เลขาฯผอ.ดังในคลิปแจงถูกกลั่นแกล้ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/283246

เลขาฯผอ.ดังในคลิปแจงถูกกลั่นแกล้ง

แป๊ะเจี๊ยะม1, สามเสนวิทยาลัย, คลิปรับม1, กพฐ, สพฐ

เลขานุการผอ.ดังทำบันทึกรายงานเบื้องต้นว่าถูกกลั่นแกล้งจากทางศิษย์เก่ากลุ่มหนึ่งที่ฝากเด็กแล้วไม่ได้ ด้านเจ้าตัวแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน

     จากกรณีผู้ปกครองนำคลิปวิดีโอการรับเงินแลกที่นั่งเรียนในโรงเรียนดังออกมาเผยแพร่กับสื่อ พร้อมเรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ตรวจสอบนั้น นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) กล่าวว่า หลังจากทราบข่าวได้มอบหมายให้ ผอ.เขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 1 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริง โดยมีนิติกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ร่วมตรวจสอบ

        โดยขณะนี้คณะกรรมการฯได้ลงพื้นที่โรงเรียนเพื่อตรวจสอบข้อมูลแล้ว ซึ่งทราบว่ายังไม่ได้พบกับ ผอ.โรงเรียน เนื่องจากอยู่ระหว่างเดินทางกลับจากศึกษาดูงานต่างประเทศ ซึ่งจะมาถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เวลาประมาณ 13.00 น. อย่างไรก็ตามเลขานุการ ผอ.โรงเรียนได้ทำบันทึกรายงานเบื้องต้นว่าถูกกลั่นแกล้งจากทางศิษย์เก่ากลุ่มหนึ่งที่ฝากเด็กแล้วไม่ได้

      “ผมก็ไม่ทราบว่าขณะนี้เรื่องจริงเป็นอย่างไรต้องรอผลการสืบข้อเท็จจริง จึงอยากขอร้องให้ผู้ปกครองและผู้ที่เกี่ยวข้องออกมาให้ข้อมูลเพื่อ สพฐ.จะได้ดำเนินการทางวินัยได้ ซึ่งในกรณีนี้ถ้าผลการสืบข้อเท็จจริงมีมูลก็จะให้ ผอ.โรงเรียนมาช่วยราชการที่ สพฐ.ก่อน จากนั้นจะตั้งกรรมการสอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรง ส่วนรอง ผอ.โรงเรียนหากพบว่ามีส่วนเกี่ยวข้องนั้นก็ต้องเข้าสู่กระบวนการสอบสวนทางวินัยด้วย” เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

      นายการุณ กล่าวด้วยว่า ทราบว่าหลังเดินทางกลับถึงประเทศไทย ผอ.โรงเรียนจะไปแจ้งความไว้เป็นหลักฐาน และเรื่องนี้คงต้องให้ ผอ.โรงเรียนมีโอกาสชี้แจงด้วย ซึ่งได้รายงานเรื่องนี้ต่อ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการแล้ว

     ซึ่ง รมว.ศึกษาธิการ ได้กำชับว่าหากเรื่องดังกล่าวเป็นจริง ให้ดำเนินการลงโทษทางวินัยอย่างเคร่งครัดไม่ให้มีการช่วยเหลือกันอย่างเด็ดขาด ส่วนที่เป็นห่วงว่าปัญหาที่เกิดขึ้นอาจจะส่งผลกระทบต่อนักเรียนที่เรียนอยู่นั้น ยืนยันว่าเด็กต้องได้เรียนที่เดิมจะไม่ได้รับผลกระทบอย่างแน่นอน.

จม.เปิดผนึก3ข้อควรแก้กม.บัตรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/283224

จม.เปิดผนึก3ข้อควรแก้กม.บัตรทอง

สุภัทรา นาคะผิว เครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพ, 11, 10, ร้องแก้ไขกมบัตรทองมาตรา 9

เครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพ เรียกร้องแก้ไขกฎหมายบัตรทอง มาตรา 9,10,11 ที่มีเจตนารมณ์ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพ ให้มีมาตรฐานเดียว

    สุภัทรา นาคะผิว เครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพโพซบุ๊ก #จดหมายเปิดผนึก ในเฟซบุ๊ก Supatra Nacapew เมื่อวันที่ 19  มิย.60 ถึง อ.วรากรณ์ สามโกเศศ ประธานกรรมการแก้กฎหมายบัตรทอง และ อ. พลเดช ปิ่นประทีป ประธานอนุกรรมการรับฟังความเห็น เรียกร้องสิ่งที่ควรจะแก้ไขกฎหมาย และเป็นประโยชน์กับประชาชนอย่างแท้จริง

เช่น มาตรา 9,10,11 ที่มีเจตนารมณ์ลดความเหลื่อมล้ำ สร้างความเป็นธรรมด้านสุขภาพ ให้มีมาตรฐานเดียว กองทุนเดียว หรือการเพิ่มอำนาจให้ สป.สช.ดำเนินการจัดซื้อยาจำเป็น ยาราคาแพง เพื่อประหยัดงบประมาณของชาติ หรือการตัดมาตรา 5(2) เพื่อไม่ต้องเปิดช่องให้มีการร่วมจ่ายเมื่อป่วย แต่ให้ประชาชนทุกคนร่วมจ่ายก่อนป่วยผ่านระบบภาษี

เพื่อเฉลี่ยทุกข์เฉลี่ยสุข และป้องกันไม่ให้คนจนที่ไม่มีเงินร่วมจ่ายต้องมีอุปสรรคในการเข้าถึงบริการสุขภาพ หรือการขยายความในมาตรา 5 ให้ครอบคลุมคนทุกคนบนผืนแผ่นดินไทย

ทำไม “เอ็นจีโอ” ค้านแก้กฎหมายบัตรทอง !!??

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/283220

ทำไม “เอ็นจีโอ” ค้านแก้กฎหมายบัตรทอง !!??

เหตุผล, คมชัดลึก, บัตรทอง, แก้กฎหมาย, ค้าน, นิมิตร์ เทียนอุดม, ทำไม, เอ็นจีโอ, ค้านแก้กฎหมายบัตรทอง, บอร์ดสปสช

ทำไม “เอ็นจีโอ” ต้องค้านแก้กฎหมายบัตรทอง แจงผลเสีย ยันไม่มีผลประโยชน์ และไม่มีสีเสื้อทางการเมืองเกี่ยวข้อง

 

นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ และอดีตกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) ให้สัมภาษณ์รายการกรองข่าวเช้านี้ทางสถานีวิทยุ FM 102 ถึงการคัดค้านร่างแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ  ว่า เราพบว่าสิ่งที่ควรแก้แล้วไม่แก้คือมาตรา 5 ววรรคสอง  ที่ให้ประชาชนร่วมจ่าย ณ จุดบริการ และประชาชนผู้ยากไร้มีสิทธิรับบริการฟรี เรามองว่านี่เป็นปัญหาสำคัญ และถูกหยิบยกมาทวงบุณคุณกับประชาชนว่า คุณเข้ามาใช้บริการอย่างฟุ่มเฟือย ดังนั้นถ้าจะกันไม่ให้มาใช้อย่างฟุ่มเฟือย ต้องสร้างกำแพงทางการเงินคือให้ร่วมจ่าย ณ จุดบริการ  หากจะแก้ต้องเอาถ้อยคำนี้ออกไป   แต่กรรมการไม่ตัดเพราะเขาเชื่อว่าอนาคตระบบจะไม่มีสตางค์และเรียกร้องให้ประชาชนร่วมจ่าย ซึ่งหากมาเขียนกฎหมายให้ร่วมจ่ายจะไม่ทันการณ์ เราคิดว่าเป็นภาระ แต่การจะตัดไม่มีเงานเอสารวิจัยใดๆมายืนยัน  ขณะที่มีงานหลายชิ้่นทั้งของกระทรวงสาธารณสุขเองก็ยืนยันว่างบประมาณที่ใช้อยู่มันเพียงพอ  หากเราคงสัดส่วนได้ที่ 17     และไม่ต้องมาเป็นดาบอาญาสิทธิ์ว่าเมื่อไหร่ฉันอยากเก็บก็เก็บได้

นายนิมิตร์กล่าวต่อว่า สิ่งที่น่าสนใจคือจะเพิ่มสัดส่วนกรรมการฟากผู้ให้บริการ    เพราะกฎหมายเขียนให้อะไรกก็ตามที่กรรมการกำหนดให้เป็นไปตามทีกำหนด   ฝั่งผู้ให้บริการ หรือผู้บริหารกระทรวงมีความเชื่อว่าอนาคตต้องให้ประชาชนร่วมจ่าย  กรรมการที่เพิ่มเข้าไปมากแบบนี้จะทำให้ทำอะไรก็ได้ในอนาคต  เรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องที่เรามโน  มีปรากฏการณ์ว่า รมต. อยากได้อะไรบอร์ดฝั่งราชการก็ถวายให้หมด  โดยตัวอย่างรูปธรรม เช่นตอนที่มีการเลิก 30 บาท พอการเมืองบอกจะให้เก็บ 30บาทใหม่  ก็ไม่มีใครรค้านมีแต่ภาคประชาชนที่ค้านแต่ก็ไม่สำเร็จ สุดท้ายก็ต้องกลับมาร่วมจ่าย 30 บาท ทั้งๆที่มีการศึกษาว่า 30 บาทไม่ช่วยเข้าไปเติมเงินในระบบหลักประกันเลย ซ้ำยังทำให้โรงพยาบาลเป็นภาระมีการทำบัญชีตรวจสอบ แต่ได้เงินน้อยมาก แต่ว่าฉันจะเอานี่คือรูปธรรมที่ชัดที่สุด  เราเลยมองว่าทุกมาตราที่แก้หรือไม่ มีความสัมพันธ์เชิงผประโยชน์อยู่ตลอดเวลา

ทำไม "เอ็นจีโอ" ค้านแก้กฎหมายบัตรทอง !!??

นายนิมิตร์กล่าวต่อว่าการไปตัดแขนตัดขาตัดกระบวนการที่สำคัญโดยคิดว่าจะไปสร้างกลไกใหม่ เช่นกลไกร่วมเพื่อต่อรอราคายาตรงกลาง และซื้อในราคาที่กระทรวงสาธารณสุขต่อรองได้ ตรงนี้มีงานที่ยืนยันชัดเจนว่า ทีผ่านมาไม่มีพาวเวอร์พอจะไปต่อรองเพราะไม่รู้ว่าจะใช้ยาอะไรเท่ไหร่หรือโรคอะไร เราเรียกต่อรองลม   โดยให้บริษัทเสนอราคามา  พอต่อรองได้ ก็กระจายว่าได้ราคานี้ และให้แต่ละเขตไปทำสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ดังนั้นจึงไม่ใช่ราคาเดียว  กลไกตรงนี้ที่ทำมากว่า 10 ปี เรารู้ว่ายาที่สำคัญในโรคร้ายแรงมีผู้ป่วยที่ไหน มียาอะไรใช้ ทุกโรคเป็นอย่างนี้ โดย สปสช. เรียกบริษัทยามา  มีทุกภาคสส่วนอยู่ใวง และเคาะเป็นตัวเงินเช่นเส้นเลือดหัวใจ ที่ 8 หมื่น เหลือหมื่นกว่าบาท  พอซื้อตรงกลาง  เราก็รู้เลยว่าที่ไหนใช้เท่าไหร่ มีกระบวนการจัดส่งที่เป็นระบบ  นั่นเป็นประโยชน์ แต่ถูกชี้ว่า สปสช. ไม่มีอำนาจำโดย คตร.  ดังนั้นถ้าอยากแก้ก็ต้องให้อำนาจ  เพื่อให้อำนาจครอบคลุม แต่กรรมการแก้กลับไม่เอา เราก็เลยมองว่าเป็นจุดวิกฤต

“ตอนนี้สัดส่วนในบอร์ดจะเพิ่มให้ปลัดกระทรวงสาธารณสุขขึ้นเป็นรองประธาน เพิ่มตัวแทนจากฝั่งผู้ให้บริการ จากทุกระดับ และเพิ่มฝั่งหน่วยบริการนอกระบบเข้าไปอีก 4 คน  ตัด อปท. และไปเพิ่มฝั่งวิชาชีพ เช่นแพทยสภา เภสัช ทันตแพทย์ กายภาพ สภาการพยาบาล  เราจึงบอกว่า เดิมมีภาคประชาชนเก้าด้าน  แต่ต้องไปขึ้นทะเบียนและเลือกตั้งหาตัวแทน ให้มาด้านละหนึ่งคนและเลือกเหลือ 5 คน   ดังนั้นต้องเพิ่มสัดส่วยประชาชนเข้าไป  แต่เขาก็ไม่ได้รับฟัง  ทั้งนี้จากเดิมกรรมการบอร์ด สปสช. มี 30 คน จะมี ข้าราชการประจำ 7 คน สภาวิชาชีพ 5 คน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น  4 คน  ภาคประชาชน 5 คน ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน  แต่ฉบับแก้ใหม่จะเพิ่มเป็น 37 คน   ข้าราชการจะเพิ่มมากขึ้น  จะทำให้บอร์ดกำหนดอะไรก็ได้  เมื่อฝั่งผู้ให้บริการจัดบริการโรคนั้นโรคนี้ เขาจะบอกว่ารักษาได้ แต่ขอราคาเท่านั้นเท่านี้ หรือขอไม่รักษาหากเกิดแบบนี้คุณไม่มีกลไกอะไรไปค้านในบอร์ดเลยนะ”นายนิมิตร์กล่าว

นายนิมิตร์กล่าวว่า นอกจากนี้ยังมีประเด็นเรื่องการแยกเงินเดือน ของบุคลากรทางการแพทย์ ซึ่งเดิมถูกคิดรวมไปต่อหัวที่ลงไปแต่ละโรงพยาบาล    ในพื้นที่หนึ่งๆที่มีประชาชนอยู่ต้องมีหลักประกันว่าหน่วยบริการต้องมีเงินพอจะรักษาคนในพื้นที่จึงใส่ค่าแรงเข้าไป และเป็นมาตรการที่กระทรวงสาธารณสุขต้องคำนึงถึงประชากร  แต่เรื่องนี้เป็นปัญหาเรื้อรังของกระทรวงฯที่ไม่มีแผปนกระจายกำลังคนไปในพื้นที่ทุรกันดารห่างไกลได้เพียงพอ  พอเป็นอย่างนี้ไปแยกเงินเดือน ก็จะยิ่งเป็นปัญหา หากโรงพยาบาลจัดการกำลังคนไม่ได้ แทนที่จะมีแพทย์ห้าคน กลับมีแค่สองเมื่อ เงินที่เป็นค่าแรงไม่ไปแล้ว จะเอาเงินที่ไหนไปจ้างหมอที่ขาด หรือจ้างลูกจ้างที่จะมาช่วยงาน  เพราะเอาค่าแรงไปแขวนที่ สธ. ไปอยู่ในมือของปลัด

ทำไม "เอ็นจีโอ" ค้านแก้กฎหมายบัตรทอง !!??

เมื่อถามถึงข้อกล่าวหาที่ว่าเอ็นจีโอออกมาคัดค้านเพราะเสียลผประโยชน์ และมีเรื่องการเมืองเข้ามาเกี่ยวข้อง นายมานะกล่าวว่า เอ็นจีโอไม่เคยได้ประโยชน์โดยจรงจากระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ เพระงบประมาณของหลักประกัน มันมีแถวชัดเจนว่า นี่เป็นงบรายหัวที่จ่ายไปที่โรงพยาบาล   มันไม่มีทางที่เอ็นจีโอจะไปได้ประโยชน์ งบประมาณมันกำหนดชัดเจนว่าจะใช้อะไรๆ และที่สนับสนุนภาคประชาชน เป็นภาคประชาชนระดับรากหญ้า เอ็นจีโอส่วนกลางอย่างพวกตมไม่เคยได้รับงบประงานใดๆจาก สปสช. ถ้าได้ก็จะได้เบี้ยประชุม  นอกจากนี้กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาคแห่งชาติ เป็นคนที่จับเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น ทำให้ประชาชนเข้ามามีส่สวนร่วม เราไม่ได้เกี่ยวข้องกับสีเสื้อทางการเมืองใดๆทั้งสิ้น ที่เป็นไปเพื่ออยากเห็นระบบดีขึ้นไม่อยากเห็นถอยหลังเข้าคลอง

คลิกฟังรายการย้อนหลังที่นี่

ผอ.ร.ร.ดังในคลิปรับม.1 กลับถึงไทยวันนี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/283204

ผอ.ร.ร.ดังในคลิปรับม.1 กลับถึงไทยวันนี้

สามเสนวิทยาลัย, คลิปเรียกเงินเข้าม1, สามเสนรับม1, ผอรรดังในคลิปรับม1, กลับถึงไทยวันนี้, กพฐ, สพม, สพฐ

สพม. กรุงเทพมหานคร เขต 1 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงคลิปโรงเรียนเรียกเงิน ผอ.ร.ร.กลับถึงไทยวันนี้ เตรียมให้ชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร

 

           จากกรณีที่ ผู้ปกครองนำคลิปวิดีโอ แฉพฤติกรรมผู้อำนวยการโรงเรียนดังแห่งหนึ่งเรียกเงิน เข้า ม.1 หัวละ 400,000 บาท นั้น นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(กพฐ.) เปิดเผยว่า ขณะนี้ยังไม่ได้รับรายงานอย่างเป็นทางการ

           แต่พอได้เห็นข่าวแล้วก็ได้มอบหมายให้ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) กรุงเทพมหานคร เขต 1 ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน โดยมีนิติกรของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.)ร่วมสืบหาข้อเท็จจริงด้วย

           “หากผลการสืบสวนพบว่า ข้อเท็จจริงเป็นตามที่ปรากฏเป็นข่าว ผมจะตั้งคณะกรรมการ สอบสวนทางวินัยอย่างร้ายแรงแน่นอน ผมซีเรียสกับเรื่องนี้มาก เพราะ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กำชับมาตลอดว่า อย่าให้มีเรื่องรับเงินเพื่อแลกที่นั่งเข้าเรียนเด็ดขาด”เลขาธิการ กพฐ.กล่าว

           นางงามพิศ ลวากร รักษาการผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา(สพม.) กรุงเทพมหานคร เขต 1 กล่าวว่า ขณะนี้ตั้งคณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงขึ้นมา 1 ชุด ประกอบด้วยผู้อำนวยการกลุ่มงานที่เกี่ยวข้องกับการรับนักเรียนเพื่อดำเนินการลงพื้นที่เก็บข้อมูลในโรงเรียนดังกล่าวว่ามีกระบวนการในการรับนักเรียนถูกต้องตามระเบียบการรับนักเรียนของ สพฐ.หรือไม่ ในเบื้องต้นพบว่า มีการตั้งคณะกรรมการรับนักเรียน และดำเนินการถูกต้องตามระเบียบทุกประการ

ส่วนข้อมูลในเชิงลึกว่าภาพเหตุการณ์ที่ปรากฎในคลิป ใช่หรือไม่ใช่นั้นยังไม่สามารถตอบได้ ต้องรอให้คณะกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงดำเนินการสรุปอีกครั้ง เนื่องจากผู้ที่ถูกกล่าวหาอยู่ระหว่างการไปราชการที่ต่างประเทศ จะกลับมาถึงเมืองไทยวันนี้ คาดว่าในวันพรุ่งนี้จะดำเนินการชี้แจงข้อเท็จจริงให้กับคณกรรมการตรวจสอบข้อเท็จจริงเป็นลายลักษณ์อักษรได้ จากนั้นคณะกรรมการฯจะสรุปรายงานให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) รับทราบต่อไป

เปิดใจ… บัณฑิตพิการ…ผู้ไม่ยอมแพ้!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/283185

เปิดใจ… บัณฑิตพิการ…ผู้ไม่ยอมแพ้!!

ทำให้มีวันนี้บัณฑิต, พิการ, มร, คณะวิทยาศาสตร์, มหาวิทยาลับบูรพา, ไม่มีอะไร ที่มนุษย์ทำไม่ได้, เปิดใจ, นายอนุสรณ์ วงศ์อ๊อด, อนุสรณ์  วงศือ๊อด, ไม่มีอะไร ที่มนุษย์ทำไม่ได้ , อนุสรณ์  วงศ์อ๊อด, บัณฑิตป้ายแดง, ความพยายาม

แม้ไร้ขาทั้งสองข้าง ไม่มีแขนขวา แต่ไม่ยอมแพ้ต่อโชคชะตา ทำให้ความพยายาม 6 ปี ไม่สูญเปล่า…

           เราทุกคนล้วนมีจุดเริ่มต้น และจุดสิ้นสุดในทุกๆเรื่อง และสิ่งที่มาคู่กัน คืออุปสรรค์ที่เราต้องฝ่าฟัน บางคนยอมถอดใจตั้งแต่เจออุปสรรคแรก แต่หลายคนก็ฝ่าฟันทุกอุปสรรคจนถึงเส้นชัยแห่งความสำเร็จ เหมือนดั่ง “นายอนุสรณ์ วงศ์อ๊อด” บัณฑิตคณะวิทยาศาสตร์ สาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง(ม.ร.)

          ชายผู้เป็นตัวอย่างแห่งความพยายามของใครๆ หลายคน ผู้ที่ไร้ขาทั้งสองข้าง ไม่มีแขนขวา และมีแขนซ้ายเกือบถึงข้อมือเท่านั้น.

          ย้อนไปเมื่อ 17 ปีก่อน อุบัติเหตุจากรถไฟพรากอวัยวะที่สำคัญของเขาไป ทุกอย่างหยุดนิ่ง… และชีวิตกลับอยู่จุดที่เหมือนเริ่มใหม่

          จากที่เคยมีก็หายไป แต่สิ่งที่ไม่เคยหายไปไหน คือกำลังใจและความพยายามที่มีอยู่ในใจเสมอมา ให้สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเพียงฝันร้าย สิ่งที่ปฎิบัติในทุกวันนี้คือความจริง

         “อนุสรณ์  วงศือ๊อด” อยู่ในชุดครุยสีส้มเหลือง จากความพยายามกว่า 6 ปี ในการเล่าเรียน ด้วยคำพูดที่ว่า “ไม่มีอะไร ที่มนุษย์ทำไม่ได้ ”

           ทำให้วันนี้ของ “อนุสรณ์  วงศ์อ๊อด” กลายเป็น”บัณฑิตป้ายแดง” เมื่อเขาสำเร็จการศึกษา และเตรียมพร้อมเข้่รับพระราชทานปริญญาบัตรในวันที่ 21 มิถุนายน 256  และกำลังศึกษาเตรียมจะเข้าซึกษาต่อในระดับปริญญาโท สาขาวิทยาการสารสนเทศ ที่มหาวิทยาลัยบูรพา(มบ.)

        ชีวิตที่ไม่โรยด้วยกลีบกุหลาบ…แต่”ความพยายาม”ทำให้มีวันนี้…บัณฑิต”อนุสรณ์  วงศ์อ๊อด”

แจ้งธ.ออมสินยกเลิกเอ็มโอยู-หักหนี้ครู

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/283129

แจ้งธ.ออมสินยกเลิกเอ็มโอยู-หักหนี้ครู

ชพส, ยกเลิกเอ็มโอยูธนาคารออมสิน, กองทุนเงินสนับสนุนพิเศษ, หักเงินค้างชำระ, กู้เงิน ชพค, หมอธี, สกสค, มหาชน, ชพค,  ชพส, ปปช

“หมอธี”ให้สกสค.ทำหนังสือแจ้งธ.ออมสิน ยกเลิกเอ็มโอยู-หักเงินบัญชีกองทุนฯ เหตุมีท่าทีไม่ยุติหักเงินตามที่ตกลง ประชุมนัดหน้าจ่อเคลียร์การกู้เงินช.พ.ค.ของครู

      การประชุมคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) เมื่อเร็วๆนี้มีการติดตามความคืบหน้าการแก้ไขปัญหาต่างๆของ สกสค. นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐ รมว.ศึกษาธิการ เป็นประธานประชุม กล่าวว่า ที่ประชุมมีมติยกเลิกบันทึกข้อตกลง หรือ เอ็มโอยูระหว่าง สำนักงาน สกสค.กับ ธนาคารออมสิน จำกัด(มหาชน) ที่เคยทำไว้ก่อนหน้านี้ เกี่ยวกับการหักเงินจากบัญชีกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคง ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้การฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา (ช.พ.ค.) ชำระหนี้ของครูที่ค้างชำระ 3 งวดติดต่อกัน เนื่องจากทางธนาคารออมสินมีท่าทีว่าจะยึดข้อตกลงเดิม ไม่ดำเนินการตามผลการหารือก่อนหน้าว่าจะยุติการหักเงินจากบัญชีกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2560 และมาทำข้อตกลงกันใหม่

“ในการประชุมครั้งต่อไปจะมีการหารือเรื่องเงินกู้กับธนาคารออมสินทั้งหมด โดยขณะนี้ครูได้กู้เงินในโครงการสวัสดิการเงินกู้ ช.พ.ค.และฌาปนกิจสงเคราะช่วยคู่สมรส ( ช.พ.ส.) ไปแล้วกว่า 5 แสนล้านบาท มีการให้ทำประกันชีวิตควบคู่การกู้เงินไปอีกกว่า 3 หมื่นล้านบาท ผมก็อยากให้มีการตรวจสอบทางข้อกฎหมายว่า มีการบอกกล่าวกันหรือไม่ เป็นเรื่องประกันจริงหรือไม่” นพ.ธีระเกียรติ กล่าว

รมว.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า นอกจากนั้น ที่ประชุมรับทราบ มติคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิดอดีตคณะกรรมการบริหารกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ จำนวน 20 คน ในกรณีอนุมัติซื้อตั๋วสัญญาใช้เงิน 2,100 ล้านบาท และ 400 ล้านบาท จากบริษัทบิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด กรณีที่ถือเป็นความก้าวหน้ามาสู่จุดสุดท้าย โดยสกสค.กำลังรอหนังสือแจ้งอย่างเป็นทางการจาก ป.ป.ช.ว่าต้องตั้งคณะกรรมการดำเนินการกับทั้ง 20 คนอย่างไรบ้าง แต่ละคนอยู่ที่ไหน ใครผิดกรณีใดตามที่ ป.ป.ช.ชี้มูลมาก็ต้องดำเนินการไปตามนั้น  ส่วนที่ สกสค.ซื้อหุ้นกับบริษัทหนองคายน่าอยู่ จำกัด(มหาชน)เพื่อทำโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังงานขยะชุมชน  จ.หนองคาย ได้มอบหมายให้พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษารมว.ศึกษาธิการ ลงพื้นดูสถานที่ก่อสร้างจริง

ด้าน ดร.พิษณุ ตุลสุข รองปลัด ศธ. ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการ สกสค.กล่าวว่า จากการเจรจากับทางธนาคารออมสินล่าสุด ทางธนาคารออมสิน ไม่จ่ายเงินที่หักไปจากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ คืนให้แก่ สกสค.รวมประมาณ 10,400 ล้านบาท และยืนยันว่าจะหักเงินจากบัญชีกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษฯ กรณีลูกหนี้ไม่ส่งชำระ 3 เดือนติดต่อกัน ซึ่งไม่เป็นไปตามผลการหารือต่อหน้า รมว.ศึกษาธิการ ดังนั้น ที่ประชุมจึงมีมติให้สำนักงาน สกสค.ทำหนังสือถึงธนาคารออมสินแจ้งเรื่องการยกเลิกเอ็มโอยู และหนังสือยกเลิกหนังสือยินยอมให้หักเงินจากบัญชีกองทุนฯของอดีตเลขาธิการ สกสค.คนก่อนทำไว้เมื่อ วันที่ 4 สิงหาคม 2552 และหนังสือที่อดีตเลขาธิการ สกสค.และอดีตคณะกรรมการบริหารกองทุนฯชุดก่อนได้ทำไว้ทั้งหมด โดยสกสค.จะไม่รับผิดชอบรายการเหล่านั้น

ยกมาตรฐานกุ๊กครัวไทยในต่างแดน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/283086

ยกมาตรฐานกุ๊กครัวไทยในต่างแดน

ไทยแลนด์40, ครัวไทยสู่ครัวโลก, มาตรฐานกุ๊กครัวไทยในต่างแดน, กพร, มาตรฐาน, กุ๊ก, ครัว, ไทย, ต่างแดน

กรมพัฒนาฝีมือแรงงาน จัดอบรมและทดสอบมาตรฐานฝีมือผู้ประกอบอาหารไทย สู่สากลให้เป็นที่ยอมรับ เสริมธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเทศ

          หม่อมหลวงปุณฑริก สมิติ ปลัดกระทรวงแรงงาน เปิดเผยหลังจากเป็นประธานเปิดโครงการส่งเสริมศักยภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในต่างประเทศ ณ สาธารณรัฐออสเตรีย ว่า โครงการส่งเสริมศักยภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในต่างประเทศ เป็นโครงการที่มุ่งเน้นในการพัฒนาความรู้ และยกระดับทักษะฝีมือแรงงานไทยเข้าสู่เกณฑ์มาตรฐานฝีมือแรงงาน เพื่อเป็นการส่งเสริมศักยภาพการแข่งขันในธุรกิจร้านอาหารไทยในต่างประเท    ทั้งยังเป็นการเตรียมความพร้อมด้านแรงงานรองรับยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี และนำประเทศไทยไปสู่ Thailand 4.0

ยกมาตรฐานกุ๊กครัวไทยในต่างแดน

ประเทศไทยเป็นแหล่งผลิตอาหารที่สมบูรณ์ เป็นที่นิยมของต่างชาติ ซึ่งนอกจากความโดดเด่นด้านรสชาติแล้ว อาหารไทยยังแสดงถึงความประณีตบรรจง รวมทั้งมีประโยชน์ต่อสุขภาพ ทางรัฐบาลจึงมีนโยบายส่งเสริมให้ประเทศไทยเป็นครัวของโลก โดยมุ่งดำเนินการอย่างเป็นระบบ ให้มีการขยายตัวของร้านอาหารไทยจำนวนมาก

ซึ่งจะส่งผลดีต่อการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ รวมทั้งการส่งเสริมการท่องเที่ยวไทย การส่งออกสินค้าอาหารและสินค้าอื่นๆ และโครงการครัวไทยสู่โลก ยังมุ่งส่งเสริมให้อาหารไทยเป็นหนึ่งในอาหารที่ได้รับความนิยมไปทั่วโลกด้วย

นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) กล่าวเสริมว่า การดำเนินงานโครงการส่งเสริมศักยภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในต่างประเทศมีวัตถุประสงค์เพื่อให้แรงงานไทยที่มีถิ่นพำนักอยู่ในต่างประเทศ และมีความประสงค์จะเข้าสู่อาชีพผู้ประกอบอาหารไทย

ยกมาตรฐานกุ๊กครัวไทยในต่างแดน

รวมถึงผู้ประกอบการร้านอาหารไทยในต่างประเทศ ได้มีความรู้ ความเข้าใจ เกี่ยวกับมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ และเห็นถึงความสำคัญรวมถึงประโยชน์ของมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ มีโอกาสในการทำงาน มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น มีรายได้สามารถส่งกลับประเทศไทย รวมทั้งเสริมศักยภาพการแข่งขันการขยายธุรกิจด้านอาหารไทยในตลาดต่างประเทศ

สำหรับการดำเนินงานงานโครงการส่งเสริมศักยภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในต่างประเทศ ณ สาธารณรัฐออสเตรีย ประกอบด้วย 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมการเตรียมความพร้อมก่อนการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ และกิจกรรมการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทย ระดับ 1 และระดับ 2

โดยมีผู้เข้าร่วมโครงการฯ ซึ่งเป็นคนไทยที่มีถิ่นพำนักอยู่ในสาธารณรัฐออสเตรีย และประเทศใกล้เคียง เป้าหมายดำเนินการในปี 2560 จำนวน 180 คน ใน 6 ประเทศ ได้แก่ สาธารณรัฐเกาหลี ออสเตรเลีย ราชอาณาจักรนอร์เวย์ สาธารณรัฐออสเตรีย และญี่ปุ่น  ดำเนินการแล้ว 120 คน

ยกมาตรฐานกุ๊กครัวไทยในต่างแดน

ผู้เข้าร่วมโครงการส่งเสริมศักยภาพมาตรฐานฝีมือแรงงานไทยในต่างประเทศ และผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ จะได้รับหนังสือรับรองผู้ผ่านการทดสอบมาตรฐานฝีมือแรงงานแห่งชาติ สาขาผู้ประกอบอาหารไทย จากกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน กระทรวงแรงงาน ซึ่งเป็นเครื่องหมายที่แสดงว่าบุคคลผู้นั้นมีความรู้ ความสามารถในการประกอบอาชีพผู้ประกอบอาหารไทย

ซึ่งใช้เป็นหลักฐานการประกอบอาชีพ หรือเพิ่มค่าตอบแทน รวมถึงการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งได้อีกด้วย ช่วยให้มีรายได้ส่งกลับให้ครอบครัวในเมืองไทยเพิ่มขึ้น

ปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญาน้องชนบท

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/283100

ปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญาน้องชนบท

มทรพระนคร, รรทรายทองวิทยา, ปันน้ำใจ, หนังสือเพื่อน้องปี 2, ปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญา, หนังสือเพื่อน้อง, อนุสรณ์ ทาสระคู, มทรพนะคร

ห้องสมุดของโรงเรียนในชนบทหลายแห่ง ไม่มีหนังสือและอุปกรณ์การเรียนที่เพียงพอ ส่งผลให้ผู้เรียนไม่สามารถเข้าถึงแหล่งความรู้ต่างๆ ได้เท่าที่ควร

     ระบบการเรียนการสอนในปัจจุบันเน้นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง ผ่านการแสวงหาความรู้ที่ตนเองสนใจจากสื่อการเรียนรู้ต่างๆทั้งในโลกออนไลน์ หนังสือและอุปกรณ์ประกอบการเรียน

ปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญาน้องชนบท

       การลดความเหลื่อมล้ำของชนบทกับในเมืองได้ถ้าได้รับการศึกษาที่ดี ดังเช่นโรงเรียนทรายทองวิทยา อ.โพนทราย จังหวัดร้อย เอ็ด ที่ได้รับอานิสงค์ โครงการ  “หนังสือเพื่อน้องปีที่2” ของมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร ร่วมกับหนังสือพิมพ์คมชัดลึก และศูนย์หนังสือจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เพื่อปลูกฝังให้เยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านและรู้จักแบ่งปันโอกาสให้กับนักเรียนในชนบท ด้วยความมุ่งหวังจะปลูกฝังจิตสำนึกให้เยาวชนใฝ่รู้ รักการอ่านในอนาคต

ปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญาน้องชนบทปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญาน้องชนบท

       “อนุสรณ์ ทาสระคู” ผอ.ร.ร.ทรายทองวิทยา กล่าวว่าโรงเรียนในชนบทส่วนใหญ่จะขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอน แม้ว่าจะเป็นโรงเรียนขนาดกลางนักเรียน 726 คนก็ยังมีปัญหาขาดแคลนอุปกรณ์การเรียนการสอนหลายอย่าง ไม่ว่าจะเป็น หนังสือส่งเสริมการอ่านเกือบทุกวิชา รวมทั้งอุปกร​ณ์การเรียนการสอน ไม่ว่าจะเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ ไมโครไฟนประกอบการสอน โปรเจคเตอร์หรือแม้กระทั่งเครื่องปริ้น

ปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญาน้องชนบท

       แม้ว่าโรงเรียนแห่งนี้จะเปิดสอนถึงระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย แต่นักเรียนที่พอมีฐานะก็จะไปเรียนในโรงเรียนมัธยมขนาดใหญ่ที่อยู่ห่างไปประมาณ 30 กิโลเมตร นักเรียนบางคนที่บ้านไกลก็เลือกที่จะไม่เรียนต่อหลังเรียนจบการศึกษาภาคบังคับ โรงเรียนอยากมีรถโรงเรียนไปรับนักเรียน แต่ก็จนด้วยขาดแคลนงบประมาณ

ปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญาน้องชนบท

        หนังสือที่ได้รับบริจาคจะทำไปไว้ในห้องสมุด โดยจะเปิดโอกาสให้นักเรียนและเครือข่ายท้องถิ่นเข้ามาใช้บริการยืมกลับบ้านไปใช้ได้ โดยมอบให้ ครูบรรณารักษฺ์ห้องสมุดไปจัดทำระบบลงทะเบียนหนังสือใหม่ก่อนที่จะเปิดให้นักเรียนมาศึกษาค้นคว้า ที่ห้องสมุดก็จะมียุวบรรณารักษ์ มาช่วยงานจัดทำทะเบียนหนังสือใหม่

      จากนั้นก็จะเปิดให้บริการได้ทีผ่่านมาไม่มีนักเรียนมาใช้บริการมากนักเนื่องจากหนังสือมีน้อย หนังสือส่งเสริมการอ่านใหม่ไม่มี แต่เชื่อว่าหลังจากได้รับบริจาคในครั้งนี้จะทำให้มีหนังสือใหม่ นักเรียนคงเข้าห้องสมุดมากขึ้น

ปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญาน้องชนบท

     รศ.สุภัทรา โกไศยกานนท์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร (มทร.พนะคร)  กล่าาวว่ามหาวิทยาลัยจัดทำโครงการหนังสือเพื่อน้องปีมาแล้วเป็นปี ที่2 เพื่อปลูกฝังให้นักศึกษาเยาวชนคนรุ่นใหม่ตระหนักถึงความสำคัญของการอ่านและรู้จักแบ่งปันโอกาสให้กับนักเรียนในชนบท มอบหนังสือ อุปกรณ์การศึกษา กีฬา  รวมทั้งคอมพิวเตอร์และเครื่องปริ้น คงจะทำให้นักเรียนได้เข้าถึงองค์ความรู้มากขึ้น และในอนาคตมหาวิทยาลัย จะทำโครงการต่างๆเพื่อช่วยเหลือทางด้านการศึกษาให้กับสถานศึกษาที่ขาดแคลนในชนบทอย่างต่อเนื่องต่อไป

ปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญาน้องชนบท

   ปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญาน้องชนบท

   “โรงเรียนแห่งนี้ไม่มีน้ำปะปาต้องใช้น้ำบาดาล และค่าไฟแพงมาก ในอนาคตคณะวิศวกรรมศาสตร์ อาจจะให้ไปช่วยเหลือสอนการทำโครงการโซลาเซล์ เพื่อจะได้ประหยัดค่าไฟฟ้า หรือนักศึกษาอาสาพัฒนาชนบทอาจจะไปออกค่ายสร้างที่โรงเรียนแห่งนี้ เพื่อช่วยเหลือโรงเรียนในด้านต่างๆต่อไป เพราะสถานการศึกษามีหน้าที่ให้ความรู้ บริการสังคม ซึ่งสนับสนุนให้นักศึกษาออกค่ายอาสา จะเป็นการสอนนักศึกษาได้เรียนรู้การลงมือปฏิบัติจริงได้อีกทางหนึ่ง ” 

ปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญาน้องชนบท

    การศึกษาคือการเลื่อนชนชั้นของเด็กชนบทที่ดีที่สุด จะเป็นการดีไม่น้อยที่คนที่มีโอกาสมากมายได้แบ่งปันโอกาส การเข้าถึงข้อมูล การเรียนรู้ต่างๆให้กับเด็กในชนบท เพราะนั่นถือเป็นการช่วยพัฒนาทรัพยากรของชาติให้มีคุณภาพไปพร้อมกันได้เป็นอย่างดีนั่นเอง

ปันน้ำใจ-เพิ่มปัญญาน้องชนบท

      0 หทัยรัตน์ สังขศิลา qualitylife4444@gmail.com 0

พบเด็กถูกกทารุณ-ค้ามนุษย์แจ้ง1300

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/283088

พบเด็กถูกกทารุณ-ค้ามนุษย์แจ้ง1300

พมส่งเสริมสังคมน่าอยู่ล่วงละเมิดเด็กและสตรี ค้ามนุษย์ โทร1300, 1300, นางนภา เศรษฐกร รองปลัด พม, รองปลัด พม, รมวพม, ฉบับที่ 2

พม. ติดตามเหตุการณ์และข่าวเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้การช่วยเหลือ คุ้มครอง และปกป้องเด็ก และบุคคลผู้ประสบปัญหาทางสังคม อย่างทันท่วงที

       นางนภา เศรษฐกร รองปลัดกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รองปลัด พม.) เปิดเผยว่า ปัจจุบันปัญหาสังคมซับซ้อนมากขึ้น โดยปรากฏให้เห็นผ่านสื่อและโซเชียลมีเดียลต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ซึ่งพลตำรวจเอก อดุลย์ แสงสิงแก้ว รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ (รมว.พม.)ได้ให้ความสำคัญกับแก้ไขปัญหาดังกล่าว โดยมอบให้กระทรวง พม. ติดตามเหตุการณ์และข่าวเป็นประจำทุกวัน เพื่อให้การช่วยเหลือ คุ้มครอง และปกป้องเด็ก และบุคคลผู้ประสบปัญหาทางสังคม อย่างทันท่วงที

พบเด็กถูกกทารุณ-ค้ามนุษย์แจ้ง1300

             นางนภา เศรษฐกร รองปลัด พม.

   ซึ่งการแก้ไขปัญหาทางสังคม…รอไม่ได้ เพราะเป็นการละเมิดศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างร้ายแรง การแชร์ภาพผ่านโซเชียลมีเดียก็มีส่วนกระตุ้นให้เกิดความเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติธรรมดา กระทรวง พม. ได้ให้ความสำคัญกับการส่งเสริมความร่วมมือของภาคประชาสังคม ให้มีส่วนร่วมดูแลสังคมทุกพื้นที่ เพื่อสร้างการรับรู้แก่ชุมชน หากพบเห็นการกระทำความรุนแรงในครอบครัว การละเมิดเด็กและสตรี กรุณาแจ้งให้กระทรวง พม. และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทราบ เพื่อจะได้ดำเนินการให้การช่วยเหลือที่รวดเร็วและทันการณ์

     ทั้งนี้ มีกฎหมายหลายฉบับให้การคุ้มครองผู้พบเห็นที่แจ้งเบาะแสแก่พนักงานเจ้าหน้าที่โดยไม่ต้องรับผิดทั้งทางแพ่ง ทางอาญา และทางปกครอง เช่น พระราชบัญญัติคุ้มครองผู้ถูกกระทำด้วยความรุนแรง ในครอบครัว พ.ศ. 2550 พระราชบัญญัติคุ้มครองเด็ก พ.ศ. 2546 รวมถึงพระราชบัญญัติปราบปรามการค้ามนุษย์ (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2558 โดยมีกระทรวง พม. ทำหน้าที่ให้การคุ้มครองผู้ถูกกระทำหรือผู้ประสบปัญหาทางสังคม ทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจ และสังคม

      “กระทรวง พม. จะได้เพิ่มช่องทางการรับรู้ร่วมกับทุกภาคส่วน และชุมชนให้มากขึ้น เพื่อสร้างความตระหนักให้กับชุมชนและประชาชน โดยเฉพาะผู้ที่พบเห็นเบาะแส หรือเหตุการณ์การล่วงละเมิดต่อเด็กและสตรี การค้ามนุษย์ การกระทำความรุนแรง ในครอบครัว และทุกปัญหาทางสังคม ขอความร่วมมือแจ้งกระทรวง พม. ผ่านศูนย์ช่วยเหลือสังคม โทร.1300 หรือบ้านพักเด็กและครอบครัวทุกจังหวัดทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง เพราะปัญหาสังคมเป็นเรื่องของทุกคน ซึ่งต้องช่วยกันสร้างสังคมให้น่าอยู่ และปกป้องลูกหลานให้ปลอดภัยอย่างยั่งยืน” นางนภา กล่าวในตอนท้าย

แถลง5ข้อแก้กม.บัตรทองแนะ คสช. เชื่อหลักฐานเชิงประจักษ์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/283051

แถลง5ข้อแก้กม.บัตรทองแนะ คสช. เชื่อหลักฐานเชิงประจักษ์

คุณภาพชีวิต > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  18 มิ.ย. 2560

กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพร้องหยุดประชาพิจารณ์แก้กฏหมายบัตรทองทั้งหมดเริ่มกระบวนการแก้กฏหมายใหม่ที่สมดุลมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย  แนะคสช. เชื่อข้อมูลเชิงประจักษ์

    วันนี้ (18 มิ.ย.) เมื่อเวลา 11.00 น. กลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพภาคกลาง ตะวันตก ตะวันออก และ กทม. โดยนายพงษภัทร หงส์สุขสวัสดิ์ ผู้แทนกลุ่มคนรักหลักประกันณ อ่านแถลงการณ์เหตุผลที่คัดค้านเวทีประชาพิจารณ์ ว่า จากเวทีประชาพิจารณ์ 4 ภาค กลุ่มคนรักหักประกันฯ ขอแสดงจุดยืนคัดค้านไม่สนับสนุนการรับฟังความคิดเห็นดังกล่าวฃ

เนื่องจากไม่ลดความเหลื่อมล้ำ ไม่เพิ่มสิทธิประชาชน มีแนวโน้มร่วมจ่าย ทั้งมองบุคคลแค่เลข 13 หลัก ขาดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง ไม่สมดุล ประชาชนไม่มีโอกาสมีส่วนร่วมตั้งแต่ต้น ที่สำคัญไม่มีคำตอบ ว่า การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็น จะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเนื้อหาสาระของกฎหมายให้ดีขึ้นได้อย่างไร เพราะหลักการและเหตุผลของการแก้กฎหมายเจาะจงว่าจะแก้มาตราไหนอย่างไรบ้าง

     ดังนั้นไม่มีประโยชน์ที่จะรับฟังความคิดเห็นรายมาตรา เรียกร้องให้หยุดกระบวนการทั้งหมด และเริ่มกระบวนการแก้กฎหมายใหม่ที่สมดุล และมีส่วนร่วมจากทุกฝ่าย จากการศึกษาร่างกฎหมายที่แก้ไข ไม่มีการปฏิรูประบบบริการสุขภาพ เช่น

แถลง5ข้อแก้กม.บัตรทองแนะ คสช. เชื่อหลักฐานเชิงประจักษ์

     1. การแก้ไขกฎหมายควรยึดหลักการ แก้แล้วประชาชนได้ประโยชน์อย่างไรเป็นที่ตั้ง เช่น ต้องแก้ไขมาตรา 9 มาตรา 10 และมาตรา 11 เพื่อให้มีสิทธิประโยชน์เดียวสำหรับทุกคน และบริการสาธารณสุขที่ได้มาตรฐานและมีคุณภาพ

    2. ยกเลิกการร่วมจ่าย เพราะการแก้ไขไม่ได้ยกเลิกการร่วมจ่าย ประชาชนมีโอกาสร่วมจ่ายเมื่อมีการไปใช้บริการ ซึ่งกลุ่มคนรักหลักประกัน คัดค้านการร่วมจ่ายที่หน่วยบริการ แต่สนับสนุนให้มีการจัดเก็บภาษีเพิ่มเติมเพื่อลดความเหลื่อมล้ำ เช่น จากกำไรในการซื้อขายหลักทรัพย์ (Capital Gain) เพราะระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเป็นของทุกคน คนชั้นกลางก็มีสิทธิล้มละลายได้ถ้าต้องจ่ายค่ารักษาบริการสุขภาพราคาแพงด้วยตนเอง

    3. ขอให้ใช้ข้อมูลหรือหลักฐานเชิงประจักษ์ในการแก้กฎหมาย (Evidence Based) เช่น ควรแก้กฎหมายเพิ่มอำนาจให้สปสช. สามารถจัดซื้อยาและอุปกรณ์การแพทย์ราคาแพง โดยในปัจจุบัน สปสช. จัดซื้อยารวมสำหรับโครงการพิเศษเพียงร้อยละ 4.9 ของการจัดซื้อยา ทำให้สามารถประหยัดงบประมาณในรอบ 10 ปีได้เกือบ50,000 ล้านบาท เพราะหากไม่แก้กฎหมายให้สามารถจัดซื้อได้ รัฐบาลจะนำเงินปี ละ 5,000 ล้านบาทมาจากไหน ท่ามกลางทรัพยากรที่จำกัดของประเทศ หรือนี่คือหลุมในการร่วมจ่ายของประชาชนในการใช้ยา

แถลง5ข้อแก้กม.บัตรทองแนะ คสช. เชื่อหลักฐานเชิงประจักษ์

    4. การแก้กฎหมายให้แยกเงินเดือนของบุคลากรสาธารณสุข ซึ่งดูเหมือนจะดีและทำให้บุคลากรสาธารณสุขไม่ต้องกังวล แต่ต้องยอมรับว่า จะเกิดปัญหาการกระจายบุคลากรที่เป็นธรรมต่อหน่วยบริการหรือโรงพยาบาล

    5. การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการระบบหลักประกัน โดยเพิ่มสัดส่วนผู้ประกอบวิชาชีพมากขึ้นทั้งสองคณะ ทั้งที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ควรเพิ่มสัดส่วนผู้รับบริการให้มากขึ้น และคณะกรรมการควบคุมคุณภาพมาตรฐานบริการสาธารณสุข ควรมีสัดส่วนของกลุ่มผู้ป่วย ตัวแทนศูนย์มาตรา 50 (5)

ทั้งในหน่วยบริการและของประชาชน เพื่อให้การปฎิบัติหน้าที่ของคณะกรรมการทั้งสองคณะเป็นไปมีประสิทธิภาพ และเพิ่มอำนาจของประชาชนในการบริหารจัดการระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

 สุภัทรา นาคะผิว ตัวแทนกลุ่มรักหลักประกันสุขภาพ กล่าวระหว่างการแถลงเพื่อแสดงจุดยืนของภาคประชาชน ว่า “คสช. อย่าหูเบา เชื่อในข้อมูลที่ไม่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ ไม่อย่างนั้นการแก้กฎหมาย ที่คสช.ตั้งใจ อาจถูกสอดไส้ โดยคนที่มีเจตนาไม่ตรงไปตรงมา ขอให้ยกเลิกสิ่งที่ทำมา และเริ่มกระบวนการใหม่ ไปทำงานวิชาการก่อน ให้มีหลักฐานเชิงประจักษ์ไม่ใช่มโนเอาเอง