“สุภัทร” เชื่อมั่นมติกกอ.เป็นสิ่งที่ควรทำและถูกต้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309893

“สุภัทร” เชื่อมั่นมติกกอ.เป็นสิ่งที่ควรทำและถูกต้อง

หลักสูตรไม่ผ่านการรับรอง, สกอ., มหาวิทยาลัย, สุภัทร

การเปิดเผยข้อมูล182หลักสูตรที่ไม่ได้มาตรฐานเป็นไปตามมติของกกอ.ต้องการให้มหาวิทยาลัยเร่งปรับปรุงคุณภาพ ยันไม่ส่งผลกระทบต่อใบปริญญาของผู้เรียน

      หลังจากเมื่อวันที่ 10 ม.ค.2561 คณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) มีมติเห็นชอบให้สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) เผยแพร่ข้อมูลรายชื่อหลักสูตรของมหาวิทยาลัยทั้งระดับปริญญาตรี โทและเอก ที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานหลักสูตรจากผลการประเมินการประกันคุณภาพภายใน(IQA)เฉพาะในองค์ประกอบที่1เรื่องจำนวนและคุณสมบัติอาจารย์ การบริหารจัดการหลักสูตร ตามเกณฑ์มาตรฐาน เป็นเวลา2ปี ติดต่อกัน คือ ปีการศึกษา2558และ2559 จำนวน182หลักสูตร 40 มหาวิทยาลัยที่มีปัญหาไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามการกำกับมาตรฐาน จนทำให้สถาบันการศึกษาที่มีรายชื่อออกมาท้วงติงข้อมูลว่าล่าช้าและสร้างความเสียหายอาจจะถึงขั้นดำเนินการทางกฏหมาย

    ล่าสุดช่วงเวลาเที่ยงวันวันที่ 18 ม.ค.2561 ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.)ได้ตั้งโต๊ะแจกแจงถึงการเปิดเผยข้อมูลพร้อมยืนยันว่า เป็นไปตามมติกกอ. เนื่องจากกกอ.ห่วงใย และมีบทเรียนจากการไม่เปิดเผยข้อมูล เพราะก่อนหน้านี้มีการตรวจประเมินการประกันคุณภาพภายใน แล้วพบข้อมูลดังกล่าวและไม่ได้แจ้งสาธารณะชน ทำให้เกิดปัญหา 

 “สุภัทร” เชื่อมั่นมติกกอ.เป็นสิ่งที่ควรทำและถูกต้อง

    ดร.สุภัทร จำปาทอง

       อีกทั้งเมื่อสกอ.แจ้งไปยังมหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยก็ไม่ได้แจ้งสภามหาวิทยาลัย ทำให้บางมหาวิทยาลัย บางหลักสูตรเปิดการเรียนการสอนในหลักสูตรดังกล่าว เกิดผลกระทบต่อผู้เรียน ดังนั้น การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ ข้อมูลที่ต้องดำเนินการรอปรับปรุง 53 หลักสูตร ซึ่งเชื่อว่ามีบางหลักสูตรได้รับการปรับปรุงแล้ว แต่สิ่งที่กกอ. ต้องการคือให้สาธารณะชนรับทราบ

      “หลังจากตรวจสอบในหลายๆ ด้าน กกอ. กังวลในประเด็นองค์ประกอบที่ 1 อย่างมาก จากช่วงปีการศึกษา 2558 และ 2559 มีการจัดการศึกษาถึง 9,099 หลักสูตร พบว่ามี 182 หลักสูตรในปี 58 และ 59 ที่มีปัญหาจำนวนอาจารย์ไม่ครบ หรือไม่ถ้าครบก็คุณวุฒิไม่ตรง ซึ่งส่วนนี้สำคัญมากที่มหาวิทยาลัยต้องเร่งแก้ไข กกอ.ต้องมีการเผยแพร่ข้อมูลให้สาธารณะชนได้รับทราบข้อมูลเพราะเขามีส่วนได้ส่วนเสียในการเรียนด้วย แต่สกอ.ไม่ได้มีอำนาจสั่งเปิดปิดอนุมัติหลักสูตร การอนุมัติหลักสูตรและปริญญาเป็นอำนาจของสภามหาวิทยาลัย สกอ.มีหน้าที่ออกหลักเกณฑ์มาตรฐานขั้นต่ำเท่านั้น ซึ่งข้อมูลที่นำเสนอยอมรับว่ามีความล่าช้าอย่างน้อย 3 เดือน จะไม่มีผลกระทบต่อผู้จบการศึกษา ผู้เรียนมีศักด์และสิทธิ์ในปริญญา”เลขาธิการกกอ. กล่าว

 “สุภัทร” เชื่อมั่นมติกกอ.เป็นสิ่งที่ควรทำและถูกต้อง

    ทั้งนี้ตามนโยบายของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป รมว.ศึกษาธิการ ที่ต้องการให้สกอ.เปิดเผยข้อมูล หลักสูตรต่อสาธารณะ และอยากให้มีการเผยแพร่เป็นระยะที่สั้นขึ้น เพื่อให้เป็นข้อมูลล่าสุดสามารถตรวจสอบได้ดร.สุภัทรกล่าวต่อไปว่า หลังจากนี้คงต้องรับข้อมูลเข้ามาเรื่อยๆ เพื่ออัพเดทข้อมูลล่าสุด ว่าหลักสูตรใด มหาวิทยาลัยไหนปรับปรุงแก้ไขแล้ว โดยอาจจะสรุป 15 วัน และอาจจะเปิดเผยข้อมูลทั้งหมด ไม่ใช่เพียงมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาเรื่องอาจารย์

 “สุภัทร” เชื่อมั่นมติกกอ.เป็นสิ่งที่ควรทำและถูกต้อง

    ซึ่งกระบวนการประเมินการประกันคุณภาพภายในนั้น มหาวิทยาลัยจะส่งข้อมูลใส่ในระบบของ สกอ. หลังสิ้นสุดปีการศึกษาภายใน120วัน กระบวนการกรอกข้อมูลทั้งหมดมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะดำเนินการด้วยตนเอง และหากมีความเปลี่ยนแปลงก็สามารถแก้ไขได้ แต่ถ้ามหาวิทยาลัยใดตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อย และกดเสร็จสิ้นกระบวนระบบจะล็อค ไม่สามารถเข้าไปแก้ข้อมูลได้ ซึ่ง สกอ.ก็จะยึดตามข้อมูลล่าสุด และเข้าสู่ขั้นตอนการพิจารณาตรวจสอบข้อมูลทั้งหมดอีกครั้งก่อนเปิดเผยข้อมูล

    ส่วนกรณีที่มหาวิทยาลัยรามคำแห่ง (ม.ร.) จะเอาผิดทางกฎหมายกับสกอ.และขณะนี้ทราบว่ามีอีกหลายแห่งไม่พอใจ นั้น ดร.สุภัทร ไม่ขอตอบในประเด็นดังกล่าว ในฐานะข้าราชการและเป็นส่วนหนึ่งภายใต้การกำกับของกกอ. ซึ่งมติ กกอ.คือการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ ก็ต้องดำเนินการตามนั้น

 “สุภัทร” เชื่อมั่นมติกกอ.เป็นสิ่งที่ควรทำและถูกต้อง

    “การที่ม.ร. บอกว่าจะดำเนินการทางกฎหมายกับสกอ. ไม่โกรธและยืนยันว่า ดำเนินการตามมติกกอ.และจะเป็นบรรทัดฐานของการปฏิบัติราชการ ถ้าคิดว่าการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ การที่รักษาผลประโยชน์ของสาธารณะแล้วผิดวินัยราชการก็ให้ออกไปได้ เพราะในฐานะข้าราชการ การเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะก็ต้องทำ เนื่องจากทำตามหน้า  การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นข้าราชการมีหน้าที่ทำอะไรต้องตรงไปตรงมา ถ้าท่านเห็นว่า การเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะตามมติกกอ. เป็นความผิด ก็ไม่ได้คิดมากอะไร มหาวิทยาลัยสามารถรักษาสิทธิ์ ปกป้องตัวเองและเอาผิดกับผมได้ แต่อย่าเอาผิดกับลูกน้องผม”ดร.สุภัทร กล่าว

    อย่างไรก็ตาม การเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ ส่วนตัวมองว่าเป็นเรื่องที่ถูกต้อง เป็นข้าราชการมีหน้าที่ทำอะไรต้องตรงไปตรงมา ถ้าท่านเห็นว่า การเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะตามมติกกอ. เป็นความผิด ก็ไม่ได้คิดมากอะไร มหาวิทยาลัยสามารถรักษาสิทธิ์ ปกป้องตัวเองและเอาผิดกับตนเองได้ แต่อย่างเอาผิดกับลูกน้อง

    ทั้งนี้  เลขาธิการกกอ.ยืนยันว่าการเปิดเผยข้อมูลครั้งนี้ เป็นการลดปัญหาและเพื่อต้องการให้มหาวิทยาลัยได้จัดการศึกษาอย่างมีคุณภาพ ผลิตบัณฑิตออกมามีสมรรถนะ มีทักษะ และสามารถทำงานได้จริง ซึ่งหากมหาวิทยาลัยเตรียมไม่พร้อม ก็จะทำให้เสียโอกาสต่อเด็ก และสกอ.ไม่อยากให้เป็นอย่างนั้นช่วงต้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ จะเชิญมหาวิทยาลัยทั้ง 40 แห่งมาหารือร่วมกัน เพื่อหาทางช่วยเหลือปรับปรุงหลักสูตร ในกรณีที่มีปัญหาเพื่อช่วยแก้ไขต่อไป

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดชื่อแล้ว!!10 ม.เอกชนไร้คุณภาพ

สั่งปิด56หลักสูตร10ม.เอกชน

สกอ.ขึ้นเวบ182หลักสูตรไม่ผ่านมาตรฐานแจ้งยุติรับนศ.

182หลักสูตรปิด20งดรับนศ.48สรุปขึ้นเวบในสัปดาห์นี้

ประกาศแล้ว !! 182 หลักสูตรไม่ผ่านมาตรฐาน

ม.รามอันดับ1หลักสูตรไม่มาตรฐานแจงบ่าย2วันนี้

ลั่น!!เด็กต้องได้รู้หลักสูตรที่เรียนผ่านมาตรฐาน(มีคลิป)

(คลิป)จ่อฟ้องสกอ.ม.รามยันหลักสูตรมีมาตรฐานและคุณภาพ

สกอ.ตั้งโต๊ะแจงหลักสูตรที่เปิดเผย 18 ม.ค.นี้

“สุภัทร”ยืดอกแมนๆ ฟ้องผมอย่าฟ้องลูกน้อง

ปั้นเด็กไอซีที ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309898

ปั้นเด็กไอซีที ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

ค่ายเยาวชนไอซีที

เปิดค่าย “Thailand ICT Youth Challenge 2017 ปี 4” ค่ายเยาวชนไอซีทีที่ใหญ่ที่สุดในไทย เตรียมพร้อมเด็กไทยก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

    โลกปัจจุบันเป็นโลกแห่งดิจิทัลซึ่งจะนำไปสู่การค้นพบความรู้ใหม่ ๆ การประดิษฐ์ การคิดค้น การสร้างผลงาน ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงด้านต่างๆ ทั้งสังคม เศรษฐกิจ การเมือง และการศึกษา

สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) ร่วมกับ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม และสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กระทรวงศึกษาธิการ ค่ายเยาวชนด้านไอซีทีที่ใหญ่ที่สุดในประเทศ โครงการ “Thailand ICT Youth Challenge 2017 ปี 4” จัดขึ้นเป็นเวลา 3 วัน ณ ศูนย์สัมมนาและฝึกอบรมอาคารพิทยพัฒน์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช จังหวัดนนทบุรี

ปั้นเด็กไอซีที ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

ค่ายดังกล่าวเกิดขึ้นเพื่อรับการอบรมความรู้ ร่วมเวิร์คช้อป และเรียนรู้เทคนิคต่างๆ อย่างเข้มข้นจากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในสาขาต่างๆ แก่เยาวชนระดับประถมศึกษาปีที่ 4 จนถึงมัธยมศึกษาปีที่ 6 จำนวน 100 ทีม จาก 1,512 ทีมทั่วประเทศที่เดินทางมาเข้ากิจกรรมครั้งนี้ ก่อนนำไปปรับปรุงผลงานให้มีคุณภาพยิ่งขึ้น ก่อนเดินทางเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศที่จะมีขึ้นในเดือนกุมภาพันธ์ที่จะถึงนี้

        โครงการ “Thailand ICT Youth Challenge”  ปัจจุบันจัดมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 4 โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิด “Digital Literacy for 21st Century Education” มีผู้สนับสนุนโครงการได้แก่ บริษัท อสมท จำกัด (มหาชน), บริษัท โทเทิ่ล แอ็คเซ็ส คอมมูนิเคชั่น จำกัด (มหาชน), ธนาคารออมสิน, บริษัท ซัมมิท แคปปิตอล ลิสซิ่ง จำกัด, การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย, มูลนิธิพลังแห่งการเรียนรู้ ที่เล็งเห็นประโยชน์ที่เยาวชนจะได้รับความรู้เสริมวิชาการ และเรียนรู้ประสบการณ์นอกห้องเรียน นอกจากนี้ยังเป็นเวทีสำคัญในการเตรียมความพร้อมของเด็กไทยในการก้าวสู่ยุคศตวรรษที่ 21 อย่างรู้ใช้ รู้เข้าใจ รู้สร้างสรรค์ โดยมุ่งพัฒนาทักษะสารสนเทศ สื่อ และเทคโนโลยี

ปั้นเด็กไอซีที ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

        นายบุญรักษ์ สรัคคานนท์

        นายบุญรักษ์ สรัคคานนท์ นายกกิตติมศักดิ์ สมาคมอุตสาหกรรมเทคโนโลยีสารสนเทศไทย (ATCI) กล่าวว่า เป้าหมายหลักของการพัฒนาการศึกษาของประเทศไทย คือ การพัฒนาผู้เรียนให้เป็นบุคคลที่มีคุณภาพ รู้เท่าทันเทคโนโลยี มุ่งพัฒนากระบวนการเรียนรู้และนำพาคนไทยสู่สังคมแห่งภูมิปัญญาที่ทันสมัยและสนองตอบคุณภาพชีวิตโดยตรง สนับสนุนความเป็นพลโลกของคนทั่วไปและคนไทยได้เรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ซึ่งวันนี้เราคงต้องมาช่วยกันตั้งคำถามว่า การเรียนรู้เพื่อศตวรรษที่ 21 การศึกษาไทยมีความท้าทายอย่างไรและเราพร้อมขนาดไหน เด็กไทยจะต้องเรียนอะไรบ้าง ประเทศไทยจะเตรียมเยาวชนรุ่นใหม่อย่างไร ต้องพัฒนาทักษะอะไร

ความเจริญก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้มีการพัฒนาขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยนำมาประยุกต์ใช้ในการดำรงชีวิตเพิ่มมากขึ้น นางอาทิตยา สุธาธรรม รองปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม กล่าวว่า กระทรวงดิจิตอลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมเป็นองค์การหลักในการพัฒนาและดูแลการเข้าถึงไอซีทีของประเทศไทย ภายใต้ยุทธศาสตร์ของรัฐบาลในเรื่องของดิจิตอล โดยร่วมมือกับหน่วยงานต่าง ๆ ครอบคลุมหลายยุทธศาสตร์ซึ่งถือเป็นแกนหลักสำคัญในการพัฒนาประเทศ หนึ่งในนั้นก็คือภาคการศึกษาพื้นฐาน ในศตวรรษที่ 21 เทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามามีบทบาทสูงมาก

ปั้นเด็กไอซีที ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

นางอาทิตยา สุธาธรรม

ทางกระทรวงฯ ได้จัดทำโครงการ “เน็ตประชารัฐ” ขึ้นมาเพื่อลดความเหลื่อมล้ำของประชาชนไทยให้เข้าถึงอินเทอร์เน็ตความเร็วสูง โดยติดตั้งให้เข้าถึงทุกหมู่บ้านทั่วประเทศ ซึ่งปัจจุบันมีอยู่ประมาณ70,000 หมู่บ้าน โดยหมู่บ้านที่มีอินเทอร์เน็ตเข้าถึงแล้วประมาณ 40,000 กว่าหมู่บ้าน โดยในเดือนธันวาคม 2560 ที่ผ่านมา ได้ติดตั้งไปแล้วอีก 24,700 หมู่บ้าน จึงเหลือประมาณสองหมื่นกว่าหมู่บ้านที่ยังไม่มีอินเทอร์เน็ตใช้และจะมีการติดตั้งให้ครบต่อไป

  “สำหรับโครงการ Thailand ICT Youth Challenge 2017 ปี  4 นี้รู้สึกดีใจกับน้องๆ ทั้ง 100 ทีมที่ได้เข้าร่วมแคมป์ เพื่อเพิ่มการเรียนรู้ทักษะดิจิตอลเพื่อสามารถใช้เทคโนโลยีอย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งเด็กคือพลังของชาติ การสร้างพวกเขาให้มีทักษะการใช้ดิจิตอลโดยไม่เสียค่าใช้จ่ายใด ๆ  เป็นการสร้างโอกาสความเท่าเทียม”นางอาทิตยา กล่าว

ปั้นเด็กไอซีที ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

2 สาวจากโรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่

ขณะที่ 2 สาวจากโรงเรียนดาราวิทยาลัย จังหวัดเชียงใหม่ น้องพลอย ด.ญ.ทฤษวรรณ นิลสุวรรณ น้องฟีมด.ญ.ภัสรพี บุญมี นักเรียนชั้น ม.3 ช่วยกันเล่าว่า ก่อนหน้านี้ได้เข้าแข่งขันหาประสบการณ์เกี่ยวกับไอซีทีมาบ้าง แต่ครั้งนี้เป็นการแข่งขันรายการใหญ่มากจึงต้องใช้ความพยายามมากขึ้น โดยดูหนังและหาข้อมูลต่างๆ เพื่อเป็นแนวทางในการทำโครงเรื่องของโจทย์ที่ได้รับมา คือ การทำ “ภาพยนตร์สั้น” ที่ต้องสร้างสรรค์จินตนาการผ่านบทภาพยนตร์ ภาพและเสียงถึงแบรนด์หรือองค์กร My Corporte : My Brand โดยมีการแบ่งหน้าที่กันชัดเจน

     “พลอยจะเป็นคนเขียนบทและฟีมจะเป็นคนทำเรื่องโปรดักชั่นส์ สำหรับการเข้าค่ายนี้ สิ่งที่ประทับใจมากที่สุด คือ วิทยากรที่มีความชำนาญมาก และเจาะจงแนะแนวชัดเจน เช่น การสอนหลักการทำหนังสั้นและเทคนิคต่าง ๆ  รวมถึงชอบบรรยากาศ การทำงานเป็นกลุ่มที่ช่วยสร้างความสนิทสนมกับเพื่อนๆ โรงเรียนมากขึ้น ทำให้ได้เพื่อนใหม่ที่สนใจและชอบในเรื่องเดียวกัน ดังนั้น การแข่งขันครั้งนี้มีคาดหวังเล็กน้อย เนื่องจากมีคนเก่งเยอะมากแต่จะพยายามให้เต็มที่”

2 สาว พลอยและฟีม ฝากอีกว่า ดิจิทัลมีทั้งข้อดีและข้อเสีย ถ้าจะใช้ก็อยากให้ใช้อย่างถูกวิธีและรู้เท่าทัน เพราะหากใช้ไม่ถูกวิธีก็อาจจะนำสิ่งไม่ดีเข้ามา แต่ถ้ารู้จักใช้อย่างถูกวิธีก็จะเป็นประโยชน์อย่างมาก

ปั้นเด็กไอซีที ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

        นักเรียนจากโรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์

      ด้าน นักเรียนจากโรงเรียนลาซาลโชติรวีนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ วอย นายพชร  มูลเงิน และภัทร-ณัฐภัทรา วิริยะกุลสิทธิ์ ชั้น ม.4 ช่วยกันเล่าว่า การแข่งขันเกี่ยวกับการทำแอพพลิเคชั่นครั้งนี้เป็นครั้งแรก โดยโจทย์ที่ได้คือ การทำ Mobile Application” ซึ่งจะต้อง Creative Design แอพพลิเคชั่นสำหรับองค์กรหรือแบรนด์ที่จะสามารถนำไปพัฒนาต่อเพื่อภาพลักษณ์ที่ดีหรือ Always be with you คิดว่าหัวข้ออาจจะค่อนข้างยากแต่ก็ไม่เป็นปัญหา เพราะได้แรงบันดาลใจจากการเข้าค่ายนี้ วิทยากรได้สอนวิธีคิด เช่น จะทำผลงานออกมาอย่างไร การออกแบบแอพพลิเคชั่นทำอย่างไรที่จะดูน่าสนใจและสามารถใช้งานง่าย รวมถึงสอนวิธีการพูดและนำเสนอผลงาน การเขียน storyboard การเขียน Flow diagram Coding and testing ฯลฯ

ปั้นเด็กไอซีที ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21ปั้นเด็กไอซีที ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21

 “แม้เราจะไม่ค่อยมีพื้นฐานในเรื่องนี้มากนัก แต่การได้เข้าแคมป์ที่มีคนเยอะ ๆ เป็นโอกาสที่เราได้เห็นวิธีที่คนอื่นหลากหลายแนวทาง ทำให้พัฒนาตัวเองไปได้อีก และจะพยายามฝึกฝนวิธีการทำแอพฯเพิ่มขึ้น ตอนนี้สนใจอยากทำเกี่ยวกับแอพฯที่จะทำให้ทุกคนได้รับข่าวสารเชื่อถือได้และรวดเร็วที่สุด คาดหวังว่าอยากให้เป็นแอพฯที่สามารถใช้งานได้จริง และเป็นประโยชน์กับทุกคน ไม่ว่าจะได้รางวัลหรือไม่ก็ตาม” วอยและภัทร กล่าว

สำหรับผู้สนใจ สามารถเข้าไปติดตามให้กำลังใจน้องๆ และดูความเคลื่อนไหวต่างๆ ของโครงการได้ที่ Facebook : ThailandICTYouthChallenge

สื่อสาธารณะเปิดพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309806

สื่อสาธารณะเปิดพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน

คุณภาพชีวิต, ครัวกลาง, การทำงานรูปแบบใหม่, ไทยพีบีเอส

“ครัวกลาง” สื่อสาธารณะรูปแบบใหม่ เปิดพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยเฉพาะเครือข่ายการเรียนรู้นอกห้องเรียน

          จากปัญหาสื่อโซเชียลมีเดียที่เข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันของผู้บริโภค ส่งผลให้สื่อในยุค 4.0 นี้ ต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงให้ทัน โดยเฉพาะสื่อสิ่งพิมพ์ และสื่อทีวี

สื่อสาธารณะเปิดพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล

รศ.ดร.วิลาสินี พิพิธกุล ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย (ส.ส.ท.) กล่าวว่า จะเปิดพื้นที่การเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ให้ครอบคลุมทุกพื้นที่โดยเฉพาะเครือข่ายการเรียนรู้นอกห้องเรียนทำกิจกรรมการเรียนรู้กับคนในท้องถิ่น มีกลไกที่เรียกว่า การสร้างส่วนสร้างสรรค์กลาง ที่เราเรียกเรียกว่าภายในว่า “ครัวกลาง”   ดึงผู้มีฝีมือจากสำนักต่างๆ โดยจะมีเรื่องของการปฏิรูปการศึกษา การปฏิรูปวิถีชีวิต การปฏิรูปในมุมมองต่อการเป็นประชากรโลก และการปฏิรูปการเมือง

สื่อสาธารณะเปิดพื้นที่เรียนรู้นอกห้องเรียน

นายพิภพ พานิชภักดิ์

ขอบคุณภาพจาก https://www.citizenthaipbs.net

นายพิภพ พานิชภักดิ์ รองผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย ด้านเนื้อหาสื่อสาธารณะ อธิบายถึงการทำงานของครัวกลาง ว่า จะเป็นเครื่องมือในการส่งเสริมวัฒนธรรมการทำงานรูปแบบใหม่ หลอมรวมวิธีคิด และวิธีการของสื่อและสำนักต่างๆ เข้าสู่ความเป็นเลิศในเชิงเนื้อหา

โดยการทำงานแบ่งออกเป็นหน่วยทำงานย่อยๆ ที่เราเรียกว่า ครัวย่อย ที่จะทำงานในการสร้างความเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ที่ตอบโจทย์ต่อปัญหาที่หลายคนได้เผชิญ เช่นเรื่อง การปฏิรูปการศึกษา อย่างเช่นเรื่องการเปลี่ยนวิธีคิดให้ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการศึกษา
การปฏิรูปวิถีชีวิต เกียวข้องกับวิถีชีวิตของคนในท้องถิ่นและ การปฏิรูปในมุมมองต่อการเป็นประชากรโลก เชื่อมโยงกับมุมมองของคนในโลกตะวันออกจะเริ่มทำในเดือนเมษายนที่จะถึงนี้ โดยใน 2-3 ปี ข้างหน้าว่าจะเป็น Learning Space for all พื้นที่เพื่อการเรียนรู้สำหรับทุกคน

“สุภัทร”ยืดอกแมนๆ ฟ้องผมอย่าฟ้องลูกน้อง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309838

“สุภัทร”ยืดอกแมนๆ ฟ้องผมอย่าฟ้องลูกน้อง

คุณภาพชีวิต > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  18 ม.ค. 2561

 

เลขาธิการกกอ.ยันทำตามมติกกอ.ชี้เป็นบรรทัดฐานการปฏิบัติงาน รักษาผลประโยชน์ของสาธารณะแล้วผิดวินัยราชการก็ให้ออกไปได้ เล็งเชิญ40สถาบันหารือปรับหลักสูตรต้นก.พ.นี้

จากกรณีการเปิดเผยข้อมูลรายชื่อหลักสูตรของมหาวิทยาลัย ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานหลักสูตรจากผลการประเมินการประกันคุณภาพภายใน (IQA) เฉพาะในองค์ประกอบที่1 เรื่องจำนวนและคุณสมบัติอาจารย์ การบริหารจัดการหลักสูตร ตามเกณฑ์มาตรฐาน เป็นเวลา 2ปี ติดต่อกัน คือ ปีการศึกษา 2558 และ 2559  พบว่า ใน 40 สถาบันอุดมศึกษามีหลักสูตรจำนวน 182 หลักสูตรที่มีปัญหาไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามการกำกับมาตรฐาน คิดเป็นร้อยละ 2 ของหลักสูตรทั้งหมด ประกอบด้วย หลักสูตรระดับปริญญาตรี 68 หลักสูตร ปริญญาโท 89 หลักสูตร ปริญญาเอก 24 หลักสูตร และประกาศนียบัตรบัณฑิต 1หลักสูตร จนทำให้คณะกรรมการการอุดมศึกษา(กกอ.) มีมติเห็นชอบให้เผยแพร่รายชื่อหลักสูตรที่ไม่ผ่านเกณฑ์มาตรฐานอุดมศึกษาดังกล่าว และเสนอให้สถาบันอุดมศึกษาเหล่านั้นงดรับนักศึกษา พร้อมปรับปรุงให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตรอย่างเร่งด่วนภายใน 90 วัน และล่าสุด มหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) มหาวิทยาลัยที่มีการประกาศรายชื่อหลักสูตรไม่ได้ผ่านการรับรองมากสุดได้ออกมาแถลงถึงข้อเท็จจริงในเรื่องนี้

เมื่อเวลา 12.10 น. วันนี้ (18 ม.ค.2561 ) ที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา (กกอ.) กล่าวว่า การเปิดเผยข้อมูลดังกล่าว เป็นไปตามมติกกอ. เพราะต้องการให้มหาวิทยาลัยเร่งปรับปรุงคุณภาพ และต้องการให้นักศึกษาได้ติดตามว่าหลักสูตรที่เรียนมีการปรับปรุงหรือไม่ อีกทั้ง ยังเป็นไปตามนโยบายของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป รมว.ศึกษาธิการ (ศธ.)ที่ต้องการให้สกอ.เปิดเผยข้อมูล หลักสูตรต่อสาธารณะ และอยากให้มีการเผยแพร่เป็นระยะที่สั้นขึ้น เพื่อให้เป็นข้อมูลล่าสุดสามารถตรวจสอบได้ แต่การดำเนินการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะต้องเป็นไปตามมติกกอ.   ซึ่งการเปิดเผยหลักสูตรครั้งนี้ จะไม่ส่งผลกระทบต่อศักดิ์ และสิทธิ์ในปริญญาของผู้เรียน

ดร.สุภัทร กล่าวต่อไปว่า สำหรับกรณีที่ทางมหาวิทยาลัยรามคำแห่ง (ม.ร.) จะเอาผิดทางกฎหมายกับสกอ.และขณะนี้ทราบว่ามีอีกหลายแห่งไม่พอใจนั้น  ไม่ขอตอบในประเด็นดังกล่าว แต่ทุกคนมีสิทธิที่จะปกป้องตัวเอง โดยส่วนตัวในฐานะข้าราชการและเป็นส่วนหนึ่งภายใต้การกำกับของกกอ. ซึ่งมติ กกอ.คือการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ ก็ต้องดำเนินการตามนั้น  ทั้งนี้  ที่ผ่านมาเคยเห็นผลของการปกปิดข้อมูลแล้วว่า เป็นอย่างไรการไม่เผยแพร่ข้อมูลให้ผู้เรียนได้รู้แล้วเป็นอย่างไร ครั้งนี้กกอ. จึงตัดสินใจให้เผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ และขอย้ำว่าเป็นข้อมูลในปีการศึกษา 2558 -2559  ส่วนข้อมูลปีการศึกษา 2560 ยังไม่แล้วเสร็จ โดยคาดว่าจะแล้วเสร็จในเดือนมีนาคม 2561

“ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ผมจะเชิญมหาวิทยาลัยทั้ง 40 แห่งมาหารือร่วมกัน เพื่อหาทางช่วยเหลือปรับปรุงหลักสูตร  ในกรณีที่มีปัญหาเพื่อช่วยแก้ไข สำหรับผมการเชิญประชุมไม่ได้การมีตำหนิอะไร แต่หลายคนคงตำหนิผม ผมรู้ดีว่าหลายคนคงไม่คิดว่า ผมเป็นเพื่อนอีกแล้ว แต่ผมเป็นข้าราชการ  ผมมีหน้าที่ทำตรงไปตรงมา ถ้าท่านเห็นว่า การเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะตามมติกกอ. เป็นความผิด ผมก็ไม่คิดมากอะไร สามารถเอาผิดกับผมได้ อย่าเอาผิดกับลูกน้องผม” ดร.สุภัทร กล่าว

เลขาธิการกกอ. กล่าวอีกว่า โดยส่วนตัวไม่ได้มีการพูดคุยกับผศ.วุฒิศักดิ์ ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีม.ร. การที่ม.ร. บอกว่าจะดำเนินการทางกฎหมายกับสกอ. ไม่โกรธและยืนยันว่า ดำเนินการตามมติกกอ.และจะเป็นบรรทัดฐานของการปฏิบัติราชการ ถ้าคิดว่าการเผยแพร่ข้อมูลต่อสาธารณะ การที่รักษาผลประโยชน์ของสาธารณะแล้วผิดวินัยราชการก็ให้ออกไปได้ ส่วนกระบวนการประเมินการประกันคุณภาพภายในของสกอ.นั้น มหาวิทยาลัยจะส่งข้อมูลใส่ในระบบของสกอ. หลังสิ้นสุดปีการศึกษาภายใน 120 วัน กระบวนการกรอกข้อมูลทั้งหมดมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งจะดำเนินการด้วยตนเอง และหากมีความเปลี่ยนแปลงก็สามารถแก้ไขได้ แต่ถ้ามหาวิทยาลัยใดตรวจสอบข้อมูลเรียบร้อย และกดเสร็จสิ้นกระบวนระบบจะล็อค ไม่สามารถเข้าไปแก้ข้อมูลได้  สกอ.ก็จะยึดตามข้อมูลล่าสุด

ทั้งนี้ สาเหตุที่หลักสูตรส่วนใหญ่ไม่ผ่านการประเมินการประกันคุณภาพภายในนั้น เพราะส่วนใหญ่จำนวนอาจารย์ผู้สอนต่อนักศึกษาไม่เป็นไปตามมาตรฐานที่สกอ.กำหนด และมีความเป็นไปได้ว่าระหว่างการประเมิน มีอาจารย์ลาออกหรือเกษียณอายุราชการ เข้าใจว่ามหาวิทยาลียหลายแห่งอยู่ระหว่างการปรับปรุงแก้ไข  ส่วนกรณีที่จะสามารถโยกใช้อาจารย์จากมหาวิทยาลัยอื่นๆ มาสอนในวิชาที่ขาดได้หรือไม่นั้น  ส่วนตัวมองว่าทำได้ เพราะผู้เรียนเป็นเด็กไทยเหมือนกัน แต่จะติดเรื่องกฎระเบียบของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งหรือไม่นั้น  เช่น การนำอาจารย์จากมหาวิทยาลัยเอกชน มาสอนมหาวิทยาลัยรัฐ เพื่อแก้ปัญหาอาจารย์ประจำหลักสูตรไม่ครบ ก็ต้องไปดูรายละเอียดต่อไป เป็นต้น

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดชื่อแล้ว!!10 ม.เอกชนไร้คุณภาพ

สั่งปิด56หลักสูตร10ม.เอกชน

สกอ.ขึ้นเวบ182หลักสูตรไม่ผ่านมาตรฐานแจ้งยุติรับนศ.

182หลักสูตรปิด20งดรับนศ.48สรุปขึ้นเวบในสัปดาห์นี้

ประกาศแล้ว !! 182 หลักสูตรไม่ผ่านมาตรฐาน

ม.รามอันดับ1หลักสูตรไม่มาตรฐานแจงบ่าย2วันนี้

ลั่น!!เด็กต้องได้รู้หลักสูตรที่เรียนผ่านมาตรฐาน(มีคลิป)

(คลิป)จ่อฟ้องสกอ.ม.รามยันหลักสูตรมีมาตรฐานและคุณภาพ

สกอ.ตั้งโต๊ะแจงหลักสูตรที่เปิดเผย 18 ม.ค.นี้

ผุดแอปฯ”บางกอกน้อยโมเดล” ต้นแบบฐานข้อมูลสุขภาพคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309835

ผุดแอปฯ”บางกอกน้อยโมเดล” ต้นแบบฐานข้อมูลสุขภาพคนเมือง

แพทย์ศิริราช, ฐานข้อมูลสุขภาพ, แอปพลิชัน, บางกอกน้อยโมเดล

ศิริราช- สสส.พัฒนาสุขภาพเขตเมืองต้นแบบ “บางกอกน้อยโมเดล” ดึง 42 ชุมชนร่วมกรอกข้อมูลสุขภาพผ่านแอปพลิเคชัน “สุขภาพดีเริ่มต้นได้ด้วยปลายนิ้ว” สำรวจสุขภาพใน 4 มิติ

           เมื่อวันที่ 18 มกราคม 2561 คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) แถลงข่าวเปิดตัวโครงการบางกอกน้อยโมเดล “สุขภาพดีเริ่มต้นด้วยปลายนิ้ว” ผ่านแอปพลิเคชัน สำรวจข้อมูลสุขภาพชุมชน 4 มิติ เพื่อวางแผนการพัฒนาดูแลคุณภาพชีวิตคนเมือง โดย ศ.นพ.ประเสริฐ อัสสันตชัย รองคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า อีก 3 ปีข้างหน้า ประเทศไทยจะเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุโดยสมบูรณ์ โดยมีจำนวนประชากรผู้สูงอายุสูงถึง 13 ล้านคน คิดเป็น 20% ของจำนวนประชากร ระบบสาธารณสุขเป็นระบบแรกที่ควรเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับการเปลี่ยนแปลงนี้ อีกทั้งสาเหตุความเจ็บป่วยส่วนใหญ่มาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตและสิ่งแวดล้อม การรักษาพยาบาลเพียงอย่างเดียวไม่สามารถช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ จึงควรคำนึงถึงความปลอดภัยในชีวิต สิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ และสังคมด้วย

ผุดแอปฯ"บางกอกน้อยโมเดล" ต้นแบบฐานข้อมูลสุขภาพคนเมือง

คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาลในฐานะสมาชิกในชุมชนบางกอกน้อย ร่วมกับ สสส.จัดทำโครงการบางกอกน้อยโมเดล เน้นการทำงานกับภาคส่วนต่าง ๆ ในเขตบางกอกน้อย อาทิ กรมสารวัตรทหารเรือ สำนักงานเขตบางกอกน้อย โรงเรียน วัด ร้านค้า และชุมชนผู้อยู่อาศัยโดยการจัดทำ “ระบบฐานข้อมูลสุขภาพ” สำรวจในชุมชนบางกอกน้อย 42 ชุมชน เพื่อให้ทราบข้อมูลสุขภาพและนำข้อมูลมาออกแบบกิจกรรมที่ตอบโจทย์สุขภาพของประชาชนในพื้นที่

รศ.นพ.นริศ  กิจณรงค์ รองคณบดีฝ่ายสื่อสารองค์กรและกิจกรรมเพื่อสังคม คณะแพทย์ฯ ในฐานะผู้ดำเนินโครงการบางกอกน้อยโมเดล กล่าวว่า  “บางกอกน้อยโมเดล” เป็นต้นแบบของการจัดการระบบสุขภาพเขตเมือง ผ่านการจัดเก็บข้อมูลฐานสุขภาพ เพื่อสร้างเสริมสุขภาพได้อย่างตรงจุดในแต่ละช่วงอายุ ซึ่งที่ผ่านมาการเก็บข้อมูลโดยเอกสารจะใช้เวลานาน ไม่ต่ำกว่า 6 เดือน แต่ทุกวันนี้เทคโนโลยีทันสมัย จึงได้จัดทำแอปพลิเคชันบางกอกน้อยโมเดล (Bangkoknoi Model) และWeb-based ที่สามารถมากรอกข้อมูลสุขภาพได้เพียงปลายนิ้ว โดยการสอบถามใน 5 มิติ ได้แก่ สุขภาพ เศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และความปลอดภัย

ผุดแอปฯ"บางกอกน้อยโมเดล" ต้นแบบฐานข้อมูลสุขภาพคนเมือง

พร้อมกันนี้ก็จะมี “ทีมจิตอาสา” ที่ลงพื้นที่แนะนำระบบฐานข้อมูลและเก็บข้อมูลเชิงรุกในชุมชนควบคู่กัน ขณะนี้ได้เริ่มดำเนินการลงพื้นที่เก็บข้อมูลได้ 10 ชุมชน จาก 42 ชุมชน โดยตั้งเป้าหมายเก็บข้อมูลได้ 50,000-80,000 คน จากประชากรในพื้นที่ประมาณ 125,000 คน ซึ่งจะใช้เวลาในการดำเนินการ 1 ปี(กันยายน 2560-กันยายน 2561) จากนั้น จะเดินหน้าสู่ในเฟสต่อไปคือวางแผนกับภาคส่วนต่างๆ ในชุมชนและนำข้อมูลมาวางแผนพัฒนาระบบดูแลสุขภาพต่อไป

นพ.วีระพันธ์ สุพรรณไชยมาตย์ รองประธานกองทุน สสส. กล่าวว่า ข้อมูลจากสหประชาชาติปี 2559 พบว่า ประชากรเกินกว่าครึ่งโลกที่อาศัยในเขตเมือง และเพิ่มขึ้นเป็น 66%ในปี 2593 และภาวะคุกคามประชาชนที่อาศัยในเขตเมือง 92% คือคุณภาพอากาศไม่ได้มาตรฐานขององค์การอนามัยโลก ส่งผลให้ตายก่อนวัยอันควรปีละ 3 ล้านคน การเติบโตของเมืองเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ ฉะนั้น การเตรียมการระบบบริการสุขภาพสามารถดูแลคุณภาพชีวิตประชาชนในเขตเมืองให้ทันต่อความเปลี่ยนแปลงจึงต้องเร่งดำเนินการ เครื่องมือสำคัญ คือ การมีระบบสารสนเทศสุขภาพที่ดี เชื่อถือได้ และทันเวลา ประกอบกับพฤติกรรมการใช้เทคโนโลยีของประชาชนในเขตเมืองจะเอื้ออำนวยให้สามารถเข้าถึงและนำใช้ประโยชน์

ผุดแอปฯ"บางกอกน้อยโมเดล" ต้นแบบฐานข้อมูลสุขภาพคนเมือง

ทั้งนี้ “ระบบฐานข้อมูล” ที่สัมพันธ์กับปัจจัยกำหนดสุขภาพและรูปแบบกิจกรรมประเภทต่างๆ ในการดำรงชีวิตในชุมชนเขตเมืองนี้ เช่น กิจกรรมหรือโครงการเพื่อปรับเปลี่ยนพฤติกรรมทางสุขภาพของชุมชนริมคลอง หรือผู้อาศัยในคอนโด หรือจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการสร้างเสริมสุขภาพ โครงการบางกอกน้อยโมเดล “สุขภาพดีเริ่มต้นได้ด้วยปลายนิ้ว” จึงเป็นการตั้งต้นการจัดการระบบสุขภาพเชิงรุก โดยมีบุคลากรที่มีคุณภาพของโรงพยาบาลศิริราชและการทำงานร่วมกันในชุมชนบางกอกน้อย ซึ่งสามารถต่อยอดไปยังชุมชนเขตเมืองต่าง ๆ ของประเทศไทยได้

“รู้เท่าทันสื่อ” ผ่านบทเรียนออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309795

“รู้เท่าทันสื่อ” ผ่านบทเรียนออนไลน์

คุณภาพชีวิต, บทเรียนออนไลน์, รู้เท่าทันสื่อ

จุฬา จับมือกับ มศว. จัดโครงการการรู้เท่าทันสื่อเพื่อเปลี่ยนแปลงสังคม ผ่านงานวิจัย บทเรียนออนไลน์ “การรู้เท่าทันสื่อ”

           บทเรียนออนไลน์ “การรู้เท่าทันสื่อ” (MEDLIT MOOC LAUNCH) เป็นความร่วมมือระหว่างคณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย วิทยาลัยนานาชาติ เพื่อศึกษาความยั่งยืน มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และมหาวิทยาลัยเวียนนา ประเทศออสเตรีย โดยได้รับการสนับสนุนงบประมาณจากโครงการ ERASMUS+ แห่งสหภาพยุโรป

“รู้เท่าทันสื่อ” ผ่านบทเรียนออนไลน์

อาจารย์ ธนากร ทองประธูร

อาจารย์ ธนากร ทองประธูร หัวหน้าสาขาศูนย์ภาษาและบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ เปิดเผยว่า บทเรียนออนไลน์ “การรู้เท่าทันสื่อ” เป็นโครงการวิจัยเชิงปฏิบัติการ ซึ่งมีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการณ์ของการรู้เท่าทันสื่อของแต่ละประเทศ และร่วมกันทดลองพัฒนาบทเรียนออนไลน์แบบเปิด หรือ MOOC เพื่อส่งเสริมการรู้เท่าทันสื่อในวงกว้าง สำหรับการที่ขยายผลสู่การสร้างความเปลี่ยนแปลงในสังคม
อาจารย์ ธนากร กล่าวต่อว่า การทำวิจัยในเรื่องบทเรียนออนไลน์มีอยู่ 5 ขั้นตอน ได้แก่ 1. หาเนื้อหามาทำการวิจัยโดยการสอบถามจากผู้เชี่ยวชาญ คณาจารย์ นิสิตในเรื่อง Media literacy 2. เมื่อสอบถามเรียบร้อยแล้ว นำเนื้อหาที่ได้มาเรียบเรียงให้เป็นหัวข้อ

3. นำเนื้อหามาตรวจสอบว่าตรงกับวัตถุประสงค์หรือไม่ 4.ถ่ายทำวีดีโอ อัดเสียงและแปลภาษา และ 5. ให้นิสิตปริญญาโท และปริญญาตรีเข้ามาทำบทเรียนออนไลน์

“รู้เท่าทันสื่อ” ผ่านบทเรียนออนไลน์
“เมื่อผู้ทำแบบทดสอบบทเรียนออนไลน์ การรู้เท่าทันสื่อ ทางผู้เรียนจะรับรู้เรื่องต่างๆ ในหลายๆด้านไม่ว่าจะเป็น สามารถวิเคราะห์การเป็นตัวแทนของสื่อประเภทต่างๆ และวัตถุประสงค์ของสื่อทัศน์ ผู้เรียนสามารถอธิบายได้ว่า สื่อสร้างความเป็นจริงและแนวความคิดของโลกได้อย่างไร ผู้เรียนสามารถสำรวจสื่อชุมชนในประเทศไทยและเปรียบเทียบบทบาท กลไกของสื่อชุมชนในประเทศตนเองกับประเทศอื่นได้”

“รู้เท่าทันสื่อ” ผ่านบทเรียนออนไลน์

และผู้เรียนยังสามารถแสดงความคิดเชิงสร้างสรรค์ และความคิดอย่างมีวิจารณญาณกับข้อเท็จจริงและข้อมูลหลอกลวงเพื่อให้ได้ข้อมูลที่ถูกต้อง อีกทั้งผู้เรียนยังสามารถอธิบายถึงประเด็นปัญหาการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ และสามารถนำความที่ได้ไปประยุกต์ใช้หาวิธีป้องกันการกลั่นแกล้งบนโลกออนไลน์ที่เหมาะสม อาจารย์ ธนากร กล่าว

“รู้เท่าทันสื่อ” ผ่านบทเรียนออนไลน์

ดร.จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์

ด้าน ดร.จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์ ผู้อำนวยการศูนย์เอเชียใต้ศึกษาสถาบันเอเชียศึกษา คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงพฤติกรรมการรู้เท่าทันสื่อของนิสิต นักศึกษาในปัจจุบันว่า นิสิตส่วนใหญ่เขารู้เท่าทันสื่ออยู่แล้ว เนื่องจากกลุ่มเหล่านี้ใช้สื่อออนไลน์เป็นชีวิตประจำวัน เพราะว่าข้อมูลข่าวสารในโลกออนไลน์จะรวดเร็วและทันเหตุการณ์ แต่ในทางกลับกัน เด็กเหล่านี้รู้เท่าทันสื่อก็จริง แต่เขารู้ในระดับที่เรียกว่า การจับผิดสื่อ มากกว่าการเข้าใจและรู้เท่าทันจริงๆ

“รู้เท่าทันสื่อ” ผ่านบทเรียนออนไลน์
ดังนั้นจุฬาลงกรณ์จึงร่วมกับมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ และประเทศเพื่อนบ้านจัดทำโครงการวิจัยขึ้นมา เพื่อทดสอบว่าเด็กรู้เท่าทันสื่อจริงหรือไม่ หรือกำลังจับผิดสื่ออยู่ ซึ่งถ้าเรามองบทเรียนออนไลน์ชุดนี้ในด้านกระบวนการเรียนรู้ คิดว่านักศึกษาจะสนใจเรื่องเหล่านี้มากกว่าที่มานั่งจดในสมุด เนื่องจากเขาจะได้มีปฏิสัมพันธ์กับเรื่องเหล่านี้มากขึ้นและไม่น่าเบื่อด้วย
“ในช่วงแรกๆ ผมก็ไม่เชื่อว่าบทเรียนออนไลน์ชุดนี้จะสามารถช่วยให้นักศึกษาได้จริง แต่พอหลังจากที่ได้นำบทเรียนนี้ให้นิสิต บุคลากรต่างๆ ทดลองทำ พบว่าบทเรียนออนไลน์ตอบโจทย์กับวัยนี้เป็นอย่างมาก เพราะเขาชอบลูกเล่น มีภาพ คลิป วีดีโอ มันมีข้อมูลที่หลากหลายเปรียบเสมือนคลังสมุดที่มีให้เราค้นคว้า นี่คือจุดเริ่มต้นที่ทำให้ผมให้ความสำคัญกับเรื่องนี้” ดร.จิรยุทธ์ กล่าว

“รู้เท่าทันสื่อ” ผ่านบทเรียนออนไลน์
ดร.จิรยุทธ์ กล่าวต่อว่า บทเรียนออนไลน์ การรู้เท่าทันสื่อชุดนี้เป็นเพียงบททดสอบในระยะเริ่มต้น เพื่อดูว่าทำแล้วมีผลตอบกลับมาอย่างไรบ้าง ผู้คนรู้เท่าทันสื่อขึ้นบ้างหรือไม่ ซึ่งความว่าบทเรียนออนไลน์ชุดนี้จะเปิดระบบให้คนทั่วไป และนิสิต คนรุ่นใหม่เข้าไปเรียนได้ประมาณเดือนสิงหาคมที่จะถึงนี้

สกอ.ตั้งโต๊ะแจงหลักสูตรที่เปิดเผย 18 ม.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309753

สกอ.ตั้งโต๊ะแจงหลักสูตรที่เปิดเผย 18 ม.ค.นี้

หลักสูตรไม่ผ่านการประเมิน, สกอ.

3 มหาวิทยาลัยชี้แจงปรับปรุงหลักสูตรที่ไม่ได้มาตรฐานแล้ว ยันมีความรับผิดชอบต่อสังคม ฝากสกอ.ทบทวนก่อนนำเสนอข้อมูล ด้านสกอ.ตั้งโต๊ะแจงหลักสูตรที่เปิดเผย18 ม.ค.นี้

        เรียกได้ว่า ครั้งแรกก็โดนซะแล้ว สำหรับสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ที่ได้ออกเปิดเผยข้อมูลรายชื่อหลักสูตรสถาบันอุดมศึกษาไทย  ทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก ที่ไม่ผ่านการรับรองมาตรฐานหลักสูตรจากผลการประเมินการประกันคุณภาพภายใน (IQA) เฉพาะในองค์ประกอบที่1 เรื่องจำนวนและคุณสมบัติอาจารย์ การบริหารจัดการหลักสูตร ตามเกณฑ์มาตรฐาน เป็นเวลา 2ปี ติดต่อกัน คือ ปีการศึกษา 2558 และ 2559  ซึ่งมีการจัดการเรียนการสอนระดับ ปริญญาตรี–โท–เอก 9,099 หลักสูตร ในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐและเอกชนทั้งหมด 155 แห่ง 

       สกอ.ระบุว่าจากการประเมินการประกันคุณภาพฯ พบว่า ใน 40 สถาบันอุดมศึกษามีหลักสูตรจำนวน 182 หลักสูตรที่มีปัญหาไม่ดำเนินการให้เป็นไปตามการกำกับมาตรฐาน  ประกอบด้วย หลักสูตรระดับปริญญาตรี 68 หลักสูตร ปริญญาโท 89 หลักสูตร ปริญญาเอก 24 หลักสูตร และประกาศนียบัตรบัณฑิต 1หลักสูตร

สกอ.ตั้งโต๊ะแจงหลักสูตรที่เปิดเผย 18 ม.ค.นี้

        หลังจากประกาศผลรายชื่อหลักสูตรต่างๆ ของมหาวิทยาลัยขึ้นหน้าเว็บ ส่งผลให้มหาวิทยาลัยที่มีรายชื่อออกมาชี้แจงถึงกรณีที่เกิดขึ้น  ผศ.วุฒิศักดิ์  ลาภเจริญทรัพย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ม.ร.) กล่าวว่า ข้อมูลที่สกอ.เปิดเผยนั้นคลาดเคลื่อนจากความเป็นจริง และทำให้มหาวิทยาลัยเสียชื่อเสียงอย่างมาก เพราะจำนวนหลักสูตรที่กล่าวถึงเป็นข้อมูลเก่าที่มหาวิทยาลัยปิดหลักสูตรไปแล้ว 23 หลักสูตรและใน 17 หลักสูตร มี 6 หลักสูตรที่งดรับนักศึกษาไปแล้ว และมี 1 หลักสูตรที่กำลังปิดในปีการศึกษา 2561

   “สาเหตุที่ไม่ผ่านเกณฑ์การประเมิน เนื่องจากจำนวนอาจารย์ประจำหลักสูตร ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และเป็นเกณฑ์กำกับมาตรฐานเพียงเรื่องเดียวที่ม.ร.ไม่ผ่าน  เพราะว่ามีปัญหาในทางปฎิบัติที่เกิดข้น อาจารย์ประจำหลักสูตรบางท่านเกษียณอายุ ต้องรออีก 1 ปี กว่าสำนักงบประมาณจะจัดอัตรากำลังให้ ซึ่งเป็นปัญหาที่สกอ.มองข้าม ทั้งนี้จากการประชุมสภามหาวิทยาลัย มีมติเห็นชอบให้ทางผู้บริหารมหาวิทยาลัย ไปหาช่องทางว่าพิจารณาตามกฎหมาย จะฟ้อง หรือทำอะไรต่อสกอ.ได้บ้าง เพราะสิ่งที่เกิดขึ้นสร้างความเสียหายให้มหาวิทยาลัย สิ่งนี้ถ้าสกอ.คิดว่าทำถูกต้องก็ไม่เป็นไร เราในฐานะสถาบันการศึกษาก็จะทำหน้าที่ต่อไป” อธิการบดีม.ร.กล่าว 

สกอ.ตั้งโต๊ะแจงหลักสูตรที่เปิดเผย 18 ม.ค.นี้

      ผศ.วุฒิศักดิ์  ลาภเจริญทรัพย์

        ผศ.วุฒิศักดิ์ กล่าวต่อไปว่าอยากให้สกอ.ทบทวนถึงการเปิดเผยข้อมูล ว่ามีเวลาให้มหาวิทยาลัยดำเนินการหรือไม่ เพราะเกณฑ์ปี 2558-2559 เป็นเกณฑ์ที่ประกาศในปี 2557 และก่อนหน้านี้สกอ.ไม่ได้เข้มงวดเพิ่งมาเข้มงวดในปี 2557 ถือว่าไม่เป็นธรรม และตอนนี้มหาวิทยาลัยก็มีการปรับปรุงแล้ว ทำไมถึงมาประกาศว่าเกณฑ์ไม่ได้มาตรฐาน ทั้งที่ เราดำเนินการแล้ว และหลายเรื่องส่งไปที่สกอ.แล้ว หลักสูตรต่างๆ  รวมถึง อยากให้สกอ.ทบทวนอะไรที่เป็นไปได้ในทางปฎิบัติ และอะไรที่เป็นไปไม่ได้  ขอให้เข้าใจว่า สกอ.ไม่ได้สั่งปิดหลักสูตร งดรับนักศึกษา รอปรับปรุง สิ่งเหล่านี้มหาวิทยาลัยเป็นผู้ยื่นเรื่องไป

     อย่างไรก็ตาม หลังจากนี้จะทำหนังสือถึงสกอ.ขอผลการประชุมกกอ.เมื่อวันที่ 10 ม.ค.ที่ผ่านมา มีการพิจารณาเรื่องใดบ้าง และทำไมถึงได้คัดเลือก 40 สถาบันนี้ ขึ้นมาประกาศ  เลือกมาในกลุ่มแรก และอยากฝากให้ทำมติ ข้อมูลให้ดี

สกอ.ตั้งโต๊ะแจงหลักสูตรที่เปิดเผย 18 ม.ค.นี้

      “ม.ร.เป็นตลาดวิชา แต่คำว่าตลาดวิชา ใครก็ตามที่จบการศึกษาแล้วมาสมัครเรียนที่ม.ร.มหาวิทยาลัยไม่สามารถปฎิเสธไม่รับนักศึกษาได้ ปัญหาที่เกิดขึ้น เช่น การเปิดคณะศึกษาศาสตร์ ม.ร. ต้องเป็นไปตามเกณฑ์  คือ รับไม่เกิน  30 คน ซึ่งการใช้เกณฑ์นี้กับม.รามคำแหง ถ้าสกอ.ต้องการให้รับ 30 คนตั้งแต่แรก จะขอให้แก้กฎหมายของม.ร.ด้วย ” อธิการบดีม.ร.กล่าว

    ทั้งนี้ หลักสูตรที่ไม่ได้มาตรฐาน อาทิ หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ หลักสูตรศิลปศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาพื้นที่ศึกษา หลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการท่องเที่ยว หลักสูตรบัญชีมหาบัณฑิต หลักสูตรบริหารธุรกิจมหาบัณฑิต หลักสูตรศึกษาศาสตร์มหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา หลักสูตรวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิต หลักสูตรครุศาสตรอุตสาหกรรมมหาบัณฑิต สาขาวิชาสถาปัตยกรรม  หลักสูตรนิติศาสตรมหาบัณฑิต   หลักสูตรวิศวกรรมศาสตรมหาบัณฑิต  หลักสูตรครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต เป็นต้น

      รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย อธิการบดีมหาวิทยาลัยขอนแก่น (มข.) กล่าวว่ามหาวิทยาลัยได้รับทราบผลการประเมินภายในของสกอ.ตั้งแต่ปี 2558 และ 2559 ซึ่งได้มีการปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้วทั้ง 4 หลักสูตร โดยหลักสูตรบริหารธุรกิจบัณฑิต สาขาวิชาธุรกิจระหว่างประเทศ ซึ่งเปิดวิทยาเขตหนองคาย ได้มีการยุบรวมกับหลักสูตรอื่นๆ  ส่วนหลักสูตรวิทยาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาเวชศาสตร์เขตร้อน (หลักสูตรนานาชาติ) และหลักสูตรปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาวิชาเวชศาสตร์เขตร้อน (หลักสูตรนานาชาติ) ขณะนี้ได้มีการปรับปรุงแก้ไขเรียบร้อยแล้ว

สกอ.ตั้งโต๊ะแจงหลักสูตรที่เปิดเผย 18 ม.ค.นี้

 รศ.ดร.กิตติชัย ไตรรัตนศิริชัย 

      หลักสูตรวิทยาศาสตรบัณฑิต สาขาวิชาเทคโนโลยีมัลติมีเดียและแอนิเมชัน (หลักสูตรนานาชาติ) ได้ปิดหลักสูตรไปแล้ว  โดยหลักสูตรต่างๆ ที่มีปัญหาไม่ใช่เป็นเรื่องของคุณภาพหลักสูตร แต่เป็นเรื่องจำนวนอาจารย์ไม่เพียงพอ เนื่องจากอาจารย์ของมหาวิทยาลัยกำลังไปศึกษาต่อ  แต่ตอนนี้อาจารย์สำเร็จการศึกษาและกลับมาสอนแล้ว หลักสูตรต่างๆ จึงได้รับการแก้ไขเรื่องจำนวนอาจารย์เรียบร้อยแล้ว ดังนั้น ทั้ง 4 หลักสูตรของมข. มีคุณภาพและไม่ได้กระทบต่อนักศึกษา ผู้เรียนอย่างแน่นอน

     “ตอนนี้หลักสูตรที่เปิดสอน เรามีอาจารย์เป็นไปตามเกณฑ์ที่สกอ.กำหนดเรียบร้อยแล้ว ขอยืนยันว่ามหาวิทยาลัยมีความรับผิดชอบต่อนักศึกษา ฉะนั้น นักศึกษาจะไม่ได้รับความเดือดร้อนอย่างแน่นอน และการประกาศรายชื่อหลักสูตรที่ไม่ได้มาตรฐานของสกอ. ควรเปิดเผยในช่วงที่หลักสูตรนั้นไม่ได้มาตรฐาน และหากขณะนี้มหาวิทยาลัยต่างๆ ดำเนินการให้เป็นไปตามมาตรฐาน ก็ไม่ควรประกาศชื่อมหาวิทยาลัย เพราะเมื่อประกาศไปแล้วหากไม่ชัดเจน ย่อมนำมาสู่ความเสียหายต่อมหาวิทยาลัย ซึ่งในส่วนของมข.ทางสภามหาวิทยาลัยได้กำหนดนโยบายชัดเจนให้ตรวจสอบคุณภาพ มาตรฐานหลักสูตรของมข.300 กว่าหลักสูตร ว่าหลักสูตรไหนบ้างที่ต้องประยุกต์ ยุบรวม หรือปรับปรุงคุณภาพ มาตรฐานหลักสูตรให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก นอกจากนั้น เพื่อแก้ปัญหาจำนวนอาจารย์ไม่พอในแต่ละหลักสูตรด้วย”อธิการบดี มข. กล่าว

สกอ.ตั้งโต๊ะแจงหลักสูตรที่เปิดเผย 18 ม.ค.นี้

     การที่สกอ.ประกาศรายชื่อหลักสูตรของมหาวิทยาลัยที่ไม่ผ่านการรับรอง เป็นเรื่องที่ดี แต่ตัวชี้วัดในการประเมินมีจำนวนมาก ซึ่งหากมหาวิทยาลัยไม่เป็นไปตามเกณฑ์เพียงเรื่องเดียวแล้วไม่ได้ดูสาเหตุว่าอะไรที่ทำให้ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ จะบอกว่าไม่ได้มาตรฐานคงไม่ได้ ควรดูปัญหาอื่นๆ ด้วย อย่าง หลักสูตร มข.ที่ไม่ได้มาตรฐาน เพราะเราส่งอาจารย์ไปเรียน และเมื่อกลับมาแล้วตอนนี้ก็เป็นไปตามเกณฑ์ที่สกอ.กำหนด อย่างไรก็ตาม มข.เป็นมหาวิทยาลัยของรัฐ มีการดูแลเรื่องคุณภาพหลักสูตร และนักศึกษาดีอยู่แล้ว

     ด้าน รศ.ดร.นิตย์ เพ็ชรรักษ์ รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) กล่าวว่าทุกหลักสูตรของมหาวิทยาลัยได้มีการดำเนินการแก้ไขปรับปรุงเรียบร้อยแล้ว ไม่ว่าจะเป็น หลักสูตรนิติศาสตร์มหาบัณฑิต หลักสูตรนิติศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต หลักสูตรรัฐประสานศาสตรมหาบัณฑิต หลักสูตรนิเทศศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิทยุกระจายเสียงและโทรทัศน์ (หลักสูตรภาษาจีน) โดยขณะนี้มีจำนวนอาจารย์เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานที่สกอ.กำหนด

สกอ.ตั้งโต๊ะแจงหลักสูตรที่เปิดเผย 18 ม.ค.นี้

รศ.ดร.นิตย์ เพ็ชรรักษ์

      ส่วนหลักสูตรอื่นๆ ที่สกอ.ประกาศปิดหลักสูตรและงดรับนักศึกษานั้น มหาวิทยาลัยได้แจ้งสกอ.เอง ไม่ใช่สกอ.ทำหนังสือขอให้ปิดหรืองดรับนักศึกษา เนื่องจากมหาวิทยาลัยมีการตรวจสอบคุณภาพภายใน อย่างเข้มข้น  และหลักสูตรไหนไม่สอดคล้องกับแนวทางของมหาวิทยาลัย ความต้องการของประเทศ มหาวิทยาลัยก็จะไม่เปิดหลักสูตรดังกล่าว

      ดังนั้นการที่สกอ.ประกาศหลักสูตรที่ไม่ผ่านการรับรองให้สาธารณะชนรับทราบ เป็นสิ่งที่ดี แต่หากหลักสูตรไหนที่ปิดหลักสูตร งดรับนักศึกษาไปแล้ว ก็ไม่ควรประกาศ เพราะหลักสูตรเหล่านั้น  มหาวิทยาลัยเป็นผู้ขอปิดหลักสูตร งดรับนักศึกษาเอง การประกาศอาจทำให้สาธารณะชนเข้าใจผิดว่ามหาวิทยาลัยไม่มีความรับผิดชอบ

       “มธบ.มีความรับผิดชอบต่อนักศึกษา และสังคม ซึ่งหลักสูตรใดไม่สอดคล้องกับความต้องการของประเทศ ต่อให้มีเด็กมาสมัครเรียน เราก็ประสงค์ที่จะปิดเอง ไม่เปิไดสอน ขณะเดียวกัน หลักสูตรส่วนใหญ่ไม่ใช่ไม่มีคุณภาพ เพียงแต่ไม่เป็นไปตามตัวชี้วัดเพียงข้อเดียว และได้มีการปรับปรุงแล้ว ควรจะดูองค์ประกอบอื่นๆ ร่วมด้วย” รองอธิการบดีสายงานวิชาการ มธบ.กล่าวทิ้งท้าย

       ด้วยเหตุที่มหาวิทยาลัยต่างๆออกมาตั้งโต๊ะแถลงชี้แจงถึงกรณีที่เกิดขึ้น วันนี้ 18 ม.ค. 2561 เวลา 12.00 น. ณ ห้องรับรองเลขาธิการกกอ. ชั้น 22 ตึกใหม่ของสกอ.  “ดร.สุภัทร จำปาทอง เลขาธิการกกอ.” เปิดโอกาสให้ผู้สื่อข่าวเข้าพบ เพื่อสัมภาษณ์ในเรื่องหลักสูตรที่เปิดเผยในสื่อ และมาตรการของ สกอ.ในการควบคุมหลักสูตรต่างๆ 

      0 ชุลีพร อร่ามเนตร  qualitylife4444@gmail.com 0

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

เปิดชื่อแล้ว!!10 ม.เอกชนไร้คุณภาพ

สั่งปิด56หลักสูตร10ม.เอกชน

สกอ.ขึ้นเวบ182หลักสูตรไม่ผ่านมาตรฐานแจ้งยุติรับนศ.

182หลักสูตรปิด20งดรับนศ.48สรุปขึ้นเวบในสัปดาห์นี้

ประกาศแล้ว !! 182 หลักสูตรไม่ผ่านมาตรฐาน

ม.รามอันดับ1หลักสูตรไม่มาตรฐานแจงบ่าย2วันนี้

ลั่น!!เด็กต้องได้รู้หลักสูตรที่เรียนผ่านมาตรฐาน(มีคลิป)

(คลิป)จ่อฟ้องสกอ.ม.รามยันหลักสูตรมีมาตรฐานและคุณภาพ

นิทานอีกศพ ลดอุบัติเหตุบนถนน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309737

นิทานอีกศพ ลดอุบัติเหตุบนถนน

นิทานอีกศพ ลดอุบัติเหตุบนถนน, ลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนถนน

นิทานอีกศพ” คว้ารางวัลชนะเลิศ Drive DD United Season 3 ปลูกจิตสำนึกเยาวชน หวังช่วยลดความสูญเสียจากอุบัติเหตุบนถนน

      แนวโน้มสถิติอุบัติเหตุบนถนนทำให้มีจำนวนผู้บาดเจ็บ พิการ และผู้เสียชีวิตสูงขึ้นทุกปี เป็นแรงบันดาลใจทำให้ เจษฎา ธัญญะพานิช นักศึกษาปริญญาตรี ภาควิชาวิศวกรรมเมคคาทรอนิกส์ คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี (มจธ.) สร้างผลงานคลิปวีดิโอ เรื่อง “นิทานอีกศพ” ภายใต้ทีม “No.one Studio” ส่งผลงานร่วมประกวดและคว้ารางวัลชนะเลิศประเภทสร้างสรรค์ (Creativity) ได้รับทุนการศึกษา 50,000 บาท ในโครงการ “Drive DD United Season 3” หัวข้อ “คิดเพื่อจิตสำนึก สร้างสรรค์เพื่อรักษาทุกชีวิต ให้ลดสปีดบนถนน”

นิทานอีกศพ ลดอุบัติเหตุบนถนน

จัดโดย บริษัท ธนชาต ประกันภัย จำกัด (มหาชน) พร้อมร่วมศึกษาดูงาน และส่งผลงานประกวดระดับนานาชาติ ในงาน ASIA PACIFIC ADVERTISING FESTIVAL 2018 (ADFEST 2018) ประเภท New Director Lotus ระหว่างวันที่ 21 – 24 มีนาคม 2561 ณ เมืองพัทยา จ.ชลบุรี

การสร้างคลิปวิดีโอ “นิทานอีกศพ” ภายใต้ทีม “No.one Studio” นายเจษฎา กล่าวว่า ทำหน้าที่เป็นทั้งผู้กำกับ ถ่ายทำ และตัดต่อคลิปวีดิโอด้วยตนเอง โดยใช้แนวคิดจากนิทานอีสป เรื่องกระต่ายกับเต่า เป็นแนวคิดหลักในการสื่อสาร เพื่อถ่ายทอดเรื่องราวเกี่ยวกับเรื่องความเร็วและความไม่ประมาท

นิทานอีกศพ ลดอุบัติเหตุบนถนน

โดยเนื้อหาของคลิปวีดิโอเป็นการเล่าเรื่องจากลูกที่สูญเสียพ่อจากอุบัติเหตุขับรถด้วยความเร็วและทำให้ลูกกลายเป็นคนพิการ มีการถ่ายทอดเรื่องราวในรูปแบบอีโมชั่นนอล เป็นการใช้อวัจนภาษาแสดงออกทางสายตา และกิริยาท่าทางของตัวละคร เพื่อต้องการให้ผู้ชมเข้าถึงความรู้สึกและอารมณ์ที่ต้องการถ่ายทอดให้มากที่สุด

นิทานอีกศพ ลดอุบัติเหตุบนถนน

      นายเจษฎา กล่าวทิ้งท้ายว่า การเข้าร่วมโครงการนี้ เป็นการเปิดประสบการณ์เรียนรู้นอกห้องเรียน ทำให้ได้เรียนรู้เทคนิคการผลิตวีดิโอและภาพยนตร์มากขึ้น และสามารถนำมาปรับใช้กับวิชาความรู้ที่มีอยู่ เพื่อพัฒนาผลงานให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

นอกจากนี้ยังได้มีโอกาสช่วยสร้างช่วยปลูกฝังจิตสำนึกถึงความปลอดภัยในการขับขี่รถยนต์ให้กับเยาวชน เพื่อช่วยลดปัญหาความสูญเสียจากอุบัติเหตุทางถนนของประเทศในอนาคตได้

นิทานอีกศพ ลดอุบัติเหตุบนถนน

 

วิธีลดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309732

วิธีลดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานลดหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

บริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานด้วยคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า QRS PelviCenter ชบรรเทาอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่และอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ

        ปวดปัสสาวะ กลั้นไม่อยู่ รู้สึกปวดทีไรปัสสาวะก็พาลจะซึมเล็ดออกมาทันที เข้าห้องน้ำแทบไม่ทัน ปัญหานี้อาจไม่ใช่เรื่องที่ถูกนำมาพูดถึงต่อหน้าสาธารณะกันมากนัก เพราะคนที่ประสบปัญหาเหล่านี้บางคนรู้สึกว่าเป็นเรื่องน่าอาย หลายคนกังวลใจจนไม่อยากจะออกนอกบ้าน

ปัจจุบันด้วยเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ก้าวหน้าไม่เคยได้พูดถึงกันก่อนมากนัก แต่ใน 3-4 ปีนี้ ได้มีผลงานศึกษาวิจัย ที่ได้รับการตีพิมพ์ออกมาว่าเป็นผลดีสำหรับผู้ป่วยกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ ศูนย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ จึงเพิ่มทางเลือกของการรักษา ด้วยเครื่องบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน โดยใช้คลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า QRS PelviCenter(Magnetic Field Therapy)

วิธีลดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ  

       นพ. ดำรงพันธุ์ วัฒนะโชติ ผู้อำนวยการศูนย์โรคระบบทางเดินปัสสาวะกรุงเทพ โรงพยาบาลกรุงเทพ กล่าวถึง หน้าที่ของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน คือ หดรัดตัว เมื่อไอ จาม หรือออกแรงเบ่ง ป้องกันไม่ให้เกิดภาวะเล็ดโดยไม่ตั้งใจ ช่วยพยุงอวัยวะในช่องท้องโดยเฉพาะเมื่อคนเราอยู่ในท่ายืน ช่วยปกป้องอวัยวะในอุ้งเชิงกราน ควบคุมการขับถ่ายปัสสาวะ และการเคลื่อนไหวของลำไส้

รวมถึงมีบทบาทหน้าที่ขณะมีเพศสัมพันธ์ ที่จะต้องแข็งแรงและกำลังที่เพียงพอจึงจะทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ เมื่อใดก็ตามที่มีการตั้งครรภ์ คลอดบุตรในคุณผู้หญิง หรือมีภาวะน้ำหนักเกิน อาจส่งผลให้กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรงและไม่กระชับเหมือนเดิม

เมื่อใดก็ตามที่กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง อาจก่อให้เกิดอาการต่างๆ ได้อาทิ ภาวะอาการกลั้นปัสสาวะไม่ได้ ปัสสาวะเล็ดราด ซึ่งเป็นปัญหาที่พบบ่อยในผู้หญิง ไม่ใช่เพียงแค่ผู้สูงอายุเท่านั้น

สาเหตุที่ทำให้เกิดการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้แก่ 1. กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง ที่เกิดจากการคลอดบุตร อายุที่เพิ่มมากขึ้น รวมถึงกรรมพันธุ์ที่ส่งผลกระทบได้เช่นกัน 2. กล้ามเนื้อกระเพาะปัสสาวะอ่อนแรง ประสาทความความรู้สึกหย่อนลง ไม่คงที่ (unstable)
โดยปกติแล้วกระเพาะปัสสาวะของคนเราจะปิดสนิท และจะยังไม่ปัสสาวะจนกว่าจะรู้สึกปวด แต่ในคนที่มีปัญหานี้ แม้จะยังไม่อยากปัสสาวะแต่ก็กลั้นไม่อยู่ ปัสสาวะซึมราดออกมายังไม่ทันถึงประตูห้องน้ำด้วยซ้ำไป (over active bladder) หรือที่เรียกว่า ภาวะกระเพาะปัสสาวะบีบตัวไวเกิน ก็พบได้ในทุกช่วงอายุเช่นกัน สาเหตุนี้เกิดจากระบบประสาทที่กล้ามเนื้อของกระเพาะปัสสาวะผิดปกติ ทำให้กล้ามเนื้อบีบตัวบ่อยและไวกว่าปกติ ส่งผลให้ปวดปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะตอนกลางคืน หรือรู้สึกปวดปัสสาวะกะทันหัน

วิธีลดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ  

3. ความอ้วน น้ำหนักตัวที่เพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้เกิดการเพิ่มแรงบีบต่อกระเพาะปัสสาวะที่มากขึ้น  4. พฤติกรรมต่างๆในการดำเนินชีวิต การรับประทานอาหาร อาหารที่ส่งผลต่อกระเพาะปัสสาวะ เช่น เครื่องดื่มที่มีคาเฟอีน ช็อกโกแลต น้ำอัดลม อาหารเหล่านี้ก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อกระเพาะปัสสาวะ ทำให้เกิดอาการกลั้นปัสสาวะไม่อยู่ได้เช่นกัน นอกจากนี้แล้ว ผู้หญิงที่ก้าวเข้าสู่วัยทองภายหลังจากหมดประจำเดือน ที่มีกล้ามเนื้อช่องคลอดและอุ้งเชิงกรานไม่แข็งแรง ไม่สามารถปิดท่อปัสสาวะได้สนิท

ในขณะที่คุณผู้ชายที่มีปัญหาทางด้านกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานอ่อนแรง อาจทำให้ประสบกับ อาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ ซึ่งการหย่อนสมรรถภาพทางเพศนี้อาจเกิดขึ้นกับผู้ชายในช่วงวัยใดก็ได้ แต่โดยมากมักพบว่าสัมพันธ์กับอายุที่เพิ่มมากขึ้น กลไกเหล่านี้มีความซับซ้อน

ซึ่งสาเหตุของการอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศนั้น อาจมีสาเหตุมาจากปัญหาทั้งทางร่างกายหรือจิตใจก็ได้ แต่หากมีภาวะกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่อ่อนแรง ก็จะมีผลต่อการแข็งตัวของอวัยวะเพศ ลดแรงหลั่งอสุจิ และเกิดการหลั่งเร็วกว่าปกติได้ การบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานที่ดี มีส่วนทำให้กล้ามเนื้อในบริเวณนั้นกลับมาแข็งแรงได้ใกล้เคียงดังเดิม ดังเช่น การบริหารด้วย เครื่องบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (QRS PelviCenter) (Quantum Resonance Systems) นับเป็นเครื่องมือแพทย์สมัยใหม่ ที่เน้นการบริหารกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานให้แข็งแรงมากขึ้น           โดยใช้ระบบคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้า เพื่อกระตุ้นระบบประสาทและกล้ามเนื้อที่บริเวณช่องเชิงกราน ทำให้กล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน เกิดการหดตัวและคลายตัวอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น ช่วยสร้างความแข็งแรงของกล้ามเนื้อบริเวณอุ้งเชิงกราน ส่งผลให้กลั้นปัสสาวะได้ดีขึ้น บรรเทาอาการปัสสาวะเล็ดราดก่อนถึงห้องน้ำ นับเป็นทางเลือกใหม่เพื่อการบำบัดและรักษาอาการผิดปกติของกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน (New treatment option for malfunctioning of pelvic floor muscles)

วิธีลดการหย่อนสมรรถภาพทางเพศ  

นอกจากนี้ ระบบคลื่นสนามแม่เหล็กไฟฟ้าที่ปล่อยออกมากระตุ้นระบบประสาทส่วนล่าง ยังช่วยบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างได้อีกด้วย เพราะหากกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานไม่แข็งแรง จะส่งผลต่อเส้นประสาทไขสันหลังและการรับน้ำหนักของร่างกายส่วนบน ทำให้เกิดอาการปวดหลังตามมาได้เช่นกัน

การเข้ารับการตรวจรักษาแต่เนิ่นๆ จะช่วยบรรเทาอาการของโรคที่อาจร้ายแรงในอนาคต ให้กลับมาเป็นปกติได้เร็วขึ้น ศูนย์โรคทางเดินปัสสาวะกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ ให้บริการตรวจวินิจฉัยและรักษาด้วยอุปกรณ์การแพทย์ที่ทันสมัย รวมถึงการตรวจพิเศษทางด้านอื่นๆ เช่น ระบบประสาท กระเพาะปัสสาวะ ต่อมลูกหมากและอวัยวะเพศ

EF พัฒนาเด็กไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/309734

 EF พัฒนาเด็กไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0

EF พัฒนาเด็กไทยสู่ไทยแลนด์ 4.0

การพัฒนาศักยภาพของเด็กให้เป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพเพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่ให้ได้นั้น จำเป็นต้องพัฒนาจากรากฐานความเข้าใจต่อธรรมชาติและการทำงานของสมองเป็นสำคัญ

       โครงการ “ดาว อีเอฟ พัฒนาเยาวชนสู่ความสำเร็จ เพื่อระยองผาสุก”เพื่อสร้างพลเมืองที่มีคุณภาพและรากฐานการพัฒนาประเทศที่แข็งแกร่ง พร้อมรับยุคไทยแลนด์ 4.0 ดำเนินการมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ พ.ศ. 2559 เพื่อส่งเสริมความรู้ด้านการดูแลเด็กปฐมวัยในจังหวัด  ระยองด้วยองค์ความรู้ Executive Functions (EF) หรือทักษะสมองเพื่อชีวิตที่สำเร็จจากการศึกษาวิจัยของนักวิทยาศาสตร์นานาชาติด้านประสาทวิทยา จิตวิทยา และการศึกษา พบว่าการพัฒนาศักยภาพของเด็กให้เป็นทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพเพื่อตอบโจทย์โลกยุคใหม่ให้ได้นั้น จำเป็นต้องพัฒนาจากรากฐานความเข้าใจต่อธรรมชาติและการทำงานของสมองเป็นสำคัญ

       ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร. นายแพทย์วรสิทธิ์ ศิริพรพาณิชย์ กล่าวว่า “การพัฒนา EF ในเด็กนั้นมีความเกี่ยวเนื่องโดยตรงกับศาสตร์ด้านประสาทวิทยาเกี่ยวกับกระบวนการทำงานของสมองระดับสูง โดยเฉพาะการทำงานของสมองส่วนหน้า

โดย EF นั้นมีทักษะที่เป็นองค์ประกอบ 3 ส่วนคือ กลุ่มทักษะพื้นฐาน กลุ่มทักษะปฏิบัติ และกลุ่มทักษะกำกับตนเอง ที่จำแนกออกมาเป็น  9 ทักษะย่อย อีเอฟไม่ใช่ทักษะที่เกิดขึ้นเองตามธรรมชาติ

แต่ต้องอาศัยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่อง จนก่อให้เกิดเป็นโครงสร้างค่อนข้างถาวรอยู่ในสมอง และทำให้เส้นใยประสาทแตกขยาย จนกลายเป็น “วิธีคิด” ที่เป็นแบบแผนของแต่ละบุคคลไปตลอดชีวิต

ซึ่งช่วงอายุที่สำคัญที่สุดของการปูพื้นฐานให้แก่เยาวชนไทยคือ 3-6 ปี และด้วยคุณสมบัติของสมองที่มีความยืดหยุ่น จะทำให้เราสามารถพัฒนาทักษะอีเอฟไปได้จนถึงช่วงผู้ใหญ่ตอนต้น

ดังนั้นการเสริมสร้างพื้นฐานที่ดีตั้งแต่แรกเริ่ม จะมีส่วนช่วยสนับสนุนด้านการเรียนรู้ของเยาวชนให้เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ คิดเป็น ทำเป็น หล่อหลอมพฤติกรรมให้ดีอย่างรอบด้าน และอยู่ในสังคมได้อย่างมีความสุข ไม่ข้องเกี่ยวกับอบายมุข สิ่งเร้า และสารเสพติดต่าง ๆ รอบตัว

ปัจจุบัน โครงการ “ดาว อีเอฟ พัฒนาเยาวชนสู่ความสำเร็จ เพื่อระยองผาสุก” มีสถานศึกษาเข้าร่วม 65แห่ง สถานสาธารณสุข 11 แห่ง ทั้งนี้ ในปัจจุบันมีแกนนำวัคซีนชีวิตแล้วทั้งสิ้น  240 คน ซึ่งได้ร่วมกันขับเคลื่อนและพัฒนากิจกรรมส่งเสริมอีเอฟในชุมชนจังหวัดระยองแล้วกว่า 60 กิจกรรม รวมมีผู้ได้รับประโยชน์กว่า 60,000 คน

ซึ่งความร่วมมือนี้แสดงให้เห็นถึงความเชื่อมั่นว่าการบ่มเพาะคนรุ่นใหม่ที่มีคุณภาพสูงจะช่วยขับเคลื่อนประเทศให้ก้าวต่อไปได้อย่างเข้มแข็ง โดยเฉพาะในอนาคตที่มีแนวโน้มการแข่งขันสูง ดังนั้นความมุ่งมั่นจดจ่อ และรู้จักผลักดันตนเองไปสู่เป้าหมายชีวิต ด้วยการใช้สติคิดไตร่ตรอง จะทำให้เยาวชนมีวิสัยทัศน์กว้างไกล และสามารถประสบความสำเร็จในระยะยาวได้อย่างมีความสุข