ชาวลาวเข้าคิวรอเติมน้ำมันนานนับชั่วโมง วิกฤตเชื้อเพลิงรุนแรงขึ้น

ชาวลาวเข้าคิวรอเติมน้ำมันนานนับชั่วโมง วิกฤตเชื้อเพลิงรุนแรงขึ้น

17 มี.ค. 2569 03:05 น.

ชาวลาวเข้าคิวรอเติมน้ำมันนานนับชั่วโมง วิกฤตเชื้อเพลิงรุนแรงขึ้น

วิกฤตขาดแคลนน้ำมันในประเทศลาวกำลังทวีความรุนแรงขึ้น หลังสงครามในตะวันออกกลางทำให้การขนส่งน้ำมันดิบหยุดชะงัก ส่งผลให้ชาวลาวต้องเข้าคิวนานหลายชั่วโมงเพื่อเติมน้ำมัน

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 ประชาชนในนครหลวงเวียงจันทน์ของประเทศลาว ต้องต่อแถวยาวเหยียดตามปั๊มน้ำมันต่าง ๆ เนื่องจากวิกฤตการขาดแคลนเชื้อเพลิงทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งเป็นผลกระทบจากความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ส่งแรงสั่นสะเทือนมาถึงประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้แห่งนี้

ตามรายงานของสื่อสิงคโปร์อย่าง “แชนเนลนิวส์เอเชีย” (cna) สปป.ลาวต้องพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงจากประเทศเพื่อนบ้านอย่างไทย ซึ่งในช่วงแรกไทยได้ประกาศระงับการส่งออกเพื่อสำรองน้ำมันไว้ใช้ภายในประเทศ อย่างไรก็ตาม ล่าสุดไทยได้ให้ความมั่นใจกับรัฐบาลลาวแล้วว่ากำลังอยู่ระหว่างการจัดส่งเชื้อเพลิงไปให้

จากข้อมูลล่าสุดของรัฐบาลลาวระบุว่า เมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ปั๊มน้ำมันกว่า 40% จากทั้งหมด 2,538 แห่งทั่วประเทศต้องปิดตัวลง

สำนักข่าว AFP รายงานว่า พบปั๊มน้ำมันมากกว่า 15 แห่งในเวียงจันทน์ปิดให้บริการเมื่อวันจันทร์ พร้อมติดป้ายแจ้งว่าน้ำมันหมด ส่วนปั๊มที่ยังเปิดอยู่ก็ต้องใช้วิธีจำกัดปริมาณการเติมตามจำนวนน้ำมันที่เหลืออยู่น้อยนิด

ครูชาวลาววัย 29 ปีรายหนึ่งซึ่งอาศัยอยู่ในเวียงจันทน์ กล่าวว่า ปั๊มน้ำมัน 3 แห่งในรัศมี 5 กิโลเมตรจากบ้านของเขาล้วนไม่มีน้ำมันเหลือเลย “บางครั้งเรามีเงิน แต่ไม่มีน้ำมันให้ซื้อ … ปกติพวกเราที่เป็นครูมักจะมีงานพิเศษนอกเหนือจากงานหลักที่โรงเรียน นั่นทำให้เรามีความจำเป็นต้องใช้ชีวิตด้วยน้ำมันมากกว่าที่เคยเป็นมา”

ปั๊มน้ำมันเพียงไม่กี่แห่งที่ยังคงเปิดอยู่ถูกห้อมล้อมด้วยแถวรถจักรยานยนต์และรถยนต์ที่ต่อกันยาวเหยียดและวุ่นวาย บางแห่งชาวบ้านต้องรอคิวนานถึง 2 ชั่วโมงเพียงเพื่อจะเติมน้ำมัน

“ครั้งสุดท้ายที่ผมหาที่เติมน้ำมันรถได้คือเมื่อวันศุกร์ และตอนนี้มันกำลังจะหมดแล้ว” คนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างรายหนึ่งบอกกับ AFP โดยขอไม่เปิดเผยนาม “ถ้าผมยังหาปั๊มที่เปิดอยู่แถวบ้านไม่ได้ ผมก็คงต้องหยุดวิ่งงานไปอีกสักสองสามวันเลยทีเดียว”

ทั้งนี้ นับตั้งแต่สหรัฐฯ และอิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่านเมื่อ 28 ก.พ. รัฐบาลเตหะรานก็ตอบโต้ด้วยการโจมตีประเทศเพื่อนบ้านที่เป็นผู้ส่งออกน้ำมันเช่นกัน รวมถึงโจมตีเรือที่เดินทางผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันดิบสายสำคัญของโลก ทำให้ตลาดพลังงานทั่วโลกตกอยู่ในภาวะวิกฤต

ราคาพลังงานที่กำหนดโดยรัฐบาลลาวพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยราคาน้ำมันดีเซลพุ่งขึ้นเกือบ 50% ไปแตะที่ 31,560 กีบต่อลิตรแล้ว (ราว 47.49 บาท)

จากข้อมูลของ Global Petrol Prices ระบุว่า ในช่วงแรกของการเกิดความขัดแย้ง ลาวเป็นประเทศที่มีอัตราการเพิ่มขึ้นของราคาน้ำมันเบนซินพรีเมียมสูงที่สุดเป็นอันดับ 2 ของโลก

ลาวนำเข้าน้ำมันเกือบทั้งหมดจากประเทศไทย ซึ่งการประกาศระงับการส่งออกของไทยเมื่อช่วงปลายเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา ได้กระตุ้นให้เกิดการซื้อด้วยความตื่นตระหนก จนทำให้น้ำมันในปั๊มน้ำมันทั่วเวียงจันทน์หมดเกลี้ยงภายในไม่กี่ชั่วโมง

แม้ว่าต่อมาไทยจะอนุญาตส่งออกน้ำมันให้ลาวเป็นกรณีพิเศษ และมีการส่งออกน้ำมันฉุกเฉินจำนวน 12 ล้านลิตรเพื่อช่วยบรรเทาแรงกดดันในเบื้องต้น แต่ทันทีที่น้ำมันมาถึง ผู้คนก็จะแห่กันไปซื้อจนหมดไปในทันที

รัฐบาลลาวพยายามบังคับใช้มาตรการเพื่อป้องกันการกักตุน โดยสั่งห้ามการเติมน้ำมันลงในภาชนะต่าง ๆ เช่น ขวดน้ำ และสั่งการให้กระทรวงต่าง ๆ จำกัดการประชุมแบบพบปะตัวต่อตัว รวมทั้งรณรงค์อย่างจริงจังให้ประชาชนเปลี่ยนไปใช้รถยนต์ไฟฟ้า

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cna

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี

17 มี.ค. 2569 01:58 น.

เลบานอนอ่วม ผู้พลัดถิ่นทะลุ 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเริ่มโจมตี

จำนวนประชาชนที่ต้องกลายเป็นผู้พลัดถิ่นในเลบานอนเพิ่มขึ้นจนมากกว่า 1 ล้านคนแล้ว หลังอิสราเอลเปิดฉากโจมตีรอบใหม่ ขณะที่ตุรกีประณามปฏิบัติการภาคพื้นดินของกองทัพอิสราเอล

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 หน่วยงานจัดการความเสี่ยงด้านภัยพิบัติของเลบานอนเปิดเผยว่า จำนวนประชาชนที่กลายเป็นผู้พลัดถิ่นในประเทศ นับตั้งแต่อิสราเอลยกระดับการโจมตีกลุ่มฮิซบอลเลาะห์เมื่อช่วงต้นเดือนที่ผ่านมา เพิ่มขึ้นจนมากกว่า 1 ล้านคนแล้ว ท่ามกลางภาวะสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่าน ที่ขยายวงกว้างมากขึ้น

เจ้าหน้าที่ระบุว่า ตัวเลขดังกล่าวเป็นเพียงการนับรวมเฉพาะผู้ที่มาลงทะเบียนด้วยตนเองเท่านั้น ซึ่งหมายความว่ายอดรวมที่แท้จริงน่าจะสูงกว่านี้มาก นอกจากนี้ ทางหน่วยงานยังระบุอีกว่า มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 886 ราย และมีผู้ได้รับบาดเจ็บมากกว่า 2,100 ราย

ทั้งนี้ อิสราเอลเริ่มระดมโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งติดกับชายแดนทางเหนือของอิสราเอลอีกครั้งเมื่อ 2 มี.ค. ไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากกองทัพสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่าน จนทำให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงจรวด 6 ลูกเข้าใส่อิสราเอล

ล่าสุดในวันจันทร์ (16 มี.ค.) อิสราเอลประกาศเริ่มปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินแบบจำกัดในภาคใต้ของเลบานอน อ้างว่าเพื่อทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย ซึ่งสื่อถึงกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

อย่างไรก็ตาม การบุกโจมตีภาคพื้นดินของอิสราเอลถูกวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักจากทางการตุรกี โดยสถานเอกอัครราชทูตตุรกี ณ กรุงลอนดอน ได้ออกแถลงการณ์ “ประณามอย่างรุนแรงต่อการโจมตีเลบานอนของอิสราเอล” ซึ่งระบุว่าเป็นเหตุให้มี “ผู้พลัดถิ่นสูงถึงประมาณ 1 ล้านคน”

สถานเอกอัครราชทูตย้ำว่า ตุรกีจะยังคงให้การสนับสนุนประชาชนชาวเลบานอนต่อไป พร้อมชี้ว่าการโจมตีของอิสราเอลกำลัง “คุกคามบูรณภาพแห่งดินแดนและอธิปไตยของเลบานอน”

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

17 มี.ค. 2569 00:47 น.

ทรัมป์ตัดพ้อ พันธมิตรไม่ส่งเรือรบไปช่องแคบฮอร์มุซ ชี้ไม่ภักดีมากพอ

โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวตัดพ้อชาติพันธมิตร ที่ปฏิเสธส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อช่วยคุ้มกันเรือสินค้า โดยระบุว่า ประเทศเหล่านี้ขาดความภักดีต่อสหรัฐฯ ทั้งที่รับความช่วยเหลือมาตลอด

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวตัดพ้อบรรดาประเทศพันธมิตรของสหรัฐฯ ที่ปฏิเสธคำร้องขอให้ส่งเรือรบไปช่วยคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซ โดยระบุว่าประเทศเหล่านี้ขาดความภักดีต่อสหรัฐฯ ทั้งที่ได้รับความช่วยเหลือด้านความมั่นคงมานานหลายทศวรรษ

นายทรัมป์อ้างว่า “มีหลายประเทศบอกผมว่าพวกเขากำลังเดินทางมา” โดยไม่ได้ระบุชื่อประเทศใดๆ

“บางประเทศกระตือรือร้นมาก แต่บางประเทศก็ไม่ บางแห่งเป็นประเทศที่เราช่วยเหลือมานานหลายต่อหลายปี เราปกป้องพวกเขาจากภัยคุกคามภายนอกที่เลวร้าย แต่พวกเขากลับไม่ค่อยกระตือรือร้นนัก ซึ่งระดับของความกระตือรือร้นนี้มีความหมายต่อผมมาก” ทรัมป์กล่าวในงานอีเวนต์ที่ทำเนียบขาว

ทั้งนี้ ที่ผ่านมา ทรัมป์พยายามโน้มน้าวให้นานาประเทศช่วยรักษาความปลอดภัยในการเดินเรือผ่านช่องแคบฮอร์มุซ หลังอิหร่านโจมตีเรือที่เดินทางผ่านเส้นทางน้ำแห่งนี้ เพื่อตอบโต้ที่สหรัฐฯ กับอิสราเอลโจมตีพวกเขา อย่างไรก็ตาม จนถึงขณะนี้บรรดาพันธมิตรของสหรัฐฯ ต่างยังมีท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ หรือบางรายก็ปฏิเสธข้อเรียกร้องอย่างสิ้นเชิง

“เรามีทหารที่ยอดเยี่ยมถึง 45,000 นายประจำการอยู่ในบางประเทศ เพื่อปกป้องพวกเขาจากอันตราย และเราก็ทำหน้าที่ได้อย่างดีเยี่ยม” ทรัมป์กล่าว “แต่พอเราถามว่า ‘คุณมีเรือกวาดทุ่นระเบิดบ้างไหม?’ คำตอบที่ได้คือ ‘เอ่อ… เราขอไม่ยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ดีกว่าครับท่าน’”

ทรัมป์อธิบายว่าภารกิจทางเรือที่เขาร้องขอนั้นเป็นเพียง “เรื่องเล็กน้อยมาก” แม้ว่าอิหร่านจะยังคงเดินหน้ายิงขีปนาวุธใส่เรือบรรทุกน้ำมันอย่างต่อเนื่องก็ตาม นอกจากนี้เขายังอ้างว่าเขารู้อยู่แล้วว่าพันธมิตรจะไม่ยอมมาช่วยสหรัฐฯ

“ผมเป็นคนวิพากษ์วิจารณ์เรื่องการไปปกป้องประเทศต่างๆ มาโดยตลอด เพราะผมรู้ว่าเราจะปกป้องพวกเขาแน่ๆ แต่ถ้าเมื่อไหร่ที่เราต้องการความช่วยเหลือ พวกเขาจะไม่ยอมอยู่ตรงนั้นเพื่อเรา ผมรู้เรื่องนี้มานานแล้ว” ทรัมป์กล่าวทิ้งท้าย

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

16 มี.ค. 2569 23:18 น.

ส่องท่าทีนานาชาติ หลังทรัมป์ชวนส่งเรือรบ เพื่อเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

หลายประเทศออกมาแสดงท่าทีต่อคำเรียกร้องของโดนัลด์ ทรัมป์ ที่ขอให้ชาติพันธมิตรส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อเปิดเส้นทางเดินเรือแห่งนี้แล้ว แต่ยังไม่มีชาติใดสัญญาว่าจะส่งเรือรบไป

หลังจากโดนัลด์ ทรัมป์ เรียกร้องให้ชาติพันธมิตรส่งเรือรบไปยังช่องแคบฮอร์มุซ เพื่อช่วยกันคุ้มครองเส้นทางเดินเรือสำคัญแห่งนี้ พร้อมเตือนว่า NATO จะเผชิญกับอนาคตที่ “เลวร้ายมาก” หากพันธมิตรล้มเหลวในการช่วยรักษาความปลอดภัยของช่องแคบแห่งนี้ หลายประเทศได้ออกมาแสดงท่าที แต่ยังไม่มีประเทศใดให้คำมั่นว่าจะส่งเรือไป

นางคายา คัลลาส หัวหน้าฝ่ายนโยบายต่างประเทศของสหภาพยุโรป (EU) กล่าวว่า การเปิดช่องแคบฮอร์มุซถือเป็น “ผลประโยชน์” ของยุโรป แต่เธอชี้ด้วยว่า “เรื่องนี้อยู่นอกเหนือขอบเขตการปฏิบัติงานของ NATO” และ “ไม่มีประเทศสมาชิก NATO ใดตั้งอยู่ในบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ”

ส่วนโฆษกของรัฐบาลเยอรมนีแถลงเมื่อเช้าวันจันทร์ที่ 16 มี.ค. 2569 ว่า “สงครามครั้งนี้ไม่เกี่ยวข้องกับ NATO มันไม่ใช่สงครามของ NATO” ขณะที่ โยฮันน์ วาเดพูล รัฐมนตรีต่างประเทศเยอรมนี ระบุกับผู้สื่อข่าวว่าเขาไม่เห็นว่าสมาชิก NATO ควรเข้าไปมีบทบาทใดๆ ในช่องแคบฮอร์มุซ

ด้าน เซอร์ เคียร์ สตาร์เมอร์ นายกรัฐมนตรีของสหราชอาณาจักร (UK) กล่าวว่าประเทศของเขากำลังทำงานร่วมกับพันธมิตร “เพื่อสร้างแผนปฏิบัติการร่วมกันที่ทำได้จริง ซึ่งจะสามารถฟื้นฟูเสรีภาพในการเดินเรือในภูมิภาคให้เร็วที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ และบรรเทาผลกระทบทางเศรษฐกิจ”

ขณะที่รัฐมนตรีกระทรวงคมนาคมของออสเตรเลียกล่าวในวันนี้ว่า ประเทศของเธอจะไม่มีการส่งเรือไปยังช่องแคบฮอร์มุซ แม้ว่าโดนัลด์ ทรัมป์ จะไม่ได้เจาะจงชื่อออสเตรเลียในตอนที่เรียกร้องให้ประเทศต่างๆ ส่งเรือรบไปก็ตาม

ส่วนโฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน เลี่ยงที่จะตอบคำถามว่าได้รับคำร้องจากสหรัฐฯ ให้ส่งเรือไปยังช่องแคบฮอร์มุซหรือไม่ โดยระบุเพียงว่า จีนขอเรียกร้องให้ทุกฝ่ายยุติการปฏิบัติการทางทหารทันที หลีกเลี่ยงการยกระดับความตึงเครียด และป้องกันไม่ให้ความวุ่นวายในภูมิภาคส่งผลกระทบต่อการพัฒนาเศรษฐกิจโลกไปมากกว่านี้

ด้านนางซานาเอะ ทาคาอิจิ นายกรัฐมนตรีญี่ปุ่น แถลงต่อรัฐสภาในวันนี้ว่า ขณะนี้ญี่ปุ่นยังไม่มีแผนที่จะส่งเรือรบไปยังช่องแคบดังกล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

16 มี.ค. 2569 22:17 น.

อิสราเอลเริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินในเลบานอน อ้างจัดการกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

กองทัพอิสราเอลเริ่มปฏิบัติการทางทหารภาคพื้นดินในพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอนแล้ว อ้างว่าเพื่อจัดการกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ และทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้าย

เมื่อ 16 มี.ค. 2569 กองกำลังป้องกันอิสราเอล (IDF) ออกแถลงการณ์ผ่านแอปพลิเคชัน Telegram ระบุว่า ได้เริ่มปฏิบัติการภาคพื้นดินแบบจำกัดขอบเขตและเจาะจงเป้าหมายในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศเลบานอนแล้ว เพื่อจัดการกับฐานที่มั่นสำคัญของกลุ่มฮิซบอลเลาะห์

IDF เผยว่า ได้มีการระดมโจมตี “เป้าหมายผู้ก่อการร้ายจำนวนมาก” ในพื้นที่ดังกล่าวก่อนที่กำลังพลจะเคลื่อนเข้าสู่เลบานอนตอนใต้ โดยปฏิบัติการนี้มีจุดประสงค์เพื่อเสริมสร้างพื้นที่ป้องกันในแนวหน้า และทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในภูมิภาค

ด้านนายอิสราเอล คัตซ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหมอิสราเอล ระบุว่า ชาวเลบานอนในพื้นที่ทางตอนใต้หลายแสนคนที่ถูกอพยพออกไป หรือกำลังอยู่ระหว่างการอพยพ จะไม่ได้กลับเข้าสู่พื้นที่ทางตอนใต้ของแม่น้ำลิตานี จนกว่าความปลอดภัยของผู้อยู่อาศัยทางตอนเหนือของอิสราเอลจะได้รับการรับรอง

ทั้งนี้ อิสราเอลเริ่มระดมโจมตีพื้นที่ทางตอนใต้ของเลบานอน ซึ่งติดกับชายแดนทางเหนือของอิสราเอลอีกครั้งเมื่อ 2 มี.ค. ไม่ถึง 48 ชั่วโมงหลังจากกองทัพสหรัฐฯ กับอิสราเอลเปิดฉากโจมตีทางอากาศเข้าใส่อิหร่าน จนทำให้กลุ่มฮิซบอลเลาะห์ ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากอิหร่าน ยิงจรวด 6 ลูกเข้าใส่อิสราเอล

กระทรวงสาธารณสุขของเลบานอนรายงานเมื่อวันอาทิตย์ (15 มี.ค.) ว่า มีผู้เสียชีวิตในเลบานอนแล้วอย่างน้อย 850 ราย ซึ่งรวมถึงเด็ก 107 ราย นับตั้งแต่เหตุการณ์เริ่มต้นขึ้น

นายคัตซ์กล่าวอีกว่า กองกำลัง IDF ได้เริ่ม “การดำเนินกลยุทธ์ภาคพื้นดิน” ในเลบานอนเพื่อ “กำจัดภัยคุกคาม” และปกป้องพลเมืองทางตอนเหนือของอิสราเอลแล้ว

“นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู และตัวผม ได้สั่งการให้กองทัพอิสราเอลทำลายโครงสร้างพื้นฐานของผู้ก่อการร้ายในหมู่บ้านตามแนวชายแดนของเลบานอน” นายคัตซ์กล่าว

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : cnn , bbc

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

16 มี.ค. 2569 21:34 น.

ทรัมป์คุยแล้ว 7 ประเทศ เรื่องเปิดช่องแคบฮอร์มุซ ลั่นจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ เปิดเผยว่า เขาได้พูดคุยกับอย่างน้อย 7 ประเทศแล้ว เรื่องการส่งเรือรบมาร่วมเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง โดยระบุว่าสหรัฐฯ ช่วยยุโรปมามาก และเขาจะจำไว้หากใครไม่ช่วย

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวระหว่างโดยสารเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวันกลับกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. เมื่อคืนวันอาทิตย์ (15 มี.ค. 2569) ตามเวลาท้องถิ่น ว่า เขาได้หารือกับประเทศต่างๆ “ประมาณ 7 ประเทศ” เกี่ยวกับการส่งกองกำลังเข้า “ลาดตระเวน” บริเวณช่องแคบฮอร์มุซ

ทรัมป์ระบุว่า จีน คือหนึ่งในประเทศเหล่านั้น โดยเน้นย้ำว่าจีนเป็นประเทศที่พึ่งพาการขนส่งน้ำมันผ่านเส้นทางเดินเรือดังกล่าวอย่างมาก แม้เขาจะปฏิเสธที่จะระบุชื่อประเทศอื่นๆ ที่เขาได้ติดต่อไป แต่ได้มีการอ้างถึง กลุ่มพันธมิตร NATO รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่เขาเชื่อว่าจำเป็นต้อง “ปกป้องผลประโยชน์ของตนเอง”

ก่อนหน้านี้ ทรัมป์ให้สัมภาษณ์กับ Financial Times ว่าเป็นเรื่อง “เหมาะสมอย่างยิ่ง” ที่นานาประเทศซึ่งได้รับประโยชน์จากช่องแคบฮอร์มุซ ควรจะเข้ามามีส่วนร่วมในการพยายามเปิดเส้นทางนี้อีกครั้ง

เขายังได้กล่าวเตือนว่า หากไม่มีการตอบรับจากประเทศอื่นๆ อาจส่งผลเลวร้ายมากต่ออนาคตของ NATO พร้อมเสริมว่าที่ผ่านมาสหรัฐฯ “ใจดี” กับพันธมิตรในยุโรปมากๆ แล้ว

โดนัลด์ ทรัมป์กล่าวว่า “เราไม่จำเป็นต้องช่วยพวกเขาเรื่องยูเครนก็ได้ เพราะยูเครนอยู่ห่างจากเราเป็นพันๆ ไมล์… แต่เราก็ช่วย ตอนนี้เราจะได้เห็นกันว่าพวกเขาจะช่วยเราบ้างไหม เพราะผมพูดมานานแล้วว่าเราจะอยู่เคียงข้างพวกเขาเสมอ แต่พวกเขาจะไม่ยอมอยู่เคียงข้างเรา และผมเองก็ไม่แน่ใจว่าพวกเขาจะมาช่วยจริงหรือไม่”

ทรัมป์ย้ำด้วยว่า “จะจดจำไว้” หากประเทศใดปฏิเสธที่จะช่วย

ทั้งนี้ ถ้อยแถลงของทรัมป์มีขึ้นเพียงหนึ่งวันหลังจากที่เขาเรียกร้องให้ จีน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ และสหราชอาณาจักร ส่งเรือรบมาช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซที่ถูกอิหร่านปิดไปอีกครั้ง แต่จนถึงตอนนี้ยังไม่มีประเทศใดตอบรับคำขอ

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ "อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี" เคยใช้

16 มี.ค. 2569 17:39 น.

อิสราเอลทำลายเครื่องบินที่ “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” เคยใช้

กองทัพอิสราเอลเผยกองทัพอากาศโจมตีทำลายเครื่องบินที่เคยใช้โดย “อยาตอลเลาะห์ คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดอิหร่านที่สนามบินเมห์ราบัด กรุงเตหะราน ระบุเป็นการลดศักยภาพเชิงยุทธศาสตร์ของรัฐบาลอิหร่าน ขณะที่สงครามสหรัฐ–อิสราเอลกับอิหร่านยืดเยื้อเข้าสู่สัปดาห์ที่สาม สถานการณ์ยังทวีความตึงเครียดทั่วภูมิภาค

กองทัพอิสราเอล (IDF) แถลงวันนี้ (16 มี.ค.) ว่า ฝูงบินขับไล่ได้ปฏิบัติการโจมตีทางอากาศในช่วงข้ามคืน โดยมีเป้าหมายสำคัญคือเครื่องบินประจำตำแหน่งของ “อยาตอลเลาะห์  อาลี คาเมเนอี” อดีตผู้นำสูงสุดของอิหร่าน ซึ่งจอดอยู่ที่สนามบินเมห์ราบัดในกรุงเตหะราน

แถลงการณ์ระบุว่า เครื่องบินลำดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงพาหนะส่วนตัว แต่เป็นกลไกสำคัญที่ระบอบอิหร่านและเจ้าหน้าที่ระดับสูงใช้ในการเดินทางเพื่อ จัดหาอาวุธยุทโธปกรณ์ รวมถึงใช้ประสานงานกับกลุ่มประเทศในเครือข่ายพันธมิตรทั้งในและต่างประเทศ การทำลายเครื่องบินลำนี้จึงถือเป็นการลดขีดความสามารถทางยุทธศาสตร์ในการฟื้นฟูกำลังพลและการขยายอำนาจทางทหารของอิหร่านโดยตรง

การโจมตีครั้งนี้เป็นส่วนหนึ่งของระลอกการโจมตีขนาดใหญ่ที่อิสราเอลเปิดฉากถล่มโครงสร้างพื้นฐานใน 3 เมืองหลัก ได้แก่ เตหะราน, ชีราซ และตาบริซ หลังจากสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล กับอิหร่านดำเนินมานานกว่า 2 สัปดาห์ และยังไม่มีทีท่าว่าจะยุติลง

สถานการณ์ตึงเครียดขึ้นเมื่ออิหร่านสั่งปิดช่องแคบฮอร์มุซซึ่งเป็นเส้นทางขนส่งน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเหลว 1 ใน 5 ของโลก ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลกและทำให้ราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้นอย่างรวดเร็ว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ได้ออกมาเรียกร้องให้ประเทศที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากอ่าวเปอร์เซียส่งกำลังมาช่วยคุ้มกันเส้นทางเดินเรือ โดยทรัมป์ใช้มาตรการกดดันหลายด้าน เช่น การขู่เลื่อนการไปเยือนจีน หากรัฐบาลจีนไม่ให้ความช่วยเหลือ และการเตือนพันธมิตรนาโตว่าอาจเผชิญกับอนาคตที่ “เลวร้ายมาก” หากไม่ช่วยเปิดเส้นทางเดินเรือ

อย่างไรก็ตาม หลายประเทศยังคงท่าทีแบ่งรับแบ่งสู้ โดย ญี่ปุ่นและออสเตรเลีย ปฏิเสธการส่งเรือรบไปยังตะวันออกกลาง ขณะที่สหภาพยุโรปกำลังอยู่ระหว่างการหารือเพื่อหาทางออกในเรื่องนี้

ความขัดแย้งไม่ได้จำกัดอยู่เพียงในอิหร่าน แต่ได้ลุกลามไปยังประเทศเพื่อนบ้าน โดยมีรายงานการโจมตีด้วยโดรนใน สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ จนต้องระงับการขนถ่ายน้ำมันที่ท่าเรือฟูไจราห์เนื่องจากเกิดเหตุเพลิงไหม้ ส่วนที่นครดูไบ เที่ยวบินต่าง ๆ เริ่มกลับมาให้บริการอย่างจำกัดหลังต้องหยุดชะงักจากเหตุโดรนโจมตีเช่นกัน.

ที่มา The Jerusalem Post

จับตา “ทรัมป์” อาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

จับตา "ทรัมป์" อาจเลื่อนพบ "สี จิ้นผิง" หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

16 มี.ค. 2569 17:38 น.

จับตา “ทรัมป์” อาจเลื่อนพบ “สี จิ้นผิง” หากจีนยังเมินช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

ทางการจีนยืนยันกำลังประสานงานกับสหรัฐฯ เรื่องแผนเยือนจีนของ โดนัลด์ ทรัมป์ ปลายเดือนนี้ ขณะที่ทรัมป์ยังขู่เลื่อนพบ สี จิ้นผิง หากจีนไม่ยื่นมือช่วยเปิดช่องแคบฮอร์มุซ หลังราคาน้ำมันโลกพุ่งสูง

วันนี้ (16 มี.ค.) ทางการจีนได้ออกมาเปิดเผยถึงความคืบหน้าในการประสานงานกับรัฐบาลสหรัฐอเมริกา เกี่ยวกับกำหนดการเดินทางเยือนประเทศจีนของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่คาดว่าจะเกิดขึ้นภายในเดือนนี้ ท่ามกลางกระแสข่าวว่าผู้นำสหรัฐฯ อาจตัดสินใจเลื่อนการประชุมสุดยอดครั้งสำคัญนี้ออกไป หากรัฐบาลจีนไม่ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือในการเปิดช่องแคบฮอร์มุซ

นายโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ส่งสัญญาณว่าสหรัฐอาจจำเป็นต้องชะลอการพบปะกับนายสี จิ้นผิง ผู้นำสูงสุดของจีน ออกไป หากจีนยังมีท่าทีนิ่งเฉยต่อสถานการณ์ที่ตึงเครียดในตะวันออกกลาง โดยเฉพาะการที่ประเทศอิหร่านได้สั่งปิดเส้นทางเดินเรือในช่องแคบฮอร์มุซ ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์สำคัญในการขนส่งน้ำมันของโลก เพื่อตอบโต้การทำสงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

โดยนายหลิน เจี้ยน โฆษกกระทรวงการต่างประเทศของจีน แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ขณะนี้ทั้งจีนและสหรัฐยังคงติดต่อสื่อสารกันอย่างต่อเนื่องในประเด็นเรื่องการเดินทางเยือนจีนของประธานาธิบดีทรัมป์  พร้อมย้ำว่าการทูตระดับประมุขของรัฐระหว่างสองมหาอำนาจโลกอย่างจีนและสหรัฐฯ เป็นกลไกสำคัญในการวางแนวทางด้านยุทธศาสตร์อย่างที่ไม่มีสิ่งใดมาทดแทนได้

อย่างไรก็ตามนายหลิน เจี้ยน ไม่ได้ตอบคำถามเรื่องแรงกดดันจากสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้ทั้งพันธมิตรนาโตและจีนเร่งหาทางเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง เพียงแต่ยอมรับว่าสถานการณ์ที่ตึงเครียดในพื้นที่ดังกล่าวกำลังสร้างความปั่นป่วนอย่างมากต่อเส้นทางการค้าสากล ทั้งในแง่ของการขนส่งสินค้าทั่วไปและสินค้าพลังงาน

วิกฤตการณ์ในตะวันออกกลางครั้งนี้ส่งผลกระทบรุนแรงต่อเศรษฐกิจโลก โดยทำให้ราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้นถึงร้อยละ 40-50 นับตั้งแต่สงครามเริ่มปะทุ เนื่องจากการปิดช่องทางเดินเรือหลักที่ใช้ขนส่งสินค้าพลังงาน และที่การอิหร่านโจมตีแหล่งพลังงานรวมถึงอุตสาหกรรมการเดินเรือของประเทศเพื่อนบ้านต่าง ๆ ในภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย 

จีนเองถือเป็นประเทศผู้นำเข้าน้ำมันรายใหญ่ รวมทั้งยังเป็นหนึ่งในประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจของเอเชียที่ต้องพึ่งพาน้ำมันจากช่องแคบฮอร์มุซเป็นอย่างมากในการดำเนินเศรษฐกิจ โดยข้อมูลจากบริษัทวิเคราะห์ Kpler ระบุว่า ในปีที่ผ่านมา จีนนำเข้าน้ำมันดิบจากตะวันออกกลางผ่านทางทะเลสูงถึงร้อยละ 57 ของการนำเข้าทั้งหมด

สำหรับกำหนดการเดินทางเยือนจีนตามที่สหรัฐฯระบุไว้นั้น คาดว่า ทรัมป์จะเดินทางถึงประเทศจีนในวันที่ 31 มีนาคม และจะพำนักอยู่จนถึงวันที่ 2 เมษายน นี้ อย่างไรก็ตาม ทางรัฐบาลจีนยังไม่ได้ออกมายืนยันวันเวลาที่แน่นอน ตามธรรมเนียมปฏิบัติที่จีนมักจะเปิดเผยกำหนดการต่าง ๆ ออกมาอย่างเป็นทางการเพียงไม่นานก่อนถึงเวลาจริง.

ที่มา: CNA

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

16 มี.ค. 2569 16:08 น.

อินโดฯ เร่งล่า 4 คนร้ายสาดน้ำกรดใส่นักเคลื่อนไหวบาดเจ็บ ปมวิจารณ์ทหารแทรกแซงการเมือง

ตำรวจอินโดนีเซียเร่งล่าตัว 4 คนร้าย คดีสาดน้ำกรดใส่ “อันดรี ยูนุส” นักเคลื่อนไหวสิทธิมนุษยชนชื่อดัง ที่วิจารณ์บทบาทกองทัพในรัฐบาล ขณะกลุ่มสิทธิมนุษยชนทั้งในและต่างประเทศร่วมประณามเหตุการณ์รุนแรงครั้งนี้ ท่ามกลางความกังวลว่าค่านิยมประชาธิปไตยในประเทศกำลังถดถอย

เจ้าหน้าที่ตำรวจกรุงจาการ์ตาเปิดเผยความคืบหน้าการสืบสวนเหตุโจมตีด้วยน้ำกรดใส่นายอันดรี ยูนุส  รองผู้ประสานงานกลุ่ม “คอนทราส” (KontraS) ซึ่งเป็นองค์กรปกป้องสิทธิมนุษยชนและเหยื่อความรุนแรงระดับแนวหน้าของอินโดนีเซีย โดยภาพจากกล้องวงจรปิดเผยให้เห็นว่ามีผู้ต้องสงสัย 4 คน ขี่รถจักรยานยนต์ 2 คัน ติดตามนายอันดรีมาก่อนจะลงมือก่อเหตุเมื่อวันที่ 12 มีนาคมที่ผ่านมา

เหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นหลังจากที่นายอันดรีเสร็จสิ้นการบันทึกเทปรายการพอดแคสต์ ในหัวข้อการขยายอำนาจของกองทัพในกิจการพลเรือน ซึ่งเขาเป็นหนึ่งในผู้ที่วิพากษ์วิจารณ์ประเด็นนี้อย่างเผ็ดร้อนมาโดยตลอด

ตัวแทนจากกลุ่ม KontraS ระบุว่า นายอันดรีได้รับบาดเจ็บสาหัสจากการถูกสาดน้ำกรด โดยมีบาดแผลพุพองครอบคลุมพื้นที่ 24% ของร่างกาย ทั้งบริเวณใบหน้า หน้าอก มือ และลำตัว โดยเฉพาะดวงตาข้างขวาที่ได้รับความเสียหายรุนแรงที่สุด จนต้องเข้ารับการรักษาตัวในหออภิบาลผู้ป่วยหนัก (ICU) ภายใต้การดูแลของผู้เชี่ยวชาญอย่างใกล้ชิด

เหตุโจมตีครั้งนี้เกิดขึ้นท่ามกลางความกังวลที่เพิ่มขึ้นเกี่ยวกับกระบวนการประชาธิปไตยในอินโดนีเซีย ซึ่งเป็นประเทศประชาธิปไตยใหญ่อันดับ 3 ของโลก โดยภายใต้การบริหารของ ประธานาธิบดีปราโบโว ซูเบียนโต อดีตนายพลผู้ทรงอิทธิพล กองทัพได้เข้ามามีบทบาทในกิจการพลเรือนและรัฐวิสาหกิจมากขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ประเด็นดังกล่าวนำไปสู่การประท้วงใหญ่ทั่วประเทศในช่วงเดือนสิงหาคมและกันยายนปีที่แล้ว ซึ่งบานปลายกลายเป็นจลาจลหลังเจ้าหน้าที่ความมั่นคงสังหารคนขับรถจักรยานยนต์รับจ้างใกล้พื้นที่ชุมนุม จนมีการจับกุมนักเคลื่อนไหวจำนวนมาก

ด้านนายโวลเกอร์ เติร์ก หัวหน้าฝ่ายสิทธิมนุษยชนของสหประชาชาติ (UN) ประณามเหตุการณ์นี้ว่าเป็น “การกระทำที่ขี้ขลาดและน่าสะพรึงกลัว” พร้อมเรียกร้องให้รัฐบาลนำตัวผู้กระทำผิดมาลงโทษ ขณะที่องค์กรกว่า 170 แห่ง รวมถึงแอมเนสตี้ อินเตอร์เนชันแนล (Amnesty International) เชื่อว่าการโจมตีครั้งนี้มีเจตนาฆ่าเพื่อข่มขู่เหล่านักสู้เพื่อสิทธิมนุษยชน

นายยุซริล อิหซา มาเฮนดรา รัฐมนตรีกระทรวงกฎหมาย ระบุว่าเหตุการณ์นี้ถือเป็นการ “โจมตีตัวประชาธิปไตยเอง” และขัดต่อคำมั่นสัญญาด้านสิทธิมนุษยชนของประธานาธิบดี ส่วนนักวิเคราะห์จากสถาบัน ISEAS ในสิงคโปร์ มองว่านี่คือ “สัญญาณเตือน” เพื่อปิดปากผู้เห็นต่างและสกัดกั้นไม่ให้เกิดการประท้วงระลอกใหม่ในอินโดนีเซีย.

ที่มา Reuters

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

16 มี.ค. 2569 15:37 น.

สลด! ไฟไหม้ห้อง ICU โรงพยาบาลอินเดีย คร่าชีวิตคนไข้ 10 ศพ คาดเกิดจากไฟฟ้าลัดวงจร

เกิดเหตุเพลิงไหม้ภายในห้องไอซียูแผนกอุบัติเหตุของโรงพยาบาลในรัฐโอริสสา ประเทศอินเดีย ส่งผลให้คนไข้เสียชีวิต 10 ศพ เจ้าหน้าที่บาดเจ็บอีก 11 ราย ขณะพยายามเข้าช่วยเหลือ คาดสาเหตุจากไฟฟ้าลัดวงจร

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า วันนี้ (16 มี.ค.) เกิดเหตุเพลิงไหม้รุนแรงภายในศูนย์อุบัติเหตุของวิทยาลัยการแพทย์และโรงพยาบาลเอสซีบี (SCB Medical College and Hospital) ซึ่งเป็นสถานพยาบาลขนาดใหญ่ของรัฐฯ ในเมือง Cuttack รัฐโอริสสา ทางตะวันออกของประเทศอินเดีย โดยต้นเพลิงเกิดขึ้นภายในห้องไอซียูแผนกผู้ป่วยอุบัติเหตุ เมื่อเวลาประมาณ 02.30 น. ตามเวลาท้องถิ่น ท่ามกลางความแตกตื่นของผู้ป่วยและเจ้าหน้าที่ที่กำลังปฏิบัติหน้าที่ในช่วงกลางดึก

นายโมฮัน จารัน มาจฮี (Mohan Charan Majhi) มุขมนตรีรัฐโอริสสา แถลงยืนยันว่า มีผู้ป่วยเสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้รวม 10 ราย และนอกจากนี้ยังมีเจ้าหน้าที่ของโรงพยาบาลอีก 11 ราย ถูกไฟคลอกและต้องเข้ารับการรักษาอย่างเร่งด่วน หลังจากพยายามเสี่ยงชีวิตเข้าไปช่วยเหลือคนไข้ออกจากกองเพลิง โดยเปลวเพลิงได้ลุกลามจากห้องไอซียูแผนกอุบัติเหตุไปยังแผนกใกล้เคียงอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าหน้าที่ดับเพลิงจะสามารถเข้าควบคุมสถานการณ์ไว้ได้ในเวลาต่อมา และทำการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่เหลือไปยังแผนกอื่นเพื่อความปลอดภัย

สำหรับสาเหตุเบื้องต้น เจ้าหน้าที่สันนิษฐานว่าอาจเกิดจากเหตุไฟฟ้าลัดวงจร ซึ่งเป็นปัญหาเรื้อรังที่ทำให้เกิดโศกนาฏกรรมในโรงพยาบาลหลายแห่งของอินเดียมาโดยตลอด โดยหากย้อนกลับไปในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา จะพบเหตุการณ์สลดในลักษณะเดียวกันนี้เกิดขึ้นบ่อยครั้ง เช่น

  • ในปี 2568: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU ในโรงพยาบาลรัฐราชสถาน ทำให้มีคนไข้เสียชีวิต 6 ราย
  • ในปี 2567: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU เด็กแรกเกิดในโรงพยาบาลในเมือง Jhansi ทำให้มีทารกเสียชีวิตอย่างน้อย 10 ราย
  • ในปี 2564: เกิดเพลิงไหม้แผนก ICU ที่โรงพยาบาลวิชัย วัลลภ ในเมืองวิราร์ ขณะรักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 ทำให้มีผู้เสียชีวิต 13 ราย รวมถึงยังมีเหตุเพลิงไหม้อีกเหตุการณ์ในโรงพยาบาลที่รัฐมหาราษฏระ ทำให้มีเด็กทารกเสียชีวิตถึง 10 ราย

มุขมนตรีรัฐโอริสสาได้กล่าวชื่นชมความกล้าหาญของทีมแพทย์และหน่วยรักษาความปลอดภัยที่ยอมเสี่ยงชีวิตตนเองเพื่อเข้าช่วยเหลือผู้ป่วย พร้อมกำชับให้มีการดูแลรักษาผู้ที่ได้รับบาดเจ็บอย่างดีที่สุด ขณะที่รัฐบาลท้องถิ่นได้ประกาศมาตรการเยียวยาด้วยการมอบเงินช่วยเหลือแก่ครอบครัวผู้สูญเสีย พร้อมสั่งการให้มีการตั้งคณะกรรมการสอบสวนเพื่อหาสาเหตุที่แท้จริงของการเกิดเพลิงไหม้ในครั้งนี้

โดยย้ำว่าหากพบว่าเหตุการณ์นี้เกิดจากความประมาทหรือความบกพร่องของบุคคลใด จะต้องมีการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด

ทั้งนี้ โรงพยาบาลในอินเดียถือเป็นพื้นที่ที่มีความเสี่ยงต่อการเกิดอัคคีภัยสูง เนื่องจากมีการติดตั้งอุปกรณ์ไฟฟ้าจำนวนมาก ทั้งยังมีมีระบบออกซิเจนที่ไวไฟ รวมถึงความยากลำบากในการเคลื่อนย้ายผู้ป่วยที่ไม่สามารถช่วยเหลือตัวเองได้เมื่อเกิดเหตุฉุกเฉิน.

ที่มา: BBC