อัษฎางค์ อ่านเกมศุภจี ไลฟ์ทุเรียน 100 บาท ไม่ได้ทำแค่ คอนเทนต์ แต่กำลังทำตลาดจริง

อัษฎางค์ อ่านเกมศุภจี ไลฟ์ทุเรียน 100 บาท ไม่ได้ทำแค่ คอนเทนต์ แต่กำลังทำตลาดจริง

อัษฎางค์ อ่านเกมศุภจี ไลฟ์ทุเรียน 100 บาท ไม่ได้ทำแค่ คอนเทนต์ แต่กำลังทำตลาดจริง

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 19.43 น.

วันที่ 27 เมษายน 2569 นายอัษฎางค์ ยมนาค หรือ เอ็ดดี้  นักวิชาการอิสระ ได้โพสต์ข้อความระบุว่า  อ่านเกมศุภจี ไลฟ์ทุเรียน 100 บาท ศุภจีไม่ได้ทำแค่ “คอนเทนต์” แต่กำลังทำตลาดจริง

ข้อวิจารณ์จากฝั่งพรรคประชาชน (วริสา มีเจริญ) คือ ถ้าขายทุเรียนลูกละ 100 บาท ทั้งที่ทุเรียนหน้าสวนหรือหน้าล้งบางเกรดอยู่ราว 120 บาท/กก. อาจทำลายกลไกราคา และทำให้เกษตรกรเสียหาย  

ฝั่งพรรคส้มวิจารณ์ได้ แต่กรอบวิจารณ์แคบเกินไป

มันคือบททดสอบว่า สังคมไทยและพรรคส้มเข้าใจ “ตลาดเกษตรยุคใหม่” แค่ไหน?

ข้อโจมตีนี้จะหนักแน่นก็ต่อเมื่อทุเรียนที่เอามาขายเป็น เกรดส่งออกหรือเกรดหลักในตลาดเดียวกัน ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ชี้แจงว่า กรณี 100 บาทเป็นโปรโมชันของผู้ประกอบการออนไลน์ เพื่อกระตุ้นการบริโภคในประเทศ และเป็นทุเรียนเกรดรอง ไซซ์เล็ก/ทรงไม่สวย/ค่อนข้างสุก ไม่ใช่เกรดส่งออก โดยระบุว่าราคาเกรด AB เฉลี่ยอยู่ประมาณ 140–150 บาท/กก. ส่วนเกรดรองอยู่ราว 100–110 บาท/กก.  

นี่คือการแก้ปัญหา “ผลผลิตเพิ่ม 33%” ก่อนที่ราคาจะพัง ไม่ใช่รอให้พังแล้วค่อยแจกเงินปี 2569 คาดว่าผลผลิตทุเรียนไทยจะอยู่ราว 2.071 ล้านตัน เพิ่มขึ้น 33% โดยภาคตะวันออกมีผลผลิตประมาณ 0.998 ล้านตัน และจะออกมากที่สุดช่วงเดือนพฤษภาคม  

ตรงนี้คือหัวใจของเรื่อง

ถ้ารัฐรอให้ผลผลิตล้นตลาดก่อน แล้วค่อยออกมาตรการพยุงราคา นั่นคือการแก้ปัญหาแบบเดิม คือ ช้า แพง และมักจบที่ใช้งบประมาณจำนวนมาก แต่แนวทางของคุณศุภจีคือ รีบดึง demand เข้ามารอก่อน supply จะทะลัก ทั้งตลาดจีน ตลาดในประเทศ ห้าง Modern Trade ออนไลน์ ไปรษณีย์ แปรรูป และ Live Commerce

กระทรวงพาณิชย์ตั้งเป้าระบายผลผลิตในประเทศไม่น้อยกว่า 450,000 ตัน เชื่อมตลาดกลางและ Modern Trade กว่า 350,000 ตัน ควบคู่ช่องทางไปรษณีย์และออนไลน์ และตั้งเป้าส่งออกทุเรียนไม่น้อยกว่า 1 ล้านตัน  

นี่ไม่ใช่แค่ “ขายทุเรียนลูกละ 100”

แต่มันคือ การบริหารทั้งห่วงโซ่

จุดที่คุณศุภจีทำแยบยล คือใช้ “อินฟลูเอนเซอร์” เป็นเครื่องมือรัฐ ไม่ใช่ปล่อยให้แพลตฟอร์มกินตลาดฝ่ายเดียว

เกษตรกรไทยเสียเปรียบมานาน เพราะตลาดจำนวนมากถูกคุมโดยคนกลาง ล้ง ผู้รวบรวม แพลตฟอร์ม และผู้ส่งออก แต่เมื่อรัฐดึง KOL จีน พิมรี่พาย TikTok และแพลตฟอร์มออนไลน์เข้ามาเล่น

ในสนามเดียวกัน สิ่งที่เกิดขึ้นคือ รัฐไม่ได้แค่ช่วยขาย แต่กำลังเพิ่มช่องทางต่อรองให้เกษตรกร

ถ้ามองจากมุมนี้ การไลฟ์ขายทุเรียนไม่ใช่ “การตลาดฉาบฉวย” แต่เป็น front stage ของนโยบายใหญ่ที่อยู่หลังบ้าน

พูดง่าย ๆ คือ

คนดูเห็นพิมรี่พายขายทุเรียน

แต่สิ่งที่รัฐกำลังทำคือ

จัดการ supply chain ของผลไม้ไทยทั้งระบบ

ผมมองว่า คุณศุภจีทำถูกใน “ยุทธศาสตร์ใหญ่”พูดให้ชัดคือ แนวทางนี้ไม่ใช่การขายถูกเพื่อทำลายตลาด แต่เป็นการใช้ Live Commerce เป็นเครื่องมือบริหารผลผลิตส่วนเกิน แยกเกรด

สินค้า ขยายตลาด และสร้างอำนาจต่อรองให้เกษตรกร ถ้าทำอย่างถูกระบบ มันคือการยกระดับตลาด ไม่ใช่การลดค่าทุเรียนไทย

ถ้ามองลึกลงไปกว่านั้น จะเห็นว่า สิ่งที่คุณศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำลังทำ ไม่ใช่แค่การขายทุเรียน

แต่มันคือการทดลองเปลี่ยนบทบาทรัฐ จาก “ผู้ตามแก้ราคาตก” เป็น “ผู้สร้างตลาดล่วงหน้า”

จากรัฐที่รอให้ผลผลิตล้น

รอให้ราคาพัง

รอให้เกษตรกรเจ็บ

แล้วค่อยเอางบประมาณเข้าไปพยุง

ไปสู่รัฐที่พยายามดึงตลาดเข้ามาก่อน

ดึงผู้บริโภคเข้ามารอ

ดึงแพลตฟอร์มเข้ามาช่วย

ดึงอินฟลูเอนเซอร์เข้ามาขยาย demand

และดึงสินค้าเกษตรไทยออกจากวงจรเดิมที่เกษตรกรต้องรอความเมตตาจากคนกลาง

นี่คือเหตุผลที่ผมมองว่า ศุภจีทำถูกใน “ยุทธศาสตร์ใหญ่”

คุณศุภจีไม่ได้ทำแค่คอนเทนต์ แต่กำลังทำตลาดจริง

ข้อเท็จจริงสำคัญคือ การไลฟ์ขายทุเรียนกับ KOL จีนที่จันทบุรี ไม่ได้เป็นเพียงภาพถ่ายทางการเมือง

เพราะไลฟ์ 3 ชั่วโมงทำยอดสั่งซื้อได้ประมาณ 15 ล้านบาท มีผู้ชมชาวจีนกว่า 150,000 คน และมีเป้าหมายต่อยอดการจำหน่ายทุเรียนไทยผ่านแพลตฟอร์มจีนหลายช่องทาง เช่น ซื่อผิ่นฮ่าว

Douyin Kuaishou และ Taobao  

ตัวเลขนี้สำคัญ เพราะมันบอกว่า นี่ไม่ใช่แค่ “โชว์”

แต่มันคือการเอาการเมือง การตลาด และแพลตฟอร์มดิจิทัลมาประกบกัน เพื่อสร้างยอดขายจริงให้สินค้าเกษตรไทย

ตลาดเกษตรยุคใหม่ไม่ได้ชนะกันที่หน้าสวนอย่างเดียว

รัฐมนตรีพาณิชย์ที่ลงไปขายเอง อาจดูเหมือน “เล่นใหญ่” สำหรับคนที่ยังมองการเมืองแบบเก่า

แต่ในโลกการค้าใหม่ นี่คือการเอาตำแหน่งรัฐมนตรีไปเป็น “ตราประทับความเชื่อมั่น” ให้สินค้าส่งออกไทย

ผู้บริโภคจีนไม่ได้ซื้อแค่ทุเรียน

เขาซื้อความมั่นใจว่า นี่คือทุเรียนไทยจริง

นโลกเก่า คอนเทนต์อาจเป็นแค่การโฆษณา

แต่ในโลกใหม่ คอนเทนต์คือหน้าร้าน

คอนเทนต์คือความเชื่อมั่น

คอนเทนต์คือ distribution

และคอนเทนต์เองนั่นแหละ คือโครงสร้างตลาดแบบใหม่


ต้องมี exit strategy ไม่ให้ 100 บาท กลายเป็นราคาฝังหัว

อีกจุดที่รัฐบาลต้องระวังคือ “anchor price”

ในทางการตลาด เมื่อผู้บริโภคจำราคาหนึ่งได้ ราคานั้นอาจกลายเป็นจุดอ้างอิงในใจ

ถ้าคนจำว่า “ทุเรียนควรลูกละ 100 บาท” ทั้งที่ความจริงเป็นโปรโมชันเฉพาะเกรด เฉพาะช่วงเวลา และเฉพาะช่องทาง นั่นจะย้อนกลับมากดราคาทุเรียนคุณภาพในตลาดหลัก

ดังนั้น รัฐไม่ควรปล่อยให้คำว่า 100 บาท ลอยเดี่ยว

ควรสื่อสารให้ชัดว่า

นี่คือโปรโมชันจำกัดเวลา

นี่คือทุเรียนเฉพาะเกรด

นี่ไม่ใช่ราคากลางของตลาด

นี่ไม่ใช่ราคาอ้างอิงของทุเรียนไทย

และหลังจากระบายผลผลิตส่วนนี้แล้ว ราคาจะกลับเข้าสู่กลไกปกติ

พูดง่าย ๆ คือ รัฐต้องมีทั้ง entry strategy และ exit strategy

เข้าโปรโมชันอย่างไรให้กระตุ้นยอดขาย

และออกจากโปรโมชันอย่างไรไม่ให้ราคาทั้งตลาดเสียหาย

ตรงนี้คือโจทย์การสื่อสารของคุณศุภจี

สรุปแบบ #อ่านเกมอำนาจ

คุณศุภจีไม่ได้แค่ขายทุเรียน

คุณศุภจีกำลังทดลองเปลี่ยนวิธีคิดของรัฐต่อสินค้าเกษตร

จากรัฐที่ตามแก้ปัญหา

เป็นรัฐที่สร้างตลาดล่วงหน้า

จากรัฐที่รอให้ราคาตก

เป็นรัฐที่ดึง demand เข้ามาก่อน supply จะทะลัก

จากรัฐที่ปล่อยให้เกษตรกรติดอยู่กับคนกลาง

เป็นรัฐที่พยายามเปิดช่องให้เกษตรกรเข้าถึงผู้บริโภคปลายทาง

จากรัฐที่มองออนไลน์เป็นของเล่น

เป็นรัฐที่เริ่มเข้าใจว่าแพลตฟอร์มคือโครงสร้างตลาด

แต่จุดอ่อนของฝ่ายวิจารณ์บางส่วน คือเห็นแค่ “ราคา” แต่ยังอ่านไม่ขาดว่า เกมจริงอยู่ที่ “โครงสร้างตลาด”

สกลธี เผย 28 เม.ย.นี้ เคาะชื่อผู้สมัคร ส.ก.ปชป. ชื่อ อภิชัย-หม่อมกร ผุดสนใจร่วมสนาม กทม.

สกลธี เผย 28 เม.ย.นี้ เคาะชื่อผู้สมัคร ส.ก.ปชป. ชื่อ อภิชัย-หม่อมกร ผุดสนใจร่วมสนาม กทม.

สกลธี เผย 28 เม.ย.นี้ เคาะชื่อผู้สมัคร ส.ก.ปชป. ชื่อ อภิชัย-หม่อมกร ผุดสนใจร่วมสนาม กทม.

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.26 น.

“สกลธี”เผย 28 เม.ย.เคาะชื่อผู้สมัคร ส.ก.ปชป.ชื่อ“อภิชัย-หม่อมกร”ผุดสนใจร่วมสนามกทม.

27 เมษายน2569  ที่พรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อและรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ดูแลพื้นที่ กรุงเทพมหานคร(กทม.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าในการสรรหาผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร(ส.ก.)ในนามของพรรคว่า ขณะนี้ทางพรรคได้พิจารณาตัวบุคคลที่จะส่งลงสมัคร ส.ก.ในนามพรรคเสร็จแล้วกว่า 40 เขต จาก50 เขตในกทม.  คาดว่าจะเสร็จทันเพื่อส่งรายชื่อให้ที่ประชุมสส.ของพรรคและให้คณะกรรมการบริหาร(กก.บห.)พรรคพิจารณารายชื่อและคุณสมบัติของว่าที่ผู้สมัครส.ก.ทั้งหมดในบ่ายวันที่ 28 เม.ย.นี้ เพื่อจะได้เตรียมการต่อในเรื่องอื่นๆ  ส่วนรายชื่อของผู้ที่พรรคจะส่งลงสมัครลงชิงตำแหน่งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครนั้น ยังไม่แล้วเสร็จ ตามที่หัวหน้าพรรคเคยบอกไว้ว่า กำลังทาบทามและรอคำตอบของบุคคลที่พรรคทาบทาม ซึ่งคิดว่ายังพอมีเวลา

เมื่อถามว่า มีรายชื่อของนายอภิชัย เตชะอุบล อดีตเหรัญญิกพรรค ปชป. ที่ผู้ใหญ่ในพรรคกำลังทาบทามให้มาลงสมัครชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯกทม. จริงหรือไม่ นายสกลธี กล่าวว่า ตนไม่ทราบ ว่าเป็นบุคคลที่หัวหน้าพรรคทาบทามไปหรือไม่  แต่ทราบว่า หัวหน้าพรรคเคยพูดถึงนายอภิชัย   เมื่อถามอีกว่า ล่าสุดมีชื่อของดร.ม.ล.กรกสิวัฒน์ เกษมศรี เป็นนักวิชาการอิสระด้านพลังงานและนักเคลื่อนไหวทางการเมือง ว่าทางพรรคได้ทาบทามด้วย นายสกลธี กล่าวว่า ทราบว่า ท่านมีความสนใจและมีคนกลางประสานมาที่พรรคว่า ท่านสนใจที่จะลงสมัคร แต่ทั้งหมดต้องขึ้นอยู่กับการพิจารณาของที่ประชุมสส. และ กก.บห.พรรค คาดว่าเย็นวันที่28 เม.ย. นี้คงมีความคืบหน้า โดยเฉพาะผู้สมัคร ส.ก.ของพรรค

ผบ.ทบ. รับลูกนโยบาย ทหารอาสา นำร่อง 800 อัตรา ตำแหน่งสัญญาบัตร-ประทวน หมุนเวียนกำลังพล

ผบ.ทบ. รับลูกนโยบาย ทหารอาสา นำร่อง 800 อัตรา ตำแหน่งสัญญาบัตร-ประทวน หมุนเวียนกำลังพล

ผบ.ทบ. รับลูกนโยบาย ทหารอาสา นำร่อง 800 อัตรา ตำแหน่งสัญญาบัตร-ประทวน หมุนเวียนกำลังพล

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 17.34 น.

ผบ.ทบ. ย้ำ ผู้บังคับบัญชา ทบ. แก้ไขปัญหาระดับหน่วยให้ได้ กำชับดูแล ‘พลทหาร’ ให้ดี รับลูกนโยบาย ‘ทหารอาสา’ ของ ‘รัฐบาล’ ปี 69 นำร่อง 800 อัตรา ตำแหน่ง ‘สัญญาบัตร-ประทวน’ สัญญาจ้างชั่วคราว 4 ปี สวัสดิการ ‘พลทหาร’ หมุนเวียนกำลังพล ลดการใช้ภาษีดูแลระยะยาว ได้คนหนุ่มสดใส

วันที่ 27 เมษายน 2569 พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก โดยมีข้อสั่งการของ พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. โดยได้ขอบคุณหน่วยปฏิบัติงานภารกิจที่ผ่านมาด้วยความทุ่มเท เสียสละ ตั้งใจ ด้วยความรับผิดชอบ ส่งผลให้การทํางานเป็นไปด้วยความเรียบร้อย มีประสิทธิภาพ
สำหรับการตรวจเลือกทหารใหม่ ผบ.ทบ. ติดตามอย่างใกล้ชิด โดยผลการปฏิบัติเป็นไปด้วยความเรียบร้อย ไม่ได้มีการทักท้วงในเรื่องความโปร่งใส และได้รับความร่วมมืออย่างดีจากทุกภาคส่วน โดยมียอดผู้สมัครใจสูงกว่าที่คาดการณ์ ถือเป็นแนวโน้มที่ดี พร้อมทั้งฝากขอบคุณชายไทยทุกคนที่เข้ามาร่วมการคัดเลือกทหารกองประจําการ

ผบ.ทบ. ยังได้เน้นย้ำบทบาทของผู้บังคับหน่วย เนื่องจากผู้บังคับบัญชาทุกระดับเป็นกลไกสําคัญขับเคลื่อนนโยบายของกองทัพบก ขอให้ยึดถือแนวทางที่กองทัพบกให้ไว้อย่างเคร่งครัด และกํากับดูแลหน่วยให้เป็นไปตามมาตรฐานที่กองทัพบก และ ผบ.ทบ. ได้กําหนดไว้
โดยเฉพาะการป้องกันปัญหาที่เกิดขึ้นภายในหน่วย โดย ผบ.ทบ. ระบุถึงการกํากับดูแลที่ไม่ทั่วถึง ซึ่งเน้นย้ำผู้บังคับบัญชา ให้ดูแลหน่วยให้ทั่วถึง สามารถแก้ไขปัญหาระดับหน่วยได้ ให้เป็นไปตามความเหมาะสม ทั้งเรื่องการดูแลสิทธิกําลังพลทุกนาย สภาพแวดล้อม ความเป็นอยู่ โดยเฉพาะพลทหารที่อยู่ในสภาพแวดล้อมให้เหมาะ พร้อมให้เตรียมการรับทหารใหม่ การฝึก สวัสดิการสิทธิต่างๆ ที่ควรจะได้รับ ให้มีความปลอดภัย เป็นไปด้วยความเรียบร้อย

นอกจากนี้ ผบ.ทบ. ได้เน้นย้ำเรื่องการรับมือภัยพิบัติ ให้เติมเต็มความพร้อม ฤดูฝน ช่วยเหลือประชาชนทันท่วงที และเน้นย้ำความเป็นเอกภาพของหน่วยและกองทัพบกเป็นหัวใจสําคัญขององค์กรให้กําลังพลทุกนายได้ร่วมปฏิบัติหน้าที่ด้วยความอดทนและยังคงมีวินัย พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลงความหลากหลายและภัยคุกคามต่างๆ ที่จะเกิดขึ้นจากสถานการณ์ปัจจุบัน เพื่อธํารงไว้หรือความมั่นคงของชาติ และความเชื่อมั่นของประชาชน

ขณะที่ พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวถึงนโยบายทหารอาสา ว่า ไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะมีการดำเนินการมาต่อเนื่อง สืบเนื่องจากการลดกำลังพลกองทัพบก พอลดกำลังพลแล้ว ต้องมีส่วนเข้ามาทำงานทดแทน ทหารอาสาเป็นส่วนหนึ่งที่เราพัฒนาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งในปี 2569 อัตราสัญญาบัตรและประทวน รวม 800 อัตรา ปัจจุบันผ่านการสมัครและคัดเลือกรอบแรกแล้ว คนที่เข้ามาสมัครอยู่ระหว่างการคัดเลือกรอบที่ 2 ส่วนรายละเอียดเรื่องที่มา กองทัพบกคงต้องพัฒนาต่อไป ให้ครอดคล้องกับนโยบายลดกำลังพลของกระทรวงกลาโหมและรัฐบาล 

เมื่อถามถึงรูปแบบสวัสดิการและเงินเดือนทหารอาสา รองโฆษก ทบ. กล่าวว่า มีการรับสมัครในอัตราสัญญาบัตรและชั้นประทวน สัญญาจ้างชั่วคราว 4 ปี มีเกณฑ์อายุ คุณวุฒิที่รับสมัคร จะเห็นได้ว่าเป็นการรับกำลังพลที่มีความเป็นหนุ่ม สดชื่น เข้ามาทำงาน เมื่อครบสัญญาจ้าง ก็จะมีการปลดออกไป จึงมีกำลังพลหมุนเวียดตลอด ทำให้ลดการเสียภาษีเพื่อดูแลระยะยาว ถือเป็นการทดแทนกำลังพลที่ดี 

เมื่อถามว่าจะบรรจุในเหล่าทัพและการทำงานนั้น รองโฆษก ทบ. กล่าวว่า มีหลายเหล่าทั่วประเทศ ทั้งในมณฑลทหารบกและทหารหน่วยรบ ขึ้นอยู่กับอัตราที่เปิด 

ส่วนสวัสดิการจะดีกว่าทหารกองประจำการหรือไม่ รองโฆษก ทบ. กล่าวว่า เนื่องจากมีอัตราสัญญาบัตรและประทวน สวัสดิการจึงดีกว่าพลทหารประจำการ ส่วนรายละเอียดจะเทียบเท่าทหารหลักหรือไม่ จะชี้แจงรายละเอียดเพิ่มเติมอีกครั้ง

กองทัพบก ชี้คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เป็นเรื่องทางสังคม ไม่ใช่ความมั่นคง

กองทัพบก ชี้คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เป็นเรื่องทางสังคม ไม่ใช่ความมั่นคง

กองทัพบก ชี้คดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์ เป็นเรื่องทางสังคม ไม่ใช่ความมั่นคง

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.59 น.

โฆษก ทบ. มอง คดียิง “สส.กมลศักดิ์” เป็นเรื่องทางสังคม ไม่ใช่ความมั่นคง ย้ำใครเห็นต่างรัฐ เจ้าหน้าที่ก็ไม่เคยใช้วิธีการตามที่กล่าวอ้าง

วันที่ 25 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก  พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก กล่าวถึงกรณี นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ ไปแจ้งความเพิ่มเติม 2 ทหาร ในคดีลอบยิง คาดเป็นผลจากการไปช่วยชาวบ้าน และอาจขัดแย้งกับฝ่ายความมั่นคง ว่า เรื่องนี้เป็นคดีความทางสังคม น่าจะไม่ใช่คดีความมั่นคง หลักๆแล้วทางตำรวจก็ต้องรับผิดชอบมากกว่า แต่ขอย้ำว่าเจ้าหน้าที่จะไม่ไปขัดแย้งกับใคร ซึ่งผู้ที่อาจมีความเห็นแตกต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐ

เราก็ไม่เคยใช้วิธีการแบบนั้นอยู่แล้ว และจะเห็นในทุกการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่รัฐไม่ว่าจะเป็นการป้องกันชายแดน การรักษาความมั่นคงภายใน ก็มีบุคคลที่คิดเห็นไม่ตรงกัน แต่เจ้าหน้าที่รัฐก็คงมีวิธีการที่อยู่ในกรอบ แต่ลักษณะที่ไปประเมินหรือคาดเดา คิดว่าคงไม่น่าเป็นช่องทางแก้ปัญหาของเจ้าหน้าที่ภาครัฐอยู่แล้ว ซึ่งเราจะเห็นว่าสังคมทั่วไปมีคนคิดเห็นต่างจากเจ้าหน้าที่รัฐ แต่เราก็ไม่ต้องทำอะไรในลักษณะที่พูดถึงแบบนั้น

ทบ.มองคำพูด หวัง อี้ กัมพูชาไม่อยากรบแล้ว ยังต้องรอประเมิน แม้ท่าทีปัจจุบันไม่คุกคาม

ทบ.มองคำพูด หวัง อี้ กัมพูชาไม่อยากรบแล้ว ยังต้องรอประเมิน แม้ท่าทีปัจจุบันไม่คุกคาม

ทบ.มองคำพูด หวัง อี้ กัมพูชาไม่อยากรบแล้ว ยังต้องรอประเมิน แม้ท่าทีปัจจุบันไม่คุกคาม

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.54 น.

ผบ.ทบ.ย้ำ เกาะติดชายแดน เข้มข้อมูลการข่าว ด้าน โฆษก ทบ. สรุปภาพรวม ฝ่ายไทย ยังยึดมั่นถ้อยแถลง มองคำพูด “หวังอี้” กัมพูชาไม่อยากรบแล้ว ยังต้องรอประเมิน แม้ท่าทีปัจจุบันไม่คุกคาม ย้ำ ติดตามเงินรัฐบาลเยียวยา 10 ล้าน ปะทะรอบ2

วันที่ 25 เมษายน 2569 ที่กองบัญชาการกองทัพบก  พล.ต.วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก แถลงข่าวผลการประชุมหน่วยขึ้นตรงของกองทัพบก พล.อ.พนา แคล้วปลอดทุกข์ ผบ.ทบ. ได้กําชับติดตามสถานการณ์ชายแดนและเฝ้าระวัง ปฏิบัติภารกิจที่ดําเนินการอยู่ให้ต่อเนื่องไป เช่น ปรับปรุงที่มั่น ลาดตระเวน เก็บข้อมูลด้านการข่าวที่คิดว่ามีประโยชน์ในการดูแลรักษาพื้นที่ และได้เน้นย้ําในเรื่องความปลอดภัยของกําลังพล ให้ทุก ๆ หน่วยได้ให้ความสําคัญ

พล.ท.วินธัย กล่าวว่า สำหรับสถานการณ์ไทย-กัมพูชาในส่วนของกองทัพไทยยังคงยึดมั่นดําเนินการตามถ้อยแถลง 27ธ.ค.68 อย่างเคร่งครัด พร้อมจะเข้าสู่ความร่วมมือการหารือ การคงกําลังซึ่งทั้งสองฝ่ายได้เห็นชอบ ให้คงกําลังที่ตั้งปัจจุบัน และไม่เพิ่มเติมกําลังตลอดแนวชายแดน ไม่ยั่วยุ หลีกเลี่ยงการสื่อสารข้อมูลเท็จ และการแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ โดยที่ผ่านมายังได้รับความร่วมมือน้อย แต่ต้องดํารงความมุ่งมั่นในสิ่งต่างๆให้เป็นไปในแนวทางที่ดีขึ้น ขอย้ำว่าฝ่ายไทยยังคงยึดมั่นอย่างเคร่งครัด

สําหรับภาพรวมสถานการณ์ปัจจุบันทั้งสองประเทศ มีการเตรียมความพร้อมกําลังทั้งสองฝ่ายแต่อยู่ในพื้นที่เขตอธิปไตยของตัวเอง ทั้งนี้ในช่วงเดือนที่ผ่านมายังไม่พบการยั่วยุที่สําคัญ แต่มีเหตุการณ์ที่มองเข้าข่ายบ้างแต่เกิดขึ้นประปราย ซึ่งไม่ชัดเจนในเจตนา ชุดประสานงาน ยังสามารถสื่อสารตามความเข้าใจกันได้ และกองทัพบกยังเตรียมความพร้อมไม่ประมาทต่อสถานการณ์

สําหรับผลการประชุมคณะกรรมการชายแดนส่วนภูมิภาคไทย-กัมพูชา(RBC) 23 เม.ย.ที่ช่องสะงำ จังหวัดศรีสะเกษ ทั้งสองฝ่ายยังคงยืนยันความร่วมมือใกล้ชิดโดยมีการประสานงานต่อเนื่องกว่า80ครั้งรวมทั้งแก้ไขปัญหาชายแดนด้วยสันติวิธีพร้อมผลักดันความร่วมมือด้านมนุษยธรรมการป้องกันไฟป่า การแก้ไขปัญหาข่าวปลอม ลดความตึงเครียดในทางทหาร ขณะเดียวกันฝ่ายไทยก็ยืนยัน พัฒนาเส้นทางทางยุทธวิธีที่อยู่ในพื้นที่อภิปรายของไทย โดยไม่ขัดต่อถ้อยแถลง 

เมื่อถามถึงกรณี นายหวังอี้ รมว.ต่างประเทศจีน ระบุว่า กัมพูชาไม่อยากรบแล้ว พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ข้อมูลในด้านการข่าวกัมพูชายังไม่ได้แสดงท่าทีอยู่ในจุดที่น่ากังวล ในช่วงนี้เป็นเรื่องของการสื่อสารที่อาจจะทําให้ประชาชนเกิดความกังวล แต่ถ้ามองในภาพใหญ่ข้อมูลด้านการข่าวทหาร ยังไม่มีทีท่าที่จะส่งผลคุกคามต่อฝ่ายไทย กรณีที่เราอาจเห็นข่าวสาร การพูดผ่านสื่อ ไม่สามารถประเมินเป็นปัจจัยหลักที่จะเกิดสถานการณ์ได้ ต้องมองที่ข้อมูลการข่าวทางด้านการทหาร หรือข้อมูลทางด้านความมั่นคงเท่านั้น

เมื่อถามเมื่อถามว่ากัมพูชาเคยประสานกับกองทัพหรือไม่ ว่าไม่อยากจะสู้แล้ว พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ยังไม่มีข้อมูล

เมื่อถามว่ามองอย่างไร จีนอาสาเป็นตัวเชื่อมระหว่างไทย-กัมพูชา พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ในมิติต่างประเทศ มีท่าทีไม่ต้องการ หรือ สนับสนุนให้มีการใช้กําลัง แต่ตามมารยาทก็ไม่ได้ห้ามหรือแสดงท่าทีจะขัดขวางอย่างไร คงเป็นเรื่องของสองประเทศที่จะต้องตัดสินใจต่อกัน

เมื่อถามว่า ในพื้นที่ มีบางจุดที่กัมพูชาขยับฐานเข้ามาใกล้ไทย พล.ต.วินธัย กล่าวว่า ในอดีตการวางกำลังสองฝ่ายจะอยู่ติดกัน แต่หลังเหตุปะทะ กัมพูชาถอยไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ เมื่อสถานการณ์ไม่น่ากังวลก็ขยับกําลังเข้ามา แต่ยังไม่ได้มีผลกระทบอะไรในการดูแลพื้นที่ชายแดนหรือหากมีการปฏิบัติทางทหารก็ไม่มีผลอะไรอยู่อยู่แล้ว เพียงแต่ฝ่ายกัมพูชา เมื่อเข้าไปอยู่ในพื้นที่ใหม่ โดยหลักยุทธวิธีทางทหารก็ต้องปรับปรุงหาที่กําบังที่อยู่ที่เหมาะสมทางทหารของฝ่ายกัมพูชาและคงไม่รุกล้ําในพื้นที่ที่ฝ่ายไทยได้ควบคุมอยู่

ด้าน พ.อ.ริชฌา สุขสุวานนท์ รองโฆษกกองทัพบก กล่าวเพิ่มเติม สําหรับเรื่องเงินเยียวยา ให้กับทหารที่บาดเจ็บเสียชีวิตและทุพพลภาพใน เกิดเหตุปะทะทั้งสองรอบ จํานวน 10 ล้านบาท ในเหตุการณ์ปะทะรอบแรก ได้จ่ายครบถ้วนแล้ว ในขณะที่เหตุปะทะรอบสอง อยู่ในขั้นตอนทางราชการ ยืนยันว่ากองทัพบกได้ติดตามใกล้ชิด สำหรับเงินชดเชยในส่วนของกอฃทัพบกได้รับครบถ้วนหมดแล้ว ยืนยันไม่ทอดทิ้ง ผู้บังคับบัญชาได้ลงพื้นที่ติดตามความช่วยเหลือและดูแลสิทธิให้ครบถ้วน

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง เดฟ ชยพล ฟ้อง ตร. ปมหมายจับ ม.112 ผิดพลาด

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง เดฟ ชยพล ฟ้อง ตร. ปมหมายจับ ม.112 ผิดพลาด

ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง เดฟ ชยพล ฟ้อง ตร. ปมหมายจับ ม.112 ผิดพลาด

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.34 น.

วันนี้ 27 เมษายน 2569 ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน เปิดเผยคดีของ เดฟ ชยพล กรณียื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหตุขอออกหมายจับคดี ม.112 ผิดพลาด โดย ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง เห็นว่าการกระทำของตำรวจชอบด้วยกฎหมาย โดยมีข้อความทั้งหมดระบุว่า “ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้อง ‘เดฟ’ ชยพล กรณียื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เหตุขอออกหมายจับคดี ม.112 ผิดพลาด เห็นว่าการกระทำของตำรวจชอบด้วยกฎหมาย – ยังไม่ถูกจับกุม

วันที่ 27 เม.ย. 2569 เวลา 09.30 น. ศาลแพ่งกรุงเทพใต้นัดอ่านคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ในคดีของ “เดฟ” ชยพล ดโนทัย อดีตสมาชิกกลุ่มแนวร่วมธรรมศาสตร์และการชุมนุม เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) กรณีถูกขอออกหมายจับคดีมาตรา 112 ผิดพลาด จากเหตุการณ์พ่นสีพระบรมฉายาลักษณ์ในสถานที่ต่าง ๆ บริเวณมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ในช่วงคืนวันที่ 10 ม.ค. 2564 โดยที่ชยพลไม่ได้อยู่ร่วมในเหตุการณ์แต่อย่างใด



ที่ห้องพิจารณาคดีที่ 607 ชยพลเดินทางมาศาลพร้อมกับทนายโจทก์ ส่วนฝ่ายจำเลยมีผู้รับมอบฉันทะทนายจำเลย ต่อมาศาลออกนั่งพิจารณาคดี และเริ่มอ่านคำพิพากษาในคดีของชยพลในเวลา 10.20 น. โดยอ่านคำพิพากษาว่า “ศาลอุทธรณ์ยืนยกฟ้องโจทก์” สำหรับรายละเอียดคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ ระบุดังนี้

คดีมีปัญหาต้องวินิจฉัยตามอุทธรณ์ของโจทก์ว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลยกระทำละเมิกต่อโจทก์หรือไม่ เห็นว่า เจ้าหน้าที่ของจำเลย ฝ่ายสืบสวนสถานีตำรวจภูธรคลองหลวง ตรวจสอบพบป้ายพระบรมฉายาลักษณ์ถูกพ่นสเปรย์เป็นข้อความต่าง ๆ นั้น และเห็นว่าเป็นการหมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ จึงแจ้งความร้องทุกข์ให้ดำเนินคดี ก่อนมีการแต่งตั้งคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่ง จากการสืบสวนติดตามจากกล้องวงจรปิดบันทึกภาพ ได้ความว่าบุคคลดังกล่าวชื่อสิริชัย นาถึง และชายอีก 1 คน



อีกทั้งมีตรวจสอบทะเบียนรถจักรยานยนต์พบว่า เป็นกรรมสิทธิ์ของมารดาของโจทก์ และสืบทราบว่าโจทก์เป็นนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และเป็นเพื่อนกับสิริชัย คณะพนักงานสอบสวนมีความเห็นเชื่อว่าชายซึ่งยังไม่ทราบชื่อว่าเป็นใครนั้นคือโจทก์ในคดีนี้ จึงรวบรวบพยานหลักฐานและยื่นคำร้องขอออกหมายจับสิริชัยและโจทก์ในคดีนี้ พนักงานสอบสวนได้เข้าไต่สวนและนำพยานหลักฐานมาประกอบ จึงเป็นการปฏิบัติตามข้อบังคับประธานศาลฎีกา พ.ศ. 2548 ข้อ 14, 16, 17

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่าก่อนยื่นคำร้องขอออกหมายจับ ไม่ได้มีการตรวจสอบถิ่นที่อยู่ของโจทก์ในวันเกิดเหตุให้แน่ชัดก่อน เห็นว่าแม้พนักงานสอบสวนไม่ได้รอผลตรวจสอบการใช้งานโทรศัพท์มือถือของโจทก์ก็ตาม แต่การตรวจสอบตำแหน่งผู้ใช้งานอาจไม่ใช่เจ้าของหมายเลขที่แจ้งไว้แก่ผู้ให้บริการ

ศาลอุทธรณ์จึงเห็นว่า การรวบรวมพยานหลักฐานเป็นไปโดยชอบด้วยกฎหมาย มิได้ประมาทเลินเล่อ และมิได้มีเจตนาใส่ร้ายโจทก์ให้ได้รับความเสียหาย อีกทั้งเป็นฐานความผิดต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ เป็นความผิดร้ายแรงอันกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ กระทบจิตใจของปวงชนชาวไทย และเป็นคดีที่มีอัตราโทษสูง กลุ่มผู้กระทำความผิดไม่เกรงกลัวต่อกฎหมายบ้านเมือง ก่อให้เกิดความเสียหายแก่ทรัพย์สินราชการเป็นวงกว้าง เจ้าพนักงานตำรวจจึงต้องเร่งสืบสวน ปราบปราม นำตัวผู้กระทำผิดมาดำเนินคดี ซึ่งทำการสืบสวนมารอบคอบแล้ว มีพยานหลักฐานน่าเชื่อว่าโจทก์มีส่วนร่วมในการกระทำผิด จึงไม่มีเหตุจำเป็นที่ต้องออกหมายเรียกโจทก์

ต่อมาเมื่อตรวจสอบเพิ่มเติมพบว่ายังไม่มีพยานหลักฐานเพียงพอที่จะยืนยันการกระทำความผิดของโจทก์ได้ คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนจึงยื่นคำร้องขอยกเลิกหมายจับ ศาลจังหวัดธัญบุรีมีคำสั่งเพิกถอนหมายจับ ซึ่งเป็นเวลาก่อนที่โจทก์จะถูกจับกุมและถูกแจ้งข้อกล่าวหา

การกระทำของคณะพนักงานสืบสวนสอบสวนชอบด้วยกฎหมาย จึงไม่เป็นการกระทำโดยประมาทเลินเล่อและมิได้มีเหตุจูงใจที่จะตั้งข้อหาให้โจทก์ได้รับความเสียหาย ดังนั้น เจ้าหน้าที่ของจำเลยไม่ได้กระทำละเมิดต่อโจทก์

ส่วนที่โจทก์อุทธรณ์ว่า การที่เจ้าพนักงานตำรวจออกหมายจับ ทำให้โจทก์มีชื่อเป็นบุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ซึ่งเมื่อมีการสืบค้นก็จะพบประวัติอาชญากร เห็นว่า พนักงานสอบสวนยังมิได้นำข้อมูลหมายจับโจทก์ลงในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ ประกอบกับการที่บุคคลจะมีประวัติอาชญากรจะต้องมีการพิมพ์ลายนิ้วมือ และส่งไปตรวจสอบที่กองทะเบียนประวัติอาชญากร ซึ่งโจทก์ยังมิเคยถูกเจ้าหน้าที่ของจำเลยจับกุมและพิมพ์ลายนิ้วมือแต่อย่างใด จึงไม่มีประวัติโจทก์อยู่ในกองทะเบียนประวัติอาชญากรของจำเลยแต่อย่างใด

ส่วนอุทธรณ์โจทก์ในประเด็นอื่น ไม่ทำให้ผลของคดีเปลี่ยนแปลงไป จึงไม่ต้องวินิจฉัย ที่ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้องมานั้น ศาลอุทธรณ์เห็นพ้องด้วย อุทธรณ์ของโจทก์ทุกข้อฟังไม่ขึ้น พิพากษายืน

องค์คณะผู้พิพากษาศาลอุทธรณ์ ได้แก่ ณเรศ ทรงประกอบ, ทวีศักดิ์ จันทร์วีระเสถียร และวิรัตน์ กาญจนเลขา

ทบทวนเหตุการณ์จับกุม ‘นิว’ สิริชัย ระบุ ‘เดฟ’ ชยพล ถูกออกหมายจับคดี ม.112 อีกคน ต่อมา ตร.ไม่แจ้งข้อหาและยื่นคำร้องขอเพิกถอนหมายจับ

มูลเหตุของคดีนี้ เกิดจากเหตุการณ์ของคืนวันที่ 13 ม.ค. 2564 “นิว” สิริชัย นาถึง นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ถูกจับกุมตามหมายจับมาตรา 112 ตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 14/2564 และถูกค้นห้องตามหมายค้นของศาลจังหวัดธัญบุรี โดยพบว่าในหมายค้นดังกล่าวมีข้อความระบุว่า ให้ตรวจค้นบุคคลที่ออกหมายจับซึ่งปรากฏชื่อของ “ชยพล” ว่าเป็นบุคคลที่ถูกออกหมายจับ ตามหมายจับของศาลจังหวัดธัญบุรีที่ 15/2564

ประกอบกับที่ “นิว” สิริชัย ถูกพนักงานสอบสวนแจ้งข้อกล่าวหาระบุพฤติการณ์ว่า เมื่อวันที่ 10 ม.ค. 2564 เวลาประมาณ 08.00 น. ทางพนักงานสอบสวนสอบสวนได้รวบรวมพยานหลักฐานและระบุว่าสิริชัย นาถึง กับชยพล ดโนทัย เป็นผู้ขับขี่รถจักรยานยนต์ออกตระเวนไปกระทำความผิด และได้แจ้งข้อกล่าวหาว่า “ร่วมกันกระทำความผิด”

จากนั้นในวันที่ 15 ม.ค. 2564 เวลาประมาณ 11.30 น. ชยพลเดินทางมาถึง สภ.คลองหลวง จ.ปทุมธานี พร้อมด้วยทนายความ เพื่อเข้าพบพนักงานสอบสวนแสดงความบริสุทธิ์ใจ ตามที่พบว่าตนถูกออกหมายจับดังกล่าว พร้อมกับหลักฐานว่าตนเองไม่ได้อยู่ในวันและเวลาที่เกิดเหตุ เนื่องจากขณะนั้นตนพักอาศัยอยู่ในภูมิลำเนาเดิมที่ จ.สงขลา และเพิ่งเดินทางกลับมายังกรุงเทพมหาคร เมื่อค่ำของวันที่ 14 ม.ค. 2564 โดยผู้กำกับการ สภ.คลองหลวง ยืนยันว่าไม่เคยมีการออกหมายจับ คณะพนักงานสืบสวนสอบสวนตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานีเกี่ยวกับคดีนี้ ก็ยืนยันว่าไม่เคยมีการออกหมายจับ จึงไม่มีการแจ้งข้อกล่าวหาเกิดขึ้น ชยพลจึงลงบันทึกประจำวันไว้และเดินทางกลับ

ในเวลา 15.54 น. ของวันเดียวกัน สำนักข่าวมติชน รายงานว่า คณะพนักงานสืบสวนสอบสวน ตามคำสั่งตำรวจภูธรจังหวัดปทุมธานี ที่ 16/2564 ยื่นคำร้องขอยกเลิกหมายจับ เนื่องจากตรวจสอบพยานหลักฐานเพิ่มเติมพบว่า ในขณะนี้ยังไม่มีหลักฐานเพียงพอที่จะดำเนินคดีกับชยพล โดยศาลมีคำสั่งรับคำร้อง เรียกสอบแล้ว ผู้ร้องแถลงยืนยันตามคำร้อง อนุญาตให้ถอนคำร้อง ยกเลิกหมายจับ

 ‘เดฟ’ ชยพล ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เรียกค่าเสียหาย 2 ล้านบาท เหตุตร.ขอศาลออกหมายจับ 112 โดยมิชอบ

เมื่อวันที่ 7 ก.ค. 2564 ชยพลเป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (ตร.) สืบเนื่องจากกรณีที่ตนถูกออกหมายจับในคดีมาตรา 112 และต่อมาศาลจังหวัดธัญบุรียกเลิกหมายจับดังกล่าว

คำฟ้องระบุโดยสรุปว่า การกระทำของตำรวจเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ทั้งในเวลาดังกล่าวมีประชาชนและนักศึกษาถูกดำเนินคดีจำนวนมากจากการเรียกร้องทางการเมืองและนักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีบทบาทสำคัญ ความพยายามในการดำเนินคดีนักศึกษาเช่นกรณีของสิริชัย และการออกหมายจับโจทก์เป็นการกระทำด้วยเหตุจูงใจให้นักศึกษามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์และอื่น ๆ ยุติการเคลื่อนไหวและกระทำโดยขาดความระมัดระวัง เป็นการจงใจใช้กฎหมาย ศาล กระบวนการยุติธรรม เป็นเครื่องมือปิดกั้นสิทธิเสรีภาพในการแสดงออกที่กฎหมายรับรองไว้

การร้องขอต่อศาลเพื่อออกหมายจับดังกล่าว เป็นการละเมิดสิทธิมนุษยชนอย่างร้ายแรง เพราะก่อนหรือขณะที่ยื่นคำร้องขอให้ศาลออกหมายจับนั้น เจ้าพนักงานตำรวจในสังกัดของจำเลยละเลยต่อหน้าที่ในการปฏิบัติให้เป็นไปตามกฎหมายและข้อเท็จจริง แต่กลับกระทำโดยปราศจากความระมัดระวัง เป็นเหตุให้โจทก์ได้รับความเสียหายจากการจงใจหรือประมาทเลินเล่อในการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบของตำรวจ

เป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพในชีวิตและร่างกายและถูกละเมิดชื่อเสียงอันเป็นสิทธิและเสรีภาพที่ได้รับการรับรองไว้ตามรัฐธรรมนูญ และกติการะหว่างประเทศว่าด้วยสิทธิพลเมืองและสิทธิทางการเมือง (ICCPR) ซึ่งรับรองว่า บุคคลทุกคนมีสิทธิในเสรีภาพและความปลอดภัยของร่างกาย จะถูกลิดรอนเสรีภาพ จับกุมหรือควบคุมโดยอำเภอใจมิได้ จึงขอให้สำนักงานตำรวจแห่งชาติชดใช้ดังนี้

1. ขอโทษโจทก์และครอบครัว เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมายและหลักการสิทธิมนุษยชนที่ไทยเป็นภาคี ตร.จึงต้องประกาศขอโทษ ในกรณีการออกหมายจับผิดพลาดในครั้งนี้ ต่อไปจะกำชับให้เจ้าหน้าที่และหน่วยงานในสังกัดของจำเลย มิให้กระทำการในลักษณะละเมิดสิทธิเสรีภาพของประชาชน ผ่านสื่อสิ่งพิมพ์สาธารณะ และผ่านเว็บไซต์และสื่อออนไลน์ทุกประเภทเป็นเวลา 7 วัน

2. ให้ลบประวัติอาชญากร เนื่องจากแม้จะมีการถอนหมายจับแล้ว แต่โจทก์จะมีชื่อเป็นบุคคลที่เคยถูกออกหมายจับในฐานข้อมูลของตร. ซึ่งเมื่อมีการสืบค้นก็จะพบประวัติอาชญากรดังกล่าว จึงขอให้ลบข้อมูลประวัติอาชญากรที่มีอยู่ในฐานข้อมูลของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ

3. ให้ชดใช้ค่าเสียหายจำนวน 2 ล้านบาท เนื่องจากการออกหมายจับเป็นการละเมิดสิทธิและเสรีภาพ รวมทั้งเสียหายต่อชื่อเสียงของโจทก์ ทั้งการที่ต้องเสียค่าใช้จ่ายเป็นค่าเดินทางและค่าใช้จ่ายที่เกี่ยวเนื่องจาก จ.สงขลา มาแสดงตัวที่ จ.ปทุมธานี ในช่วงที่มีการแพร่ระบาดของโควิด-19 รัฐพึงตระหนักถึงการละเมิดดังกล่าวและชดใช้เยียวยาเป็นเงินจำนวนที่พอจะถือได้ว่า เป็นมาตรการเชิงลงโทษอันเกิดจากการละเมิดต่อบุคคล เพื่อให้รัฐได้ปรับปรุง แก้ไข กำกับดูแล วางมาตรการป้องกันและพัฒนาเจ้าหน้าที่และหน่วยงานของรัฐไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำ

ศาลชั้นต้นพิพากษายกฟ้อง เห็นว่าการขอออกหมายจับและเพิกถอนหมายจับตามขั้นตอนกฎหมาย ยังไม่พอฟังว่าตำรวจจงใจหรือประมาทเลินเล่อ ในการละเมิดโจทก์

ภายหลังคดีมีการสืบพยานไปเมื่อวันที่ 8 ธ.ค. 2565 โดยสืบพยานโจทก์ 2 ปาก คือชยพล ดโนทัย และมารดา ส่วนฝ่ายจำเลยนำพยานเข้าสืบ 2 ปาก ได้แก่ เจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสืบสวน และเจ้าพนักงานตำรวจฝ่ายสอบสวนผู้ร้องขอศาลออกหมายจับ ซึ่งเจ้าพนักงานตำรวจทั้ง 2 ปาก รับว่าร้องขอออกหมายจับโดยไม่เห็นหน้าผู้กระทำผิด

ต่อมาวันที่ 31 ม.ค. 2566 ศาลแพ่งกรุงเทพใต้พิพากษาให้ยกฟ้องของชยพล เนื่องจากเห็นว่า ยังไม่ปรากฏข้อเท็จจริงว่าโจทก์ถูกเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนของจำเลยบังคับให้พิมพ์ลายนิ้วมือหรือกระทำการอื่นใดที่อาจทำให้โจทก์เสียหายตามฟ้อง ซึ่งเป็นเพียงการร้องขอต่อศาลให้มีการออกหมายจับตามขั้นตอนของกฎหมาย และศาลได้ใช้อำนาจพิจารณาตามกฏหมายให้ออกหมายจับและเพิกถอนหมายจับเพียงเท่านั้น ยังไม่พอฟังว่าจำเลยโดยเจ้าหน้าที่หรือพนักงานสอบสวนของจำเลย จงใจหรือประมาทเลินเล่อ กระทำการอันเป็นการละเมิดต่อโจทก์

ต่อมา โจทก์ยื่นอุทธรณ์คดีคัดค้านคำพิพากษาศาลชั้นต้น ระบุว่าโจทก์ได้ฟ้องคดีนี้เนื่องจากเห็นว่าการกระทำละเมิดของตำรวจเป็นพฤติการณ์ร้ายแรงที่รัฐและเจ้าพน้าที่รัฐกระทำต่อประชาชนโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพื่อไม่ให้เป็นเยี่ยงอย่าง และเพื่อเป็นบรรทัดฐานในการปฏิบัติหน้าที่ให้เป็นไปตามกฎหมาย ไม่ให้เกิดเหตุการณ์เช่นกรณีนี้อีก จึงขอให้ศาลอุทธรณ์พิพากษากลับ ให้จำเลยรับผิดตามฟ้องโจทก์

ศาลแพ่งกรุงเทพใต้จึงนัดฟังคำพิพากษาของศาลอุทธรณ์ในวันนี้ (27 เม.ย. 2569) โดยศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษายืนตามศาลชั้นต้นให้ยกฟ้องโจทก์

อ่านบนเว็บไซต์: https://tlhr2014.com/archives/83044″

เดฟ ชยพล
เดฟ ชยพล
เดฟ ชยพล

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก เฟซบุ๊ก ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน

‘กรมการข้าว’ ยกระดับมูลค่าข้าวไทย แนะแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว สร้างมูลค่าเพิ่ม

‘กรมการข้าว’ ยกระดับมูลค่าข้าวไทย แนะแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว สร้างมูลค่าเพิ่ม

‘กรมการข้าว’ ยกระดับมูลค่าข้าวไทย แนะแนวทางพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว สร้างมูลค่าเพิ่ม

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.08 น.

ผลิตภัณฑ์ข้าวของไทยในปัจจุบันได้รับการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง จนสามารถตอบโจทย์ผู้บริโภค และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับสินค้าได้มากขึ้น จากเดิมที่ข้าวเป็นเพียงสินค้าเกษตรขั้นต้น วันนี้ได้ก้าวสู่การเป็นผลิตภัณฑ์แปรรูปที่หลากหลาย ทั้งอาหาร เครื่องดื่ม และผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพ

นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า กรมการข้าวมีบทบาทดูแลเกษตรกรผู้ปลูกข้าวครอบคลุม ทั้งห่วงโซ่การผลิต ตั้งแต่ “ต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ” โดยต้นน้ำ คือการพัฒนาเมล็ดพันธุ์ และงานวิจัยกลางน้ำ คือการเพิ่มมูลค่าผลผลิต และปลายน้ำ คือการตลาดและการเข้าถึงผู้บริโภค

นายโอวาท ยิ่งลาภ รองอธิบดีกรมการข้าว”

ในอดีต เกษตรกรมักจำหน่ายข้าวเปลือกให้โรงสีโดยไม่สามารถกำหนดราคาเองได้ ส่งผลทำให้รายได้ไม่แน่นอน กรมการข้าวจึงมุ่งส่งเสริมให้เกษตรกร “เพิ่มมูลค่า” ผ่านการแปรรูปและการผลิต ตามมาตรฐาน เช่น มาตรฐาน GAP ข้าวอินทรีย์ และนโยบาย “ข้าวคาร์บอนต่ำ” ซึ่งกำลังเป็นที่ต้องการในตลาดโลก โดยเฉพาะกลุ่มตลาดเฉพาะ (Niche Market) หนึ่งในแนวทางสำคัญคือ “การแปรรูป” ซึ่งช่วยยกระดับมูลค่าจากข้าวเปลือกไปสู่ผลิตภัณฑ์ที่หลากหลาย โดยปัจจุบันมีตัวอย่างผลิตภัณฑ์จากกลุ่มเกษตรกรในหลายพื้นที่ เช่น กลุ่มวิสาหกิจชุมชน

ภาคเหนือ พัฒนา “ข้าวแต๋นอบกรอบ” และ “ซีเรียลข้าวกล้องงอก” เพื่อตอบโจทย์สายสุขภาพ

กลุ่มเกษตรกรภาคอีสาน แปรรูปเป็น “ข้าวฮางงอกพร้อมชง” และ “เครื่องดื่มน้ำนมข้าว” กลุ่มภาคใต้ พัฒนาผลิตภัณฑ์จากข้าวสังข์หยด เช่น “ขนมขบเคี้ยวจากข้าวสี” และ “แป้งข้าวเพื่อเบเกอรี่สุขภาพ”บางกลุ่มต่อยอดสู่ “เครื่องดื่มหมักจากข้าว” เช่น สาโท หรือไวน์ข้าว ซึ่งกำลังได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นรวมถึงผลิตภัณฑ์นวัตกรรม เช่น “สารสกัดรำข้าว” “น้ำมันรำข้าว” และ “เครื่องสำอางจากข้าว” ที่ร่วมพัฒนากับสถาบันการศึกษา

“ผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว”

นอกจากนี้ กรมการข้าวยังให้ความสำคัญกับ “ข้าวสี” เช่น ข้าวสัง ข์หยดพัทลุง (สีแดง) ข้าวเหนียวดำ (สีม่วง ดำ) ซึ่งมีสารต้านอนุมูลอิสระสูง และสามารถต่อยอดสู่การสกัดสาระสำคัญเพื่อผลิตอาหารเสริมในรูปแบบแคปซูล หรือผลิตภัณฑ์สุขภาพอื่น ๆ ตอบโจทย์ผู้บริโภคยุคใหม่ที่มองข้าวเป็นมากกว่าอาหาร แต่เป็น “อาหารเพื่อสุขภาพ” หรือแม้กระทั่ง “อาหารเชิงยา”อาหารที่ช่วยซ่อมแซมส่วนที่สึกหรอและขับสารพิษไม่ใช่แค่ทำให้อิ่ม

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว”

อย่างไรก็ตาม การแปรรูปยังมีข้อจำกัดในกลุ่มเกษตรกรรายย่อย กรมการข้าวจึงส่งเสริมให้รวมกลุ่มในรูปแบบ “ศูนย์ข้าวชุมชน” เพื่อเพิ่มศักยภาพในการผลิต การแปรรูป และการบริหารจัดการ รวมถึงการเข้าถึงองค์ความรู้และการสนับสนุนจากภาครัฐในด้านการตลาด กรมการข้าวได้พัฒนาช่องทางการจำหน่ายทั้งออฟไลน์และออนไลน์ โดยส่งเสริมให้เกษตรกรใช้แพลตฟอร์มโซเชียลมีเดีย เช่น การไลฟ์สดและการขายผ่านออนไลน์ พร้อมเตรียมจัดตั้ง “Rice Shop” ขึ้นที่กรมการข้าว บางเขนกรุงเทพมหานคร เป็นศูนย์กลางรวบรวมและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ข้าวที่มีคุณภาพ รวมทั้งยังมีสินค้าข้าวที่แปลกใหม่จากทั่วประเทศ เพื่อเชื่อมโยงผู้ผลิตกับผู้บริโภคโดยตรง

สำหรับการเพิ่มมูลค่านั้นพบว่า เพียงการสีแปรรูปจากข้าวเปลือกเป็นข้าวสารก็สามารถเพิ่มมูลค่าได้เกือบเท่าตัว และหากนำไปแปรรูปขั้นสูง เช่น การหมักเป็นเครื่องดื่ม หรือการสกัดสารสำคัญก็จะทำให้ มูลค่าเพิ่มขึ้นหลายเท่าตัว โดยมีข้อมูลว่าข้าว 1 ตัน สามารถสร้างมูลค่าได้สูงถึงประมาณ 160,000 บาท ขึ้นอยู่กับรูปแบบของการแปรรูป

ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว อาทิ สาโท และ ผงชงดื่ม”

รองอธิบดีกรมการข้าวทิ้งท้ายว่า ผลิตภัณฑ์ข้าวบางประเภทอาจมีความคล้ายคลึงกัน แต่เอกลักษณ์ของแต่ละพื้นที่ทำให้สินค้ามีความแตกต่างกัน ซึ่งเป็นจุดขายที่สำคัญ และทำให้สามารถแข่งขันในตลาดได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ กรมการข้าวยังคงเดินหน้าสนับสนุนโครงการเพิ่มมูลค่าข้าวอย่างต่อเนื่องโดยเริ่มจากโครงการนำร่องในกลุ่มเกษตรกรที่มีความพร้อม เพื่อขยายผลสู่ระดับประเทศในอนาคต

การพัฒนาผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าวจึงไม่เพียงช่วยเพิ่มรายได้ให้เกษตรกร แต่ยังเป็นกุญแจสำคัญในการยกระดับข้าวไทยสู่สินค้าเกษตรมูลค่าสูงในเวทีโลก

“ตัวอย่างผลิตภัณฑ์แปรรูปจากข้าว”

กรมฝนหลวงฯ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

กรมฝนหลวงฯ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

กรมฝนหลวงฯ เป็นเจ้าภาพบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระพันปีหลวง

วันจันทร์ ที่ 27 เมษายน พ.ศ. 2569, 18.13 น.

27 เมษายน 2569 เวลา 17.00 น. กรมฝนหลวงและการบินเกษตร โดยนายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วยนายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ นายปราบพล โล่ห์วีระ รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านปฏิบัติการ ข้าราชการและพนักงานราชการในสังกัด ได้รับพระราชทานพระบรมราชานุญาตให้เป็นเจ้าภาพในการบำเพ็ญกุศลถวายพระบรมศพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง โดยมีพระสงฆ์ 10 รูป จากวัดต่างๆ สวดมาติกา สดับปกรณ์ และอนุโมทนา ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง

กรมการพัฒนาชุมชน จัดกิจกรรม Coaching ผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ประจำปี 2569 ภาคกลาง ณ ไอคอนสยาม

กรมการพัฒนาชุมชน จัดกิจกรรม Coaching ผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ประจำปี 2569 ภาคกลาง ณ ไอคอนสยาม

กรมการพัฒนาชุมชน จัดกิจกรรม Coaching ผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ประจำปี 2569 ภาคกลาง ณ ไอคอนสยาม

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.01 น.

กรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย จัดอบรมโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม กิจกรรมที่ 1 การ Coaching ผ้าลายพระราชทานและงานหัตถกรรม ประจำปี 2569  จุดดำเนินการที่ 3  ภาคกลาง ณ ไอคอนสยาม  โดยอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน สยาม ศิริมงคล เป็นประธานเปิดโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม 2569 พร้อมทั้ง ที่ปรึกษามูลนิธิส่งเสริมศิลปาชีพฯ ประธาชมรมแม่บ้านพัฒนาชุมชน รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน คณะที่ปรึกษาโครงการ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ผู้ตรวจราชการกรมการพัฒนาชุมชน พัฒนาการจังหวัดหัวหน้าส่วนราชการ แขกผู้มีเกียรติ ร่วมพิธีเปิด

การดำเนินโครงการยกระดับการพัฒนาผลิตภัณฑ์ภูมิปัญญาผ้าไทยและงานหัตถกรรม 2569 เป็นการสานต่อพระดำริของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ภายใต้แนวคิด “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่ทรงมุ่งส่งเสริมให้ผ้าไทย ก้าวสู่แฟชั่นร่วมสมัยระดับสากล พร้อมสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับภูมิปัญญาท้องถิ่น และเสริมความเข้มแข็งให้เศรษฐกิจฐานรากของประเทศ

โครงการนี้ ถือเป็นอีกหนึ่งกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจชุมชน ผ่านการยกระดับผลิตภัณฑ์ ผ้าไทยและงานหัตถกรรมเป็นต้นแบบ แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ ช่างทอผ้า และงานหัตถกรรม ได้พัฒนาฝีมือการทอผ้าในทุกเทคนิค ให้มีคุณภาพ มีความหลากหลาย และประยุกต์รูปแบบ ลวดลายสีสันที่ร่วมสมัย นอกจากนี้ พระองค์ทรงให้ความสำคัญกับ Sustainable Fashion หรือ “แฟชั่นแห่งความยังยืน” สามารถแข่งขัน ส่งออกได้ทั้งในประเทศ พร้อมสร้างรายได้และโอกาสให้กับชุมชนในระยะยาว อีกทั้งเพื่อเตรียม  ความพร้อมให้กับผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และช่างทอผ้า ในการประกวดผ้าลายพระราชทาน  ประจำปี 2569  ที่กรมการพัฒนาชุมชนจัดขึ้นภายในเดือนสิงหาคม 2569 ด้วย

#ผ้าไทยใส่ให้สนุก
#ผ้าลายขอสมเด็จฯเจ้าฟ้าฯ
#ผ้าลายบุปผาบรมราชินีนาถ
#ประกวดผ้าลายพระราชทานปี2569
#กรมการพัฒนาชุมชน

กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘Sustainable Fashion’ ยกระดับ OTOP ไทยสู่แฟชั่นที่ยั่งยืนในระดับสากล

กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ 'Sustainable Fashion' ยกระดับ OTOP ไทยสู่แฟชั่นที่ยั่งยืนในระดับสากล

กรมการพัฒนาชุมชน จัดประชุมเชิงปฏิบัติการ ‘Sustainable Fashion’ ยกระดับ OTOP ไทยสู่แฟชั่นที่ยั่งยืนในระดับสากล

วันอังคาร ที่ 28 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.55 น.

กรมการพัฒนาชุมชน เดินหน้าขับเคลื่อนเศรษฐกิจฐานราก จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการ “การพัฒนาองค์ความรู้สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion)” เพื่อเสริมสร้างศักยภาพผู้ผลิตและผู้ประกอบการ OTOP ให้มีองค์ความรู้และทักษะด้านการออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ตามแนวคิดแฟชั่นแห่งความยั่งยืน มุ่งยกระดับคุณภาพ มาตรฐาน และเพิ่มมูลค่าสินค้าให้สามารถแข่งขันในตลาดสากล พร้อมทั้งขยายช่องทางการตลาด สร้างรายได้อย่างมั่นคงกลับคืนสู่ชุมชน 


  
สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน เป็นประธานพิธีเปิดการประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion) ภายใต้ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion) โดยมี ริตยา รอดนิ่ม รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน กล่าวรายงานและกล่าวถึงวัตถุประสงค์ของโครงการ และมี วรงค์ แสงเมือง รองอธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ผู้บริหารกรมการพัฒนาชุมชน , มีชัย แต้สุจริยา  ศิลปินแห่งชาติสาขาทัศนศิลป์ (ทอผ้า) ประจำปี 2564 , ธนันท์รัฐ ธนเสฏฐการย์ ที่ปรึกษาโครงการผ้าไทยใส่ให้สนุก ,ศิริชัย ทหรานนท์ นักออกแบบและเจ้าของแบรนด์ THEATRE , ดร.กรกลด คำสุข รองคณบดีฝ่ายกิจการพิเศษ วิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และ ผศ.ดร.รวิเทพ มุสิกะปาน อาจารย์ประจำหลักสูตรแฟชั่น สิ่งทอและเครื่องตกแต่งวิทยาลัยอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ คณะวิทยากร พร้อมแขกผู้มีเกียรติ เข้าร่วมในพิธีฯ ณ โรงแรม ยู นิมมาน เชียงใหม่ ถนนนิมมานเหมินท์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ 

สยาม ศิริมงคล อธิบดีกรมการพัฒนาชุมชน ได้กล่าวว่า นับเป็นความภาคภูมิใจของพวกเราทุกคนที่ได้เป็นส่วนหนึ่งของการสนองแนวพระดำริ “ผ้าไทยใส่ให้สนุก” ที่สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา ทรงทุ่มเท เสียสละด้วยความมุ่งมั่นที่จะสืบสาน รักษา และต่อยอด เพื่อทำให้พวกเราทุกคนได้มีโอกาสที่ดีในการสร้างสรรค์ผลงาน โดยนำภูมิปัญญาผ้าไทยผ้าอัตลักษณ์ และงานหัตถกรรมทุกรูปแบบ มาเป็นเครื่องมือในการพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งจากการทรงงานของ สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าสิริวัณณวรี นารีรัตนราชกัญญา เกี่ยวกับผ้าไทย ทำให้สร้างความตื่นตัวอย่างเห็นได้ชัด เกิดการสร้างงานสร้างอาชีพให้กับประชาชน อีกทั้งยังสร้างความตื่นตัวในการสร้างสรรค์ผ้าไทยในวงการต่าง ๆ โดยมุ่งเน้นการพัฒนาศักยภาพผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้มีทักษะในกระบวนการผลิตอย่างรอบด้าน โดยให้ความสำคัญกับการใช้ทรัพยากรอย่างเหมาะสม การลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์  

นับเป็นก้าวสำคัญในการเสริมสร้างศักยภาพให้แก่ผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP ให้สามารถปรับตัวและพัฒนาไปสู่แนวทางการผลิตที่สอดคล้องกับกระแสโลกยุคใหม่ ซึ่งให้ความสำคัญกับความยั่งยืน ทั้งในด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐกิจ และสังคม จะเห็นได้ว่าการดำเนินงานโครงการฯ มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมของผู้ผลิต ผู้ประกอบการ OTOP และช่างฝีมือเป็นศูนย์กลาง พร้อมทั้งบูรณาการองค์ความรู้จากผู้เชี่ยวชาญด้านการออกแบบ งานหัตถศิลป์ แฟชั่น และการตลาด เพื่อให้ผู้เข้าร่วมโครงการฯ สามารถนำองค์ความรู้ไปประยุกต์ใช้ได้จริงและต่อยอดการสร้างรายได้อย่างยั่งยืน 

นอกจากนั้น ริตยา รอดนิ่ม รักษาการในตำแหน่งผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านการพัฒนาชุมชน ได้กล่าวว่า กรมการพัฒนาชุมชนให้ความสำคัญกับการขับเคลื่อนงานศิลปหัตถกรรมของไทยให้เข้าสู่การเป็นต้นแบบของการขับเคลื่อนอุตสาหกรรมแฟชั่นอย่างยั่งยืน โดยแนวคิดหลักของการดำเนินโครงการฯ ในครั้งนี้ คือ การนำงานเย็บ ปัก ถัก ร้อย  ซึ่งเป็นงานหัตถศิลป์ที่สะท้อนอัตลักษณ์และภูมิปัญญาของชุมชนมาพัฒนาเพื่อให้สอดคล้องกับแนวคิดแฟชั่นแห่งความยั่งยืน โดยให้ความสำคัญกับกระบวนการสร้างสรรค์ที่ใช้แรงงานฝีมือเป็นหัวใจหลัก ควบคู่กับการออกแบบที่ร่วมสมัย เพื่อเพิ่มคุณค่าและศักยภาพในการแข่งขันในตลาด ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคในยุคปัจจุบัน นำไปสู่การสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับผลิตภัณฑ์ผ้าไทยให้ทรงคุณค่าอันประณีตงดงามและเต็มไปด้วยแนวคิดสร้างสรรค์ ซึ่งจะส่งผลให้ภาพลักษณ์ของผ้าไทยและงานหัตถกรรมมีความทันสมัยสู่สากล และสร้างรายได้ให้กับชุมชน นำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานรากอย่างแท้จริง

การประชุมเชิงปฏิบัติการพัฒนาองค์ความรู้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion 2026) ภายใต้โครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Sustainable Fashion)  ณ โรงแรม ยู นิมมาน เชียงใหม่ ถนนนิมมานเหมินท์ ตำบลสุเทพ อำเภอเมืองเชียงใหม่ จังหวัดเชียงใหม่ ในรูปแบบฝึกปฏิบัติการพัฒนาผลิตภัณฑ์สู่แฟชั่นแห่งความยั่งยืน (Workshop) เนื้อหาหลักสูตรประกอบด้วย 1) การวิเคราะห์ข้อมูลผลิตภัณฑ์ร่วมกับกลุ่มเป้าหมาย 2) การต่อยอดภูมิปัญญาตามแนวคิด “แฟชั่นเพื่อความยั่งยืน” 3) การพัฒนาผลิตภัณฑ์และบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม 4) เทคนิคการจับคู่สีตามเทรนบุ๊ค (Thai Textiles Trend Book) 5) การเป็นนักขายมืออาชีพ และ 6) การตลาดและการประชาสัมพันธ์ 

การจัดกิจกรรมในครั้งนี้มุ่งเสริมสร้างองค์ความรู้และทักษะให้แก่ผู้เข้าร่วมโครงการ เพื่อสามารถนำไปประยุกต์ใช้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ของตนให้มีคุณภาพ ตอบสนองความต้องการของตลาด และสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างเป็นรูปธรรม พร้อมทั้งร่วมสืบสาน รักษา และต่อยอดภูมิปัญญาผ้าไทยสู่ชุมชน

ทั้งนี้ ยังเป็นการยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการ OTOP ทั่วประเทศ ให้สามารถสร้างรายได้อย่างยั่งยืน อันจะนำไปสู่ความเข้มแข็งของเศรษฐกิจฐานราก และการยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชนในระยะยาว