“ตัวจริงของสังคม” ศักยภาพเด็กรุ่นใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293791

“ตัวจริงของสังคม” ศักยภาพเด็กรุ่นใหม่

KFC, ทำดี, KFC Community Hero เป็นตัวจริงของสังคม, ตัวจริงของสังคม, คิดให้ใช่แล้วไปให้สุด, ประเทศไทย, มศว, KFC Community Hero

เดินหน้าเข้าสู่ปีที่ 2 สำหรับโครงการ “KFC Community Hero เป็นตัวจริงของสังคม” จัดโดย เคเอฟซี ประเทศไทย ที่จะช่วยค้นหาความคิด ศักยภาพเยาวชนไทย

        โครงการ “KFC Community Hero เป็นตัวจริงของสังคม” จัดขึ้นภายใต้แนวคิด  “คิดให้ใช่..แล้วไปให้สุด” น.ส.ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร ผู้จัดการฝ่ายการตลาด ส่วนบริหารแบรนด์และการสื่อสารการตลาด เคเอฟซี ประเทศไทย บริษัท ยัม เรสเทอรองตส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าทางเคเอฟซีได้มีกิจกรรมCSR เพื่อเด็กและเยาวชนไทยมาโดยตลอดทั้งการแข่งขันฟุตบอล แต่เมื่อมีการพลิกบทบาทแบรนด์ใหม่ก็ต้องการขยายกิจกรรมไปในวงกว้างมากขึ้น จึงได้ริเริ่มโครงการ”KFC Community Hero เป็นตัวจริงของสังคม” ขึ้น สอดคล้องเกี่ยวกับ Always Original เป็นตัวจริง เพราะรู้ว่าเด็กไทย คนไทยไม่แพ้ชาติใดในโลก มีความคิดสร้างสรรค์ ความรู้ความสามารถ แต่อาจขาดทักษะการต่อยอด

        “เคเอฟซี มีการจัดกิจกรรมCSR สร้างแรงบันดาลใจโดยดึงศักยภาพของนิสิตนักศึกษา ซึ่งถือเป็นกลุ่มเด็กที่ช่วงปลายๆ กำลังเติบโตเข้าสู่ผู้ใหญ่ จึงเป็นช่วงเวลาที่ดีที่เราจะปลูกจิตสำนึก หรือต้นกล้าเล็กๆ เข้าไปในชีวิต ระบบความคิดของเขา เติมเต็มความมั่นใจในเรื่องที่เด็กมีความสามารถ รวมถึงเสริมกระบวนการคิดที่ถูกต้องเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงแก่ชุมชน สังคมได้ จึงเป็นที่มาของโครงการดังกล่าว ที่จะเน้นการสร้างแรงบันดาลใจเป็นฮีโร่ในชุมชน ซึ่งโครงการนี้ไม่จำเป็นที่ต้องเป็น CSR เต็มรูปแบบ แต่โครงการต้องสามารถสื่อสาร ทำให้สิ่งแวดล้อม หรือชุมชนเกิดการเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งเคเอฟซีพร้อมสนับสนุน” น.ส.ณิชารัศมิ์ กล่าว

"ตัวจริงของสังคม" ศักยภาพเด็กรุ่นใหม่

น.ส.ณิชารัศมิ์ อาชญาสิทธิวัตร

จากโครงงานของนิสิตนักศึกษาในปีที่ผ่านมา พบว่า เด็กไทยยังมีกรอบข้อบังคับในเรื่องราวเดิมๆ โดยดูได้จากโครงงานที่ส่งเข้ามาซึ่งมีซ้ำกันเยอะมาก ทั้งที่เด็กไทยมีศักยภาพ แต่พวกเขาอาจขาดกระบวนการคิดต่อยอด ดังนั้น โครงการนี้จะมีการเชิญผู้เชี่ยวชาญมาให้ความรู้ สร้างแรงบันดาลใจ เห็นจากสิ่งที่จะทำมากขึ้น และแตกต่างด้วยวิธีการเดิมๆ เพิ่มเติมประสบการณ์  เปิดโลกทัศน์ นำตัวอย่างที่ดีๆ อีกทั้ง ปีนี้เราได้เพิ่มกระบวนการคิด และมีการทำเวิร์คช้อป ใน KFC Community Hero Camp เป็นเวลา 3 วัน 2 คืน ที่ไม่ใช่เพียงสร้างแรงบันดาลใจ จุดไฟวูบหนึ่งแล้วจบไป แต่จะพัดไฟให้เกิดการต่อยอดความยั่งยืนต่อไป

“ต้องทำให้เด็กรู้จักวิธีคิด ดึงความฝันออกมา แล้ววางกระบวนการขั้นตอน ที่ไม่ใช่เมื่อเด็กจบจากโครงการก็จบไป แต่โครงการจะช่วยปรับวิธีคิด การใช้ชีวิตของพวกเขา ทั้งการเรียน การตามสิ่งที่ชอบ สิ่งที่ใช่ มีประโยชน์กับตัวเอง สังคม และตอบโจทย์ เป็นการเรียนรู้วิชาชีวิต เกิดเป็นแรงบันดาลใจ เกิดไอเดีย เอาไปเป็นวิทยาทานให้คนอื่นๆ ไปใช้ต่อยอดกับชุมชน สังคม” น.ส.ณิชารัศมิ์ กล่าว

"ตัวจริงของสังคม" ศักยภาพเด็กรุ่นใหม่

โครงการครั้งนี้ เริ่มจากการคิดให้ใช่ ด้วยการส่งเสริมให้นิสิตนักศึกษา ค้นหาศักยภาพและความคิดของตนเอง  นำสิ่งที่อยู่รอบตัวมาใช้ให้เกิดประโยชน์ รู้จักการแก้ไขปัญหาหรือความท้าทายในสังคมและผนวกเป็นแนวทางบรรเทาปัญหาในชุมชนให้ลดลงหรือหมดไป โดยมีดร.ธีรพันธ์ โล่ห์ทองคำ อาจารย์และนักกลยุทธ์การตลาดชื่อดัง เป็นวิทยาการและที่ปรึกษาด้านการวางแผน น.ส.ปรีห์กมล จันทรนิจกร ผู้เชี่ยวชาญด้านกิจการเพื่อสังคม นำเสนอเรื่องราวสร้างแรงบันดาบใจจากทั่วโลก และไปให้สุด โดยนิสิตนักศึกษาจะได้ลงมือปฏิบัติจริงตามแผนที่วางไว้

โดยทางเคเอฟซีให้การสนับสนุนเงินทุนและเอื้อให้นิสิตนักศึกษาได้ใช้ทรัพยากรที่มีอยู่หลากหลายของเคเอฟซีเพื่อประโยชน์ของชุมชน

"ตัวจริงของสังคม" ศักยภาพเด็กรุ่นใหม่

2 สาวจากรั้วมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒประสานมิตร (มศว.) เนย น.ส.นัยยรินทร์ ชัยพัชรานนท์ และอ๋อมแอ๋ม น.ส.พลอยพรรณ จอมเมือง นิสิตชั้นปีที่ 3 คณะสังคมศาสตร์ เอกการตลาดกล่าวว่าปีนี้เป็นปีแรกที่พวกเธอและเพื่อนอีก 2 คน ได้รวมทีมกันเพื่อเข้าร่วมโครงการดังกล่าว ซึ่งรู้จักโครงการจากที่ทางเคเอฟซีได้มาทำโรดโชว์ที่มหาวิทยาลัย และเกิดความสนใจ เพราะเคเอฟซีเป็นแบรนด์ที่รู้จัก และเท่าที่ทราบ เป็นการทำคิดโครงงานเพื่อแก้ปัญหาชุมชน สิ่งแวดล้อม หรือการอนุรักษ์วัฒนธรรมชุมชนท้องถิ่นของตนเอง ซึ่งขณะนี้ พวกเราก็มีแนวทาง แผนโครงงานที่วางๆเอาไว้อยู่ แต่ก็ต้องมาหารือกันอีกครั้งว่าจะทำในเรื่องไหนอย่างไร แต่ก็คงทำในเรื่องสภาพแวดล้อมในมหาวิทยาลัย ชุมชนที่พวกเราอยู่

“โครงการของเคเอฟซี เป็นกิจกรรมที่ดีมาก เพราะเป็นการเปิดโอกาสให้นิสิตนักศึกษา ได้เข้ามาแสดงศักยภาพ ความคิด และได้มาสร้างแรงบันดาลใจ กระตุ้นให้พวกเราอยากทำสิ่งดีๆ ตอบแทนสังคม เป็นการสร้างจิตสำนึกในการดูแล แก้ปัญหาชุมชน รวมถึงยังทำให้พวกเราได้เห็นมุมมอง เปิดโลกทัศน์การเรียนรู้จากวิทยากรชั้นนำ ที่ได้มาถ่ายทอดองค์ความรู้ต่างๆ ยิ่งพวกเราเรียนการตลาดก็สามารถนำไปใช้ต่อยอดในห้องเรียนได้ อยากให้ทางเคเอฟซีจัดกิจกรรมแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ”

นิสิตนักศึกษาสามารถ เลือกหัวข้อใดหัวข้อหนึ่ง ดังนี้   Passion for Food เกี่ยวข้องกับอาหารและโภชนาการ ,Passion for Life เกี่ยวกับการดำเนินชีวิตในชุมชนอย่างมีเป้าหมาย และ Originality เกี่ยวกับเอกลักษณ์วัฒนธรรม หรือมรดกของชุมชนนั้นๆ ที่ควรค่าแก่การเก็บรักษาและสะท้อนรากเหง้าของชุมชน  ซึ่งแผนงานที่นำเสนอต้องริเริ่มมากจากInsight ของกลุ่มเป้าหมาย เพื่อเข้าใจเชิงลึกลงในความคิด ความเชื่อ หรือค่านิยมที่เป็นที่มาของปัญหานั้นๆ และแผนงานต้องเชื่อมโยงกับการนำทรัพยากรของเคเอฟซีที่มีอยู่มาใช้ได้อย่างสร้างสรรค์  โดยทีมชนะเลิศจะได้รับรางวัลสำหรับการประกวดเป็นทุนการศึกษา โล่รางวัลพร้อมเกียรติบัตร บัตรกำนัล เคเอฟซีรวมมูลค่ากว่า 500,000 บาท พร้อมโอกาสเข้าร่วมฝึกงานกับเคเอฟซี ประเทศไทย กรอกใบสมัครได้ตั้งแต่บัดนี้ถึง 12 กันยายน 2560 ทางwww.kfcthailand.com หรือสอบถามเกี่ยวกับการสมัครและโครงการได้โดยตรงที่ Facebook ‘KFC Community Hero’

เปิดให้ชมนิทรรศการพระบรมศพฯ 1-30พย.7 โมง-4 ทุ่ม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293756

เปิดให้ชมนิทรรศการพระบรมศพฯ 1-30พย.7 โมง-4 ทุ่ม

เปิดให้ชมนิทรรศการพระบรมศพฯ 1-30พย7 โมง-4 ทุ่ม, รมววธ

จัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ฯ ประชุมทุกฝ่าย 1-30 พ.ย.  ร่วมเตรียมอำนวยความสะดวกประชาชนทุกกลุ่ม เข้าร่วมนิทรรศการได้อย่างทั่วถึง 7 โมง-4ทุ่ม

 

นายวีระ โรจนพจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.)  ในฐานะ ประธานคณะอนุกรรมการบริหารจัดการในคณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช บรมนาถบพิตรกล่าวภายหลังการประชุมคณะอนุกรรมการบริหารจัดการนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพ ฯ ว่า ที่ประชุมได้มีการพิจารณาถึงแนวทางในการอำนวยความสะดวกให้แก่ประชาชนทุกกลุ่มเพื่อเข้าร่วมชมได้

ซึ่งได้กำหนดเปิดนิทรรศการวันที่  1-30 พ.ย.2560 เบื่องต้นกำหนดเวลาเข้าประมาณ 7 โมงเช้าถึง 4ทุ่ม  ส่วนการบริหารจัดการพื้นที่  การอำนวยความสะดวกของประชาชนและผู้ที่เข้าชมบริเวณจัดนิทรรศการ แบ่งเป็น กลุ่มผู้พิการ ซึ่งกระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์(พม.) เป็นผู้ประสาน

โดยเบื้องต้น ได้มีการจัดแบ่งกลุ่มผู้พิการ ดังนี้   กลุ่มผู้พิการที่ใช้รถเข็น โดยจะมีรถเข็นประมาณ 200 คัน คอยบริการ มีการจัดทางลาด การขึ้นพระเมรุมาศโดยใช้ลิฟท์ เพื่อให้ผู้พิการได้สามารถเข้าชมได้ทุกจุด

ขณะที่บริเวณอาคารทับเกษตร กลุ่มผู้พิการทางสายตา จะมีหุ่นจำลองต่างๆ อาทิ สัตว์ในหิมพานต์  เทวดาต่างๆ ให้ได้สัมผัส รวมถึงมีข้อเสนอให้มีการเตรียมซีดี เพื่อให้ผู้พิการได้สามารถรับฟัง  และมีอาสาสมัครคอยอำนวยความสะดวกในทุกพื้นที่ ส่วนกลุ่มผู้พิการหูหนวก จะมีจิตอาสาพาชม สื่อสารด้วยภาษามือคอยดูแล

นอกจากนั้น ในกลุ่มของพระสงฆ์ที่จะมาเข้าชมนั้น จะมีพื้นที่เต้นท์คอยบริการแยกไว้ ส่วนนักท่องเที่ยว ได้ประสานสมาคมมัคคุเทศก็อาชีพอห่งประเทศไทย และสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว กระทรวงท่องเที่ยวและกีฬา  รวบรวมประเมินจำนวนนักท่องเที่ยวที่คาดว่าจะมาเข้าชม โดยจะมีการจัดพิมพ์แผ่นพับเพิ่ม อีก 2 ภาษา คือ ภาษาจีนและภาษาอังกฤษ
อย่างไรก็ตาม ขณะนี้มีการดำเนินการแผ่นพับไว้ ประมาณ 9 แสนฉบับ
สำหรับเรื่องการรักษาความสงบเรียบร้อย ทางกองทัพบก จะดำเนินการดูแลในส่วนนี้  และกกทม.จะดูแลเรื่องการบริการรถสุขา และความสะอาดในพื้นที่  กระทรวงสาธารณสุข จะดูแลเรื่องทีมแพทย์ภาคสนาม แพทย์เคลื่อนที่คอยมาดูแลประชาชน กระทรวงคมนาคม จะมีรถบริการรับส่ง 25 เส้นทาง และรถร่วม 13 เส้นทาง คอยบริการประชาชน  เป็นต้น

“รูปแบบของนิทรรศการที่จัดแสดงประวัติ พระราชกรณียกิจ การทรงงาน  การสร้างพระเมรุ สร้างซ่อมราชรถ การสร้างองค์ประกอบต่างๆ เห็นการทรงงานแต่ละขั้นตอน และหน้าพระเมรุมาศจะมีการแสดงมหรสพในแต่ละคืน ซึ่งคาดการณ์ว่าจะมีประชาชนเข้าร่วมงานประมาณ 1 แสนคนต่อวัน    อย่างไรก็ตาม จากการประชุมนั้นได้มอบหมายให้แต่ละหน่วยงานไปศึกษารายละเอียด เพื่อนำมาเสนอในที่ประชุม ครั้งต่อไป ก่อนจะเสนอแก่ ประชุมคณะกรรมการฝ่ายจัดนิทรรศการงานพระราชพิธีถวายพระเพลิงพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชซึ่งมี พล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร รองนายกรัฐมนตรี เป็นประธานต่อไป”รมว.วธ.กล่าว

พล.ต.ธานี ฉุยฉาย ที่ปรึกษากองทัพภาคที่ 1 กล่าวว่า การอำนวยความสะดวกแก่ประชาชนนั้นคงต้องรูปแบบของการจัดนิทรรศการก่อน ถึงจะสามารถกำหนดช่วงเวลา รอบในการเข้าชมได้ แต่ทั้งนี้ ประชาชนทุกกลุ่มที่เข้าชม จะต้องเข้าชมได้ครบถ้วนทุกพื้นที่ ภายใต้ความรวดเร็วและทั่วถึง เพื่อให้ประชาชนได้เข้าชมและประทับใจมากที่สุด

นิสิตม.บูรพาลดฮวบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293754

นิสิตม.บูรพาลดฮวบ

น่าห่วงสิตมบูรพาลดฮวบ

เผย จำนวนนิสิตม.บูรพาลด โดยเฉพาะป.โท-เอก ตั้งคณะทำงานวิเคราะห์ ชี้เด็กลดกระทบไม่มีเงินที่จะมาจ่ายให้แก่อาจารย์

 

รศ.ดร.อานนท์ เที่ยงตรง ประธานกรรมการปฏิบัติหน้าที่แทนสภามหาวิทยาลัยบูรพา(มบ.) เปิดเผยว่า  จากการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับหลักสูตรและการรับนิสิตของมหาวิทยาลัยบูรพาในช่วง7ปีย้อนหลัง ตั้งแต่ปี2554- 2560 พบว่ามีหลักสูตรที่เปิดรับนิสิตจำนวน262 หลักสูตร แบ่งเป็นหลักสูตรปริญญาตรี 138 หลักสูตรปริญญาโท 81 หลักสูตร และปริญญาเอก 43 หลักสูตร ซึ่งจำนวนรับนิสิตรวมทุกหลักสูตร จำนวน 91,790 คน

โดยหลักสูตร ปีและจำนวนรับมีดังนี้ หลักสูตรปริญญาตรี ปี 2554รับ 11,724คน ปี 2555 รับ12,453 คน ปี 2556รับ 11,704 คน ปี 2557 รับ12,515คน ปี 2558 รับ 10,075คน ปี 2559 รับ10,861 และปี 2560 รับ 6,687 คน ปริญญาโท ปี 2554 รับ 2,576 คน ปี 2555 รับ 3,026คน ปี 2556 รับ 2,738คน ปี 2557 รับ 2,592  คน ปี 2558 รับ 1,968 คน คน ปี2559 รับ 948 คน ปี2560 รับ 251 คนและปริญญาเอก ปี 2554 รับ 337คน ปี 2555 รับ 322 คน ปี 2556 รับ 314คน ปี 2557 รับ269 คน ปี 2558 รับ 269 คน ปี 2559 รับ 88 คน และปี 2560 รับ 45คน

รศ.ดร.อานนท์ กล่าวต่อไปว่า จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่าจำนวนการรับนิสิตของมบ.มีแนวโน้มลดลงเรื่อยๆ โดยเฉพาะหลักสูตรปริญญาโท และหลักสูตรปริญญาเอกซึ่งจำนวนนิสิตเริ่มลดลงตั้งแต่ปี 2557 ขณะที่หลักสูตรปริญญาตรีก็ลดลงเช่นกัน

ดังนั้นทางสภามบ. จึงได้ตั้งคณะทำงานซึ่งมีรศ.ดร. สุมนต์ สกลไชย กรรมการปฎิบัติหน้าที่ฯ เป็นประธาน เพื่อมาวิเคราะห์ข้อมูลดังกล่าว และดูว่ามีหลักสูตรไหนที่มีความซ้ำซ้อน และต้องควบรวม หรือต้องปิดหลักสูตรหรือไม่อย่างไร รวมถึงจำเป็นต้องยุบยรวมคณะและวิทยาลัยหรือไม่ เนื่องจากจำนวนนิสิตลดลงส่งกระทบทำให้ทางคณะไม่มีเงินที่จะมาจ่ายให้แก่อาจารย์ในคณะ จนต้องไปขอยืมเงินรายได้ของมหาวิทยาลัยมาใช้ และถ้าปล่อยไปก็จะเกิดปัญหามากขึ้น

ครม.ตั้ง “บุญรักษ์ ยอดเพชร”เป็นเลขากพฐ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293715

ครม.ตั้ง “บุญรักษ์ ยอดเพชร”เป็นเลขากพฐ.

การุณ สกุลประดิษฐ์, 1111, บุญรักษ์ ยอดเพชร, ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์, การุณ สกุลประดิษฐ์ , พลอประจิน จั่นตอง

ศธ.ย้ายสลับซี 11 ตั้ง “บุญรักษ์ ยอดเพชร”นั่งเลขากพฐ.ย้าย “ชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์” ไปเป็นเลขาธิการสภาการศึกษา พร้อมโยกสลับ”การุณ สกุลประดิษฐ์ ” ไปเป็นปลัดศธ.แทน

      ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตามที่มีหนังสือลับด่วนที่สุด ที่ศธ.0201.4/607 เมื่อวันที่ 28 สิงหาคม 2560 เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหาร ระดับสูง

ด้วยกระทรวงศึกษาธิการขอเสนอเรื่องการแต่งตั้งข้าราชการให้ดำรงตำแหน่งประเภทผู้บริหาร ระดับสูง มาเพื่อคณะรัฐมนตรีพิจารณา โดยเรื่องนี้เข้าข่ายที่จะต้องนำเสนอคณะรัฐมนตรีตามพระราชกฤษฏีกาว่าด้วยการเสนอเรื่องและการประชุมคณะรัฐมนตรี พ.ศ.2548 มาตรา 4(1)

ทั้งนี้ รองนายกรัฐมนตรี (พล.อ.ประจิน จั่นตอง) กำกับการบริหารกระทรวงศึกษาธิการ ได้เห็นชอบให้นำเรื่องดังกล่าว เสนอคณะรัฐมนตรีด้วยแล้ว
กระทรวงศึกษาธิการ มีตำแหน่งผู้บริหารระดับสูงว่าง เนื่องจากเลขาธิการสภาการศึกษา โอนไปดำรงตำแหน่งที่ปรึกษาพิเศษสำนักนายกรัฐมนตรี จึงเห็นสมควรปรับย้ายข้าราชการ เพื่อเป็นการสับเปลี่ยนงาน จำนวน 2ราย และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งสูงขึ้น จำนวน1ราย รวมทั้งสิ้น 3 ราย ดังมีรายนาม ต่อไปนี้
1.ย้าย นายชัยพฤกษ์  เสรีรักษ์ ตำแหน่งปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ให้ดำรงตำแหน่ง.เลขาธิการสภาการศึกษา
2.ย้าย นายการุณ สกุลประดิษฐ์ ตำแหน่งเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ
3.แต่งตั้ง นายบุญรักษ์ ยอดเพชร ตำแหน่งรองเลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ให้ดำรงตำแหน่ง เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ เป็นต้นไป และขอยกเลิกชั้นความลับตามระเบียบว่าด้วยการรักษาความลับของทางราชการ พ.ศ.2544 ข้อ23 ตั้งแต่วันนี้คณะรัฐมนตรีมีมติ เป็นต้นไป

นายชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) กล่าวว่า การแต่งตั้งโยกย้ายข้าราชถือเป็นดุลยพินิจของรัฐมนตรีว่าการศธ. ในฐานะที่เป็นข้าราชการ พร้อมที่จะปฏิบัติงานตามที่ได้รับมอบหมาย และสามารถทำงานได้ทุกที่ ส่วนเหตุผลในการโยกย้ายนั้นไม่ทราบต้องถามรัฐมนตรีว่าการศธ.เอาเอง

นายการุณ สกุลประดิษฐ กล่าวว่า เมื่อรัฐมนตรีว่าการศธ.ไว้วางใจให้มาทำหน้าที่ปลัดศธ. ก็จะทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดตามที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งถือ ว่าเป็นโอกาสหนึ่งในการทำหน้าที่ข้าราขการ ให้ไปอยู่ที่ไหนจะพยายามทำหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุด

ครม.ตั้ง "บุญรักษ์ ยอดเพชร"เป็นเลขากพฐ.

สำหรับ นายบุญรักษ์ ยอดเพชร พื้นเพเป็นชาวจ.พิษณุโลก  อดีตดำรงตำแหน่งผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพิษณุโลก เขต 1 ต่อมาได้ย้ายเข้ามาส่วนกลางดำรงตำแหน่งผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ.สมัยนายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการ กพฐ. จากนั้น 30 ส.ค.2559 ครม.มีมติเห็นชอบตามที่ ศธ.เสนอให้เลื่อนขึ้นเป็นรองเลขาธิการ กพฐ. ในสมัย พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ

ส่วนการทำงานในฐานะรองเลขาธิการ กพฐ.ได้รับผิดชอบดูแลงานวิชาการ ล่าสุดในโครงการพัฒนาครูรูปแบบใหม่ หรือ คูปองพัฒนาครู 10,000 บาท ซึ่งเป็นนโยบายเร่งด่วนของ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ นายบุญรักษ์ ก็ถือเป็นหัวเรือใหญ่ในการทำงาน โดยเฉพาะการเดินสายชี้แจงทำความเข้าใจแก่ครูทั่วประเทศด้วย

อภัยภูเบศร มอบสมุนไพรหายาก“แร้งคอคำ”ให้”ลุงตู่”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293705

อภัยภูเบศร มอบสมุนไพรหายาก“แร้งคอคำ”ให้”ลุงตู่”

อภัยภูเบศ, สมุนไพรหายาก, แร้งคอคำ, ลุงตู่

อภัยภูเบศร มอบสมุนไพรหายาก “แร้งคอคำ” ให้นายกฯ เผยสรรพคุณสุดเจ๋งรักษาต่อมลูกหมากโตขะงัด ร่วมทำงานกับจุฬา ต่อยอดเป็นยา ขายทั่วอาเซียน

         วันที่ 29 สิงหาคม 2560 คณะผู้จัดงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 14 นำโดย นพ.สุเทพ วัชรปิยานันท์ อธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก และภาคีเครือข่ายจัดงานได้ เข้าพบนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ที่ทำเนียบรัฐบาล เพื่อประชาสัมพันธ์งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติ ครั้งที่ 14 ซึ่งจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 30 สิงหาคม – 3 กันยายน 2560 ณ ศูนย์แสดงสินค้าอิมแพคเมืองทองธานี อาคาร 6-8 จังหวัดนนทบุรี

         ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ปิติพร เลขาธิการมูลนิธิโรงพยาบาลเจ้าพระยาอภัยภูเบศร กล่าวถึงการเข้าพบนายกรัฐมนตรีในครั้งนี้ว่า “มหกรรมสมุนไพรแห่งชาติแห่งชาติในปีนี้ อภัยภูเบศรได้นำเสนอสมุนไพรเพื่อการดูแลสุขภาพเพศชาย โดยมีการนำสมุนไพรหายากมาให้ชมในงานกันด้วย หนึ่งในสมุนไพรหายากนั้นคือ แร้งคอคำ จากการเก็บรวบรวมข้อมูลทั่วประเทศ พบว่าสมุนไพรชนิดนี้มีการใช้ในหลายพื้นที่ ในข้อบ่งใช้ที่คล้ายกันคือ การรักษาต่อมลูกหมากโต

         ทั้งนี้ในประเทศเวียดนามยังได้มีการสกัดสมุนไพรชนิดนี้จำหน่ายทางอินเตอร์เน็ตในข้อบ่งใช้เพื่อรักษาต่อมลูกหมาก และเนื้องอกที่มดลูก ราคาขายขวดละสองพันบาท ซึ่งนับว่าสองโรคนี้เป็นปัญหาสุขภาพของคนไทยที่สำคัญเช่นกัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีการศึกษาวิจัยมากนัก ควรค่าแก่การนำมาศึกษาวิจัยเพื่อให้สามารถขึ้นทะเบียนได้อย่างถูกต้องตามกฎหมาย โดยจะดำเนินการตามแนวทางการขึ้นทะเบียนยาและผลิตภัณฑ์จากสมุนไพร ของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา ซึ่งหากทำสำเร็จน่าจะสร้างรายได้ให้กับเกษตรกรที่ปลูกพืชสมุนไพรได้มาก

         เนื่องจากโรคต่อมลูกหมากโตและเนื้องอกที่มดลูก มีผู้ป่วยเป็นจำนวนมาก การศึกษาวิจัยทั้งกระบวนการจะทำให้เราทราบสายพันธุ์พืชที่ให้สารสำคัญสูงและมีประสิทธิภาพในการรักษาโรค ซึ่งสามารถนำไปแจกจ่ายให้แก่เกษตรกรเพื่อสร้างรายได้ อีกทั้งยังเป็นทางเลือกให้กับผู้ป่วยในกลุ่มนี้อีกด้วย ซึ่งการพัฒนายาจากองค์ความรู้พื้นบ้านนับว่าเป็นความถนัดของอภัยภูเบศร โดยล่าสุดเราสามารถขึ้นทะเบียนยาพัฒนาจากสมุนไพร ”มัสคูลสเปรย์“ จากสารสกัดสมุนไพรกระดูกไก่ดำ ที่มีการพัฒนามาจากตำรับยาพื้นบ้านของไทยและของอาเซียน โดยนำมาต่อยอดวิจัยจนสามรถขึ้นทะเบียนได้ และปัจจุบันเรามีต้นพันธุ์กระดูกไก่ดำที่ให้ผลผลิตสูงแจกจ่ายให้เกษตรกรได้ปลูกในระบบเกษตรอินทรีย์ คาดว่าจะทำให้เกษตรกรที่อยู่ในห่วงโซ่การผลิตของอภัยภูเบศรมีรายได้เพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่า 30%”

         ภญ.ดร.สุภาภรณ์ ได้กล่าวว่า จากการทำงานด้านสมุนไพรมานานกว่า 30 ปี ขอยืนยันว่าประเทศไทยของเรานั้นร่ำรวยภูมิปัญญาการดูแลสุขภาพ จะหยิบจับสมุนไพรใด ก็สามารถนำมาแปลงเป็นมูลค่าได้ทั้งหมด ส่วนตัวได้เขียนหนังสือบันทึกของแผ่นดิน เพื่อบันทึกองค์ความรู้เรื่องสมุนไพรไว้ให้คนไทยได้รู้จักและนำไปใช้ประโยชน์ โดยปัจจุบันเขียนมาทั้งหมด 10 เล่มแล้ว และจะแจกฟรีให้กับประชาชนที่มาร่วมงานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 14 วันละ 200 เล่ม

          “สำหรับผู้สนใจสามารถไปรับหนังสือดังกล่าวได้ที่งานมหกรรมสมุนไพรแห่งชาติครั้งที่ 14 วันที่ 30 สิงหาคม – 3 กันยายน 2560 ณ เมืองทองธานี อาคาร 6-8 นอกจากหนังสือและสูตรยาที่แจกให้ฟรีแล้ว ประชาชนสามารถไปหาซื้อผลิตภัณฑ์มัสคูลสเปรย์และผลิตภัณฑ์อื่นๆของอภัยภูเบศรในงานได้อีกด้วย”ภญ.ดร.สุภาภรณ์กล่าว

นักศึกษา”ขาดริ้ง” กว่า 72% เมินคำสั่งคสช. ดื่มต่อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293698

นักศึกษา”ขาดริ้ง” กว่า 72% เมินคำสั่งคสช. ดื่มต่อ

ร้อยละ72 ดื่มต่อไม่คิดเลิก, ร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย, เปิดผลวิจัย, ม44, ขาดริ้ง, 29สิงหาคม2560, ศวส, สสส, ดื่มจนเมาหัวราน้ำ, ร้อยละ483, ร้อยละ238ในเพศหญิง, ร้อยละ 60

เปิดผลวิจัยร้านเหล้ารอบสถานศึกษา นักศึกษา”ขาดริ้ง” กว่า72%ยังคงดื่มต่อและไม่คิดที่จะเลิก แม้มีคำสั่ง คสช.22/2558ควบคุมร้านเหล้า ปลื้มหลายพื้นที่พบจุดจำหน่ายลดลง

          วันนี้(29สิงหาคม2560) ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ ในเวทีเสวนา “ร้านเหล้ารอบสถานศึกษา ใครได้ใครเสียหลังม.44” จัดโดยศูนย์วิจัยปัญหาสุรา (ศวส.) กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.)

          ดร.นพ.อุดมศักดิ์ แซ่โง้ว นักวิชาการศูนย์วิจัยปัญหาสุรา กล่าวว่าจากการสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติปีล่าสุด พบว่า ประชากรไทยกว่า18ล้านคนดื่มสุรา และในรอบ12เดือนที่ผ่านมา กว่าร้อยละ40เป็นนักดื่มประจำ โดยกลุ่มอายุ15-19ปี มีแนวโน้มดื่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ปี2550จนถึงปัจจุบัน

       ที่น่าห่วงคือ กลุ่มนักดื่มร้อยละ43.2มีพฤติกรรมดื่มหนัก(ดื่มจนเมาหัวราน้ำ)ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเพศชาย(ร้อยละ48.3)ซึ่งเป็นอัตราที่สูงกว่าเพศหญิงถึง2เท่า(ร้อยละ23.8ในเพศหญิง)แต่แนวโน้มของเยาวชนหญิงที่ตอบว่ามีพฤติกรรมดื่มหนักในช่วง30วันที่ผ่านมากลับมีอัตราสูงขึ้น(ร้อยละ3.3ในปี2550และร้อยละ6.8ในปี2559)นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว

          “หลักฐานทางวิชาการทั้งในและต่างประเทศ ชี้ว่าสถานที่ตั้งและความหนาแน่นของร้านขายเครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้เยาวชนดื่ม องค์การอนามัยโลกได้เสนอนโยบายที่มีประสิทธิผลและมีผลการวิจัยรองรับว่าปกป้องเยาวชนได้ คือ การควบคุมการเข้าถึงเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งเป็นวิธีการจำกัดขอบเขตทั้งด้านเวลา สถานที่ และลักษณะของผู้ดื่มเพื่อชะลอการเข้าถึงให้ช้าลง จะช่วยลดการดื่ม และลดผลกระทบต่อสังคม”นพ.อุดมศักดิ์ กล่าว

         ดร.ศรีรัช ลอยสมุทร อาจารย์ภาควิชาการสื่อสารการตลาด คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จากการศึกษาพฤติกรรมการใช้บริการร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัยของนักศึกษามหาวิทยาลัยอายุ 18-25 ปี จาก 5สถาบันการศึกษา จำนวน2,000ราย และสำรวจจุดจำหน่ายสุรารอบมหาวิทยาลัย 19 แห่ง เพื่อติดตามการเปลี่ยนแปลงของร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัย กลยุทธ์การตลาดและการสื่อสารสาธารณะภายหลังคำสั่ง คสช. 22/2558 พบว่า นักศึกษาร้อยละ72 ยังคงดื่มสุราและไม่คิดที่จะเลิกดื่ม มีพฤติกรรมการดื่มแบบ group drinking ค่าใช้จ่ายในการดื่มประมาณ 18% ของรายได้

นักศึกษา"ขาดริ้ง" กว่า 72% เมินคำสั่งคสช. ดื่มต่อ

ดร.ศรีรัช  ลอยสมุทร

        และคิดว่าการดื่มเป็นเรื่องปกติของชีวิตวัยรุ่นร้อยละ81นิยมไปดื่มร้านเหล้ารอบสถานศึกษาและร้อยละ91ระบุว่าสถานศึกษาของตนมีร้านเหล้ารอบสถานศึกษาในระยะที่เดินถึง นักศึกษาร้อยละ 69 ระบุว่าความน่าสนใจของร้านเหล้ารอบสถานศึกษา คือ คอนเสิร์ต โปรโมชั่นและความสะดวก ส่วนใหญ่มีทัศนคติในเชิงบวกต่อการมีร้านเหล้ารอบสถาบัน โดยมองว่าเป็นเรื่องปกติของสถาบันการศึกษาในสังคมไทย

        “สำหรับการเปลี่ยนแปลงของร้านเหล้ารอบสถานศึกษา พบว่า ปี2559 เป็นปีที่เห็นผลจากการบังคับใช้คำสั่ง คสช. 22/2558 และมาตรการที่เกี่ยวข้องมากที่สุด สื่อมวลชนให้ความสำคัญกับประเด็นร้านเหล้ารอบมหาวิทยาลัยมากที่สุด โดยพบว่า จำนวนและความชุกของร้านเหล้ารอบสถาบันการศึกษาลดลงในภาพรวมร้อยละ 40 ร้านเหล้าขยับออกห่างจากสถาบันการศึกษาเกิน 300 เมตร ร้านปรับเปลี่ยนการบริการรวมทั้งปฏิบัติตามกฎหมายในด้านการเปิดปิดตามเวลา การควบคุมเสียงดนตรีและการไม่ให้เด็กอายุต่ำกว่า 18 ปี เข้าใช้บริการ “ดร.ศรีรัช กล่าว

     อย่างไรก็ตาม พบว่า ธุรกิจร้านเหล้ารอบสถานศึกษาหันไปสื่อสารผ่านsocial mediaมากขึ้น และพบว่าร้านเหล้ามีการกระทำผิดมาตรา 30 และ 32 ตาม พรบ.ควบคุมเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ พ.ศ.2551ในสื่อsocial mediaมากที่สุด รวมทั้งมีการปรับกลยุทธ์การจัดคอนเสิร์ตที่ร้านเหล้า และในปี 2560 พบว่า การควบคุมจากภาครัฐเริ่มอ่อนกำลังลง ทำให้หลายร้านกลับมาใช้กลยุทธ์music marketingดึงดูดกลุ่มเป้าหมายเช่นเดิม

        อาจารย์กนิษฐา ไทยกล้า นักวิจัย สถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์สุขภาพ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ กล่าวว่า จากการเปรียบเทียบความชุกของร้านเหล้ารอบสถานศึกษา 3 แห่ง ได้แก่ ม.เชียงใหม่ ม.แม่โจ้ และ มรภ.เชียงใหม่ ก่อนและหลังที่มีคำสั่ง คสช. พ.ศ. 2559 เกี่ยวกับร้านจำหน่ายสุรารอบสถานศึกษา พบว่า ในระยะรัศมี 300 เมตรรอบมหาวิทยาลัยมีจำนวนจุดจำหน่ายลดลงมากกว่าร้อยละ 60 และเมื่อมีการกำหนดเขตโซนนิ่งรอบมหาวิทยาลัยที่ชัดเจน พบว่า จุดจำหน่ายในเขตโซนนิ่งส่วนใหญ่ (ร้อยละ 60) เป็นจุดจำหน่ายประเภทร้านขายของชำ ร้านสะดวกซื้อ ที่เหลือร้อยละ40เป็นร้านเหล้า/สถานบันเทิง จุดจำหน่ายประเภทร้านขายของชำ/ร้านสะดวกซื้อมีระยะห่างจากแนวรั้วม.แม่โจ้เพียงประมาณ 5-6 เมตร รองมาคือ ม.เชียงใหม่ห่างจากรั้วประมาณ10เมตร

        ดร.พวงรัตน์ จินพล อาจารย์ศูนย์เทคโนโลยีสารสนเทศและสื่อการศึกษา วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคใต้ กล่าวว่า ขณะนี้มีระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์(Geographic Information System: GIS)ที่สามารถจัดเก็บพิกัดตำแหน่ง และการกระจายตัวของร้านเหล้าได้อย่างชัดเจน

     รวมถึงเป็นฐานข้อมูลที่สามารถขยายพื้นที่และค้นคืนข้อมูลที่มีอยู่เพื่อการรายงานได้อย่างกว้างขวาง รวมถึงมีเครื่องมือช่วยคำนวณระยะทางได้ถูกต้องแม่นยำขึ้นด้วยการทำงานของGoogle Mapsและกระจายการใช้บริการระบบฯ และการติดต่อสื่อสารให้ประชาชนและผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง มาทำงานร่วมกันได้ไม่จำกัดสถานที่และเวลา

    ดังนั้นระบบการเฝ้าระวัง ติดตาม ความหนาแน่นของร้านเหล้ารอบสถานศึกษา จึงเป็นเครื่องมือที่ช่วยเฝ้าระวังร้านเหล้าที่เกิดขึ้นใหม่โดยเฉพาะในเขตโซนนิ่ง นำไปใช้ประกอบการขับเคลื่อนนโยบายของภาครัฐต่อไปได้

จับตา!!ศธ.ส่งชื่อโยกย้ายซี 11 ครม.พรุ่งนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293596

จับตา!!ศธ.ส่งชื่อโยกย้ายซี 11 ครม.พรุ่งนี้

โยกย้าย, ครม, ธีระเกียรติ, ครม, 29 สค

“ธีระเกียรติ” เผยเสนอชื่อโยกย้ายซี 11 เข้าครม.29 ส.ค.นี้ ยันคัดคนดูรอบคอบคิดนาน พร้อมรับผิดชอบ ปัดข่าวลือน้องชายเอี่ยวจัดโผโยกย้าย

      เมื่อวันที่ 28 ส.ค. นพ.ธีระเกียรติ  เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ เปิดเผยว่า ได้เสนอรายชื่อแต่งตั้งโยกย้ายผู้บริหารระดับ 11 และ ระดับ 10 ของกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ไปยังที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) แล้ว ซึ่งในวันพรุ่งนี้ (29 ส.ค.) จะได้รู้ว่าที่ประชุม ครม.เห็นชอบตามรายชื่อที่ ศธ.เสนอไปหรือไม่เพราะเป็นอำนาจของครม.ซึ่งในอดีตก็เคยมีการเสนอชื่อแต่งตั้ง โยกย้ายเข้าสู่การพิจารณา แต่ ครม.ไม่เห็นชอบก็มี ก่อนหน้านี้ ตนได้หารือร่วมกับ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงศ์ และ ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศธ.เรียบร้อยแล้ว

ทั้งนี้ ในฐานะรมว.ศึกษาธิการ มีหน้าที่พิจารณาแต่งตั้ง โยกย้ายระดับ 11 และระดับ 10 ของ ศธ.ก็ต้องพิจารณาข้อมูลให้รอบด้านเพื่อนำมาเป็นองค์ประกอบในการคิดและตัดสินใจ ทั้งความสามารถ ปัญหาในอดีต การเป็นที่ยอมรับของบุคคลนั้น และในที่สุดตนซึ่งเป็นผู้แต่งตั้งต้องรับผิดชอบ ถ้าตั้งไปแล้วพบว่ามีหลักฐานกระทำความผิด ก็เอาออกได้ ดังนั้น ใครมีหลักฐานอะไรก็ส่งมาให้ได้ที่ตน

“ที่มีการส่งข้อความ มีใบปลิว มีกล่าวอ้างว่ามีเรื่องผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้อง ใครกล่าวหาใครก็มีในทุกยุค ทุกสมัย ผู้ที่ปล่อยข่าวก็ต้องอธิบายได้ มิฉะนั้นจะถูกข้อหาหมิ่นประมาท หรือปล่อยข่าวว่าน้องชาย รมว.ศึกษาธิการ มาจัดโผแต่งตั้งครั้งนี้ ผมว่าเป็นเรื่องเลอะเทอะมากไม่มี ซึ่งต้องเข้าใจว่าอำนาจการแต่งตั้งอยู่ที่ผมและครม. ถ้าใครเห็นว่าไม่เหมาะสมก็เท่ากับว่ากล่าวหาผม ซึ่งที่ผ่านมาผมบอกเสมอว่าเรื่องคนดูนานๆ และไม่มีใครมามีอิทธิพลกับผมได้ ผมมั่นใจในการตัดสินใจ ผมจะตั้งใคร อะไร อย่างไร ก็ต้องรับผิดชอบ ยืนยันว่าไม่มีการรับเงิน  ไม่มีการทุจริต ขอให้เชื่อและมั่นใจว่าเป็นการแต่งตั้งที่สุจริต ถ้าผมจะตัดสินใจผิด หรือมีคนทุจริตตามที่ถูกกล่าวหาได้รับการแต่งตั้ง ตนตั้งได้ก็ย้ายได้ และต้องถูกสอบสวนด้วย”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

เช็คก่อนเปลี่ยนรพ.เอกชน-รัฐในประกันสังคมปี 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293580

เช็คก่อนเปลี่ยนรพ.เอกชน-รัฐในประกันสังคมปี 60

ตรวจสอบรพเข้าไปไม่เข้าประกันสึง ปี2560, ตรวจสอบ, เอกชน, อยู่, ไม่อยู่, ประกันสังคม

สำนักงานประกันสังคม จัดทำรายชื่อรพ.รัฐบาลและเอกชนที่เข้าร่วมโครงการประกันสังคมปี 2560 อยากรู้โรงพยาบาลไหนเข้าไม่เข้าประกันสังคม ตรวจสอบได้

      สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน จัดทำ รายชื่อสถานพยาบาลแยกตามจังหวัด ปี 2560 ซึ่งผู้ใช้บัตรประกันสังคม สามารถตรวจสอบรายชื่อรพ.ทั้งรัฐและเอกชนที่เข้าร่วมโครงการประกันสังคมได้

     ทั้งนี้สถานพยาบาลหลักในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ) มีโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดนั้น เป็นเครือข่าย หมายเหตุ *มีสถานพยาบาลเครือข่ายตามผนวกได้ตามรายละเอียดนี้      http://www.sso.go.th/wprp/uploads/ayutthaya/uploadImages/file/hospitallist2560(2).pdf

สถานพยาบาลของรัฐบาล ในพื้นที่กทม.

 1.คณะแพทยศาสตร์วชิรพยาบาล*

2.รพ.กลาง*

3.รพ.จฬุาลงกรณ์

4.รพ.เจริญกรุงประชารักษ์*

5.รพ.ตากสิน*

6.รพ.ตำรวจ

7.รพ.นพรัตนราชธานี(สธ)*

8.รพ.พระมงกฎุเกล้า

9.รพ.ภูมิพลอดลุยเดช

10.รพ.ราชวิถิี(สธ)

11.รพ.รามาธิบดี

12.รพ.ราชพิพัฒน์*

13.รพ.เลิดสิน (สธ)*

14.รพ.เวชการุณย์รัศมิ์*

15.รพ.ศิริราช*

16.รพ.สมเด็จพระปิ่นเกล้า*

17.รพ.สิริินธร*

18.รพ.หลวงพ่อ ทวีศักดิ์ชตุ นิธฺโรอุทิศ *

สถานพยาบาลของเอกชน ในพื้นที่กทม.

1.รพ.กล้วยนำ้ไท*

2.รพ.เกษมราษฎร์บางแคโรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่

3.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญเ่กษมราษฎร์ประชาชื่น

4.รพ.การุญเวช สุขาภิบาล 3

5.นวมินทร์โรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่*

6.นวมินทร์9 โรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่*

7.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่บางนา 1*

8.รพ.บางปะกอก 8 โรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่*

9.รพ.บางไผ่โ่รงพยาบาลทวั่ ไปขนาดใหญ่*

10.รพ.บางมดโรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่*

11.รพ.บีแคร์เมดิคอลเซ็นเตอร์*

12.ร.พ.ประชาพัฒน์โรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่*

13.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่ เปาโล โชคชัย 4*

14.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่พระราม2*

15.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่เพชรเกษม 2*

16.รพ.เพชรเวชโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่

17.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่แพทย์ปัญญา*

18.รพ.มเหสักข์*

19.รพ.มงกุฎุวัฒนะ

20.รพ.มิชชั่นโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่*

21.รพ.ยันฮี*

22.รพ.ทั่่วไปขนาดใหญ่ราษฎร์บรูณะ*

23.รพ.ทั่วไปขนาดใหญ่ลาดพร้าว

24.วิภาราม โรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่

25.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่ศิครินทร์*

26.รพ.สายไหมโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่*

27.รพ.สุขสวัสดิ์โรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่*

28.รพ.หัวเฉียวโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่*

กระบี่ 1.รพ.กระบี่ (สธ)*

กาญจนบุรี 1.รพ.ค่ายสุรสหี์ 2.รพ.พหลพลพยุหเสนา (สธ)* 3.รพ.มะการักษ์(สธ)*

กาฬสินธุ์ 1.รพ.กาฬสินธุ์(สธ)*

 กำแพงเพชร 1.รพ.กำแพงเพชร (สธ)*

ขอนแก่น 1.รพ.ขอนแก่น (สธ)* 2.รพ.ชุม แพ (สธ)* 3.รพ.ศรีนครินทร์

จันทบุรี  1.รพ.พระปกเกล้า (สธ)*

ฉะเชิงเทรา 1.รพ.พุทธโสธร (สธ)* 2.รพ.เกษมราษฎร์ฉะเชิงเทราโรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่* ่ 3.จุฬารัตน์11 อินเตอร์โรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่*

ชลบุรี 1.รพ.ชลบุรี(สธ)* 2.รพ.พนัสนิคม (สธ)* 3.รพ.สมเด็จ พระนางเจ้าสิริิกิ์ติ* 4.รพ.สมเด็จ พระบรมราชเทวีณ ศรีราชา* 5.รพ.เมืองพัทยา* 6.รพ.มหาวิทยาลัยบูรพา 7.รพ.ปิยะเวชช์บ่อวินโรงพยาบาลทั่วไปขนาดกลาง 8.รพ.แหลมฉบัง (สธ)* 9.รพ.พญาไทศรีราชาโรงพยาบาลทั่วไปขนาดใหญ่* 10.วิภารามแหลมฉบังโรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่ 11.วิภารามอมตะนครโรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่ 12. เอกชล 2 โรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่*

ชัยนาท 1.รพ.ชัยนาทนเรนทร (สธ)*

 ชัยภูมิ 1.รพ.ชัยภูมิ(สธ)*

 ชุมพร 1.รพ.ชุม พรเขตรอุดมศักดิ์(สธ)*

เชียงราย 1.รพ.เชียงรายประชานุเคราะห์(สธ) * 2.รพ.เกษมราษฎร์ศรีบุรินทร์*

เชียงใหม่ 1.รพ.นครพิงค์(สธ)* 2.รพ.มหาราชนครเชียงใหม* ่ 3.รพ.สันป่าตอง (สธ)* 4.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่ เชียงใหม่ใกล้หมอ* 5.รพ.ทั่วไปขนาดใหญ่เทพปัญญา* 6.รพ.ทั่ว ไปขนาดใหญ่ราชเวชเชียงใหม* ่ 7.รพ.ทั่วไปขนาดใหญ่ลานนา*

ตรัง 1.รพ.ตรัง (สธ)*

 ตราด 1.รพ.ตราด (สธ)*

 ตาก 1.รพ.แม่ส อด (สธ)* 2.รพ.สมเด็จ พระเจ้าตากสินมหาราช (สธ)*

นครนายก 1.รพ.นครนายก (สธ)* 2.รพ.ศูนย์การแพทย์สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดา สยามบรมราชกุมารี

นครปฐม 1.รพ.จันทรุเบกษา 2.รพ.นครปฐม (สธ)* 3.รพ.เมตตาประชารักษ์วัดไร่ขงิ (สธ)* 4.รพ.เทพากรโรงพยาบาลทั่ว ไปขนาดใหญ่*

นครพนม 1.รพ.นครพนม (สธ)*

นครราชสีมา 1.รพ.ค่ายสุร นารี 2.รพ.เทพรัตน์นครราชสีมา (สธ)* 3.รพ.

ปากช่งนานา (สธ)* 4.รพ.มหาราชนครราชสีมา (สธ)* 5.รพ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี6.รพ.ป.แพทย์

 นครศรีธรรมราช 1.รพ.ค่ายวชิราวธุ 2.รพ.ทุ่งสง (สธ)* 3.รพ.ท่าศาลา (สธ)* 4.รพ.มหาราชนครศรีธรรมราช(สธ)* 5.รพ.สิชล (สธ)*

นครสวรรค์ 1.รพ.สวรรค์ประชารักษ์(สธ)* 2.รพ.ร่มฉัตร

นนทบุรี 1.รพ.ชลประทาน* 2.รพ.พระนั่งเกล้า(สธ)* 3.สถาบัน บำราศนราดูร (สธ)* 4.รพ.กรุงไทย* 5.รพ.ทั่วไปขนาดใหญ่การุญเวช รัตนาธเิบศร์ 6.รพ.เกษมราษฎร์รัตนาธเิบศร์* 7.รพ.วภิาราม ปากเกร็ด

** สถานพยาบาลหลักในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ) มีโรงพยาบาลชุมชน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในจังหวัดนั้น เป็นเครือข่าย หมายเหตุ *มีสถานพยาบาลเครือข่ายตามผนวก http://www.sso.go.th/wprp/uploads/ayutthaya/uploadImages/file/hospitallist2560(2).pdf

ที่มา : สำนักงานประกันสังคม

เช็คก่อนเปลี่ยนรพ.เอกชน-รัฐในประกันสังคมปี 60

เช็คก่อนเปลี่ยนรพ.เอกชน-รัฐในประกันสังคมปี 60เช็คก่อนเปลี่ยนรพ.เอกชน-รัฐในประกันสังคมปี 60

บอร์ดบริหารกยศ.ไร้คนอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293563

บอร์ดบริหารกยศ.ไร้คนอุดมศึกษา

ไม่มีปัญหา, แจง, บอร์ดบริหารกยศ, กองทุนเงินกยศ, กยศ, บอร์ด, บริหาร, ไร้, อุดมศึกษา

ชี้บอร์ดบริหารกองทุนกยศ.ตามพ.ร.บ.ใหม่ ไร้ตัวแทนอุดมศึกษา ไม่ใช่ปัญหา แจงมีในคณะอนุกรรมการกํากับและประเมินสถานศึกษา

       นายชัยณรงค์ กัจฉปานันท์ ผู้จัดการกองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา (กยศ.) เปิดเผยว่าจากกรณีที่มีผู้ตั้งข้อสังเกตเกี่ยวกับ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษาฉบับเก่า กำหนดให้มีอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่หนึ่ง โดยมีสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดูแล และอนุกรรมการบัญชีจ่ายที่สอง อยู่ในความดูแลของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา

แต่สำหรับ พ.ร.บ.กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา พ.ศ. 2560 ซึ่งเป็นฉบับใหม่และเพิ่งมีผลบังคับใช้ ไม่มีอนุบัญชีจ่ายที่หนึ่งและสองแล้ว โดยรวมเป็นชุดเดียวทั้งมีปลัดกระทรวงศึกษาธิการเป็นผู้แทนกระทรวงศึกษาธิการในบอร์ดบริหารกองทุนเท่านั้น ไม่ได้มีตัวแทนระดับอุดมศึกษานั้น  ในส่วนของบอร์ดบริหารกองทุนฯที่ไม่มีตัวแทนจากสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษาเข้ามาเป็นกรรมการ

แต่ในมาตรา 22กำหนดให้มีคณะอนุกรรมการกํากับและประเมินสถานศึกษาที่เข้าร่วมดําเนินงาน กับกองทุน ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานอนุกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา  ผู้อํานวยการสํานักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา ผู้แทนสํานักงบประมาณ  ผู้แทนกรมบัญชีกลาง และผู้ทรงคุณวุฒิจํานวนสามคน ดังนั้น ทุกฝ่ายจะมีส่วนร่วมในการทำงานกับกองทุนฯ

ขณะเดียวกันในอนาคต หากมีการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา ในส่วนของการเชื่อมโยงกับกระทรวงใหม่นั้น จะต้องมีการหารือกันอีกครั้ง  เนื่องจากในขณะที่ร่างกฎหมายใหม่ ยังไม่มีแนวคิดเรื่องการจัดตั้งกระทรวงการอุดมศึกษา แต่ส่วนตัวคิดว่าไม่มีปัญหา สามารถที่จะแก้ปัญหานี้ได้
ทั้งนี้  กยศ.ได้มีนโยบายที่จะให้เจ้าหน้าที่จากสำนักงานทนายความ ซึ่งมีหน้าที่ติดตามการชำระเงินกู้มีการตรวจสอบรายละเอียด ทั้งชื่อ นามสกุลวันเดือนปีเกิด เลขประจำตัวประชาชน 13 หลักของผู้กู้ อย่างรอบคอบ

ซึ่งคาดหวังว่าในอนาคตจะไม่มีข้อผิดพลาดกรณีที่กองทุนเงินให้กู้ยืมเพื่อการศึกษา  ติดตามเรียกเก็บเงินกู้ยืมจากผู้กู้ผิดคน บางรายเป็นผู้ที่เสียชีวิตแล้ว หรือมีชื่อนามสกุลซ้ำกับผู้กู้แต่เป็นคนละบุคคลนั้น

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์”น้อง-พี่” มมส

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/293380

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์”น้อง-พี่” มมส

เชื่อมสัมพันธ์น้องพี่, ลอดซุ้มประเพณี, รับน้องใหม่, มมส, น้อง-พี่

มมส.จัด MSU Freshy Day and Freshy Night 2017เพื่อต้อนรับนิสิตใหม่ วาง 6 ฐานกิจกรรมให้น้องได้รับความรู้ เรื่องราวของมหาวิทยาลัย สนุก ปลอดภัย และบรรยากาศอบอุ่น

        องค์การนิสิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม จัดกิจกรรมลอดซุ้มประเพณีน้องใหม่ ภายใต้โครงการ MSU Freshy Day and Freshy Night 2017   โดยมีรูปแบบในการจัดซุ้มทั้งหมด 6 ซุ้ม หรือ 6 ฐานที่จะให้ข้อมูลความรู้และความสนุกสนานให้กับน้อง ได้แก่ ฐานอธิบาย ความหมาย ธงมหาวิทยาลัย ธงประจำรุ่นต่างๆ 4 รุ่น และความหมายของตราโรจนากร ,ฐานอธิบาย ความหมาย และความเป็นมา ประวัติมหาวิทยาลัย ,ฐานอธิบาย สี,ต้นไม้, ประจำสถาบัน ,ฐานอธิบาย อัตลักษณ์ และเอกลักษณ์ ของมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ,ฐานอธิบาย ความหมาย ปรัชญามหาวิทยาลัยมหาสารคาม และฐานให้ความสนุกและความบันเทิงตลอดจนของรางวัล จากผู้สนับสนุนกิจกรรม ซึ่งมีรุ่นพี่แต่ละคณะ/วิทยาลัย ร่วมให้การต้อนรับผ่านซุ้มต่างๆ พร้อมทั้งเสียงกลองและเสียงร้องเพลงเชียร์ดังกระหึ่มตลอดโดยรอบอาคารพลศึกษา มหาวิทยาลัยมหาสารคาม

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์"น้อง-พี่" มมส

สำหรับกิจกรรมการลอดซุ้มในวันนี้ ถือเป็นการให้นิสิตใหม่ รุ่นมฤคมาศ 11 ได้ฝากตัวเป็นศิษย์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ซึ่งถือเป็นประเพณีที่ชาวมหาวิทยาลัยมหาสารคาม ได้สืบทอดและปฏิบัติต่อกันมา โดยพี่เลี้ยงน้องใหม่ ได้เตรียมซุ้ม เพื่อให้นิสิตใหม่ทุกคนลอดซุ้ม เป็นฐานความรู้ ตามหลักวิชาการด้านนิสิตสัมพันธ์ ซึ่งเป็นหลักวิชาการสากล ตลอดจนให้นิสิตใหม่มีความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างเพื่อนร่วมรุ่น รุ่นพี่ และคณาจารย์ ให้มีความรักความภาคภูมิใจในอัตลักษณ์ของสถาบัน ชูภาพลักษณ์มหาวิทยาลัย และทำให้นิสิตใหม่กล้าคิด กล้าทำ กล้าแสดงออกในทางสร้างสรรค์ และผ่อนคลายความเครียดจากการเรียน อีกด้วย

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์"น้อง-พี่" มมส

ในการจัดกิจกรรมดังกล่าว ดร.มลฤดี  เชาวรัตน์  รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนานิสิต  พร้อมด้วย  นายสุนทร  เดชชัย  ผู้อำนวยการกองกิจการนิสิต  มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ตลอดจนอาจารย์  บุคลากร  ได้เดินตรวจดูความเป็นระเบียบเรียบร้อย บริเวณโดยรอบอาคารพลศึกษา  ให้อยู่ในขอบเขตที่ได้ตกลงกันไว้คือ ให้รับน้องด้วยความรักความอบอุ่น  มีความปลอดภัย  ปราศจากความรุนแรง  และทำกิจกรรมให้น้องใหม่  มีความรักสถาบัน มีความผูกพันระหว่างพี่น้องร่วมสถาบันกันอย่างประทับใจ

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์"น้อง-พี่" มมส

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์"น้อง-พี่" มมส

ลอดซุ้มประเพณีเชื่อมสัมพันธ์"น้อง-พี่" มมส