เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ

เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ

26 ก.พ. 2569 11:22 น.

เปรูประกาศภาวะฉุกเฉินกว่า 700 เขต ฝนถล่ม-ดินถล่ม คร่าแล้ว 68 ศพ

รัฐบาลเปรูประกาศภาวะฉุกเฉินในกว่า 700 เขตทั่วประเทศ หลังเผชิญฝนตกหนัก ดินถล่ม และน้ำท่วมรุนแรง ซึ่งทางการระบุว่าเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญชายฝั่ง จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 รัฐบาลเปรูประกาศภาวะฉุกเฉินในกว่า 700 เขตทั่วประเทศ หลังเผชิญฝนตกหนัก ดินถล่ม และน้ำท่วมรุนแรง ซึ่งทางการระบุว่าเชื่อมโยงกับปรากฏการณ์เอลนีโญชายฝั่ง (El Niño Costero) จากอุณหภูมิน้ำทะเลที่สูงขึ้น โดยพื้นที่ที่ประกาศภาวะฉุกเฉินครอบคลุมชายฝั่งแปซิฟิก เทือกเขาแอนดีส และลุ่มน้ำอเมซอน เกือบครึ่งหนึ่งของเขตการปกครองทั้งประเทศ

โดยคำสั่งนี้ลงนามโดยประธานาธิบดีรักษาการโฮเซ่ มาเรีย บาลคาซาร์ และประกาศในราชกิจจานุเบกษา มีเป้าหมายเร่งจัดสรรงบประมาณให้หน่วยงานท้องถิ่นและภูมิภาค เพื่อซ่อมแซมโครงสร้างพื้นฐานสำคัญ ทั้งสะพาน ถนน ระบบน้ำ และไฟฟ้า พร้อมคุ้มครองชีวิตและสุขภาพประชาชน

ด้านกระทรวงคมนาคมเปรูระบุว่า ถนนทั่วประเทศเสียหายแล้วราว 931 กิโลเมตร โดยเฉพาะใน 4 ภูมิภาคที่ได้รับผลกระทบหนัก เส้นทางเหล่านี้รองรับประชาชนกว่า 500,000 คนต่อสัปดาห์

ขณะที่ยอดผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติที่เกี่ยวข้องกับฝนตั้งแต่เดือนธันวาคมเพิ่มเป็นอย่างน้อย 68 ศพ รายล่าสุดรวมถึงพ่อและลูกชายที่ถูกดินถล่มพัดหายในแคว้นอาเรกีปา และตำรวจนายหนึ่งในกรุงลิมาที่จมน้ำในแม่น้ำรีมัก ขณะพยายามช่วยสุนัขที่ติดอยู่ท่ามกลางกระแสน้ำเชี่ยว.

ที่มา AP 

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มตลาดรัฐยะไข่ สังเวยพลเรือน 18 ศพ รวมไปถึงเด็ก 4 ศพ

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มตลาดรัฐยะไข่ สังเวยพลเรือน 18 ศพ รวมไปถึงเด็ก 4 ศพ

26 ก.พ. 2569 10:45 น.

กองทัพเมียนมาทิ้งระเบิดถล่มตลาดรัฐยะไข่ สังเวยพลเรือน 18 ศพ รวมไปถึงเด็ก 4 ศพ

กองทัพเมียนมารุกหนัก ส่งเครื่องบินทิ้งระเบิดถล่มตลาดในรัฐยะไข่ พลเรือนดับ 18 ศพ รวมไปถึงเด็ก 4 ศพ ขณะที่สถานการณ์สู้รบหนักหน่วงเพื่อช่วงชิง 14 เมือง จากทั้งหมด 17 เมืองกลับคืน

วันที่ 25 กุมภาพันธ์ 2569 เว็บไซต์ข่าวอิสระวดี รายงานว่า กองทัพเมียนมาได้ส่งเครื่องบินบรรทุกระเบิดไปโจมตีฐานที่มั่นของกองกำลังชาติพันธุ์อาระกัน หรือ เอเอ ในเมืองพอนนาจุน รัฐยะไข่ แต่กลับไปทิ้งระเบิดลงกลางตลาด ทำให้มีพลเรือนเสียชีวิต 18 ศพ ในจำนวนนี้เป็นเด็ก 4 ศพ อายุระหว่าง 6-15 ปี และมีผู้บาดเจ็บอีก 15 คน ในจำนวนนี้เป็นเด็กเล็กอายุ 4-7 ปี จำนวน 3 คน

โดยกลุ่มเอเอ และสมาคมเยาวชนพอนนาจุน หรือพีวายเอ เปิดเผยว่า เครื่องบินรบได้ทิ้งระเบิด 300 ปอนด์ จำนวน 2 ลูกลงที่ตลาดของหมู่บ้านยออู เมื่อเวลาประมาณ 14.00 น.  

นายโก เพียว เนียง ประธานกลุ่มพีวายเอ เปิดเผยว่า ระบอบเผด็จการได้พุ่งเป้าสังหารพลเรือน เพราะไม่เคยรู้รบชนะเลย พร้อมขอประณามการก่ออาชญากรรมต่อมนุษยชาติแบบนี้ 

สถานการณ์ในรัฐยะไข่ของเมียนมาตึงเครียดหนัก หลังรัฐบาลทหารเดินหน้าปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายพลเรือนอย่างต่อเนื่อง ภายหลังสูญเสียพื้นที่ 14 จาก 17 เมืองให้กับกองทัพชาติพันธุ์อาระกัน  

ทางด้านนายอู ไว ฮุน อ่อง นักเขียนชาวยะไข่ซึ่งจัดระดมเงินช่วยเหลือผู้ประสบภัย เปิดเผยว่า เมื่อเดินทางไปถึงจุดเกิดเหตุ พบว่าบ้านเรือนรอบตลาดอย่างน้อย 13 หลังถูกทำลาย และอีกหลายหลังได้รับความเสียหายหนัก

ขณะเดียวกันกองทัพอาระกัน ระบุว่า เกือบตลอดปีที่แล้ว ระหว่างวันที่ 3 มกราคม ถึง 28 พฤศจิกายน รัฐบาลทหารได้โจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายพลเรือนในรัฐยะไข่ถึง 92 ครั้ง ทำให้มีผู้เสียชีวิต 192 ศพ และบาดเจ็บกว่า 500 ราย ส่วนระหว่างวันที่ 10 ธันวาคม ถึง 12 กุมภาพันธ์ ที่ผ่านมามีการโจมตีทางอากาศใส่เป้าหมายพลเรือนทั่วประเทศอย่างน้อย 15 ครั้ง ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 71 ศพ และบาดเจ็บอีกหลายสิบคน

ทั้งนี้ รัฐยะไข่เป็นพื้นที่ที่มีผู้เสียชีวิตมากที่สุด โดยเฉพาะเหตุการณ์เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม ที่โรงพยาบาลในเขตมรัคอู ถูกโจมตี คร่าชีวิตคนไข้ ญาติ และเจ้าหน้าที่รวม 33 ศพ บาดเจ็บกว่า 70 ราย ขณะที่สถานการณ์ในพื้นที่ยังคงน่าวิตก ประชาชนจำนวนมากต้องเผชิญความสูญเสียท่ามกลางการสู้รบที่ยืดเยื้อ.

พีต้าแถลงเดือด จี้สวนสัตว์ญี่ปุ่นย้ายพันช์คุงด่วน จี้ถูกเลี้ยงในบ่อคอนกรีต ขาดสภาพธรรมชาติ

พีต้าแถลงเดือด จี้สวนสัตว์ญี่ปุ่นย้ายพันช์คุงด่วน จี้ถูกเลี้ยงในบ่อคอนกรีต ขาดสภาพธรรมชาติ

26 ก.พ. 2569 10:23 น.

พีต้าแถลงเดือด จี้สวนสัตว์ญี่ปุ่นย้ายพันช์คุงด่วน จี้ถูกเลี้ยงในบ่อคอนกรีต ขาดสภาพธรรมชาติ

กระแสไวรัล “พันช์คุง” ลูกลิงน้อยขวัญใจโซเชียล จุดชนวนดราม่าร้อนแรง เมื่อองค์กรพิทักษ์สัตว์ระดับโลกอย่าง PETA ออกแถลงการณ์วิพากษ์วิจารณ์สภาพความเป็นอยู่ของลูกลิงในสวนสัตว์ญี่ปุ่นอย่างเผ็ดร้อน

องค์กรพิทักษ์สัตว์ พีต้า (PETA) ออกแถลงการณ์วิจารณ์สวนสัตว์อิชิกาวะของญี่ปุ่น จากกรณี ที่ได้เห็นพันช์คุง ลูกลิงหิมะญี่ปุ่นอยู่ในสภาพแวดล้อมที่เต็มไปด้วยคอนกรีต ไม่ใช้สภาพแวดล้อมตามธรรมชาติ ไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในกรงขัง พร้อมย้ำว่าสวนสัตว์ไม่ใช่สถานพักพิง แต่เป็นสถานที่กักขังสัตว์ ทำให้พวกมันถูกจำกัดอิสรภาพ และถูกพรากจากสภาพแวดล้อมตามธรรมชาติและชีวิตทางสังคมที่ควรมี

โดยกรณีของพันช์คุง พีต้ามองว่านี่อาจเป็นภาพสะท้อนของความเครียด ความโดดเดี่ยว และการสูญเสียของลูกลิงหิมะ ซึ่งตามธรรมชาติควรเติบโตในฝูงครอบครัวที่เหนียวแน่น เรียนรู้ทักษะทางสังคม และใช้ชีวิตในป่าที่อุดมสมบูรณ์ ไม่ใช่หาความสบายใจจากตุ๊กตาในพื้นที่ปิดทึบ

พีต้ายังยกตัวอย่างกรณี “หมูเด้ง” ฮิปโปโปเตมัสแคระที่เคยเป็นไวรัลก่อนหน้านี้ ซึ่งกระแสความสนใจจากสาธารณชนลดลงอย่างรวดเร็ว แต่ตัวสัตว์ยังคงต้องใช้ชีวิตในกรงต่อไปตลอดชีวิต

องค์กรระบุว่าชื่อเสียงในโลกออนไลน์ไม่ได้เปลี่ยนความจริงของการถูกกักขัง และยังอาจยิ่งกระตุ้นให้สถานที่เลี้ยงสัตว์เพาะพันธุ์ลูกสัตว์ออกมาโชว์เพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว เพิ่มยอดขายบัตรเข้าชม ขณะที่สัตว์ต้องรับภาระผลกระทบระยะยาว

ในแถลงการณ์พีต้าได้เรียกร้องให้สวนสัตว์อิชิคาวะ ซิตี้ดำเนินการย้ายพันช์คุงไปยังสถานพักพิงสัตว์ที่ได้มาตรฐาน ซึ่งมีพื้นที่กว้างขวาง เป็นธรรมชาติมากกว่า มีความเป็นส่วนตัว และเปิดโอกาสให้เขาได้สร้างความสัมพันธ์ทางสังคมที่เหมาะสมกับสายพันธุ์

องค์กรย้ำว่า ตราบใดที่ยังมีการปฏิบัติต่อสัตว์ที่มีความรู้สึกนึกคิด ในฐานะ “สิ่งดึงดูดนักท่องเที่ยว” เรื่องราวเช่นนี้จะยังคงเกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า.

ที่มา : PETA

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ พันช์คุง

“คิม จองอึน” ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ หากเลิกนโยบายเป็นศัตรู

"คิม จองอึน" ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ หากเลิกนโยบายเป็นศัตรู

26 ก.พ. 2569 09:19 น.

“คิม จองอึน” ส่งสัญญาณพร้อมเจรจาสหรัฐฯ หากเลิกนโยบายเป็นศัตรู

“คิม จองอึน” ผู้นำเกาหลีเหนือเปิดช่องฟื้นสัมพันธ์สหรัฐฯ พร้อมเจรจาหากเลิกนโยบายเป็นศัตรู แต่ย้ำเกาหลีใต้เป็น ศัตรูถาวร พร้อมเดินหน้าพัฒนาด้านนิวเคลียร์ต่อ

วันที่ 26 กุมภาพันธ์ 2569 สำนักข่าวกลางเกาหลี หรือ เคซีเอ็นเอ รายงานว่า นายคิม จองอึน ผู้นำสูงสุดของเกาหลีเหนือ ระบุว่า เกาหลีเหนือไม่มีเหตุผลใดที่จะไม่อยู่ร่วมกับสหรัฐฯ หากสหรัฐฯ ยอมเคารพสถานะของเกาหลีเหนือและยุตินโยบายเป็นปรปักษ์ต่อกัน

คำกล่าวของผู้นำเกาหลีเหนือมีขึ้นระหว่างการประชุมทบทวนนโยบายในที่ประชุมใหญ่สมัชชาพรรคแรงงานเกาหลี ครั้งที่ 9 ซึ่งจัดขึ้นตลอดสัปดาห์ที่ผ่านมา โดยนายคิมระบุว่า ความสัมพันธ์เกาหลีเหนือ–สหรัฐฯ ขึ้นอยู่กับท่าทีของสหรัฐฯ เป็นหลัก พร้อมเตือนว่าหากสหรัฐฯ ยังคงจุดยืนเผชิญหน้าก็จะได้รับการตอบโต้ที่สมน้ำสมเนื้อ 

ขณะที่ถ้อยแถลงนี้ถูกมองว่าเป็นการเปิดประตูสำหรับการเจรจากับรัฐบาลของโดนัลด์ ทรัมป์ ซึ่งมีกำหนดเดินทางเยือนจีนในเดือนเมษายน ท่ามกลางการคาดการณ์ว่าอาจเป็นโอกาสฟื้นการเจรจาระดับผู้นำอีกครั้ง

ขณะที่บรรดาผู้เชี่ยวชาญต่างมองว่า ท่าทีล่าสุดสะท้อนยุทธศาสตร์สองทางของเกาหลีเหนือ ที่เปิดช่องต่อรองกับสหรัฐฯ แต่ในขณะเดียวกันิก็เดินหน้ากดดันเกาหลีใต้ควบคู่ไปกับการเสริมกำลังทางทหาร.

ที่มา Yonhab

ระทึกกลางสี่แยก! หลุมยุบยักษ์กลืนรถ 2 คันต่อหน้าต่อตาในสหรัฐฯ สั่งปิดถนนเสี่ยงทรุดเพิ่ม

ระทึกกลางสี่แยก! หลุมยุบยักษ์กลืนรถ 2 คันต่อหน้าต่อตาในสหรัฐฯ สั่งปิดถนนเสี่ยงทรุดเพิ่ม

26 ก.พ. 2569 08:52 น.

ระทึกกลางสี่แยก! หลุมยุบยักษ์กลืนรถ 2 คันต่อหน้าต่อตาในสหรัฐฯ สั่งปิดถนนเสี่ยงทรุดเพิ่ม

เกิดเหตุสุดช็อกที่รัฐเนบราสกา สหรัฐอเมริกา เมื่อเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่กลางถนน กลืนรถยนต์ 2 คันที่กำลังจอดติดสัญญาณไฟแดงต่อหน้าต่อตาผู้ใช้ถนน สร้างความแตกตื่นไปทั่วบริเวณ

เกิดเหตุการณ์ไม่คาดคิด บริเวณสี่แยกในเมืองโอมาฮา รัฐเนบราสกาของสหรัฐฯ  เมื่อเกิดหลุมยุบขนาดใหญ่กลางถนน กลืนรถยนต์ 2 คันที่กำลังจอดติดสัญญาณไฟแดงอยู่ โดยเจ้าหน้าที่ตำรวจระบุว่า คนขับรถทั้งสองรายสามารถปีนออกจากตัวรถและออกจากหลุมยุบได้ด้วยตนเอง ก่อนที่หน่วยกู้ภัยจะมาถึงที่เกิดเหตุ โดยไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ 

หลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ได้ใช้รถลากนำรถทั้งสองคันขึ้นจากหลุม พร้อมเริ่มรื้อแผ่นคอนกรีตบริเวณปากหลุมเพื่อตรวจสอบความเสียหายและประเมินความมั่นคงของโครงสร้างถนน ขณะเดียวกันทางการเตือนว่าถนนช่วงดังกล่าวอาจต้องปิดการจราจรเป็นเวลาหลายวันเพื่อประเมินความเสี่ยง พร้อมเตือนผู้ขับขี่ให้หลีกเลี่ยงพื้นที่โดยรอบ เนื่องจากยังมีความเป็นไปได้ที่หลุมยุบจะขยายตัวเพิ่ม หากโครงสร้างใต้ดินยังไม่มั่นคง โดยจะประเมินความปลอดภัยก่อนเปิดถนนอีกครั้ง

ผู้เชี่ยวชาญด้านธรณีวิทยาอธิบายว่า หลุมยุบ มักเกิดจากการกัดเซาะของน้ำใต้ดินที่ชะล้างชั้นดินหรือหินปูนด้านล่าง จนเกิดโพรงขนาดใหญ่ เมื่อพื้นผิวด้านบนรับน้ำหนักไม่ไหวจึงทรุดตัวลงอย่างฉับพลัน โดยเฉพาะหลังฝนตกหนักหรือท่อสาธารณูปโภคใต้ดินแตกรั่ว ก็อาจเร่งให้เกิดการยุบตัวได้

เหตุการณ์ครั้งนี้ตอกย้ำความเสี่ยงด้านโครงสร้างพื้นฐานในหลายเมืองของสหรัฐฯ ที่มีระบบท่อเก่าและเผชิญความผันผวนของสภาพอากาศมากขึ้น ผู้เชี่ยวชาญแนะให้เมืองต่าง ๆ เร่งตรวจสอบโครงสร้างใต้ดินอย่างสม่ำเสมอ เพื่อลดความเสี่ยงอุบัติเหตุร้ายแรงในอนาคต.

ที่มา : AP

คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ หลุมยุบ

ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย

ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย

26 ก.พ. 2569 05:46 น.

ยามฝั่งคิวบา ยิงสปีดโบ๊ทจดทะเบียนในสหรัฐฯ ดับ 4 ศพเจ็บ 6 ราย

คิวบาอ้างว่า หน่วยยามฝั่งของพวกเขายิงปะทะกับคนบนเรือสปีดโบ๊ท ซึ่งจดทะเบียนในสหรัฐฯ และแล่นเข้ามาในน่านน้ำของคิวบา ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีก 6 ราย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 25 ก.พ. 2569 ว่า รัฐบาลคิวบาเปิดเผยว่า หน่วยยามฝั่งของพวกเขายิงปืนเข้าใส่เรือสปีดโบ๊ทลำหนึ่ง ซึ่งจดทะเบียนในสหรัฐฯ และแล่นเข้ามาในน่านน้ำของคิวบา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตแล้ว 4 ศพ บาดเจ็บอีก 6 ราย

ในแถลงการณ์ที่โพสต์บน X กระทรวงมหาดไทยของคิวบาระบุว่า เรือที่จดทะเบียนในรัฐฟลอริดา หมายเลขทะเบียน FL7726SH ถูกตรวจพบใกล้กับเกาะ กาโย ฟัลโกเนส ของจังหวัดบียากลารา ตอนกลางของประเทศ เมื่อเช้าวันพุธที่ผ่านมา

เมื่อเรือของคิวบาที่มีเจ้าหน้าที่ยามฝั่ง 5 นายพยายามเข้าประชิดเรือลำดังกล่าวเพื่อตรวจสอบ คนบนเรือสปีดโบ๊ทกลับเปิดฉากยิง จนทำให้ผู้บัญชาการของฝ่ายคิวบาได้รับบาดเจ็บ 1 นาย เจ้าหน้าที่คิวบาจึงเปิดฉากยิงตอบโต้ จนมีผู้เสียชีวิต 4 ราย และบาดเจ็บอีก 6 รายดังกล่าว

ผู้ที่ได้รับบาดเจ็บทั้งหมดได้รับการเคลื่อนย้ายและส่งตัวไปรับความช่วยเหลือทางการแพทย์แล้ว โดยที่ตอนนี้ยังไม่แน่ชัดว่า ผู้โดยสารบนเรือสปีดโบ๊ทเป็นใคร รวมถึงจุดประสงค์ที่เรือลำนี้เข้ามาในพื้นที่ดังกล่าว โดยรัฐบาลคิวบาระบุว่า ได้เริ่มดำเนินการสอบสวนเพื่อไขข้อเท็จจริงของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นแล้ว

ด้าน นายคาร์ลอส กิเมเนซ สมาชิกสภาคองเกรสจากรัฐฟลอริดา ซึ่งเป็นชาวอเมริกันเชื้อสายคิวบา และอดีตนายกเทศมนตรีเมืองไมอามี กล่าวว่าเขาจะเรียกร้องให้มีการสอบสวนเหตุการณ์นี้ ซึ่งเขากล่าวหาว่าเป็นการ “สังหารหมู่” และย้ำว่า ทางการสหรัฐฯ “ต้องระบุให้ได้ว่ามีเหยื่อรายใดที่เป็นพลเมืองสหรัฐฯ หรือผู้ที่พำนักในสหรัฐฯ อย่างถูกต้องตามกฎหมาย”

ทั้งนี้ เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นท่ามกลางความตึงเครียดที่เพิ่มสูงขึ้นระหว่างสหรัฐฯ กับคิวบา โดยในขณะนี้ คิวบากำลังเผชิญกับวิกฤตเชื้อเพลิงที่รุนแรงขึ้นจากการที่สหรัฐฯ ขัดขวางการขนส่งน้ำมันจากเวเนซุเอลา ซึ่งเป็นพันธมิตรที่เหนียวแน่นของคิวบามาอย่างยาวนาน

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

สเปนเปิดเอกสารลับ เหตุพยายามรัฐประหารปี 2524 หวังดับทฤษฎีสมคบคิด

สเปนเปิดเอกสารลับ เหตุพยายามรัฐประหารปี 2524 หวังดับทฤษฎีสมคบคิด

26 ก.พ. 2569 04:37 น.

สเปนเปิดเอกสารลับ เหตุพยายามรัฐประหารปี 2524 หวังดับทฤษฎีสมคบคิด

(สมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์โลส แห่งสเปน แถลงการณ์ประณามความพยายามก่อรัฐประหารที่เกิดขึ้นไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้านั้น ในวันที่ 23 ก.พ. 2524 (AFP PHOTO / CASA REAL / HANDOUT))

สเปนปลดความลับเอกสารที่เกี่ยวข้องกับความพยายามก่อรัฐประหารเมื่อปี 2524 โดยหวังว่ามันจะช่วยสยบทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ เกี่ยวกับเหตุการณ์นี้ ที่เกิดขึ้นตลอดช่วงหลายสิบปีที่ผ่านมา

เมื่อวันพุธที่ 24 ก.พ. 2569 รัฐบาลสเปนได้เปิดเผยเอกสารจำนวน 153 ฉบับที่เกี่ยวข้องกับความพยายามก่อรัฐประหารเมื่อ 45 ปีก่อน ซึ่งถือเป็นเหตุการณ์สำคัญครั้งประวัติศาสตร์ของประเทศ โดยหวังว่ามันจะสามารถสยบทฤษฎีสมคบคิดต่างๆ ที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์นั้น

การรัฐประหารดังกล่าวเกิดขึ้นในวันที่ 23 ก.พ. 2524 เมื่อกลุ่มเจ้าหน้าที่ติดอาวุธนำโดยนาย อันโตนิโอ เตเฆโร โมลินา บุกเข้าไปในห้องโถงหลักของรัฐสภาแห่งชาติและข่มขู่เหล่านักการเมืองในขณะที่รัฐบาลชุดใหม่กำลังทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่ง เพื่อนำพาประเทศกลับไปสู่ระบอบเผด็จการอีกครั้ง ทว่าความพยายามล้มเหลว เพราะสมเด็จพระราชาธิบดีฆวน การ์โลส ทรงปฏิเสธที่จะให้การสนับสนุน

อย่างไรก็ตาม ตั้งแต่เกิดเหตุการณ์ครั้งนั้นเป็นต้นมา ได้มีทฤษฎีสมคบคิดเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงข้อสงสัยที่ว่ากษัตริย์อาจทรงทราบเรื่องการก่อรัฐประหารล่วงหน้า หรือแม้กระทั่งข้อหาที่ว่าพระองค์อาจมีส่วนร่วมอย่างจริงจังในเหตุการณ์นั้นด้วย

การเปิดเผยเอกสารชุดนี้ยังมีขึ้นในวันเดียวกับการเสียชีวิตของ เตเฆโร ผู้นำกลุ่มก่อรัฐประหาร ซึ่งเสียชีวิตลงในวัย 93 ปี

ทั้งนี้ การเปิดเผยเอกสารลับชุดนี้ สร้างความคาดหวังอย่างมหาศาล จนถึงขั้นที่หน้าเว็บไซต์ของรัฐบาลซึ่งเป็นช่องทางเผยแพร่เอกสารล่มชั่วคราว

เอกสารเหล่านี้ประกอบไปด้วยรายงานของตำรวจและกระบวนการยุติธรรม บันทึกการสนทนาระหว่างเจ้าหน้าที่ รวมถึงปฏิกิริยาของรัฐบาลต่างประเทศที่มีต่อเหตุการณ์ดังกล่าว อย่างไรก็ตาม ตัวเอกสารเองดูเหมือนจะไม่มีการเปิดเผยข้อมูลที่น่าตกใจหรือเป็นประเด็นร้อนแรงอย่างที่หลายคนคาดการณ์ไว้

สำหรับชาวสเปนจำนวนมาก ความพยายามก่อรัฐประหารในครั้งนั้นได้ช่วยตอกย้ำสถานะของกษัตริย์ฆวน การ์โลส ในฐานะ “ผู้กอบกู้” ระบอบประชาธิปไตยที่เพิ่งเกิดใหม่ และเป็นสัญลักษณ์ของการที่ประเทศปฏิเสธค่านิยมแบบฟรังโก อดีตจอมเผด็จการผู้เสียชีวิตในปี 2518 ซึ่งเปิดทางไปสู่ระบอบประชาธิปไตย

อย่างไรก็ตาม ในช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา หลายคนเริ่มตั้งข้อสงสัยต่อบทบาทที่ดูเหมือนจะเป็นวีรบุรุษของพระองค์ โดยทฤษฎีอื่นๆ อ้างว่าการลุกฮือครั้งนี้อาจเป็นการ “จัดฉาก” โดยกลุ่มอำนาจทางการเมือง เพื่อสร้างสถานการณ์ที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตยของประเทศ

รัฐบาลปัจจุบันของนายเปโดร ซานเชซ ซึ่งนำโดยพรรคสังคมนิยม ระบุว่าการเก็บเอกสารที่เกี่ยวข้องกับเหตุการณ์นี้ไว้เป็นความลับถือเป็น “ความผิดปกติทางประวัติศาสตร์” ที่จำเป็นต้องได้รับการแก้ไข และการเปิดเผยเอกสารเหล่านี้ไม่ได้ก่อให้เกิดความเสี่ยงต่อผู้ใด

นอกจากนี้ ทางรัฐบาลยังกล่าวอีกว่า การยกเลิกชั้นความลับของเอกสารเหล่านี้จะช่วยลดความน่าเชื่อถือของผู้ที่พยายามเผยแพร่ทฤษฎีสมคบคิดที่เป็นเท็จเกี่ยวกับการรัฐประหารในครั้งนี้ด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ

ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ

26 ก.พ. 2569 03:44 น.

ศาลบราซิลสั่งจำคุก 76 ปี พี่น้องนักการเมือง สั่งฆ่านักเคลื่อนไหวข้ามเพศ

ศาลฎีกาของบราซิลตัดสินจำคุกนักการเมืองสองพี่น้อง ฐานเป็นผู้สั่งการฆาตกรรม นักเคลื่อนไหวข้ามเพศคนดังเมื่อ 8 ปีก่อน เนื่องจากเธอนับเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของพวกเขา

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 25 ก.พ. 2569 ว่า ศาลฎีกาของประเทศบราซิลมีคำพิพากษาให้ลงโทษจำคุก นักการเมือง 2 คนเป็นเวลาคนละมากกว่า 76 ปี จากความผิดฐานสั่งฆ่า มาเรียลล์ ฟรังโก นักเคลื่อนไหวและสมาชิกสภาเมืองริโอเดจาเนโรผู้มีชื่อเสียงเมื่อปี 2561

สองพี่น้อง โดมิงโกส อินาซิโอ บราเซา กับ ชูเอา ฟรานซิสโก อินาซิโอ บราเซา ถูกตัดสินจำคุกในฐานะผู้อยู่เบื้องหลังเหตุการณ์ คนร้ายขับรถประกบยิงรถของฟรังโก จนทำให้เธอกับคนขับรถหญิงชื่อ แอนเดอร์สัน โกเมส เสียชีวิตทั้งคู่

ฟรังโก ซึ่งเป็นผู้หญิงผิวดำและเป็นกลุ่มผู้มีความหลากหลายทางเพศ (LGBTQ) ถือเป็นบุคคลที่กำลังมีบทบาทโดดเด่นในพรรคสังคมนิยมของบราซิล โดยการเสียชีวิตของเธอในวัย 38 ปี ได้จุดชนวนให้เกิดการประท้วงไปทั่วประเทศ

ผู้พิพากษาทั้ง 4 ท่านมีความเห็นเป็นเอกฉันท์ว่า พี่น้องตระกูลบราเซาพุ่งเป้าสังหารฟรังโก เนื่องจากเธอนับเป็นภัยคุกคามต่อผลประโยชน์ของพวกเขา

ทั้งนี้ ฟรังโกทำงานร่วมกับสภาเมืองริโอเดจาเนโรเพื่อคัดค้านการพัฒนาโครงการที่อยู่อาศัยในย่านชุมชนยากจน ซึ่งเป็นแหล่งรายได้หลักของกลุ่มอิทธิพลมืด

คดีนี้ได้เปิดโปงความเชื่อมโยงระหว่างนักการเมืองและองค์กรอาชญากรรม โดยผู้พิพากษา อเล็กซานเดร เดอ โมราเอส กล่าวว่า สองพี่น้องคู่นี้ “ไม่ใช่แค่มีสายสัมพันธ์กับกลุ่มอิทธิพลมืด แต่พวกเขาคือกลุ่มอิทธิพลมืดเสียเอง”

ขณะที่ คาร์เมน ลูเซีย ผู้พิพากษาหญิงเพียงหนึ่งเดียวในคณะผู้พิพากษาศาลฎีกา ระบุว่ากระบวนการพิจารณาคดีนี้สร้าง “ความบอบช้ำทางจิตใจและจิตวิญญาณอย่างมาก” พร้อมกับตั้งคำถามว่า บราซิลจะปล่อยให้มี “มาเรียลล์อีกกี่คนที่ต้องถูกสังหาร?”

ด้านอานิเอเล ฟรังโก น้องสาวของมาเรียลล์ ซึ่งดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความเท่าเทียมทางเชื้อชาติ โพสต์ข้อความผ่านอินสตาแกรมเพื่อยกย่องระบบยุติธรรมของบราซิล โดยระบุว่านี่คือการ “ให้เกียรติแก่ความทรงจำของมาเรียลล์และแอนเดอร์สัน”

เธอกล่าวเสริมด้วยว่า “เราต่อสู้มาตลอด 8 ปี เพื่อค้นหาว่าใครเป็นคนสั่งฆ่ามาเรียลล์และทำไปเพื่ออะไร เป็น 8 ปีแห่งการต่อสู้เพื่อความยุติธรรมที่สมบูรณ์”

ทั้งนี้ ในปี 2567 อดีตเจ้าหน้าที่ตำรวจ 2 นายถูกจำคุกในคดีฆาตกรรมมาเรียลล์ โดย รอนนี เลสซา สารภาพว่าเป็นผู้ลั่นไกสังหารและถูกตัดสินจำคุก 78 ปี 9 เดือน ขณะที่ เอลซิโอ เดอ เควรอซ ถูกตัดสินจำคุก 59 ปี 8 เดือน ในฐานะคนขับรถ

ส่วนสองพี่น้องตระกูลบราเซาถูกจับกุมในปี 2567 เช่นกัน หลังจากที่นายเลสซาทำข้อตกลงรับสารภาพกับพนักงานอัยการ และให้การซัดทอดว่า พี่น้องบราเซาเป็นผู้อยู่เบื้องหลังการฆาตกรรม

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

บิล เกตส์ ยอมรับ มีสัมพันธ์นอกสมรส 2 ครั้ง ขอโทษเรื่องเอปสตีน

บิล เกตส์ ยอมรับ มีสัมพันธ์นอกสมรส 2 ครั้ง ขอโทษเรื่องเอปสตีน

26 ก.พ. 2569 01:42 น.

บิล เกตส์ ยอมรับ มีสัมพันธ์นอกสมรส 2 ครั้ง ขอโทษเรื่องเอปสตีน

สื่อสหรัฐฯ เผย บิล เกตส์ ยอมรับต่อหน้าพนักงานมูลนิธิเกตส์ ว่า เขาติดต่อกับเจฟฟรีย์ เอปสตีน หลังจากนักการเงินรายนี้รับโทษคดีทางเพศไปแล้ว และยอมรับว่า เขาเคยมีความสัมพันธ์กับหญิงรัสเซีย 2 คน

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานเมื่อ 25 ก.พ. 2569 ว่า มูลนิธิเกตส์ (Gates Foundation) ระบุในแถลงการณ์ว่า บิล เกตส์ ได้ “แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตน” เกี่ยวกับความสัมพันธ์กับ เจฟฟรีย์ เอปสตีน ผู้ต้องหาคดีล่วงละเมิดทางเพศ ในระหว่างการประชุมทาวน์ฮอลล์ร่วมกับพนักงานของมูลนิธิ

ทางมูลนิธิเผยว่า เกตส์ได้ตอบคำถามในประเด็นต่าง ๆ ในการประชุมที่จัดขึ้นปีละสองครั้งเมื่อวันที่ 24 ก.พ. ซึ่งรวมถึงเรื่องการเปิดเผยเอกสารคดีของเอปสตีนด้วย นอกจากนี้มูลนิธิยังระบุเสริมว่า “ในการประชุมทาวน์ฮอลล์ บิลได้พูดอย่างเปิดเผย โดยตอบคำถามหลายข้ออย่างละเอียด และได้แสดงความรับผิดชอบต่อการกระทำของตนเอง”

แถลงการณ์ดังกล่าวมีขึ้นเพื่อตอบสนองรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล (Wall Street Journal) ที่ระบุว่า เกตส์ได้กล่าวขอโทษต่อพนักงานในงานดังกล่าวเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างเขากับเอปสตีน

เอกสารที่กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ เปิดเผยก่อนหน้านี้ระบุว่า เกตส์และเอปสตีนได้พบปะกันหลายครั้งเพื่อหารือเรื่องการขยายขอบเขตงานด้านการกุศลของเกตส์ โดยการพบปะดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่เอปสตีนพ้นโทษจำคุก 13 เดือนในปี 2552 ในข้อหาจัดหาผู้เยาว์เพื่อการค้าประเวณี

ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล ซึ่งอ้างข้อมูลจากบันทึกเสียงคำพูดของเกตส์ในระหว่างการประชุมทาวน์ฮอลล์ระบุว่า เกตส์บอกกับพนักงานว่ามันเป็นความผิดพลาดครั้งใหญ่ที่เขาไปใช้เวลาร่วมกับเอปสตีน และยังดึงเอาผู้บริหารของมูลนิธิเกตส์เข้าไปร่วมประชุมกับอาชญากรทางเพศผู้นี้ด้วย

“ผมขอโทษคนอื่นๆ ที่ต้องถูกดึงเข้ามาพัวพันกับเรื่องนี้เพราะความผิดพลาดที่ผมได้ทำลงไป” เกตส์กล่าวตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล

วอลล์สตรีทเจอร์นัลระบุเพิ่มเติมว่า เกตส์ยังยอมรับว่า เขาแอบมีความสัมพันธ์นอกสมรสกับหญิงชาวรัสเซีย 2 ราย ซึ่งเอปสตีนได้ล่วงรู้เรื่องนี้ในเวลาต่อมา แต่เกตส์ยืนยันว่าสตรีทั้งสองไม่ใช่เหยื่อของเอปสตีน

“ผมไม่ได้ทำอะไรที่ผิดกฎหมาย และผมก็ไม่เห็นสิ่งผิดกฎหมายใดๆ” เกตส์บอกกับพนักงาน

ทั้งนี้ เอกสารคดีเอปสตีนที่ถูกเผยแพร่ออกมา ปรากฏภาพถ่ายที่เกตส์โพสต์ท่าร่วมกับผู้หญิงหลายคนที่ถูกเซนเซอร์ใบหน้าไว้ โดยก่อนหน้านี้เกตส์ระบุว่าความสัมพันธ์ของเขากับเอปสตีนจำกัดอยู่เพียงแค่การหารือด้านการกุศลเท่านั้น และยอมรับว่าการไปพบกับเอปสตีนถือเป็นความผิดพลาด

ตามรายงานของวอลล์สตรีทเจอร์นัล เกตส์บอกกับพนักงานของมูลนิธิว่า รูปภาพเหล่านั้นเป็นภาพที่เอปสตีนขอให้เขาถ่ายร่วมกับกลุ่มผู้ช่วยของเอปสตีนหลังจากเสร็จสิ้นการประชุม และยืนยันว่า “เพื่อความชัดเจน ผมไม่เคยใช้เวลาร่วมกับเหยื่อหรือผู้หญิงที่อยู่รอบตัวเขาเลย”

เอกสารอื่น ๆ ยังแสดงให้เห็นว่า เอปสตีนเคยพยายามทำหน้าที่เป็นคนกลางไกล่เกลี่ยความขัดแย้งระหว่างเกตส์กับที่ปรึกษาคนหนึ่งชื่อ โบริส นิโคลิก ในปี 2556 นอกจากนี้ เอปสตีนยังเขียนอีเมลถึงตัวเองโดยระบุว่า เกตส์และคณะผู้ช่วยปฏิบัติกับเขาไม่ดี ทั้งที่มีความสนิทสนมกันมากถึงขั้นที่เกตส์เคยมาขอยาปฏิชีวนะเพื่อรักษาโรคติดต่อทางเพศสัมพันธ์ที่ติดมาจาก “สาวรัสเซีย”

ด้าน เมลินดา เฟรนช์ อดีตภรรยาของเกตส์ซึ่งหย่ากันในปี 2564 เคยออกมาพูดถึงข้อครหาที่อดีตสามีของเธอกำลังเผชิญเมื่อ 5 ก.พ.ที่ผ่านมาว่า “ไม่ว่าคำถามอะไรก็ตามที่ยังเหลืออยู่เกี่ยวกับสิ่งที่ฉันมารู้ และฉันไม่อาจล่วงรู้ได้ทั้งหมด คำถามเหล่านั้นต้องไปถามคนกลุ่มนั้น หรือแม้แต่อดีตสามีของฉันเอง พวกเขาต้องเป็นคนตอบคำถามเหล่านั้น ไม่ใช่ฉัน”

มูลนิธิเกตส์ระบุเมื่อช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์ว่า ทางมูลนิธิไม่เคยมีการจ่ายเงินใดๆ ให้แก่เอปสตีน และไม่เคยว่าจ้างเขาไม่ว่าในเวลาใดก็ตาม

เมื่อสัปดาห์ก่อน บิล เกตส์ ยกเลิกแผนการเข้าร่วมการประชุมสุดยอด AI Impact Summit ในประเทศอินเดีย เพียงไม่กี่ชั่วโมงก่อนกำหนดการกล่าวสุนทรพจน์หลัก เมื่อวันที่ 19 ก.พ.ที่ผ่านมา หลังจากข้อครหาของเขาเกี่ยวกับคดีของนายเอปสตีนรุนแรงขึ้น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : usatoday

อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

26 ก.พ. 2569 00:43 น.

อิหร่านจวกทรัมป์ “โกหกคำโต” ยันไม่ได้กำลังพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์

อิหร่านออกมาตอบโต้คำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ว่าเป็นคำโกหก หลังนายทรัมป์บอกว่า อิหร่านกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่ยิงถึงอเมริกา และกลับมารื้อฟื้นโครงการอาวุธนิวเคลียร์แล้ว

เมื่อวันพุธที่ 25 ก.พ. 2569 อิหร่านออกมาประณามคำพูดของ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ระหว่างการแถลงนโยบายประจำปีว่าเป็นการ “โกหกคำโต” หลังผู้นำสหรัฐฯ บอกว่า เตหะรานกำลังพัฒนาขีปนาวุธที่สามารถยิงได้ไกลถึงดินแดนอเมริกา และพยายามรื้อโครงการอาวุธนิวเคลียร์ขึ้นมาใหม่

“พวกเขาได้พัฒนาขีปนาวุธที่สามารถคุกคามยุโรปและฐานทัพในต่างแดนของเราไปแล้ว และตอนนี้พวกเขากำลังเร่งสร้างขีปนาวุธที่จะสามารถยิงมาถึงสหรัฐอเมริกาได้ในเร็ว ๆ นี้” ทรัมป์กล่าว “พวกเขาได้รับการเตือนแล้วว่าห้ามพยายามรื้อฟื้นโครงการอาวุธขึ้นมาใหม่ โดยเฉพาะอาวุธนิวเคลียร์ แต่พวกเขาก็ยังคงทำต่อไป พวกเขากำลังเริ่มกระบวนการทั้งหมดใหม่อีกครั้ง”

ภาพถ่ายดาวเทียมที่สำนักข่าว AP วิเคราะห์ก่อนหน้านี้แสดงให้เห็นว่า อิหร่านเริ่มทำการฟื้นฟูฐานผลิตขีปนาวุธและดำเนินการบางอย่างในพื้นที่โรงงานนิวเคลียร์ 3 แห่งที่ถูกสหรัฐฯ โจมตีเมื่อเดือนมิถุนายนปีก่อน

อย่างไรก็ตาม นายเอสมาอิล บากาอี โฆษกกระทรวงการต่างประเทศอิหร่านออกมาตอบโต้คำพูดของนายทรัมป์ โดยเปรียบเทียบคำพูดของผู้นำสหรัฐฯ กับคำพูดของ โจเซฟ กอบเบิลส์ รัฐมนตรีกระทรวงโฆษณาชวนเชื่อของ อดอล์ฟ ฮิตเลอร์ โดยเขากล่าวหาทรัมป์และรัฐบาลสหรัฐฯ ว่ากำลัง “ดำเนินแคมเปญบิดเบือนข้อมูลและให้ข้อมูลเท็จ” เกี่ยวกับอิหร่าน

“สิ่งที่พวกเขาอ้างเกี่ยวกับโครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน ขีปนาวุธนำวิถี และจำนวนผู้เสียชีวิตระหว่างเหตุการณ์ความไม่สงบในเดือนมกราคม เป็นเพียงการฉายซ้ำของการ “โกหกคำโต” เท่านั้น” นายบากาอีเขียนข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X

อนึ่ง ทรัมป์กล่าวระหว่างแถลงนโยบายว่า ผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 32,000 ศพ ในการประท้วงใหญ่ทั่วประเทศอิหร่านเมื่อเดือนมกราคมที่ผ่านมา ซึ่งเป็นตัวเลขที่สูงกว่าที่กลุ่มนักเคลื่อนไหวประเมินเอาไว้มาก โดยหน่วยงานสำนักข่าวสิทธิมนุษยชน (HRANA) ที่มีฐานในสหรัฐฯ ระบุยอดผู้เสียชีวิตที่นับได้ในขณะนี้อยู่ราว 7,000 ศพ และเชื่อว่าตัวเลขจริงอาจสูงกว่านั้นมาก

ขณะที่รัฐบาลอิหร่านซึ่งมักจะรายงานตัวเลขผู้เสียชีวิตต่ำกว่าความเป็นจริงในเหตุความไม่สงบครั้งก่อนๆ ออกมาให้ข้อมูลเพียงครั้งเดียวเมื่อวันที่ 21 ม.ค. ว่ามีผู้เสียชีวิต 3,117 ศพ

ทางด้าน นายโมฮัมหมัด บาเกอร์ กอลิบาฟ ประธานรัฐสภาอิหร่าน กล่าวว่า สหรัฐฯ มีทางเลือกเพียงสองทาง คือจะเลือกใช้วิธีทางการทูต หรือจะเผชิญกับความโกรธเกรี้ยวของอิหร่าน

“หากคุณเลือกโต๊ะเจรจาทางการทูต ซึ่งเป็นการทูตที่เคารพในศักดิ์ศรีของชาติอิหร่านและผลประโยชน์ร่วมกัน เราก็จะไปนั่งที่โต๊ะนั้นด้วยเช่นกัน” กอลิบาฟกล่าว ตามรายงานของสำนักข่าว Student News Network ซึ่งเป็นสื่อกึ่งทางการที่เชื่อกันว่ามีความใกล้ชิดกับกองกำลังอาสาสมัครบาซิจ (Basij) ของกองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลามอิหร่าน

“แต่หากคุณตัดสินใจที่จะซ้ำรอยอดีตด้วยการหลอกลวง, โกหก, การคำนวณที่ผิดพลาด และข้อมูลเท็จ รวมถึงเปิดฉากโจมตีในระหว่างการเจรจา คุณจะได้ลิ้มรสการตอบโต้อย่างหนักหน่วงจากประชาชนชาวอิหร่านและกองกำลังป้องกันประเทศอย่างแน่นอน”

ทั้งนี้ อิหร่านและสหรัฐฯ มีกำหนดจะเจรจากันรอบที่ 3 ในวันพฤหัสบดีนี้ (26 ก.พ.) ที่นครเจนีวา โดยมีโอมานเป็นคนกลาง ในขณะที่ โดนัลด์ ทรัมป์ พยายามกดดันอิหร่านให้ทำข้อตกลงนิวเคลียร์ ด้วยการส่งกองเรือบรรทุกเครื่องบินขนาดใหญ่ที่สุดในโลกไปยังตะวันออกกลาง และขู่จะใช้กำลังทหารหากการเจรจาล้มเหลวด้วย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews