สปส.เผย 4 แสนราย ยังไม่มารับเงินชราภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/318866

สปส.เผย 4 แสนราย ยังไม่มารับเงินชราภาพ

ประกันสังคม,เงินชราภาพ,กว่า4แสนราย,นพสุเดช วลีอิทธิกุล,เลขาธิการ สปส

“ประกันสังคม” ห่วงผู้ประกันตนไม่มารับเงินกรณีชราภาพกว่า 4 แสนราย “เลขาธิการ สปส.” แจง ร่อนหนังสือแจ้งเตือนไปแล้ว!!

          2 เมษายน 2561- นพ.สุรเดช วลีอิทธิกุล เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม (สปส.)กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่า สำนักงานประกันสังคมได้มีการสำรวจจำนวนผู้ประกันตนที่สิ้นสภาพการเป็นลูกจ้าง และมีสิทธิรับประโยชน์กรณีชราภาพที่ยังไม่มารับขอรับเงิน โดยการประมวลผลด้วยระบบคอมพิวเตอร์ทุกๆ 4 เดือน ที่ผ่านมาพบผู้ประกันตนที่ยังไม่ได้ขอรับเงินจำนวน 4 แสนกว่าราย (ณ วันที่ 25 ธันวาคม 2560) แม้ว่าสำนักงานประกันสังคมได้มีหนังสือแจ้งเตือนผู้ประกันตนจำนวนดังกล่าวให้มารับเงินชราภาพแล้วก็ตาม

          โดยหนังสือนั้นจะจัดส่งไปตามที่อยู่ตามบัตรประจำตัวประชาชน ซึ่งปัญหาที่พบบ่อยคือ ที่อยู่ปัจจุบันของผู้ประกันตนไม่ตรงตามบัตรประจำตัวประชาชน หรือที่ให้ไว้กับสำนักงานประกันสังคมทำให้ผู้ประกันตนไม่ทราบสิทธิของตนเอง

         สำหรับผู้ประกันตนที่ได้รับเงินชราภาพไปแล้วจะไม่ได้รับหนังสือแจ้งเตือนดังกล่าวอีก ทั้งนี้ขอความร่วมมือไปยังผู้ประกันตนให้ตรวจสอบที่อยู่และติดต่อสำนักงานประกันสังคมเพื่อขอรับเงินชราภาพได้ทันที

        เลขาธิการสำนักงานประกันสังคม กล่าวต่อไปว่า ขอแจ้งให้ผู้ประกันตนที่เกษียณอายุและมีอายุครบ 55 ปีบริบูรณ์ ให้มาติดต่อขอรับเงินชราภาพโดยนำบัตรประจำตัวประชาชนมาติดต่อกับสำนักงานประกันสังคมทุกแห่งได้ทันที โดยไม่ต้องรอหนังสือแจ้งเตือนจากสำนักงานประกันสังคม

        อย่างไรก็ตามผู้ประกันตนสามารถตรวจสอบสิทธิและเงินชราภาพ หรือมีข้อสงสัยติดต่อสอบถามได้ที่ศูนย์บริการข้อมูลประกันสังคม หมายเลขโทรศัพท์ 1506 ตลอด 24 ชั่วโมง ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ หรือที่สำนักงานประกันสังคมกรุงเทพมหานครพื้นที่/จังหวัด/สาขา ทั่วประเทศ หรือผ่านทาง http://www.sso.go.th สำนักงานประกันสังคม

สปส.เผย 4 แสนราย ยังไม่มารับเงินชราภาพ

นพ.สุรเดช  วลีอิทธิกุล เลขาธิการ สปส.

       “ขอให้ลูกจ้าง ผู้ประกันตนเชื่อมั่นในการดำเนินงานของสำนักงานประกันสังคม เพื่อสร้างความมั่นคงให้กับผู้ใช้แรงงานซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาประเทศ ขณะเดียวกันยังจะนำไปสู่การยกระดับพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนโดยรวมของประเทศ โดยยึดหลักการดำเนินงานที่โปร่งใส และตรวจสอบได้ เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ประกันตนเป็นสำคัญ”นพ.สุรเดช กล่าว

ปฐมนิเทศ “ยุวแรงงาน”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/318823

ปฐมนิเทศ “ยุวแรงงาน”

ยุวแรงงาน,กระทารวงแรงงาน,เกือบ 600คน,พลตออุลย์,ปฐมนิเทศ

ก.แรงงาน ปฐมนิเทศยุวแรงงานเกือบ 600 คน เตรียมพร้อมสู่โลกการทำงาน

              วันที่  1 เมษายน 2561 ณ ห้องประชุมจอมพล ป. พิบูลสงคราม อาคารกระทรวงแรงงาน พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เป็นประธานเปิดโครงการปฐมนิเทศเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระบบการทำงาน มีเยาวชนเข้าร่วมปฐมนิเทศเกือบ 600 คน

         พลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน เปิดเผยภายในงานว่าจากการที่กระทรวงแรงงาน ได้ใช้แนวทางประชารัฐร่วมกับสถาบันศึกษา ภาคเอกชน และผู้ปกครอง จัดให้มีกิจกรรม “ประชารัฐรวมพลังสร้างยุวแรงงาน” เพื่อส่งเสริมการมีงานทำให้แก่นักเรียน นักศึกษา ในช่วงปิดภาคเรียน/ช่วงว่างจากการเรียน และเสริมสร้างทักษะการเรียนรู้โลกของการทำงาน มีทักษะชีวิต เรียนรู้ ฝึกความอดทน มีระเบียบวินัย มีรายได้ระหว่างการเรียน

ปฐมนิเทศ "ยุวแรงงาน"

        รวมถึงช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ปกครอง จะสอดคล้องยุทธศาสตร์ชาติระยะ 20 ปี ด้านการพัฒนาและเสริมสร้างศักยภาพทรัพยากรมนุษย์นั้น กพร. ในฐานะหน่วยงานในสังกัดกระทรวงแรงงาน ได้ตระหนักถึงความจำเป็นในการส่งเสริมการมีงานทำของนักเรียน นักศึกษา และเตรียมความพร้อมก่อนเข้าทำงาน จึงร่วมกับภาคเอกชน ดำเนิน “โครงการปฐมนิเทศเพื่อเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระบบการทำงาน”

ปฐมนิเทศ "ยุวแรงงาน"

         พลตำรวจเอก อดุลย์ กล่าวต่อไปว่าโครงการดังกล่าวจัดขึ้นเพื่อเตรียมความพร้อมให้ยุวแรงงานก่อนเข้าทำงานจริงให้ได้รับความรู้เกี่ยวกับกฎหมายแรงงาน ความปลอดภัยในการทำงาน บุคลิกภาพในการทำงาน การพัฒนาทักษะฝีมือ มีทัศนคติที่ดี มีจิตบริการ มีระเบียบวินัย มีความรับผิดชอบ และสร้างแรงงานบันดาลใจก่อนเข้าทำงานในสถานประกอบกิจการ และสามารถนำความรู้ไปเป็นแนวทางในการประกอบอาชีพในอนาคตได้ กิจกรรมของโครงการจะประกอบด้วย การเสวนา เรื่อง การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่ระบบการทำงาน บรรยายเรื่อง การสร้างแรงงานบันดาลใจในการทำงาน กิจกรรมสันทนาการ ละลายพฤติกรรม สร้างทีมงาน สาธิตอาชีพอิสระ เช่น การชงกาแฟ ศิลปะการแต่งหน้ากาแฟ (ลาเต้อาร์ท) เป็นต้น

ปฐมนิเทศ "ยุวแรงงาน"

       รมว.แรงงาน  กล่าวอีกว่า ซึ่งมียุวแรงงานเข้าร่วมปฐมนิเทศจำนวน 580 คน มีช่วงอายุระหว่าง 17-20 ปี โดยเพิ่งสำเร็จการศึกษาชั้นม.6 และกำลังเรียนอยู่ในระดับชั้นปวช.และปวส. ซึ่งมาจากทั่วประเทศ รวมทั้งสิ้น 34 จังหวัด เช่น กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ พิษณุโลก พะเยา น่าน เลย นครราชสีมา ร้อยเอ็ด อุบลราชธานี จะเข้าทำงานในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครและปริมณฑล ชลบุรี และเมืองพัทยา

“โดยแบ่งประเภทของงานออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ กลุ่มงานบริการร้านอาหาร

เช่น เดอะพิซซ่าคอมปะนี สเวนเซ่นส์ แดรีควีน เบอร์เกอร์คิง ไทยเอ็กซ์เพรส และกลุ่มงานโรงแรม จะเข้าทำงานในแผนกบัญชีให้กับบริษัทกลุ่มโรงแรมไมเนอร์ เช่น โรงแรมอนันตรา โรงแรมอวานี่ และเครือไมเนอร์อินเตอร์เนชั่นแนล” รมว.แรงงาน กล่าว

นำร่อง”ชุมชนลดเค็ม ลดโรค”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/318777

นำร่อง”ชุมชนลดเค็ม ลดโรค”

ลดเค็มห่างไกลโรค,สธนำร่อง,แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์,ะ 8 วิธีลดเกลือในอาหาร

สธ.นำร่องชุมชน ลดเค็ม ลดโรค เพื่อลดระดับความดันโลหิต ลดโรคไตเรื้อรัง ตั้งเป้าลดเกลือในอาหารร้อยละ 20พร้อมแนะ 8 วิธีลดเกลือในอาหาร

           1 เมษายน 2561- แพทย์หญิงอัมพร เบญจพลพิทักษ์ รองอธิบดีกรมอนามัย และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า คนไทยส่วนใหญ่ยังมีความเข้าใจผิดว่า สิ่งที่ให้ความเค็มหรือเกลือโซเดียมมีอยู่ในเกลือหรือน้ำปลาเท่านั้น ซึ่งปัจจุบันมีเครื่องปรุงรส เช่น ซีอิ๊ว ซอส ผงปรุงรส ผงชูรส รวมไปถึงอาหารกึ่งสำเร็จรูปต่าง ๆ เช่น บะหมี่-โจ๊กกึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง ขนมกรุบกรอบ ล้วนมีสารให้ความเค็ม (เกลือโซเดียม) เป็นส่วนประกอบ

ล่าสุดพบคนไทยบริโภคเกลือโซเดียมเฉลี่ย 4,351.7 มิลลิกรัมต่อวันหรือกว่า 2 ช้อนชา เกินกว่าที่องค์การอนามัยโลกคือ 2,000 มิลลิกรัมหรือ 1 ช้อนชาต่อวัน

โดยการบริโภคอาหารที่มีรสเค็มอย่างต่อเนื่อง เป็นปัจจัยเสี่ยงอันดับ 2 ที่ทำให้เกิดภาวะความดันโลหิตสูง นำไปสู่โรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น โรคไตเรื้อรังโรคหัวใจ โรคเบาหวาน ที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ซึ่งโรคดังกล่าวป้องกันได้โดยการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภค ลดหวาน มัน เค็ม

       ในปี 2561 กระทรวงสาธารณสุขได้นำร่อง“ชุมชนลดเค็ม ลดโรคต้นแบบ”ใน 3 ตำบลได้แก่ตำบลกุมภวาปีอำเภอกุมภวาปี จังหวัดอุดรธานี ตำบลห้วยยอด อำเภอห้วยยอด จังหวัดตรัง และตำบลคูบัว อำเภอเมืองราชบุรี จังหวัดราชบุรี เพื่อลดปริมาณเกลือในอาหารลงร้อยละ 20 ลดระดับความดันโลหิตตัวบนลง 10 และตัวล่าง 5 มิลลิเมตรปรอท

       โดยให้ความรู้เกี่ยวกับการบริโภคเกลือ สร้างค่านิยมกินจืดยืดชีวิต มีการใช้เครื่องวัดความเค็ม หรือSalt meterเพื่อแสดงให้เห็นปริมาณเกลือในอาหาร และมีการปรับสูตรลดความเค็มของอาหาร พร้อมขยายผลทั่วประเทศต่อไป

      พร้อมแนะนำ 8 วิธีในการลดปริมาณเกลือที่บริโภค ได้แก่ 1.ชิมก่อนปรุงทุกครั้ง 2.ลดการเติมเครื่องปรุงรส ไม่ควรมีขวดน้ำปลา ซีอิ้ว ซอส เกลือ บนโต๊ะอาหาร 3.ลดการกินอาหารแปรรูป เช่น ไส้กรอก เบคอนผัก–ผลไม้ดอง ปลาเค็ม ไข่เค็ม เต้าหู้ยี้

       4.ลดการกินอาหารกึ่งสำเร็จรูป เช่น บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ปลากระป๋อง และไม่ใส่เครื่องปรุงหมดซอง5.ลดความถี่และปริมาณน้ำจิ้มของการกินอาหารที่มีน้ำจิ้ม6.หลีกเลี่ยงอาหารจานด่วน7.ลดการกินขนมกรุบกรอบ และ 8.เลือกซื้อผลิตภัณฑ์ที่มีฉลากระบุโซเดียมไม่เกิน 200 มิลลิกรัมต่อหนึ่งหน่วยบริโภค

นำร่อง"ชุมชนลดเค็ม ลดโรค"


ตรวจรายชื่อ”ครู”แลกเปลี่ยนในภูมิภาคอาเซียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/318637

 ตรวจรายชื่อ”ครู”แลกเปลี่ยนในภูมิภาคอาเซียน

ครูแลกเปลี่ยน,มาเลเซีย,คุรุสภา,คลอดแล้ว

คลอดแล้ว!! คุรุสภา ประกาศรายชื่อครูเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนครูในภูมิภาคอาเซียนณ ประเทศมาเลเซีย

         31 มีนาคม 2561- ดร.สมศักดิ์ ดลประสิทธิ์ รองเลขาธิการสภาการศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ในตำแหน่งเลขาธิการคุรุสภากล่าวว่า ตามที่สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ได้มีความร่วมมือกับกับสหภาพวิชาชีพครูแห่งชาติมาเลเซีย (National Union of the Teaching Profession, NUTP)รับสมัครครูเข้าร่วมโครงการแลกเปลี่ยนครูในภูมิภาคอาเซียน ณ ประเทศมาเลเซีย

          โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมสร้างศักยภาพครูให้สอดคล้องกับการตระหนักรู้ตามกรอบความคิดสากล และส่งเสริมมุมมองและประสบการณ์ทางการสอนในบริบทของต่างประเทศ โดยจะเริ่มดำเนินการสอน ณ ประเทศมาเลเซีย ระหว่างวันที่21เมษายน –5พฤษภาคม2561

         คุรุสภาได้ดำเนินการคัดเลือกครูที่เข้าร่วมโครงการเป็นที่เรียบร้อยแล้ว จำนวน 5 คน ดังนี้1) นางสาวปิยธิดา เสรีเบญจพลโรงเรียนสุรวิวัฒน์ จังหวัดนครราชสีมา 2) นางสาวนพรัตน์ ยุคเกษมวงศ์ โรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยา จังหวัดนครปฐม3) นางสาวพัชรี เผ่าวรรธนะพันธุ์ โรงเรียนศรียาภัย จังหวัดชุมพร

         4)นายชัยวัฒน์ คำภาสี โรงเรียนบ้านแซววิทยาคม จังหวัดเชียงราย และ5) นางสาวชุติมา รอดสุด โรงเรียนสุวรรณารามวิทยาคม กรุงเทพมหานคร โดยให้มารายงานตัวและเข้ารับการปฐมนิเทศในวันที่ 10 เมษายน 2561 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมไทยาจารย์ ชั้น 3 อาคาร 2 สำนักงานเลขาธิการคุรุสภา หากไม่มาในวันและเวลาดังกล่าวจะถือว่าสละสิทธิ์

สร้างชีวิตใหม่!! ให้ผู้ต้องขัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/318590

สร้างชีวิตใหม่!! ให้ผู้ต้องขัง

โอทอปประชารัฐ,นายสุทธิ สุโกศล,ให้ผู้ต้องขัง,ฝึกอาชีพ,7,313 คน,4,168 คน,ช่างเชื่อม

กพร. จับมือรัฐและเอกชน ฝึกอาชีพผู้ต้องขัง เน้นพ้นโทษมีงานทำ มีรายได้ สร้างชีวิตใหม่

         เมื่อวันที่ 30 มีนาคม 2561- นายสุทธิ สุโกศล อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน ได้สั่งการให้กพร. ส่งเสริมและสนับสนุนเปิดโอกาสให้กับกลุ่มเป้าหมายเฉพาะจำนวน 9 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มผู้ประสบภัยธรรมชาติ ผู้ผ่านการบำบัดยาเสพติด ผู้ต้องขัง/เยาวชนสถานพินิจ ทหารบาดเจ็บและทุพพลภาพ ชนกลุ่มน้อย คนพิการ/ผู้ดูแลคนพิการ แรงงานนอกระบบ

          ทหารเกณฑ์ก่อนปลดประจำการ แรงงานตามโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เข้าฝึกอาชีพในสาขาช่างอุตสาหกรรม การประกอบอาชีพอิสระ และกลุ่มอาชีพธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ เพื่อให้คนกลุ่มเหล่านี้มีงานทำ มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น

          นายสุทธิ กล่าวต่อไปว่าในส่วนของผู้ต้องขังจากข้อมูลของกระทรวงยุติธรรมระบุว่ามีผู้ต้องขังในเรือนจำและทัณฑสถานทั่วประเทศ 346,470 คน บางส่วนเป็นกำลังแรงงานและมีศักยภาพในการทำงาน สามารถนำมาทดแทนในสาขาอาชีพที่กำลังขาดแคลนได้ พร้อมกับเป็นการสร้างอาชีพให้กับผู้ต้องขังหลังพ้นโทษได้

สร้างชีวิตใหม่!! ให้ผู้ต้องขัง

         กพร. จึงลงนามความร่วมมือ (MOU) กับกรมการจัดหางาน กรมราชทัณฑ์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย และสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ดำเนิน “โครงการประชารัฐ ร่วมสร้างงาน สร้างอาชีพผู้ต้องขัง” ทุกหน่วยงานจะมีหน้าที่ความรับผิดชอบในการช่วยเหลือซึ่งกันและกันเพื่อให้เป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่ต้องการสร้างโอกาสและคุณภาพที่ดีให้แก่ผู้ต้องขัง

สร้างชีวิตใหม่!! ให้ผู้ต้องขัง

        โดยผ่านกระบวนการฝึกอบรมวิชาชีพ จริยธรรม ให้โอกาสกับผู้เคยกระทำผิดปรับปรุงตนเอง เป็นเปลี่ยนภาระให้เป็นพลัง ในส่วนของกพร. ดำเนินการฝึกอาชีพในหลักสูตรตามความต้องการของผู้ต้องขังและสอดคล้องกับความต้องการของตลาดแรงงาน

 สร้างชีวิตใหม่!! ให้ผู้ต้องขัง

       รวมทั้งประกอบชิ้นงานเพื่อจำหน่ายและสร้างรายได้แก่ผู้ต้องขัง ดำเนินการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน ในการวัดระดับทักษะฝีมือ แก้ไขข้อบกพร่อง เพิ่มโอกาสในการมีทำงานหลังพ้นโทษ และได้รับค่าจ้างค่าตอบแทนที่เป็นธรรม ส่วนหน่วยงานอื่นๆ มีการแนะแนวอาชีพ ให้ข้อมูลข่าวสารตลาดแรงงาน แนะนำการประกอบอาชีพอิสระ รับลงทะเบียนและบริการจัดหางานให้แก่ผู้พ้นโทษ

สร้างชีวิตใหม่!! ให้ผู้ต้องขัง

        “ผลการขับเคลื่อนรองรับ MOU ในครั้งนี้ จะมีส่วนสำคัญในการสร้างอาชีพ สร้างรายได้ เลี้ยงดูตนเองและครอบครัว เกิดความภาคภูมิใจในการเริ่มต้นชีวิตใหม่ และจะไม่กลับไปทำผิดอีก” อธิบดี กพร. ระบุ

สร้างชีวิตใหม่!! ให้ผู้ต้องขัง

        นายสุทธิ กล่าวอีกว่า ที่ผ่านมาได้มอบหมายให้หน่วยงาน ในสังกัดสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน (สพร.) และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงาน (สนพ.) ทั่วประเทศ ประสานความร่วมมือหน่วยงานภาครัฐและเอกชนในพื้นที่ จัดฝึกอบรมในเรือนจำและทัณฑสถานในจังหวัดต่างๆ

         “โดยในปี 2560 มีผู้ผ่านการฝึกอบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงาน จำนวน 7,313 คน ในปี 2561 ดำเนินการฝึกอบรมแล้ว 4,168 คน อาทิ ช่างเชื่อมอาร์กโลหะด้วยมือ ช่างซ่อมเครื่องปรับอากาศในบ้านและการพาณิชย์ขนาดเล็ก ช่างก่ออิฐฉาบปูน การทำขนมไทย การนวดตอกเส้นเพื่อสุขภาพ เป็นต้น” อธิบดีกพร. กล่าวในที่สุด

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกทั้ง 2 ชนิดไม่ต่างกัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/318578

วัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกทั้ง 2 ชนิดไม่ต่างกัน

มะเร็งปากมดลูก,2 ชนิดไม่ต่างกัน,วัคซีนป้องกัน,นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์

สธ.ยืนยันวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูก (เอชพีวี) ทั้งชนิด 2 สายพันธุ์ และ 4 สายพันธุ์ มีประสิทธิภาพป้องกันไม่แตกต่างกัน หลายประเทศบรรจุไว้ในแผนสร้างเสริมภูมิคุ้มก

         วันนี้(30 มีนาคม 2561) นายแพทย์โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุขและโฆษกกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า กระทรวงสาธารณสุข โดยกรมควบคุมโรค องค์การเภสัชกรรม (GPO) และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ได้ดำเนินการร่วมกันในการจัดหาวัคซีนป้องกันมะเร็งปากมดลูกหรือวัคซีนเอชพีวี เพื่อลดการเสียชีวิตของสตรีไทยจากมะเร็งปากมดลูก

“ขณะนี้ มีบริษัทมายื่นเสนอแล้ว อยู่ระหว่างการดำเนินงานตามขั้นตอนและระเบียบของทางราชการ เพื่อให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งคณะอนุกรรมการพัฒนาบัญชียาหลักแห่งชาติ ได้บรรจุวัคซีนเอชพีวี ทั้งชนิด 2 สายพันธุ์ (ป้องกันมะเร็งปากมดลูก) และ 4 สายพันธุ์ (ป้องกันมะเร็งปากมดลูก และหูดหงอนไก่) ไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติแล้ว เพื่อเปิดโอกาสให้มีการแข่งขันอย่างเสรีโดยไม่ผูกขาด เป็นไปตามระเบียบสำนักนายกรัฐมนตรีว่าด้วยการพัสดุ พ.ศ.2535 ที่ต้องการให้เปิดโอกาสให้มีการแข่งขันราคาอย่างเป็นธรรมในการเสนอราคาของผู้ขายมากกว่า 1 ราย”นพ.โอภาส กล่าว

นพ.โอภาส กล่าวกอีกว่า โดยในปีที่ผ่านมา องค์การเภสัชกรรม ได้จัดหาวัคซีนให้กลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนหญิงชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 ได้พอเพียงเป็นไปตามแผนการดำเนินงานของประเทศและการจัดซื้อวัคซีนประหยัดงบประมาณได้ 36 ล้านบาท

นพ.โอภาส กล่าวต่อว่า สำหรับด้านประสิทธิภาพในการป้องกันมะเร็งมดลูกนั้น คณะอนุกรรมการสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค ยืนยันว่าวัคซีนทั้งสองชนิดมีประสิทธิภาพไม่แตกต่างกัน สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้เท่ากัน และวัคซีนทั้งสองชนิดนี้ในต่างประเทศก็ยังมีการใช้อยู่ โดยมีประเทศที่ใช้วัคซีนเอชพีวีชนิด 2 สายพันธุ์ในแผนงานสร้างเสริมภูมิคุ้มกันโรค 29 ประเทศ เช่น สก็อตแลนด์ เบลเยี่ยม ฝรั่งเศส สวิสเซอร์แลนด์ อิตาลี สเปน เม็กซิโก แอฟริกาใต้ สิงคโปร์ ญี่ปุ่นและมาเลเซีย เป็นต้น

“ซึ่งประสิทธิภาพของวัคซีนจะช่วยป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ 16 และ 18 ได้ประมาณร้อยละ 90-100 ในผู้ที่ยังไม่เคยติดเชื้อมาก่อน ทั้งนี้ หากประชาชนมีข้อสงสัยสอบถามได้ที่สายด่วนกรมควบคุมโรค โทร. 1422″นพ.โอภาส กล่าวในที่สุด

สธ.ดูแลแรงงานเมียนมาร์ที่ประสบอุบัติเหตุไฟไหม้รถบัส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/318548

สธ.ดูแลแรงงานเมียนมาร์ที่ประสบอุบัติเหตุไฟไหม้รถบัส

สธดูแล,แรงงานเมียนมาร์,ประสพอุบัติเหตุ,ที่จตาก

สธ.ดูแลแรงงานเมียนมาร์ประสบอุบัติเหตุไฟไหม้รถบัส ที่จ.ตาก พักรักษาตัวที่ รพ.สมเด็จพระเจ้าตากฯ 1 ราย ส่งต่อไปรพ.พุทธชินราช 1ราย อีก 1รายใส่เฝือก

        30 มีนาคม 2561-นพ.โอภาส การย์กวินพงศ์ รองปลัดกระทรวงสาธารณสุข และโฆษกกระทรวงสาธารณสุข ให้สัมภาษณ์กรณีรถทัวร์โดยสาร 2 ชั้นเกิดอุบัติเหตุไฟไหม้เมื่อเช้ามืดวันนี้ (30 มีนาคม 2561) บริเวณปากทางเข้าอุทยานพระเจ้าตากสิน ถ.ตาก-แม่สอด ต.แม่ท้อ อ.เมือง จ.ตาก ว่า ได้รับรายงานจากนพ.จรัล วิวัฒน์คุณูปการผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จ.ตาก ว่า มีแรงงานชาวเมียนมาร์เสียชีวิต 20 ราย

        “และได้รับบาดเจ็บ 3 ราย ในจำนวนนี้ 1 ราย อาการสาหัส มีแผลไฟไหม้รุนแรงที่บริเวณใบหน้าและลำตัว สำลักควันไฟส่งตัวไปรักษาที่หน่วยไฟไหม้น้ำร้อนลวก(Burn Unit)โรงพยาบาลพุทธชินราช จ.พิษณุโลก”นพ.โอภาส ระบุ

       นพ.โอภาส  กล่าวอีกว่า  ส่วนรายที่ 2 กระดูกข้อเท้าหักใส่เฝือกที่ข้อเท้า กลับบ้านได้และรายที่ 3 สูดดมควันไฟ รับตัวไว้นอนสังเกตอาการที่โรงพยาบาลสมเด็จพระเจ้าตากสินมหาราช จังหวัดตาก ซึ่งนายแพทย์เจษฎาโชคดำรงสุข ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ได้กำชับให้ทีมแพทย์ดูแลรักษาอย่างใกล้ชิด

สธ.ดูแลแรงงานเมียนมาร์ที่ประสบอุบัติเหตุไฟไหม้รถบัส

สธ.ดูแลแรงงานเมียนมาร์ที่ประสบอุบัติเหตุไฟไหม้รถบัส


ร่วมมือ…ผลิตป.โท-เอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/318547

ร่วมมือ…ผลิตป.โท-เอก

กระทรวงวิทย์ฯ,นักศึกษาปริญาโท-เอก,กระทรวงวิทย์,มทรธัญบุรี

“มทร.ธัญบุรี-วว.” ร่วมมือ ปั่นนักวิจัย เพื่อต่อยอด ผลวิจัย ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศ

 

30 มีนาคม 2561- รศ.ดร.ประเสริฐ  ปิ่นปฐมรัฐ  อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี(มทร.ธัญบุรี)  เปิดเผยว่า “คมชัดลึกออนไลน์”ว่า มทร.ธัญบุรี ได้ลงนามความร่วมมือโครงการสร้างภาคีในการผลิตบัณฑิตระดับปริญญาโท และปริญญาเอก ร่วมกับสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย  กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (วว.)ณ ห้องประชุมมังคลอุบล มทร.ธัญบุรี  คลองหก จ.ปทุมธานี  เมื่อวันอังคารที่ 27 มีนาคม 2561

” ความร่วมมือดังกล่าว จะทำให้ให้นักศึกษาปริญญาโอ-เอก ได้ลงมือปฏิบัติจริง ได้ทำการศึกษาวิจัย ในห้องปฏิบัติการวิทยาศาสตร์ ที่มีประสิทธิภาพสูงของกระทรวงวิทยาศาสตร์ฯ เป็นการวิจัยงานที่ตอบโจทย์การพัฒนาประเทศไทย”อธิการบดีมทร.ธัญบุรี ระบุ

รศ.ดร.ประเสริฐ  กล่าวอีกว่า   ความร่วมมือดังกล่าวได้เกิดผลดีต่ออนาคตของประเทศชาติ เพราะเกิดการต่อยอดงานวิจัยที่มีข้อจำกัดในด้านอุปกรณ์ อาคารสถานที่ แต่ปัญหาเหล่านี้หมดไปเพราะกระทรวงวิทยาศาสตร์ ฯ จะเอื้ออำนวยความสะดวกเหล่านี้ให้กับนักศึกษา ซึ่งแต่ละปีการศึกษาจะมีจำนวนประมาณ 20-30 คน

“นักศึกษาปริญญาโท-เอก เหล่านี้เมื่อสำเร็จการศึกษา  กลายเป็นกำลังหลักในการพัฒนาประเทศ มีทั้งที่ทำงานในภาครัฐและเอกชน นับเป็นอีกก้าวของความร่วมมือภาครัฐ” อธิการบดี มทร.ธัญบุรี กล่าว

ไล่สอบย้อนหลัง 50 ขรก.ร่วมอนุมัติกองทุนเสมาฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/318454

ไล่สอบย้อนหลัง 50 ขรก.ร่วมอนุมัติกองทุนเสมาฯ

“อรรถพล”เผยเตรียมไล่สอบย้อนหลัง อดีตปลัดศธ. รองปลัด ผอ.สำนักกิจการการศึกษาพิเศษ เจ้าหน้าที่กองทุนเสมาฯ ร่วม 50 คนที่ร่วมอนุมัติกองทุนเสมาฯ

        ความคืบหน้าคดีทุจริตเงินกองทุน “เสมาพัฒนาชีวิต” ที่กระทรวงศึกษาธิการตั้งขึ้นเพื่อช่วยเหลือเด็กๆ ในชนบทห่างไกล ไม่ให้ถูก “ตกเขียว” โดยก่อนหน้านี้ ปปท.ได้แจ้งความดำเนินคดีกับข้าราชการซี 8 ของกระทรวงศึกษาธิการ ที่เป็นผู้กระทำการทุจริต คือ “รจนา สินที” ซึ่งมีพฤติกรรมยักยอกเงินที่ควรจะเป็นของเด็กๆ จำนวน 88 ล้านบาท เข้ากระเป๋าตัวเอง แถมยังทำมานานถึง 10 ปีด้วย เรียกว่าเงินที่โกงเอาไปนี้ เยอะกว่าเงินที่โอนให้เด็กจริงๆ เสียอีก เพราะเงินที่โดนให้เด็กๆ รวมแล้วอยู่ที่ 77 ล้านบาท

       ล่าสุด กระทรวงศึกษาธิการ ได้เชิญเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องกับ “กองทุนเสมาพัฒนาชีวิต” ทุกระดับ ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน จำนวนกว่า 50 คน มาให้ถ้อยคำและยืนยันเอกสาร และจะลงพื้นที่สุ่มตรวจตามสถานศึกษาในกลุ่มที่เข้าร่วมโครงการ เพื่อหาเบาะแสการทุจริตเพิ่มเติมด้วย

      ดร.อรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ในฐานะประธานคณะกรรมการสืบสวนข้อเท็จจริงกรณีทุจริตเงินกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต เผยว่า ได้เชิญเจ้าหน้าที่ผู้เกี่ยวข้องในโครงการ “เสมาพัฒนาชีวิต” ไล่ตั้งแต่ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ , รองปลัด , ผู้ช่วยปลัด , ผู้อำนวยการสำนักกิจการการศึกษาพิเศษ เจ้าที่การเงินที่ทำหน้าที่ดูแลกองทุนเสมาพัฒนาชีวิต ตั้งแต่ปี 2550 จนถึงปัจจุบัน จำนวนกว่า 50 คน เข้ามาให้ปากคำและยืนยันเอกสารข้อเท็จจริง

     “ซึ่งการเข้าให้ปากคำครั้งนี้ ได้จัดห้องประชุมด้านในสำนักงานผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาฯ เป็นสถานที่ให้ปากคำ และไม่อนุญาตให้ผู้สื่อข่าวบันทึกภาพ หรือให้สัมภาษณ์แต่อย่างใดหนึ่งในเจ้าหน้าที่ที่ถูกเชิญมาให้ข้อมูล คือ รจนา สินที อดีตข้าราชการระดับ 8 ซึ่งเพิ่งถูกไล่ออกจากราชการ และ ป.ป.ท.เพิ่งนำกำลังไปค้นบ้านด้วย”ดร.อรรถพล ระบุ

         ดร.อรรถพล  กล่าวอีกว่า โดยยอดเงินที่ทุจริตไปจนถึงขณะนี้ มีข้อมูลจาก ป.ป.ท.ว่า อาจสูงถึง 130 ล้านบาทนอกจากนั้น คณะกรรมการสืบสวนเตรียมลงพื้นที่สุ่มตรวจสถานศึกษาในกลุ่มโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ และวิทยาลัยพยาบาลบรมราชชนนี ซึ่งเป็นสถานศึกษาที่รับทุนเสมาพัฒนาชีวิต เพื่อหาหลักฐานเพิ่มเติม

         “โดยเป็นการตรวจสอบคู่ขนานไปกับ ป.ป.ท.และ ปปง. คณะกรรมการฯคาดว่าจะสรุปผลการได้ก่อนเทศกาลสงกรานต์ประเด็นที่หลายคนลุุ้นระทึกกันก็คือ มีคนอื่นเกี่ยวข้องกับการทุจริต นอกเหนือจากคุณรจนาหรือไม่ เพราะงานนี้แม้แต่ ป.ป.ท.ที่มีประสบการณ์สอบสวน ก็ยังไม่อยากจะเชื่อว่าคุณรจนาทำคนเดียว แถมยังทำมานานถึง 10 ปี ยักยอกเงินไปก็ไม่ใช่น้อย ที่สำคัญพอไปค้นบ้าน ปรากฏว่าบ้านซ่อมซ่ออีกต่างหาก เรื่องนี้ยังมีอะไรแปลกๆ อยู่ ต้องตามดูกันต่อไป”ดร.อรรถพล กล่าวในที่สุด

เสริมภาษาก่อนไปทำงานญี่ปุ่น

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/318442

เสริมภาษาก่อนไปทำงานญี่ปุ่น

3ฝ่าย,จับมือ,เพิ่มทักษะภาษา,ทำงานที่ญี่ปุ่น,งานผู้ดูแลผู้สูงอายุ,อาชีพยอดนิยม

ผนึกกำลัง 3 ฝ่าย เสริมภาษาคนไทย ก่อนไปทำงานญี่ปุ่น เผย อาชีพยอดนิยม งานผู้ดูแลผู้สูงอายุ งานพ่อครัวแม่ครัว งานก่อสร้าง

        29 มีนาคม 2561-นายธีรพล ขุนเมือง อดีตอธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน เปิดเผยว่าปัจจุบันประเทศญี่ปุ่นมีความต้องการแรงงานไทยเป็นจำนวนมาก ในหลากหลายสาขาอาชีพ อาทิ งานก่อสร้าง งานในสถานประกอบการต่าง ๆ งานผู้ดูแลผู้สูงอายุ ตลอดจน พ่อครัวแม่ครัว เป็นต้น

“ซึ่งนอกจากทักษะตามสาขาแต่ละวิชาชีพแล้ว สิ่งที่ประเทศญี่ปุ่นให้ความสำคัญเป็นอย่างมากคือ “ภาษา” เพราะผู้ที่จะไปทำงานได้ต้องผ่านการเรียนภาษาญี่ปุ่นตามที่กำหนดด้วย”นายธีรพล ระบุ

นายธึรพล กล่าวอีกว่า ดังนั้นเพื่อให้แรงงานไทยสามารถไปทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ และสามารถเดินทางไปทำงานในแต่ละด้านได้อย่างถูกต้อง จึงร่วมมือภาคเอกชนและภาครัฐบาล ลงนามบันทึกข้อตกลงความร่วมมือ ว่าด้วยความร่วมมือเกี่ยวกับการพัฒนาคุณภาพแรงงานไทยด้านทักษะอาชีพ ภาษาและวัฒนธรรมต่างประเทศ ณโรงเรียนพัฒนาอาชีพอุดรธานี  เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2561 ระหว่างสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 18 อุดรธานี บริษัท เอเชียน อินเตอร์เซอร์วิส จจำกัด และ โรงเรียนพัฒนาอาชีพอุดรธานี

 

 

 เสริมภาษาก่อนไปทำงานญี่ปุ่น

“โดยบริษัท เอเชียน อินเตอร์เซอร์วิส จำกัด จะทำหน้าที่เป็นตัวแทนหรือผู้ประสานงานกับองค์กรผู้รับในประเทศญี่ปุ่นเพื่อให้ทราบคุณสมบัติที่แท้จริงของแรงงานไทยที่ญี่ปุ่นต้องการ โดยการดำเนินการคัดสรรคนหางานที่มีศักยภาพ  ตรงตามคุณสมบัติที่เหมาะสม จัดเตรียมเอกสาร การขอวีซ่า และประสานงานทุกขั้นตอนจนแรงงานไทยเดินทางเข้าประเทศญี่ปุ่นได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย” นายธีรพล กล่าว

 

 

 เสริมภาษาก่อนไปทำงานญี่ปุ่น

นายธีรพล กล่าวอีกว่า ในส่วนของโรงเรียนพัฒนาอาชีพอุดรธานี ซึ่งเป็นโรงเรียนมาตรฐานในระบบการเรียนการสอนทั้งในจังหวัดอุดรธานี และ กรุงเทพมหานคร เพื่อให้ผู้ที่สนใจจะไปทำงานได้เรียนภาษาญี่ปุ่นตามหลักสูตรที่กำหนด

 

 

 เสริมภาษาก่อนไปทำงานญี่ปุ่น

นอกจากนั้นทางสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน 18 อุดรธานี กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ยังได้มาร่วมสนับสนุนส่งเสริมด้านข้อมูลทางวิชาการ เพื่อพัฒนาคุณภาพฝีมือแรงงานแต่ละสาขา พร้อมกันไปด้วย เพื่อให้การไปทำงานหรือฝึกงานในประเทศญี่ปุ่นได้มาตรฐานตามความต้องการของตลาดแรงงาน

 

 

 เสริมภาษาก่อนไปทำงานญี่ปุ่น

ด้านนางสาวสมลักษณ์ สุวรรณพรหมา ผู้อำนวยการสถาบันพัฒนาฝีมือแรงงาน158 อุดรธานี กล่าวเพิ่มเติมว่า ทางสถาบันฯ ให้ความสำคัญด้านมาตรฐานฝีมือตามนโยบายของกระทรวงแรงงานด้านเพิ่มขีดความสามารถของแรงงานไทยที่ไปทำงานต่างประเทศให้มีสมรรถนะสูง ตอบสนองความต้องการของตลาดแรงงานในต่างประเทศ ซึ่งได้ร่วมลงนามความร่วมมือในครั้งนี้ด้วย เพื่อส่งเสริมให้คนไทยมีงานทำมีรายได้ที่ดีขึ้น โดยเฉพาะจังหวัดอุดรธานี เป็นจังหวัดที่มีคนไปทำงานต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

 

 

 เสริมภาษาก่อนไปทำงานญี่ปุ่น