ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันตอบรับคำเชิญ “สี จิ้นผิง” เตรียมเยือนจีนแผ่นดินใหญ่

ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันตอบรับคำเชิญ "สี จิ้นผิง" เตรียมเยือนจีนแผ่นดินใหญ่

30 มี.ค. 2569 10:42 น.

ผู้นำฝ่ายค้านไต้หวันตอบรับคำเชิญ “สี จิ้นผิง” เตรียมเยือนจีนแผ่นดินใหญ่

ประธานพรรคก๊กมินตั๋ง พรรคฝ่ายค้านหลักของไต้หวัน ยืนยันตอบรับคำเชิญ “สี จิ้นผิง” เดินทางเยือนจีนช่วงวันที่ 7-12 เมษายนนี้ หวังสร้างสะพานเชื่อมความสัมพันธ์และลดความตึงเครียด ท่ามกลางเสียงวิจารณ์หนักจากพรรครัฐบาลและการจับตามองเรื่องงบประมาณกลาโหม

พรรคก๊กมินตั๋ง (KMT) ซึ่งเป็นพรรคฝ่ายค้านหลักของไต้หวัน และสื่อทางการจีนรายงานตรงกันว่า นางเฉิง ลี่หวัน ประธานพรรค KMT ได้ตอบรับคำเชิญของประธานาธิบดี สี จิ้นผิง ในการนำคณะผู้แทนเดินทางเยือนจีนแผ่นดินใหญ่ระหว่างวันที่ 7-12 เมษายนนี้

แถลงการณ์จากพรรค KMT ระบุว่า นางเฉิง “ยินดีรับคำเชิญ” และคาดหวังว่าการเยือนครั้งนี้จะเป็นความร่วมมือของทั้งสองฝ่ายในการผลักดันความสัมพันธ์ข้ามช่องแคบอย่างสันติ ส่งเสริมการแลกเปลี่ยน และสร้างความผาสุกให้แก่ประชาชนทั้งสองฝั่ง แม้จะยังไม่มีการระบุรายละเอียดชัดเจนว่าการพบปะกับผู้นำจีนจะเกิดขึ้นที่ใด

นางเฉิง ซึ่งเข้ารับตำแหน่งประธานพรรคเมื่อเดือนพฤศจิกายนปีที่ผ่านมา ยืนกรานที่จะพบกับสี จิ้นผิง ก่อนการเดินทางเยือนสหรัฐฯ อย่างเป็นทางการ ท่ามกลางกระแสวิจารณ์ว่าเธอมีท่าที “เอนเอียงเข้าหาจีน” มากเกินไป อย่างไรก็ตาม เธอได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อต่างชาติว่า การพูดคุยกับสี จิ้นผิง มีความหมายเชิงสัญลักษณ์ที่สำคัญ และจะเป็นรากฐานสู่สันติภาพ

นางเฉิงกล่าวว่า “ฉันไม่เชื่อว่าการพบกันเพียงครั้งเดียวจะแก้ปัญหาที่สะสมมาเกือบคตวรรษได้ทั้งหมด แต่ฉันหวังว่าจะสามารถสร้างสะพานเชื่อมนั้นได้สำเร็จ” 

การเคลื่อนไหวครั้งนี้เกิดขึ้นในช่วงเวลาที่การเมืองไต้หวันกำลังร้อนแรง โดยรัฐบาลของประธานาธิบดี ไล่ ชิงเต๋อ จากพรรคประชาธิปไตยก้าวหน้า (DPP) กำลังผลักดันงบประมาณกลาโหมพิเศษมูลค่า 1.25 ล้านล้านดอลลาร์ไต้หวัน (ราว 1.28 ล้านล้านบาท) เพื่อเสริมศักยภาพกองทัพรับมือภัยคุกคามจากจีน ขณะที่พรรค KMT เสนองบประมาณที่ต่ำกว่า โดยนางเฉิงมองว่าลำพังเพียงการเพิ่มงบทางการทหารไม่สามารถสร้างสันติภาพได้ แต่ต้องใช้ “ความพยายามทางการเมือง” เป็นกุญแจสำคัญ

ทั้งนี้ จีนได้ตัดการติดต่อระดับสูงกับไต้หวันมาตั้งแต่ปี 2016 หลังจากพรรค DPP ขึ้นครองอำนาจ โดยรัฐบาลจีนมองว่าประธานาธิบดีไล่ ชิงเต๋อ เป็นพวก “แบ่งแยกดินแดน” การเดินทางไปเยือนจีนของผู้นำฝ่ายค้านในครั้งนี้จึงถูกจับตามองอย่างใกล้ชิดว่า จะส่งผลต่อคะแนนเสียงในการเลือกตั้งท้องถิ่นของไต้หวันที่กำลังจะมาถึงในช่วงปลายปีหรือไม่.

ที่มา AFP

ราคาน้ำมันเมียนมาพุ่งเกือบ 30% ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564

ราคาน้ำมันเมียนมาพุ่งเกือบ 30% ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564

30 มี.ค. 2569 10:05 น.

ราคาน้ำมันเมียนมาพุ่งเกือบ 30% ทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564

ราคาน้ำมันเมียนมาพุ่งเกือบ 30% ทะยานสูงสุดนับแต่ปี 2564 หลังรัฐสั่งจำกัดการเติมเข้มงวด ปั๊มขาดสต๊อก ประชาชนเดือดหนัก กระทบค่าครองชีพและการเกษตร

วันที่ 30 มีนาคม 2569 สำนักข่าวอิระวดี รายงานว่าสถานการณ์ราคาน้ำมันในเมียนมายังคงปรับเพิ่มต่อเนื่อง ราคาพุ่งทำสถิติสูงสุดนับตั้งแต่รัฐประหารปี 2564 พร้อมปัญหาขาดแคลนเชื้อเพลิงที่ยังคงเกิดขึ้นในหลายพื้นที่ โดยอ้างอิงข้อมูลจากสื่อภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหารระบุว่า ราคาดีเซลพรีเมียมในนครย่างกุ้งเพิ่มขึ้นจาก 4,820 จัต เป็น 6,085 จัตต่อลิตร หรือประมาณ 47 บาท ภายในข้ามคืน ขณะที่เบนซินออกเทน 95 เพิ่มจาก 3,850 เป็น 4,975 จัต หรือประมาณ 38 บาท และออกเทน 92 จาก 3,610 เป็น 4,450 จัต หรือประมาณ 34 บาท

เมื่อเทียบกับช่วงก่อนรัฐประหาร ราคาน้ำมันเพิ่มขึ้นอย่างมาก โดยในเดือนมกราคม 2564 เบนซินออกเทน 95 อยู่ที่ 765 จัตต่อลิตร และดีเซลพรีเมียมเพียง 705 จัต คิดเป็นการปรับเพิ่มขึ้นประมาณ 29-30%

ทั้งนี้ รัฐบาลทหารเมียนมาเพิ่มมาตรการควบคุมตั้งแต่ต้นสัปดาห์ จำกัดการเติมน้ำมันของรถยนต์ส่วนบุคคลไม่เกิน 2 ครั้งต่อสัปดาห์ รวม 45 ลิตร ขณะที่แท็กซี่ได้รับโควตา 110 ลิตร รถบรรทุก 150 ลิตร และรถแทรกเตอร์ 250 ลิตรต่อสัปดาห์ ส่วนรถโดยสารสาธารณะและรถพยาบาลได้รับการยกเว้น

แม้มีมาตรการควบคุมเข้มงวด แต่สถานการณ์หน้าปั๊มน้ำมันยังวุ่นวาย มีรายงานว่าประชาชนต้องต่อคิวยาวหลายชั่วโมงหรือข้ามคืน ขณะที่น้ำมันหมดภายในไม่กี่ชั่วโมงหลังเปิดให้บริการ.

ที่มา Irrawaddy

ทรัมป์อ้างสหรัฐฯ เปลี่ยนระบอบในอิหร่านแล้ว หลังผู้นำถูกสังหารหลายราย

ทรัมป์อ้างสหรัฐฯ เปลี่ยนระบอบในอิหร่านแล้ว หลังผู้นำถูกสังหารหลายราย

30 มี.ค. 2569 09:40 น.

ทรัมป์อ้างสหรัฐฯ เปลี่ยนระบอบในอิหร่านแล้ว หลังผู้นำถูกสังหารหลายราย

โดนัลด์ ทรัมป์ ชี้โครงสร้างอำนาจอิหร่านถูกกระทบหนัก หลังผู้นำหลายรายถูกสังหาร เชื่อดีลสหรัฐฯ-อิหร่านมีโอกาสเกิด แม้สถานการณ์ยังไม่แน่นอน

ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับผู้สื่อข่าวบนเครื่องบินแอร์ ฟอร์ซ วัน โดยระบุว่า โครงสร้างผู้นำเดิมของอิหร่านถูกทำลายไปเกือบทั้งหมด จากการสู้รบตลอดช่วงสงคราม 1 เดือนที่ผ่านมา

โดยเขาระบุว่า “ผมคิดว่าเราได้ทำให้เกิดการเปลี่ยนระบอบแล้ว หากดูจากสิ่งที่เกิดขึ้น เพราะผู้นำชุดแรกถูกทำลายหมด ชุดต่อมาก็เกือบทั้งหมด และตอนนี้เรากำลังเผชิญกับกลุ่มคนใหม่ที่แตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง” 

ทรัมป์ยังอ้างว่า ผู้นำระดับสูงของอิหร่านจำนวนมากถูกสังหาร เหลือเพียงไม่กี่คนที่ยังมีชีวิตอยู่ พร้อมระบุว่าระบอบเดิมเป็นสิ่งที่เลวร้ายมาก และการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นถือเป็นผลลัพธ์ที่ดีจนไม่รู้จะดีกว่านี้ได้ยังไงแล้ว

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังเปิดช่องถึงความเป็นไปได้ในการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน โดยแสดงความเชื่อมั่นว่าทั้งสองฝ่ายยังมีโอกาสสูง ที่จะบรรลุข้อตกลงร่วมกัน แม้จะยอมรับว่าสถานการณ์ยังมีความไม่แน่นอน และการเจรจากับอิหร่านยังคงคาดเดาได้ยาก.

ที่มา : BBC

“ทรัมป์” จุดชนวนอีก เสนอแผนยึดน้ำมันอิหร่าน-เกาะคาร์ก ชี้ทำได้ง่ายมาก

"ทรัมป์" จุดชนวนอีก เสนอแผนยึดน้ำมันอิหร่าน-เกาะคาร์ก ชี้ทำได้ง่ายมาก

30 มี.ค. 2569 09:19 น.

“ทรัมป์” จุดชนวนอีก เสนอแผนยึดน้ำมันอิหร่าน-เกาะคาร์ก ชี้ทำได้ง่ายมาก

ทรัมป์ เผยแนวคิดที่สร้างแรงสั่นสะเทือนทั่วโลก โดยระบุกับสื่อว่า สหรัฐฯ อาจพิจารณายึดน้ำมันของอิหร่าน รวมถึงความเป็นไปได้ในการเข้าควบคุมเกาะคาร์ก ศูนย์กลางส่งออกน้ำมันที่สำคัญที่สุดของอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ระบุว่า แนวคิดดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่สหรัฐฯ มีอยู่ โดยกล่าวว่า “บางทีเราอาจยึดเกาะคาร์ก หรืออาจไม่ยึด เรามีหลายทางเลือก” พร้อมย้ำว่าหากดำเนินการจริง สหรัฐฯ อาจจำเป็นต้องประจำกำลังอยู่ในพื้นที่ดังกล่าวเป็นระยะเวลาหนึ่ง

เมื่อถูกถามถึงศักยภาพการป้องกันของอิหร่านบนเกาะดังกล่าว ทรัมป์แสดงความเห็นว่า อิหร่านอาจไม่มีระบบป้องกันที่แข็งแกร่ง และสหรัฐฯสามารถยึดได้อย่างง่ายดาย

คำกล่าวดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดในตะวันออกกลางที่ยังคงเพิ่มสูงขึ้น โดยมีรายงานว่า สหรัฐฯ ได้ส่งกำลังทหารเพิ่มเติมอีกประมาณ 3,500 นายเข้าสู่ภูมิภาค ท่ามกลางความกังวลว่าอาจเกิดการตอบโต้จากอิหร่านต่อฐานทัพหรือกองกำลังของสหรัฐฯ

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ยังเปิดเผยว่า การเจรจาทางอ้อมระหว่างสหรัฐฯ และอิหร่าน ซึ่งมีปากีสถาน เป็นตัวกลางนั้น กำลังดำเนินไปในทิศทางที่ดี และข้อตกลงอาจเกิดขึ้นได้ค่อนข้างเร็ว แม้จะยังไม่ยืนยันว่าข้อตกลงหยุดยิงจะเกิดขึ้นในเร็ววันหรือไม่.

ที่มา : BBC

นาซาเตรียมส่งมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์ในรอบ 50 ปี ลุ้นเริ่มภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ต้นเมษายนนี้

นาซาเตรียมส่งมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์ในรอบ 50 ปี ลุ้นเริ่มภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ต้นเมษายนนี้

30 มี.ค. 2569 08:57 น.

นาซาเตรียมส่งมนุษย์กลับสู่ดวงจันทร์ในรอบ 50 ปี ลุ้นเริ่มภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ต้นเมษายนนี้

องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติสหรัฐฯ เดินหน้าภารกิจสำคัญ “อาร์เทมิส 2” (Artemis II) เตรียมส่งนักบินอวกาศเดินทางสู่ดวงจันทร์เป็นครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี

ลูกเรือทั้ง 4 คนในภารกิจ อาร์เทมิส 2 ได้เดินทางถึงฐานปล่อยจรวดที่ศูนย์อวกาศเคนเนดี รัฐฟลอริดาแล้ว ท่ามกลางความพร้อมขั้นสุดท้ายก่อนการปล่อยจริง

ภารกิจนี้นำโดย รีด ไวส์แมน ผู้บัญชาการ พร้อมลูกเรือรวม 4 คน ซึ่งเดินทางมาจากเมืองฮิวสตัน โดยถือเป็นก้าวสำคัญของโครงการอาร์เทมิส ที่มุ่งพามนุษย์กลับไปสำรวจดวงจันทร์อีกครั้ง นับตั้งแต่ภารกิจอพอลโล 17 (Apollo 17) ในปี 1972

อย่างไรก็ตาม การปล่อยจรวดต้องเผชิญความล่าช้ากว่า 2 เดือน จากปัญหาการรั่วไหลของเชื้อเพลิง รวมถึงข้อขัดข้องทางเทคนิคอื่น ๆ ส่งผลให้ต้องมีการนำจรวดเข้า-ออกโรงเก็บหลายครั้ง ขณะนี้ NASA ตั้งเป้าหมายปล่อยจรวดโดยเร็วที่สุดในช่วงต้นเดือนเมษายน โดยมีกรอบเวลาในช่วง 6 วันแรกของเดือน ก่อนจะต้องเลื่อนออกไปเกือบ 1 เดือนหากไม่สามารถปล่อยได้ทัน

สำหรับภารกิจ “อาร์เทมิส 2” จะใช้จรวด Space Launch System (SLS) พร้อมยานโอไรออน ในการนำลูกเรือบินอ้อมดวงจันทร์ในลักษณะ “สลิงช็อต” หรือการเหวี่ยงผ่านแรงโน้มถ่วง ก่อนเดินทางกลับโลก โดยจะใช้เวลารวมประมาณ 10 วัน และลงจอดในมหาสมุทรแปซิฟิก

แม้ภารกิจนี้จะไม่เข้าสู่วงโคจรรอบดวงจันทร์เหมือนภารกิจอพอลโล 8 ในปี 1968 แต่ถูกออกแบบให้มีความปลอดภัยมากขึ้น คล้ายกับเส้นทางของอพอลโล 13 ที่ใช้วิธีบินอ้อมแล้วกลับโลก

อีกหนึ่งจุดเด่นของภารกิจนี้ คือการสะท้อนความหลากหลายของสังคมยุคใหม่ โดยลูกเรือประกอบด้วยผู้หญิง ผู้มีเชื้อสายหลากหลาย และนักบินอวกาศจากแคนาดา นับเป็นก้าวสำคัญของการเปิดโอกาสในวงการอวกาศระดับโลก

ทั้งนี้ ภารกิจ “อาร์เทมิส 2” ถือเป็นหมุดหมายสำคัญของแผนระยะยาวของ NASA ที่จะนำมนุษย์กลับไปเหยียบดวงจันทร์อีกครั้งในอนาคต และปูทางสู่การสำรวจอวกาศลึก รวมถึงภารกิจไปยังดาวอังคารในระยะถัดไป.

ที่มา : CBSnews

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดีดขึ้นช่วงเปิดตลาดเอเชีย แตะ115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังอิหร่านขู่ขยายการโจมตี

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดีดขึ้นช่วงเปิดตลาดเอเชีย แตะ115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังอิหร่านขู่ขยายการโจมตี

30 มี.ค. 2569 08:57 น.

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดีดขึ้นช่วงเปิดตลาดเอเชีย แตะ115 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หลังอิหร่านขู่ขยายการโจมตี

ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกดีดขึ้นช่วงเปิดตลาดเอเชีย หลังความตึงเครียดในตะวันออกกลางพุ่งต่อเนื่อง ขณะที่อิหร่านขู่ขยายการโจมตีไปยังมหาวิทยาลัย และบ้านพักเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ-อิสราเอล

วันที่ 30 มีนาคม 2569 ราคาน้ำมันดิบตลาดโลกปรับตัวเพิ่มขึ้นอีกครั้งในช่วงเปิดการซื้อขายฝั่งเอเชีย โดยราคาน้ำมันดิบเบรนต์ ขยับขึ้นมาอยู่ที่ 115.84 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล หรือประมาณ 4,170 บาท เพิ่มขึ้น 2.9% โดยหากเทียบกับก่อนเกิดสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ ซึ่งราคาอยู่ที่ราว 72 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล หรือประมาณ 2,590 บาท จะเห็นว่าราคาน้ำมันพุ่งขึ้นอย่างมากภายในระยะเวลาเพียง 1 เดือน

ก่อนหน้านี้ ราคาน้ำมันเคยขึ้นไปแตะระดับสูงสุดที่ 118 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลเมื่อวันที่ 19 มีนาคม ที่ผ่านมา ก่อนจะอ่อนตัวลงเล็กน้อย และกลับมาปรับขึ้นอีกครั้งตามสถานการณ์ความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งปัจจัยหลักมาจากการสู้รบระหว่างสหรัฐฯ อิสราเอล และอิหร่าน ที่ยังดำเนินต่อเนื่อง ส่งผลกระทบต่อเส้นทางขนส่งพลังงานสำคัญของโลก และสร้างความกังวลต่ออุปทานน้ำมัน

ขณะเดียวกัน ล่าสุดอิหร่านส่งสัญญาณตอบโต้รุนแรงขึ้น โดยนายเอห์บราฮิม โซลฟาการี โฆษกกองบัญชาการคาทัม อัล-อันบิยา ระบุว่า อาจขยายการโจมตีไปยังมหาวิทยาลัย ตลอดจนบ้านพักของเจ้าหน้าที่และผู้นำทางการเมืองของสหรัฐฯ และอิสราเอลในภูมิภาค เพื่อตอบโต้การโจมตีที่เกิดขึ้นก่อนหน้า.

ที่มา BBC

2 รัฐออสเตรเลีย ให้ขึ้นรถสาธารณะฟรี หลังสงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง

2 รัฐออสเตรเลีย ให้ขึ้นรถสาธารณะฟรี หลังสงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง

30 มี.ค. 2569 05:58 น.

2 รัฐออสเตรเลีย ให้ขึ้นรถสาธารณะฟรี หลังสงครามดันราคาน้ำมันพุ่ง

2 รัฐในออสเตรเลียให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะได้ฟรี เพื่อจูงใจให้ประชาชนลดการใช้รถยนต์ส่วนตัว ท่ามกลางภาวะสงครามในตะวันออกกลางซึ่งทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูง

เมื่อ 29 มี.ค. 2569 ทางการรัฐวิกตอเรีย ซึ่งเป็นที่ตั้งของเมืองเมลเบิร์น ระบุว่า จะเปิดให้ประชาชนใช้บริการขนส่งสาธารณะทั้ง รถไฟ รถราง และรถประจำทาง ได้ฟรีตั้งแต่วันอังคารนี้ (31 มี.ค.) ไปจนตลอดเดือนเมษายน

“สิ่งนี้อาจไม่ได้แก้ทุกปัญหา แต่เป็นขั้นตอนที่ทำได้ทันทีเพื่อช่วยเหลือชาววิกตอเรียในขณะนี้” จาซินตา อัลลัน หัวหน้ารัฐบาลรัฐวิกตอเรียกล่าว

ในขณะเดียวกัน รัฐบาลแทสเมเนีย ซึ่งเป็นรัฐเกาะนอกชายฝั่งแผ่นดินใหญ่ของออสเตรเลีย ประกาศว่าประชาชนจะสามารถใช้บริการรถโค้ช รถประจำทาง และเรือข้ามฟากได้โดยไม่มีค่าใช้จ่าย ตั้งแต่วันจันทร์นี้ไปจนถึงสิ้นเดือนมิถุนายน

“เราทราบดีว่าราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นส่งผลกระทบต่อค่าใช้จ่ายในครัวเรือน นั่นคือเหตุผลที่เราตัดสินใจดำเนินการอย่างเด็ดขาดอีกครั้งเพื่อปกป้องชาวแทสเมเนีย” เจเรมี ร็อกลิฟฟ์ หัวหน้ารัฐบาลรัฐแทสเมเนียกล่าว

นอกจากนี้ รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของแทสเมเนียยังระบุว่า รถโรงเรียนที่เคยต้องเสียค่าใช้จ่ายจะเปลี่ยนมาให้บริการฟรี ซึ่งจะช่วยประหยัดเงินให้ผู้ใช้บริการได้ถึง 20 ดอลลาร์ออสเตรเลีย (ราว 450 บาท) ต่อสัปดาห์

อย่างไรก็ตาม รัฐบาลในรัฐอื่น ๆ ยังคงปฏิเสธที่จะดำเนินตามมาตรการนี้ โดยรัฐนิวเซาท์เวลส์ ซึ่งเป็นที่ตั้งของนครซิดนีย์ ระบุว่าทางรัฐกำลังสำรองงบประมาณไว้เพื่อรองรับความต้องการใช้บริการขนส่งสาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น

ด้านรัฐเซาท์ออสเตรเลียระบุว่า กำลังขยายจำนวนบัตรโดยสารสำหรับผู้สูงอายุพร้อมกับแบกรับต้นทุนน้ำมันที่สูงขึ้น ขณะที่โฆษกของรัฐควีนส์แลนด์ให้สัมภาษณ์กับ SBS News โดยชี้ให้เห็นว่าทางรัฐได้เริ่มใช้ค่าโดยสารราคาคงที่ 50 เซนต์มาตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์ปีที่แล้ว

ส่วนนาย โรเจอร์ คุก หัวหน้ารัฐบาลรัฐเวสเทิร์นออสเตรเลีย กล่าวว่ารัฐของเขาได้ลดค่าโดยสารลงไปก่อนหน้านี้แล้ว และค่าโดยสารในตอนนี้ก็ต่ำที่สุดนับตั้งแต่ยุค 80

ทั้งนี้ ออสเตรเลียเป็นหนึ่งในหลายประเทศที่เผชิญกับราคาน้ำมันที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง นับตั้งแต่เริ่มเกิดสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอลกับอิหร่าน รวมถึงการปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นายกรัฐมนตรีแอนโทนี อัลบาเนซี ของออสเตรเลีย พยายามสร้างความมั่นใจให้กับผู้ใช้รถเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา หลังจากมีรายงานเรื่องการแห่ซื้อน้ำมันด้วยความตื่นตระหนก (Panic-buying) และสถานีบริการน้ำมันหลายแห่งเริ่มไม่มีน้ำมันเหลือให้จำหน่าย

ราคาเฉลี่ยของน้ำมันเบนซินในออสเตรเลียพุ่งสูงขึ้นเป็น 2.38 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อลิตร เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา ซึ่งเพิ่มขึ้นจากประมาณ 2.09 ดอลลาร์ออสเตรเลียในช่วงที่สงครามเริ่มต้นขึ้นเมื่อหนึ่งเดือนก่อน ตามข้อมูลจากสถาบันปิโตรเลียมแห่งออสเตรเลีย

รัฐบาลออสเตรเลียระบุว่า ปัญหาไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนสินค้า แต่เป็นการที่ราคาน้ำมันในตลาดโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง ซึ่งส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังราคาเชื้อเพลิงที่กลั่นออกมาจากน้ำมันดิบเหล่านั้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สะเทือนอิตาลี ภาพวาดฝีมือ 3 ศิลปินดัง ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์

สะเทือนอิตาลี ภาพวาดฝีมือ 3 ศิลปินดัง ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์

30 มี.ค. 2569 05:26 น.

สะเทือนอิตาลี ภาพวาดฝีมือ 3 ศิลปินดัง ถูกขโมยจากพิพิธภัณฑ์

ไอ้โม่ง 4 คนบุกขโมยภาพวาดฝีมือเรอนัวร์ (Renoir), เซซาน (Cézanne) และมาติส (Matisse) มูลค่าหลายล้านยูโรไปจากพิพิธภัณฑ์ใกล้เมืองปาร์มา ประเทศอิตาลี

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ชายสวมหน้ากาก 4 คน บุกเข้าไปในวิลล่าของมูลนิธิมาญญานี รอกก้า (Magnani Rocca) และขโมยภาพ “Les Poissons” โดยปีแอร์-โอกุสต์ เรอนัวร์, ภาพ “Still Life with Cherries” โดยพอล เซซาน และภาพ “Odalisque on the Terrace” โดยอ็องรี มาติส ไป

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นเมื่อ 22 มี.ค. 2569 แต่เพิ่งมีการเปิดเผยออกมาในวันอาทิตย์ (29 มี.ค.) โดยสื่ออิตาลีรายงานว่า แก๊งคนร้ายใช้เวลาปฏิบัติการเพียง 3 นาทีเท่านั้น ก่อนจะถูกขัดจังหวะด้วยระบบสัญญาณกันขโมยของพิพิธภัณฑ์ ทำให้พวกเขาไม่สามารถขโมยผลงานชิ้นอื่นเพิ่มไปได้มากกว่านี้

สถาบันศิลปะแห่งนี้ถือเป็นเหยื่อรายล่าสุดของการโจรกรรมระดับโลก ตามหลังเหตุการณ์ปล้นอัญมณีล้ำค่าที่พิพิธภัณฑ์ลูฟร์ในกรุงปารีสเมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

รายงานระบุว่า หัวขโมยในเหตุการณ์เมื่อสุดสัปดาห์ที่แล้วบุกเข้าไปทางประตูหลักของวิลล่า “Villa dei Capolavori” ซึ่งตั้งอยู่ท่ามกลางชนบทของเมืองปาร์มา ก่อนจะตรงเข้าฉกภาพวาดจาก “ห้องฝรั่งเศส” (French Room) บนชั้นหนึ่งของอาคาร

ทางมูลนิธิให้ข้อมูลว่า แก๊งนี้ดูมี “โครงสร้างและแผนงานที่เป็นระบบ” และดูเหมือนตั้งใจจะขโมยภาพไปมากกว่านี้ หากสัญญาณกันขโมยของคอลเลกชันส่วนตัวไม่ดังขึ้นและมีการแจ้งตำรวจเสียก่อน

TGR สถานีโทรทัศน์สาธารณะระดับภูมิภาคของอิตาลีรายงานว่า คนร้ายหลบหนีไปได้ด้วยการปีนข้ามรั้ว โดยมีการประเมินว่าภาพวาดที่ถูกขโมยไปมีมูลค่ารวมกันถึง 9 ล้านยูโร (ราว 340 ล้านบาท) โดยเฉพาะภาพ Les Poissons เพียงภาพเดียวก็มีมูลค่าสูงถึง 6 ล้านยูโร ทำให้นี่เป็นหนึ่งในการโจรกรรมงานศิลปะครั้งใหญ่ที่สุดในอิตาลี

ขณะนี้ คาราบินิเอรี (Carabinieri) หรือตำรวจสารวัตรทหารของอิตาลี และหน่วยคุ้มครองมรดกทางวัฒนธรรมแห่งโบโลญญา กำลังอยู่ระหว่างการสืบสวนข้อเท็จจริงของเหตุการณ์นี้ เพื่อตามล่าตัวคนร้ายต่อไป

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิหร่านผุดแคมเปญรับอาสาสมัครความมั่นคง-สนับสนุน อายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป

อิหร่านผุดแคมเปญรับอาสาสมัครความมั่นคง-สนับสนุน อายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป

30 มี.ค. 2569 04:46 น.

อิหร่านผุดแคมเปญรับอาสาสมัครความมั่นคง-สนับสนุน อายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป

สื่ออิหร่านผุดแคมเปญรับอาสาสมัครเพื่อมาช่วยเหลือในด้านต่างๆ รวมถึงความมั่นคงและการสนับสนุน เช่น หน่วยลาดตระเวน โดยจะรับตั้งแต่ผู้มีอายุ 12 ปีขึ้นไป

สำนักข่าว Defa Press ซึ่งเป็นสื่อในเครือกองทัพอิหร่าน เผยแพร่แคมเปญลงทะเบียนอาสาสมัครระลอกใหม่ในกรุงเตหะราน ซึ่งอนุญาตให้ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป สามารถลงชื่อเข้าร่วมบทบาทที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมด้านความมั่นคงและการสนับสนุนได้

Defa Press โพสต์ในสัปดาห์นี้ระบุว่า โครงการริเริ่มนี้ประกาศโดยกองกำลังกึ่งทหารของอิหร่านที่รู้จักกันในชื่อ “บาซิจ” (Basij) ภายใต้หัวข้อ “นักรบผู้พิทักษ์มาตุภูมิเพื่ออิหร่าน” โดยมีการประชาสัมพันธ์แคมเปญภายใต้สโลแกนหลักว่า “เพื่ออิหร่าน”

เจ้าหน้าที่อธิบายว่า ความพยายามนี้เป็นวิธีการระดมความช่วยเหลือจากสาธารณชนและดึงเอาความสามารถของพลเมืองมาใช้ในหลายด้าน รวมถึงงานที่เกี่ยวข้องกับการป้องกันประเทศ การสนับสนุนด้านการขนส่ง และงานบรรเทาทุกข์

Defa Press รายงานว่าบุคคลที่มีอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป มีสิทธิ์ลงทะเบียนเข้าร่วมแคมเปญนี้ได้

รายละเอียดเพิ่มเติมเกี่ยวกับโครงการนี้ปรากฏอยู่ในคลิปวิดีโอที่แชร์โดย Tasnim News สำนักข่าวกึ่งทางการของอิหร่าน ซึ่งดูเหมือนจะเป็นช่วงหนึ่งจากสถานีวิทยุและโทรทัศน์แห่งสาธารณรัฐอิสลามอิหร่าน (IRIB) ของรัฐบาลที่กำลังหารือเกี่ยวกับโปรแกรมดังกล่าว โดยมีการระบุถึงบทบาทที่เป็นไปได้หลายอย่างสำหรับอาสาสมัคร

ในบรรดาตำแหน่งที่กล่าวถึงนั้น รวมถึงการเข้าร่วมใน “หน่วยลาดตระเวนข่าวกรอง” หน่วยลาดตระเวนปฏิบัติการ และการปฏิบัติหน้าที่ ณ จุดตรวจ ซึ่งบ่งชี้ว่าอาสาสมัครบางส่วนอาจมีส่วนร่วมในกิจกรรมที่เกี่ยวข้องกับการเฝ้าระวังหรือการปฏิบัติการด้านความมั่นคงในท้องถิ่น

ที่ผ่านมา อิหร่านเคยพึ่งพาโครงสร้างการระดมพลมวลชนที่เชื่อมโยงกับเครือข่ายกึ่งทหาร โดยเฉพาะกลุ่มบาซิจ ซึ่งดำเนินงานภายใต้กองกำลังพิทักษ์ปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มาแล้ว และมีประวัติในการรับสมัครอาสาสมัครทั้งในช่วงสงครามและเพื่อบทบาทด้านความมั่นคงภายในประเทศมาอย่างยาวนาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ปากีสถานพร้อมจัดเวทีเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

ปากีสถานพร้อมจัดเวทีเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

30 มี.ค. 2569 02:22 น.

ปากีสถานพร้อมจัดเวทีเจรจาสหรัฐฯ-อิหร่าน ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

รัฐมนตรีของปากีสถานประกาศว่า ทั้งอิหร่านและสหรัฐฯ ต่างแสดงความเชื่อมั่นให้ปากีสถานเป็นผู้อำนวยการความสะดวกในการเจรจา ซึ่งปากีสถานก็พร้อมที่จะจัดเวทีเจรจาในอีกไม่กี่วันข้างหน้า

เมื่อ 29 มี.ค. 2569 ปากีสถานระบุว่า พวกเขาพร้อมที่จะเป็นเจ้าภาพและอำนวยความสะดวกในการเจรจาระหว่างสหรัฐอเมริกาและอิหร่าน “ในอีกไม่กี่วันข้างหน้า” หลังจากเสร็จสิ้นการประชุมสี่ฝ่าย ณ กรุงอิสลามาบัด ร่วมกับรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และอียิปต์ เพื่อหาทางลดระดับความรุนแรงและยุติสงครามในตะวันออกกลาง

“ปากีสถานรู้สึกเป็นเกียรติที่จะได้เป็นเจ้าภาพและอำนวยความสะดวกในการเจรจาที่มีความหมายระหว่างทั้งสองฝ่ายในอีกไม่กี่วันข้างหน้า เพื่อหาข้อตกลงที่ครอบคลุมและยั่งยืนสำหรับความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่” นายอิสฮาค ดาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศของปากีสถานระบุในแถลงการณ์

นายดาร์ยังระบุด้วยว่า เขาได้สรุปข้อมูลให้รัฐมนตรีที่มาเยือนได้รับทราบเกี่ยวกับโอกาสที่จะเกิดการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ในกรุงอิสลามาบัด พร้อมเสริมว่ารัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบีย ตุรกี และอียิปต์ ต่างแสดงความ “สนับสนุนอย่างเต็มที่” ต่อความคิดริเริ่มนี้

นายดาร์กล่าวอีกว่า ทั้งอิหร่านและสหรัฐอเมริกา “ต่างแสดงการสนับสนุนและความมั่นใจอย่างเต็มที่ต่อความพยายามของเรา” ในการอำนวยความสะดวกให้เกิดการเจรจา

อย่างไรก็ตาม ไม่มีการระบุว่าทางอิหร่านหรือสหรัฐฯ ได้ยืนยันอย่างเป็นทางการแล้วหรือไม่ว่าจะเข้าร่วมในการเจรจาสันติภาพดังกล่าว

นอกจากนั้น นายดาร์ยังเปิดเผยว่าเขาได้พูดคุยทางโทรศัพท์กับ นายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศของจีน และนายอันโตนิโอ กูเตอร์เรส เลขาธิการสหประชาชาติแล้ว ซึ่งทั้งสองฝ่ายต่างให้การสนับสนุนความคิดริเริ่มของปากีสถานในครั้งนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn