คนรักหลักประกันสุขภาพค้าน–ไม่เอาแก้กม.บัตรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/283046

คนรักหลักประกันสุขภาพค้าน–ไม่เอาแก้กม.บัตรทอง

คนรักหลักประกันสุขภาพ, ประชาพิจารณ์บัตรทอง, ค้่านแก้บัตรทอง, ร่าง, ฉบับที่, ร่าง , ฉบับที่…, แก้ไม่ดี อย่าแก้, ตำรวจรังแกประชาชน, คสช, สปสช

เครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพเปิดเวทีคู่ขนานกับเวทีประชาพิจารณ์ แต่ไม่ขอเข้าร่วมเวทีประชาพิจารณ์บัตรทองครั้งที่ 4

   เมื่อเวลา09.00 น.วันที่ 18 มิถุนายน ที่โรงแรมเซ็นทราศูนย์ราชการและคอนเวนชั่นเซ็นเตอร์ แจ้งวัฒนะ คณะอนุกรรมการดำเนินการประชาพิจารณ์พิจารณา(ร่าง)พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่…) พ.ศ..จัดเวทีประชาพิจารณ์เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติมร่างพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(ฉบับที่..) พ.ศ..ซึ่งเป็นเวทีประชาพิจารณ์ภาคกลางครั้งที่ 4 หลังจากจัดขึ้นมาแล้ว 3 ครั้งที่ภาคเหนือ ภาคใต้ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่งปรากฎว่าเครือข่ายกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพคัดค้าน แสดงออกทั้งการวอล์กเอาต์ออกจากห้องประชุม และล่าสุดภาคอีสานที่จ.ขอนแก่น ได้ยึดเวทีประชาพิจารณ์ จนทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้

      ทั้งนี้ เวทีรับฟังความคิดเห็น เรื่อง การแก้ไขเพิ่มเติม (ร่าง ) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่…) โดยมีผู้ลงทะเบียนออนไลน์ประมาณ 669 มาลงทะเบียนจริง 558 คน และผู้ลงทะเบียนหน้างาน 204 คน รวมทั้งหมด 762 คน แต่เข้ามาแสดงความคิดเห็นประมาณ 200 คน โดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป ประธานคณะกรรมการดำเนินการประชิจารณ์พิจารณา(ร่าง) พระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (ฉบับที่…)พ.ศ. กล่าวเปิดเวทีประชาพิจารณ์ว่าการเปิด เวทีประชาพิจารณ์เพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนทุกภาคส่วนได้เข้ามาแสดงความคิดเห็นเพื่อนำไปประกอบในการแก้ พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ

โดยการความคิดเห็นต้องเป็นของตัวเอง ไมใช่ในฐานะตัวแทนของฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง และไม่อนุญาตให้มีการโห่ร้องหรือตอบโต้ความคิดเห็นของผู้อื่น โดยกำหนดให้ 3 นาทีต่อ 1 ความคิดเห็น ซึ่งหลังจากมีการรวบรวมแล้วจะได้ส่งไปให้คณะกรรมการยกร่างนำไปพิจารณาและเผยแพร่ต่อสาธารณชนต่อไป

ทั้งนี้ในการแสดงความคิดเห็นของประชาชนเวทีประชาจารณ์ได้มีการพูดถึงในประเด็นสำคัญๆ อาทิ เรื่องการร่วมจ่ายซึ่งผู้แสดงความคิดเห็นหลายคนกังวลในเรื่องข้อจำกัดในเรื่องค่าใช้จ่ายที่จะทำให้เกิดความเหลื่อมล้ำที่จะเกิดขึ้นในสังคม การจัดซื้อยา ความเสมอภาคของประชาชนให้ได้รับความเท่าเทียมในการรักษาพยาบาลเท่ากันทุกคน และสัดส่วนคณะกรรมการที่ควรมาจากทุกภาคส่วนในสัดส่วนที่เหมาะสม เป็นต้น.

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ก่อนเริ่มประชุมเวทีประชาพิจารณ์เวลา 09.00 น.ทางเครือข่ายคนรักหลักประกันสุขภาพกว่า 200 คน เดินทางมายังบริเวณหน้างาน โดยถือป้ายคัดค้าน ไม่เอาแก้กฎหมายบัตรทอง พร้อมตะโกนว่า “แก้ไม่ดี อย่าแก้” โดยมี นายนิมิตร์ เทียนอุดม ผู้อำนวยการมูลนิธิเข้าถึงเอดส์ น.ส.สารี อ๋องสมหวัง กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน น.ส.กรรณิการ์ กิจติเวชกุล กรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติสัดส่วนภาคประชาชน

      น.ส. บุญยืน ศิริธรรม อดีตสมาชิกวุฒิสภาจังหวัดสมุทรสงคราม นายอภิวัฒน์ กวางแก้ว ประธานเครือข่ายผู้ติดเชื้อเอชไอวี/เอดส์แห่งประเทศไทย ฯลฯ กล่าวบริเวณหน้างานว่า ขอเปิดเวทีคู่ขนานกับเวทีประชาพิจารณ์ แต่ไม่ขอเข้าร่วมภายในงานครั้งนี้

     ผู้สื่อข่าวรายงานว่าปรากฎว่า ก่อนเวลาเริ่มเปิดประชุม กลับเกิดความชุลมุนขึ้นเนื่องจากมีชายไม่ทราบชื่อยื้อแย่งป้ายคัดค้านของกลุ่มคนรักหลักประกันสุขภาพ จนทำให้เครือข่ายประชาชนไม่พอใจ ลุกฮือ ขณะเดียวกันอีกด้านหนึ่งนายนิมิตร์ ก็เกิดการโต้เถียงกับทางเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณี เจ้าหน้าที่ไม่อนุญาตให้ใช้เครื่องขยายเสียง จนทำให้เครือข่ายฯเข้าใจผิดว่า ตำรวจมีการยึดของ เกิดการลุกฮือ ร้องตะโกนไม่พอใจ “ตำรวจรังแกประชาชน”

       จนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามาระงับเหตุ และแจ้งเหตุผลว่าไม่มีการยืดของแต่อย่างใด และเจ้าหน้าที่ตำรวจกลุ่มหนึ่งได้นำตัวชายไม่ทราบชื่อที่แย่งป้ายคัดค้าน ออกจากที่ประชุม เนื่องจากกังวลว่าจะเกิดเรื่องบานปลาย

     กระทั่งเมื่อเหตุการณ์สงบ ทางนายนิมิตร์ จึงประกาศให้เครือข่ายฯ นั่งอยู่หน้าห้องประชุมอย่างสงบ โดยยืนยันจะจัดเวทีคู่ขนานต่อไป แต่จะไม่ใช้เครื่องขยายเสียง

     น.ส.สารี กล่าวว่า การมาเข้าร่วมครั้งนี้ ต้องการแสดงออกว่าไม่เห็นด้วยกับการแก้กฎหมายครั้งนี้ เนื่องจากขัดการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริง และเป็นการแก้กฎหมายที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของพ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 และเป็นเรื่องที่ส่งผลกระทบต่อประชาชนแน่นอน

        เนื่องจากกฎหมายนี้ สิ่งที่ควรแก้ไขกลับไม่แก้ อย่างเรื่องร่วมจ่าย แทนที่ควรตัดเรื่องนี้ออกไป หรือแม้กระทั่งการแก้กฎหมายที่ล้อตามมาตรา44 ของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.) อย่างเรื่องการแก้ระเบียบให้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) ดำเนินการจัดซื้อยาจำเป็น วัคซีนได้

     เนื่องจากเป็นประโยชน์ เพราะลดค่าใช้จ่ายและทำให้เข้าถึงยา ที่สำคัญสปสช.จัดซื้อยากลุ่มนี้เพียง 4.9% ซึ่งประหยัดงบประมาณในรอบ 10 ปีได้เกือบ 5 หมื่นล้านบาท แต่การแก้กฎหมายครั้งนี้กลับไปแก้ไขให้กระทรวงสาธารณสุขดำเนินการแทน แบบนี้คือการเอาอำนาจกลับคืนโดยไม่เกิดประโยชน์แก่ประชาชน

     “ส่วนประเด็นเรื่องสัดส่วนกรรมการก็เช่นกัน ไม่มีความจำเป็นต้องแก้ไข แต่กลับแก้เพื่อเพิ่มสัดส่วนผู้ให้บริการ สัดส่วนกระทรวงมากขึ้น แต่กลับมีการเบี่ยงประเด็นว่า กลุ่มที่มาร้องเสียผลประโยชน์ ต้องถามว่าเสียอย่างไร เพราะที่เราคัดค้าน เพื่อไม่ให้เกิดความซ้ำซ้อน และที่สำคัญควรไปแก้สัดส่วนกรรมการควบคุมคุณภาพ โดยต้องเพิ่มผู้เสียหายฯ และควรเพิ่มศูนย์ร้องเรียนเข้าไปด้วย เพราะทราบปัญหาการร้องเรียนเรื่องคุณภาพดี แต่นี่ไม่มีเลย ดังนั้น หากยังเดินหน้าแก้กฎหมายต่อ พวกเราก็จะคัดค้าน และจะไปหานายกรัฐมนตรีแน่นอน” น.ส.สารี กล่าว

    พ.ต.ท.ปริญญา กลิ่นเกษร ผบ.ร้อยควบคุมฝูงชน บช.น. 2 กล่าวว่า การจัดกองร้อยควบคุมฝูงชนมาในงานประชาพิจารณ์ในครั้งนี้ เพราะทราบมาว่า การจัดเวทีที่ผ่านมาในภาคอื่นมีการล้มเวทีการประชุมหลายครั้ง จึงเกรงว่าจะมีการเกิดขึ้นอีก จึงนำกองกำลังมาคอยดูแลเพื่อให้การจัดประชุมลุล่วง เป็นไปด้วยความเรียบร้อย ยืนยันว่า ไม่มีการใช้กำลังกับประชาชนแต่อย่างใด ส่วนที่มีการควบคุมตัวบุคคลหนึ่งเมื่อช่วงเช้า เพราะเกิดความวุ่นวายขึ้น เกรงว่าจะมีการใช้ความรุนแรงระหว่างกันระหว่างกลุ่มผู้จัดประชุมและกลุ่มผู้คัดค้าน จึงมีการแยกตัวกันเท่านั้น ไม่ได้มีการใช้ความรุนแรงใดๆ

    “การมาดูแลในครั้งนี้เราไม่ได้เข้าข้างฝ่ายใด และไม่ได้เกี่ยวข้องกับการเมืองแน่นอน เพียงแต่มาดูแลให้เกิดความสงบเรียบร้อย ให้การประชุมสำเร็จลุล่วง ซึ่งก็ได้มีการขอความร่วมมือกับกลุ่มผู้คัดค้านว่า ในช่วงระหว่างการประชุมอย่าใช้เครื่องขยายเสียงหรือชูป้ายที่เสี่ยงหรือหมิ่นเหม่ว่าจะล้มการประชุม ซึ่งทางกลุ่มผู้คัดค้านก็เข้าใจและให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี และทางตำรวจก็ไม่ได้มีการยึดป้ายหรือยึดเครื่องเสียงแต่อย่างใด เพียงแต่ขอความร่วมมือให้เก็บในระหว่างที่ดำเนินการประชุมเท่านั้น เพราะหากระหว่างการประชุมมีการใช้เครื่องขยายเสียงที่ดังก็ส่อเจตนาว่าต้องการล้มกรประชุม ซึ่งจะให้เกิดขึ้นเช่นนั้นไม่ได้ แต่ระหว่างก่อนเริ่มประชุมก็อนุญาตให้กลุ่มผู้คัดค้านประชุมชี้แจงทำความเข้าใจได้ สำหรับผู้ที่อยากแสดงความคิดเห็นต่างๆ ก็ขอให้ใช้สิทธิเข้าไปแสดงความคิดเห็นในเวที” พ.ต.ท.ปริญญา กล่าว

สองเฟอร์นิเจอร์ DIY ผลงานนักศึกษา มทร.ธัญบุรี

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282921

สองเฟอร์นิเจอร์ DIY ผลงานนักศึกษา มทร.ธัญบุรี

เฟอร์นิเจอร์, สองเฟอร์นิเจอร์, DIY, ผลงานนักศึกษา, มทรธัญบุรี, มทร

ทุกวันนี้เฟอร์นิเจอร์ที่ตอบโจทย์ความต้องการด้านการใช้งาน ความสะดวกสบาย ได้รับความสนใจจากผู้บริโภค มนุษย์จึงต้องการแกแบบผลิตภัณฑ์เฟอร์นิเจอร์ใหม่ๆ ออกมาอยู่เสมอ

         สองนักศึกษาจากสาขาวิชาการออกแบบผลิตภัณฑ์ คณะศิลปกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี ว่าที่นักออกแบบหน้าใหม่ได้ออกแบบและพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ ที่ตอบโจทย์ความต้องการ สองผลิตภัณฑ์ คือตู้เก็บรองเท้าดูดกลิ่น” ผลงานของนางสาวเบญจภรณ์ ชัยเฉลิมเกียรติ และ “ที่แขวนผ้าอเนกประสงค์ สำหรับผู้พักอาศัยในพื้นที่ขนาดเล็ก” ผลงานของนายจีรภัทร เมธาวิศิษฏ์ 

        เจ้าของผลงานตู้เก็บรองเท้าดูดกลิ่น นางสาวเบญจภรณ์ ชัยเฉลิมเกียรติ เล่าว่า ตู้เก็บรองเท้าดูดกลิ่น มีขนาดกว้าง 40 เซนติเมตร ความยาว 100 เซนติเมตร ความสูง 110 เซนติเมตร โดยโครงสร้างของตู้เก็บรองเท้า เพื่อให้เกิดประโยชน์ใช้สอยในเรื่องของการกำจัดกลิ่นไม่พึงประสงค์ สามารถจัดเก็บรองเท้าได้ 15 – 20 คู่ ออกแบบให้มีรูปร่างและรูปทรงให้มีความสวยงามและสอดคล้องกับการใช้งาน ออกแบบตามขนาดและสัดส่วนตามมาตรฐานเกี่ยวกับการยศาสตร์ของมนุษย์ สัดส่วนของรองเท้าแต่ละประเภท โดยคำนึงถึงความเป็นไปได้และระยะเวลาในการผลิตเพื่อให้ทันตามกำหนดการ  นอกจากนั้นส่วนของแผ่นถ่านไม้อัดที่สอดเข้าด้านในตู้ สามารถถอดออกได้ ส่วนตะแกรงด้านในตู้สามารถเลื่อนออกมาได้ และส่วนของขาตู้ สามารถปรับระดับได้ 10 – 15 เซนติเมตร ตู้เก็บรองเท้าดูดกลิ่น เลือกวัสดุธรรมชาติจากถ่านไม้มาแปรรูปเป็นแผ่นให้เหมาะสมกับขนาดของตู้เก็บรองเท้า ดีไซน์เน้นการใช้งานสะดวกสบาย เรียบง่าย สีดำเงา มีการดึงดูดด้วยความพิเศษ มีคุณสมบัติดูดกลิ่น อับชื้น ลดดกลิ่นไม่พึงประสงค์

สองเฟอร์นิเจอร์ DIY ผลงานนักศึกษา มทร.ธัญบุรี

            ทางด้าน นายจีรภัทร เมธาวิศิษฏ์ เจ้าของผลงาน ที่แขวนผ้าอเนกประสงค์ สำหรับผู้พักอาศัยในพื้นที่ขนาดเล็ก เล่าว่า ที่แขวนผ้าอเนกประสงค์ สำหรับพักอาศัยในพื้นที่ขนาดเล็กที่ได้รับแรงบันดาลใจมาจากการออกแบบเฟอร์นิเจอร์ที่แขวนผ้าสไตล์ลอฟท์ที่มีอยู่ตามท้องตลาด นำมาออกแบบและพัฒนาเป็นที่แขวนผ้าอเนกประสงค์ให้ตอบสนองสำหรับผู้ที่พักอาศัยในพื้นที่ขนาดเล็ก ที่เน้นประโยชน์ใช้สอยแบบอเนกประสงค์ เช่น ที่แขวนผ้านี้สามารถปรับระดับลงมาเพื่อเป็นที่รีดผ้าได้ สามารถวางกระเป๋าหิ้วหรือสัมภาระอื่นที่สามารถวางบนแผนรองรีดด้านบนได้ มีกระบะและตู้เพื่อใช้พับใส่หรืออุปกรณ์รีดผ้า ที่ผู้ใช้สามารถจะเลือกใช้งานอเนกประสงค์ได้หลายแบบ และที่แขวนผ้าอเนกประสงค์ชิ้นนี้นำมาใช้ในการตกแต่งห้องพักให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น

สองเฟอร์นิเจอร์ DIY ผลงานนักศึกษา มทร.ธัญบุรีสองเฟอร์นิเจอร์ DIY ผลงานนักศึกษา มทร.ธัญบุรี

โดยโครงสร้างหลักเป็นเหล็กกัลป์วาไนซ์ และใช้วัสดุรองลงมาเป็นไม้ยางพารา มีขนาดที่ปรับระยะลงมาต่ำสุดที่ 87 เซนติเมตร และปรับระยะสูงสุดที่ 153 เซนติเมตร ขนาดความกว้าง 123 เซนติเมตร ความลึก 50 เซนติเมตร โดยวัสดุจะเน้นไปทางวัสดุที่มีผิวเป็นธรรมชาติโชว์เนื้อของวัสดุจริง และสไตล์ที่นำมาใช้ในการออกแบบที่แขวนผ้าอเนกประสงค์สำหรับผู้พักอาศัยในพื้นที่ขนาดเล็ก คือ สไตล์ลอฟท์ ซึ่งเป็นสไตล์ที่นิยมในปัจจุบันนำมาตกแต่งบ้านหรือห้องพักให้ดูสวยงามยิ่งขึ้น นอกจากจะใช้ประโยชน์ได้แล้ว ยังสามารถใช้ตกแต่งห้องได้อีกด้วย ตอบสนองความต้องการของผู้พักอาศัยในพื้นที่ขนาดเล็ก ที่พักอาศัยเพียงหนึ่งคนได้เป็นอย่างดี

ถือเป็นการ DIY ผลิตภัณฑ์ได้อย่างลงตัว เหมาะกับยุคสมัยได้เป็นอย่างดี นอกจากความสวยงามแล้ว ความสะดวกในการใช้สอยผลิตภัณฑ์เป็นสิ่งที่ผู้บริโภคอันดับต้นๆ ในการเลือกซื้อผลิตภัณฑ์

แนะคนไทยหยุดดูถูกประเทศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282919

แนะคนไทยหยุดดูถูกประเทศ

มธ

มธ. ดึงนักวิชาการจัดเสวนา”ไม่มีความสมานฉันท์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ” แนะคนไทยหยุดดูถูกประเทศ พร้อมจับตาอินเดียอาจพัฒนาแซงจีน

       “ไม่มีความสมานฉันท์ในความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ?: ทฤษฎี โลกปฏิบัติ และการวิพากษ์” มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์(มธ.) โดยคณะรัฐศาสตร์ จัดเสวนาดึงนักวิชาการด้านรัฐศาสตร์ จากทั้งมธ.และจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยวิเคราะห์สถานการณ์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพื่อให้นักศึกษาและประชาชนทั่วไปเข้าใจถึงความเป็นไปของนานาประเทศ

​         ศ..สมคิด เลิศไพฑูรย์ อธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไทยเป็นประเทศที่มีความสัมพันธ์กับหลายประเทศทั่วโลก ทั้งความสัมพันธ์แบบรัฐต่อรัฐ หรือระหว่างภาคเอกชน ส่งผลให้เกิดความเจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับ ดังนั้น จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งในการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ เพราะในอนาคตสามารถคาดเดาได้ยากว่าจะเป็นไปในทิศทางใด เพราะแต่ละประเทศก็มีนโยบายที่เปลี่ยนแปลงไปตามผู้นำ หลายประเทศจากเคยมีความสัมพันธ์อันดี ก็กลับขัดแย้ง หรือบางประเทศก็อยู่ในกรณีตรงกันข้าม ดังนั้นมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นหนึ่งในมหาวิทยาลัยชั้นนำในการเรียนการสอน และการวิจัย ด้านการปกครองและความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ จึงเล็งเห็นประโยชน์ในการจัดเสวนาในประเด็นนี้

รศ.พิเศษ ดร.เอนก เหล่าธรรมทัศน์  กรรมการสภามหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ กล่าวว่า ไทยมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจอันดับ 33 ของโลกและมีกำลังซื้อเป็นอันดับ 22 ของโลก แต่หากพูดถึงที่ตั้งในปัจจุบัน ภูมิศาสตร์ที่ตั้งของไทยมีความเหมาะสมเพราะไทยเป็นศูนย์กลางของอาเซียน และหากมองจากตัวเลขการเติบโตของเศรษฐกิจพบว่ากำลังพัฒนาไปอย่างแต่เนื่อง เเม้คนไทยหลายรายอาจจะยังดูถูกประเทศของตนแต่ก็คงเพราะต้องการให้เจริญมากกว่าที่เป็นอยู่ซึ่งอยากให้ลดพฤติกรรมนี้ลง ไม่เช่นนั้นเราอาจจะพัฒนาได้น้อยกว่าจีนที่ตอนนี้เป็นประเทศมหาอำนาจด้านเศรษฐกิจอันอับ 2 แต่คู่แข่งที่น่าจับตามองคือ อินเดียที่มีเศรษฐกิจขยายตัวปีละร้อยละ 5-15 และมีแนวโน้มขยายตัวมากกว่าจีนเพราะมีประชากรวัยทำงานมากกว่า จึงเป็นคู่แข่งที่สำคัญมากกว่าชาติตะวันตกอย่างเยอรมันและฝรั่งเศสที่มีหนี้สาธารณะต่อจีดีพีร้อยละ 70-80 ตามลำดับ  ดังนั้นไทยเราควรมีความสัมพันธ์กับต่างประเทศอย่างระมัดระวัง แต่ก็ควรมองปัจจัยภายในของหลายประแทศให้เป็นโอกาส อาทิ ญี่ปุ่นที่ลงทุนในไทยมากสุดร้อยละ 30 แต่ยังขาดแคลนด้านแรงงานเพราะมีอัตราส่วนวัยทำงานน้อยกว่าผู้สูงอายุ ดังนั้นจึงเป็นโอกาสทองของผู้ปกครองที่ควรส่งเสริมให้บุตรหลานเรียนภาษาญี่ปุ่นและทำงานในบริษัทญี่ปุ่นซึ่งให้ค่าตอบแทนสูงกว่า

ด้าน รศ.ดร.กิตติ ประเสริฐสุข หัวหน้าสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มธ.กล่าวว่าการจัดงานครั้งนี้เพื่อเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแก่นักศึกษาและประชาชนด้านความสัมพันธ์ระหว่างประเทศทั้งของไทย ประเทศเพื่อนบ้าน และประเทศอื่นๆ ส่วนจากความขัดแย้งกันของประเทศมหาอำนาจ อย่างการคว่ำบาตรการ์ตาของ 6 ประเทศตะวันออกกลางนั้น เนื่องจากเพียงการคว่ำบาตรสัปดาห์เดียว ก็ส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับลดลง เพราะกาตาร์มีความจำเป็นต้องผลิตน้ำมันเพิ่มเพื่อชดเชยรายได้จากการถูกตัดความสัมพันธ์ ในขณะกลุ่มโอเปคก็ยังคงการผลิตน้ำมันอยู่ในระดับเดิม แต่หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อาจทำให้ส่งผลกระทบต่อการส่งก๊าซธรรมชาติเหลว (LNG) มายังไทยได้ ขณะเดียวกันจะได้วิเคราะห์ถึงผลกระทบของไทยที่อาจได้รับ

พร้อมกันนี้ได้เปิดตัวหนังสือแปล “ทฤษฎีความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ: สาขาวิชาและความแตกต่างหลากหลาย” โดย รศ.ดร.กิตติ ระบุว่าหนังสือเล่มนี้เป็นความพยายามของสาขาการระหว่างประเทศ คณะรัฐศาสตร์ มธ. ในการแปลตำราที่ดีและมีมาตรฐานระดับโลก ซึ่งผู้อ่านสามารถนำทฤษฎีเหล่านี้ไปประยุกต์ใช้ในการอธิบายความสัมพันธ์ระหว่างประเทศในโลกปัจจุบัน กรณีศึกษาเกี่ยวกับการเมืองโลกและนโยบายต่างประเทศ โดยชี้ให้เห็นจุดเด่นและข้อจำกัดของทฤษฎีต่างๆ ซึ่งการหนังสือเล่มนี้นี้จะช่วยทำให้เราเข้าใจหรืออธิบายปรากฏการณ์การเมืองระหว่างประเทศได้ดีมากยิ่งขึ้น

จุฬาฯ เปิดโควต้านร.สาธิต จุฬาฯ ครั้งแรก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282918

จุฬาฯ เปิดโควต้านร.สาธิต จุฬาฯ ครั้งแรก

จุฬาฯ, เปิดโควต้านรสาธิต, ครั้งแรก, Portfolio

จุฬาฯ ให้โควตานักเรียนสาธิตจุฬาฯเป็นครั้งแรก พร้อมมีแผนขยายโอกาสให้โรงเรียนอื่นๆที่มีความร่วมมือทางวิชาการ

      ผศ.ดร.ปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา รองอธิการบดีด้านวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยถึงโครงการให้โควตาแก่นักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ฝ่ายมัธยม เข้าศึกษาต่อคณะต่างๆในจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จำนวน 80 คน ในปีการศึกษา 2561 เป็นครั้งแรกว่า จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยไม่เคยมีโครงการในลักษณะนี้กับโรงเรียนสาธิตจุฬาฯมาก่อน ในอดีตมีโครงการในลักษณะพิเศษที่เปิดให้ เช่น โครงการชายแดนใต้ โครงการพัฒนากีฬา และความร่วมมือกับโรงเรียนกำเนิดวิทย์ เป็นต้น

       การให้โควตาแก่นักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯในครั้งนี้เป็นการสนองตอบนโยบายของรัฐบาลและกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งกำหนดให้ในปีการศึกษา 2561 มีการปรับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาเป็นระบบใหม่ คือ TCAS (Thai university Central Admission System) ซึ่งแบ่งการรับนักเรียนเข้าศึกษาออกเป็น 5 รอบ รอบที่ 1 เป็นการรับด้วยแฟ้มสะสมผลงาน (Portfolio) โดยไม่มีการสอบข้อเขียน โดยจะเน้นไปที่โครงการพิเศษต่างๆ อย่างโครงการโอลิมปิกวิชาการ เด็กอัจฉริยภาพ พสวท. เป็นต้น รอบที่ 2 การรับแบบโควตาที่มีการสอบข้อเขียนหรือข้อสอบปฏิบัติ สำหรับนักเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่หรือภาค นักเรียนในโรงเรียนเครือข่าย และโครงการความสามารถพิเศษต่างๆ รอบที่ 3 เป็นการรับตรงร่วมกับมหาวิทยาลัย/สถาบัน กำหนดเกณฑ์ที่เป็นอิสระ และโครงการ กสพท. โครงการพิเศษอื่นๆ และนักเรียนทั่วไป รอบที่ 4 การรับแบบแอดมิชชั่นส์ โดยใช้เกณฑ์แต่ละสาขาเหมือนกันหมด และรอบที่ 5 เป็นการรับตรงแบบอิสระ

         ทั้งนี้ การรับนักเรียนในรอบที่ 2 ระบุไว้อย่างชัดเจนว่าเป็นการรับแบบโควตาที่มีการสอบข้อเขียนหรือข้อสอบปฏิบัติ โดยกลุ่มเป้าหมายคือนักเรียนที่อยู่ในเขตพื้นที่หรือภาคโควต้าโรงเรียนในเครือข่าย/สังกัด โดยนักเรียนจะต้องผ่านการสอบข้อเขียนหรือข้อสอบปฏิบัติ ซึ่งจุฬาฯ ได้กำหนดเกณฑ์การคัดเลือกไว้ชัดเจน คือ จะใช้ GPAX และคะแนนการสอบกลางของ สพฐ. คือ GAT, PAT และวิชาสามัญ มาเรียงลำดับกันเพื่อเป็นตัวตัดสินว่าใครจะมีสิทธิได้เข้าเรียน

       “จุฬาฯ เน้นเรื่องคุณภาพทางวิชาการของนิสิต แม้จะเป็นเด็กสาธิตจุฬาก็ต้องเป็นเด็ก หัวกะทิ และต้องแข่งขันกันเพื่อจะเข้ามาในรอบโควตา รับรองว่าไม่มีการล็อคสเปคเด็ดขาด” ​ผศ.ดร.ปมทอง กล่าว

       จำนวนการรับนักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ เข้าศึกษาในจุฬาฯ ในรอบโควตานี้ พิจารณาจากสถิติการรับนักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ย้อนหลัง 5 ปี โดยที่ผ่านมานักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ สามารถผ่านการสอบคัดเลือกเข้ามาเรียนในจุฬาฯ ได้เฉลี่ยปีละ 100 คน ในปีการศึกษา 2561 นี้ จุฬาฯ จะรับนักเรียนโรงเรียนสาธิตจุฬาฯ ในรอบโควตานี้จำนวน 80 คน จึงไม่มีผลกระทบต่อจำนวนการรับนักเรียนจากโรงเรียนอื่น

         นอกจากนี้ กติกาการรับในรอบโควตาโรงเรียนในเครือข่ายนี้ มหาวิทยาลัย/สถาบัน สามารถรับได้จากโรงเรียนในเครือข่าย/สังกัด เท่านั้น มิใช่จะรับจากที่ไหนก็ได้ที่ไม่ได้เป็นเครือข่าย/สังกัด หรือไม่มีความร่วมมือทางวิชาการ

        “สำหรับปีแรก เราจัดโควตาให้แต่สาธิตจุฬาในTCAS รอบที่2 ไม่ใช่เพราะเลือกปฏิบัติ แต่เพราะมันเป็นปีแรก เรามีเวลาตัดสินใจและเตรียมการน้อยมาก จึงจำเป็นต้องบริหารจัดการกับโรงเรียนภายใต้โครงสร้างการบริหารของมหาวิทยาลัยโดยตรงไปก่อน แต่เรามีแผนที่จะขยายโอกาสให้โรงเรียนอื่นๆที่มีความร่วมมือทางวิชาการกับจุฬาฯ” ผศ.ดร.ปมทอง กล่าว

อัพเดทคุรุสภาต่อตั๋วครู7,049ราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282915

อัพเดทคุรุสภาต่อตั๋วครู7,049ราย

ตั๋วครู, กมล, กมว, สพฐ

‘กมล’ อัพเดทคุรุสภาต่อตั๋วครู7,049ราย โผล่ครูพี่เลี้ยง-ธุรการตกสเปคขึ้นทะเบียน

       ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา ในฐานะประธานอนุกรรมการดำเนินงานมาตรฐานวิชาชีพของคุรุสภา (กมว.) เปิดเผยว่า เมื่อเร็ว ๆ นี้ คณะอนุกรรมการ กมว. ได้พิจารณาอนุมัติใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 1,948 ราย จำแนกตามประเภทใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ คือ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จำนวน 1,255 ราย ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 549 ราย ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา จำนวน 53 ราย และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ จำนวน 91 ราย นอกจากนี้ ยังอนุมัติต่อใบอนุญาตประกอบวิชาชีพทางการศึกษา จำนวน 7,790 ราย จำแนกตามประเภทใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ดังนี้ ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จำนวน 7,049 ราย ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 623 ราย ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพผู้บริหารการศึกษา จำนวน 55 ราย และใบอนุญาตประกอบวิชาชีพศึกษานิเทศก์ จำนวน 63 ราย    

       ดร.กมล กล่าวว่า จากการตรวจสอบข้อมูลการตรวจสอบคุณสมบัติของผู้ขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ยังพบปัญหาการขาดคุณสมบัติในการขอขึ้นทะเบียนประเภทใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู จำนวน 4 ราย ซึ่งบรรจุในตำแหน่งครูพี่เลี้ยงเด็กพิการและครูธุรการ แต่สถานศึกษามอบหมายให้รับผิดชอบการสอนในการปฏิบัติการสอนที่ม่เป็นไปตามวัตถุประสงค์ของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) อย่างไรก็ตาม คณะอนุกรรมการ กมว. ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสของผู้ขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ที่ยังขาดคุณสมบัติดังกล่าว ซึ่งจะได้นำรายงานปัญหาในที่ประชุมอนุกรรมการ กมว. ครั้งต่อไป เพื่อพิจารณาแนวทางแก้ไขว่าครูพี่เลี้ยงและครูธุรการเหล่านี้จะมีคุณสมบัติเพื่อขอขึ้นทะเบียนรับใบอนุญาตประกอบวิชาชีพฯ ได้หรือไม่ในอนาคต ทั้งนี้ จำเป็นต้องตรวจสอบข้อกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างละเอียดเสียก่อน  

เปิดเวทีแชร์ความรู้ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282912

เปิดเวทีแชร์ความรู้ “อุตสาหกรรมท่องเที่ยว”

มสด, เปิดเวทีแชร์ความรู้, อุตสาหกรรมท่องเที่ยว, อาจารย์, เจ้าหน้าที่, มสด, Sharing

มสด. ผุดโครงการพัฒนาบุคลากร ด้านอุตสหกรรมท่องเที่ยว เปิดเวทีแชร์ความรู้ร่วมกัน

         สืบเนื่องจากแนวนโยบายผู้บริหาร ที่ต้องการให้บุคลากร ทั้งสายวิชาการ (อาจารย์) และสายสนับสนุน (เจ้าหน้าที่) พัฒนาตนเองในงานที่ตนเองรับผิดชอบอย่างต่อเนื่อง โรงเรียนท่องเที่ยวฯ เล็งเห็นความสำคัญ จึงจัดโครงการประจำปีดังกล่าวขึ้น ซึ่งบูรณาการเนื้อหาการอบรม โดยคำนึงถึงกรอบการพัฒนาบุคลากร 3 ด้าน ได้แก่ หากทราบจุดอ่อน เราต้องพัฒนาให้เข้มแข็ง, หากทราบความต้องการของบุคลากร เราต้องสนับสนุนให้ตรงจุด และหากคำนึงถึงความทันสมัย เราต้องพัฒนาตนเองให้เท่าทันความเปลี่ยนแปลงตามบริบทของสังคม

      อ.กมลกนก เกียรติศักดิ์ชัย คณบดีโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต (มสด.)กล่าวถึง โครงการ Monthly Sharing For THM Competencies Enhancement ว่า มหาวิทยาลัยรวมถึงระบบประกันคุณภาพฯ ได้กำหนดให้บุคลากรทั้งสายวิชาการ และสายสนับสนุน เข้าอบรมเพื่อพัฒนาตนเองอยู่แล้วนั้น โครงการ Monthly Sharing For THM Competencies Enhancement จึงเอื้อประโยชน์ต่อบุคลากรอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเนื้อหาส่วนใหญ่มุ่งเน้นพัฒนาด้านอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวและการบริการ แก่บุคลากรภายในโรงเรียนการท่องเที่ยวและการบริการ บุคลากรหน่วยงานอื่น และบุคลากรภายนอก หากสนใจก็สามารถเข้าร่วมอบรมได้ เพราะศาสตร์ของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวและการบริการ สามารถประยุกต์ได้อย่างหลากหลาย การอบรมครอบคลุมในด้านวิชาการ เช่น workshopเรื่อง จากความชำนาญเชิงวิชาชีพถ่ายทอดสู่บทความวิชาการ ด้านวิชาชีพ เช่น Beverage Design เทคนิคเริ่มต้นสู่ Barista และBartender และทักษะเพิ่มมูลค่าตนเองอื่นๆ เช่น Workshopเรื่อง Smart Advisor เข้าใจและให้คำปรึกษาแก่ลูกศิษย์อย่างถูกต้อง เป็นต้น

         นอกจากจะเชิญวิทยากรบางส่วนจากภายนอกแล้ว อาจารย์หลายท่านในมหาวิทยาลัยเองได้รับโอกาสไปสัมมนาในหัวข้อที่น่าสนใจภายนอกมหาวิทยาลัย บางท่านมีองค์ความรู้อยู่กับตัว โครงการนี้จึงเป็นเวทีที่อยากสร้างคุณค่าให้กับบุคคล และสร้างความคุ้มค่าให้กับงบประมาณ และทรัพยากร จากวิธีการง่ายๆ ที่เราเรียกว่า “Sharing”

“ใช้ยาและสมุนไพรอย่างไรให้ปลอดภัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282911

“ใช้ยาและสมุนไพรอย่างไรให้ปลอดภัย”

สัปดาห์สมุนไพร, บรรเทาอาการท้องเสีย, บรรเทาอาการท้องผูก

สภาเภสัชกรรมขานรับนโยบายรัฐบาลสนับสนุนการใช้ยาจากสมุนไพรไทย จัดสัปดาห์เภสัชกรรม รณรงค์ “ใช้ยาและสมุนไพรอย่างไรให้ปลอดภัย”

       ดร.ภก.นิลสุวรรณ ลีลารัศมี นายกสภาเภสัชกรรม เปิดเผยว่า ปัจจุบันได้มีการนำยาสมุนไพรมาใช้เพื่อเป็นทางเลือกในการรักษาโรคมากขึ้น โดยมีความเชื่อที่ว่าสมุนไพรมาจากธรรมชาติ ดีต่อร่างกาย ไม่ตกค้าง และไม่ก่อให้เกิดพิษ อย่างไรก็ตามไม่ว่าจะเป็นยาแผนปัจจุบันหรือยาสมุนไพร จะมีทั้งประโยชน์ในการรักษาโรค แต่ก็อาจก่อให้เกิดโทษได้ถ้าใช้ไม่ถูกต้อง ใช้ไม่ถูกกับอาการ ไม่ถูกกับโรค หรือ ปริมาณขนาดที่ใช้ไม่เหมาะสม ก็อาจเกิดอันตรายที่คาดไม่ถึงได้เช่นกัน

        ดังนั้น เพื่อความปลอดภัยและมีประสิทธิภาพในการรักษา ผู้ใช้ยาควรยึดหลัก 5 ถูก คือ 1. ถูกคน 2. ถูกโรค 3. ถูกขนาด 4. ถูกวิธี และ 5. ถูกเวลา โดยก่อนใช้ยาหรือยาสมุนไพรทุกครั้ง ต้องอ่านฉลากยาให้เข้าใจ อ่านให้ละเอียด และปฏิบัติตามอย่างเคร่งครัดเพื่อการใช้ยาได้อย่างถูกต้อง โดยเฉพาะในผู้ที่เป็นโรคเรื้อรังที่ต้องได้รับยาต่อเนื่อง เช่น โรคหัวใจ เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หรือ ไขมันในเลือดสูง หากจำเป็นต้องใช้ยาสมุนไพรร่วมกับยาแผนปัจจุบัน ก็ควรที่จะปรึกษาเภสัชกร เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุดเพราะบางครั้ง ยากับสมุนไพรอาจมีผลกระทบกันภายในร่างกาย ส่งผลให้เกิดการเพิ่มหรือลดผลของการรักษา ทั้งยังอาจเพิ่มอาการไม่พึงประสงค์ ผลข้างเคียงที่ไม่เป็นประโยชน์ หรือก่อให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้

        ทั้งนี้ ในปัจจุบันรัฐบาลได้ส่งเสริมให้มีการใช้สมุนไพรเป็นอีกทางเลือกหนึ่งในการรักษาโรค โดยได้รับรองและบรรจุยาสมุนไพรไว้ในบัญชียาหลักแห่งชาติ 24 รายการ อาทิ

– กลุ่มยารักษาอาการของระบบทางเดินอาหาร ได้แก่ ยาขมิ้นชัน ยาขิง (ขับลม บรรเทาอาการท้องอืด ท้องเฟ้อ) ยากล้วย ยาฟ้าทะลายโจร (บรรเทาอาการท้องเสีย) ยาชุมเห็ดเทศ ยามะขามแขก (บรรเทาอาการท้องผูก)

– กลุ่มยารักษาอาการของระบบทางเดินหายใจ ได้แก่ ยาฟ้าทะลายโจร

– กลุ่มยารักษาแผลในกระเพาะอาหาร ได้แก่ ยากล้วย

– กลุ่มยาบรรเทาอาการคลื่นไส้ อาเจียน ได้แก่ ยาขิง

– กลุ่มยารักษาอาการทางระบบผิวหนัง ได้แก่ ยาทิงเจอร์ทองพันชั่ง ยาทิงเจอร์พลู ยาบัวบกครีม ยาเปลือกมังคุด ยาพญายอครีม ยาว่านหางจระเข้เจล ยาเมล็ดน้อยหน่าครีม

– กลุ่มยารักษาอาการทางกล้ามเนื้อและกระดูก ซึ่งมีทั้งยารับประทาน ได้แก่ ยาเถาวัลย์เปรียง ยาสารสกัดจากเถาวัลย์เปรียง และยาใช้ภายนอก ได้แก่ ยาพริก ยาไพล ยาน้ำมันไพล

– กลุ่มยารักษาอาการระบบทางเดินปัสสาวะ ได้แก่ ยากระเจี๊ยบแดง ยาหญ้าหนวดแมว

– กลุ่มยาแก้ไข้ แก้ร้อนใน ได้แก่ ยาบัวบก ยามะระขี้นก ยารางจืด ยาหญ้าปักกิ่ง

– ยาถอนพิษเบื่อเมา ได้แก่ ยารางจืด

– ยาลดความอยากบุหรี่ ได้แก่ ยาหญ้าดอกขาว

          ภญ.จันทิมา โยธาพิทักษ์ ผู้ช่วยนายกสภาเภสัชกรรม ฝ่ายวิชาการ กล่าวว่า การใช้สมุนไพรร่วมกับยาแผนปัจจุบันนั้น บางอย่างสามารถใช้ร่วมกันได้ แต่ควรแจ้งข้อมูลให้กับแพทย์หรือเภสัชกรทราบทุกครั้งว่ากำลังใช้สมุนไพรชนิดใดอยู่ เพื่อให้เกิดความปลอดภัยมากที่สุด เพราะยาแผนปัจจุบันกับยาสมุนไพรบางชนิดอาจไปออกฤทธิ์ขัดกันหรือเสริมฤทธิ์กัน ทำให้เกิดผลข้างเคียงที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในผู้สูงวัยที่มีโรคเรื้อรัง โรคประจำตัวซึ่งจะมีการใช้ยา วิตามิน สมุนไพร หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหารมากขึ้นตามไปด้วย ส่วนใหญ่ผู้สูงวัยที่มีโรคเรื้อรังมักใช้ยามากกว่า 1 ชนิด และต้องใช้ยาอย่างต่อเนื่อง เช่น โรคความดันโลหิตสูง เบาหวาน หัวใจและหลอดเลือดตีบ อัมพาต-อัมพฤกษ์ ข้อเข่าเสื่อม และโรคมะเร็ง เป็นต้น ดังนั้น การใช้ยาแผนปัจจุบันกับสมุนไพรร่วมกัน อาจส่งผลให้เกิดอาการไม่พึงประสงค์ได้ เช่น

  • มะขามแขก เกิดปฏิกิริยากับยาขับปัสสาวะ เพิ่มการขับถ่ายธาตุโพแทสเซียมจนเกิดภาวะโพแทสเซียมในเลือดต่ำ อาจเกิดอาการกล้ามเนื้อล้า ตะคริว และหัวใจเต้นผิดจังหวะได้

  • ขิง แปะก๊วย เกิดปฏิกิริยากับยาต้านการแข็งตัวของเลือด และยาลดการเกาะกลุ่มกันของเกล็ดเลือด ทำให้เลือดเหลวและแข็งตัวช้าเกินไป ถ้าเกิดมีแผลเลือดออก จะเสียเลือดมาก

  • ขมิ้นชัน เกิดปฏิกิริยากับยารักษามะเร็งทำให้ฤทธิ์ต้านมะเร็งของยาลดลง

  • โสม เกิดปฏิกิริยากับยาที่ใช้รักษามะเร็ง ทำให้เพิ่มอาการข้างเคียงไม่พึงประสงค์ของยา เช่น พิษต่อตับ

  • ในบางรายการ สมุนไพรจำพวกกระเทียม มะระขี้นก หรือ กระเจี๊ยบแดง ร่วมกับยารักษาโรค อาจเสริมฤทธิ์กัน ทำให้ความดันโลหิต หรือน้ำตาลในเลือดต่ำกว่าปกติได้ ผู้ป่วยอาจมีอาการวูบ หน้ามืด วิงเวียนศีรษะ มือสั่น ใจสั่น ได้ เป็นต้น

         “สมุนไพรนอกจากจะมีประโยชน์ในการรักษาโรคภัยไข้เจ็บแล้ว ในทางตรงกันข้าม หากใช้ไม่ถูกต้องอาจมีโทษและอันตรายได้ เช่น โรคไขมันในเลือดสูง เบาหวาน และความดันโลหิตสูง ซึ่งเป็นโรคเรื้อรังที่ไม่สามารถรักษาให้หายขาด ทำได้เพียงบรรเทาอาการและป้องกันโรคแทรกซ้อนที่อาจเกิดขึ้น และหากเป็นโรคที่ยังพิสูจน์ไม่ได้แน่ชัดว่า รักษาด้วยสมุนไพรแล้วได้ผลดี ก็ควรหลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพรนั้น และควรรักษาด้วยยาแผนปัจจุบันไปก่อน” ภญ.จันทิมา กล่าวเสริม

      ฉะนั้น สิ่งสำคัญในการใช้ยาและยาสมุนไพรคือ การอ่านฉลากยาให้ละเอียดถี่ถ้วน เพื่อให้สามารถใช้ยาได้อย่างถูกคน ถูกโรค ถูกขนาด ถูกทางหรือถูกวิธี และถูกเวลา ควรเลือกซื้อยาสมุนไพรจากร้านยาคุณภาพที่มีใบอนุญาตและมีเภสัชกรประจำ และสินค้านั้นต้องมีเลขทะเบียนตำรับยา บรรจุอยู่ในสภาพที่ดี ไม่ชำรุด นอกจากนี้ก่อนซื้อยาสมุนไพร ควรดูฉลากยาทุกครั้ง เช่น ชื่อยา เลขทะเบียนตำรับยา อ.ย. ปริมาณของยาสมุนไพรที่บรรจุ เลขที่ หรืออักษรแสดงครั้งที่ผลิตชื่อผู้ผลิต และสถานที่ผลิตยา วัน เดือน ปี ที่ผลิตและหมดอายุของยา ไม่ควรซื้อยาสมุนไพรจากแผงขายตามท้องตลาด หรือแบบแบ่งขาย เพราะอาจเสี่ยงที่เป็นยาสมุนไพรที่ไม่ได้มาตรฐาน มีการปนเปื้อนของเชื้อจุลินทรีย์ ตามมาด้วยผลเสียต่อร่างกาย ดังนั้นหากมีปัญหาเรื่องยาและสมุนไพร วางใจเภสัชกร

      สำหรับประชาชนที่สนใจ สามารถเข้าร่วมกิจกรรมชมนิทรรศการให้ความรู้เกี่ยวกับยาและสมุนไพร พร้อมทั้งขอรับเอกสารและปรึกษาเรื่องยาและสมุนไพรกับเภสัชกรได้ ในพิธีเปิดโครงการสัปดาห์เภสัชกรรมได้ในวันเสาร์ที่ 24 มิถุนายน 2560 เวลา 11.00-17.00 น. ณ ลานอีเดน 3 ชั้น 3 ศูนย์การค้าเซ็นทรัลเวิลด์ โดยไม่เสียค่าใช้จ่าย หรือ ร่วมกิจกรรมการให้ความรู้เรื่องยาและสมุนไพรในโรงพยาบาล ร้านยาและหน่วยงานบริการสาธารณสุขพร้อมกันทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 24-30 มิถุนายน 2560 นี้ ผู้ที่มีปัญหาเรื่องการใช้ยา ขอรับคำปรึกษากับเภสัชกรในสถานพยาบาลหรือร้านยาใกล้บ้าน 

ชวนเยาวชนร่วม “NEXT – GEN CAREERS BY KTB

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282910

ชวนเยาวชนร่วม “NEXT – GEN CAREERS BY KTB

กรุงไทย, ชวนเยาวชนร่วม, NEXT, GEN, CAREERS, KTB

แบงก์กรุงไทยเตรียมจัดงาน NEXT – GEN CAREERS By KTB ปูพื้นฐานความรู้เยาวชนไทยตัดสินเลือกอาชีพที่ใช่ในอนาคต

       นางศิริพร นพวัฒนวงศ์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารกลุ่ม สายงานสื่อสารและภาพลักษณ์องค์กร บมจ.ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่าธนาคารเตรียมจัดงานเทศกาลค้นพบตัวตนและอาชีพในฝันของเด็กมัธยม   NEXT – GEN CAREERS By KTB ซึ่งเป็นงานนิทรรศการแนะนำอาชีพที่เจาะลึกข้อมูล 24 เทรนด์อาชีพแห่งโลกอนาคตจากองค์กรชั้นนำของไทย เพื่อให้เยาวชนไทยที่เข้าร่วมงานมีโอกาสก้าวทันเทรนด์อาชีพแห่งโลกอนาคต มุ่งสร้างแรงบันดาลใจให้เยาวชนไทยได้มีโอกาสค้นหาและพัฒนาศักยภาพของตัวเอง เริ่มตั้งแต่รู้จักตัวเอง เข้าใจความถนัดและความสามารถของตนเอง รู้จักคิด รู้จักเลือก ตัดสินใจ รู้จักวางแผนชีวิตโดยเฉพาะการวางแผนการศึกษาและต่อยอดไปสู่การตัดสินใจเลือกอาชีพได้ตามความถนัดและเหมาะสมของตนเอง เพื่อก้าวทันการเปลี่ยนแปลงของโลกและเทคโนโลยี ตลอดจนสามารถตัดสินใจเลือกอาชีพในอนาคตที่ใช่ได้อย่างถูกเทรนด์และถูกทาง

สำหรับงานเทศกาลค้นพบตัวตนและอาชีพในฝันของเด็กมัธยม NEXT – GEN CAREERS By KTB จัดขึ้นในวันที่ 15 กรกฎาคม 2560 ณ บีซีซีฮอล์ ชั้น 5ห้างสรรพสินค้าเซ็นทรัลลาดพร้าว เพื่อส่งเสริมให้เยาวชนได้มีความรู้ ทั้งการปรับตัว พัฒนาการทางร่างกาย และสติปัญญา รวมทั้งรับรู้ถึงเทรนด์อาชีพแห่งอนาคต รวมทั้งเปิดโลกทัศน์ถึงสายอาชีพที่ตนเองมีความสนใจและมีความสามารถพอที่จะศึกษาได้ เพื่อให้สามารถเลือกสายการเรียนได้อย่างเหมาะสม อีกทั้งเยาวชนที่เข้าร่วมกิจกรรมรับรู้ว่ามีอาชีพอะไรบ้าง และทำงานจริงกันอย่างไร

ทั้งนี้  ธนาคารกรุงไทยเล็งเห็นถึงความสำคัญของการสร้างรากฐานที่มั่นคงให้กับประเทศ โดยเริ่มต้นจากการปูพื้นฐานทางด้านการศึกษาให้แก่เด็กและเยาวชนในทุกระดับชั้น ขณะเดียวกันการเข้าสู่ยุคดิจิตอล 4.0 ทำให้รูปแบบอาชีพในอนาคตเกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น รวมทั้งเยาวชนไทยส่วนใหญ่ยึดติดกระแสความนิยมของสังคมเป็นหลัก โดยเฉพาะการตัดสินใจเลือกสายการเรียนจะไม่คำนึงถึงความสามารถ ความถนัด และความชอบที่แท้จริง และไม่เคยศึกษาข้อมูลรายละเอียดเกี่ยวกับสายการเรียนที่เลือกเรียน ทำให้ไม่สามารถศึกษาได้จนจบหลักสูตรหรือไม่สามารถนำประสบการณ์การเรียนรู้มาประกอบอาชีพ อันจะนำไปสู่ความล้มเหลวในการทำงานหรืออาชีพที่ทำในอนาคต

 สำหรับ NEXT – GEN CAREERS By KTB แบ่งออกเป็น 3 โซน ได้แก่ 1.นิทรรศการการจัดแสดงข้อมูลความรู้เกี่ยวอย่างเจาะลึกเกี่ยวกับ 24 เทรนด์อาชีพ แบ่งออกเป็น 8  สายงาน สายงานละ 3 อาชีพรวม 24 อาชีพ พร้อมมีพี่แนะแนวจากจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยมาร่วมเป็นพี่เลี้ยงให้คำแนะนำเส้นทางสายอาชีพ อีกทั้งภายในงานยังมีกิจกรรมต่าง ๆที่น่าสนใจอีกมากมาย อาทิ กูรูชื่อดังมาแนะนำในการค้นหาศักยภาพของตัวเอง  และการแชร์ประสบการณ์การทำงานจริงในแต่ละ 8 สายงานจากรุ่นพี่คนดังในแวดวงการต่างๆ  ซึ่งจะทำให้ผู้เข้าร่วมงานได้ทั้งข้อมูลความรู้กลับไปต่อยอดในการตัดสินใจวางแผนอนาคตทางการเรียนและอาชีพให้กับตัวเองได้จริง

      2. กิจกรรม JOB TOUR จะมีการคัดเลือกเด็กมัธยม 100 คนที่มาร่วมชมงาน NEXT GEN CAREER by KTB มีโอกาสไปร่วมเปิดประสบกาณ์เยี่ยมชมระบบการทำงานบริษัทชั้นนำของประเทศ  โดยแบ่งเด็กออกเป็น 4 กลุ่ม คือ  สายวิทย์ / สายอาชีพ ENGINEERING, สายวิทย์ / สายอาชีพ IT ,สายศิลป์/ สายอาชีพ Design และสายอาชีพทางเลือก / Owner เจ้าของธุรกิจ

3.กิจกรรม WORK SHOP หลังจากที่ธนาคารกรุงไทยได้คัดเลือกเด็กมัธยมจำนวน 100 คนจะต้องมีการเข้าค่าย 2 วัน 1 คืน โดยทางธนาคารได้จัดเตรียมสถานที่พักและจัดโปรแกรมโค้ชชิ่งฝึกสอนเด็ก โดยเฉพาะ เพื่อทำกิจกรรมเสริมสร้างพัฒนาศักยภาพร่วมกัน เพื่อให้เด็กที่เข้าฝึกอบรมรู้จักการตั้งคำถาม และการค้นหาตัวเอง ลงมือปฏิบัติงานจริง

 สำหรับเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการสามารถลงทะเบียนได้ที่ www.ktb.co.th/csr โดย 500 คนแรกที่ลงทะเบียนสามารถมารับของระลึกได้ที่หน้างานฟรี

“เธอ คือ แรงบันดาลใจ”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282908

“เธอ คือ แรงบันดาลใจ”

เธอคือแรงบันดาลใจ, เธอ, คือ, แรงบันดาลใจ, เชียงรายจรูญราษฎร์, BSGP, สิงห์ สิงหเสนีย์๒, ราชินีแห่งสายน้ำ

สุดยอดโครงการต้นแบบเยาวชนจิตอาสาเพื่อสังคม ระดับประเทศ “เธอ คือ แรงบันดาลใจ ปีที่ ๘”เพราะเชื่อว่า คนดียังมีอยู่ในสังคม

        วันที่ 9 มิ.. 2560 ณ สำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ จัดพิธีประกาศผลการคัดเลือกโครงการต้นแบบชนะเลิศระดับประเทศ “เธอ คือ แรงบันดาลใจ ปีที่ 8” คัดเลือก 3 โครงการต้นแบบเพื่อต่อยอด ขยายผล และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กและเยาวชนทั่วประเทศ

            โครงการ “เธอ คือ แรงบันดาลใจ”เป็นโครงการที่มูลนิธิสำนักงานทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ริเริ่มขึ้น โดยมีแรงบันดาลใจจากพระปฐมบรมราชโองการของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาล 9 ที่ว่า ”เราจะครองแผ่นดิน โดยธรรม เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” มีเป้าหมายที่จะส่งเสริมให้เยาวชนซึ่งเป็นกำลังสำคัญของชาติคิดดี ทำดีเพื่อประโยชน์ของส่วนรวม ด้วยเล็งเห็นว่าหลักการ “เพื่อประโยชน์สุขแห่งมหาชนชาวสยาม” จะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยความร่วมมือร่วมใจจากเยาวชนคนรุ่นใหม่เป็นสำคัญ

“เธอ คือ แรงบันดาลใจ"

          กิจกรรมหลักของโครงการ “เธอ คือ แรงบันดาลใจ” คือการประกวดผลงานหรือโครงงานที่เด็กและเยาวชนระดับมัธยมศึกษาดำเนินการหรือจัดทำขึ้นจาก “แรงบันดาลใจ” ที่ต้องการ “เปลี่ยน” ชุมชน สังคม และสิ่งแวดล้อมให้ดีขึ้น และเพื่อเป็น“แรงบันดาลใจ” อันดีงามให้เด็ก เยาวชน และชุมชนอื่นได้เดินก้าวตาม โดยคณะกรรมการจะพิจารณาโครงการที่สถานศึกษาหรือกลุ่มเยาวชนในระดับชั้นมัธยมศึกษาจากทั่วประเทศส่งเข้าแข่งขัน และคัดเลือกทีมที่ผ่านเข้ารอบจากทั้ง 9 ภูมิภาคเข้าสู่รอบตัดสิน ซึ่งในปีนี้มีโครงการต้นแบบผ่านเข้ารอบตัดสินทั้งสิ้น 12 โครงการ จากที่เข้าประกวดทั้งสิ้น 346 โครงการ ได้แก่

  1. โครงการกล้าดีวิถีพอเพียง โรงเรียนแม่จริม จังหวัดน่าน

  2. โครงการจิตอาสาพาเพลิน โรงเรียนบ้านสันโค้ง (เชียงรายจรูญราษฎร์) จังหวัดเชียงราย

  3. โครงการหลีกเลี่ยง ปรับพฤติกรรมเสี่ยงห่างไกลยาเสพติด โรงเรียนทุ่งเสลี่ยมชนูปถัมภ์ จังหวัดสุโขทัย

  4. โครงการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความพอเพียง เพื่อสานต่อศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น โรงเรียน นางัวราษฎร์รังสรรค์ จังหวัดนครพนม

  5. โครงการปักดำวันแม่ เก็บเกี่ยววันพ่อ สืบสานภูมิปัญญาไทยใส่ใจสิ่งแวดล้อม โรงเรียนบ้านหนองสังข์ จังหวัดศรีสะเกษ

  6. โครงการกระถางมูลช้างลดภาวะโลกร้อน โรงเรียนท่าตูมประชาเสริมวิทย์ จังหวัดสุรินทร์

  7. โครงการละครยามเช้า สืบสานรากเหง้า เล่าละครเพลงทรงเครื่องเรื่องพ่อหลวง โรงเรียนบรรหารแจ่มใสวิทยา ๗ จังหวัดสุพรรณบุรี

  8. โครงการค่าย Badin2 Camp For Science Gifted Project (BSGP) โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์๒) กรุงเทพมหานคร

  9. โครงการจิตอาสาพาทำดี โรงเรียนวัดวังก์วิเวการาม จังหวัดกาญจนบุรี

  10. โครงการนักสืบสายน้ำ รักษ์ลุ่มน้ำประแส โรงเรียนมกุฎเมืองราชวิทยาลัย จังหวัดระยอง

  11. โครงการรักษ์ “ราชินีแห่งสายน้ำ” โรงเรียนคุระบุรีชัยพัฒนาพิทยาคม จังหวัดพังงา

  12. โครงการสืบสานปณิธานความดีสานใจพี่สู่ใจน้องเพื่อชุมชนสันติสุข โรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิจังหวัดสงขลา“เธอ คือ แรงบันดาลใจ"

          โดยคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นผู้ตัดสิน อาทิ ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา ผู้ชำนาญการด้านหลักปรัชญา ของเศรษฐกิจพอเพียง รศ.นราพร จันทร์โอชา รองประธานบริหาร มูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม นางรจนา สินธี หัวหน้าโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ สำนักกิจการพิเศษ สำนักปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ได้พิจารณาตัดสินผู้ชนะจากการชมนิทรรศการ และการนำเสนอโครงการ ก่อนจะประกาศผลการตัดสิน

              สำหรับโครงการที่ได้รับรางวัลชนะเลิศ ได้รับมอบทุนการศึกษา 100,000 บาท พร้อมโล่และใบประกาศเกียรติคุณ สำหรับนักเรียน และเงินรางวัลมูลค่า 50,000 บาท สำหรับสถานศึกษาเจ้าของโครงการ

            รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 รับมอบทุนการศึกษา 80,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ สำหรับนักเรียน และเงินรางวัลมูลค่า 30,000 บาท สำหรับสถานศึกษาเจ้าของโครงการ

        รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2  รับมอบทุนการศึกษา 50,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ สำหรับนักเรียนและเงินรางวัลมูลค่า ๒๐,๐๐๐ บาท สำหรับสถานศึกษาเจ้าของโครงการ และรางวัลดีเด่นอีก 9 โรงเรียน รับมอบทุนการศึกษา 30,000 บาท พร้อมโล่ประกาศเกียรติคุณ และเงินรางวัลมูลค่า 10,000 บาท สำหรับสถานศึกษาเจ้าของโครงการ

“เธอ คือ แรงบันดาลใจ" “เธอ คือ แรงบันดาลใจ"

        จากนั้นคณะกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิคัดเลือกผู้ชนะโครงการต้นแบบมา 3 อันดับ อันดับที่ 1 ได้แก่ โครงการบ่มเพาะเมล็ดพันธุ์แห่งความพอเพียง เพื่อสานต่อศาสตร์พระราชาและภูมิปัญญาท้องถิ่น ของโรงเรียนนางัวราษฎร์รังสรรค์ จังหวัดนครพนม.อันดับที่ 2 โครงการสืบสานปณิธานความดีสานใจพี่สู่ใจน้องเพื่อชุมชนสันติสุข ของโรงเรียนจริยธรรมศึกษามูลนิธิ จังหวัดสงขลา.และอันดับที่ 3 มี 2 โครงการได้แก่ โครงการรักษ์ “ราชินีแห่งสายน้ำ”ของโรงเรียนคุระบุรีชัยพัฒนาพิทยาคม จังหวัดพังงา และโครงการค่าย Badin2.Camp.For.Science.Gifted.Project.(BSGP) ของโรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนีย์๒) กรุงเทพมหานคร ทั้งนี้เพื่อนำมาเป็นต้นแบบในการพัฒนา และสร้างแรงบันดาลใจให้แก่เด็กและเยาวชน

ไฟเขียวแล้ว!! เกณฑ์วิทยฐานะใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282863

ไฟเขียวแล้ว!! เกณฑ์วิทยฐานะใหม่

คุณสมบัติการขอแต่ละระดับ, ไฟเขียวแล้ว, เกณฑ์วิทยฐานะใหม่, กคศ, 16 มิย, กศจ

ก.ค.ศ.เห็นชอบร่างหลักเกณฑ์วิทยฐานะใหม่ รวมถึงบทเฉพาะกาลสำหรับคนที่มีคุณสมบัติตามหลักเกณฑ์เดิม

      ในการประชุมคณะกรรมการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่มี นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษา เป็นประธาน ในวันนี้ (16 มิ.ย.) ได้มีมติเห็นชอบ ร่างหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะใหม่ สายงานการสอน ร่างตัวชี้วัดการประเมินผลการปฏิบัติงานที่เกิดจากการปฏิบัติหน้าที่ด้านการจัดการเรียนการสอน และร่างบทเฉพาะกาลหลักเกณฑ์และวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะ

โดย นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ ร่าง หลักเกณฑ์วิทยฐานะและวิธีการให้ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษามีวิทยฐานะและเลื่อนวิทยฐานะใหม่ สายงานการสอน จะมีการประกาศใช้ในวันที่ 5 กรกฎาคมนี้ ซึ่งในร่าง ใหม่กำหนดคุณสมบัติของผู้ขอในแต่ละระดับ คือ ระยะเวลาการดำรงตำแหน่ง/วิทยฐานะ ในแต่ละระดับ 5 ปี มีชั่วโมงการปฏิบัติงานตามที่ ก.ค.ศ. กำหนด คือ ชำนาญการ และชำนาญการพิเศษ 800 ชั่วโมงต่อปี เชี่ยวชาญ และเชี่ยวชาญพิเศษ 900 ชั่วโมงต่อปี ไม่เคยถูกลงโทษทางวินัย/จรรยาบรรณวิชาชีพ ย้อนหลัง 3 ปีการศึกษา นับถึงวันที่ยื่นคำขอและในระหว่างการดำเนินการจนถึงวันที่คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) หรือ ก.ค.ศ. มีมติอนุมัติ เป็นต้น

“ส่วนผู้ที่มีสิทธิ์ตามหลักเกณฑ์ฯเดิม ยืนยันว่าจะไม่เสียสิทธิ์แน่นอน โดยได้กำหนดไว้ใน ร่างบทเฉพาะกาลหลักเกณฑ์และวิธีการฯ คือ ผู้ที่ยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ ว17/2552 ไว้ ก่อนการประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่ ต่อมาทราบผลการประเมินภายหลังเกณฑ์ใหม่ประกาศใช้ สามารถยื่นขอรับการประเมินตามหลักเกณฑ์ ว17/2552 ได้อีก 1 ครั้ง ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีคุณสมบัติครบถ้วนตามที่หลักเกณฑ์กำหนด ​​ผู้ที่ดำรงตำแหน่งครู  อยู่ก่อนวันที่ประกาศใช้หลักเกณฑ์ใหม่ แต่ยังมีคุณสมบัติไม่ครบตามหลักเกณฑ์ ว 17/2552 สามารถยื่นขอรับการประเมินตามหลักเกณฑ์ ว 17/2552 ได้ ภายใน 1 ปี นับแต่วันที่มีคุณสมบัติครบ และผู้ที่มีคุณสมบัติในแต่ละวิทยฐานะครบ ตามหลักเกณฑ์ ว17/2552 ตั้งแต่วันที่หลักเกณฑ์ใหม่ประกาศใช้ สามารถยื่นคำขอตามหลักเกณฑ์ ว17/2552 ได้ ภายใน 1 ปี นับจากวันที่หลักเกณฑ์ใหม่ประกาศใช้  สำหรับผู้ที่มีคุณสมบัติครบทั้งหลักเกณฑ์เก่า และเกณฑ์ใหม่ สามารถเลือกยื่นขอรับการประเมินได้ตามเกณฑ์ใดเกณฑ์หนึ่ง แต่ในช่วงเปลี่ยนผ่านหากข้าราชการครู มีความประสงค์จะยื่นขอรับการประเมินตามหลักเกณฑ์ใหม่ แต่มีคุณสมบัติไม่เป็นไปตามหลักเกณฑ์ใหม่ ก.ค.ศ. จะมีหลักการเทียบคุณสมบัติให้” นายพินิจศักดิ์ กล่าว