ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

25 ก.พ. 2569 02:43 น.

ผอ.พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ลาออก เซ่นปมโจรขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์

ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ประกาศลาออกจากตำแหน่งแล้ว หลังจากเกิดเหตุโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ภายในพิพิธภัณฑ์ระดับโลกแห่งนี้เมื่อหลายเดือนก่อน และจนถึงตอนนี้ยังหาของกลางไม่ได้

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า นาง ลอเรนซ์ เดส์ การ์ ผู้อำนวยการพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ ได้ยื่นหนังสือลาออกต่อประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง แล้ว ในวันอังคารที่ 24 ก.พ. 2569 ไม่กี่เดือนหลังจากเกิดเหตุโจรกรรมเครื่องราชกกุธภัณฑ์ของเชื้อพระวงศ์ฝรั่งเศส จนทำให้เกิดข้อครหาเรื่องการรักษาความปลอดภัย

เหตุโจรกรรมดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อเช้าวันที่ 19 ต.ค. 2568 โดยกลุ่มโจรได้ใช้รถบรรทุกติดลิฟต์กลไกที่ขโมยมาเพื่อปีนขึ้นไปยังระเบียงฝั่งแม่น้ำแซน ก่อนจะบุกเข้าไปใน หอศิลป์อะพอลโล (Galerie d’Apollon) และขโมยเครื่องราชกกุธภัณฑ์มูลค่ารวมกว่า 88 ล้านยูโรไป (ราว 3.2 พันล้านบาท)

ตอนนี้ผู้ต้องสงสัยหลักทั้ง 4 รายถูกจับกุมตัวได้แล้ว ทว่าเครื่องประดับอันล้ำค่าทั้ง 8 ชิ้นยังคงสูญหาย โดยที่ผู้เชี่ยวชาญเกรงว่า อาจไม่สามารถนำพวกมันกลับคืนมาได้แล้ว

ทรัพย์สินที่ถูกขโมยไปรวมถึงสร้อยคอเพชรและมรกตที่จักรพรรดินโปเลียนเคยมอบให้แก่พระมเหสี โดยในระหว่างที่หัวขโมยกำลังหลบหนี พวกเขาได้ทำมงกุฎประดับเพชรสมัยศตวรรษที่ 19 ของจักรพรรดินีอูเชนี (Empress Eugenie) ตกจนได้รับความเสียหายด้วย

เมื่อต้นเดือนที่ผ่านมา พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์ได้เปิดเผยภาพความเสียหายของมงกุฎดังกล่าวเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดเหตุ โดยระบุว่าตัวมงกุฎยังคงอยู่ในสภาพ “เกือบสมบูรณ์” และสามารถบูรณะให้กลับมาเป็นดังเดิมได้ทั้งหมด

ทั้งนี้ พิพิธภัณฑ์ลูฟวร์เป็นที่เก็บรักษาผลงานศิลปะล้ำค่าที่ประเมินค่าไม่ได้มากมาย รวมถึงภาพ “โมนาลิซา” ของเลโอนาร์โด ดา วินชี ทว่าเพียงไม่กี่วันหลังเหตุโจรกรรม นาง เดส์ การ์ ได้ยอมรับว่าระบบกล้องวงจรปิดรอบบริเวณพิพิธภัณฑ์นั้นมีจุดอ่อนและ “เก่าล้าสมัย” และกล้องเพียงตัวเดียวที่สังเกตการณ์จุดที่โจรบุกเข้าไป กลับหันไปทางอื่น

แม้ว่าพิพิธภัณฑ์ลูฟวร์จะมีจำนวนผู้เข้าชมมหาศาลกว่า 8.7 ล้านคนต่อปี แต่การลงทุนด้านระบบรักษาความปลอดภัยกลับเป็นไปอย่างล่าช้า ซึ่งนาง เดส์ การ์ เน้นย้ำถึงความท้าทายด้านงบประมาณที่สถาบันขนาดใหญ่ต้องเผชิญ โดยเธอเคยกล่าวไว้ในปี 2564 แล้วว่า เธอต้องการเพิ่มจำนวนกล้องวงจรปิดขึ้นอีกเท่าตัว แต่มันยังไม่เกิดขึ้น

ตอนนี้ ทางการฝรั่งเศสตั้งคณะกรรมการสอบสวนของรัฐสภาเพื่อหาข้อบกพร่องที่เกิดขึ้นแล้ว โดยคาดว่าจะทราบผลสรุปในเดือนพฤษภาคมปีนี้ โดยรายงานขั้นต้นที่เผยแพร่เมื่อสัปดาห์ที่แล้วระบุ “ความล้มเหลวเชิงระบบ” เป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เกิดการบุกรุกครั้งนี้

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สงครามครบ 4 ปี ชาวยูเครนต้องการสันติ รัสเซียลั่นยังไม่บรรลุเป้าหมาย

สงครามครบ 4 ปี ชาวยูเครนต้องการสันติ รัสเซียลั่นยังไม่บรรลุเป้าหมาย

25 ก.พ. 2569 01:11 น.

สงครามครบ 4 ปี ชาวยูเครนต้องการสันติ รัสเซียลั่นยังไม่บรรลุเป้าหมาย

สงครามในยูเครนดำเนินมาครบ 4 ปี และกำลังก้าวเข้าสู่ปีที่ 5 แล้ว โดยชาวยูเครนยังต้องใช้ชีวิตต่อไปโดยที่ไม่รู้ว่าการต่อสู้จะจบลงเมื่อไร ขณะที่ฝ่ายรัสเซียระบุว่า ยังไม่บรรลุเป้าหมายทั้งหมดของสงคราม

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า การยกทัพบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบของรัสเซียดำเนินมาครบ 4 ปีแล้ว ในวันที่ 24 ก.พ. 2569 ท่ามกลางความสูญเสียและความทุกข์ยากของประชาชนชาวยูเครน ซึ่งต้องเผชิญการโจมตีไม่เว้นแต่ละวัน ในขณะที่หลายคนไม่มีไฟฟ้าและน้ำประปาใช้ เนื่องจากโครงสร้างพื้นฐานถูกทำลาย

สี่ปีหลังจากรัสเซียเปิดฉากบุกโจมตียูเครนอย่างเต็มรูปแบบ ชาวเมืองเคียฟต่างพากันย้อนรำลึกถึงเหตุการณ์สงครามที่เกิดขึ้น

นางสวิตลานา ยูร์ ชาวเมืองวัย 48 ปี กล่าวว่า เธอ “มีความหวังจนถึงวินาทีสุดท้าย” ว่าจะไม่เกิดสงครามขึ้น “แม้แต่ในเช้า [ของวันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2022] ตอนที่ฉันตื่นขึ้นมาเพราะเสียงระเบิด ฉันยังคิดว่ามีเสียงยางรถระเบิดอยู่ที่ไหนสักแห่งเลย” เธอบอกกับสำนักข่าวรอยเตอร์

คำถามที่หลายคนกำลังเฝ้าถามคือ สงครามนี้จะลากยาวไปอีกนานแค่ไหน? สำหรับ วิกเตอร์ บูอินอฟสกี ครูวัย 63 ปี เขามองว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับปูติน “ทุกอย่างขึ้นอยู่กับคนเพียงคนเดียว… นั่นคือประธานาธิบดีรัสเซีย … เขาเป็นคนเริ่มสงครามนี้ และเขาต้องเป็นคนจบมัน”

ขณะที่ ลุดมิลา ทารัน ชาวเคียฟอีกคนและเป็นหนึ่งในมารดาของทหารที่ไปออกรบกล่าวว่า เธอปรารถนาให้สงครามยุติลงโดยเร็วที่สุด “ตอนนี้ลูกของฉันอยู่ที่แนวหน้ามา 4 ปีแล้ว… ฉันอยากให้มันจบลงเสียวันนี้เลย”

เธอยังเรียกร้องให้ “พวกที่อยู่ระดับเบื้องบนตัดสินใจเรื่องปัญหานี้เสียที ฉันไม่สนว่าพวกเขาจะตัดสินใจอย่างไร แต่ฉันต้องการสันติ”

ด้านประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน กล่าวว่า วลาดีมีร์ ปูติน ผู้นำรัสเซีย ล้มเหลวในการทำลายจิตวิญญาณของชาวยูเครน นับตั้งแต่เปิดฉากบุกรุกประเทศเมื่อ 4 ปีก่อน

“วันนี้ครบรอบ 4 ปีพอดี นับตั้งแต่วันที่ปูตินเริ่มปฏิบัติการเผด็จศึกเคียฟภายใน 3 วัน” เซเลนสกีระบุในข้อความผ่านแอปพลิเคชันเทเลแกรม “และสิ่งนี้บ่งบอกอะไรมากมายเกี่ยวกับการต่อต้านของเรา เกี่ยวกับวิธีที่ยูเครนต่อสู้มาตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา”

เซเลนสกีกล่าวว่า เบื้องหลังคำพูดเหล่านี้ “คือประชาชนของเรานับล้านคน ความกล้าหาญอันยิ่งใหญ่ การทำงานหนักอย่างเหลือเชื่อ ความอดทนพากเพียร และเส้นทางอันยาวไกลที่ยูเครนได้ก้าวเดินมาตั้งแต่วันที่ 24 กุมภาพันธ์ (2565)”

“เมื่อมองย้อนกลับไปในช่วงเริ่มต้นของการรุกรานและพิจารณาถึงสิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ เรามีสิทธิ์เต็มที่ที่จะพูดว่า เราได้ปกป้องเอกราชของเราไว้ได้ เราไม่ได้สูญเสียความเป็นรัฐ และปูตินก็ยังไม่บรรลุเป้าหมายของเขา” เขากล่าวต่อ

“เขาทำลายชาวยูเครนไม่ได้ เขาไม่ได้ชนะสงครามครั้งนี้” เซเลนสกีย้ำ “เราได้รักษายูเครนเอาไว้ และเราจะทำทุกวิถีทางเพื่อให้ได้มาซึ่งสันติภาพและความยุติธรรม ขอชัยชนะจงมีแก่ยูเครน!”

ขณะเดียวกัน นายดีมิทรี เปสคอฟ โฆษกรัฐบาลเครมลินของรัสเซียออกมากล่าวว่า ประเทศของเขายังไม่บรรลุเป้าหมายทั้งหมดของปฏิบัติการพิเศษทางทหารในยูเครน และนั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมความขัดแย้งในครั้งนี้ยังคงดำเนินต่อไป

ทั้งนี้ มอสโกยื่นข้อเรียกร้องให้มีการส่งมอบภูมิภาคทางตะวันออกของยูเครน หรือที่รู้จักกันในชื่อ ดอนบาส (Donbas) ให้แก่รัสเซีย ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ทางรัฐบาลเคียฟไม่อาจยอมรับได้ ส่งผลให้การเจรจาหลายรอบที่มีสหรัฐฯ เป็นคนกลางในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมาต้องหยุดชะงักลง

นายเปสคอฟยังกล่าวอีกว่า ช่วงเวลา 4 ปีที่ผ่านมานั้น “มีความสำคัญอย่างยิ่ง” สำหรับรัสเซีย และจะ “คงอยู่ในความทรงจำของผู้คนตลอดไป”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

โรเบิร์ต คาร์ราดีน นักแสดงรุ่นใหญ่ เสียชีวิตในวัย 71 ปี

โรเบิร์ต คาร์ราดีน นักแสดงรุ่นใหญ่ เสียชีวิตในวัย 71 ปี

25 ก.พ. 2569 00:10 น.

โรเบิร์ต คาร์ราดีน นักแสดงรุ่นใหญ่ เสียชีวิตในวัย 71 ปี

โรเบิร์ต คาร์ราดีน นักแสดงรุ่นใหญ่ชาวอเมริกัน ผู้โลดแล่นในวงการภาพยนตร์มานาน ก่อนจะต้องต่อสู้กับโรคไบโพลาร์มานานนับทศวรรษ เสียชีวิตแล้วขณะมีอายุ 71 ปี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานในวันที่ 24 ก.พ. 2569 ว่า โรเบิร์ต คาร์ราดีน นักแสดงรุ่นใหญ่ชาวอเมริกันผู้โด่งดังจากบทบาทในภาพยนตร์เรื่อง The Long Riders, Revenge of the Nerds และซีรีส์โทรทัศน์ Lizzie McGuire เสียชีวิตแล้ว ขณะมีอายุได้ 71 ปี

“ด้วยความเสียใจอย่างยิ่งที่เราต้องแจ้งให้ทราบว่า โรเบิร์ต คาร์ราดีน คุณพ่อ คุณปู่/คุณตา คุณอา และพี่ชายอันเป็นที่รักของเราได้จากไปแล้ว” ครอบครัวของเขาระบุในแถลงการณ์ที่ส่งให้แก่ Deadline เว็บไซต์ข่าวบันเทิงชั้นนำของสหรัฐฯ

“ในโลกที่บางครั้งอาจดูมืดมน บ็อบบี้เปรียบเสมือนแสงนำทางให้กับทุกคนรอบข้างเสมอมา พวกเราใจสลายกับการสูญเสียจิตวิญญาณที่งดงามนี้ และขอเชิดชูการต่อสู้อันกล้าหาญของบ็อบบี้ที่มีต่อโรคไบโพลาร์มาตลอดเกือบสองทศวรรษ” แถลงการณ์ระบุ

“พวกเราหวังว่าการเดินทางของเขาจะช่วยส่องประกายและเป็นแรงกระตุ้นให้สังคมหันมาให้ความสำคัญกับการขจัดตราบาปที่มักจะเกิดขึ้นกับผู้ป่วยโรคทางจิตเวช” แถลงการณ์ระบุเพิ่มเติม

ทั้งนี้ โรเบิร์ต คาร์ราดีน เกิดเมื่อวันที่ 24 มีนาคม พ.ศ. 2497 เขาเป็นบุตรชายคนสุดท้องของ จอห์น คาร์ราดีน นักแสดงชาวอเมริกันผู้ล่วงลับ และเป็นน้องชายของนักแสดงชื่อดังอย่าง เดวิด คาร์ราดีน และ คีธ คาร์ราดีน รวมถึง คริสโตเฟอร์ คาร์ราดีน อดีตรองประธานบริหารของ Walt Disney Imagineering

คีธ คาร์ราดีน บอกกับ Deadline ว่า ครอบครัวต้องการแบ่งปันเรื่องราวการต่อสู้กับโรคไบโพลาร์ของน้องชาย โดยกล่าวว่า “เราต้องการให้ผู้คนรับรู้เรื่องนี้ และมันไม่ใช่เรื่องน่าอายเลย”

“มันคืออาการเจ็บป่วยที่รุมเร้าเขาอย่างหนัก และผมอยากจะยกย่องเขาสำหรับการต่อสู้กับโรคนั้น รวมถึงระลึกถึงจิตวิญญาณอันงดงามของเขา” คีธกล่าวเสริม “เขาเป็นคนที่มีพรสวรรค์อย่างล้นเหลือ และพวกเราจะคิดถึงเขาในทุก ๆ วัน”

คาร์ราดีนเริ่มเข้าสู่วงการภาพยนตร์เป็นครั้งแรกในเรื่อง “The Cowboys” เมื่อปี พ.ศ. 2515 ซึ่งนำแสดงโดย จอห์น เวย์น และ รอสโค ลี บราวน์ ก่อนที่จะสั่งสมประสบการณ์ในฮอลลีวูดมายาวนานหลายทศวรรษ ทั้งในภาพยนตร์กระแสหลัก ภาพยนตร์อิสระ และซีรีส์ทางโทรทัศน์

เขาได้รับความนิยมอย่างล้นหลามจากบทบาท ลูอิส สกอลนิก จากภาพยนตร์ตลกเรื่อง “Revenge of the Nerds” เมื่อปี พ.ศ. 2527 ซึ่งเป็นภาพยนตร์ยอดฮิตที่นำไปสู่การสร้างภาคต่ออีกหลายภาค

ราว 20 ปีต่อมา โรเบิร์ต คาร์ราดีน ได้สร้างฐานแฟนคลับใหม่ในกลุ่มคนเจนหลัง จากการรับบทเป็น แซม แมคไกวร์ ในซีรีส์ยอดนิยมของดิสนีย์เรื่อง “Lizzie McGuire”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้ง ระบบขีปนาวุธบนเกาะใกล้ไต้หวันภายในปี 2574

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้ง ระบบขีปนาวุธบนเกาะใกล้ไต้หวันภายในปี 2574

24 ก.พ. 2569 22:54 น.

ญี่ปุ่นเตรียมติดตั้ง ระบบขีปนาวุธบนเกาะใกล้ไต้หวันภายในปี 2574

(เกาะโยนะกุนิ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของจังหวัดโอกินาวะ ประเทศญี่ปุ่น (ภาพจาก Philip FONG / AFP))

รัฐมนตรีกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นประกาศว่า จะติดตั้งระบบขีปนาวุธภาคพื้นสู่อากาศบนเกาะใกล้ไต้หวันภายในปี 2574 ท่ามกลางความตึงเครียดกับรัฐบาลจีน

เมื่อวันอังคารที่ 24 ก.พ. 2569 รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่นออกแถลงการณ์ระบุว่า รัฐบาลวางแผนที่จะติดตั้งขีปนาวุธแบบภาคพื้นสู่อากาศบนเกาะ “โยนะกุนิ” (Yonaguni) เกาะห่างไกลทางตะวันตกใกล้กับเกาะไต้หวัน ภายในเดือนมีนาคม พ.ศ. 2574

นี่ถือเป็นครั้งแรกที่ญี่ปุ่นระบุช่วงเวลาในการวางกำลังพลบนเกาะดังกล่าวอย่างชัดเจน โดยกระทรวงกลาโหมเคยประกาศแผนคล้ายกันนี้ในปี พ.ศ. 2565 โดยอ้างว่าทำเพื่อเสริมสร้างขีดความสามารถด้านการป้องกันทางอากาศบนเกาะโยนะกุนิ ซึ่งปัจจุบันเป็นที่ตั้งของฐานทัพญี่ปุ่นอยู่แล้ว

นายชินจิโร โคอิซุมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมของญี่ปุ่น กล่าวในการแถลงข่าวประจำวันที่กรุงโตเกียวว่า การประจำการระบบขีปนาวุธบนเกาะโยนะกุนิจะเกิดขึ้นภายในปีงบประมาณ 2573 ซึ่งจะสิ้นสุดลงในเดือนมีนาคมของปีปฏิทินถัดไป

ถ้อยแถลงดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความขัดแย้งที่ยืดเยื้อมานานหลายเดือนระหว่างญี่ปุ่นและจีน โดยเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา ทางการปักกิ่งได้ประกาศบังคับใช้มาตรการจำกัดการส่งออก ต่อบริษัทญี่ปุ่นหลายสิบแห่ง ซึ่งจีนอ้างว่ามีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสริมสร้างศักยภาพทางทหารของแดนอาทิตย์อุทัย

ทั้งนี้ เกาะโยนะกุนิตั้งอยู่ห่างจากไต้หวันไปทางทิศตะวันออกประมาณ 110 กิโลเมตร และห่างจากกรุงโตเกียวไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ราว 1,900 กิโลเมตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เม็กซิโกเร่งล่าตัว 23 นักโทษ ฉวยโอกาสแหกคุก หลังแก๊งค้ายาโจมตี

เม็กซิโกเร่งล่าตัว 23 นักโทษ ฉวยโอกาสแหกคุก หลังแก๊งค้ายาโจมตี

24 ก.พ. 2569 21:49 น.

เม็กซิโกเร่งล่าตัว 23 นักโทษ ฉวยโอกาสแหกคุก หลังแก๊งค้ายาโจมตี

เจ้าหน้าที่ของเม็กซิโกกำลังเร่งตามล่าตัวนักโทษ 23 คน ที่หลบหนีออกจากเรือนจำชายฝั่งของรัฐฮาลิสโก หลังแก๊งค้ายาเสพติดเปิดฉากโจมตีล้างแค้นให้ผู้นำที่ถูกสังหาร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 24 ก.พ. 2569 ว่า ตำรวจในเม็กซิโกกำลังเร่งไล่ล่ากลุ่มนักโทษ 23 คน ที่หลบหนีออกจากเรือนจำในเมืองปวยร์โต บายาร์ตา (Puerto Vallarta) ระหว่างเหตุการณ์โจมตีระลอกใหญ่ฝีมือแก๊ง “ฮาลิสโก นิว เจนเนอเรชัน” (CJNG) เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา

เมืองปวยร์โต บายาร์ตา ซึ่งเป็นเมืองตากอากาศแถบชายฝั่งแปซิฟิกของเม็กซิโก เป็นหนึ่งในเมืองที่กลุ่ม CJNG ได้ทำการปิดกั้นถนนและจุดไฟเผารถยนต์หลายคัน เพื่อตอบโต้กรณีที่กองกำลังความมั่นคงวิสามัญฆาตกรรม นายเนเมซิโอ โอเซเกรา เซร์วันเตส หรือที่รู้จักกันในนาม “เอล เมนโช” (El Mencho) ผู้นำของกลุ่ม

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ในช่วงที่เกิดความวุ่นวาย กลุ่มชายฉกรรจ์พร้อมอาวุธได้ขับรถพุ่งชนประตูเรือนจำดังกล่าว เปิดทางให้นักโทษจำนวน 23 รายสามารถหลบหนีไปได้

อนึ่ง เหตุความไม่สงบในหลายพื้นที่ของเม็กซิโก ซึ่งเกิดขึ้นนับตั้งแต่การเสียชีวิตของเอล เมนโช เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (22 ก.พ.) ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วมากกว่า 70 ศพ ในจำนวนนี้เป็นสมาชิกกองกำลังพิทักษ์ชาติ 25 นาย

นายฮวน พาโบล เอร์นันเดซ เลขานุการฝ่ายความมั่นคงแห่งรัฐฮาลิสโก กล่าวว่า สำนักงานของเขากำลังประสานงานร่วมกับรัฐอื่น ๆ เพื่อเร่งจับกุมผู้ร้ายข้ามแดนที่กำลังหลบหนีกลุ่มนี้ โดยไม่มีการเปิดเผยรายละเอียดเกี่ยวกับอัตลักษณ์หรือรายชื่อของนักโทษที่หลบหนีออกมาแต่อย่างใด

ทั้งนี้ สมาชิกของแก๊ง CJNG จุดไฟเผายานพาหนะหลายคันทั่วเมืองปวยร์โต บายาร์ตา เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา โดยนักท่องเที่ยวและชาวเมืองต่างได้รับคำแนะนำให้อยู่แต่ในที่พักและห้ามออกไปข้างนอก ขณะที่ภาพวิดีโอที่บันทึกไว้ได้เผยให้เห็นกลุ่มควันสีดำพวยพุ่งขึ้นเหนือเมืองตากอากาศชายทะเลชื่อดังแห่งนี้

นอกจากนั้น สายการบินจำนวนหนึ่งต้องระงับเที่ยวบินชั่วคราว และมีเรือสำราญอย่างน้อย 2 ลำระบุว่า เรือของพวกเขาจะยกเลิกการจอดพักตามกำหนดการที่เมืองปวยร์โต บายาร์ตา

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน

อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน

24 ก.พ. 2569 17:21 น.

อิหร่านใกล้ปิดดีลซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบความเร็วเหนือเสียงจากจีน

สำนักข่าวรอยเตอร์รายงานอ้างแหล่งข่าวที่มีข้อมูลการเจรจา 6 ราย เปิดเผยว่า อิหร่านอยู่ในขั้นตอนใกล้ปิดข้อตกลงกับจีนเพื่อจัดซื้อขีปนาวุธต่อต้านเรือรบแบบความเร็วเหนือเสียงรุ่น CM-302 โดยแม้ยังไม่มีการกำหนดวันส่งมอบอย่างเป็นทางการ แต่การเจรจาได้เข้าสู่ระยะสุดท้ายแล้ว

ขีปนาวุธ CM-302 มีพิสัยยิงราว 290 กิโลเมตร ถูกออกแบบให้บินในระดับต่ำและความเร็วสูงเพื่อหลบหลีกระบบป้องกันภัยของเรือรบ หากติดตั้งใช้งานจริงจะยกระดับขีดความสามารถในการโจมตีของอิหร่านอย่างมีนัยสำคัญและเพิ่มความเสี่ยงต่อกองกำลังทางเรือของสหรัฐฯ ในภูมิภาค

การเจรจาครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อประมาณ 2 ปีที่แล้ว แต่ได้ถูกเร่งให้เร็วขึ้นอย่างมีนัยสำคัญภายหลังสงคราม 12 วันระหว่างอิสราเอลและอิหร่านเมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา แหล่งข่าวระบุว่าในช่วงฤดูร้อนปีที่แล้ว นายมาสซูด โอราอี รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงกลาโหมของอิหร่าน ได้เดินทางเยือนกรุงปักกิ่งเป็นการลับเพื่อผลักดันข้อตกลงนี้

อย่างไรก็ตาม ยังไม่มีข้อมูลชัดเจนเกี่ยวกับจำนวนขีปนาวุธในข้อตกลง มูลค่าการซื้อขาย หรือท่าทีสุดท้ายของจีน ท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้น เจ้าหน้าที่กระทรวงการต่างประเทศอิหร่านให้สัมภาษณ์ว่า อิหร่านมีข้อตกลงด้านความมั่นคงกับประเทศพันธมิตร และถึงเวลาที่เหมาะสมในการใช้ประโยชน์จากข้อตกลงเหล่านั้น

ข้อตกลงดังกล่าวเกิดขึ้นในช่วงที่สหรัฐกำลังรวบรวมกำลังทางทะเลขนาดใหญ่ใกล้อิหร่าน รวมถึงเรือบรรทุกเครื่องบินยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น และกองเรือโจมตีสนับสนุน ขณะที่เรือยูเอสเอส เจอรัลด์ อาร์ ฟอร์ด พร้อมเรือคุ้มกันก็กำลังมุ่งหน้าสู่ภูมิภาค เรือทั้งสองลำรวมกำลังพลได้มากกว่า 5,000 นาย และเครื่องบินรบกว่า 150 ลำ

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ระบุเมื่อวันที่ 19 กุมภาพันธ์ว่า ได้ให้เวลาอิหร่าน 10 วันเพื่อบรรลุข้อตกลงเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ มิฉะนั้นอาจเผชิญปฏิบัติการทางทหาร ขณะที่รายงานระบุว่าสหรัฐฯ เตรียมความพร้อมสำหรับปฏิบัติการที่อาจยืดเยื้อหลายสัปดาห์ หากมีคำสั่งโจมตี

การขายอาวุธครั้งนี้สะท้อนความสัมพันธ์ทางทหารที่แน่นแฟ้นขึ้นระหว่างจีนกับอิหร่าน ท่ามกลางการแข่งขันเชิงยุทธศาสตร์กับสหรัฐฯ จีน อิหร่าน และรัสเซียจัดการซ้อมรบร่วมทางทะเลเป็นประจำทุกปี

เมื่อเดือนกันยายนที่ผ่านมา ระหว่างการเยือนกรุงปักกิ่งของประธานาธิบดีอิหร่าน จีนยืนยันสนับสนุนอธิปไตยและบูรณภาพแห่งดินแดนของอิหร่าน ขณะเดียวกัน จีนและรัสเซียร่วมลงนามในจดหมายแสดงความเห็นว่าการกลับมาใช้มาตรการคว่ำบาตรของสหประชาชาติเป็นการตัดสินใจที่มีข้อบกพร่อง

ก่อนหน้านี้ กระทรวงการคลังสหรัฐได้คว่ำบาตรหน่วยงานจีนหลายแห่ง ฐานจัดหาสารตั้งต้นเคมีให้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามของอิหร่านสำหรับโครงการขีปนาวุธพิสัยไกล แต่จีนปฏิเสธข้อกล่าวหา และยืนยันว่าบังคับใช้มาตรการควบคุมการส่งออกอย่างเคร่งครัด

ขีปนาวุธรุ่นนี้ผลิตโดยบริษัท China Aerospace Science and Industry Corporation (CASIC) ของจีน ซึ่งโฆษณาว่าเป็นขีปนาวุธต่อต้านเรือรบที่มีประสิทธิภาพสูง สามารถติดตั้งบนเรือ เครื่องบิน หรือแท่นยิงเคลื่อนที่ภาคพื้นดิน และยังสามารถโจมตีเป้าหมายบนบกได้

แหล่งข่าวยังระบุว่า อิหร่านกำลังหารือเพิ่มเติมเพื่อจัดหาระบบขีปนาวุธจากพื้นสู่อากาศ (MANPADS) ระบบต่อต้านขีปนาวุธ และอาวุธต่อต้านดาวเทียมจากจีน.

ที่มา Reuters

ฝรั่งเศสสั่งแบน “ทูตสหรัฐฯ” ห้ามเข้าพบรัฐบาล ไม่ชี้แจงกรณีแทรกแซงการเมืองภายใน

ฝรั่งเศสสั่งแบน "ทูตสหรัฐฯ" ห้ามเข้าพบรัฐบาล ไม่ชี้แจงกรณีแทรกแซงการเมืองภายใน

24 ก.พ. 2569 16:20 น.

ฝรั่งเศสสั่งแบน “ทูตสหรัฐฯ” ห้ามเข้าพบรัฐบาล ไม่ชี้แจงกรณีแทรกแซงการเมืองภายใน

นายชาร์ลส์ คุชเนอร์ เอกอัครราชทูตสหรัฐอเมริกาประจำฝรั่งเศส ถูกสั่งห้ามเข้าพบสมาชิกรัฐบาลฝรั่งเศสอย่างเป็นทางการ หลังจากที่เขาไม่ได้เดินทางมายังกระทรวงการต่างประเทศ เพื่อชี้แจงกรณีสถานทูตสหรัฐฯ แสดงความเห็นต่อเหตุสังหารนักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดในฝรั่งเศส ซึ่งถูกมองว่าเป็นเรื่องการเมืองภายในประเทศ

การเรียกตัวดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อให้นายคุชเนอร์ชี้แจงกรณีที่สถานทูตสหรัฐฯ แสดงความคิดเห็นต่อการเสียชีวิตของนายเกวนติน เดอรองก์ นักเคลื่อนไหวฝ่ายขวาจัดชาวฝรั่งเศสที่ถูกรุมทำร้ายจนเสียชีวิตในการปะทะกับกลุ่มที่อ้างว่าเป็นนักเคลื่อนไหวฝ่ายซ้ายจัด ซึ่งเหตุการณ์นี้สร้างความตกตะลึงไปทั่วประเทศและถูกขนานนามว่าเป็น “เหตุการณ์ชาร์ลี เคิร์ก แห่งฝรั่งเศส” 

สถานทูตสหรัฐฯ ในฝรั่งเศส และสำนักงานต่อต้านการก่อการร้ายของกระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ได้โพสต์ข้อความผ่าน X ระบุว่ากำลังจับตาดูคดีนี้อย่างใกล้ชิด พร้อมเตือนว่า “ลัทธิซ้ายจัดหัวรุนแรงกำลังพุ่งสูงขึ้น” และควรได้รับการปฏิบัติในฐานะภัยคุกคามต่อความปลอดภัยสาธารณะ

ด้านแหล่งข่าวทางการทูตฝรั่งเศสระบุว่า “หลังการเผยแพร่ความเห็นของสถานทูตสหรัฐฯ ต่อโศกนาฏกรรมที่เกิดขึ้นในฝรั่งเศส ซึ่งเป็นเรื่องของการถกเถียงสาธารณะภายในชาติ และเราปฏิเสธที่จะปล่อยให้เรื่องนี้ถูกนำไปใช้ประโยชน์ทางการเมือง ท่านทูตชาร์ลส์ คุชเนอร์ จึงถูกเรียกตัวมายังกระทรวงในวันนี้ แต่เขาไม่ปรากฏตัว”

แหล่งข่าวระบุเพิ่มเติมว่า “เมื่อต้องเผชิญกับความเข้าใจผิดอย่างชัดเจนต่อความคาดหวังพื้นฐานในบทบาทของทูตผู้มีเกียรติที่เป็นตัวแทนประเทศ รัฐมนตรีจึงมีคำสั่งไม่ให้เขาเข้าถึงสมาชิกของรัฐบาลฝรั่งเศสโดยตรงอีกต่อไป”

ครั้งนี้นับเป็นครั้งที่สองที่นายคุชเนอร์เพิกเฉยต่อการเรียกตัวของทางการฝรั่งเศส เมื่อเดือนสิงหาคม 2025 เขาเคยถูกเรียกตัวให้มาชี้แจงหลังจากแสดงความกังวลเกี่ยวกับการเพิ่มขึ้นของการกระทำที่เป็นปฏิปักษ์ต่อชาวยิวในฝรั่งเศส พร้อมทั้งวิจารณ์ทางการฝรั่งเศสว่าดำเนินการรับมือเรื่องนี้ไม่เพียงพอ

การสั่งแบนครั้งนี้ถือเป็นการยกระดับความตึงเครียดทางการทูตระหว่างพันธมิตรเก่าแก่อย่างสหรัฐฯ และฝรั่งเศส ภายใต้การนำของรัฐบาลชุดปัจจุบันอย่างมีนัยสำคัญ.

ที่มา Reuters

ปมสัมพันธ์ชู้สาว สาเหตุ “เอล เมนโช” ถึงจุดจบ ถูกทางการเม็กซิโกวิสามัญ

ปมสัมพันธ์ชู้สาว สาเหตุ "เอล เมนโช" ถึงจุดจบ ถูกทางการเม็กซิโกวิสามัญ

24 ก.พ. 2569 15:43 น.

ปมสัมพันธ์ชู้สาว สาเหตุ “เอล เมนโช” ถึงจุดจบ ถูกทางการเม็กซิโกวิสามัญ

ทางการเม็กซิโกเปิดเผยถึงรายละเอียดของปฏิบัติการซุ่มโจมตีที่เป็นเหตุให้นายเนเมซิโอ โอเซเกรา เซร์บันเตส หรือที่รู้จักกันในนาม “เอล เมนโช” (El Mencho) ราชายาเสพติด หัวหน้าแก๊ง “ฮาลิสโก นิว เจนเนอเรชัน” (CJNG) เสียชีวิต โดยระบุว่าเบาะแสสำคัญมาจากคนสนิทของหญิงที่มี “ความสัมพันธ์เชิงชู้สาว” ของเขาเอง

ริคาร์โด เตรบียา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม เปิดเผยว่า ข้อมูลจากคนใกล้ชิดของหญิงคู่นัดคนหนึ่งของเอล เมนโช ช่วยให้เจ้าหน้าที่วางแผนบุกจู่โจมฐานที่มั่นในเมืองทาปัลปา รัฐฮาลิสโก ได้อย่างรวดเร็ว

ปฏิบัติการเริ่มต้นขึ้นในช่วงเช้ามืดวันอาทิตย์ (22 ก.พ.) โดยกองกำลังพิเศษของเม็กซิโกบุกเข้าล้อมบ้านพักในเขตป่าละเมาะ เกิดการยิงปะทะกันอย่างรุนแรงจนลุกลามไปยังกลุ่มบ้านพักในป่า ส่งผลให้เอล เมนโช และบอดี้การ์ด 2 คนได้รับบาดเจ็บสาหัส และเสียชีวิตระหว่างการลำเลียงทางเฮลิคอปเตอร์เพื่อส่งตัวไปยังกรุงเม็กซิโกซิตี้ ส่วนยอดผู้เสียชีวิตรวมอยู่ที่อย่างน้อย 62 ราย เป็นเจ้าหน้าที่กองกำลังพิทักษ์ชาติ 25 นาย และสมาชิกแก๊งคาร์เทล 34 ราย เจ้าหน้าที่สามารถยึดปืนไรเฟิลพร้อมเครื่องยิงลูกระเบิด, เครื่องยิงจรวด และเครื่องยิงลูกโม่ 

หลังข่าวการเสียชีวิตแพร่สะพัด กลุ่มผู้ภักดีต่อแก๊งดังกล่าวได้ก่อเหตุรุนแรงเพื่อตอบโต้ในกว่า 12 รัฐ มีการตั้งสิ่งกีดขวางบนถนนถึง 85 จุด และเผารถยนต์รวมถึงร้านสะดวกซื้อกว่า 200 แห่ง

ด้าน “เอล ตูลิ” (El Tuli) มือขวาและหัวหน้าฝ่ายการเงินของเอล เมนโช ซึ่งถูกสังหารในเหตุปะทะระหว่างการจับกุมเช่นกัน ได้ระบุค่าหัวเจ้าหน้าที่ทหารไว้ที่ 20,000 เปโซ (ราว 40,000 บาท) เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกแก๊งสังหารเจ้าหน้าที่

เหตุรุนแรงส่งผลกระทบโดยตรงต่ออุตสาหกรรมในรัฐฮาลิสโก ซึ่งเป็นศูนย์กลางการผลิตอิเล็กทรอนิกส์, เกษตรกรรม เช่น อะโวคาโด, เบอร์รี่ และเตกีลา สายการบินต่าง ๆ ยกเลิกเที่ยวบินในวันอาทิตย์ หุ้นของสายการบิน Volaris และผู้ให้บริการสนามบินร่วงลงกว่า 4% ส่วนนักท่องเที่ยวต่างชาติในเมืองตากอากาศชื่อดังอย่าง ‘เปอร์โต วัลลาร์ตา’ ต้องเผชิญกับเหตุการณ์ระทึกขวัญ ขณะเดินทางไปสนามบินท่ามกลางซากรถที่ถูกเผาทำลาย

ประธานาธิบดีคลอเดีย เชนบาม ยืนยันว่าปฏิบัติการครั้งนี้เม็กซิโกเป็นผู้นำเอง โดยได้รับการสนับสนุนด้านข่าวกรองจากสหรัฐฯ แต่ไม่มีกำลังทหารสหรัฐฯ เข้าร่วม

การสังหารเอล เมนโช ซึ่งมีค่าหัวจากสหรัฐฯ สูงถึง 15 ล้านดอลลาร์ ถือเป็นชัยชนะครั้งสำคัญของรัฐบาลเม็กซิโกภายใต้ความกดดันจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังคงโพสต์ผ่านโซเชียลมีเดียเรียกร้องให้เม็กซิโก “ยกระดับความพยายาม” ให้มากขึ้น ขณะที่เม็กซิโกสวนกลับขอให้สหรัฐฯ ช่วยควบคุมการลักลอบขายอาวุธผิดกฎหมาย ซึ่งเป็นต้นตอของคลังอาวุธของแก๊งค้ายา โดยพบว่าอาวุธกว่า 70% ในเม็กซิโกมีที่มาจากสหรัฐฯ.

ที่มา Reuters

ภาษีนำเข้า “ทรัมป์” 10% ทั่วโลก มีผลบังคับใช้แล้ว

ภาษีนำเข้า "ทรัมป์" 10% ทั่วโลก  มีผลบังคับใช้แล้ว

24 ก.พ. 2569 15:01 น.

ภาษีนำเข้า “ทรัมป์” 10% ทั่วโลก มีผลบังคับใช้แล้ว

ภาษีนำเข้าครั้งใหม่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ มีผลบังคับใช้ในอัตรา 10% ทั่วโลกแล้ว หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ มีคำวินิจฉัยเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา เพื่อสกัดมาตรการขึ้นภาษีนำเข้าครั้งใหญ่ที่เขาประกาศใช้ก่อนหน้านี้ ด้านนานาชาติเตรียมมาตรการตอบโต้

เพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังคำตัดสิน ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่งฝ่ายบริหารบังคับใช้ภาษีศุลกากร 10% ทั่วโลก มีผลวันที่ 24 ก.พ. เพื่อแก้ปัญหาขาดดุลการค้า หลังศาลสูงสุดสหรัฐฯ เพิ่งมีคำสั่งยับยั้งการใช้อำนาจฉุกเฉินเก็บภาษีวงกว้างไปเพียงไม่กี่วัน

รัฐบาลของทรัมป์ได้เปลี่ยนมาใช้ช่องทางตามมาตรา 122 แห่งพระราชบัญญัติการค้าปี 1974  ซึ่งให้อำนาจประธานาธิบดีในการเรียกเก็บภาษีได้เป็นเวลา 150 วัน โดยไม่ต้องผ่านความเห็นชอบจากสภาคองเกรส โดยให้เหตุผลในคำสั่งฝ่ายบริหารว่า มาตรการชั่วคราวนี้มีเป้าหมายเพื่อ “แก้ไขปัญหาการชำระเงินระหว่างประเทศขั้นพื้นฐาน และเพื่อปรับสมดุลความสัมพันธ์ทางการค้าให้เกิดประโยชน์แก่แรงงาน เกษตรกร และผู้ผลิตในอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม แม้ทรัมป์จะขู่ว่าจะปรับเพิ่มอัตราภาษีเป็น 15% ในภายหลัง แต่ในขณะนี้ยังไม่มีคำสั่งอย่างเป็นทางการในการปรับเพิ่มอัตราดังกล่าว 

ศาลฎีกาสหรัฐฯ มีมติ 6 ต่อ 3 เสียง ชี้ขาดว่าประธานาธิบดีใช้อำนาจเกินขอบเขตในการเรียกเก็บภาษีทั่วโลกเมื่อปีที่แล้ว ผ่านพระราชบัญญัติอำนาจทางเศรษฐกิจฉุกเฉินระหว่างประเทศปี 1977 (IEEPA) ซึ่งทรัมป์ได้ออกมาวิจารณ์คำตัดสินนี้อย่างรุนแรงว่า “ไร้สาระ เขียนมาได้แย่ และเป็นการกระทำที่ต่อต้านอเมริกาอย่างยิ่ง”

แม้ทรัมป์จะอ้างว่าภาษีศุลกากรเป็นเครื่องมือจำเป็นในการลดการขาดดุลการค้า แต่อย่างไรก็ตาม ข้อมูลล่าสุดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมากลับพบว่าการขาดดุลการค้าของสหรัฐฯ พุ่งสูงเป็นประวัติการณ์ โดยขยายตัวขึ้นอีก 2.1% เมื่อเทียบกับปี 2024 แตะระดับประมาณ 1.2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 37.3 ล้านล้านบาท) ขณะที่รัฐบาลสามารถจัดเก็บรายได้จากภาษีภายใต้กฎหมาย IEEPA เดิมไปแล้วอย่างน้อย 1.3 แสนล้านดอลลาร์

การประกาศเก็บภาษีครั้งล่าสุดนี้ส่งผลให้หลายประเทศทั่วโลกเริ่มประเมินท่าทีและข้อตกลงทางการค้าใหม่ โดยสหราชอาณาจักรระบุว่า “ไม่มีมาตรการตอบโต้ใดที่ถูกตัดออกจากการพิจารณา” หากสหรัฐฯ ไม่เคารพข้อตกลงทางการค้าที่ทำไว้ พร้อมเสริมว่า “ไม่มีใครอยากให้เกิดสงครามการค้า” ส่วนสหภาพยุโรป ประกาศระงับการให้สัตยาบันในข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งตกลงกันได้เมื่อช่วงฤดูร้อนที่ผ่านมา ด้านอินเดียประกาศเลื่อนการเจรจาเพื่อหาข้อสรุปในข้อตกลงฉบับล่าสุดออกไปก่อน

ทางด้านทรัมป์ยังได้ทิ้งท้ายด้วยคำขู่ว่า จะเพิ่มภาษีให้สูงขึ้นไปอีกสำหรับประเทศที่ “เล่นตุกติก” กับข้อตกลงทางการค้าที่เพิ่งเกิดขึ้น.

ที่มา BBC

“ร็อบ เยตเทน” สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ หนุ่มหล่ออายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เนเธอร์แลนด์

 "ร็อบ เยตเทน" สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ หนุ่มหล่ออายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เนเธอร์แลนด์

24 ก.พ. 2569 14:16 น.

“ร็อบ เยตเทน” สาบานตนรับตำแหน่งนายกฯ หนุ่มหล่ออายุน้อยที่สุดในประวัติศาสตร์เนเธอร์แลนด์

“ร็อบ เยตเทน” วัย 38 ปี จากพรรคเดโมแครตส์ 66 ขึ้นดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอย่างเป็นทางการ กลายเป็นนายกฯ อายุน้อยที่สุดของประเทศ พร้อมภารกิจหนักนำรัฐบาลเสียงข้างน้อยฝ่าด่านฝ่ายค้าน

วันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 นายร็อบ เยตเทน วัย 38 ปี สาบานตนเข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเนเธอร์แลนด์อย่างเป็นทางการ หลังพรรคเดโมแครตส์ 66 (Democrats 66) ของเขาชนะการเลือกตั้งสภาผู้แทนราษฎรเมื่อเดือนตุลาคมปีก่อน

รายงานข่าวระบุว่า พรรคของนายเยตเทนได้จัดตั้งรัฐบาลผสม 3 พรรค ร่วมกับพรรคประชาชนเพื่อเสรีภาพและประชาธิปไตย (People’s Party for Freedom and Democracy) อย่างไรก็ตาม รัฐบาลชุดใหม่เป็น “รัฐบาลเสียงข้างน้อย” ครองที่นั่งเพียง 66 จากทั้งหมด 150 ที่นั่งในสภา ซึ่งหมายความว่า ทุกครั้งที่ผลักดันวาระสำคัญ นายเยตเทนจำเป็นต้องเจรจาและขอเสียงสนับสนุนจากพรรคฝ่ายค้าน ทำให้เส้นทางบริหารประเทศเต็มไปด้วยความท้าทายทางการเมือง

โดยนอกจากสร้างสถิติเป็นนายกรัฐมนตรีอายุน้อยที่สุดของประเทศแล้ว นายเยตเทนยังเป็นนายกรัฐมนตรีที่เปิดเผยตัวว่าเป็นเกย์คนแรกของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งถือเป็นอีกก้าวสำคัญของความหลากหลายทางเพศในประเทศที่ออกกฎหมายรับรองการสมรสเพศเดียวกันเป็นชาติแรกของโลกตั้งแต่ปี 2544 

ขณะเดียวกัน การเข้ารับตำแหน่งของนายเยตเทนยังัได้รับการจับตามองทั้งในมิติการเมืองภายในประเทศ และภาพลักษณ์ความก้าวหน้าด้านสิทธิมนุษยชนของเนเธอร์แลนด์บนเวทีโลก.

ที่มา DW.com