รุทธพล เผย 29 เม.ย.รู้ผล พักโทษ ทักษิณ ติดกำไล EM หรือไม่ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

รุทธพล เผย 29 เม.ย.รู้ผล พักโทษ ทักษิณ ติดกำไล EM หรือไม่ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

รุทธพล เผย 29 เม.ย.รู้ผล พักโทษ ทักษิณ ติดกำไล EM หรือไม่ มีเงื่อนไขอะไรบ้าง

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.36 น.

28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล พล.ต.ท.รุทธพล เนาวรัตน์ รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ถึงการพักโทษ นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่า ในวันที่ 29 เม.ย.จะมีการประชุมคณะกรรมการพักการลงโทษระดับกระทรวงยุติธรรม ที่กระทรวงยุติธรรม ซึ่งการพิจารณาเป็นไปตามกรอบระเบียบ

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ต้องติดกำไล EM ใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า คงมีการสอบถามในที่ประชุมจากกรมคุมประพฤติว่าอยู่ในเงื่อนไขที่ไม่ต้องติดกำไล EM หรือไม่ เมื่อถามว่า หลังจากพักโทษแล้วจะมีเงื่อนไขหรือข้อกำหนดอะไรหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ต้องดูตามระเบียบว่าหากจะไม่ต้องติดกำไล EM จะมีเงื่อนไขอะไรบ้าง รวมถึงเงื่อนไขในการรายงานตัวจะมีอะไรบ้าง ซึ่งเป็นระเบียบของกรมคุมประพฤติ

เมื่อถามอีกว่า ในการประชุมวันที่ 29 เม.ย.รู้ผลสรุปทั้งหมด รวมถึงเรื่องกำไล EM ด้วยหรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า ถูกต้อง และหลังจากนี้เมื่อทราบผลแล้วก็ไม่ต้องชงไปที่คณะกรรมการชุดใดอีกแล้ว เพราะถือเป็นอำนาจของปลัดกระทรวงในการพิจารณา

ผู้สื่อข่าวถามว่า ไม่ได้มีเงื่อนไขห้ามยุ่งเกี่ยวกับการเมืองใช่หรือไม่ พล.ต.ท.รุทธพล กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้อยู่ในเงื่อนไขในการพิจารณาพักโทษ

ดนุชา เคลียร์ปมแลนด์บริดจ์ ยันไม่เคยค้าน แค่ชี้คลองไทยไม่คุ้ม แนะปั้นระนองนำร่องส่งออก

ดนุชา เคลียร์ปมแลนด์บริดจ์ ยันไม่เคยค้าน แค่ชี้คลองไทยไม่คุ้ม แนะปั้นระนองนำร่องส่งออก

ดนุชา เคลียร์ปมแลนด์บริดจ์ ยันไม่เคยค้าน แค่ชี้คลองไทยไม่คุ้ม แนะปั้นระนองนำร่องส่งออก

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 10.19 น.

“ดนุชา”แจง”สภาพัฒน์”ยังไม่เคยศึกษา”แลนด์บริดจ์” แค่ค้าน”คลองไทย” ชี้ควรเริ่มทำท่าเรือส่งออกฝั่งตะวันตกที่ จ.ระนอง ก่อนค่อยขยาย ประเทศได้ประโยชน์มาก

28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) กล่าวถึงกรณี สศช.เคยมีผลการศึกษาว่าโครงการแลนด์บริดจ์ไม่คุ้มค่าทางเศรษฐกิจตั้งแต่สมัยรัฐบาล พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ว่า สศช.ยังไม่ศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์ แต่สิ่งที่ทำในสมัย พล.อ.ประยุทธ์ เป็นเรื่องคลองไทย โดยนายกรัฐมนตรีและสมาคมคลองไทย ให้ทาง สศช.ไปดูว่าจะได้ผลประโยชน์อย่างไรบ้าง เราจึงได้ไปทำการศึกษาในเบื้องต้นว่าคลองไทยมีประโยชน์ออย่างไร ซึ่งมีการเปรียบเทียบกันระหว่างระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคใต้ หรือ Southern Economic Corridor กับแลนด์บริดจ์ โดยผลในการเปรียบเทียบออกมาว่า คลองไทยจะได้ผลประโยชน์ต่ำสุด รองลงมาคือตัวแลนด์บริดจ์ เพราะจะมีการลงทุนสูงมาก แต่ถ้าไม่มีการพัฒนาตัวอุตสาหกรรมเพิ่มเติม เป็นแค่แลนด์บริดจ์อย่างเดียวนั้น ผลประโยชน์มันจะไม่มาก แต่ถ้ามาเทียบกันกับการทำ Southern Economic Corridor ซึ่งมีพื้นที่อุตสาหกรรมด้วย เป็นอุตสาหกรรมเบาหรืออะไรที่เป็นการเกษตร ในพื้นที่ก็จะมีประโยชน์มากกว่า ยืนยันว่า สศช.ไม่เคยศึกษาเรื่องแลนด์บริดจ์อย่างจริงจัง

เมื่อถามย้ำว่า โครงการที่ไม่คุ้มทุน คือ โครงการคลองไทย ใช่หรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า โครงการคลองไทย ที่เราศึกษามาแล้วว่า ถ้าหากทำจะไม่คุ้ม เมื่อถามว่า ขณะนี้รัฐบาลเดินหน้าทำโครงการแลนด์บริดจ์ สภาพัฒน์ฯ มองอย่างไร นายดนุชา กล่าวว่า ต้องดูว่ารูปแบบโครงการจะมีอะไรบ้าง และการลงทุนจะเป็นอย่างไร ต้องเปรียบเทียบและดูว่า จะได้ผลประโยชน์อะไรบ้าง เพราะการส่งสินค้าอย่างเดียวนั้นไม่ได้ ต้องมีพื้นที่อุตสาหกรรม และพัฒนาพื้นที่เพิ่มเติมด้วย แต่ประเด็นสำคัญตอนนี้ในประเทศไทยท่าเรือฝั่งตะวันตก ที่เป็นท่าเรือส่งออกสินค้าจริงๆ นั้น ยังไม่มี หากเริ่มต้นจากการทำท่าเรือที่ จ.ระนอง ก่อน แล้วค่อยขยายก็ได้เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบที่จะดำเนินโครงการว่าจะมีอะไรบ้าง ซึ่งต้องไปดูในรายละเอียด โดยหน่วยงานที่ศึกษาเรื่องนี้อย่างละเอียดและจริงจัง คือ กระทรวงคมนาคม ที่ได้เริ่มมานานแล้ว

เมื่อถามว่า เมื่อศึกษาแล้วผลสรุปจะคุ้มหรือเหมาะต่อการดำเนินโครงการหรือไม่ นายดนุชา กล่าวว่า ยังตอบตอนนี้ไม่ได้ เพราะต้องดูองค์ประกอบ และรายละเอียดโครงการว่ามีอะไรบ้าง และต้องดูว่าการกระบวนการขั้นตอนเป็นอย่างไร

“แต่ถ้าถามผม ว่าน่าจะทำอะไรอย่างไร ต้องเรียนว่า ตอนนี้ฝั่งตะวันตกยังไม่มีท่าเรือที่ส่งออกได้เลย ที่เป็นการส่งออกสินค้าแบบจริงจัง ไม่ใช่เรือเล็กๆ น้อยๆ หรือเป็นเรือที่ต้องไปเปลี่ยนถ่ายสินค้าที่ประเทศมาเลเซีย แต่ถ้าเป็นท่าเรือของเราจริงๆ เชื่อมโยงกับพื้นที่อุตสาหกรรมภายในประเทศ ที่จะส่งไปทางอินเดีย หรือตะวันออกกลาง และยุโรป ถ้าสามารถทำท่าเรือฝั่งตะวันตกได้ ก็เอาสินค้าจากแหลมฉบังมาออกตรงนี้ ก็เป็นประโยชน์กับประเทศ” นายดนุชา ระบุ

เอกนัฏ ชง ครม.รื้อค่าไฟใหม่! 200 หน่วยแรก 3 บาท-คิดขั้นบันไดช่วยทุกบ้าน เริ่มบิล มิ.ย.

เอกนัฏ ชง ครม.รื้อค่าไฟใหม่! 200 หน่วยแรก 3 บาท-คิดขั้นบันไดช่วยทุกบ้าน เริ่มบิล มิ.ย.

เอกนัฏ ชง ครม.รื้อค่าไฟใหม่! 200 หน่วยแรก 3 บาท-คิดขั้นบันไดช่วยทุกบ้าน เริ่มบิล มิ.ย.

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 09.37 น.

“เอกนัฏ”ชี้อัตราค่าไฟใหม่ ถูกลง 20% สำหรับ 20 ล้านครัวเรือน ใช้ไม่เกิน 200 หน่วย ทั้งระบบถูกลง 30-40%

28 เมษายน 2569 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายเอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน กล่าวถึงการปรับโครงสร้างค่าไฟฟ้าใหม่สำหรับครัวเรือน โดย 200 หน่วยแรก จะเก็บไม่เกิน 3 บาท 200 – 400 หน่วย หน่วยละ 3.95 บาท ส่วน 401 หน่วยขึ้นไป คิดอัตราใหม่ 5 บาทต่อหน่วย ว่า ที่ผ่านมาที่ค่าไฟแพงขึ้น เพราะเรากำหนดจากค่าเอฟทีตามราคาแก๊สที่นำเข้า ซึ่งแก๊สแอลเอ็นจีจะเป็นไปตามราคาตลาด เมื่อเกิดปัญหาในตะวันออกกลาง ทำให้ค่าแก๊สขึ้นเป็นเท่าตัว และทำให้ค่าไฟฟ้าแพง เพราะไทยพึ่งพาการผลิตไฟฟ้าจากแก๊ส

นายเอกนัฏ กล่าวว่า สูตรค่าไฟใหม่จะทำให้ค่าไฟถูกลงทั้งระบบ 30 – 40% ยืนยันว่าการปรับโครงสร้างค่าไฟใหม่ครั้งนี้ เฉพาะสำหรับครัวเรือนของประชาชน ไม่เกี่ยวกับกิจการหรืออุตสาหกรรมขนาดใหญ่ หรือผู้ใช้ไฟที่เป็นเกษตรกร และไม่เกี่ยวกับผู้ที่ใช้อัตราค่าไฟแบบมิเตอร์ทีโอยู โดยคำนวณแล้วมีทั้งหมด 23 ล้านครัวเรือน โดยการคำนวน 200 หน่วยแรก จะได้ทุกคน

เมื่อถามว่า ขณะนี้ประชาชนยังสับสนว่า สำหรับผู้ใช้ 400 หน่วยขึ้นไป ต้องจ่าย 5 บาททั้งหมด นายเอกนัฏ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่ใช่ ค่าเฉลี่ยค่าไฟในปัจจุบัน ราคา 3.88 บาท คิดคำนวณเหมือนภาษีขั้นบันได ซึ่งในการปรับโครงสร้าง เมื่อใช้เกิน 200 หน่วย ก็จะได้ประโยชน์จากการใช้ไฟ

นายเอกนัฏ กล่าวว่า สำหรับครัวเรือนที่ใช้ไฟใน 200 หน่วยแรก จะได้ประโยชน์เต็มๆ และค่าไฟจะลดลง 20% ส่วนผู้ที่ใช้เกิน 200 หน่วย จะได้อานิสงส์จาก 200 หน่วยแรก ซึ่งจะถูกลง 10%

นายเอกนัฏ กล่าวว่า วันนี้จะนำวาระของกระทรวงพลังงาน ซึ่งเป็นวาระแห่งชาติ เข้าที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) อาทิ การปรับโครงสร้างค่าไฟ และการส่งเสริมการใช้โซล่ารูฟท็อป โดยจะลดขั้นตอนจากเดิมที่ต้องไปติดต่อหลายหน่วยงาน จะให้ไปทีเดียว ใช้เวลาไม่เกิน 30 วัน พร้อมหาแหล่งเงินทุนผ่อนจ่ายในราคาที่ถูกกว่าจ่ายค่าไฟ ซึ่งไฟที่เกินกว่าที่ใช้ รัฐบาลก็จะรับซื้อแพงกว่าที่ซื้อจากโซล่าฟาร์ม

นอกจากนี้ ยังมีวาระการส่งเสริมการใช้จักรยานไฟฟ้า และจักรยานยนต์ไฟฟ้า ที่ผลิตในประเทศไทย และการใช้ไฟอย่างมีประสิทธิภาพในหน่วยงานราชการ ไฟบนพื้นถนน รวมถึงการลดค่าไฟถาวร โดยจะใช้มติ ครม.ไปเร่งเจรจายกเลิกเปลี่ยนสัญญา โครงสร้างค่าไฟฟ้า ที่เป็นสัญญาทาสชั่วนิรันดร์ เพราะไปคำนวณอัตราค่าไฟแพง และจะลดการพึ่งพาแก๊สในการผลิตไฟฟ้า ด้วยการลดการนําเข้าแก๊สราคาแพง หากเราช่วยกันใช้พลังงานแสงอาทิตย์แทน ค่าไฟจะถูกลงกับทุกคน

โดยหลังจากที่นำเรื่องเข้าที่ประชุม ครม.แล้ว พรุ่งนี้ (29 เม.ย.) ตนจะร่วมประชุมกับคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ (กพช.) เพื่อนำเรื่องทำประชาพิจารณ์ และคาดว่าจะมีผลในรอบบิลเดือนมิถุนายนนี้ โดยประชาชนจะจ่ายในอัตราค่าไฟใหม่ สิ้นเดือนมิถุนายน

อนุทิน ตั้ง วีระพงษ์ ประภา นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

อนุทิน ตั้ง วีระพงษ์ ประภา นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

อนุทิน ตั้ง วีระพงษ์ ประภา นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.57 น.

‘อนุทิน’ตั้ง ‘วีระพงษ์ ประภา’ ผู้แทนการค้าสมัยรัฐบาลแพทองธาร นั่งที่ปรึกษานายกฯ ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยต่อ 

เมื่อวันที่ 27 เม.ย. นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ลงนามคำสั่งสำนักนายกรัฐมนตรีที่ 104 /2569 เรื่อง แต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยอาศัยอำนาจตามความในมาตรา 11 (6 ) แห่งพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ. 2534 และข้อ 4 แห่งระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย พ.ศ. 2552 ซึ่งแก้ไขเพิ่มเติมโดยระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยผู้แทนการค้าไทย (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2552 จึงมีคำสั่งแต่งตั้งผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีเพื่อทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทย จำนวน 3 ราย ดังนี้ 1.นางนงนุช เพ็ชรรัตน์ 2 นายชุตินทร คงศักดิ์ และ 3.นายวีระพงษ์ ประภา ทั้งนี้ ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป สั่ง ณ วันที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569 

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับนายวีระพงษ์ ประภา เคยดำรงตำแหน่งรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ (ด้านเศรษฐกิจระหว่างประเทศ)และเคยเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรีในรัฐบาลน.ส.แพทองธาร ชินวัตร ทำหน้าที่ผู้แทนการค้าไทยรับผิดชอบการเจรจาการค้ากับสหภาพยุโรป (EU) และสหรัฐอเมริกา

มื้อเช้าเชื่อมสัมพันธ์! นายกฯ พา รมว.กห.สิงคโปร์ ชิมโจ๊กดังบางรัก

มื้อเช้าเชื่อมสัมพันธ์! นายกฯ พา รมว.กห.สิงคโปร์ ชิมโจ๊กดังบางรัก

มื้อเช้าเชื่อมสัมพันธ์! นายกฯ พา รมว.กห.สิงคโปร์ ชิมโจ๊กดังบางรัก

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 08.49 น.

28 เมษายน 2569 ผู้สื่อข่าวรายงานความเคลื่อนไหว นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรมว.มหาดไทย ช่วงเช้าก่อนเดินทางเข้าปฎิบัติหน้าที่ทำเนียบรัฐบาล นายอนุทิน ได้พา นายชาง ชุน ซิง รัฐมนตรีประสานงานด้านบริการภาครัฐ และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมสาธารณรัฐสิงคโปร์ ไปรับประทานโจ๊ก ที่ร้านโจ๊กปรินซ์บางรัก ภายหลัง นายชาง ชุน ชิง ได้เข้าเยี่ยมคารวะและหารือกับนายกฯ เมื่อวันที่ 27 เม.ย.ที่ผ่านมา ทั้งนี้ ร้านดังกล่าวเป็นร้านโจ๊กเจ้าดัง และเป็นร้านโปรดที่นายกฯ ไปรับประทานเป็นประจำ ภายหลังรับประทานเสร็จสิ้น นายอนุทิน เดินทางเข้าทำเนียบรัฐบาล ในเวลา 08.00 น.

– 006

เทพไท ดักคอรัฐบาล! อย่าใช้วิกฤตสงคราม-ปากท้อง เป็นข้ออ้างดึงเวลาแก้ รธน.

เทพไท ดักคอรัฐบาล! อย่าใช้วิกฤตสงคราม-ปากท้อง เป็นข้ออ้างดึงเวลาแก้ รธน.

เทพไท ดักคอรัฐบาล! อย่าใช้วิกฤตสงคราม-ปากท้อง เป็นข้ออ้างดึงเวลาแก้ รธน.

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.35 น.

28 เมษายน 2569 นายเทพไท เสนพงศ์ อดีต สส.นครศรีธรรมราช โพสต์ข้อความผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า อย่าอ้างสงคราม เพื่อดึงเวลาแก้รัฐธรรมนูญ

ท่ามกลางสถานการณ์สู้รบกันในตะวันออกกลาง ระหว่างสหรัฐอเมริกากับประเทศอิหร่าน ทำให้สถานการณ์ทางเศรษฐกิจของประเทศทั่วโลก ได้รับผลกระทบกันถ้วนหน้า รวมถึงประเทศไทยของเรา มีผลกระทบในเรื่องวิกฤตพลังงานน้ำมัน และพลังงานก๊าซธรรมชาติ รวมไปถึงปัญหาปากท้องของประชาชน ที่สินค้าราคาแพง ทำให้เป็นโอกาสของรัฐบาลใช้วิกฤตสงครามการสู้รบตะวันออกกลาง มาเป็นข้ออ้างในการแก้ปัญหาเศรษฐกิจ ปากท้องของประชาชน โดยบ่ายเบี่ยงหรือละเลยต่อการแก้ปัญหาการเมือง คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามผลประชามติที่ประชาชนส่วนใหญ่ 21 ล้านคน เห็นชอบให้มีการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่

แต่เมื่อเรื่องนี้ผู้สื่อข่าวได้สอบถามประธานวิปรัฐบาล ถึงความคืบหน้าและท่าทีของรัฐบาล ต่อการแก้ไขรัฐธรรมนูญ ก็ได้คำตอบว่า รัฐบาลกำลังโฟกัสกับเรื่องการแก้ไขปัญหาปากท้อง เศรษฐกิจ พลังงาน และการสู้รบในตะวันออกกลางมากกว่า ซึ่งในข้อเท็จจริงการแก้ปัญหาทางการเมืองและเศรษฐกิจ สามารถดำเนินการควบคู่กันไปได้ เพราะภาระหน้าที่ของรัฐบาลไม่ได้มีด้านเดียว ปัญหาที่เกิดขึ้นในประเทศไทยมีหลายปัญหา รัฐบาลในฐานะผู้บริหารสูงสุดของประเทศ ก็ต้องรับผิดชอบในทุกปัญหา และสามารถทำคู่ควบคู่กันไปได้ การพยายามบ่ายเบี่ยงและหยิบยกเอาเรื่องปัญหาเศรษฐกิจ พลังงาน และการสู้รบในตะวันออกกลางขึ้นมากล่าวอ้าง เป็นการพูดในลักษณะแก้เกี้ยว เพราะถ้าหากจะดูนโยบายของรัฐบาลชุดนี้ ที่แถลงต่อที่ประชุมร่วมรัฐสภา จะเห็นได้ชัดว่านโยบายที่เกี่ยวกับการแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่มีน้อยมาก แม้ว่านายกรัฐมนตรี นายอนุทิน ชาญวีรกูล จะตอบในลักษณะแก้ตัวแบบน้ำขุ่นๆว่า ไม่จำเป็นจะต้องเขียนในนโยบายรัฐบาลก็ได้ เพราะเป็นผลประชามติของประชาชน

แต่ในความเป็นจริง เพื่อเป็นหลักประกันว่า รัฐบาลเอาจริงเอาจังกับผลประชามติและให้ความสำคัญ เคารพต่อเสียงส่วนใหญ่ของประชาชน รัฐบาลควรจะวางไทม์ไลน์การแก้ไขรัฐธรรมนูญ หรือจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้แล้วเสร็จในรัฐรัฐบาลชุดนี้ ถ้าปล่อยปะละเลยให้ผ่านไปในสมัยรัฐบาลชุดนี้ ยังไม่สามารถจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ให้สำเร็จ ก็เป็นการสูญเปล่าในการทำประชามติพร้อมกับการเลือกตั้งในครั้งที่ผ่านมา

จึงขอเรียกร้องให้รัฐบาลให้ความสำคัญกับการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่เป็นอันดับแรก เพราะเป็นเสียงความต้องการของประชาชน จึงไม่มีเสียงคัดค้านใดๆอีกแล้ว เพราะถือว่าได้ข้อยุติไปแล้ว เป็นฉันทามติของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ รัฐบาลต้องมีหน้าที่ผลักดันให้การจัดทำรัฐธรรมนูญให้ประสบความสำเร็จ และไม่ควรกล่าวอ้างเรื่องปัญหาเศรษฐกิจว่า ต้องมาแก้ไขปัญหาปากท้องของประชาชนก่อน ทั้งๆที่รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายที่สำคัญที่สุด และการแก้ไขรัฐธรรมนูญให้เป็นประชาธิปไตย เป็นที่ยอมรับของประชาชน จะทำให้การแก้ปัญหาทางเศรษฐกิจ การเมืองและสังคม มีความเจริญก้าวหน้าตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ด้วย

กล้าธรรม รุดฟังเสียงองค์กร รปภ. ชงรัฐทบทวนกฎหมายโอที หวั่นกระทบจ้างงาน

กล้าธรรม รุดฟังเสียงองค์กร รปภ. ชงรัฐทบทวนกฎหมายโอที หวั่นกระทบจ้างงาน

กล้าธรรม รุดฟังเสียงองค์กร รปภ. ชงรัฐทบทวนกฎหมายโอที หวั่นกระทบจ้างงาน

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 07.13 น.

“กล้าธรรม”รุดฟังเสียงองค์กร รปภ. ชงรัฐทบทวนกฎหมายโอที หวั่นกระทบจ้างงาน วอนรัฐบาลเห็นใจต้นทุนพุ่งเสี่ยงกระทบปากท้องพนักงาน

พรรคกล้าธรรม โดย ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้มอบหมายให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ และ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ดำเนินการ รับเรื่องร้องเรียนและเปิดพื้นที่รับฟังความเดือดร้อนกลุ่มผู้ประกอบการรักษาความปลอดภัย หลังภาคีเครือข่าย 18 องค์กร ที่ได้ยื่นหนังสือเข้ามาร้องขอความเป็นธรรม ปมกฎกระทรวงแรงงานฉบับใหม่เตรียมบังคับใช้ เพิ่มภาระต้นทุนค่าล่วงเวลาท่ามกลางวิกฤตเศรษฐกิจ ด้านทีมยุทธศาสตร์พรรคกล้าธรรมเร่งหาทางออกร่วมกับสมาคมฯ หวังบรรเทาผลกระทบทั้งนายจ้างและลูกจ้าง

27 เมษายน 2569 ณ ที่ทำการพรรคกล้าธรรม (กธ.) องค์กรภาคีเครือข่ายผู้ประกอบอาชีพรักษาความปลอดภัย จำนวน 18 องค์กร ได้เข้ายื่นหนังสือเพื่อขอให้พิจารณาแนวทางในการบรรเทาความเดือดร้อนจากผลกระทบต่อธุรกิจรักษาความปลอดภัย อันสืบเนื่องมาจากการบังคับใช้กฎกระทรวงแรงงาน เรื่องการกำหนดค่าล่วงเวลาและค่าตอบแทนการทำงานที่เกินวันละแปดชั่วโมง ในงานเฝ้าดูแลสถานที่หรือทรัพย์สิน พ.ศ.2568

โดยสาระสำคัญของกฎกระทรวงดังกล่าว กำหนดให้นายจ้างต้องจ่ายค่าล่วงเวลาไม่น้อยกว่า 1.25 เท่า ของอัตราค่าจ้างต่อชั่วโมงในวันทำงานปกติ และไม่น้อยกว่า 2.5 เท่า ในวันหยุด ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 24 เมษายน 2569 นี้

ด้านกลุ่มผู้ประกอบการ ระบุว่า แม้เจตนารมณ์ของกฎหมายจะเป็นการสร้างความเสมอภาคให้กับลูกจ้าง แต่ในสภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันที่เผชิญทั้งภาวะสงคราม โลกร้อน และราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นทุนหลักของสินค้าและการขนส่ง ส่งผลให้ผู้ว่าจ้างทั้งภาคเอกชนและภาครัฐไม่สามารถปรับเพิ่มงบประมาณค่าบริการรักษาความปลอดภัยให้สอดคล้องกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้ทันที โดยเฉพาะหน่วยงานรัฐที่ติดเงื่อนไขในสัญญาจ้างเดิม

นอกจากนี้ ลักษณะเฉพาะของงานรักษาความปลอดภัยเป็นงานที่ต้องเฝ้าระวังตลอด 24 ชั่วโมง แตกต่างจากอาชีพอื่นที่อาจมีการทำล่วงเวลาเพียงชั่วคราว การบังคับใช้กฎหมายนี้จึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนคงที่ (Fixed Cost) ของบริษัท หากสถานการณ์ยังเป็นเช่นนี้ ธุรกิจหลายแห่งอาจต้องปิดตัวลง หรือจำเป็นต้องลดจำนวนพนักงานลงเพื่อความอยู่รอด ซึ่งจะส่งผลเสียต่อระบบความปลอดภัยโดยรวมของสังคม

ในการนี้ ร.อ.ธรรมนัส พรหมเผ่า ได้มอบให้ น.อ.อนุดิษฐ์ นาครทรรพ ประธานยุทธศาสตร์ และ ดร.หิมาลัย ผิวพรรณ ดำเนินการต่อไป โดยทางพรรคกล้าธรรมได้เชิญนายกสมาคม และตัวแทนภาคีเครือข่ายทั้ง 18 องค์กร เข้าร่วมประชุมหารือเพื่อหาทางออกร่วมกันใน 2 ประเด็นหลัก คือ 1.การพิจารณาเสนอให้มีการ เลื่อนการบังคับใช้กฎหมาย ออกไปตามระยะเวลาที่เหมาะสมเพื่อให้ธุรกิจได้ปรับตัว 2.การพิจารณา มาตรการช่วยเหลือเยียวยา อย่างใดอย่างหนึ่งสำหรับผู้ประกอบการที่ได้รับผลกระทบอย่างหนัก เพื่อป้องกันการเลิกจ้างงานในอนาคต

ทาง พรรคกล้าธรรม เน้นย้ำว่า พร้อมเป็นตัวกลางในการนำข้อเสนอเหล่านี้ไปประสานงานต่อกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้เกิดความเป็นธรรมแก่ทุกฝ่าย ทั้งในแง่ของสวัสดิการแรงงานที่ดีขึ้นและความมั่นคงของภาคธุรกิจรักษาความปลอดภัยที่เป็นฟันเฟืองสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทย

– 006

หม่อมกร ยอมรับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม. รอคุย ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ

หม่อมกร ยอมรับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม. รอคุย ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ

หม่อมกร ยอมรับสนใจลงชิงผู้ว่าฯกทม. รอคุย ตรีนุช-ผู้ใหญ่พลังประชารัฐ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.53 น.

วันที่ 27 เมษายน 2569  ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี รองหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ(พปชร.) ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีมีกระแสข่าวมีชื่อเตรียมลงสมัครผู้ว่าฯกทม.ว่า โดยส่วนตัวยอมรับมีความสนใจลงสมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.จริง และเป็นเรื่องที่เคยพูดคุยกันในพรรคพปชร.มาสักพักแล้ว ตั้งแต่หลังจบการเลือกตั้งใหญ่ว่า ทางพรรคพปชร.ควรพิจารณาส่งผู้สมัคร เพื่อจะได้ไม่เสียโอกาส เนื่องจากการเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม.ถือเป็นอีกหนึ่งสนามการเมืองที่ใหญ่และสำคัญ แต่ทั้งนี้ ตนต้องขอหารือผู้ใหญ่ในพรรค โดยเฉพาะน.ส.ตรีนุช เทียนทอง หัวหน้าพรรค ซึ่งเพิ่งเดินทางกลับจากประเทศญี่ปุ่นก่อน ต้องให้เกียรติท่าน ซึ่งต้องหาข้อสรุปให้เร็วที่สุดและการส่งในนามพรรคต้องให้คณะกรรมการบริหารพรรคมีมติ

เมื่อถามถึงกรณีข่าวเป็นหนึ่งคนที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) สนใจที่จะทาบทามเสนอชื่อลงเลือกตั้งผู้ว่าฯกทม. ม.ล.กรกสิวัฒน์ กล่าวว่า ต้องเรียนว่า มีเพียงคนนอกพรรคปชป. อยากให้มีการคุยกัน แต่ขณะนี้ยังไม่มีการทาบทามเป็นทางการจากพรรคปชป.แต่อย่างใด และเราอยู่กับพรรคพปชร.ต้องให้เกียรติพรรคเราก่อนว่าจะตัดสินใจอย่างไร จะส่งลงชิงผู้ว่าฯกทม.หรือไม่

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้อง : สะพัด ‘หม่อมกร’ ลงชิงผู้ว่าฯกทม. จับตาปชป.ทาบทาม

โรม-ศุภโชติ ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564

โรม-ศุภโชติ ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564

โรม-ศุภโชติ ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 20.39 น.

“โรม-ศุภโชติ” ร่วมคณะตรวจคลังน้ำมัน “เสี่ยตือ” ที่เพชรบุรี พบข้อน่าสงสัยตุนน้ำมันมาตั้งแต่ปี 2564 ถังที่ควรปิดตายน่าสงสัยถูกแกะซีลออก ชี้ระบบรัฐมีช่องโหว่ใหญ่ ทำผู้กักตุนน้ำมันเล็ดลอดการตรวจสอบ

วันที่ 27 เมษายน 2569 ที่คลังน้ำมัน จ.เพชรบุรี นายรังสิมันต์ โรม สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน พร้อมด้วย นายศุภโชติ ไชยสัจ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ร่วมตรวจสอบหนึ่งในคลังและโรงกลั่นน้ำมัน ที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับ “เสี่ยตือ” ที่คาดว่าจะเป็นตัวการใหญ่ที่มีส่วนพัวพันกรณีการกักตุนน้ำมัน ตามคำเชิญของ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน จากกรณีที่รังสิมันต์ได้ตั้งกระทู้สดด้วยวาจาเมื่อวันพฤหัสบดีที่ผ่านมา ก่อนที่จะได้รับคำเชิญให้ร่วมกระบวนการตรวจอบคลังน้ำมันร่วมกับกระทรวงพลังงานและหน่วยงานอื่นที่เกี่ยวข้องในวันนี้

โดยนายศุภโชติ ระบุว่า พื้นที่ที่คณะร่วมกันตรวจสอบในวันนี้ เป็นทั้งโรงกลั่นและคลังน้ำมันที่อยู่ในพื้นที่ติดกัน ถือโดยสองนิติบุคคล แต่ทั้งสองส่วนเคยอยู่ภายใต้นิติบุคคลเดียวกันมาก่อน คือเสี่ยตือ ที่แบ่งคลังน้ำมันออกมาขายให้กับบริษัทบางจากในมูลค่า 9,000 ล้านบาท ขณะที่เสี่ยตือก็ยังคงถือครองในฝั่งโรงกลั่นอยู่ ขายเพียงในส่วนของคลังน้ำมันออกไป 20 ถัง เป็นถังขนาดใหญ่สุดอยู่ที่ราว 64 ล้านลิตร โดยเสี่ยตือยังคงเป็นเจ้าของอยู่ 17 ถัง

สิ่งที่น่าแปลกใจคือโครงการนี้สร้างเสร็จมาตั้งแต่ปี 2562 แต่หยุดการทำงานไปเมื่อปี 2564 โดยมีน้ำมันค้างอยู่ในโรงกลั่น 5 ล้านลิตร ซึ่งผู้ชี้แจงระบุว่าไม่ได้มีการนำน้ำมันออกมาเลย ค้างอยู่ตั้งแต่ปี 2564-2569 ทำให้เกิดคำถามว่าทำไมถึงไม่มีความพยายามนำน้ำมันนี้ออกมาขายต่อ เพราะหลังจากปี 2564 เป็นต้นมาโลกประสบภาวะวิกฤติราคาน้ำมันถึง 2 ครั้ง คือจากสงครามรัสเซีย-ยูเครน และจากเหตุการณ์ในตะวันออกกลางปัจจุบัน จะบอกว่าการนำน้ำมันออกมาขายไม่คุ้มต้นทุนก็ไม่ใช่ เพราะราคาค้าปลีกในช่วงเวลานั้นสูงขึ้นมาก ควรที่จะนำออกมาขายได้

นายศุภโชติ กล่าวต่อว่า ประเด็นต่อมาที่มีการตั้งข้อสังเกต คือกรณีของถังที่มีการอ้างว่าไม่ได้ใช้และถูกปิดตายนั้นถูกปิดจริงหรือไม่ ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการตรวจสอบเรื่องนี้คือกรมศุลกากร เนื่องจากคลังน้ำมันนี้ถูกจดทะเบียนในรูปแบบเขตปลอดภาษี จึงไม่ใช่กรมธุรกิจพลังงานที่เป็นผู้ดูแลโดยตรง 

ซึ่งทางฝั่งผู้ชี้แจงจากกรมศุลกากรก็อ้างว่ามีการเข้าตรวจสอบอย่างสม่ำเสมอ มีการปิดผนึกไว้ด้วยซีลเป็นอย่างดี ถ้ามีการใช้งานเจ้าหน้าที่กรมศุลกากรต้องเป็นผู้ดำเนินการตัดซีลด้วยตัวเอง แต่จากการตรวจสอบในพื้นที่จริงวันนี้ กลับพบว่าถังน้ำมันเหล่านั้นกลับถูกปิดผนึกด้วยซีลรูปแบบใหม่ ที่แม้แต่เจ้าหน้าที่กรมศุลกากรที่ร่วมคณะในวันนี้ ยังไม่สามารถตอบได้ว่าเป็นซีลของกรมจริงหรือไม่

นายศุภโชติ กล่าวต่อไปว่า จากการตรวจสอบในวันนี้ทำให้เห็นช่องโหว่ของระบบตรวจสอบของภาครัฐ ที่อาจเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้น้ำมันหายไปในช่วงที่ผ่านมา ทั้งหน่วยงานกำกับดูแลที่กระจัดกระจาย เช่น ถ้าเป็นคลังน้ำมันในเขตปลอดภาษี หน่วยงานที่ดูแลคือกรมศุลกากร แต่ถ้าเป็นคลังน้ำมันในประเทศคนที่ดูแลคือกรมสรรพสามิต 

หรือแม้แต่ระบบการรายงานข้อมูลจากคลังน้ำมันหรือโรงกลั่นไปยังหน่วยงานต่างๆ ล้วนแต่เป็นข้อมูลทางเดียวทั้งสิ้น การตรวจสอบของหน่วยงานภาครัฐเป็นเพียงแค่การสุ่มตรวจเท่านั้น ทำให้อาจเกิดช่องโหว่ของการกระทำความผิดได้ ดังนั้น สิ่งที่รัฐบาลต้องทำต่อในอนาคตคือเร่งหาตัวคนที่ทำความผิดในการกักตุนน้ำมันของประชาชนจากวิกฤตที่เกิดขึ้นมาลงโทษให้ได้ และออกแบบหรือลงทุนในระบบการตรวจสอบและเปิดเผยข้อมูลทั้งจากคลังน้ำมันทั่วประเทศใหม่ทั้งระบบ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรที่ประสบวาตภัย จ.ศรีสะเกษ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรที่ประสบวาตภัย จ.ศรีสะเกษ

ในหลวง โปรดเกล้าฯ ให้ องคมนตรี เชิญถุงพระราชทานมอบราษฎรที่ประสบวาตภัย จ.ศรีสะเกษ

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.51 น.

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ทรงห่วงใยราษฎรที่ประสบวาตภัยในโอกาสนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมให้องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษ

วันที่ 27 เมษายน  2569 เวลา 10.33 น.  พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระกรุณาโปรดเกล้า โปรดกระหม่อมให้ นายเศรษฐพุฒิ  สุทธิวาทนฤพุฒิ องคมนตรี ร่วมกับมูลนิธิราชประชานุเคราะห์  ในพระบรมราชูปถัมภ์   เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค  จำนวน 720 ถุง ไปมอบแก่ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ ซึ่งเป็นตัวแทนราษฎร เพื่อเชิญไปมอบแก่ราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่จังหวัดศรีสะเกษต่อไป และมอบแก่ราษฎรอำเภอราษีไศล ณ  วิทยาลัยเทคนิคราษีไศล อำเภอราษีไศล จังหวัดศรีสะเกษ  เพื่อช่วยบรรเทาความเดือดร้อนในเบื้องต้น และเป็นขวัญกำลังใจ

ในหลวง

ในโอกาสนี้ องคมนตรี ได้เชิญพระราชกระแสทรงห่วงใยของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี ไปกล่าวให้ราษฎรที่ประสบวาตภัย และเจ้าหน้าที่ได้รับทราบ ในการนี้ องคมนตรี ได้ลงพื้นที่เชิญถุงพระราชทานและเครื่องอุปโภคบริโภค ไปมอบแก่ครอบครัวราษฎรที่ประสบวาตภัยในพื้นที่บ้านหลุบโมก หมู่ที่ 6 และบ้านป่าม่วง หมู่ที่ 10 ตำบลเมืองคง อำเภอราศีไศล จำนวน 3 ครอบครัว ซึ่งเป็นผู้ป่วยและผู้สูงอายุ ต่างปลื้มปีติและสำนึกในพระมหากรุณาธิคุณเป็นล้นพ้นที่ได้รับพระราชทานพระมหากรุณา ทั้งนี้ องคมนตรี ได้พูดคุยให้กำลังใจ และขอบคุณผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งจิตอาสาพระราชทานในการปฏิบัติหน้าที่ให้ความช่วยเหลือประชาชนได้อย่างรวดเร็ว

ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง
ในหลวง