สส.ใต้แท็กทีม จี้ นายกฯ เร่งคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

สส.ใต้แท็กทีม จี้ นายกฯ เร่งคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

สส.ใต้แท็กทีม จี้ นายกฯ เร่งคดีลอบยิง สส.กมลศักดิ์

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.45 น.

9 เม.ย.2569 ที่รัฐสภา นายซูการ์โน มะทา เลขาธิการพรรคประชาชน กล่าวถึงเหตุลอบยิง นายกมลศักดิ์ ลีวาเมาะ สส.นราธิวาส พรรคประชาชาติ เมื่อค่ำวันที่ 20 มีนาคม ผ่านไปเกือบ 1 เดือน ยังไม่มีความคืบหน้า ว่า ยืนยันจะทำทุกวิถีทาง เพื่อให้ความจริงปรากฏให้ได้ วันนี้ตนเองได้พบ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ติดตามเรื่องทั้งหมด ซึ่งนายกรัฐมนตรีรับปากว่า จะไม่ปล่อย และจะไปดำเนินการ กำชับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่หาผู้บงการ และนำผู้กระทำผิดที่หลบหนีอยู่เข้าสู่กระบวนการยุติธรรมให้ได้ ยืนยันว่า สส. 3 จังหวัดใช้ภาคใต้ ออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าต้องการความคืบหน้าของคดี อยากให้นายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้ารัฐบาล และผู้อำนวยการ กอ.รมน. ที่กำกับดูแลรถพยานหลักฐานดังกล่าว ให้ติดตามดำเนินการตามกระบวนการต่อไป

ด้านนายรอมฎอน ปันจอร์ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน กล่าวว่า แม้ว่าจะมีความคืบหน้าในการสอบสวน แต่สิ่งสำคัญประชาชนต้องการรู้ว่าใครเป็นผู้บงการ และมีใครปกปิดไม่ให้เข้าถึงหลักฐาน รวมถึงอยากให้นายกรัฐมนตรี ทบทวนการรักษาความปลอดภัยของ สส. และบทบาทหน่วยงานความมั่นคง

สส.

ขณะที่ นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ขอบคุณสมาชิกที่มาจาก 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ร่วมกันเรียกร้อง และทวงถามหาคำตอบ ขอบคุณทุกคนที่เป็นห่วงแต่คำถามคงไม่เท่ากับข้อเท็จจริงที่ปรากฏ ยานพาหนะใช้กระทำความผิด เป็นของ กอ.รมน. รวมถึงทีมงานเป็นอดีตนาวิกโยธิน และทหารพราน ที่ยังจับกุมตัวไม่ได้ จึงขอให้พนักสอบสวนทำงานเชิงลึกมากกว่านี้ ขออย่าไปยึดเฉพาะคำให้การที่ให้การกับผู้สอบวินัยอย่างเดียว ต้องทำงานเชิงลึก ซึ่งข้อเท็จจริงทราบว่าก่อนหน้านี้มีการให้ยืมรถ และมีความพยายามลอบสังหาร ไม่น้อยกว่า 5 -6 ครั้ง แต่หาจังหวะไม่ได้ พร้อมตั้งข้อสังเกต กระบวนการยืมรถของหน่วยงานที่ไม่มีเอกสาร และการเผยแพร่รูปภาพรวมถึงคลิปจากกล้องวงจรปิดวงจร แต่กลับไม่ได้นำมาถูกใช้ในการสืบสวนสอบสวน และยังมีความพยายามรีบไปแจ้งความรถหาย จึงอยากให้ชุดสืบสวนพยายามหารายละเอียดเรื่องนี้เพื่อนำไปสู่การดำเนินคดีอย่างตรงไปตรง

ส่วนมูลเหตุจูงใจเป็นประเด็นส่วนตัวหรือไม่นั้น นายกมลศักดิ์ กล่าวว่า ยืนยันว่าไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องส่วนตัว แต่มีข้อสงสัยด้านความมั่นคงและด้านการเมือง พร้อมปฏิเสธถึงการตั้งค่าหัวตนเองถึง 10 ล้านบาท แต่รับทราบต่อกันมา ขณะเดียวกันหากคดียืดเยื้อ การตัดสินใจร่วมรัฐบาลมองว่าเป็นเรื่องของอนาคต 

สส.

ด้านนายอามินทร์ มะยูโซ๊ะ สส. นราธิวาส พรรคกล้าธรรม ชี้แจงถึงจุดยืนของพรรค ยืนยันว่า ไม่เกี่ยวข้องกับการเมืองระหว่างพรรคแน่นอน แม้จะรู้จักกับบุคคลที่ให้ยืมรถ แต่สิ่งนั้นเป็นเรื่องสาธารณะ จึงอยากให้สนใจในเรื่องของคดีมากกว่า เพราะมองว่าคนเป็นสส. ไม่ควรมาเจอเรื่องแบบนี้ และควรได้รับความยุติธรรม

ด้าน นางอังคณา นีละไพจิตร สว.ระบุว่า เรื่องแบบนี้เป็นสิ่งที่ไม่ควรเกิดขึ้น ช่วงที่เกิดเหตุเป็นช่วงสถานการณ์ที่มีการปิดเมือง ประชาชนสัญจรไปมาไม่ได้ แต่ผู้ก่อเหตุไปไหนมาไหนได้ตามอำเภอใจ เหตุการณ์นี้สร้างความตกใจและความหวาดกลัวให้กับคนในพื้นที่อย่างมาก ขณะที่รัฐบาลผู้พูดถึงการสร้างสันติสุข ส่วนตัวคิดว่าตอนนี้สูญเสียความไว้เนื้อเชื่อใจ ระหว่างรัฐกับประชาชน เราจะสร้างสันติภาพไม่ได้หากไม่มีความไว้เนื้อเชื่อใจ ซึ่งในการแถลงนโยบายของรัฐบาลวันนี้ น่าเสียใจที่ไม่มีคำว่า “ รัฐบาลจะมุ่งมั่นที่จะยุติวัฒนธรรมการงดเว้นโทษ ที่เกิดจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ คิดว่าเรื่องนี้เป็นเรื่องสำคัญโดยเฉพาะการกระทำผิดที่เกิดขึ้นจากการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ จึงอยากเห็นนายกรัฐมนตรีออกมาแสดงความรับผิดชอบอย่างจริงจังกับเรื่องนี้ รวมถึงประธานรัฐสภาในฐานะที่มีบทบาทอย่างมากในการกำกับดูแลสมาชิกทุกคน และอีกไม่กี่วันข้างหน้าจะมีการประชุมสมัชชาสหภาพรัฐสภา เชื่อว่าเรื่องนี้จะถูกหยิกไปพูดถึงแน่นอน 

สส.

ทั้งนี้ ส่วนตัวคิดว่าเราเป็นผู้แทนของประชาชนยังสามารถถูกคุกคามถึงชีวิตได้ขนาดนี้ นับประสาอะไรกับประชาชนทั่วไป หากยังปล่อยให้หน่วยงานความมั่นคงใช้อำนาจอะไรก็ได้ ที่จะทำอะไรกับคนที่เห็นต่าง แม้กระทั่งเรื่องของการยืมรถ ส่วนตัวคิดว่าไม่ควรจะเกิดขึ้น ถามว่ารถของ กอ.รมน. แสดงว่าใครก็นำไปใช้ได้ใช่หรือไม่ ขอนายกรัฐมนตรีอย่านิ่งนอนใจ

สส.
สส.

อนุทิน นำทีม ปปง.แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก-เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้าน

อนุทิน นำทีม ปปง.แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก-เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้าน

อนุทิน นำทีม ปปง.แถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก-เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้าน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.40 น.

อนุทิน นำทีมแถลงยึดทรัพย์เครือข่ายยิม เลียก-เบน สมิธ เพิ่มอีก 8,269 ล้าน ขอบคุณหน่วยงานแข็งขัน แม้ผู้ต้องหาใช้เทคโนโลยีขั้นสูง-อำนาจเงินมหาศาล แต่เอาผิดได้ ย้ำขอยึดหลักปราบปราม ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม ลั่นถ้าทำผิดไม่มีข้อยกเว้น

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 ที่สำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (ปปง.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย นำหน่วยงานที่เกี่ยวข้องแถลงข่าว การยึดและอายัดทรัพย์สินเครือข่ายสแกมเมอร์ข้ามชาติ ในคดีที่นางสาวแตงไทย กรณีนายยิม เลียก, นางวิรินยา ยิม, นายเบน สมิธ และนางสาวแคทรียา บีเวอร์ กับพวก ซึ่งมีพฤติการณ์กระทำความผิดมูลฐานเกี่ยวกับยาเสพติด ค้ามนุษย์ การฉ้อโกงประชาชน เป็นสมาชิกอั้งยี่ การมีส่วนร่วมในองค์กรอาชญากรรม และความผิดเกี่ยวกับการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ

ทำให้สำนักงาน ปปง. มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องเพิ่มเติมเป็นการชั่วคราวไม่เกิน 90 วัน จำนวน 34 รายการ อาทิ รถยนต์ 6 คัน สิทธิเรียกร้องในสัญญากู้เงิน เงินในบัญชีเงินฝากธนาคาร รวมถึงเงินและหลักทรัพย์ในบัญชีซื้อขายหลักทรัพย์ คิดเป็นมูลค่าประมาณ 8,269 ล้านบาท ซึ่งเมื่อรวมทรัพย์สินที่ถูกยึดและอายัดในคดีดังกล่าวทั้งหมด มีจำนวน 102 รายการ คิดเป็นมูลค่ารวมประมาณ 20,392 ล้านบาท

นายอนุทิน กล่าวว่า หน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้บูรณาการยึด และอายัดทรัพย์สินในรายคดีดังกล่าวไว้ได้มูลค่านับถึงวันนี้ 20,000 ล้านบาท ซึ่งถือว่าเป็นจำนวนมหาศาลที่กลุ่มอาชญากรรมกลุ่มนี้ ที่กระทำผิดกฎหมายในประเทศไทยและสร้างความเดือดร้อนให้กับระบบเศรษฐกิจและประชาชนที่เป็นเหยื่อ เนื่องจากการกระทำความผิดนี้มีพื้นฐานมาจากเครือข่ายสแกมเมอร์ โดยการดำเนินการดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่ารัฐบาลไม่เคยมองข้ามอาชญากรรมประเภทนี้ พร้อมขอยืนยันว่า รัฐบาลนี้ ที่มีตนเป็นหัวหน้ารัฐบาล เต็มใจ และยินดีเป็นอย่างยิ่ง ที่จะสนับสนุนให้ทุกหน่วยงานได้ หน้าที่ในการปราบปรามอาชญากรรมเหล่านี้อย่างเต็มที่

นายอนุทิน กล่าวต่อว่า ตนในฐานะที่กำกับดูแลสำนักงาน ปปง. ตระหนัก และยอมรับว่า ประชาชนตลอดจนนานาชาติมีความต้องการที่อยากจะให้จัดการปัญหาอาชญากรรมเหล่านี้อย่างเด็ดขาด ซึ่งภัยจากกลุ่มสแกมเมอร์ มีความซับซ้อน และมีผลกระทบเป็นวงกว้าง จึงได้กำชับหน่วยงานที่บังคับใช้กฎหมาย กำหนดมาตรการและบังคับใช้กฎหมายอย่างเต็มที่กับผู้กระทำความผิด ซึ่งผู้กระทำความผิดเหล่านี้ ล้วนแต่เป็นผู้มีอิทธิพล และมีเครือข่าย หรือแม้กระทั่งมีความสัมพันธ์กับผู้มีอำนาจ บริหารบ้านเมืองอยู่ แต่รัฐบาลชุดนี้ได้กำชับกับหน่วยงานป้องกันปราบปรามอาชญากรรมลักษณะนี้ว่า ให้ยึดมั่นในแนวทางการดำเนินการตามหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” หากพบว่ากระทำความผิดก็จะดำเนินการทุกอย่างอย่างเข้มงวด และปราศจากข้อยกเว้น

นายอนุทิน กล่าวอีกว่า ทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการปราบปรามผู้กระทำความผิดเหล่านี้ จะต้องทำตามนโยบายที่ได้มอบหมายให้กับหัวหน้าส่วนราชการของทุกหน่วยงานอย่างเต็มที่ ซึ่งทางหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเช่น สำนักงาน ปปง. ก็จะมีการดำเนินการ เช่น การคุ้มครองผู้เสียหาย ตามขั้นตอนของกฎหมาย ทั้งการนำทรัพย์สินที่ได้จากการกระทำความผิดคืนให้กับผู้เสียหาย ให้ทรัพย์สินตกเป็นของแผ่นดิน แล้วจะเฉลี่ยทรัพย์คืนให้กับผู้เสียหาย พร้อมทั้งความร่วมมือกับหลายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสืบสวนสอบสวนขยายผล โดยมุ่งเน้นไปยังทรัพย์สินที่ได้มาจากการกระทำความผิด นอกจากนี้จะมีการพิจารณาดำเนินการกล่าวโทษ กับผู้ที่กระทำความผิดอาญา ฐานฟอกเงินโดยไม่มีข้อยกเว้น

นายอนุทิน ย้ำว่า เครือข่ายดังกล่าวที่มีการแถลงข่าวในวันนี้ นอกจากจะพบว่า มีการกระทำความผิดประเภทสแกมเมอร์แล้ว ยังพบว่าพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติด ซึ่งตนขอชื่นชมอย่างใจจริง ไปถึงหน่วยงานที่ทุ่มเทในการเอาผิดผู้กระทำผิด ซึ่งทำให้การปราบปรามอาชญากรรมที่ผิดกฎหมายโดยใช้เทคโนโลยีขั้นสูง และมีอำนาจทางการเงินอย่างมหาศาลประมาณค่าไม่ได้ ก็ไม่ได้อยู่เหนือความสามารถของเจ้าหน้าที่บ้านเมือง

นายกฯ ชี้เกณฑ์ธุรกรรมการเงินเข้มขึ้น ไม่หวั่นนอมินี – บริษัทผี สแกมเมอร์ ลั่นเปิดทางโล่งจนท.จัดการสุดซอย

เมื่อถามว่า สแกมเมอร์เข้ามาในประเทศไทยโดยใช้รูปแบบบริษัทนอร์มินี ให้คนไทยถือครองทรัพย์สินแทน เขาอาศัยช่องโหว่ทางกฎหมาย จะมีนโยบายในเรื่องนี้อย่างไร นายกฯกล่าวว่า เนื่องจากปัจจุบันนี้ เรามีการตั้งกฎเกณฑ์ธุรกรรมทางการเงินเพิ่มมากขึ้น ทั้งจาก ปปง. ธนาคารแห่งประเทศไทย กระทรวงมหาดไทย และกลต. ต่อให้ไปตั้งบริษัทนอมินีหรืออะไรก็แล้วแต่ ถ้ามันมีธุรกรรมทางการเงินที่ผิดปกติ สิ่งพวกนี้เรามีอํานาจในการสันนิษฐานไว้ก่อน แล้วก็จะเข้าไปตรวจสอบหน้าที่การงาน เส้นทางการเงินว่ามันไม่สอดคล้อง ก็จะนําไปสู่การสืบสวนสอบสวนขยายผล ต่อให้เป็นเงินมาจากต่างประเทศ เราก็สามารถที่จะมีเครือข่าย เชื่อมโยงกัน คนที่ทําผิดกฎหมายแบบนี้ ด้วยเทคโนโลยีการสืบสวนสอบสวนของเจ้าหน้าที่รัฐของเรา ถ้าทําผิดกฎหมายโอกาสรอดยาก 

เมื่อถามย้ำว่า แต่ที่ผ่านมาเขาไปจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล เมื่อเจ้าหน้าที่ไปเจอ แล้วกลายเป็นบริษัทผี นายกฯกล่าวว่า ถ้าดูการแถลงวันนี้ก็ไม่ผีนะ คนชัดๆ เลย ไม่ใช่คนไม่มีตัวตน บุคคลแต่ละคน ชื่อเสียงเรียงนามธรรมดาเสียเมื่อไหร่ นี่คือสิ่งที่จะต้องชื่นชมเจ้าหน้าที่บ้านเมือง เมื่อก่อนคนพวกนี้เข้าออกประเทศไทยสบายใจ เดี๋ยวนี้ตั้งแต่เราเข้มงวด เรื่องพวกนี้ขึ้นมา คนที่มีสัญชาติจีนก็ส่งกลับประเทศจีน ถ้าดูสมัยก่อน ผู้มีมีอํานาจในการบริหารบ้านเมืองไม่ได้เข้มข้น แล้วเปิดทางโล่งให้เจ้าหน้าที่ดําเนินการได้อย่างเต็มที่ขนาดนี้ ตนขอยืนยันว่าตั้งแต่ตนเข้ามาเป็นนายกฯ และเชิญหัวหน้าส่วนราชการเข้ามาประชุมร่วมกันที่เกี่ยวข้องกับเรื่องนี้  และตนเองบอกว่าให้ดําเนินการสุดซอยเต็มที่ ไม่มีใครคนไหนที่ดูหน้าตาแล้วจะไม่อยากทํา ทุกคนเต็มใจ พึงพอใจ อยากทํา เพื่อให้เกิดความมั่นใจกับประชาชนว่าเรื่องพวกนี้ประเทศไทยไม่เอา และรัฐบาลไม่เอา รวมถึงกลไกของรัฐบาลก็ไม่เอาด้วย ขอให้มั่นใจรัฐบาลชุดนี้ คนที่คิดว่าไปเคลียร์ตรงนั้นตรงนี้ได้ ใช้คอนเนคชั่นอะไรต่างๆ จะไม่สามารถทําได้ คนที่ทํางานก็สามารถทําด้วยความสบายใจและดําเนินการตามกฎหมายได้เต็มที่ 

เมื่อถามว่า ผู้เสียหายค่อนข้างกังวลเนื่องจากผู้ต้องหามีการตั้งทนายจากบริษัทยักษ์ใหญ่ขึ้นมาต่อสู้ นายกฯ กล่าวว่า คนนําทรัพย์สินไปคืนให้ผู้เสียหายคือ ภาครัฐ ผู้เสียหายไม่ต้องไปสู้กับทนาย ของผู้ต้องหา ทนายต่อให้เก่งระดับไหน ถ้าคุณทําผิดกฎหมายชัดเจนแบบนี้ และทําให้ประชาชนมีความเดือดร้อน มันไม่มีทางที่จะชนะความผิด ที่ลูกความตัวเองกระทําไปได้ ตนไม่เคยเห็น 

สว.พิสิษฐ์ แนะยุบ ปาร์ตี้ลิสต์ ทิ้ง พร้อมทั้งลดจำนวนเงินเดือน สส. สว. ผู้ช่วยฯ

สว.พิสิษฐ์ แนะยุบ ปาร์ตี้ลิสต์ ทิ้ง พร้อมทั้งลดจำนวนเงินเดือน สส. สว. ผู้ช่วยฯ

สว.พิสิษฐ์ แนะยุบ ปาร์ตี้ลิสต์ ทิ้ง พร้อมทั้งลดจำนวนเงินเดือน สส. สว. ผู้ช่วยฯ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.29 น.

9 เม.ย. 2569 เมื่อเวลา 14.30 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมร่วมกันของรัฐสภา ที่มีนายโสภณ ซารัมย์ ประธานรัฐสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาวาระที่คณะรัฐมนตรี(ครม.) แถลงนโยบายต่อรัฐสภา ตามรัฐธรรมนูญมาตรา162  โดบนายพิสิษฐ์ อภิวัฒนาพงศ์ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) อภิปรายตอนหนึ่งว่า เรื่องการทำประชามติแก้รัฐธรรมนูญนั้น ขอเสนอให้ลดจำนวน สส.และสว.ลง สส.ไม่ควรมี 500 คน ไม่จำเป็นต้องมีสส.บัญชีรายชื่อ ให้มีแต่สส.เขต 400 คน ส่วนสว.จาก 200คน ให้เหลือ 150คน เงินเดือนสส.และสว. รวมผู้ช่วยสส.ด้วย ตกคนละ 250,000 บาทต่อเดือน เฉลี่ยปีละ 3ล้านบาท ดังนั้นถ้าลดจำนวนสส.และสว.ได้ 150 คน จะประหยัดงบประมาณทั้งเงินเดือนสส. และผู้ช่วยสส. ได้ปีละ 450 ล้านบาท ดีกว่าไปตัดค่าใช้จ่ายอื่น ๆ

สว.พิสิษฐ์

มิตรภาพ 20 ปีไม่เคยเปลี่ยน! สกลธี ยินดี สิริพงศ์ นั่ง รมช.คมนาคม ย้อนภาพวันวาน เทียบปัจจุบัน

มิตรภาพ 20 ปีไม่เคยเปลี่ยน! สกลธี ยินดี สิริพงศ์ นั่ง รมช.คมนาคม ย้อนภาพวันวาน เทียบปัจจุบัน

มิตรภาพ 20 ปีไม่เคยเปลี่ยน! สกลธี ยินดี สิริพงศ์ นั่ง รมช.คมนาคม ย้อนภาพวันวาน เทียบปัจจุบัน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 15.07 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายสกลธี ภัททิยกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาธิปัตย์ ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก สกลธี ภัททิยกุล ระบุว่า 20 ปี ของมิตรภาพ  พี่โต้ง สิริพงษ์ เป็น ส.ส.สมัยแรกพร้อมกับผมเมื่อปี 2550 สมัยนั้นเราสนิทกันมาก เพราะสภาอยู่เกือบครบ 4 ปี และยังไปเรียนหลักสูตร ปนป.1 ด้วยกันอีก นิสัยถูกคอกันเลยกินเที่ยวด้วยกันบ่อย

พี่โต้งเป็นคนน่ารักและเป็นคนเก่ง ดีใจกับพี่โต้งมากๆ ที่ได้รับความไว้วางใจจากพรรคภูมิใจไทยและได้รับโปรดเกล้าฯ เป็น รมช.คมนาคม 

อยากบอกว่าเหมาะสมมากๆ ครับ และเป็นกำลังใจให้พี่ + คิดว่าพี่โต้งต้องทำได้ดีในตำแหน่งหน้าที่นี้เพื่อพี่น้องประชาชนและประเทศชาติแน่นอนครับ

แยกกันไป 15 ปีกลับมาสภาเที่ยวนี้พี่โต้งส่งรูปสมัยปี 2550 มาให้ เลยเอามาเทียบกับรูปนี้ปี 2569 ครับ

เกาหลีเกาใจมากๆ

ผู้ตรวจการฯ จับตานโยบายรัฐ ที่แถลงต่อรัฐสภา โวพร้อมตรวจสอบ หากทำแล้วกระทบปชช.

ผู้ตรวจการฯ จับตานโยบายรัฐ ที่แถลงต่อรัฐสภา โวพร้อมตรวจสอบ หากทำแล้วกระทบปชช.

ผู้ตรวจการฯ จับตานโยบายรัฐ ที่แถลงต่อรัฐสภา โวพร้อมตรวจสอบ หากทำแล้วกระทบปชช.

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.58 น.

ผู้ตรวจการฯ จับตานโยบายรัฐ ที่แถลงต่อรัฐสภา ชี้หากทำแล้วกระทบปชช. พร้อมตรวจสอบ ส่วนเนื้อหานโยบายเป็นอำนาจรัฐสภา เล็งคุย ศุภจี ดันกฎหมายนอมินี แก้ปัญหามะพร้าว

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภา ผู้ตรวจการแบบนี้จะมีการจับตานโยบายของรัฐบาลที่มีความสุ่มเสี่ยงจะกระทบต่อประชาชน และพ.ร.บ.การเงินการคลังหรือไม่ ว่า  ถ้าเป็นเรื่องนโยบายโดยตรงจะเป็นเรื่องของรัฐสภาที่จะตรวจสอบ แต่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะดำเนินการตรวจสอบเมื่อแปรนโยบายมาเป็นการปฏิบัติ สั่งให้หน่วยงานต่างๆ ดำเนินการตามนโยบาย ซึ่งแน่นอนว่าผู้ตรวจการแผ่นดินจะต้องติดตามนโยบาย ว่ามีนโยบายลงมาอย่างไรบ้าง เพื่อจะได้ดูในทางปฏิบัติ และหน่วยงานต่างๆ ได้ดำเนินการอย่างไรบ้าง โดยมีขั้นตอนที่ผู้ตรวจการแผ่นดินจะสามารถเข้าไปตรวจสอบได้ตามอำนาจหน้าที่ แต่หากเป็นเรื่องนโยบายโดยตรงเป็นเรื่องของรัฐสภาทำหน้าที่ตรวจสอบนโยบายของรัฐบาล

ส่วนกฎหมายนอมินีกลางนั้น หลังจากรัฐบาลแถลงนโยบายต่อรัฐสภาแล้ว ก็จะมีการนัดหมายนางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เข้ามาพูดคุยกัน รวมทั้งหารือกับรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องทางเรื่องนอมินี และเรื่องมะพร้าว รวมถึงเรื่องเร่งด่วนอื่นๆ เพื่อให้เกิดการขับเคลื่อนอย่างรวดเร็ว และเป็นระบบเพื่อสนับสนุนการทำงานซึ่งกันและกัน

สับนโยบายรัฐบาลบ้านใหญ่ วีระยุทธ จี้ เลิกอุ้มเทคโนแครต พลิกวิกฤตเป็นภารกิจพลังงาน

สับนโยบายรัฐบาลบ้านใหญ่ วีระยุทธ จี้ เลิกอุ้มเทคโนแครต พลิกวิกฤตเป็นภารกิจพลังงาน

สับนโยบายรัฐบาลบ้านใหญ่ วีระยุทธ จี้ เลิกอุ้มเทคโนแครต พลิกวิกฤตเป็นภารกิจพลังงาน

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.51 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 นายวีระยุทธ กาญจน์ชูฉัตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และ สส.บัญชีรายชื่อ อภิปรายต่อคำแถลงนโยบายของคณะรัฐมนตรีภายใต้การนำของนายกรัฐมนตรี อนุทิน ชาญวีรกูล

นายวีระยุทธเริ่มต้นด้วยการวิจารณ์ถึงความล่าช้าในการตัดสินใจและการจัดการวิกฤตน้ำมันจากสถานการณ์ในภูมิภาคตะวันออกกลางว่า ในภาวะวิกฤต ประชาชนย่อมคาดหวังให้รัฐบาล “เดินนำหน้าประชาชน” อย่างน้อยหนึ่งก้าว แต่รัฐบาล “เดินตามหลังประชาชนหลายก้าว” ทั้งการตรวจสอบจับกุมไอ้โม่งกักตุนน้ำมัน การริ่เริมตรวจสอบค่าการกลั่น และยอมรับว่าขณะนี้ประเทศเผชิญกับวิกฤต ซึ่งล่าช้าไปกว่าที่ควรจะเป็น 3-5 สัปดาห์ 

วีระยุทธ

การเดินตามหลังประชาชนดังกล่าวสะท้อนออกมาอย่างชัดเจนผ่านเนื้อหาของคำแถลงนโยบายฉบับนี้ ที่ไม่ได้สะท้อนทิศทางที่ชัดเจนในการทำนโยบายในภาวะวิกฤต ราวกับว่าประเทศอยู่ในสภาวะปกติ ไม่ได้เผชิญวิกฤตแต่อย่างใด

นายวีระยุทธ ชี้ว่า สิ่งที่สังคมคาดหวังในขณะนี้คือ การแสดงทิศทางที่ชัดเจนให้ประชาชนรับทราบเพื่อบรรเทาความวิตกกังวล ไม่ว่าจะเป็นการระบุให้ชัดเจนในการจัดการโครงสร้างราคาน้ำมัน แนวทางการช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง โดยได้ยกตัวอย่างนโยบายเร่งด่วนเหล่านี้ซึ่งปรากฏอยู่ในคำแถลงนโยบายของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ปี 2554 แต่กลับไม่ปรากฏในคำแถลงของรัฐบาลอนุทินปี  2569 ทั้งที่วิกฤตน้ำมันในปัจจุบันมีความรุนแรงยิ่งกว่าในครั้งนั้นหลายเท่า

ในส่วนของการเตรียมพร้อมรับมือผลกระทบระยะกลาง นายวีระยุทธ เสนอว่า รัฐบาลต้องวางแผนโดยอิงจาก “ฉากทัศน์ที่เลวร้ายที่สุด” ก่อนเป็นลำดับแรก ด้วยการประเมินว่าหากความขัดแย้งยืดเยื้อไป 4-5 เดือน และส่งผลกระทบต่อเนื่องตลอดปี 2569 ผลกระทบจะเชื่อมโยงกันเป็นลูกโซ่อย่างไร ทั้งในภาคอุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบทั้งด้านการนำเข้าและการส่งออก ภาคการท่องเที่ยวที่จำนวนเที่ยวบินลดลงกว่าร้อยละ 65 ในเดือนมีนาคม ตลอดจนภาคเกษตรกรรมที่จะเผชิญกับปัญหาการขาดแคลนปุ๋ย อาหารทะเล และความสั่นคลอนของตลาดส่งออกข้าวและปลาทูน่า ซึ่งพึ่งพาตลาดตะวันออกกลาง ทั้งนี้ วีระยุทธย้ำว่าการเตรียมการดังกล่าวต้องมุ่งเน้นไปยังจุดที่สำคัญอย่างแท้จริง ไม่ใช่ดำเนินการแบบเหมารวม

นอกจากการมีนโยบายเชิงรับ นายวีระยุทธ เสนอว่า จำเป็นต้องมีนโยบายเชิงรุกควบคู่กันไปด้วย โดยตนเสนอให้รัฐบาลประกาศ “ภารกิจแห่งชาติ” อย่างหนักแน่นมุ่งมั่น นั่นคือ “การเพิ่มความมั่นคงทางพลังงานให้แก่ประเทศไทย” โดยมั่นคงหมายถึงต้องมีพลังงานเพียงพอ ต่อเนื่อง และราคาเอื้อมถึง เพื่อให้ทุกภาคส่วนทั้งภาครัฐ ภาคเอก ชน และประชาชนทุกระดับ ร่วมกันเดินไปสู่เป้าหมายเดียวกัน

การสร้างความมั่นคงทางพลังงานต้องดำเนินการพร้อมกันสามแนวทาง ได้แก่ การปรับโครงสร้างพลังงานของประเทศ การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน และการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงานในประเทศ  ทั้งนี้ การใช้กลไกรัฐบังคับเพียงอย่างเดียวไม่ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง รัฐจำเป็นต้องทำให้ประชาชนเห็นว่า หากประเทศไทยเดินหน้าสู่ยุคใหม่ สู่ยุคที่มีความมั่นคงทางพลังงานแล้ว แต่ละคนจะมีชีวิตดีขึ้นได้อย่างไร การทำนโยบายในภาวะวิกฤตจึงต้องไม่หยุดอยู่เพียงเชิงรับ แต่ต้องมีภารกิจเชิงรุกด้วยเพื่อทำให้ทุกคนทุกองคาพยพในประเทศเห็นเป้าหมายเดียวกัน

วีระยุทธ

อย่างไรก็ดี แม้นโยบายจะถูกออกแบบมาอย่างดีเพียงใด แต่ความสำเร็จมักมีปัจจัยมาจาก “ส่วนผสมของรัฐบาล” นายวีระยุทธ วิเคราะห์โครงสร้างของรัฐบาลชุดนี้ว่า เป็นการรวมตัวระหว่างกลุ่ม “การเมืองบ้านใหญ่” กับกลุ่ม “เทคโนแครต” โดยแต่ละฝ่ายต่างยินยอม “ปิดตา” ข้างหนึ่งให้แก่กันและกัน เพื่อธำรงการอยู่ร่วมกัน ผลที่เกิดขึ้นคือสังคมได้รับแต่จุดอ่อนของทั้งสองฝ่าย กล่าวคือ ไม่กล้าตัดสินใจ และไม่ยึดหลักการ 

นายวีระยุทธ เรียกระบอบการปกครองในลักษณะนี้ว่า “ปิดตาธิปไตย” โดยยกกรณีการลักลอบกักตุนน้ำมันกลางทะเลปริมาณ 57 ล้านลิตรเป็นตัวอย่าง ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นได้เพราะแต่ละฝ่ายต่างหลับตาให้แก่กัน เริ่มจากนายกฯ ดันหลังให้คนที่มีข้อครหาเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อนมาบัญชาการหัวโต๊ะในช่วงเวลาตรึงราคาน้ำมัน โดยเทคโนแครตไม่แย้งอะไรเลย ไม่ผลักดันเรื่องการเปิดเผยข้อมูลและการติดตามยานพาหนะขนส่งน้ำมันด้วยระบบ GPS แบบเรียลไทม์

นายวีระยุทธ ตั้งคำถามสำคัญ ว่า ประเทศไทยจะออกจากวิกฤตครั้งนี้ด้วยสภาพเช่นใด พร้อมเตือนว่าไม่ควรซ้ำรอยการออกจากวิกฤตโควิด-19 ที่แม้จะใช้เงินกู้ไปกว่า 1.9 ล้านล้านบาท แต่ส่วนใหญ่ถูกนำไปกระตุ้นการบริโภคระยะสั้น จนทำให้หนี้ครัวเรือนและหนี้สาธารณะพุ่งสูงขึ้น แทนที่จะนำไปลงทุนสร้างอนาคตของประเทศ ทำให้ประเทศไทยออกจากวิกฤตโควิดแบบสะบักสะบอม ทั้งที่ประเทศไทยเคยมีบทเรียนที่ดีกว่านั้น จากวิกฤตน้ำมันในช่วงปี 2516-2519 ที่ในที่สุดสามารถปรับเปลี่ยนโมเดลเศรษฐกิจมาสู่การผลิตเพื่อการส่งออก จนออกจากวิกฤตได้อย่างแข็งแกร่งกว่าเดิม

ในช่วงท้าย นายวีระยุทธ กล่าวสรุปว่า ขอให้รัฐบาลอนุทิน 2 ตั้งหลักให้มั่นคงว่านี่คือการบริหารประเทศในภาวะวิกฤต มิใช่สภาวะปกติ จำเป็นต้องมีทั้งนโยบายเชิงรับที่สื่อสารได้อย่างชัดเจน ว่าจะดำเนินการอย่างไรกับราคาน้ำมัน ภาษีที่อยู่ในอำนาจของรัฐ โรงกลั่น และประชาชนที่ต้องพึ่งพาน้ำมันในการประกอบอาชีพประจำวัน และในขณะเดียวกันต้องมีนโยบายเชิงรุกที่สร้างให้คนไทยทุกคนเห็นปลายทางร่วมกัน เพื่อให้ทุกภาคส่วนสามารถออกจากวิกฤตครั้งนี้ไปได้อย่างแข็งแกร่งและมั่นคงกว่าเดิม

ประธานผู้ตรวจการฯ เผยส่งคำชี้แจงปมเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่ศาลรธน.กำหนด ไม่ได้ขอขยายเวลา

ประธานผู้ตรวจการฯ เผยส่งคำชี้แจงปมเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่ศาลรธน.กำหนด ไม่ได้ขอขยายเวลา

ประธานผู้ตรวจการฯ เผยส่งคำชี้แจงปมเลือกตั้งตามกรอบเวลาที่ศาลรธน.กำหนด ไม่ได้ขอขยายเวลา

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.46 น.

ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน เผยส่งคำชี้แจงปมเลือกตั้งตามกรอบเวลา ที่ศาลรัฐธรรมนูญกำหนด ไม่ได้ขอขยายเวลา 

เมื่อวันที่ 9 เม.ย.2569 นายทรงศัก สายเชื้อ ประธานผู้ตรวจการแผ่นดิน กล่าวถึงกรณีที่ศาลรัฐธรรมนูญอนุญาตให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และผู้ตรวจการแผ่นดินขยายระยะเวลาชี้แจง 15 วันกรณีคำร้องเกี่ยวกับการเลือกตั้ง 2569 กรณีบัตรเลือกตั้งที่มี QR code และ Barcode อาจทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นความลับว่า ผู้ตรวจการแผ่นดินได้ส่งคำชี้แจงไปยังศาลรัฐธรรมนูญตามกรอบเวลาที่กำหนด โดยไม่ได้มีการขอขยายระยะเวลา  และก็ขึ้นอยู่กับศาลรัฐธรรมนูญที่จะใช้ดุลยพินิจในการเรียกพยานหลักฐาน หรือพยานอื่นเพิ่มเติมหรือไม่ และขณะนี้ยังไม่มีการส่งรายชื่อพยานเพิ่มเติม ยกเว้นศาลรัฐธรรมนูญจะสอบถามหรือขอให้ส่งรายชื่อพยานเพิ่มเติม 

ส่วนบุคคลที่จะไปชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญนั้น จะขอรอดูหนังสือจากศาลรัฐธรรมนูญก่อน แล้วค่อยประชุมหารือกันอีกครั้งเพื่อส่งตัวแทนเข้าชี้แจงต่อศาลรัฐธรรมนูญ

ศาลยกคำร้อง มายด์ ภัสราวลี บินบราซิล! ชี้เงื่อนไขประกันตัวสำคัญ-หวั่นซ้ำรอยจำเลยอื่นหลบหนี

ศาลยกคำร้อง มายด์ ภัสราวลี บินบราซิล! ชี้เงื่อนไขประกันตัวสำคัญ-หวั่นซ้ำรอยจำเลยอื่นหลบหนี

ศาลยกคำร้อง มายด์ ภัสราวลี บินบราซิล! ชี้เงื่อนไขประกันตัวสำคัญ-หวั่นซ้ำรอยจำเลยอื่นหลบหนี

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.42 น.

9 เมษายน 2569 เพจเฟซบุ๊ก “ศูนย์ทนายความเพื่อสิทธิมนุษยชน” โพสต์ข้อความระบุว่า ศาลอาญากรุงเทพใต้ยกคำร้อง ‘มายด์’ ภัสราวลี ขอเดินทางไปบราซิล เพื่ออบรมโครงการด้านการสื่อสารสิทธิมนุษยชน-ประชาธิปไตย

เมื่อวันที่ 8 เม.ย. 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรของ “มายด์” ภัสราวลี ธนกิจวิบูลย์ผล หนึ่งในจำเลยคดีชุมนุมหน้าสถานทูตเยอรมนี เมื่อวันที่ 26 ต.ค. 2563 หรือ การชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ซึ่งถูกฟ้องในข้อหาหลัก “หมิ่นประมาทกษัตริย์ฯ” ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 112 และ “ยุยงปลุกปั่นฯ” ตามมาตรา 116

กรณีดังกล่าว สืบเนื่องจากภัสราวลีได้ยื่นคำร้องขอเดินทางออกนอกราชอาณาจักรต่อศาล เพื่อไปเข้าร่วมอบรมในโครงการ Digital Comms Frontlines 2026 ณ เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ในระหว่างวันที่ 14 – 17 เม.ย. 2569 โดยในคำร้องยืนยันว่าการเดินทางดังกล่าวมีกำหนดเวลาที่ชัดเจนและจะไม่กระทบต่อวันนัดสืบพยานโจทก์ที่มีกำหนดนัดในช่วงกลางเดือนมิถุนายน 2569 นี้

อย่างไรก็ตาม ศาลมีคำสั่งยกคำร้อง โดยเห็นว่าเงื่อนไขในการสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลย ประกอบกับคดีนี้ค้างพิจารณาเป็นเวลานาน จึงไม่สมควรอนุญาต

คดีชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน ถูกสั่งฟ้องต่อศาลอาญากรุงเทพใต้เมื่อวันที่ 22 ก.ค. 2564 และในวันเดียวกันนั้นศาลมีคำสั่งอนุญาตให้ประกันตัวภัสราวลีในระหว่างการพิจารณาคดี โดยกำหนดเงื่อนไขห้ามจำเลยกระทำความผิดเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์อีก ให้เดินทางมาศาลตามนัดหมายทุกนัด และให้ถือปฏิบัติเงื่อนไขอย่างเคร่งครัด รวมทั้งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักรก่อนได้รับอนุญาตจากศาล

ภัสราวลีได้ยื่นคำร้องขอออกเดินทางนอกราชอาณาจักรต่อศาล เนื่องจากต้องเข้าร่วมอบรมในโครงการ Digital Comms Frontlines 2026 ณ เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล ในระหว่างวันที่ 14 – 17 เม.ย. 2569 โดยคำร้องมีสาระสำคัญระบุว่า

คดีนี้ภายหลังจากศาลอนุญาตให้ปล่อยชั่วคราว ได้ปฏิบัติตามเงื่อนไขของศาลอย่างเคร่งครัดทุกประการ ไม่ปรากฏพฤติการณ์หลบหนีหรือไม่มาศาล จำเลยเข้าร่วมพิจารณาคดีทุกนัด และไม่เคยมีเหตุยื่นขอเลื่อนการพิจารณาคดี

ปัจจุบันจำเลยทำงานเป็นเจ้าหน้าที่รณรงค์เครือข่ายรณรงค์รัฐธรรมนูญ (constitution advocacy alliance) ซึ่งเป็นงานที่มีลักษณะเกี่ยวข้องกับการสื่อสารการรณรงค์เรื่องรัฐธรรมนูญต่อประชาชนและสังคมโดยรวม มีการจัดกระบวนการพัฒนาศักยภาพให้แก่องค์กรหรือหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ได้มาซึ่งรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน จำเลยได้สมัครเข้าร่วมอบรมในโครงการ Digital Comms Frontlines 2026 เพื่อมุ่งหวังว่าจะได้นำองค์ความรู้มาพัฒนาศักยภาพในการทำงานต่อไป

โครงการดังกล่าวเป็นโครงการระดับโลกที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านในการจัดการอบรมเพื่อสร้างชุมชนผู้เชี่ยวชาญด้านการสื่อสารด้านสิทธิมนุษยชนและประชาธิปไตยทั่วยุโรป ผู้เชี่ยวชาญด้านทางการเมืองระดับชั้นนำ ผ่านการแลกเปลี่ยนความรู้และสร้างเสริมศักยภาพในการส่งเสริมประชาธิปไตยในระดับสากล ซึ่งมีกำหนดระยะเวลาระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ – ตุลาคม 2569

สำหรับวิธีการเข้าร่วมอบรมมีทั้งช่วงที่กำหนดให้เข้าร่วมผ่านช่องทางออนไลน์ และมีช่วงที่กำหนดให้เดินทางไปร่วมกระบวนการโดยตรงกับผู้จัดโครงการนอกสถานที่ในต่างประเทศ โดยโครงการนี้มีการคัดเลือกผู้เข้าร่วมอบรมเพียงจำนวน 40 คนเท่านั้นจากผู้สมัครทั่วโลก

จำเลยได้ผ่านการสัมภาษณ์คัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้เข้าร่วมอบรม และเริ่มเข้าร่วมการอบรมตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ 2569 โดยวิธีการอบรมทางออนไลน์ แต่ในระหว่างวันที่ 14 – 17 เม.ย 2569 นี้ หลักสูตรกำหนดให้ต้องเดินทางไปเข้าร่วมกระบวนการอบรม ที่เมืองเซาเปาโล ประเทศบราซิล เพื่อให้ผู้จัดการอบรมและผู้เข้าร่วมจากทุกประเทศทั่วโลกมาพบปะและมีส่วนร่วมในกิจกรรมตามที่หลักสูตรกำหนดไว้ หากจำเลยไม่ได้เดินทางไปเข้าร่วมการอบรมในครั้งนี้ จะทำให้ไม่สำเร็จการอบรมตามหลักสูตร และพลาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพ รวมทั้งพลาดโอกาสเสริมสร้างองค์ความรู้เพื่อต่อยอดและนำไปใช้ในการทำงาน

ด้วยเหตุดังกล่าว จำเลยจึงมีความจำเป็นที่จะต้องเดินทางออกนอกราชอาณาจักรในระหว่างวันที่ 13 – 18 เม.ย. 2569 และช่วงเวลาการเดินทางของจำเลยมิได้อยู่ในช่วงการสืบพยานของศาล และมีกำหนดการที่ชัดเจนจึงมิได้ส่งผลกระทบต่อการพิจารณาคดีของศาล จึงขอศาลอนุญาตให้จำเลยซึ่งอยู่ระหว่างการใช้สิทธิต่อสู้คดีและยังคงได้รับการสันนิษฐานว่าเป็นผู้บริสุทธิ์ตามกฎหมาย ได้เดินทางเข้าอบรมเพื่อพัฒนาศักยภาพ อันเป็นโอกาสสำคัญในการประกอบอาชีพ และเมื่อจำเลยเดินทางกลับเข้ามาในราชณาจักรแล้วจะมารายงานตัวต่อศาล

ในวันเดียวกัน ศาลอาญากรุงเทพใต้มีคำสั่งยกคำร้อง โดยระบุเหตุผลว่า “พิเคราะห์ความหนักเบาแห่งข้อหาและพฤติการณ์แห่งคดีแล้ว เห็นว่าเงื่อนไขในการสั่งห้ามเดินทางออกนอกราชอาณาจักร ถือเป็นเงื่อนไขสำคัญในการอนุญาตปล่อยชั่วคราวจำเลย เพราะเกรงว่าการปล่อยชั่วคราวจะเป็นอุปสรรคหรือก่อให้เกิดความเสียหายต่อการดำเนินคดีในศาล ซึ่งจำเลยอื่นที่ศาลอนุญาตให้เดินทางออกนอกราชอาณาจักรนั้นก็หลบหนีมาแล้ว ประกอบกับคดีนี้ค้างพิจารณาเป็นเวลานาน ในชั้นนี้จึงไม่สมควรอนุญาต ยกคำร้อง” ลงชื่อผู้พิพากษาผู้ทำคำสั่งโดย สุวิทย์ พิพัฒนชัยพงศ์

ทั้งนี้ คดีจากการชุมนุม #26ตุลาไปสถานทูตเยอรมัน เมื่อปี 2563 จัดขึ้นโดยกลุ่มราษฎร 2563 ผู้ชุมนุมได้เดินขบวนจากแยกสามย่านไปยังสถานเอกอัครราชทูตเยอรมนีประจําประเทศไทย เพื่อเรียกร้องให้มีการตรวจสอบว่ากษัตริย์ไทยใช้พระราชอำนาจบนดินแดนเยอรมันหรือไม่ ซึ่งขณะนั้นภัสราวลีทำหน้าที่เป็นตัวแทนจำเลยอื่นไปยื่นหนังสือที่เกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทยให้กับเอกอัครราชทูต ที่สถานทูตเยอรมนี และต่อมาพบว่ามีผู้ถูกดำเนินคดีในข้อหามาตรา 112 จากเหตุการณ์ดังกล่าวทั้งสิ้น 13 คน ซึ่งนับว่าคดีที่มีจำนวนผู้ถูกดำเนินคดีข้อหานี้มากที่สุดจากเหตุการณ์ชุมนุมในช่วงปี 2563 เป็นต้นมา

ปัจจุบัน คดียังคงอยู่ในระหว่างการสืบพยานโจทก์ โดยศาลมีกำหนดนัดสืบพยานนัดถัดไปในวันที่ 18-19 มิ.ย. 2569 และนัดอีก 6 นัดไปจนถึงเดือนกันยายน 2569

กรมการข้าว เตรียมแจก ‘เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์’ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้

กรมการข้าว เตรียมแจก ‘เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์’ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้

กรมการข้าว เตรียมแจก ‘เมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทาน 7 พันธุ์’ เนื่องในพระราชพิธีพืชมงคลฯ ปี 69 เปิดลงทะเบียนแล้ววันนี้

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 16.36 น.

นายอานนท์ นนทรีย์ อธิบดีกรมการข้าว เปิดเผยว่า เนื่องในวันพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญประจำปี 2569 นี้ กรมการข้าวได้ขอพระราชทานพระบรมราชานุญาต จากพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรรามาธิบดีศรีสินทรมหาวชิราลงกรณ พระวชิรเกล้าเจ้าอยู่หัว นำเมล็ดพันธุ์ข้าวทรงปลูกพระราชทานทั้งหมด 
7 พันธุ์ จำนวน 2,800 กิโลกรัม นำเข้าพระราชพิธีพืชมงคลจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ ซึ่งจะจัดขึ้นในวันศุกร์ที่ 
13 พฤษภาคม 2569  และนำไปบรรจุซองพลาสติก จำนวน 400,000 ซอง เพื่อแจกจ่ายให้ผู้สนใจและชาวนาทั่วประเทศ รับไปเป็นมิ่งขวัญและสิริมงคล ประกอบด้วย 

1) ขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวเจ้าที่ทนแล้งได้ดีพอสมควร เมล็ดข้าวสารใส แกร่ง คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มดี อ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอม ทนต่อสภาพดินเปรี้ยวและดินเค็ม จำนวน 1,200 กิโลกรัม บรรจุ 153,000 ซอง    

2) กข6 เป็นข้าวเหนียวให้ผลผลิตสูงและทนแล้งดีกว่าพันธุ์เหนียวสันป่าตอง คุณภาพการหุงต้มดี จำนวน 500 กิโลกรัม บรรจุ 77,000 ซอง  

3) กข79 (ชัยนาท 62) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปริมาณอมิโลสตํ่า (16.82 %) คุณภาพเมล็ดทางกายภาพดี เป็นข้าวเจ้า เมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 400 กิโลกรัม บรรจุ 62,000 ซอง    

4) กข85 เป็นข้าวเจ้าพื้นแข็ง เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง ปลูกได้ทั้งนาปี และนาปรัง ทนต่อสภาพอากาศเย็น คุณภาพการสีดีมาก ท้องไข่น้อย ให้ผลผลิตสูงถึง 862 กิโลกรัมต่อไร่ จำนวน 200 กิโลกรัม บรรจุ 30,000 ซอง

5) กข99 (หอมคลองหลวง 72) เป็นข้าวเจ้าหอมพื้นนุ่ม ไม่ไวต่อช่วงแสง ศักยภาพการให้ผลผลิต 957 กิโลกรัมต่อไร่ ข้าวสุก มีกลิ่นนหอม เนื้อสัมผัสค่อนข้างเหนียวและนุ่ม คุณภาพการสีดีมาก สามารถผลิตเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ ชั้น 1 ได้ จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

6) กข109 (หอมพัทลุง 72) เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสง คุณภาพการสีดีมาก ข้าวสวยมีสีขาว นุ่ม เหนียว และมีกลิ่นหอม ศักยภาพการให้ผลผลิตสูงสุดในแปลงนาเกษตรกร 1,086 กิโลกรัมต่อไร่เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทานภาคใต้จำนวน 100 กิโลกรัม บรรจุ 15,000 ซอง

7) กข26 (เชียงราย 72) เป็นข้าวเหนียว ไม่ไวต่อช่วงแสง อายุเก็บเกี่ยวประมาณ 130 วัน ความสูงประมาณ 111 เซนติเมตร ศักยภาพการให้ผลผลิต 1,152กิโลกรัมต่อไร่สูงกว่าพันธุ์สันป่าตอง 1 อายุเก็บเกี่ยวสั้นกว่าพันธุ์สันป่าตอง 1 และกข14 ประมาณ 5-6 วัน  ต้านทานต่อโรคไหม้ระยะกล้าในภาคเหนือตอนบน บรรจุ 48,000 ซอง

สำหรับประชาชนที่สนใจพันธุ์ข้าวพระราชทาน สามารถสอบถามได้ที่ กรมการข้าว กองเมล็ดพันธุ์ข้าวที่เบอร์โทรศัพท์ 02-561-3794 และศูนย์เมล็ดพันธุ์ข้าวทั้ง 33 แห่ง ศูนย์วิจัยข้าวทั้ง 27 แห่ง และสถาบันวิทยาศาสตร์ข้าวแห่งชาติ จังหวัดสุพรรณบุรี อีกทั้งนอกจากนี้ ผู้ที่สนใจยังสามารถรับเมล็ดพันธุ์ข้าวพระราชทานผ่านการลงทะเบียนออนไลน์ได้ที่ https://rice.moac.go.th/ หรือ Scan QR Code ตามที่ปรากฏ ได้ตั้งแต่วันที่ 7 เมษายน 2569 ไปจนถึงวันที่ 30 เมษายน 2569 โดยกรุงเทพฯ สามารถรับพันธุ์ข้าวพระราชทานได้ตั้งแต่วันที่ 18 พฤษภาคม – 16 มิถุนายน 2569 ณ อาคารสำนักงานกรมการข้าว ชั้น 1 ภายในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตบางเขนและส่วนภูมิภาคสามารถรับได้ที่สำนักงานเกษตรจังหวัด กรมส่งเสริมการเกษตร ในวันและเวลาราชการ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลุยเชียงใหม่ ติดตามปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ภาคเหนือ

'อธิบดีกรมฝนหลวง'ลุยเชียงใหม่ ติดตามปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ภาคเหนือ

‘อธิบดีกรมฝนหลวง’ลุยเชียงใหม่ ติดตามปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่น PM 2.5 พื้นที่ภาคเหนือ

วันพฤหัสบดี ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2569, 14.12 น.

วันที่ 9 เมษายน 2569 เวลา 09.00 น. นายราเชน ศิลปะรายะ อธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร พร้อมด้วย นายไพจิตร เค้ากล้า รองอธิบดีกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ด้านวิชาการ และคณะ ลงพื้นที่ จ.เชียงใหม่ เพื่อติดตามการปฏิบัติการดัดแปรสภาพอากาศบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ โดยมี นายรัฐพล นราดิศร ผู้ว่าราชการจังหวัดเชียงใหม่ นายพรพิทักษ์ แม้นศิริ รองอธิบดีกรมประชาสัมพันธ์ และคณะ ผู้บริหารและเจ้าหน้าที่เข้าร่วมประชุม ติดตามการปฏิบัติภารกิจในการดัดแปรสภาพอากาศ เพื่อบรรเทาปัญหาฝุ่นละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ที่มีค่าเกินมาตรฐาน ในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ พร้อมสั่งการให้ศูนย์ปฏิบัติการฝนหลวงภาคเหนือให้วางแผนและปฏิบัติการบรรเทาปัญหาฝุ่น ละอองขนาดเล็ก PM 2.5 ให้อยู่ในค่าเกณฑ์มาตรฐาน โดยตัวชี้วัดเพื่อให้เกิดความชัดเจนว่าหากปริมาณฝุ่นลดลงก็จะสามารถมองเห็นดอยสุเทพได้

รวมถึงสั่งการให้ส่งเฮลิคอปเตอร์เพิ่ม 2 ลำ เพื่อเสริมกำลังสนับสนุนภารกิจดับไฟป่าในพื้นที่ จ.เชียงใหม่ ด้วยการจัดส่งอากาศยานแบบเฮลิคอปเตอร์เพิ่มเติมจำนวน 2 ลำ ได้แก่ รุ่น Bell 407 และ H130 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติการควบคุมและยับยั้งสถานการณ์ไฟป่าในพื้นที่เสี่ยง ในการเร่งแก้ไขปัญหาไฟป่าและหมอกควัน ซึ่งส่งผลกระทบต่อคุณภาพอากาศและสุขภาพของประชาชนในพื้นที่ภาคเหนือ โดยเฮลิคอปเตอร์ทั้งสองลำจะเข้าปฏิบัติภารกิจร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างใกล้ชิด เพื่อให้การควบคุมสถานการณ์เป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ณ หน่วยดัดแปรสภาพอากาศ จ.เชียงใหม่

– 006