UN จี้สืบสวน ปากีฯ ถล่มศูนย์บำบัดผู้ติดยา ในอัฟกานิสถานดับ 400 ศพ

UN จี้สืบสวน ปากีฯ ถล่มศูนย์บำบัดผู้ติดยา ในอัฟกานิสถานดับ 400 ศพ

18 มี.ค. 2569 02:54 น.

UN จี้สืบสวน ปากีฯ ถล่มศูนย์บำบัดผู้ติดยา ในอัฟกานิสถานดับ 400 ศพ

สหประชาชาติเรียกร้องให้มีการสืบสวนเหตุโจมตีศูนย์บำบัดผู้ติดยาในกรุงคาบูล ซึ่งรัฐบาลอัฟกานิสถานกล่าวหาว่าเป็นฝีมือปากีสถาน และว่ามีผู้เสียชีวิตกว่า 400 ศพ บาดเจ็บอีกจำนวนมาก

เมื่อวันอังคารที่ 17 มี.ค. 2569 องค์การสหประชาชาติออกมาเรียกร้องให้มีการสืบสวนอย่างเป็นอิสระและเร่งด่วน หลังจากรัฐบาลอัฟกานิสถานกล่าวอ้างว่า ปากีสถานส่งเครื่องบินรบโจมตีทางอากาศเข้าใส่ศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดในกรุงคาบูล ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิตกว่า 400 ศพ เมื่อคืนวันจันทร์ที่ผ่านมา

“เหตุระเบิดที่น่าสลดใจเมื่อคืนที่ผ่านมา ณ ศูนย์บำบัดผู้ติดยาเสพติดในกรุงคาบูล ซึ่งมีรายงานว่าทำให้ผู้ป่วยจำนวนมากเสียชีวิต จะต้องได้รับการตรวจสอบอย่างรวดเร็ว เป็นอิสระ และโปร่งใส” ธามีน อัล-คีทาน โฆษกสำนักงานสิทธิมนุษยชนแห่งสหประชาชาติ กล่าวกับผู้สื่อข่าวในกรุงเจนีวา

นาย อัล-คีทาน ยังเรียกร้องให้ผู้ที่มีส่วนรับผิดชอบ ต้องถูกนำตัวมาลงโทษตามมาตรฐานสากล พร้อมยืนกรานว่าผลการสอบสวนใดๆ จะต้องถูกเปิดเผยต่อสาธารณะ และผู้ประสบภัยกับครอบครัวของผู้เสียชีวิตมีสิทธิที่จะได้รับการชดเชยเยียวยา

ทั้งนี้ หากได้รับการยืนยันว่า มีผู้เสียชีวิตกว่า 400 ศพในการโจมตีครั้งนี้จริง นี่จะถือเป็นการโจมตีครั้งรุนแรงที่สุดและมีผู้เสียชีวิตมากที่สุดในเหตุความรุนแรงระหว่างประเทศเพื่อนบ้านทั้งสอง ซึ่งเพิ่มปะทุขึ้นมาอีกครั้งเมื่อไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

มีรายงานว่าพบผู้บาดเจ็บอีกหลายร้อยคนในสถานบำบัดดังกล่าว ซึ่งถูกโจมตีเมื่อคืนวันจันทร์ แรงระเบิดทำให้บรรดาอาคารที่ใช้สำหรับบำบัดรักษาผู้ติดกัญชา ยาบ้า (แอมเฟตามีน) และยาเสพติดประเภทอื่นๆ จากทั่วประเทศพังพินาศราบเป็นหน้ากลอง

จนถึงตอนนี้ยังไม่มีการยืนยันยอดผู้เสียชีวิตอย่างเป็นทางการจากหน่วยงานอิสระ แต่ผู้สื่อข่าวของสำนักข่าว AFP ระบุว่าพบเห็นร่างผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 30 ศพ ถูกเคลื่อนย้ายออกจากที่เกิดเหตุเมื่อคืนวันจันทร์ และพบเพิ่มอีกกว่า 65 รายที่ถูกลำเลียงออกมาในวันอังคาร

รัฐบาลตาลีบันของอัฟกานิสถานกล่าวหาปากีสถานว่า จงใจโจมตีเป้าหมายพลเรือน แต่นายอัตตาอุลเลาะห์ ทาราร์ รัฐมนตรีกระทรวงสารสนเทศของปากีสถานออกมาตอบโต้ว่า ข้ออ้างที่ว่ารัฐบาลของเขาจงใจโจมตีสถานบำบัดในกรุงคาบูลนั้น “ไม่มีมูลความจริงโดยสิ้นเชิง”

นาย อัล-คีทาน (โฆษก UN) ระบุว่า นับตั้งแต่การสู้รบทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อปลายเดือนที่แล้ว “มีพลเรือนชาวอัฟกัน 289 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 104 ราย และผู้หญิง 59 ราย ที่เสียชีวิตหรือได้รับบาดเจ็บ” ในขณะที่มีผู้คนอีกหลายหมื่นคนต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่น

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

เซเลนสกีเผย ผู้เชี่ยวชาญยูเครน 200 คน กำลังช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เซเลนสกีเผย ผู้เชี่ยวชาญยูเครน 200 คน กำลังช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

18 มี.ค. 2569 02:00 น.

เซเลนสกีเผย ผู้เชี่ยวชาญยูเครน 200 คน กำลังช่วยรับมือโดรนอิหร่าน

เซเลนสกีเผยว่า ผู้เชี่ยวชาญด้านโดรนของยูเครนจำนวนกว่า 200 คน กำลังให้ความช่วยเหลือในการสกัดโดรนของอิหร่านแก่ประเทศต่างๆ ในตะวันออกกลาง

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 ประธานาธิบดี โวโลดีเมียร์ เซเลนสกี แห่งยูเครน แถลงที่รัฐสภาอังกฤษ ระหว่างการเยือนสหราชอาณาจักรในวันอังคารว่า ขณะนี้มีผู้เชี่ยวชาญด้านการป้องกันทางอากาศชาวยูเครนจำนวน 200 นาย อยู่ในตะวันออกกลางเพื่อช่วยรับมือกับการโจมตีด้วยโดรนของอิหร่าน

เซเลนสกีระบุว่า โดรน โดยเฉพาะโดรนโจมตีราคาถูก ได้เปลี่ยนโฉมหน้าของการทำสงครามสมัยใหม่ไปอย่างสิ้นเชิง

ประธานาธิบดียูเครนได้ยกตัวอย่างหนึ่งของการเปลี่ยนแปลงนี้ โดยชี้ให้เห็นว่าในขณะที่โดรนของอิหร่านแต่ละลำมีราคาประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.6 ล้านบาท) แต่สหรัฐฯ และพันธมิตรกลับต้องใช้ขีปนาวุธที่มีมูลค่าสูงถึงประมาณ 4 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 129 ล้านบาท) ในการยิงสกัดพวกมัน

ทั้งนี้ ยูเครนต้องเผชิญกับการโจมตีด้วยโดรนและขีปนาวุธผสมผสานกันอย่างต่อเนื่อง หลังจากที่รัสเซียได้เร่งกำลังการผลิตโดรน “ชาเฮด” (Shahed) ที่ออกแบบโดยอิหร่านเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา

เนื่องจากยูเครนเผชิญภาวะขาดแคลนอาวุธป้องกันทางอากาศตามมาตรฐานที่ชาติตะวันตกส่งมาให้ รัฐบาลเคียฟจึงถูกบีบให้ต้องพลิกแพลงและพัฒนาระบบป้องกันแบบหลายชั้น ซึ่งรวมถึงเครื่องมือสงครามอิเล็กทรอนิกส์ เฮลิคอปเตอร์ และเครื่องบินขนส่งที่ดัดแปลงใหม่เพื่อไล่ล่าโดรนจากกลางอากาศ ตลอดจนกองกำลังภาคพื้นดินที่ใช้ปืนกลหนักและขีปนาวุธแบบพื้นสู่อากาศในการสอยโดรนลงมา

เซเลนสกีเสนอที่จะแบ่งปันสิ่งที่ยูเครนได้พัฒนาขึ้น โดยระบุว่าประเทศของเขามีศักยภาพในการผลิตโดรนสกัดกั้นได้ประมาณ 2,000 ลำต่อวัน และเขากล่าวว่า เคียฟสามารถจัดสรรโดรนจำนวนครึ่งหนึ่งจากที่ผลิตได้ให้แก่บรรดาพันธมิตร

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

18 มี.ค. 2569 01:09 น.

ฝรั่งเศสเผย จะร่วมคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ หลังสถานการณ์สงบกว่านี้

เอ็มมานูเอล มาครง ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเปิดเผยว่า จะเข้าร่วมการคุ้มกันเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซหลังสถานการณ์สงบกว่านี้ และว่าจะไม่เข้าร่วมการโจมตีหรือการปลดปล่อยช่องแคบเด็ดขาด

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 คณะรัฐมนตรีด้านการป้องกันประเทศและความมั่นคงแห่งชาติของฝรั่งเศสประชุมร่วมกันเพื่อหารือเกี่ยวกับสถานการณ์ในอิหร่านและตะวันออกกลาง โดยประธานาธิบดีเอ็มมานูเอล มาครง กล่าวว่า ฝรั่งเศสพร้อมจะเข้าร่วมในภารกิจคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ เมื่อสถานการณ์ “สงบลง” กว่าที่เป็นอยู่

มาครงกล่าวต่อบรรดารัฐมนตรีในช่วงเปิดการประชุม โดยย้ำว่าฝรั่งเศสไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของความขัดแย้ง และระบุว่า “ฝรั่งเศสจะไม่มีวันเข้าร่วมในปฏิบัติการเพื่อเปิดหรือปลดปล่อยช่องแคบฮอร์มุซภายใต้บริบทปัจจุบันเป็นอันขาด”

“อย่างไรก็ตาม เมื่อสถานการณ์สงบลงกว่านี้ ซึ่งเราตั้งใจใช้คำนี้ในความหมายที่กว้าง และเมื่อการทิ้งระเบิดหลักๆ ได้ยุติลงแล้ว เราจะพร้อมร่วมกับประเทศอื่นๆ ในการรับผิดชอบการคุ้มกันเรือ” เขากล่าวเสริม

ประธานาธิบดีฝรั่งเศสเน้นย้ำด้วยว่า “เรื่องนี้จำเป็นต้องอาศัยการดำเนินการที่ครอบคลุมทั้งในด้านการเมือง เทคนิค และการปฏิบัติการ โดยต้องได้รับความร่วมมือจากผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทั้งหมดในด้านการขนส่งทางเรือและบริษัทประกันภัย”

มาครงระบุอีกว่า ฝรั่งเศสเริ่มการหารือกับอินเดีย รวมถึงพันธมิตรอื่นๆ ในยุโรปและในภูมิภาคไปบ้างแล้ว โดยย้ำว่า ภารกิจนี้ “จะต้องแยกออกจากปฏิบัติการทำสงครามและการทิ้งระเบิดที่กำลังดำเนินอยู่อย่างสิ้นเชิง”

“ฝรั่งเศสมีความรับผิดชอบที่เรียบง่ายและชัดเจนในภูมิภาคนี้ นั่นคือการปกป้องพลเมืองและผลประโยชน์ของเรา การเป็นพันธมิตรที่เชื่อถือได้สำหรับทุกคน และการทำงานเพื่อลดความตึงเครียดและสร้างเสถียรภาพ เราปรารถนาที่จะก้าวไปข้างหน้าภายใต้กรอบการทำงานนี้” มาครงกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

18 มี.ค. 2569 00:01 น.

ทรัมป์ไม่แคร์ ผอ.ต้านก่อการร้ายลาออก ชี้ “ดีแล้ว” ที่ออกไป

โดนัลด์ ทรัมป์ บอกไม่แคร์ หลัง ผอ.ศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายลาออกเพราะไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน ชี้ดีแล้วที่ลาออกไป เพราะอิหร่านคือภัยคุกคามของสหรัฐฯ

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ กล่าวว่า เป็นเรื่องดีที่ โจ เคนท์ ลาออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ ซึ่งดูแลด้านการข่าวกรองของประเทศ เนื่องจากเขาคัดค้านการทำสงครามกับอิหร่าน อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์เยาะเย้ยเขาด้วยว่า “อ่อนแอเรื่องความมั่นคง”

“เวลาที่มีใครสักคนทำงานกับเราแล้วบอกว่าพวกเขาไม่คิดว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคาม เราก็ไม่ต้องการคนพวกนั้น” นายทรัมป์กล่าวจากห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาว “พวกเขาไม่ใช่คนฉลาด หรือไม่ใช่คนที่มีไหวพริบ”

โจ เคนท์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ
โจ เคนท์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ

คำกล่าวของทรัมป์มีขึ้นเพียงไม่กี่ชั่วโมงหลังจากที่เคนท์ก้าวลงจากตำแหน่ง โดยเขาระบุในจดหมายลาออกที่ส่งให้นายทรัมป์ว่า เขาไม่สามารถสนับสนุนสงครามกับอิหร่าน ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่านั่นคือสิ่งที่ควรทำได้

นอกจากนี้ เคนท์ยังยืนยันว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามแบบปัจจุบันทันด่วนต่อประเทศชาติของเรา และเป็นที่ชัดเจนว่าเราเริ่มสงครามครั้งนี้เนื่องจากแรงกดดันจากอิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ของอิสราเอลที่มีอิทธิพลในอเมริกา”

อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ ซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งเคนท์เข้าดำรงตำแหน่งนี้เองกับมือ บอกกับผู้สื่อข่าวว่า เขา “เคยคิดว่าเคนท์เป็นคนดีคนหนึ่ง” และยืนกรานด้วยว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามต่อสหรัฐฯ จริง พร้อมเสริมถึงกรณีของเคนท์ว่า “มันเป็นเรื่องดีแล้วที่เขาออกไป”

“อิหร่านคือภัยคุกคาม” ทรัมป์กล่าว “ทุกประเทศต่างก็ตระหนักดีว่าอิหร่านเป็นภัยคุกคามขนาดไหน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

17 มี.ค. 2569 22:57 น.

ทรัมป์ลั่น สหรัฐฯ ไม่ต้องให้ใครช่วย จวก NATO เมินร่วมศึกอิหร่าน

โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความโจมตีกลุ่ม NATO กับชาติพันธมิตรของพวกเขาในเอเชีย ที่ปฏิเสธส่งเรือรบมาคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ และประกาศลั่นว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครหน้าไหนทั้งนั้น

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความผ่าน Truth Social โจมตีชาติพันธมิตร นาโต (NATO) รวมถึงชาติพันธมิตรในเอเชีย ที่ปฏิเสธคำขอของเขาที่ให้ส่งเรือรบมาคุ้มกันช่องแคบฮอร์มุซ อย่างไรก็ตาม นายทรัมป์ยืนยันว่า สหรัฐฯ ไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครหน้าไหนทั้งนั้น เพราะเป็นประเทศที่แข็งแกร่งกว่าใครในโลกใบนี้

ข้อความของนายทรัมป์ระบุว่า “สหรัฐฯ ได้รับแจ้งจากบรรดา ‘พันธมิตร’ ส่วนใหญ่ของเราใน NATO ว่า พวกเขาไม่ต้องการเข้ามามีส่วนร่วมกับปฏิบัติการทางทหารของเราต่อระบอบการปกครองก่อการร้ายของอิหร่านในตะวันออกกลาง ทั้งที่ตามข้อเท็จจริง เกือบทุกประเทศเห็นพ้องอย่างยิ่งกับสิ่งที่เรากำลังทำอยู่ และเห็นว่าเราจะยอมให้อิหร่านมีอาวุธนิวเคลียร์ไม่ได้เป็นอันขาด ไม่ว่าจะด้วยวิธีใด รูปแบบใด หรือหนทางใดก็ตาม”

“แต่ผมไม่แปลกใจกับการกระทำของพวกเขาหรอก เพราะผมถือว่า NATO เป็น ‘ถนนวันเวย์’ (เป็นผู้รับอยู่ฝ่ายเดียว) มาโดยตลอด ซึ่งเราต้องจ่ายเงินหลายแสนล้านดอลลาร์ต่อปีเพื่อปกป้องประเทศเหล่านี้ แต่พวกเขากลับไม่ทำอะไรให้เราเลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยามที่จำเป็น”

“โชคดีที่เราทำลายล้างกองทัพของอิหร่านจนย่อยยับไปแล้ว กองทัพเรือของพวกเขาหมดสิ้นไปแล้ว กองทัพอากาศก็หมดไปแล้ว ระบบต่อสู้อากาศยานและเรดาร์ก็ไม่เหลือ และที่สำคัญที่สุดคือ บรรดาผู้นำของพวกเขาในแทบจะทุกระดับได้หายไปหมดแล้ว และจะไม่มีวันกลับมาคุกคามเรา พันธมิตรในตะวันออกกลางของเรา หรือโลกใบนี้ได้อีกต่อไป!”

“เนื่องจากข้อเท็จจริงที่ว่าเราประสบความสำเร็จทางทหารอย่างยิ่งใหญ่เช่นนี้ เราจึง ‘ไม่ต้องการ’ หรือปรารถนาความช่วยเหลือจากประเทศกลุ่ม NATO อีกต่อไป ซึ่งจริงๆ เราก็ไม่เคยต้องการอยู่แล้ว! เช่นเดียวกับญี่ปุ่น ออสเตรเลีย หรือเกาหลีใต้ ที่จริงหากพูดในฐานะประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา ซึ่งเป็นประเทศที่ทรงอำนาจที่สุดยิ่งกว่าประเทศใดในโลกอย่างไม่เห็นฝุ่น เราไม่ต้องการความช่วยเหลือจากใครหน้าไหนทั้งนั้น! ขอบคุณที่ให้ความสนใจในเรื่องนี้ ประธานาธิบดี โดนัลด์ เจ. ทรัมป์”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : truthsocial

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

17 มี.ค. 2569 22:19 น.

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณ Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง

อิหร่านอ้าง ยึดเครื่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตดาวเทียม Starlink ได้หลายร้อยเครื่อง ในขณะที่รัฐบาลเตหะรานปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศมานานถึง 18 วันแล้ว

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 กระทรวงการข่าวกรองของอิหร่านเปิดเผยว่า เจ้าหน้าที่ของพวกเขาสามารถยึดระบบอินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม Starlink ได้หลายร้อยชุดในการปฏิบัติการทั่วประเทศ ตามรายงานของสื่ออิหร่าน 2 สำนักได้แก่ “เมห์ร” (Mehr) กับ “ทัสนิม” (Tasnim)

“ตำแหน่งของระบบดาวเทียมเหล่านี้ถูกระบุพิกัดได้แล้ว และกิจกรรมที่ผิดกฎหมายของเหล่าผู้ใช้งานก็ถูกเฝ้าติดตามและควบคุม” กระทรวงการข่าวกรองของอิหร่านระบุในแถลงการณ์

“ปฏิบัติการชุดนี้จะดำเนินต่อไปจนกว่าเครื่องรับสัญญาณอินเทอร์เน็ตดาวเทียมทั้งหมดที่รับใช้ศัตรูไม่ว่าในทางใดทางหนึ่ง จะถูกตรวจพบจนครบถ้วน” แถลงการณ์ระบุว่า และเสริมด้วยว่า “ตามกฎหมายแล้ว การใช้ระบบ Starlink อย่างผิดกฎหมายนั้น ถือเป็นความผิดทางอาญา และในช่วงสงคราม จะมีบทลงโทษขั้นรุนแรงที่สุด”

ทั้งนี้ ปัจจุบันอิหร่านปิดกั้นการเข้าถึงอินเทอร์เน็ตทั่วประเทศต่อเนื่องกว่า 18 วันแล้ว ตามข้อมูลจาก Netblocks หน่วยงานเฝ้าติดตามอินเทอร์เน็ต

อย่างไรก็ตาม ชาวอิหร่านถือเป็นหนึ่งในผู้ที่มีความเชี่ยวชาญในการหาวิธีหลบเลี่ยงข้อจำกัดทางเว็บและอินเทอร์เน็ตมากที่สุดในโลก และเครื่องมือสำคัญคืออินเทอร์เน็ตผ่านดาวเทียม เช่น Starlink ของอีลอน มัสก์ ซึ่งทางบริษัทได้เปิดให้ใช้งานฟรีในอิหร่าน

ขณะที่ FreedomHouse กลุ่มเคลื่อนไหวเพื่อสิทธิมนุษยชนและเสรีภาพในสหรัฐฯ ประเมินว่าในอิหร่าน ซึ่งมีประชากร 92 ล้านคน มีเครื่องรับสัญญาณ Starlink เพียงประมาณ 50,000 เครื่องเท่านั้นที่ถูกลักลอบนำเข้าประเทศ แต่ตัวเลขอาจแตกต่างกันไปตามแต่ละแหล่งข่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

17 มี.ค. 2569 21:36 น.

ขอลาออก ผอ.ศูนย์ต้านก่อการร้ายสหรัฐฯ ไม่สนับสนุนสงครามอิหร่าน

ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ ซึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้เสนอชื่อให้รับตำแหน่ง ประกาศขอลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเขาไม่สามารถสนับสนุนการทำสงครามกับอิหร่านได้

เมื่อ 17 มี.ค. 2569 นาย โจ เคนท์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ ประกาศผ่านโซเชียลมีเดียว่า เขาขอลาออกจากตำแหน่ง เนื่องจากเขาไม่สามารถสนับสนุนสงครามกับอิหร่าน ด้วยความเชื่อมั่นอย่างแท้จริงว่านั่นคือสิ่งที่ควรทำได้

ในจดหมายลาออกที่ส่งถึง โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เคนท์ระบุว่า “อิหร่านไม่ได้เป็นภัยคุกคามแบบปัจจุบันทันด่วนต่อประเทศชาติของเรา และเป็นที่ชัดเจนว่าเราเริ่มสงครามครั้งนี้เนื่องจากแรงกดดันจากอิสราเอลและกลุ่มล็อบบี้ของอิสราเอลที่มีอิทธิพลในอเมริกา”

“ผมสนับสนุนค่านิยมและนโยบายต่างประเทศที่คุณใช้หาเสียงในปี 2559, 2563 และ 2567 ซึ่งคุณได้นำมาปฏิบัติจริงในวาระแรกของคุณ” นายเคนท์ระบุ “จนกระทั่งถึงเดือนมิถุนายนปี 2568 คุณยังเข้าใจดีว่าสงครามในตะวันออกกลางคือกับดักที่พรากชีวิตอันมีค่าของเหล่าผู้รักชาติชาวอเมริกัน และทำให้ความมั่งคั่งรวมถึงความรุ่งเรืองของชาติเราหมดสิ้นไป”

ทั้งนี้ เมื่อเดือนมิถุนายน 2568 สหรัฐฯ เข้าไปมีส่วนร่วมในสงคราม 12 วัน ระหว่างอิสราเอลกับอิหร่าน โดยทิ้งระเบิด “บังเกอร์บัสเตอร์” เพื่อทำลายโรงงานนิวเคลียร์ใต้ดินของอิหร่าน 3 แห่ง ซึ่งโดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า ทำเพื่อกำจัดภัยคุกคามนิวเคลียร์ของอิหร่าน

นายเคนท์ระบุต่อว่า “ในฐานะทหารผ่านศึกที่เคยออกรบมาแล้ว 11 ครั้ง และในฐานะสามีดาวทอง (Gold Star husband) ที่ต้องสูญเสีย แชนนอน ภรรยาอันเป็นที่รักในสงครามที่ถูกสร้างขึ้นโดยอิสราเอล ผมไม่สามารถสนับสนุนการส่งคนรุ่นต่อไปออกไปสู้รบและล้มตายในสงครามที่ไม่มีประโยชน์ใดๆ ต่อชาวอเมริกัน และไม่คุ้มค่ากับการแลกด้วยชีวิตของคนอเมริกันได้”

อนึ่ง โดนัลด์ ทรัมป์ เป็นผู้เลือกนายเคนท์ให้ดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการก่อการร้ายแห่งชาติของสหรัฐฯ โดยวุฒิสภาให้การรับรองตำแหน่งของเขาเมื่อเดือนกรกฎาคม 2568

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ

อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ

17 มี.ค. 2569 17:16 น.

อิสราเอลอ้างสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาฯ หน่วยความมั่นคงอิหร่าน พร้อม ผบ.กองกำลังบาซิจ

รมว.กลาโหมอิสราเอลเผยความสำเร็จในการสังหาร “อาลี ลาริจานี” เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน และผู้บัญชาการกองกำลังบาสิจ หลังปฏิบัติการโจมตีทางอากาศใจกลางเมืองหลวงอิหร่านเมื่อคืนที่ผ่านมา หากเป็นจริงจะถือเป็นการสูญเสียครั้งใหญ่ที่สุดของอิหร่านนับตั้งแต่การสังหารอาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน

อิสราเอล คัตซ์  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล แถลงว่า อาลี ลาริจานี (Ali Larijani) เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุดของอิหร่าน และ โฆลาม เรซา สุไลมานี ผู้บัญชาการกองกำลังกึ่งทหารบาสิจ ถูกสังหารแล้วในปฏิบัติการเมื่อคืนวันจันทร์ (16 มี.ค.)

“ผมเพิ่งได้รับรายงานอัปเดตจากเสนาธิการทหารว่า ลาริจานี เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติสูงสุด และหัวหน้าหน่วยบาสิจ (สุไลมานี) ซึ่งเป็นกลไกหลักในการปราบปรามของอิหร่าน ได้ถูกกำจัดแล้วเมื่อคืนนี้” คัตซ์ระบุในแถลงการณ์จากกระทรวงกลาโหม

จนถึงขณะนี้ ทางการอิหร่านยังไม่ได้ออกมาแถลงยืนยันหรือปฏิเสธรายงานดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สื่อของรัฐบาลอิหร่านได้เผยแพร่บันทึกที่เขียนด้วยลายมือของลาริจานีผ่านช่องทางโซเชียลมีเดียของเขา โดยมีเนื้อหาไว้อาลัยแก่เหล่าทหารเรืออิหร่านที่เสียชีวิตจากการโจมตีของสหรัฐฯ ในน่านน้ำสากล ซึ่งจะมีพิธีศพในวันอังคารนี้ ทว่ายังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าการเผยแพร่บันทึกดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อพิสูจน์ว่าเขายังมีชีวิตอยู่หรือไม่

หากการเสียชีวิตได้รับการยืนยัน ลาริจานีจะเป็นบุคคลระดับสูงที่สุดที่ถูกสังหารในสงครามครั้งนี้นับตั้งแต่ปฏิบัติการร่วมระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล ที่ส่งผลให้ อาลี คาเมเนอี อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน และสมาชิกในครอบครัวเสียชีวิตเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา

ทั้งนี้ อาลี ลาริจานี ถือเป็นบุคคลสำคัญในโครงสร้างอำนาจของอิหร่านมาอย่างยาวนาน เขาเคยดำรงตำแหน่งประธานรัฐสภาอิหร่าน และเคยเป็นหัวหน้าคณะเจรจาด้านนิวเคลียร์ของอิหร่านกับชาติตะวันตก เขาปรากฏตัวต่อสาธารณะครั้งล่าสุดเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา ในงานเดินขบวน “วันอัล-กุดส์” พร้อมกับประธานาธิบดี มาซูด เปเซชเคียน

กองทัพอิสราเอลระบุผ่านแพลตฟอร์ม X ว่าปฏิบัติการครั้งนี้ขับเคลื่อนด้วยหน่วยข่าวกรองทหารที่แม่นยำ โดยกองทัพอากาศได้ดำเนินการโจมตีเป้าหมายใจกลางกรุงเตหะราน เพื่อกำจัด โฆลาม เรซา สุไลมานี ผู้บัญชาการหน่วยบาสิจ ซึ่งทำหน้าที่คุมกองกำลังรักษาความมั่นคงภายในภายใต้กองกำลังพิทักษ์การปฏิวัติอิสลาม (IRGC) มาตลอด 6 ปีที่ผ่านมา.

ที่มา  Al Jazeera

อิรักรุดเจรจาอิหร่าน ขอเปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

อิรักรุดเจรจาอิหร่าน ขอเปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

17 มี.ค. 2569 16:47 น.

อิรักรุดเจรจาอิหร่าน ขอเปิดทางเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

รัฐมนตรีน้ำมันอิรักเผย กำลังประสานงานใกล้ชิดกับทางการอิหร่าน เพื่อขออนุญาตให้เรือขนส่งน้ำมันบางส่วนสามารถสัญจรผ่านช่องแคบฮอร์มุซได้ หลังการสู้รบทำยอดส่งออกดิ่งเหว พร้อมเร่งฟื้นฟูท่อส่งน้ำมันสายประวัติศาสตร์เชื่อมตุรกีเพื่อเพิ่มทางเลี่ยงวิกฤต

นายฮายัน อับเดล-กานี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงน้ำมันของอิรัก เปิดเผยผ่านสถานีโทรทัศน์ท้องถิ่น Al-Sharqiya ว่า อิรักกำลังอยู่ระหว่างการติดต่อประสานงานกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของอิหร่าน เพื่อขออนุมัติให้เรือบรรทุกน้ำมันบางลำสามารถเดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งพลังงานของโลก

รมว.น้ำมันอิรักระบุว่า “เราจำเป็นต้องระบุตัวตนของเรือเหล่านี้ ทั้งชื่อเรือ สังกัด และเจ้าของเรือ ให้ทางอิหร่านทราบ เพื่อที่เราจะสามารถกลับมาดำเนินการส่งออกน้ำมันได้อีกครั้ง” 

ปัจจุบันอิหร่านได้สั่งปิดช่องแคบดังกล่าว ส่งผลกระทบต่อเรือจากเกือบทุกประเทศ ซึ่งในสภาวะปกติ ช่องแคบแห่งนี้ถือเป็นเส้นทางลำเลียงน้ำมันดิบถึง 1 ใน 5 ของปริมาณการใช้ทั่วโลก

อิรักในฐานะสมาชิกผู้ร่วมก่อตั้งกลุ่ม OPEC พึ่งพารายได้จากการขายน้ำมันดิบสูงถึง 90% ของงบประมาณแผ่นดิน ก่อนเกิดสงครามเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา อิรักเคยส่งออกน้ำมันราว 3.5 ล้านบาร์เรลต่อวัน โดยส่วนใหญ่ส่งออกจากแหล่งน้ำมันบาสราทางตอนใต้ผ่านทางช่องแคบฮอร์มุซ

อย่างไรก็ตาม นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้ง ปริมาณการผลิตน้ำมันของอิรักลดลงอย่างรวดเร็วจาก 4.4 ล้านบาร์เรลต่อวัน เหลือเพียงประมาณ 1.2 ล้านบาร์เรลต่อวัน เนื่องจากคลังเก็บน้ำมันเต็มและไม่สามารถส่งออกได้

นอกจากการเจรจากับอิหร่านแล้ว อิรักยังเร่งแผนสำรองด้วยการฟื้นฟูท่อส่งน้ำมันที่ไม่ได้ใช้งานมานานกว่าทศวรรษ เพื่อส่งน้ำมันตรงไปยังท่าเรือเจย์ฮัน ของตุรกี โดยไม่ต้องผ่านภูมิภาคเคอร์ดิสถาน

รัฐมนตรีน้ำมันระบุว่า อิรักจะตรวจสอบท่อส่งน้ำมันระยะทาง 100 กิโลเมตรแรกภายในหนึ่งสัปดาห์ เพื่อเตรียมพร้อมสำหรับการส่งออกโดยตรงจากแหล่งน้ำมันในเคอร์คุก หากสามารถเปิดใช้งานได้อีกครั้ง ท่อส่งดังกล่าวจะเป็นทางเลือกสำคัญในช่วงที่การขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซเผชิญข้อจำกัดรุนแรง

ท่อส่งเคอร์คุก-เจย์ฮาน ซึ่งมีความยาวรวมประมาณ 960 กิโลเมตร เคยรองรับการส่งออกน้ำมันราว 0.5% ของอุปทานโลก แต่ต้องปิดดำเนินการตั้งแต่ปี 2557 หลังถูกโจมตีซ้ำโดยกลุ่มรัฐอิสลาม โดยกระทรวงน้ำมันอิรักประเมินว่า หากกลับมาใช้งานได้ในระยะแรก จะสามารถส่งออกได้ประมาณ 250,000 บาร์เรลต่อวัน และอาจเพิ่มเป็น 450,000 บาร์เรลต่อวัน หากรวมปริมาณจากแหล่งน้ำมันในเขตเคอร์ดิสถาน

การเปิดใช้งานท่อส่งน้ำมันสายนี้อีกครั้งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่จะทำให้อิรักมีทางเลือกในการส่งออกน้ำมันสู่ตลาดโลก ในขณะที่เส้นทางหลักอย่างช่องแคบฮอร์มุซยังคงเผชิญกับภาวะชะงักงันอย่างรุนแรงจากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง.

ที่มา Reuters

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย "อิหร่าน-ตะวันออกกลาง"

17 มี.ค. 2569 16:01 น.

จีนประกาศส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมช่วย “อิหร่าน-ตะวันออกกลาง”

รัฐบาลจีนเตรียมส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินครอบคลุมทั้งอิหร่าน เลบานอน จอร์แดน และอิรัก หลังเผชิญภัยพิบัติทางมนุษยธรรมอย่างรุนแรงจากการโจมตีของสหรัฐฯ-อิสราเอล พร้อมเดินหน้าบทบาทกาวใจเรียกร้องทุกฝ่ายยุติการสู้รบ

รัฐบาลจีนประกาศว่า เตรียมจัดส่งความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมให้แก่ประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึงอิหร่านและเลบานอน ซึ่งตกเป็นเป้าหมายของการโจมตีโดยสหรัฐฯ และอิสราเอล ในขณะที่ความขัดแย้งก้าวเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม

นายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศจีน ระบุในระหว่างการแถลงข่าวว่า สงครามครั้งนี้ได้ก่อให้เกิด “ภัยพิบัติทางมนุษยธรรมที่ร้ายแรง” ในอิหร่านและประเทศใกล้เคียง “จีนจึงตัดสินใจที่จะมอบความช่วยเหลือด้านมนุษยธรรมฉุกเฉินให้แก่ อิหร่าน จอร์แดน เลบานอน และอิรัก โดยหวังว่าสิ่งนี้จะช่วยบรรเทาความทุกข์ยากที่ประชากรในพื้นที่กำลังเผชิญอยู่” แม้จะยังไม่มีการระบุรายละเอียดของสิ่งของหรือมูลค่าความช่วยเหลือในขณะนี้

โฆษกกระทรวงต่างประเทศยังย้ำว่า จีนจะพยายามอย่างเต็มที่ในการส่งเสริมสันติภาพและหยุดยั้งสงคราม เพื่อป้องกันไม่ให้วิกฤตด้านมนุษยธรรมแพร่กระจายไปมากกว่านี้

ในฐานะพันธมิตรที่ใกล้ชิดของอิหร่าน จีนได้เรียกร้องให้สหรัฐฯ และอิสราเอลยุติการโจมตีอิหร่าน ขณะเดียวกันก็วิพากษ์วิจารณ์การที่อิหร่านตอบโต้ด้วยการโจมตีกลุ่มประเทศในอ่าวเปอร์เซียซึ่งเป็นที่ตั้งของฐานทัพสหรัฐฯ

ที่ผ่านมา จีนพยายามแสดงบทบาทตัวกลางในการไกล่เกลี่ย โดยนายไจ๋ จุ้น ทูตพิเศษด้านปัญหาตะวันออกกลางของรัฐบาลจีน ได้เข้าพบกับรัฐมนตรีต่างประเทศของซาอุดีอาระเบียเพื่อหารือเรื่องการลดระดับความรุนแรง เช่นเดียวกับนายหวัง อี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ที่ออกมาเน้นย้ำว่าสงครามครั้งนี้ “ไม่ควรเกิดขึ้นตั้งแต่แรก”

การประกาศมอบความช่วยเหลือของจีนเกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ตึงเครียดทางการทูต หลังจากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ แจ้งขอเลื่อนกำหนดการเดินทางเยือนกรุงปักกิ่ง ซึ่งเดิมกำหนดไว้ 31 มี.ค. – 2 เม.ย. ออกไปประมาณ 1 เดือน เพื่อจัดการกับปัญหาสงครามในตะวันออกกลาง

นอกจากนี้ ทรัมป์ยังพยายามกดดันให้จีนช่วยกดดันอิหร่านในการเปิด “ช่องแคบฮอร์มุซ” เส้นทางเดินเรือยุทธศาสตร์ที่ถูกอิหร่านปิดเพื่อตอบโต้สหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาน้ำมันโลกพุ่งทะลุ 100 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล อย่างไรก็ตาม ทางการจีนระบุว่าได้รับทราบคำชี้แจงจากทำเนียบขาวแล้ว และย้ำว่าการเลื่อนเยือนครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับเงื่อนไขเรื่องเสรีภาพการเดินเรือในช่องแคบตามที่มีรายงานข่าวกรองบางกระแสระบุไว้

ปัจจุบัน ทั้งจีนและสหรัฐฯ ยังคงรักษาการสื่อสารเพื่อกำหนดวันนัดหมายใหม่สำหรับการประชุมสุดยอดระหว่าง ทรัมป์ และ สี จิ้นผิง เพื่อเป้าหมายในการปรับความสัมพันธ์และขยายระยะเวลาพักรบสงครามการค้าต่อไป.

ที่มา Xinhua