำนักงาน กกต. เป็นเจ้าหน้าที่เลือกตั้งแม้แต่คนเดียว ส่วน กปน. คือประชาชนที่อาสาเข้ามา 1.6แสนคน ส่วนประชาชนที่เลือกตั้ง 52 ล้านคน ดังนั้นการเลือกตั้งผู้สมัคร และพรรคการเมืองทำร่วมกัน ขณะที่ กกต.ทำให้การเลือกตั้งเรียบร้อย โปร่งใส ซึ่งขั้นตอนที่เกิดขึ้นอธิบายได้ว่าไม่มีความไม่โปร่งใสในสิ่งที่ทำ” นายแสวง ชี้แจง

นายแสวงชี้แจงต่อว่า ส่วนความพยายามหรือการกระทำที่ทุจริตนั้นระบบตรวจสอบได้ ขณะที่การเลือกตั้ง กกต. คำนึงหลักการมีส่วนร่วมของประชาชน มีประชาชน ผู้แทนพรรคการเมืองเข้าสังเกตการณ์การเลือกตั้งได้ รวมถึงองค์กรเอกชนร่วม แสนคน  ส่วนที่เกิดข้อผิดพลาดนั้น ยืนยันว่าไม่เกิดจากระบบ เพราะตัวระบบแข็งแรง ไม่สามารถแทรกแซงการเลือกตั้งได้  ส่วนประเด็นที่มีคำถามว่า กกต.ฟ้องปิดปากประชาชน ว่า กกต.คำนึงถึงการใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ สิ่งที่กระทำไป แยกระหว่างคนทำผิด กับการใช้สิทธิ เสรีภาพ ดังนั้นเมื่อมีคนที่ไม่ใช้สิทธิ เสรีภาพตามรัฐธรรมนูญ กกต.มีหน้าที่ปกป้องให้การเลือกตั้งเรียบร้อย 

นายแสวง ชี้แจงต่อว่าการทำสำนวนของ กกต. นั้นมีเวลาเร่งรัดทุกสำนวน ให้เสร็จภายใน 1 ปี  แต่มีคดีที่ต้องใช้เลาเกิน เพราะมีสำนวนที่เป็นลักษณะพิเศษ มีความซับซ้อน ต้องนำคำร้องทุกคำร้องที่มีผู้ร้องเป็นรายกรณีมารวมในคำร้อง ดังนั้นจึงมีเอกสาร พยานหลักฐานมาก เกือบ 9หมื่นหน้า ขณะนี้อยู่ในชั้เสนอ กกต. พิจารณา

“กกต.ได้เร่งรัดสอบสวนทุกสำนวนและนอกจากเร็ว ต้องให้ความเป็นธรรมกับทั้งฝ่ายผู้ร้องและผู้ถูกร้องด้วย  คดีเลือกตั้งไม่เหมือนคดีทั่วไปหรืออาญา ที่มีประจักษ์พยานชัดเจน แต่คดีเลือกตั้งบางคร้ัง ในการข่าว พอทราบว่าอะไรเกิดขึ้น แต่สิ่งที่นำไปสู่ชั้นศาลต้องมีพยานหลักฐาน รับฟังพยานจนปราศจากข้อสงสัย”  นายแสวง ชี้แจง

นายแสวง ยังชี้แจงต่อประเด็นการออกเสียงประชามติ ว่า หลังจากที่ได้ผลแล้วเป็นหน้าที่ของรัฐบาล ที่จะดำเนินการ โดยประชาชนและสภาต้อตรวจสอบรัฐบาลเอง เพราะไม่อยู่ในอำนาจ กกต. ที่มีอำนาจแค่จัดการอกเสียงประชามติให้เป็นไปโดยเรียบร้อย

ศุภจี เล็งหารือ รมว.ท่องเที่ยว ปมแนวคิดค่าธรรมเนียมคนไทยบินตปท.จ่าย1,000

ศุภจี เล็งหารือ รมว.ท่องเที่ยว ปมแนวคิดค่าธรรมเนียมคนไทยบินตปท.จ่าย1,000

ศุภจี เล็งหารือ รมว.ท่องเที่ยว ปมแนวคิดค่าธรรมเนียมคนไทยบินตปท.จ่าย1,000

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.16 น.

‘ศุภจี’ เล็งหารือ ‘รมว.ท่องเที่ยว’ ปมแนวคิด เก็บค่าธรรมเนียมคนไทยบินต่างประเทศจ่าย 1,000 ต่อครั้ง ชี้ต้องพิจารณารอบคอบ

28 เมษายน 2569 เมื่อเวลา 13.30 น.ที่ทำเนียบรัฐบาล นางศุภจี สุธรรมพันธ์ุ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.พาณิชย์ ในฐานะกำกับดูแลกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา (ด้านการท่องเที่ยว) กล่าวถึงแนวคิดของนายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุล รมว.ท่องเที่ยวและกีฬา ที่จะมีการจัดเก็บค่าธรรมเนียมคนไทยที่เดินทางไปต่างประเทศ (Exit Fee) โดยเสียอัตรา 1,000 บาทต่อครั้งว่า ความชัดเจนเรื่องดังกล่าวต้องนำเข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) โดยนายสุรศักดิ์ จะต้องเสนอเรื่องให้ตนก่อนเข้านำเข้าที่ประชุมครม.ต่อไป

เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองว่ามีความเหมาะสมหรือไม่ นางศุภจี กล่าวว่า ส่วนตัวยังไม่เห็นรายละเอียด ต้องขอไปพูดคุยรายละเอียดกับนายสุรศักดิ์ ก่อน โดยจะต้องดูให้ละเอียดรอบคอบ

ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ! เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ! เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

ตั้งบอร์ดนโยบายเศรษฐกิจ! เร่งขับเคลื่อนนโยบายรัฐ รับมือผลกระทบตะวันออกกลาง

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.08 น.

28 เมษายน 2569 นางสาวรัชดา ธนาดิเรก โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยถึงคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง  แต่งตั้งคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ เพื่อขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจสำคัญของรัฐบาลตามที่แถลงต่อรัฐสภา ให้ดำเนินการได้อย่างต่อเนื่อง มีประสิทธิภาพ และสอดรับกับสถานการณ์เศรษฐกิจที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

คณะกรรมการดังกล่าวมีบทบาทสำคัญในการพิจารณากลั่นกรองนโยบายด้านเศรษฐกิจในภาพรวม ทั้งด้านการเงิน การคลัง การภาษีอากร การค้า การลงทุน เกษตรกรรม การคมนาคมและโลจิสติกส์ การท่องเที่ยว การพลังงาน ดิจิทัล และอุตสาหกรรม รวมถึงกำหนดมาตรการเชิงรุกเพื่อรับมือผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งในภูมิภาคตะวันออกกลาง

ทั้งนี้ นายกรัฐมนตรีเป็นประธานคณะกรรมการ โดยมีรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ รองนายกรัฐมนตรี (นายปกรณ์ นิลประพันธ์) รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษาวิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม เป็นรองประธานกรรมการ

ส่วนกรรมการ ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี (นายภราดร ปริศนานันทกุล) ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงการคลัง ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย นายฉันทานนท์ วรรณเขจร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ประธานกรรมการสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานกรรมการสมาคมธนาคารไทย

โดยมี เลขาธิการคณะรัฐมนตรี เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและเลขานุการ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง และรองเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ที่ได้รับมอบหมายจากเลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ เป็นกรรมการและผู้ช่วยเลขานุการ

จ้างอู่ไทยสร้าง! ทร. เคาะงบ 434 ล้าน จัดหาเรือน้ำมัน 1 ลำ ทดแทนเรือหลวงจุฬา

จ้างอู่ไทยสร้าง! ทร. เคาะงบ 434 ล้าน จัดหาเรือน้ำมัน 1 ลำ ทดแทนเรือหลวงจุฬา

จ้างอู่ไทยสร้าง! ทร. เคาะงบ 434 ล้าน จัดหาเรือน้ำมัน 1 ลำ ทดแทนเรือหลวงจุฬา

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.56 น.

ทร.เคาะงบ 434 ล้าน จัดหาเรือน้ำมัน 1 ลำ ทดแทนเรือหลวงจุฬา จ้างอู่ไทยสร้าง เสริมขีดความสามารถส่งกำลังบำรุงในทะเล และส่งเสริมอุตสาหกรรมต่อเรือในประเทศ

28 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก (บก.ทร.) พล.ร.ต.ปารัช รัตนไชยพันธ์ โฆษกกองทัพเรือ เปิดเผยว่า กองทัพเรือได้ดำเนินโครงการจัดหาเรือน้ำมัน จำนวน 1 ลำ เพื่อทดแทนเรือหลวงจุฬา ซึ่งขึ้นระวางประจำการเมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ.2523 และมีอายุการใช้งานมากกว่า 45 ปี ปัจจุบันอยู่ในช่วงปลายอายุการใช้งานตามเกณฑ์ และมีแผนปลดระวางประจำการในปี พ.ศ.2570

ทั้งนี้ โครงการดังกล่าวเป็นไปตามยุทธศาสตร์กองทัพเรือ พ.ศ.2560 – 2580 (ทบทวน พ.ศ.2566) เพื่อคงไว้ซึ่งขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุงทางทะเลในพื้นที่ทัพเรือภาคต่างๆ การจัดหาเรือน้ำมันครั้งนี้ มุ่งเน้นการเสริมสร้างศักยภาพด้านส่งกำลังบำรุงในภารกิจทางทหารและการช่วยเหลือประชาชน

โดยเป็นการจัดจ้างอู่ต่อเรือภายในประเทศ ซึ่งเป็นการส่งเสริมอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและการพัฒนาขีดความสามารถด้านเทคโนโลยีของไทย เรือน้ำมันลำใหม่ได้รับการออกแบบและก่อสร้างตามมาตรฐานสากลและข้อกำหนดของกองทัพเรือ ได้แก่ มาตรฐานของสถาบันจัดชั้นเรือ RINA อนุสัญญา SOLAS และ MARPOL รวมทั้งมาตรฐานวิศวกรรมทางเรือที่เกี่ยวข้อง โดยติดตั้งระบบขนถ่ายน้ำมันที่มีความปลอดภัยสูง สามารถปฏิบัติการรับ – ส่งน้ำมันเชื้อเพลิงได้อย่างมีประสิทธิภาพ ลดความเสี่ยงต่อการรั่วไหล และสอดคล้องกับข้อกำหนดด้านสิ่งแวดล้อมในระดับสากล

สำหรับความคืบหน้าโครงการ เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2569 ที่ผ่านมา กระทรวงกลาโหมได้อนุมัติให้กองทัพเรือดำเนินการจ้างสร้างเรือน้ำมัน จำนวน 1 ลำ จากบริษัท ไทยอินเตอร์เนชั่นแนล ด๊อคยาร์ด จำกัด (TINDY) โดยวิธีคัดเลือก วงเงินรวมทั้งสิ้น 434,634,000 บาท กำหนดส่งมอบในปี พ.ศ.2571 และในวันนี้ กองทัพเรือได้มีการลงนามในสัญญาว่าจ้างกับบริษัท TINDY ซึ่งเป็นบริษัทต่อเรือของคนไทยที่มีประสบการณ์และเคยมีผลงานร่วมกับกองทัพเรือมาก่อน เป็นที่เรียบร้อย

กองทัพเรือ ยืนยันว่า โครงการนี้จะเป็นกำลังสำคัญในการเสริมสร้างความมั่นคงทางทะเล เพิ่มขีดความสามารถด้านการส่งกำลังบำรุง และสนับสนุนการปฏิบัติภารกิจของกองทัพเรือให้สามารถรองรับสถานการณ์ด้านความมั่นคงที่เปลี่ยนแปลงได้อย่างมีประสิทธิภาพ

– 006

สว.เปรมศักดิ์ ซัด กกต. มีอำนาจไร้ความน่าเชื่อถือก็ไร้ความหมาย

สว.เปรมศักดิ์ ซัด กกต. มีอำนาจไร้ความน่าเชื่อถือก็ไร้ความหมาย

สว.เปรมศักดิ์ ซัด กกต. มีอำนาจไร้ความน่าเชื่อถือก็ไร้ความหมาย

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.52 น.

28 เมษายน 2569 ที่ประชุมวุฒิสภาได้พิจารณารายงาน ผลการปฏิบัติงานคณะกรรมการการเลือกตั้งประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2567 ตามมาตรา 22 (8) แห่งพระราชบัญญัติ ประกอบรัฐธรรมนูญ ว่าด้วยคณะกรรมการการเลือกตั้ง พ.ศ.2560 โดยมี นายแสวง บุญมี เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) นำข้าราชการ 12 คน มาชี้แจงต่อที่ประชุมวุฒิสภา ทั้งนี้ การอภิปรายของ สว.ส่วนใหญ่ ตำหนิการทำหน้าที่จัดการเลือกตั้งของ กกต.ในช่วงที่ผ่านมาว่าทำให้ประชาชนเสื่อมศรัทธาและไม่เชื่อถือ โดยเฉพาะการเลือกตั้ง สว.และ สส.

โดย นพ.เปรมศักดิ์ เพียยุระ สมาชิกวุฒิสภา ได้อภิปรายว่า กกต.ในวันนี้มีภาพลักษณ์ต่างจากสมัย นายบุญส่ง น้อยโสภณ รองประธานวุฒิสภาฯ เป็น กกต.เป็นอย่างมาก ภาพลักษณ์ของ กกต.คนคาดหวังว่าจะมีความโปร่งใสในการเลือกตั้งทุกระดับ ถ้าจำกันได้สมัยก่อนจัดการเลือกตั้งโดยกระทรวงมหาดไทยมาโดยตลอด มี กกต.ครั้งแรกในรัฐธรรมนูญปี 2540 กกต.ช่วงนั้นเป็น กกต.ในฝันของประชาชน ที่ตนประทับใจมี กกต.ท่านหนึ่งประกาศการรับรอง สส.ว่า จะไม่ยอมให้คนชั่วเหยียบบันไดสภา การเลือกตั้งครั้งนั้นจึงบริสุทธิ์โปร่งใสเป็นที่นับถือ จนเป็นตำนานของการเลือกตั้งที่เรามี กกต.ชุดแรก หลังรัฐธรรมนูญปี 2540 เราก็มี กกต.มาถึงทุกวันนี้ เพราะประชาชนอยากให้การเลือกตั้งบริสุทธิ์ยุติธรรม ไม่อยากให้นักการเมืองที่เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นองค์กรที่คุมกรรมการการเลือกตั้ง

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวว่า แต่ตนดูรายงานจากเอกสารที่ กกต.เสนอต่อวุฒิสภา พบว่า ท่านบอกจัดการเลือกตั้งได้อย่างบริสุทธิ์ยุติธรรม แต่ประชาชนคนตรวจการบ้านกลับมองสวนทางกับรายงานที่เสนอมา ในรายงานบอกว่า มีความเรียบร้อยโปร่งใส แต่ประชาชนกลับตั้งคำถามมากมายถึงการเลือกตั้ง สส.และ สว.ที่ผ่านมา รวมถึงการเลือกตั้งท้องถิ่นทั่วประเทศ

“มีประชาชนพูดตรงกันทั่วประเทศว่าอย่ามาแหวง แต่เลขาธิการ กกต.กับบอกอย่างภูมิใจว่าท่านไม่ถือท่านไม่โกรธ และชอบด้วยซ้ำ ค้านกับความรู้สึกของประชาชน เพราะคำว่าอย่ามาแหวง เขาหมายถึงว่า ไม่เชื่อถือแล้วจะมาภูมิใจในความไม่เชื่อถือนี้ได้อย่างไร อยากถามเลขาธิการ กกต.ว่า ปากกับใจตรงกันหรือไม่ ที่พูดว่าชอบคำพูดอย่ามาแหวง ความจริงน่าจะเอาความเสียงสะท้อนนี้ตรวจสอบว่าทำไมประชาชนพูดแบบนี้ ผมจำได้เลขาธิการ กกต.คนแรกสมัย นายวิจิตร อยู่สุภาพ ประชาชนก็ไม่เคยบอกว่า อย่ามาวิจิตร แต่เวลานี้ทำไมประชาชนตั้งคำถามว่า กกต.อิสระจริงหรือไม่” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

นพ.เปรมศักดิ์ กล่าวด้วยว่า ในรายงาน กกต.บอกว่าในปี 2569 จะเต็มไปด้วยความท้าทายอย่างยิ่ง จะมีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญ จึงอยากถามว่า กกต.ได้ทำตามที่ท่านได้บอกว่าท้าทายแล้วใช่หรือไม่ ในการเลือกตั้งวันที่ 8 กุมภาพันธ์ 2569 ที่ผ่านมา มีการทำประชามติในเรื่องการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ปรากฏว่า ประชาชนกว่า 21 ล้านคน เห็นควรให้แก้ไขรัฐธรรมนูญ แต่ในการแแถลงนโยบายรัฐบาล ในร่างนโยบายไม่มีการเขียนเกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญเลยแม้บรรทัดเดียว ถ้าตนเป็น กกต.โวยไปแล้ว และอนาคตการแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นอย่างไรในเมื่อไม่มีในนโยบายรัฐบาล แล้ว กกต.ยังนิ่งเฉยได้อย่างไร

“รายงานของ กกต.ที่ส่งให้สมาชิกวุฒิสภาพิจารณาทำอย่างสละสลวย ทำให้ผมเคลิ้มแต่ขาดศรัทธา วันนี้ศรัทธาถูกบั่นทอนซ้ำแล้วซ้ำเล่า องค์กรอิสระแห่งนี้จะคงอยู่ต่อไปได้อย่างไรบนศรัทธาที่เสื่อมคลอนลงมาเรื่อยๆ ผมอยากพูดคำหนึ่งให้เลขาธิการ กกต.และคณะที่มาชี้แจง ว่า วันนี้ท่านมีอำนาจท่านมีบทบาทในการจัดการเลือกตั้งที่รัฐธรรมนูญมอบหมาย แต่อำนาจที่ปราศจากความน่าเชื่อถือจะเป็นอำนาจที่ไร้ความหมาย” นพ.เปรมศักดิ์ กล่าว

โรม ชี้ปราบสแกมเมอร์ ลดเสา-ตัดเน็ต ผิดจุด ทำคนชายแดนเดือดร้อนหนัก

โรม ชี้ปราบสแกมเมอร์ ลดเสา-ตัดเน็ต ผิดจุด ทำคนชายแดนเดือดร้อนหนัก

โรม ชี้ปราบสแกมเมอร์ ลดเสา-ตัดเน็ต ผิดจุด ทำคนชายแดนเดือดร้อนหนัก

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.35 น.

“โรม”ชี้ปราบสแกมเมอร์ “ลดเสา-ตัดเน็ต”ผิดจุด ทำคนชายแดนเดือดร้อนหนัก จี้รัฐหาวิธีคุมสัญญาณอยู่ในไทย-สกัดออกนอกประเทศให้ได้ ป้องแก๊งคอลเซ็นเตอร์ ลั่นรัฐควรริเริ่ม แม้ กสทช.มีบทบาทมากกว่า แต่ ปชช.เลือก กสทช.ไม่ได้

28 เมษายน 2569 นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีราบชื่อ พรรคประชาชน (ปชน.) อดีตประธานคณะกรรมาธิการความมั่นคงแห่งรัฐ กิจการชายแดนไทย ยุทธศาสตร์ชาติและการปฏิรูปประเทศ สภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่ชาวบ้านในพื้นที่ชายแดนถูกลดเสาสัญญาณตามมาตรการรัฐ ทำให้ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ได้ จะมีวิธีการที่จะให้ทางรัฐแก้ไขอย่างไร ว่า จริงๆ เรื่องนี้รัฐบาลต้องเข้าไปดูว่าการมีเสาสัญญาณ ก็เพื่อให้สัญญาณใช้ได้ฝั่งไทยได้ ซึ่งวิธีการในทางเทคนิคมี และเท่าที่ตนเคยทราบจาก กสทช.ก็อยู่ที่อุปกรณ์ ขนาดเสาในการที่จะรับได้อยู่แล้ว แต่ในวันนี้อาจยังไม่มีการไปดูในรายละเอียดตรงนั้น ซึ่งเป็นเรื่องที่มีการท้วงติงกันมาพอสมควรว่าน่าจะมีการจัดการส่วนนี้ได้ ตนเข้าใจว่าบางส่วนอาจมีการจัดการลักษณะนั้นไปแล้ว เช่น ฝั่งที่ติดกับกัมพูชาพื้นที่มีการจับสัญญาณให้หันเข้ามาในประเทศไทยแล้วลดขนาดลง เพื่อให้คนที่อยู่ตามแนวชายแดนจะยังสามารถใช้เสาสัญญาณของฝั่งไทยต่อไปได้

เรื่องนี้รัฐควรช่วยแก้ปัญหาคนชายแดนอย่างไร หลังการลดเสาลดสัญญาณไม่ใช่มาตรการที่ตรงจุด เพราะชาวบ้านในพื้นที่ร้องเรียนว่าเหมือนถูกปิดกั้นอีกโลก นายรังสิมันต์ กล่าวว่า ตนคิดว่าปัญหาเรื่องนี้ไม่ได้อยู่แค่การลดเสา แต่อยู่ที่ว่าจะทำอย่างไรให้สัญญาณมีเฉพาะในฝั่งไทย ดังนั้นการจะลดหรือไม่ลดเสาไม่ใช่ประเด็นหลัก แต่ประเด็นหลักคือทำอย่างไรให้สัญญาณอยู่แค่ฝั่งไทย และแก๊งค์คอลเซ็นเตอร์ไม่สามารถเอาไปใช้ประโยชน์ได้ และหลังจากนี้ทราบมาว่าทางฝั่งอเมริกาก็จะมีการปราบปรามสแกมเมอร์มากขึ้น และสตาร์ลิ้งก็อาจถูกจัดการมากขึ้น ตนประเมินว่ามีความเป็นไปได้ที่ทางฝั่งกัมพูชาโดยเฉพาะพวกแก๊งคอลเซ็นเตอร์อาจจะกลับมาใช้สัญญาณอินเตอร์เน็ตจากประเทศไทย ซึ่งนั่นคือสิ่งที่เราต้องเตรียมเหมือนกันว่าบางพื้นที่อาจจะมีสัญญาณล้ำไปฝั่งกัมพูชาอยู่

นายรังสิมันต์ กล่าวด้วยว่า ตนคิดว่าสิ่งที่ต้องทำคือภาครัฐควรมีการพูดคุยกันทั้ง Operator และ กสทช.ว่าจะทำอย่างไรให้สัญญาณมีการครอบคลุมฝั่งดินแดนไทยทั้งหมด และอีกด้านหนึ่งต้องทำให้มีกรอบกำหนดระยะเวลาที่ชัดเจนด้วยว่าจะเมื่อไหร่ อย่างไร ไม่ใช่รอคอยไปเรื่อยๆ

“ผมคิดว่ารัฐต้องริเริ่ม แม้ กสทช.จะมีบทบาทมากกว่า แต่ประชาชนเลือก กสทช.ไม่ได้ จึงต้องฝากความหวังไว้กับรัฐบาล แต่ต้องตั้งธงว่าให้สัญญาณอยู่เฉพาะในประเทศไทย ครอบคลุมใช้งานได้จริง” นายรังสิมันต์ กล่าว

คกก.ญาติวีรชนพฤษภา 35 จี้รัฐบาล ฟื้นร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

คกก.ญาติวีรชนพฤษภา 35 จี้รัฐบาล ฟื้นร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

คกก.ญาติวีรชนพฤษภา 35 จี้รัฐบาล ฟื้นร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.25 น.

คกก.ญาติวีรชนพฤษภา 35 จี้รัฐบาล ฟื้นร่าง พ.ร.บ.สร้างเสริมสังคมสันติสุข เพื่อสร้างสามัคคีของคนในชาติ ย้ำไม่แตะคดีทุจริต-คดีอาญาร้ายแรง และมาตรา 112 เว้นแต่อายุต่ำกว่า 16 ปี นิรโทษกรรมได้

28 เมษายน 2569 ที่ศูนย์รับเรื่องราวร้องทุกข์ของรัฐบาล นายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 2535 ยื่นหนังสือถึงรัฐบาล ผลักดันร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันติสุขเพื่อความสามัคคีของคนในชาติ

โดยมีรายละเอียดว่า กราบเรียน นายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล อ้างถึงสร้างความสามัคคีสมานฉันท์สังคมไทยตามพระราชดำรัสในหลวง ร.10 เนื่องด้วยร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันดิสุข พ.ศ. … ซึ่งได้ด่านความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎร 3 ร่าง ประกอบด้วย ร่างของพรรคภูมิใจไทย, รวมไทยสร้างชาติ และพรรคครูไทยเพื่อประชาชน และต่อมาได้ผ่านวาระแรกของวุฒิสภา กรรมาธิการของวุฒิสภาพิจารณาใกล้จะแล้วเสร็จแต่มีเหตุยุบสภาเสียก่อน ดังนั้น ขอให้นายกรัฐมนตรี ได้แสดงภาวะความเป็นผู้นำ ด้วยการให้ผู้เกี่ยวข้องดำเนินการให้รัฐสภาได้ดำเนินการพิจารณาต่อไป เพื่อสร้างสามัคคีของคนในชาติในภาวะวิกฤตเช่นปัจจุบัน

ทั้งนี้ กรรมการญาติวีรชนฯ ได้เรียกร้องความสามัคคีมากว่า 30 ปี โดยมีเหตุผลสนับสนุนดังนี้ ประเด็นหลักของร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังสมสันติสุข จะยกโทษกับผู้ชุมนุมทางการเมืองที่มีความผิดตามบัญชีท้าย พ.ร.บ.แต่ไม่ยกโทษให้ 3 ความผิดสำคัญคือ 1) คดีทุจริต 2) คดีอาญาร้ายแรง และ 3) ความผิดตามมาตรา 112 ได้เปิดช่องทางนิรโทษกรรมอย่างมีเงื่อนไขให้เยาวชนอายุไม่เกิน 16 ปี ที่ถูกคำเนินคดีได้กลับเนื้อกลับตัว กรรมการญาติวีรชนฯ จึงเห็นว่า กว่าสองทศวรรษ บ้านเมืองไทยบอบช้ำและซ่อนลึกความแตกแยก แบ่งค่ายแยกขั้วอย่างรุนแรง การปฏิรูปใดๆ ยากที่จะประสบความสำเร็จภายใต้บ้านเมืองที่แตกร้าวลึก หากร่าง พ.ร.บ.เสริมสร้างสังคมสันดิสุข มีผสบังคับใช้เป็นกฎหมายเมื่อใด เชื่อได้ว่าความปรองดองสมานฉันท์จะเกิดขึ้นอย่างเป็นรูปธรรม ส่วนรัฐบาลก็เท่ากับได้ทำบุญใหญ่ให้กับประเทศและสังคมไทย ดังพระราชดำรัส “ไม่มีบุญใดเท่ากับการให้อภัย”

– 006

เกษตรกรโคนม เฮ! ครม.อนุมัติงบกองทุนฟื้นฟู 600 ล้าน ช่วยสภาพคล่อง อ.ส.ค.

เกษตรกรโคนม เฮ! ครม.อนุมัติงบกองทุนฟื้นฟู 600 ล้าน ช่วยสภาพคล่อง อ.ส.ค.

เกษตรกรโคนม เฮ! ครม.อนุมัติงบกองทุนฟื้นฟู 600 ล้าน ช่วยสภาพคล่อง อ.ส.ค.

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 13.14 น.

“เกษตรกรโคนม”เฮ! “ครม.”อนุมัติงบกองทุนฟื้นฟู 600 ล้านบาท ช่วยสภาพคล่อง อ.ส.ค. “วัชระพล”ลั่นเป็นเด็กเดินเอกสาร พร้อมบรรเทาความเดือดร้อน

28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายวัชระพล ขาวขำ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ให้สัมภาษณ์ภายหลังการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) กรณีการอนุมัติเงินกองทุนสงเคราะห์เกษตรกรเพื่อดำเนินโครงการรับซื้อน้ำนมดิบเพื่อการผลิตขององค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) ว่า เงินก้อนนี้เป็นเงินของกองทุนฟื้นฟูเพื่อการเกษตร ซึ่งตั้งแต่รัฐบาลที่แล้วมีแนวคิดจะนำเงินก้อนนี้ไปเพิ่มสภาพคล่องให้ อ.ส.ค.ตนได้รับเรื่องร้องเรียนจากสหกรณ์โคนมหลายสหกรณ์ว่าไม่มีเงินไปจ่ายค่าน้ำนมดิบ และได้เข้าไปพูดคุยกับสหกรณ์โคนมหลายแห่งหาทางออกร่วมกัน จนมาถึงการอนุมัติงบในวันนี้ที่ได้เงินจากกองทุนฟื้นฟูไปช่วยเหลือเกษตรกรโคนม

อย่างไรก็ตาม เงินของกองทุนฟื้นฟู มียอดรวมประมาณ 2,000 กว่าล้านบาท การดึงออกมา 600 ล้านบาท ไม่ทำให้เกิดผลกระทบอะไร ส่วนที่ก่อนหน้านี้สหกรณ์โคนม ระบุจะมีการปิดถนนวันที่ 21 เม.ย.ที่ผ่านมา ตนได้เข้าไปเจรจากับตัวแทนเกษตรกร ตั้งแต่วันที่ 19 เม.ย.ว่าจะรับหน้าที่เดินงานให้เต็มที่ เป็นเด็กเดินเอกสารเอง ไปคุยกับทุกหน่วยงานว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องที่บรรเทาความเดือดร้อนให้เกษตรกร วันนี้ผ่าน ครม.เรียบร้อยแล้ว จึงต้องแสดงความยินดีกับเกษตรกรโคนม ส่วนจะจ่ายเงินได้วันไหนนั้น มีขั้นตอนอยู่ แต่คิดว่าคงไม่ช้า

เปิดใจ พล.อ.บุญสิน ตั้งใจบวช 1 พรรษา อุทิศบุญแด่ทหารกล้า-ประชาชน

เปิดใจ พล.อ.บุญสิน ตั้งใจบวช 1 พรรษา อุทิศบุญแด่ทหารกล้า-ประชาชน

เปิดใจ พล.อ.บุญสิน ตั้งใจบวช 1 พรรษา อุทิศบุญแด่ทหารกล้า-ประชาชน

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.19 น.

เปิดใจ”พล.อ.บุญสิน” ตั้งใจบวช 1 พรรษา อุทิศบุญแด่ทหารกล้า และประชาชนที่เสียชีวิตจากเหตุการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา ยึดแนวทางเรียบง่ายมุ่งศึกษาธรรม

28 เมษายน 2569 พล.อ.บุญสิน พาดกลาง ที่ปรึกษาผู้บัญชาการทหารบก และอดีตแม่ทัพภาคที่ 2 เปิดเผยภายหลังเข้ากราบ พระเทพวัชรธรรมโสภณ (หลวงปู่ศิลา) ณ วัดสวนธรรมปีติ เมื่อวันที่ 26 เม.ย.ที่ผ่านมา เพื่อกราบลาขออุปสมบท โดยระบุว่า ภายหลังหลวงปู่รับทราบเจตนา ได้เมตตามอบผ้าไตรจีวรและเครื่องอัฐบริขารให้เป็นสิริมงคล

พล.อ.บุญสิน กล่าวว่า ได้ตั้งใจอุปสมบทเป็นระยะเวลา 1 พรรษา หรือประมาณ 3 เดือน เพื่ออุทิศบุญกุศลให้แก่ทหารกล้าที่พลีชีพในการปกป้องอธิปไตยของชาติ รวมถึงประชาชนและกำลังพลที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในทุกสมรภูมิ โดยเห็นว่าการเสียสละของบุคคลเหล่านี้ล้วนกระทำเพื่อประเทศชาติ ประชาชน และผืนแผ่นดินไทย

ทั้งนี้ การอุปสมบทจะจัดขึ้นอย่างเรียบง่าย ไม่เน้นพิธีการ หลังจากบวชแล้วตั้งใจจะมุ่งปฏิบัติธรรม ศึกษาพระธรรมวินัย และดำเนินชีวิตตามหลักคำสอนทางพระพุทธศาสนาอย่างเคร่งครัดต่อไป

– 006

นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

นายกฯ เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 12.13 น.

“นายกฯ”เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 ให้แก่คณะรัฐมนตรี และหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการสำนักนายกรัฐมนตรีที่ผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ สะท้อนความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน

28 เมษายน 2569 ที่ตึกภักดีบดินทร์ ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ประจำปี 2568 ของคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อม พระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย และชั้นต่ำกว่าสายสะพาย ประจำปี 2568 เนื่องในโอกาสพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา วันที่ 28 กรกฎาคม 2568 โดยได้มีการประกาศรายชื่อผู้ที่ได้รับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในราชกิจจานุเบกษา และสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรีแจ้งให้หน่วยงานดำเนินการจัดพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์เบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์ในสถานที่อันเหมาะสม

สำหรับการจัดพิธีรับพระราชทานเครื่องราชอิสริยาภรณ์ในวันนี้ มีคณะรัฐมนตรี หัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัด และข้าราชการสำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี และสำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี รวมจำนวน 59 ราย เข้ารับพระราชทานเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โดยจำแนกเป็น เครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นสายสะพาย อาทิ นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ (รองนายกรัฐมนตรี และ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงคลัง) มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) นายวรศิษฎ์ เลียงประสิทธิ์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงมหาดไทย) ประถมาภรณ์ช้างเผือก (ป.ช.) นางสาวซาบีดา ไทยเศรษฐ์ (รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม) ประถมาภรณ์มงกุฎไทย (ป.ม.) และเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นต่ำกว่าสายสะพาย ได้แก่ นายอัครนันท์ กัณณ์กิตตินันท์ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ) และนายวัชระพล ขาวขำ (รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์) ทวีติยาภรณ์ช้างเผือก (ท.ช.) และนางสุขสมรวย วันทนียกุล (รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี) ทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย (ท.ม.) 

สำหรับข้าราชการพลเรือนสามัญประเภทบริหารระดับสูง ตำแหน่งหัวหน้าส่วนราชการระดับกระทรวงหรือเทียบเท่า ที่ได้รับพระราชทาน มหาปรมาภรณ์ช้างเผือก (ม.ป.ช.) อาทิ นางยุพา ทวีวัฒนะกิจบวร ปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี นายฐนัตถ์ สุวรรณานนท์ ผู้อำนวยการสำนักข่าวกรองแห่งชาติ  นายอนันต์ แก้วกำเนิด  ผู้อำนวยการสำนักงบประมาณ นายชยันต์ เมืองสง เลขาธิการสำนักงานทรัพยากรน้ำแห่งชาติ นางสุพร ตรีนรินทร์ เลขาธิการสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ นายเทพสุ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน นายภูมิวิศาล เกษมศุข เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตในภาครัฐ นายประวิต เอราวรรณ์ เลขาธิการสภาการศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ นางเอกสิริ ปิณฑะรุจิ ปลัดกระทรวงการต่างประเทศ และนางสาวนัทรียา ทวีวงศ์ ปลัดกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ฯลฯ

อนึ่ง การได้รับเครื่องราชอิสริยาภรณ์ นับเป็นเครื่องหมายแห่งเกียรติยศ ที่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานแก่ผู้ทำคุณงามความดีให้แก่ประเทศชาติ สะท้อนถึงความมุ่งมั่นในการปฏิบัติหน้าที่เพื่อประชาชน และเป็นการเชิดชูเกียรติและตอบแทนคุณงามความดีในการรับใช้แผ่นดิน

– 006