“ทรัมป์” ขอเลื่อนเยือนจีนแล้ว อ้างต้องอยู่คุมศึกกับอิหร่าน ปัดเกี่ยวข้องปมบีบช่วยเปิดฮอร์มุซ

"ทรัมป์" ขอเลื่อนเยือนจีนแล้ว อ้างต้องอยู่คุมศึกกับอิหร่าน ปัดเกี่ยวข้องปมบีบช่วยเปิดฮอร์มุซ

17 มี.ค. 2569 11:18 น.

“ทรัมป์” ขอเลื่อนเยือนจีนแล้ว อ้างต้องอยู่คุมศึกกับอิหร่าน ปัดเกี่ยวข้องปมบีบช่วยเปิดฮอร์มุซ

“โดนัลด์ ทรัมป์” ปธน.สหรัฐฯ ขอเลื่อนการเดินทางเยือนจีนเพื่อประชุมสุดยอดกับ “สี จิ้นผิง” แล้ว อ้างติดภารกิจคุมสงครามกับอิหร่าน ยืนยันไม่เกี่ยวปมบีบให้จีนยื่นมือเข้าช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

สื่อต่างประเทศรายงานว่า วานนี้ (16 มี.ค.) นายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เปิดเผยว่าเขามีแผนที่จะเลื่อนกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีน เพื่อเข้าร่วมการประชุมสุดยอดผู้นำกับ นายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีนออกไปก่อนราว 1 เดือน จากกำหนดการเดิมในปลายเดือนมีนาคมที่จะถึงนี้ โดยให้เหตุผลว่า เขาต้องการอยู่บัญชาการสถานการณ์สงครามกับอิหร่านอย่างใกล้ชิด พร้อมย้ำว่าท่ามกลางช่วงเวลาที่ความขัดแย้งกำลังทวีความรุนแรงเช่นนี้เขาจำเป็นจะต้องอยู่สั่งการและตัดสินใจในเรื่องสำคัญด้วยตนเอง

โดยเดิมทีกำหนดการพบปะระหว่างนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนายสี จิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน มีกำหนดจะเกิดขึ้นระหว่างวันที่ 31 มีนาคม ถึง 2 เมษายน ที่จะถึงนี้ โดยถือเป็นการพบกันครั้งแรกนับตั้งแต่การหารือครั้งล่าสุดในเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

ประธานาธิบดีทรัมป์ยืนยันว่า การเลื่อนการพบปะครั้งนี้ไม่มีนัยทางการเมืองแอบแฝง รวมถึงไม่ได้เกี่ยวข้องกับการบีบบังคับให้จีนช่วยเปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซแต่อย่างใด พร้อมระบุว่าเขายังคงตั้งตารอที่จะได้พบกับนายสี จิ้นผิง และย้ำว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้นำทั้งสองยังคงเป็นไปด้วยดี

สอดคล้องกับคำแถลงของ นายสก็อต เบสเซนต์ (Scott Bessent) รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังสหรัฐฯ ที่ระบุว่า การขอเลื่อนประชุมสุดยอดผู้นำครั้งนี้ไม่ใช่เพราะทางสหรัฐฯ ต้องการกดดันให้จีนยื่นมือช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หรือปมเรื่องความขัดแย้งทางการค้าของทั้งสองประเทศแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะประธานาธิบดีทรัมป์ ต้องการอยู่ประสานงานด้านสถานการณ์สงครามอิหร่านด้วยตนเองที่กรุงวอชิงตัน และการเดินทางเยือนต่างประเทศในช่วงเวลานี้จึงอาจไม่ใช่สิ่งที่เหมาะสมนัก

อย่างไรก็ตาม ความเคลื่อนไหวดังกล่าวเกิดขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่ทรัมป์ได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อดังอย่าง Financial Times ว่าเขาอาจเลื่อนการประชุมสุดยอดผู้นำออกไป หากจีนไม่ยอมยื่นมือเข้าช่วยคลี่คลายปัญหาการปิดช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งสินค้าพลังงานที่สำคัญของโลกซึ่งถูกอิหร่านปิดกั้นไว้ในขณะนี้ จนทำให้ราคาน้ำมันในสหรัฐฯ และทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างหนัก

ทั้งนี้สถานการณ์ทางการค้าระหว่างสองประเทศก็ยังคงมีความตึงเครียด หลังจากศาลฎีกาสหรัฐฯ ได้มีคำสั่งยกเลิกนโยบายกำแพงภาษีของทรัมป์ไปเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา รัฐบาลทรัมป์จึงประกาศเดินหน้าสอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าของจีนรวมถึงอีกหลายประเทศอีกครั้ง โดยล่าสุดตัวแทนจากสองฝ่ายเพิ่งเสร็จสิ้นการเจรจาเพื่อหาทางออกเรื่องภาษีและการคว่ำบาตรเศรษฐกิจไปเมื่อสองวันที่ผ่านมา ณ กรุงปารีส ประเทศฝรั่งเศส 

โดยนายหลี่ เฉิงกัง (Li Chenggang) หัวหน้าทีมเจรจาด้านการค้าของจีน ได้เปิดเผยกับสำนักข่าวซินหัว ว่าสองฝ่ายสามารถบรรลุฉันทามติได้ในบางประเด็น แต่แผนการสอบสวนแนวปฏิบัติทางการค้าของจีนโดยสหรัฐฯยังทำให้เขามีความกังวลอย่างมาก เขาจึงอยากเรียกร้องให้สหรัฐฯ คำนึงถึงการรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจเป็นหลักในยามนี้ที่ทั่วโลกกำลังเผชิญวิกฤตจากสงคราม.

ที่มา: BBC

นักวิเคราะห์ชี้ ทรัมป์ดึงกำลังจากอินโด-แปซิฟิกไปรบอิหร่าน สบโอกาสให้จีนขยายอิทธิพลในภูมิภาค

นักวิเคราะห์ชี้ ทรัมป์ดึงกำลังจากอินโด-แปซิฟิกไปรบอิหร่าน สบโอกาสให้จีนขยายอิทธิพลในภูมิภาค

17 มี.ค. 2569 11:12 น.

นักวิเคราะห์ชี้ ทรัมป์ดึงกำลังจากอินโด-แปซิฟิกไปรบอิหร่าน สบโอกาสให้จีนขยายอิทธิพลในภูมิภาค

อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่า รัฐบาลโดนัลด์ ทรัมป์กำลังถอนทรัพยากรทางทหารสำคัญจากอินโด-แปซิฟิกไปตะวันออกกลางเพื่อทำสงครามกับอิหร่าน อาจทำให้ความสามารถยับยั้งจีนอ่อนแอลง

วันที่ 17 มีนาคม 2569 อดีตเจ้าหน้าที่ระดับสูงของสหรัฐฯ แสดงความกังวลว่า รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ กำลังถอน หรือโยกย้ายทรัพยากรทางทหารที่ใช้ยับยั้งภัยคุกคามในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ไปสนับสนุนปฏิบัติการในสงครามกับอิหร่าน

คำเตือนเกิดขึ้นหลังมีรายงานว่า สหรัฐฯ ได้ย้ายองค์ประกอบบางส่วนของระบบป้องกันขีปนาวุธ THAAD จาก เกาหลีใต้ ไปยังตะวันออกกลาง และส่งกำลังทหารกว่า 2,000 นายจากหน่วย 31st Marine Expeditionary Unit ซึ่งประจำการในญี่ปุ่น ไปยังภูมิภาคตะวันออกกลางเช่นเดียวกัน อดีตเจ้าหน้าที่สหรัฐฯรายหนึ่งกล่าวว่า ขีดความสามารถทางทหารจำนวนมากที่ใช้ยับยั้งภัยคุกคามในอินโด-แปซิฟิก ถูกถอนออกไปในช่วงเวลาที่จีนเพิ่มกิจกรรมทางทหารรอบไต้หวันอย่างไม่เคยมีมาก่อน

ขณะเดียวกัน เรือบรรทุกเครื่องบิน USS George Washington (CVN‑73) ซึ่งเป็นเรือบรรทุกเครื่องบินที่ประจำการล่วงหน้าในญี่ปุ่น กำลังอยู่ระหว่างการซ่อมบำรุง ทำให้ช่วงนี้ไม่มีเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ที่พร้อมปฏิบัติการเต็มรูปแบบในภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก 

ความเคลื่อนไหวของสหรัฐฯ ยังสร้างความกังวลให้พันธมิตรในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น และ เกาหลีใต้ ที่เกรงว่าสงครามในตะวันออกกลางอาจทำให้สหรัฐฯ หันเหความสนใจจากภูมิภาคอินโด-แปซิฟิก ซึ่งถือเป็นแนวหน้าหลักในการรับมือจีนและ เกาหลีเหนือ ขณะที่นักวิเคราะห์ด้านความมั่นคงบางรายเตือนว่า หากความขัดแย้งกับอิหร่านยืดเยื้อ สหรัฐอาจต้องเผชิญภาวะกระจายกำลังเกินขีดจำกัด  ซึ่งอาจกระทบต่อยุทธศาสตร์ระยะยาวในการรักษาสมดุลอำนาจในเอเชียตะวันออก.

ที่มา NHK

“ฌอน เพนน์” ทิ้งงานออสการ์ บินด่วนพบ “ปธน.เซเลนสกี” ที่ยูเครน

"ฌอน เพนน์" ทิ้งงานออสการ์ บินด่วนพบ "ปธน.เซเลนสกี" ที่ยูเครน

17 มี.ค. 2569 10:45 น.

“ฌอน เพนน์” ทิ้งงานออสการ์ บินด่วนพบ “ปธน.เซเลนสกี” ที่ยูเครน

“ฌอน เพนน์” ไม่ร่วมงานประกาศผลรางวัลออสการ์ แม้จะคว้ารางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจาก “One Battle After Another” เพื่อเดินทางไปยังยูเครน และเข้าพบประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี ยืนยันให้การสนับสนุนเต็มตัว พร้อมแผนเตรียมลงพื้นที่แนวหน้าการรบ

แม้จะเป็นคืนที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของชีวิตนักแสดง แต่ ฌอน เพนน์ นักแสดงเจ้าบทบาทชื่อดัง กลับเลือกที่จะไม่ปรากฏตัวในงานประกาศผลรางวัลออสการ์เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา แม้เขาจะเพิ่งคว้าเตอร์รางวัลนักแสดงสมทบชายยอดเยี่ยมจากภาพยนตร์เรื่อง “One Battle After Another” มาครองได้สำเร็จก็ตาม โดยมีรายงานยืนยันว่าเขาปรากฏตัวที่กรุงเคียฟ ประเทศยูเครน เมื่อวันจันทร์ (16 มี.ค.) เพื่อเข้าพบประธานาธิบดีโวโลดิมีร์ เซเลนสกี

ผู้สื่อข่าวจากสำนักข่าว AFP รายงานว่าพบเห็นดาราเจ้าของรางวัลออสการ์จากเรื่อง Mystic River ก้าวลงจากรถยนต์สีดำใจกลางกรุงเคียฟเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ ในลุคสวมแว่นกันแดดและถือซองบุหรี่ ซึ่งการเดินทางครั้งนี้ถือเป็นการตอกย้ำบทบาทของเขาในฐานะผู้สนับสนุนยูเครนอย่างแรงกล้า หลังจากที่เขาเคยเดินทางเยือนยูเครนมาแล้วหลายครั้ง

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของยูเครนเปิดเผยกับ AFP ว่า “เรายืนยันได้ว่าเขาอยู่ในยูเครน แต่นี่เป็นการเดินทางส่วนตัวตามความประสงค์ของเขาที่มองว่าจำเป็นต้องมาอยู่ที่นี่ เพราะเขาเพียงแค่ต้องการสนับสนุนยูเครนเท่านั้น”

ฌอน เพนน์ ได้เข้าพบกับประธานาธิบดีเซเลนสกี ซึ่งทั้งคู่มีความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นจากการที่เพนน์เคยร่วมกำกับภาพยนตร์สารคดีเกี่ยวกับตัวผู้นำยูเครนในปี 2023 โดยเซเลนสกีได้โพสต์ภาพการพบกันผ่านโซเชียลมีเดียพร้อมข้อความระบุว่า:

“ฌอน เพราะคุณ… พวกเราถึงได้รู้ว่ามิตรแท้ของยูเครนเป็นอย่างไร คุณยืนเคียงข้างเราตั้งแต่วันแรกของสงครามเต็มรูปแบบ และจนถึงวันนี้คุณก็ยังอยู่ตรงนี้”

นอกจากนี้ เซเลนสกีเคยให้สัมภาษณ์เมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมาว่า เขาได้ชมภาพยนตร์เรื่องล่าสุดของเพนน์ “One Battle After Another” และชื่นชมผลงานเรื่องนี้อย่างมาก ขณะที่แหล่งข่าวอีกรายระบุว่า เพนน์มีแผนที่จะเดินทางลงพื้นที่ “แนวหน้าการรบ” ทางตะวันออกของยูเครนในเร็วๆ นี้ด้วย

เส้นทางการสนับสนุนยูเครนของเพนน์นั้นยาวนานและจริงจัง เขาเคยเปิดตัวสารคดี “Superpower” ในปี 2023 ที่เทศกาลภาพยนตร์เบอร์ลิน ซึ่งถ่ายทอดเรื่องราวของเซเลนสกีจากนักแสดงตลกสู่ผู้นำในภาวะสงคราม และในปี 2025 เขายังเคยจูงมือ “โบโน่” นักร้องนำวง U2 ไปร่วมรณรงค์ให้ตะวันตกยืนหยัดเคียงข้างยูเครนบนพรมแดงเทศกาลหนังเมืองคานส์มาแล้ว

เพนน์เคยกล่าวในเทศกาลภาพยนตร์ลูมิแยร์ (Lumiere Film Festival) เมื่อปีที่ผ่านมาถึงแรงผลักดันในการทำงานว่า สำหรับเขาแล้ว การตื่นเช้ามาทำงานไม้ในเวิร์กช็อป การแสดงหนัง การกำกับ หรือการทำงานเอ็นจีโอ (NGO) นั้นไม่ต่างกันเลย

เพนน์กล่าวว่า “มันคือความพยายามที่จะสร้างคุณค่าเพิ่มให้กับโลกเสมอ บางครั้งคุณอาจจะทำพลาดไปกระตุ้นสถานการณ์ให้แย่ลงบ้าง ดังนั้นคุณต้องชั่งน้ำหนักระหว่างความเสี่ยงและผลประโยชน์ในทุกๆ เรื่อง โดยคำนึงถึงสถานการณ์เป็นหลัก ไม่ใช่เพื่อตัวเราเอง”.

ที่มา AFP / Variety

รายงานชี้ “คิม จองอึน” ส่งทหารเกาหลีเหนือ-ขายอาวุธให้รัสเซีย โกยเงินสงครามยูเครน14,400 ล้านดอลลาร์

รายงานชี้ "คิม จองอึน" ส่งทหารเกาหลีเหนือ-ขายอาวุธให้รัสเซีย โกยเงินสงครามยูเครน14,400 ล้านดอลลาร์

17 มี.ค. 2569 10:29 น.

รายงานชี้ “คิม จองอึน” ส่งทหารเกาหลีเหนือ-ขายอาวุธให้รัสเซีย โกยเงินสงครามยูเครน14,400 ล้านดอลลาร์

เผย “คิม จองอึน” อาจทำรายได้มหาศาลถึง 14,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ จากการส่งกำลังทหารเข้าร่วมสงครามระหว่าง รัสเซีย และ ยูเครน รวมถึงการส่งออกอาวุธให้กับรัสเซีย

วันที่ 17 มีนาคม 2569 นายอิม ซูโฮ นักวิจัยจากสถาบันยุทธศาสตร์ความมั่นคงแห่งชาติ ของเกาหลีใต้ เปิดเผยรายงานที่ระบุว่า เกาหลีเหนืออาจทำรายได้สูงถึง 14,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือประมาณ 467,000 ล้านบาท จากการส่งกำลังทหารเข้าร่วมสงครามระหว่าง รัสเซีย และ ยูเครน รวมถึงการส่งออกอาวุธให้กับรัสเซีย

รายงานฉบับนี้ได้รับการเผยแพร่เมื่อวันที่ 16 มีนาคม โดยสำนักข่าวยอนฮัป ระบุว่า หากเกาหลีเหนือได้รับค่าตอบแทนจากการส่งทหารและขายอาวุธครบถ้วน ผลกระทบสำคัญของมาตรการคว่ำบาตรซึ่งมุ่งตัดรายได้สกุลเงินต่างประเทศของเกาหลีเหนืออาจลดทอนลง

โดยรายงานประเมินว่า เกาหลีเหนือได้ส่งทหารเข้าร่วมรบในสงครามการสู้รบกับยูเครนอย่างน้อย 4 ครั้งตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 รวมแล้วมากกว่า 20,000 นาย นอกจากนี้ ก่อนการส่งกำลังทหารยังมีหลักฐานจากภาพถ่ายดาวเทียม ที่พบว่าเกาหลีเหนือได้ลำเลียงอาวุธหลายชนิดไปยังรัสเซียช่วงระหว่าง เดือนสิงหาคม 2566 ถึงเดือนธันวาคมปีที่ผ่านมา เกาหลีเหนือคาดว่ามีรายได้จากกิจกรรมดังกล่าวระหว่าง 7,670 ล้านดอลลาร์ ถึง 14,400 ล้านดอลลาร์

นอกจากนี้ยังมีรายได้โดยตรงจากการส่งทหาร อาทิ ค่าจ้างทหารและเงินชดเชยกรณีเสียชีวิต ประเมินว่ามีมูลค่าประมาณ 620 ล้านดอลลาร์ และอาจสร้างรายได้ราว 560 ล้านดอลลาร์ต่อปี หากสถานการณ์ยังดำเนินต่อไป

อย่างไรก็ตาม รายงานระบุว่า ค่าตอบแทนที่ได้รับการยืนยันจริงจนถึงขณะนี้มีเพียง ประมาณ 4–19.6% ของรายได้ที่คาดการณ์ทั้งหมด ขณะที่นักวิจัยยังเชื่อว่า เกาหลีเหนืออาจได้รับค่าตอบแทนเพิ่มเติมในรูปแบบเทคโนโลยีทางทหารขั้นสูง ชิ้นส่วนความแม่นยำสูง และวัสดุสำคัญ ซึ่งยากต่อการตรวจจับผ่านข้อมูลสาธารณะหรือภาพถ่ายดาวเทียม.

ที่มา Yonhap

ญี่ปุ่นประกาศเริ่มต้นฤดูชมดอกซากุระอย่างเป็นทางการแล้ว

ญี่ปุ่นประกาศเริ่มต้นฤดูชมดอกซากุระอย่างเป็นทางการแล้ว

17 มี.ค. 2569 09:46 น.

ญี่ปุ่นประกาศเริ่มต้นฤดูชมดอกซากุระอย่างเป็นทางการแล้ว

ญี่ปุ่นประกาศเริ่มต้นฤดูชมดอกซากุระอย่างเป็นทางการ หลังจังหวัดโคจิและจังหวัดกิฟุทางตะวันตกของประเทศ รายงานพบดอกซากุระบานชุดแรกของปี

เจ้าหน้าที่จากสำนักงานอุตุนิยมวิทยาในจังหวัดโคจิได้ตรวจสอบ “ต้นตัวอย่าง” ใกล้ปราสาทโคจิ และพบดอกซากุระบานแล้ว 6 ดอก ซึ่งตามเกณฑ์จะถือว่าเริ่มต้นฤดูกาลอย่างเป็นทางการเมื่อมีดอกบานมากกว่า 5 ดอก

ชิโนบุ อิโมโตะ เจ้าหน้าที่สำนักงานอุตุนิยมวิทยาโคจิ ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ทีบีเอสของญี่ปุ่นว่า ปริมาณฝนที่ลดลงในช่วงเดือนพฤศจิกายนถึงมกราคม รวมถึงช่วงเวลาที่มีแสงแดดยาวนาน อาจเป็นปัจจัยที่ช่วยกระตุ้นให้ต้นซากุระเริ่มผลิดอกเร็วขึ้น

โดยปกติแล้ว ดอกซากุระของญี่ปุ่นจะบานเต็มที่ในช่วงปลายเดือนมีนาคมถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่งตรงกับช่วงที่ประเทศเริ่มต้นปีการศึกษาและปีงบประมาณใหม่ของภาคธุรกิจด้วย.

ที่มา : Japantimes

ออสเตรเลียปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 762 ล้านลิตร หลังประชาชนแห่กักตุน ราคาพุ่งทั่วประเทศ

ออสเตรเลียปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 762 ล้านลิตร หลังประชาชนแห่กักตุน ราคาพุ่งทั่วประเทศ

17 มี.ค. 2569 08:38 น.

ออสเตรเลียปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉิน 762 ล้านลิตร หลังประชาชนแห่กักตุน ราคาพุ่งทั่วประเทศ

ออสเตรเลียประกาศปล่อยน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ 762 ล้านลิตร หวังบรรเทาวิกฤตพลังงาน หลังประชาชนจำนวนมากแห่เติมและกักตุนเชื้อเพลิง จนบางปั๊มเริ่มน้ำมันหมด ท่ามกลางแรงกดดันจากราคาน้ำมันโลกที่พุ่งสูง

รัฐบาลออสเตรเลีย ประกาศปล่อยน้ำมันสำรองฉุกเฉินจำนวน 762 ล้านลิตรเข้าสู่ตลาด หลังเกิดกระแสประชาชนแห่เติมและกักตุนเชื้อเพลิงทั่วประเทศ ส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงในช่วงหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา

การตัดสินใจดังกล่าวได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการเมื่อคืนที่ผ่านมา (ตามเวลาท้องถิ่น) โดยรัฐบาลระบุว่าเชื้อเพลิงสำรองซึ่งประกอบด้วย น้ำมันเบนซินและดีเซล จะเริ่มทยอยส่งถึงผู้บริโภคตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไป และคาดว่าจะช่วยบรรเทาแรงกดดันด้านราคา หลังราคาน้ำมันในประเทศปรับตัวสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ข้อมูลจาก Australian Competition and Consumer Commission ระบุว่า ราคาน้ำมันใน 5 เมืองใหญ่ของออสเตรเลีย เพิ่มขึ้นเกือบ 50 เซนต์ต่อลิตร ระหว่างวันที่ 20 กุมภาพันธ์ ถึง 11 มีนาคม โดยราคาน้ำมันเฉลี่ยรายวันอยู่ที่ประมาณ 2.20 ดอลลาร์ออสเตรเลียต่อลิตร หรือราว 1.55 ดอลลาร์สหรัฐ

สถานการณ์ดังกล่าวสะท้อนแนวโน้มเดียวกับหลายประเทศทั่วโลกที่กำลังเผชิญ ราคาพลังงานพุ่งสูง จากความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์

ในรัฐที่มีประชากรมากที่สุดของประเทศอย่างนิวเซาท์เวลส์ เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า สถานีบริการน้ำมัน 32 แห่ง จากทั้งหมดกว่า 3,000 แห่ง กำลังมีปริมาณน้ำมันเหลือน้อยหรือบางแห่งถึงขั้นหมดสต็อก

ขณะเดียวกันมีรายงานว่าเกิด คิวยาวตามสถานีบริการน้ำมัน เนื่องจากประชาชนจำนวนมากเร่งเติมและกักตุนเชื้อเพลิง แม้ว่ารัฐบาลจะขอความร่วมมือให้ซื้อเท่าที่จำเป็นก็ตาม

ด้าน คริส โบเวน รัฐมนตรีพลังงานออสเตรเลีย กล่าวว่า ความต้องการใช้น้ำมันในประเทศ เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว หลังเกิดเหตุโจมตีอิหร่านเมื่อไม่นานมานี้

เขากล่าวกับสื่อท้องถิ่นว่า “ขอให้ประชาชนเติมน้ำมันเท่าที่จำเป็น ไม่ควรซื้อน้อยเกินไปหรือมากเกินไป เพราะตอนนี้เราเห็นความต้องการน้ำมันเพิ่มขึ้นเป็นสองเท่านับตั้งแต่เกิดการโจมตีอิหร่าน”

ทั้งนี้ รัฐบาลออสเตรเลียหวังว่าการปล่อยน้ำมันสำรองครั้งนี้จะช่วย ลดแรงกดดันด้านราคาน้ำมันและคลี่คลายภาวะตื่นตระหนกของประชาชน ในช่วงที่ตลาดพลังงานโลกยังคงผันผวนอย่างหนัก.

ที่มา : BBC

พูดไม่ตรงกัน! ทำเนียบขาวเผยอิหร่านติดต่อขอเจรจาสหรัฐฯ แต่เตหะรานปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่เคยส่งสัญญาณคุย

พูดไม่ตรงกัน! ทำเนียบขาวเผยอิหร่านติดต่อขอเจรจาสหรัฐฯ แต่เตหะรานปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่เคยส่งสัญญาณคุย

17 มี.ค. 2569 08:21 น.

พูดไม่ตรงกัน! ทำเนียบขาวเผยอิหร่านติดต่อขอเจรจาสหรัฐฯ แต่เตหะรานปฏิเสธเสียงแข็ง ไม่เคยส่งสัญญาณคุย

ทำเนียบขาวเผย “ทรัมป์” ปฏิเสธที่จะเปิดเจรจากับอิหร่านในเวลานี้ แม้มีการติดต่อผ่านทูตตะวันออกกลาง ขณะที่อิหร่านยังคงยืนกรานปฏิเสธ ไม่ได้ติดต่อกับผู้แทนพิเศษของทรัมป์เพื่อขอเจรจาแต่อย่างใด

เจ้าหน้าที่ระดับสูงของทำเนียบขาวเปิดเผยว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้ปฏิเสธความพยายามในการรื้อฟื้นการเจรจากับอิหร่านในช่วงเวลานี้ แม้ฝ่ายอิหร่านจะพยายามติดต่อผ่านช่องทางการทูตในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา

โดยเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาว 2 คนให้ข้อมูลกับ CNN ว่า เจ้าหน้าที่อิหร่านได้พยายามติดต่อโดยตรงไปยัง สตีฟ วิตคอฟฟ์ ผู้แทนพิเศษด้านตะวันออกกลางของประธานาธิบดีทรัมป์ รวมถึงเจ้าหน้าที่คนอื่น ๆ ในรัฐบาลสหรัฐฯ เพื่อเปิดช่องทางการเจรจาทางการทูตอีกครั้ง

อย่างไรก็ตาม แหล่งข่าวระบุว่า ประธานาธิบดีทรัมป์ได้แจ้งกับทีมงานของตนว่า ยังไม่ต้องการเปิดการเจรจาในเวลานี้

ด้าน อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศอิหร่าน ซึ่งเจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวกล่าวว่าเป็นผู้พยายามติดต่อวิตคอฟฟ์นั้น ได้ออกมาปฏิเสธว่าเขาไม่ได้มีการติดต่อกับผู้แทนพิเศษของทรัมป์ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมาแต่อย่างใด

โดยอารักชีโพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์ม X เมื่อวันจันทร์ว่า

“การติดต่อครั้งสุดท้ายของผมกับนายวิตคอฟฟ์ เกิดขึ้นก่อนที่เจ้านายของเขาจะตัดสินใจทำลายการทูต ด้วยการโจมตีทางทหารที่ผิดกฎหมายต่ออิหร่านอีกครั้ง ข้อกล่าวอ้างใด ๆ ที่ขัดแย้งกับเรื่องนี้ ดูเหมือนมีเป้าหมายเพียงเพื่อทำให้ผู้ค้าตลาดน้ำมันและสาธารณชนเข้าใจผิดเท่านั้น”

รายงานที่ขัดแย้งกันระหว่างสองฝ่าย รวมถึงคำสั่งของทรัมป์ต่อทีมงาน สะท้อนให้เห็นว่า สงครามมีแนวโน้มจะดำเนินต่อไปในระยะใกล้ โดยก่อนหน้านี้สำนักข่าว Axios และ Drop Site News เป็นสื่อแรกที่รายงานเกี่ยวกับความพยายามติดต่อเจรจาที่มีข้อมูลแตกต่างกันระหว่างสองฝ่าย

ขณะเดียวกัน พันธมิตรบางประเทศของสหรัฐฯ ในตะวันออกกลางได้แจ้งต่อทำเนียบขาวว่าพวกเขาพร้อมช่วยเป็นตัวกลางในการไกล่เกลี่ยการเจรจาเกี่ยวกับ โครงการนิวเคลียร์ของอิหร่าน และความเป็นไปได้ในการยุติสงคราม แต่ข้อเสนอเหล่านั้นก็ถูกปฏิเสธไปในช่วงนี้เช่นกัน

เจ้าหน้าที่ทำเนียบขาวยังระบุว่า อีกเหตุผลหนึ่งที่ทรัมป์ยังไม่ต้องการเปิดการเจรจากับอิหร่านในตอนนี้ เป็นเพราะรัฐบาลสหรัฐฯ ไม่มั่นใจว่า โมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ของอิหร่าน มีอำนาจควบคุมสถานการณ์จริงหรือไม่

ประธานาธิบดีทรัมป์กล่าวกับผู้สื่อข่าวเมื่อวันจันทร์ว่า เขาเองก็ยังไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่า คาเมเนอียังมีชีวิตอยู่หรือไม่ เนื่องจากผู้นำคนดังกล่าว ยังไม่ปรากฏตัวต่อสาธารณะเลยนับตั้งแต่มีการประกาศแต่งตั้ง

ทรัมป์กล่าวว่า “มีหลายคนบอกว่าเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส บางคนบอกว่าเขาเสียขาไปแล้ว… ขณะที่บางคนก็บอกว่าเขาเสียชีวิตแล้ว ไม่มีใครบอกได้เลยว่าเขายังแข็งแรงสมบูรณ์ 100% แม้ตอนนี้มีการประกาศแต่งตั้งแล้ว แต่ก็ยังไม่มีใครเห็นตัวเขาเลย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องผิดปกติ”.

ที่มา : CNN

ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้

ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้

17 มี.ค. 2569 05:42 น.

ทรัมป์บอกตกใจ ไม่นึกอิหร่านจะโจมตีเพื่อนบ้าน อ้างสงครามจบเร็วๆ นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ แสดงความประหลาดใจที่อิหร่านโจมตีใส่ประเทศเพื่อนบ้าน โดยอ้างว่าไม่มีใครคาดคิดว่าเรื่องนี้จะเกิดขึ้น ในขณะที่ย้ำด้วยว่า สงครามจะจบลงในเร็วๆ นี้แม้ว่าจะไม่ใช่ภายในสัปดาห์นี้ก็ตาม

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ได้แสดงความประหลาดใจอีกครั้งต่อการที่อิหร่านเปิดฉากโจมตีโต้ตอบไปยังกลุ่มประเทศแถบอ่าวเปอร์เซีย เพื่อเป็นการตอบโต้การโจมตีของสหรัฐฯ กับอิสราเอล

เมื่อผู้สื่อข่าวถามว่าเขารู้สึกประหลาดใจหรือไม่ที่ไม่ได้รับรายงานว่าอิหร่านอาจโจมตีประเทศเพื่อนบ้าน ทรัมป์ตอบว่า “ไม่เลย แม้แต่ผู้เชี่ยวชาญที่เก่งที่สุดก็ไม่มีใครคิดว่าพวกเขาจะกล้าโจมตี ประเทศเหล่านั้นไม่ใช่ว่าจะเรียกว่าเป็นมิตรได้เต็มปาก แต่ก็ดูเหมือนจะเป็นกลาง พวกเขาอยู่ร่วมกันมานานหลายปี”

ทั้งนี้ อิหร่านได้เปิดฉากโจมตีตอบโต้ไปยังหลายประเทศในตะวันออกกลาง รวมถึง กาตาร์, ซาอุดีอาระเบีย, สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, บาห์เรน และคูเวต ทำให้มีผู้เสียชีวิตแล้วหลายสิบราย

นอกจากนี้ ประธานาธิบดีทรัมป์ยังได้ให้กรอบเวลาที่ค่อนข้างกว้างและคลุมเครือเกี่ยวกับระยะเวลาของสงครามกับอิหร่าน หลังจากผู้สื่อข่าวถามเขาว่า สหรัฐฯ จะสามารถเผด็จศึกสงครามนี้ได้ภายในสัปดาห์นี้หรือไม่

“ผมไม่คิดอย่างนั้น แต่มันจะจบลงเร็วๆ นี้ ไม่นานหรอก” ทรัมป์กล่าว “โลกจะปลอดภัยขึ้นมากเมื่อเรื่องนี้จบลง และมันจะจบลงในเร็วๆ นี้”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศ ที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้

ทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศ ที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้

17 มี.ค. 2569 04:42 น.

ทรัมป์อ้าง เตรียมเผยชื่อประเทศ ที่จะช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้

โดนัลด์ ทรัมป์ อ้างว่า เขาเตรียมเปิดเผยชื่อประเทศที่ตกลงส่งเรือรบมาช่วยในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซในเร็วๆ นี้ โดยระบุว่ามี 2-3 ประเทศที่ตกลง พร้อมแสดงความประหลาดใจที่ประเทศอื่นๆ ดูไม่กระตือรือร้น

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ แถลงข่าวที่ห้องทำงานรูปไข่ในทำเนียบขาวสหรัฐฯ ว่า เขาจะประกาศรายชื่อประเทศที่ตกลงช่วยเหลือสหรัฐฯ ในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง “ในไม่ช้า” แม้เขาจะยอมรับว่าพันธมิตรหลายรายได้ปฏิเสธข้อเสนอของเขาไปแล้วก่อนหน้านี้ก็ตาม

“มีอยู่ 2-3 ประเทศ ซึ่งเราจะประกาศรายชื่อในเร็วๆ นี้” ทรัมป์กล่าว “มีบางประเทศที่ก้าวออกมาเสนอตัวตั้งแต่อแรกเลย”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์พยายามกดดันให้ชาติพันธมิตรหลายรายของสหรัฐฯ ให้ช่วยรักษาความปลอดภัยในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งอิหร่านได้ทำการปิดกั้น นับตั้งแต่ถูกสหรัฐฯ และอิสราเอลโจมตีเมื่อ 28 ก.พ. จุดชนวนให้เกิดวิกฤตพลังงานไปทั่วโลก และส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรุนแรง

อย่างไรก็ตาม ทรัมป์ระบุว่าจนถึงขณะนี้มีเพียงไม่กี่ประเทศเท่านั้นที่แสดงความเต็มใจจะช่วยเหลือสหรัฐฯ

“สิ่งที่ทำให้ผมประหลาดใจก็คือ พวกเขาดูไม่ค่อยกระตือรือร้นที่จะช่วยนัก” เขากล่าว พร้อมโต้แย้งว่าประเทศที่ต้องพึ่งพาน้ำมันผ่านช่องแคบนี้อย่างหนัก เช่น จีนและญี่ปุ่น “ควรจะเป็นฝ่ายขอบคุณเราด้วยซ้ำ”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

คิวบาวิกฤตพลังงานทรุด ไฟดับทั่วประเทศอีกรอบ กระทบประชาชน 11 ล้านคน

คิวบาวิกฤตพลังงานทรุด ไฟดับทั่วประเทศอีกรอบ กระทบประชาชน 11 ล้านคน

17 มี.ค. 2569 04:11 น.

คิวบาวิกฤตพลังงานทรุด ไฟดับทั่วประเทศอีกรอบ กระทบประชาชน 11 ล้านคน

คิวบาเผชิญเหตุไฟดับทั่วประเทศอีกครั้งเมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา ท่ามกลางวิกฤตพลังงานในประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น ส่งผลให้รัฐบาลต้องประกาศใช้มาตรการประหยัดพลังงานอย่างหนัก

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เจ้าหน้าที่ของประเทศคิวบาเปิดเผยว่าเกิดเหตุไฟฟ้าดับทั่วประเทศขึ้นอีกครั้ง ในวันจันทร์ที่ 16 มี.ค. 2569 ที่ผ่านมา ส่งผลกระทบต่อประชากรกว่า 11 ล้านคน ในขณะที่วิกฤตเศรษฐกิจและพลังงานทวีความรุนแรงขึ้น พร้อมกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าที่ย่ำแย่ลงอย่างต่อเนื่อง

กระทรวงพลังงานและเหมืองแร่ของคิวบาระบุผ่าน X ว่า ระบบไฟฟ้าของประเทศเกิดการ “ตัดการเชื่อมต่ออย่างสมบูรณ์” และกำลังอยู่ระหว่างการตรวจสอบหาสาเหตุ โดยตั้งข้อสังเกตว่า หน่วยผลิตไฟฟ้าที่กำลังเดินเครื่องอยู่ในขณะที่ระบบล่มนั้นไม่ได้เกิดความขัดข้องแต่อย่างใด

เหตุการณ์นี้ถือเป็นเหตุไฟฟ้าดับครั้งใหญ่ครั้งที่ 3 ของคิวบาในช่วง 4 เดือนที่ผ่านมา

โครงข่ายไฟฟ้าที่เก่าแก่ของคิวบาเสื่อมสภาพลงอย่างหนักในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา ส่งผลให้เกิดไฟดับรายวันและไฟดับทั่วทั้งเกาะเพิ่มมากขึ้น อย่างไรก็ตาม รัฐบาลคิวบากล่าวโทษว่าเป็นผลมาจากการคว่ำบาตรและการปิดกั้นด้านพลังงานของสหรัฐฯ หลังการจับกุมตัวนิโกลัส มาดูโร อดีตผู้นำเวเนซุเอลา

ก่อนหน้านี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เตือนเมื่อเดือนมกราคมว่าจะมีการเก็บภาษีศุลกากรต่อประเทศใดก็ตามที่ขายหรือจัดส่งน้ำมันให้กับคิวบา ในขณะเดียวกันก็ยื่นข้อเสนอให้คิวบาปล่อยตัวนักโทษการเมืองและเริ่มกระบวนการเปิดเสรีทางเศรษฐกิจและการเมือง เพื่อแลกกับการยกเลิกมาตรการคว่ำบาตร

วิลเลียม เลอกรานด์ ศาสตราจารย์จากมหาวิทยาลัยอเมริกัน ผู้ติดตามสถานการณ์ในคิวบามานานหลายปี กล่าวว่าโครงข่ายพลังงานของประเทศไม่ได้รับการบำรุงรักษาอย่างเหมาะสม และโครงสร้างพื้นฐานเหล่านี้ก็ “ใช้งานมานานจนเกินอายุการใช้งานปกติไปมากแล้ว”

“เหล่าช่างเทคนิคที่ดูแลระบบไฟฟ้าอยู่นี้เปรียบเสมือนผู้ใช้เวทมนต์เลยทีเดียว ที่ยังสามารถประคับประคองให้มันทำงานต่อไปได้ ทั้งที่สภาพของมันย่ำแย่ขนาดนั้น” เลอกรานด์กล่าว

เลอกรานด์ระบุว่า หากคิวบาลดการบริโภคพลังงานลงอย่างมหาศาลและขยายการใช้พลังงานหมุนเวียน ก็อาจจะพอประคองตัวไปได้สักพักโดยไม่ต้องพึ่งพาการขนส่งน้ำมัน “แต่นั่นหมายถึงความทุกข์ยากอย่างต่อเนื่องของประชาชนทั่วไป และในที่สุด เศรษฐกิจอาจล่มสลายลงโดยสิ้นเชิง ซึ่งจะนำไปสู่ความวุ่นวายทางสังคมและอาจเกิดการอพยพย้ายถิ่นฐานครั้งใหญ่ตามมา”

ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับวิกฤตพลังงาน รัฐบาลคิวบาประกาศมาตรการฉุกเฉินมากมาย รวมถึงการลดชั่วโมงเรียน, การเลื่อนกิจกรรมทางวัฒนธรรมและกีฬารายการใหญ่ และการตัดลดการให้บริการขนส่งสาธารณะ ขณะที่โรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งต้องลดการให้บริการลง การขาดแคลนเชื้อเพลิงและรถเก็บขยะที่ใช้งานไม่ได้ ยังส่งผลให้ขยะสะสมเป็นกองมหึมาไปทั่วทุกย่านที่พักอาศัย

ตามหัวมุมถนนเกือบทุกแห่ง บทสนทนาของผู้คนล้วนวนเวียนอยู่กับคำถามที่ว่า ไฟจะดับเมื่อไหร่และจะดับนานแค่ไหน ในช่วงเวลากลางคืนที่กรุงฮาวานา มักจะมองเห็นดวงดาวได้อย่างชัดเจน เนื่องจากพื้นที่ส่วนใหญ่ของเมืองถูกปกคลุมด้วยความมืดมิดเกือบสนิท

นายดั๊ก มาโดรี ผู้เชี่ยวชาญด้านการศึกษาเรื่องการหยุดชะงักของอินเทอร์เน็ตบอกกับสำนักข่าว CNN ว่า “จากการวัดผลล่าสุด ปริมาณการใช้งานอินเทอร์เน็ตในคิวบาเหลือเพียง 1 ใน 3 ของระดับปกติในช่วงเวลานี้ของวันเท่านั้น”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : apnews , cnn