เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

16 มี.ค. 2569 15:19 น.

เที่ยวบินกลับมาให้บริการ หลังโดรนโจมตีใกล้สนามบินดูไบทำไฟไหม้ถังเชื้อเพลิง

สนามบินดูไบเริ่มกลับมาเปิดให้บริการอย่างจำกัด หลังเกิดเหตุโดรนโจมตีคลังน้ำมันใกล้สนามบินจนเกิดเพลิงไหม้รุนแรงเมื่อช่วงเช้าวันจันทร์ ท่ามกลางวิกฤตสงครามในตะวันออกกลางที่อิหร่านระดมยิงขีปนาวุธและโดรนใส่ยูเออีแล้วกว่า 1,900 ลูก หวังตอบโต้สหรัฐฯ และอิสราเอล

เกิดเหตุการณ์ที่เกี่ยวข้องกับโดรน ส่งผลให้เกิดเพลิงไหม้ถังเก็บน้ำมันบริเวณใกล้กับสนามบินนานาชาติดูไบ ส่งผลกระทบต่อการเดินทางอย่างหนัก ทางการดูไบระบุว่าเจ้าหน้าที่สามารถควบคุมเพลิงไว้ได้แล้วและไม่มีรายงานผู้ได้รับบาดเจ็บ

สนามบินดูไบ แถลงผ่านแพลตฟอร์ม X ว่า “เที่ยวบินทั้งขาเข้าและขาออกจาก DXB กำลังทยอยกลับมาให้บริการในบางเส้นทาง หลังจากการระงับชั่วคราวเพื่อความปลอดภัย” ขณะที่สายการบินเอมิเรตส์ แจ้งว่าจะกลับมาให้บริการตามตารางเวลาที่จำกัด และขอให้ผู้โดยสารตรวจสอบสถานะเที่ยวบินก่อนเดินทางมายังสนามบิน

พยานในที่เกิดเหตุเล่าว่า เห็นกลุ่มควันสีดำหนาทึบพวยพุ่งขึ้นจากบริเวณสนามบินเมื่อเวลาประมาณ 10:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น ผู้โดยสารที่รอขึ้นเครื่องถูกอพยพไปยังชั้นล่างของอาคารเพื่อความปลอดภัยเป็นเวลาหลายชั่วโมง หนึ่งในผู้โดยสารเปิดเผยความรู้สึกว่า “ช่วงไม่กี่สัปดาห์มานี้มันยากลำบากมากที่เราต้องได้ยินเสียงระเบิดเป็นประจำ แต่ไม่คิดว่าการโจมตีของอิหร่านจะตามมาหลอกหลอนผมจนถึงชั่วโมงสุดท้ายก่อนที่จะได้บินกลับบ้าน”

เหตุการณ์ครั้งนี้ถือเป็นส่วนหนึ่งของยุทธวิธีตอบโต้จากอิหร่าน หลังจากคลังน้ำมันในกรุงเตหะรานถูกโจมตีจนเมืองตกอยู่ในความมืดมิดเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมา ข้อมูลระบุว่าสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ถูกอิหร่านยิงขีปนาวุธและโดรนใส่แล้วกว่า 1,900 ลูก นับตั้งแต่เริ่มสงคราม ซึ่งถือว่ามากที่สุดเมื่อเทียบกับประเทศอื่นๆ ในภูมิภาค

ส่วนกระทรวงกลาโหมซาอุดีอาระเบีย รายงานว่าสามารถสกัดกั้นโดรนได้มากกว่า 60 ลำ ทางตะวันออกของประเทศตั้งแต่ช่วงเที่ยงคืนวันจันทร์ โดยยูเออีรายงานผู้เสียชีวิตแล้ว 6 ราย เป็นพลเรือน 4 ราย และทหาร 2 รายจากเหตุเฮลิคอปเตอร์ตก

นักวิเคราะห์มองว่า หลังจากการโจมตีของสหรัฐฯ และอิสราเอลได้ทำลายล้างกลุ่มผู้นำของอิหร่าน อิหร่านจึงเปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีทรัพย์สินของสหรัฐฯ รวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางพลเรือนที่สำคัญ ทั้งสนามบิน ท่าเรือ และโรงกลั่นน้ำมันรอบอ่าวเปอร์เซีย เพื่อสั่นคลอนเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในฐานะศูนย์กลางการเงินโลกอย่างดูไบ

แม้ระบบป้องกันทางอากาศของยูเออีจะสามารถสกัดกั้นวัตถุระเบิดได้เป็นส่วนใหญ่ แต่เหตุการณ์ที่โดรนตกจนทำให้มีผู้บาดเจ็บ 4 คนเมื่อวันพุธที่ผ่านมา และเหตุเพลิงไหม้คลังน้ำมันในวันนี้ ยิ่งตอกย้ำถึงภัยคุกคามที่ขยับเข้าใกล้เขตพลเรือนมากขึ้นเรื่อยๆ.

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

16 มี.ค. 2569 14:18 น.

สงครามอิหร่านดันต้นทุนน้ำมัน เสี่ยงค่าตั๋วแพงขึ้นทั่วโลก

อนาคตราคาตั๋วเครื่องบินจะเป็นอย่างไร  ต้นทุนการเดินทางที่สูงขึ้นจะกระทบต่อกระเป๋าเงิน นักเดินทางอย่างไร เมื่อราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงต่อเนื่อง เพราะสงครามระหว่าง สหรัฐอเมริกา-อิสราเอลเเละอิหร่าน ยังคงดำเนินต่อไป

หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐ-อิสราเอลเปิดฉากโจมตีอิหร่าน ส่งผลให้ราคาน้ำมันดิบทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องทะลุ 100 ดอลล่าร์ ต่อบาร์เรล ครั้งแรกในรอบ 4 ปี

สงครามในครั้งนี้ส่งผลอย่างมากในการดำเนินงานของสายการบินทั่วภูมิภาคตะวันออกกลาง และเที่ยวบินกว่า 50,000เที่ยวบิน ถูกยกเลิกตลอดช่วง 2 สัปดาห์ที่ผ่านมา 

โรบ บริตตัน อาจารย์ภาคธุรกิจจากมหาวิทยาลัยจอร์จทาวน์ วิเคราะห์ถึงสถานการณ์ในปัจจุบันว่า ปริมาณปิโตรเลียมได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์นี้เพียงเล็กน้อย เเต่ราคาน้ำมันดิบกลับพุ่งขึ้นอย่างรวดเร็ว 

เขาเสริมว่า ถ้าราคาน้ำมันยังคงพุ่งสูงขึ้นแบบนี้ ราคาตั๋วเครื่องบินก็จะมีราคาสูงตาม นี่เป็นคณิตศาสตร์ขั้นพื้นที่ฐานที่เข้าใจง่ายมากๆ เพราะเมื่อราคาน้ำมันเพิ่มขึ้น ราคาตั๋วเครื่องก็เพิ่มขึ้นในสัดส่วนที่เท่ากัน

ที่ผ่านมา สายการบินมักจะขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินเมื่อเกิดปัญหาด้านต้นทุน เช่น ปัญหาราคาน้ำมันเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งสิ่งนี้นับว่าเป็นการผลักภาระทางต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้โดยสาร

ราคาตั๋วเครื่องบินมีผลอย่างมากต่ออุปสงค์หรือความต้องการในการเดินทาง ถ้าอัตราเงินเฟ้อหรืออัตราการว่างงานที่เพิ่มสูงขึ้น ทำให้นักท่องเที่ยวตัดสินใจไม่เดินทางในช่วงหน้าร้อนนี้ ทางสายการบินคงไม่สามารถขึ้นราคาค่าตั๋วเครื่องบินได้ ไม่ว่าต้นทุนจะเพิ่มขึ้นอย่างไรก็ตาม 

ราคาเชื้อเพลิงเเละน้ำมันดิบสามารถพุ่งสูงอย่างรุนเเรงเเละคาดการณ์ไม่ได้ หากราคาน้ำมันปรับเปลี่ยนเล็กน้อยก็ส่งผลต่อผลกำไรของสายการบินได้ 

มีรายงานเพิ่มเติมว่า นักท่องเที่ยวมักจ่ายเงินจองเที่ยวบินล่วงหน้าเป็นเวลานาน ทำให้สายการบินไม่สามารถปรับขึ้นราคาตั๋วเครื่องบินได้หลังมีปัญหาราคาต้นทุนเพิ่มสูงขึ้น ทำให้สายการบินต้องหันไปลดต้นทุนในการดำเนินการด้านอื่นๆ เพื่อทดเเทนกำไรที่หายไปจากราคาน้ำมันที่เพิ่มขึ้น

ราคาต้นทุนน้ำมันที่เพิ่มสูงขึ้นส่งผลให้สายการบินต้องคิดทบทวนอีกครั้งในการดำเนินเที่ยวบินที่เคยได้กำไรเพราะราคาน้ำมันต่ำกว่าปัจจุบัน อีกทั้งนักเดินทางก็เริ่มมีตัวเลือกในการเดินทางที่ลดลง เพราะเมื่อสายการบินลดจำนวนเที่ยวบินลงก็เป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ ราคาตั๋วเครื่องบินเพิ่มสูงขึ้น

นอกจากปัญหาราคาน้ำมันที่เพิ่มสูงเเล้ว บางสายการบินยังคงเผชิญหน้ากับการระงับเที่ยวบินเพราะความขัดเเย้งในตะวันออกกลางยังคงดำเนินต่อไป ทำให้สายการบินต้องเสียเงินจำนวนมหาศาลในการชดเชยเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพื่อรักษาความปลอดภัยของผู้โดยสารเเละเจ้าหน้าที่

ผู้เชี่ยวชาญยังคงกังวลว่า หากราคาน้ำมันยังคงพุ่งขึ้นต่อไปสายการบินต้นทุนต่ำอย่าง สปิริตแอร์ไลน์ส (Spirit Airline) ของสหรัฐฯ อาจเกิดปัญหาล้มละลายเเละถูกบีบให้ออกจากธุรกิจนี้ ซึ่งในระยะยาวจะส่งผลกระทบทางลบต่อนักท่องเที่ยวเอง เพราะสายการบินอื่นๆ สามารถปรับเพิ่มราคาตั๋วเครื่องบินได้อย่างอิสระขึ้น เนื่องจากตลาดขาดคู่เเข่งที่ราคาถูกอย่าง สปิริตแอร์ไลน์ส ที่คอยช่วยตรึงราคาไว้

อัตราค่าตั๋วเครื่องบินขึ้นอยู่กับอุปทานหรือจำนวนของที่นั่งที่ทางสายการบินให้บริการและอุปสงค์หรือความต้องการเดินทางของผู้โดยสารซึ่งทั้ง 2 ปัจจัยนี้ไม่ได้เปลี่ยนแปลงมากนักตั้งเเต่มีความขัดแย้ง

ยิ่งไปกว่านั้นราคาตั๋วเครื่องบินยังคงเปลี่ยนไปตามปัจจัยต่างๆได้หลายปัจจัย เช่นอุปสงค์เเละอุปทานในการเดินทาง, ต้นทุนในการดำเนินเที่ยวบินอย่างราคาน้ำมัน, ฤดูกาล เเละรวมไปถึงคู่แข่ง 

มีอีกหลากหลายปัจจัยที่เรายังไม่รู้เเน่ชัดที่สามารถส่งผลต่อผู้โดยสาร เช่นความขัดเเย้งในครั้งนี้จะยืดเยื้อไปนานเท่าไหร่ ก็ยิ่งส่งผลลบต่อผู้โดยสารในเเง่ของค่าใช้จ่ายในการเดินทางมากขึ้นเท่านั้น 

ท้ายที่สุดสำหรับนักเดินทางคนใดที่ต้องการเดินทางในช่วงเดือนมิถุนายนเเละกรกฎาคม เเล้วยังไม่จองตั๋วเครื่องบินนั้น นี้เป็นโอกาสดีที่คุณจะจองตั๋วที่สามารถคืนเงินได้ เพราะถ้าหากราคาตํ่วเครื่องบินปรับลดลง คุณก็สามารถยกเลิกเเละจองใหม่ได้

การฟื้นตัวของตลาดพลังงานเวลานี้จึงเป็นเรื่องท้าทายอย่างยิ่ง หลังประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ได้เริ่มเปิดฉากความขัดแย้งในตะวันออกกลาง โดยหากราคาน้ำมันดิบและพลังงานยังคงเพิ่มสูงขึ้น สหรัฐจะรับรู้ถึงผลกระทบทางการเงินของตนเองได้ชัดเจนในช่วงไตรมาสที่ 2 ของปี 2026.

ที่มา: CNN

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน “เรือเงารัสเซีย” แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน "เรือเงารัสเซีย" แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

16 มี.ค. 2569 13:22 น.

ศาลสวีเดนสั่งฝากขังกัปตัน “เรือเงารัสเซีย” แอบอ้างใช้ธงโคโมโรส ลอบขนส่งน้ำมันฝ่ามาตรการคว่ำบาตร

ศาลสวีเดนมีคำสั่งฝากขังกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันชาวรัสเซียวัย 55 ปี หลังพบแอบอ้างใช้ธงประเทศโคโมโรสพยายามแล่นผ่านน่านน้ำ คาดเป็นส่วนหนึ่งของกองเรือเงาของรัสเซียหลบเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตร

สื่อต่างประเทศรายงานว่าวันนี้ (16 มี.ค.) ศาลเมือง Ystad ประเทศสวีเดน มีคำสั่งฝากขังกัปตันเรือบรรทุกน้ำมันชาวรัสเซียวัย 55 ปี ซึ่งถูกจับกุมตัวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมา (13 มี.ค.) หลังอัยการสวีเดนตั้งข้อสงสัยว่าเขาใช้เอกสารปลอมในการเดินเรือ

ปฏิบัติการครั้งนี้เริ่มขึ้นเมื่อเจ้าหน้าที่หน่วยยามฝั่งสวีเดนบุกขึ้นตรวจสอบเรือบรรทุกน้ำมัน “ซี อาวล์ วัน” (Sea Owl I) ความยาว 228 เมตร ขณะลอยลำอยู่ทางตอนใต้ของเมืองเทรลเลบอร์ก (Trelleborg) ในคืนวัน พฤหัสที่ผ่านมา (12 มี.ค.) หลังพบความผิดปกติว่าเรือลำดังกล่าวติดธงชาติของประเทศโคโมโรส (ประเทศหมู่เกาะในแอฟริกา) แต่เจ้าหน้าที่กลับไม่พบชื่อเรือลำนี้อยู่ในทะเบียนเรือของประเทศโคโมโรสแต่อย่างใด ซึ่งการปลอมแปลงและแอบอ้างธงเพื่อเดินเรือถือเป็นการละเมิดกฎหมายระหว่างประเทศอย่างร้ายแรง

จากการตรวจสอบของเจ้าหน้าที่ พบว่าเอกสารที่กัปตันวัย 55 ได้แสดงต่อเจ้าหน้าที่นั้นมีความน่าสงสัยว่าอาจเป็นเอกสารปลอมทั้งหมด รวมทั้ง เรือ “ซี อาวล์ วัน” (Sea Owl I) ลำนี้ ยังอยู่ในรายชื่อเรือที่ถูกสหภาพยุโรป (EU) คว่ำบาตรอีกด้วย เนื่องจากอาจเป็นส่วนหนึ่งของ “กองเรือเงา” (shadow fleet) ที่รัสเซียใช้ลักลอบขนส่งสินค้า เพื่อหลีกเลี่ยงมาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันจากการรุกรานยูเครนเมื่อปี 2022

ขณะถูกบุกตรวจค้น เรือลำดังกล่าวกำลังมุ่งหน้าไปยังท่าเรือพรีมอร์สค์ (Primorsk) ในทะเลบอลติก ริมชายฝั่งประเทศรัสเซีย หลังออกเดินทางมาจากเมืองซานโตส ประเทศบราซิล โดยเรือลำนี้มีประวัติขนส่งน้ำมันระหว่างทั้งสองประเทศนี้มาอย่างต่อเนื่องในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา

โฆษกสำนักงานอัยการสวีเดนยืนยันกับสื่อว่า จะควบคุมตัวกัปตันเรือรายนี้ไว้เพื่อสอบสวนขยายผลเพิ่มเติม เป็นเวลาราว 14 วัน ขณะที่สถานทูตรัสเซียในสวีเดนเปิดเผยว่า ในบรรดาลูกเรือทั้งหมด 24 ราย มี 10 ราย (รวมกัปตัน) เป็นชาวรัสเซีย และอีก 14 รายเป็นชาวอินโดนีเซีย โดยทางสถานทูตกำลังเฝ้าติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด

เหตุการณ์นี้นับเป็นครั้งที่สองภายในเวลาหนึ่งสัปดาห์ ที่ทางการสวีเดนสามารถตรวจและยึดเรือต้องสงสัยที่มีความเกี่ยวข้องกับ “กองเรือเงาของรัสเซีย” หลังจากเมื่อวันที่ 6 มีนาคม ที่ผ่านมา หน่วยยามฝั่งสวีเดนได้ควบคุมและยึดเรือสินค้า คัฟฟา (Caffa) ที่ใช้ธงประเทศกินี ขนธัญพืชที่ถูกขโมยมาจากยูเครน เดินทางจากเมืองคาซาบลังกา ประเทศโมร็อกโก และกำลังมุ่งหน้าไปยังนครเซนต์ปีเตอร์สเบิร์ก

นอกจากสวีเดนแล้ว ฝรั่งเศสก็ได้ยึดเรือในลักษณะเดียวกันนี้หลายลำ เช่น เรือ Grinch ที่พยายามล่องผ่านทะเลเมดิเตอร์เรเนียน เมื่อเดือนมกราคม และ เรือ Boracay ที่พยายามล่องผ่านมหาสมุทรแอตแลนติกเมื่อเดือนตุลาคมปีที่ผ่านมา

ทั้งนี้ ชาติตะวันตกได้บังคับใช้มาตรการคว่ำบาตรการส่งออกน้ำมันของรัสเซียอย่างเข้มงวด นับตั้งแต่รัสเซียเปิดฉากบุกรุกยูเครนเต็มรูปแบบในปี 2022 โดยนอกจากการลักลอบขนส่งน้ำมัน กองเรือเงา ของรัสเซีย ยังถูกกล่าวหาว่าพยายาม “ปลอมแปลงพิกัดตำแหน่ง” (Spoofing) และมีความพัวพันกับการลักลอบทำลายสายเคเบิลใต้ทะเลและปล่อยโดรนสอดแนมอีกด้วย.

ที่มา: BBC

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

16 มี.ค. 2569 13:14 น.

ญี่ปุ่นเริ่มระบายน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ รับมือวิกฤตสงครามตะวันออกกลาง

รัฐบาลญี่ปุ่นประกาศเริ่มระบายน้ำมันจากคลังน้ำมันสำรองเชิงยุทธศาสตร์ หลังองค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ  IEA เห็นชอบให้ประเทศสมาชิกระบายสต็อกน้ำมันเพื่อบรรเทาราคาพลังงานที่พุ่งสูงจากสงครามในตะวันออกกลาง ขณะที่รัฐบาลยืนยันยังไม่มีแผนส่งกองกำลังป้องกันตนเองทางเรือไปช่วยสหรัฐฯ คุ้มกันเส้นทางเดินเรือ

รัฐบาลญี่ปุ่นได้ประกาศผ่านราชกิจจานุเบกษาอย่างเป็นทางการว่าได้เริ่มกระบวนการลดระดับการสำรองน้ำมันของประเทศลง ซึ่งเป็นการตอบสนองต่อมติขององค์การพลังงานระหว่างประเทศ หรือ  IEA เมื่อวันที่ 11 มีนาคมที่ผ่านมา เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาน้ำมันที่พุ่งสูงอันเนื่องมาจากภาวะสงครามในตะวันออกกลาง

นายมิโนรุ คิฮาระ โฆษกรัฐบาลญี่ปุ่น ระบุว่าญี่ปุ่นจะระบายน้ำมันสำรองจากภาคเอกชนออกมาในปริมาณที่เท่ากับการบริโภคภายในประเทศเป็นเวลา 15 วัน ขณะที่นายเรียวเซ อากาซาวะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเศรษฐกิจ การค้า และอุตสาหกรรม เสริมว่าการระบายน้ำมันในระยะแรกจะเน้นไปที่คลังสำรองของภาคเอกชนก่อนจะเริ่มใช้คลังสำรองของรัฐบาล

ทั้งนี้ ญี่ปุ่นถือเป็นประเทศที่มีคลังสำรองน้ำมันขนาดใหญ่เป็นอันดับต้นๆ ของโลก โดยมีน้ำมันสำรองรวมกว่า 400 ล้านบาร์เรล (ข้อมูล ณ เดือนธันวาคม) ซึ่งเพียงพอต่อการบริโภคภายในประเทศนานถึง 254 วัน

IEA ระบุว่าสมาชิกทั่วโลกตกลงที่จะปล่อยน้ำมันสำรองรวมกันถึง 271.7 ล้านบาร์เรล ซึ่งถือเป็นการตอบสนองครั้งใหญ่ที่สุดเท่าที่เคยมีมา โดยแผนการดำเนินการระบุว่า ประเทศสมาชิกในแถบ เอเชียและโอเชียเนีย จะเริ่มระบายน้ำมันสู่ตลาดทันที ส่วนในภูมิภาคอเมริกาและยุโรปจะเริ่มดำเนินการในช่วงปลายเดือนมีนาคมนี้

ในประเด็นด้านความมั่นคง รัฐบาลญี่ปุ่นแสดงจุดยืนชัดเจนต่อคำร้องขอของ ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ แห่งสหรัฐฯ ที่เรียกร้องให้พันธมิตรรวมถึงญี่ปุ่น ส่งเรือรบไปช่วยคุ้มกันเรือบรรทุกน้ำมันในช่องแคบฮอร์มุซ หลังจากอิหร่านสั่งปิดเส้นทางเดินเรือดังกล่าวเพื่อตอบโต้สงครามกับสหรัฐฯ และอิสราเอล

นายชินจิโร โคอิซูมิ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม แถลงต่อรัฐสภาว่า “ในสถานการณ์ปัจจุบัน เรายังไม่มีการพิจารณาสั่งการปฏิบัติการความมั่นคงทางทะเลใดๆ” ซึ่งสอดคล้องกับความเห็นของ นายกรัฐมนตรีซานาเอะ ทาคาอิจิ  ที่ระบุว่าเธอยังไม่ได้รับคำร้องขออย่างเป็นทางการจากทรัมป์ และย้ำว่าการตัดสินใจใดๆ ต้องยึดถือผลประโยชน์ของญี่ปุ่นและกรอบกฎหมายภายในประเทศเป็นสำคัญ พร้อมยอมรับว่าการส่งกองกำลังป้องกันตนเองไปปฏิบัติภารกิจในต่างประเทศนั้นเป็นเรื่องที่ “ยากลำบากอย่างยิ่งในทางกฎหมาย” เนื่องจากขัดต่อรัฐธรรมนูญฉบับปี 1947 ที่เน้นสันติภาพ

ญี่ปุ่นเป็นประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 4 ของโลก แต่กลับมีความเปราะบางด้านพลังงานสูงมาก เนื่องจากต้องพึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึง 95% และน้ำมันกว่า 70% ของญี่ปุ่นต้องขนส่งผ่านช่องแคบฮอร์มุซ

การที่อิหร่านปิดช่องแคบฮอร์มุซจึงส่งผลกระทบโดยตรงต่อความมั่นคงทางพลังงานของญี่ปุ่น ทำให้รัฐบาลต้องเร่งระบายน้ำมันสำรองเพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในขณะที่ต้องหลีกเลี่ยงความขัดแย้งทางทหารในระดับสากล.

ที่มา AFP

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านใช้ AI เป็น “อาวุธข่าวลวง” บิดเบือนสถานการณ์สงคราม

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านใช้ AI เป็น "อาวุธข่าวลวง" บิดเบือนสถานการณ์สงคราม

16 มี.ค. 2569 12:41 น.

ทรัมป์กล่าวหาอิหร่านใช้ AI เป็น “อาวุธข่าวลวง” บิดเบือนสถานการณ์สงคราม

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กล่าวหาอิหร่านใช้เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์สร้างข้อมูลเท็จเกี่ยวกับความสำเร็จทางทหารและการสนับสนุนจากประชาชน พร้อมพาดพิงสื่อบางแห่งว่าอาจมีการประสานงานเผยแพร่ข่าวที่สร้างด้วย AI ท่ามกลางความตึงเครียดด้านสงครามและข้อพิพาทเรื่องการรายงานข่าว

ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ของสหรัฐฯ ให้สัมภาษณ์บนเครื่องบินแอร์ฟอร์ซวัน โดยระบุว่าอิหร่านกำลังใช้ปัญญาประดิษฐ์หรือ AI เป็น “อาวุธปล่อยข้อมูลเท็จ” เพื่อบิดเบือนภาพลักษณ์ความสำเร็จและแรงสนับสนุนในระหว่างสงครามที่กำลังดำเนินอยู่

“AI เป็นสิ่งที่อันตรายมาก เราต้องระมัดระวังกับมันให้ดี” ทรัมป์กล่าว หลังจากที่ก่อนหน้านี้เขาได้โพสต์ข้อความผ่านแพลตฟอร์มทรูธโซเชียล โดยไม่มีหลักฐานยืนยันว่า สื่อตะวันตกบางสำนักกำลังประสานงานอย่างใกล้ชิดกับอิหร่านเพื่อเผยแพร่ “ข่าวปลอม” ที่สร้างขึ้นโดย AI

ทรัมป์ได้ยกตัวอย่าง 3 กรณีสำคัญที่เขาเชื่อว่าเป็นการใช้เทคโนโลยี AI เข้ามาบิดเบือนความจริง ได้แก่กรณีเรือกามิกาเซ่พิฆาต ซึ่งทรัมป์อ้างว่าภาพเรือที่อิหร่านนำมาแสดงนั้นไม่มีอยู่จริง อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบของสำนักข่าวรอยเตอร์พบวิดีโอจากท่าเรือบาสราในอิรัก ที่แสดงให้เห็นเรือบรรทุกระเบิดของอิหร่านเข้าโจมตีเรือขนส่งน้ำมันจนมีผู้เสียชีวิตจริง

ส่วนการโจมตีเรือบรรทุกเครื่องบินสหรัฐฯ ทรัมป์กล่าวหาว่าอิหร่านใช้ AI สร้างภาพการโจมตีเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น ให้ดูเหมือนประสบความสำเร็จ พร้อมย้ำว่าสื่อที่นำข่าวนี้ไปขยายความควรถูกตั้งข้อหา “ขายชาติ”

ขณะที่ภาพการชุมนุมสนับสนุนผู้นำคนใหม่ ทรัมป์อ้างว่าภาพชาวอิหร่านกว่า 250,000 คนที่ออกมารวมตัวสนับสนุนนายโมจตาบา คาเมเนอี ผู้นำสูงสุดคนใหม่ เป็นภาพที่สร้างจาก AI ทั้งหมดและเหตุการณ์นี้ไม่เคยเกิดขึ้นจริง แม้จะมีภาพฝูงชนในกรุงเตหะรานปรากฏตามสำนักข่าวต่าง ๆ จริง แต่ยังไม่มีสื่อตะวันตกกระแสหลักระบุจำนวนตัวเลข 250,000 คนตามที่ทรัมป์อ้าง

ประเด็นดังกล่าวส่งผลให้ความตึงเครียดระหว่างรัฐบาลและสื่อมวลชนพุ่งสูงขึ้น โดยเมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมานายเบรนแดน คาร์ ประธานคณะกรรมการกลางกำกับดูแลกิจการสื่อสาร (FCC) ได้ออกมาข่มขู่ว่าจะเพิกถอนใบอนุญาตของสถานีโทรทัศน์ที่ไม่ยอม “ปรับปรุงแนวทาง” การรายงานข่าวเกี่ยวกับสงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิสราเอล และอิหร่าน

ที่ผ่านมา ทรัมป์มักโจมตีสื่อที่นำเสนอข่าวในเชิงวิพากษ์วิจารณ์เขาว่าเป็นผู้โกหก และเคยเรียกร้องให้ยึดใบอนุญาตสื่อที่เขาพิจารณาว่าไม่มีความยุติธรรมมาแล้วหลายครั้ง

แม้สื่อของรัฐบาลอิหร่านจะมีการอ้างชัยชนะทางการทหารหลายประการ รวมถึงกรณีเรือยูเอสเอส อับราฮัม ลินคอล์น แต่สื่อตะวันตกส่วนใหญ่ไม่ได้นำเสนอข้อมูลดังกล่าวในเชิงข้อเท็จจริงที่ได้รับการยืนยัน ซึ่งขัดแย้งกับข้อกล่าวหาของทรัมป์ที่มองว่าสื่อตะวันตกให้ความร่วมมือกับอิหร่าน.

ที่มา Reuters

รัฐสภาเมียนมาเปิดสมัยประชุมครั้งแรก สส.ฝ่ายหนุนกองทัพนั่งเต็มสภา

รัฐสภาเมียนมาเปิดสมัยประชุมครั้งแรก สส.ฝ่ายหนุนกองทัพนั่งเต็มสภา

16 มี.ค. 2569 11:47 น.

รัฐสภาเมียนมาเปิดสมัยประชุมครั้งแรก สส.ฝ่ายหนุนกองทัพนั่งเต็มสภา

รัฐสภาเมียนมาเปิดสมัยประชุมนัดแรกในรอบ 5 ปี นับตั้งแต่การรัฐประหารปี 2021 โดยสมาชิกสภาส่วนใหญ่เป็นนักการเมืองฝ่ายสนับสนุนกองทัพและทหารประจำการ หลังการเลือกตั้งที่ถูกวิจารณ์ว่าอยู่ภายใต้การควบคุมของรัฐบาลทหาร ขณะที่ผู้เชี่ยวชาญมองว่าเป็นความพยายามสร้างภาพความชอบธรรมให้ระบอบทหาร

รัฐสภาเมียนมาได้เปิดสมัยประชุมเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่เกิดการรัฐประหารในปี 2021 โดยบรรยากาศเต็มไปด้วยสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร ที่ส่วนใหญ่เป็นพันธมิตรของรัฐบาลทหาร ซึ่งผ่านการเลือกตั้งที่ถูกจับตามองว่ามีการวางแผนไว้ล่วงหน้าโดยกลุ่มผู้นำระดับสูง การประชุมสภาผู้แทนราษฎรเริ่มขึ้นเมื่อเวลาประมาณ 10:00 น. ตามเวลาท้องถิ่น เพื่อดำเนินการเลือกประธานสภาผู้แทนราษฎร ท่ามกลางการรักษาความปลอดภัยที่เข้มงวด

สมาชิกสภาส่วนใหญ่ในการประชุมครั้งนี้มาจากพรรคสหสามัคคีและการพัฒนา (USDP) ซึ่งเป็นพรรคที่สนับสนุนกองทัพและก่อตั้งโดยอดีตนายพล ขณะที่ที่นั่งส่วนที่เหลือเป็นโควตาของเจ้าหน้าที่ทหารที่ประจำการอยู่ ซึ่งตามรัฐธรรมนูญระบุให้มีสิทธิครองที่นั่งในสภาได้ 1 ใน 4 โดยไม่ต้องผ่านการเลือกตั้ง

นักวิเคราะห์และองค์กรตรวจสอบประชาธิปไตยระบุว่า การเลือกตั้งที่จัดขึ้นในช่วงเดือนธันวาคมและมกราคมที่ผ่านมา เป็นการ “จัดฉาก” โดยรัฐบาลทหาร เนื่องจากมีการสั่งห้ามวิพากษ์วิจารณ์การเลือกตั้ง และการเลือกตั้งไม่ได้จัดขึ้นในหลายพื้นที่ของประเทศที่อยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มกบฏ

ประเด็นที่คนทั่วโลกกำลังจับตามองคืออนาคตของ พลเอกอาวุโส มิน อ่อง หล่าย ผู้นำรัฐบาลทหาร ซึ่งคาดการณ์กันว่าอาจจะถอดเครื่องแบบทหารเพื่อก้าวขึ้นมารับตำแหน่งประธานาธิบดีในรัฐบาลชุดใหม่ที่จะเข้ารับหน้าที่ในเดือนหน้า โดยตำแหน่งประธานาธิบดีจะมาจากการลงคะแนนเสียงของทั้งสองสภา ซึ่งปัจจุบันถูกครอบงำโดยผู้สนับสนุนกองทัพอย่างเบ็ดเสร็จ

ทอม แอนดรูวส์ ผู้เชี่ยวชาญด้านสิทธิมนุษยชนในเมียนมาของ UN ระบุว่า “นี่คือรัฐบาลทหารในคราบพลเรือน” พร้อมเสริมว่าไม่ว่ามิน อ่อง หล่าย จะอยู่ในบทบาทใด กองทัพก็จะยังคงเป็นผู้กุมอำนาจเบื้องหลังอย่างชัดเจน

ทั้งนี้ เมื่อปี 2020 พรรคเอ็นแอลดีของอองซาน ซูจี ชนะการเลือกตั้งถล่มทลาย ต่อมาในปี 2021 กองทัพทำรัฐประหาร อ้างเหตุทุจริตเลือกตั้ง ควบคุมตัวนางซูจี และยุบพรรคเอ็นแอลดีจนนำไปสู่สงครามกลางเมือง ปัจจุบันพรรค USDP ครองที่นั่งในสภาที่จัดเลือกตั้งใหม่ได้มากกว่า 80% ของที่นั่งที่มีการแข่งขันทั้งหมด

รัฐธรรมนูญที่ร่างโดยกองทัพยังคงรับรองให้ทหารมีตำแหน่งสำคัญในคณะรัฐมนตรี และมีอำนาจยับยั้งทางการเมืองอย่างถาวร ส่งผลให้การเปิดสภาครั้งนี้ถูกมองว่าเป็นเพียงความพยายามสร้างความชอบธรรมให้กับการปกครองของทหารที่ดำเนินมาอย่างยาวนานนับตั้งแต่ได้รับเอกราช.

ที่มา AFP 

อิสราเอลโจมตีกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 13 ศพ รวมไปถึงเด็ก-หญิงตั้งครรภ์

อิสราเอลโจมตีกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 13 ศพ รวมไปถึงเด็ก-หญิงตั้งครรภ์

16 มี.ค. 2569 11:44 น.

อิสราเอลโจมตีกาซาระลอกใหม่ ดับอย่างน้อย 13 ศพ รวมไปถึงเด็ก-หญิงตั้งครรภ์

การโจมตีทางอากาศของอิสราเอลในฉนวนกาซาคร่าชีวิตชาวปาเลสไตน์อย่างน้อย 13 คน รวมเด็กสองคนและหญิงตั้งครรภ์ ขณะผู้ป่วยกว่า 20,000 คนยังรอการอพยพออกจากพื้นที่ผ่านด่านราฟาห์

วันที่ 16 มีนาคม 2569 การโจมตีทางอากาศของกองทัพอิสราเอลในพื้นที่ฉนวนกาซา ได้เริ่มขึ้นระลอกใหม่เมื่อวันอาทิตย์ ที่ผ่านมา ทำให้มีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 13 ศพ ในจำนวนนี้รวมไปถึงเด็กชาย 2 คน หญิงตั้งครรภ์ 1 ราย และเจ้าหน้าที่ตำรวจอีก 9 นาย

รายงานระบุว่า การโจมตีหนึ่งครั้งได้พุ่งเป้าใส่บ้านหลังหนึ่งในค่ายผู้ลี้ภัยนูเซรัต ทางตอนกลางของกาซา ส่งผลให้มีผู้เสียชีวิต 4 ศพ ได้แก่ สามีภรรยาวัยราว 30 ปี และลูกชายวัย 10 ปี โดยโรงพยาบาลอัล อักซอร์ ระบุว่า หญิงผู้เสียชีวิตกำลังตั้งครรภ์ลูกแฝด ขณะเดียวกันยังมีเด็กวัย 15 ปี ซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเสียชีวิตอีกหนึ่งราย และถูกนำร่างส่งไปยังอัล อัพดา

นายมาห์มูด อัล-มุห์ตาเซบ เพื่อนบ้านในพื้นที่เล่าว่า ครอบครัวกำลังนอนหลับอยู่ก่อนจะถูกถล่มด้วยแรงระเบิดจากขีปนาวุธปลุกขึ้นมา เขาบอกว่า พวกเรากำลังนอนอยู่ แล้วจู่ ๆ ก็มีการโจมตีด้วยมิสไซล์ มันรุนแรงมาก และไม่มีการเตือนล่วงหน้า

กระทรวงมหาดไทยของกาซาระบุว่า การโจมตีครั้งนี้ทำให้ เจ้าหน้าที่ตำรวจเสียชีวิต 9 นาย รวมถึง พันเอก อิยาด อาบู ยูเซฟ เจ้าหน้าที่ตำรวจระดับสูงในพื้นที่ ขณะที่โรงพยาบาลในเมืองอัลอักษา ซึ่งรับศพผู้เสียชีวิตยืนยันตัวเลขดังกล่าว และระบุว่ามีผู้ได้รับบาดเจ็บ อย่างน้อย 14 คน.

ที่มา Aljazeera

เวียดนามปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง ทำคนแห่ค้นหา “รถยนต์ไฟฟ้า” กว่า 5 แสนครั้ง หลังรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมัน

เวียดนามปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง ทำคนแห่ค้นหา “รถยนต์ไฟฟ้า” กว่า 5 แสนครั้ง หลังรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมัน

16 มี.ค. 2569 11:32 น.

เวียดนามปล่อยราคาน้ำมันพุ่ง ทำคนแห่ค้นหา “รถยนต์ไฟฟ้า” กว่า 5 แสนครั้ง หลังรัฐเลิกอุ้มราคาน้ำมัน

เวียดนามเผชิญความผันผวนของราคาน้ำมันอย่างหนักนับตั้งแต่ต้นมีนาคม หลังรัฐบาลปรับขึ้นราคาขายปลีกต่อเนื่องถึง 3 ครั้งภายใน 1 สัปดาห์ ผู้บริโภคจำนวนมากจึงเริ่มมองหาทางเลือกใหม่ อย่างรถยนต์ไฟฟ้า

ข้อมูลจากรายงานล่าสุดของ Cốc Cốc Research ระบุว่า ระหว่างวันที่ 1–12 มีนาคม ชาวเวียดนามค้นหาข้อมูลเกี่ยวกับน้ำมันเชื้อเพลิงอย่างคึกคัก โดยมีการค้นหาคำว่า “gasoline” และ “diesel” รวมเกือบ 7 ล้านครั้ง สะท้อนความกังวลต่อราคาพลังงานที่พุ่งสูง

สำหรับแนวโน้มการค้นหาพบว่าช่วง 1–4 มีนาคม ราคาน้ำมันยังค่อนข้างคงที่ ความสนใจ EV อยู่ในระดับปานกลางขณะที่วันที่ 5 มีนาคม หลังการปรับราคาน้ำมันครั้งใหม่ การค้นหาคำว่า “gasoline” พุ่งขึ้น 164% และ “diesel” เพิ่ม 40% วันที่ 7 มีนาคม หลังการปรับราคาครั้งถัดมา การค้นหาเพิ่มอีก 95% สำหรับ gasoline และ 47% สำหรับ diesel และวันที่ 9 มีนาคม การค้นหาทำสถิติสูงสุด โดยเพิ่ม 81% สำหรับ gasoline และ 71% สำหรับ diesel

ขณะเดียวกัน การค้นหารถยนต์ไฟฟ้าก็พุ่งขึ้นตามราคาน้ำมัน โดยเฉพาะช่วง 9–11 มีนาคม ซึ่งความกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายของรถใช้น้ำมันสูงที่สุด ส่งผลให้การค้นหา EV เพิ่มขึ้นเกือบ 3 เท่าเมื่อเทียบกับต้นเดือน โดยมีการค้นหาคำที่เกี่ยวข้องกับ รถยนต์ไฟฟ้ามากกว่า 512,000 ครั้ง ซึ่งตัวแทนจาก Cốc Cốc ระบุว่า การเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วของการค้นหาเกี่ยวกับรถยนต์ไฟฟ้าในช่วงเวลาสั้น ๆ แสดงให้เห็นว่า ผู้บริโภคเวียดนามบางส่วนเริ่มพิจารณาเปลี่ยนรูปแบบการเดินทางอย่างจริงจัง

โดยตามประกาศของ กระทรวงอุตสาหกรรมและการค้าเวียดนามซึ่งมีผลตั้งแต่เวลา 23.45 น. ของวันที่ 10 มีนาคมที่ผ่านมา รัฐบาลได้ปรับขึ้นราคาน้ำมันหลายประเภท ได้แก่

  • น้ำมัน RON95-III เพิ่ม 2,080 ดอง/ลิตร เป็น 29,120 ดอง/ลิตร
  • น้ำมัน E5 RON92 เพิ่ม 1,350 ดอง/ลิตร เป็น 26,570 ดอง/ลิตร
  • น้ำมันดีเซล 0.05S เพิ่ม 480 ดอง/ลิตร เป็น 30,710 ดอง/ลิตร
  • น้ำมันเตา Mazut เพิ่ม 3,380 ดอง/กก. เป็น 24,700 ดอง

ขณะที่ น้ำมันก๊าด (Kerosene) เป็นเพียงชนิดเดียวที่ปรับลด 2,710 ดอง/ลิตร เหลือ 32,380 ดอง

การปรับราคาครั้งนี้เป็นไปตาม มติรัฐบาลหมายเลข 36 ที่อนุญาตให้หน่วยงานรัฐสามารถปรับราคาขายปลีกได้ทันที หากราคาน้ำมันอ้างอิงในตลาดโลกเพิ่มขึ้น ตั้งแต่ 7% ขึ้นไป

แม้รัฐบาลจะตัดสินใจ นำเงินจากกองทุนรักษาเสถียรภาพราคาน้ำมัน (Fuel Price Stabilisation Fund) มาใช้เป็นครั้งแรกในรอบ กว่า 3 ปี เพื่อบรรเทาผลกระทบจากราคาที่พุ่งสูง โดยอัตราการช่วยเหลืออยู่ที่ 4,000 ดอง/ลิตรหรือกก. สำหรับ RON95-III น้ำมันก๊าด และน้ำมันเตา และ 5,000 ดอง/ลิตร สำหรับน้ำมันดีเซล

อย่างไรก็ตาม มาตรการดังกล่าวเป็นเพียงการ ลดแรงกระแทกของราคา ไม่ได้ตรึงราคาน้ำมันเหมือนในอดีต สะท้อนแนวโน้มที่รัฐบาลเวียดนาม ปล่อยให้ราคาน้ำมันสะท้อนต้นทุนตลาดโลกมากขึ้น.

ที่มา : Vietnamnews , Vietnamnet

“One Battle After Another” กวาด 6 รางวัลออสการ์ รวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

"One Battle After Another" กวาด 6 รางวัลออสการ์ รวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

16 มี.ค. 2569 11:13 น.

“One Battle After Another” กวาด 6 รางวัลออสการ์ รวมภาพยนตร์ยอดเยี่ยม

ภาพยนตร์แอคชัน-ทริลเลอร์-ตลกร้าย “One Battle After Another” สามารถคว้าชัยชนะครั้งใหญ่ไปได้ถึง 6 รางวัล ในการประกาศผลรางวัลออสการ์ครั้งที่ 98 รวมถึงรางวัลใหญ่อย่างภาพยนตร์ยอดเยี่ยม และผู้กำกับยอดเยี่ยม โดยสามารถเอาชนะคู่แข่งรายสำคัญอย่าง “Sinners” ที่คว้าไปได้ 4 รางวัล

พอล โทมัส แอนเดอร์สัน ผู้กำกับชั้นครูของวงการหนังร่วมสมัย สามารถคว้าออสการ์ไปครองได้ถึง 3 รางวัลในคืนเดียว (ผู้กำกับยอดเยี่ยม, บทภาพยนตร์ดัดแปลงยอดเยี่ยม และภาพยนตร์ยอดเยี่ยม) ซึ่งถือเป็นออสการ์ตัวแรกในชีวิตของเขา หลังจากที่เคยถูกเสนอชื่อเข้าชิงมาแล้วถึง 11 ครั้งจากผลงานระดับตำนานอย่าง There Will Be Blood และ Boogie Nights

แอนเดอร์สันกล่าวติดตลกบนเวทีว่า “พวกคุณทำให้ผมต้องทำงานหนักจริงๆ กว่าจะได้เจ้านี่มาครอง” ก่อนจะกล่าวอย่างซึ้งกินใจถึงลูกๆ ของเขาว่า “ผมเขียนบทหนังเรื่องนี้เพื่อขอโทษลูกๆ สำหรับโลกที่วุ่นวายที่เรากำลังจะส่งต่อให้พวกเขา แต่ผมก็หวังว่าเจเนอเรชันของพวกเขาจะนำพาสามัญสำนึกและความดีงามกลับมาสู่พวกเราอีกครั้ง”

นอกจากรางวัลใหญ่แล้ว “One Battle After Another” ยังส่งให้ ฌอน เพนน์ คว้าผู้เล่นสมทบชายยอดเยี่ยม และชนะในสาขาลำดับภาพยอดเยี่ยม รวมถึงรางวัลสาขาการคัดเลือกนักแสดง ที่เพิ่งจัดขึ้นเป็นปีแรกด้วย

ด้าน “Sinners” ผลงานของ ไรอัน คูเกลอร์ ที่เข้าชิงสูงสุดถึง 16 สาขา จบลงด้วยการคว้าไป 4 รางวัล ได้แก่ บทภาพยนตร์ดั้งเดิมยอดเยี่ยม, ดนตรีประกอบยอดเยี่ยม และรางวัลประวัติศาสตร์ในสาขา ถ่ายภาพยอดเยี่ยม โดย ออทัมน์ ดูรัลด์ อาร์คพาว ซึ่งถือเป็น “ผู้หญิงคนแรก” ที่ชนะในสาขานี้

ไมเคิล บี. จอร์แดน คว้ารางวัลนักแสดงนำชายยอดเยี่ยมจากบทบาทฝาแฝดนักเลงในยุคแบ่งแยกสีผิว โดยเขากล่าวขอบคุณคูเกลอร์บนเวทีว่า “คุณเป็นคนที่น่าทึ่งมาก ผมเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่ได้ร่วมงานกับคุณ”

ด้านสาขานักแสดงนำหญิงยอดเยี่ยมตกเป็นของ เจสซี บัคลีย์ ที่คว้าไปจากบทภรรยาของเชกสเปียร์ใน “Hamnet” ส่วนรางวัลนักแสดงสมทบหญิงยอดเยี่ยม ได้แก่ เอมี่ เมดิแกน จากภาพยนตร์ “Weapons”

รางวัลภาพยนตร์แอนิเมชันยอดเยี่ยมตกเป็นของ “KPop Demon Hunters” พร้อมด้วยรางวัลเพลงประกอบยอดเยี่ยมจากเพลง “Golden” และภาพยนตร์ภาษาต่างประเทศยอดเยี่ยมได้แก่ “Sentimental Value” จากนอร์เวย์

โคแนน โอไบรอัน รับหน้าที่พิธีกรดำเนินรายการด้วยอารมณ์ขันเสียดสี โดยมีการหยอกล้อประเด็นการเมือง รวมถึงการจิกกัดกรณีคอนเสิร์ต Super Bowl ของ Bad Bunny ที่เคยเป็นประเด็นร้อน

ช่วงที่สะเทือนใจที่สุดของงานคือ In Memoriam ที่จัดขึ้นเพื่อระลึกถึง ร็อบ ไรเนอร์ ผู้กำกับผู้ล่วงลับที่เสียชีวิตเมื่อเดือนธันวาคม และตำนานอย่าง โรเบิร์ต เรดฟอร์ด โดยมี บาร์บรา สไตรแซนด์ ในวัย 83 ปี ขึ้นเวทีร่วมรำลึกถึงเรดฟอร์ด เพื่อนนักแสดงจาก The Way We Were ว่าเขาคือ “คาวบอยผู้ทรงภูมิปัญญา” และเธอจะคิดถึงเขาตลอดไป.

ที่มา AFP

สนามบินดูไบประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราว หลังถูกโดรนโจมตีไฟลุกในพื้นที่ใกล้เคียง

สนามบินดูไบประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราว หลังถูกโดรนโจมตีไฟลุกในพื้นที่ใกล้เคียง

16 มี.ค. 2569 10:36 น.

สนามบินดูไบประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราว หลังถูกโดรนโจมตีไฟลุกในพื้นที่ใกล้เคียง

สนามบินนานาชาติดูไบประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราว หลังถูกอิหร่านใช้โดรนโจมตีทำให้เกิดเพลิงไหม้ในบริเวณใกล้เคียงสนามบิน จนต้องอพยพคน สนามบินนานาชาติดูไบประกาศระงับเที่ยวบินทั้งขาเข้าเเละขาออกชั่วคราว

เนื่องจากอิหร่านปล่อยโดรนโจมตีในพื้นที่ใกล้เคียงกับสนามบิน ทำให้เกิดเพลิงไหม้ในพื้นที่ใกล้เคียงกับสนามบิน เเม้จะสามารถควบคุมเพลิงได้เเล้ว เเต่ทางสนามบินยังคงยืนยันที่จะระงับให้บริการชั่วคราว เพื่อความปลอดภัย 

เจ้าหน้าที่การบินพลเรือนประจำสนามบินดูไบเเจ้งว่า การประกาศระงับเที่ยวบินชั่วคราวของสนามบินนานาชาติดูไบในครั้งนี้เป็นมาตรการป้องกันล่วงหน้า เพื่อความปลอดภัยของผู้โดยสารเเละเจ้าหน้าที่ในสนามบิน 

เจ้าหน้าที่รายงานเพิ่มเติมว่า การโจมตีของอิหร่านในครั้งนี้ ก่อให้เกิดเพลิงไหม้เเละสร้างความเสียหายให้กับถังเก็บน้ำมันในบริเวณใกล้เคียงกับสนามบินเพียงเท่านั้น และไม่มีรายงานผู้บาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว

สายการบินเอมิเรตส์ (Emirates) ประกาศบนแพลตฟอร์ม X ว่าขอระงับทุกเที่ยวบินที่เดินทางไปดูไบและเดินทางออกจากดูไบชั่วคราว

หลังจากเหตุการณ์ที่สหรัฐเเละอิสราเอลโจมตีอิหร่านเมื่อวันที่ 28 กุมภาพันธ์ที่ผ่าน ประเทศเเถบอ่าวอาหรับต้องเผชิญหน้ากับการโจมตีของอิหร่านด้วยขีปนาวุธเเละโดรนโจมตี กว่า 2,000ลูก ซึ่งมุ่งเป้าไปที่ฐานทัพของสหรัฐที่ตั้งอยู่ในประเทศแถบนั้น รวมไปถึงการโจมตีโครงสร้างพื้นฐานทางน้ำมัน, ท่าเรือ, สนามบิน, อาคารสำนักงานเเละบ้านเรือน

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ อยู่ท่ามกลางความขัดแย้งของอิสราเอลและอิหร่านมาตั้งเเต่ปี 2020 กลับต้องกลายเป็นประเทศที่ถูกโจมตีจากอิหร่านเสียเอง

โดยอิหร่านยิงขีปนาวุธกว่า 1,800 ลูกใส่สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ ทำให้เกิดความเสียหายอย่างมากในด้านการเงินของประเทศ.

ที่มา : CNA