เชื่อศธภ.- ศธจ.บูรณาการทำงานทุกฝ่าย แบบอย่างไร้ทุจริต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282418

เชื่อศธภ.- ศธจ.บูรณาการทำงานทุกฝ่าย แบบอย่างไร้ทุจริต

แบ่งงานศธภ-ศธจลงตั, เชื่อศธภ-, แบบอย่างไร้ทุจริต, ศธภ, ศธจ, สลค, สมศ, สพฐ, กศจ

ประชุมศธภ.-ศธจ. เชื่อสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการศึกษา บูรณาการทุกฝ่าย ขอให้เป็นต้นแบบไร้ทุจริต พร้อมย้ำประเมินภายใน –สมศ.แบบใหม่ ไม่ประเมินซ้ำซ้อน

       การประชุมพัฒนาผู้บริหารสำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เมื่อวันที่ 14 มิ.ย.2560 ที่ โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่าการปฎิรูปการศึกษาระดับภูมิภาคที่มี ศธภ.และ ศธจ. รู้สึกมีความกังวลเกิดขึ้น เพราะมีกระแสวิพากษ์วิจารณ์อย่างหนักว่าเกิดความแตกแยกกันเองในศธ.ระหว่างสำนักงานปลัด.ศธ.กับเขตพื้นที่ รวมถึง การมีศธภ.และ ศธจ.อาจไม่เกิดประโยชน์ต่อการจัดการศึกษา แต่เมื่อเดินหน้าเรื่องดังกล่าวมาถึงจุดนี้ เชื่อว่า ศธภ.และ ศธจ.จะร่วมบูรณาการทำงานกับทุกฝ่ายได้อย่างมีคุณภาพ ดังนั้น ความคาดหวังที่มีต่อศธภ.และศธจ.ต้องสร้างสิ่งใหม่ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในเรื่องการศึกษาให้ได้

ทั้งนี้  ขณะนี้ ศธ.ได้ร่างการแก้ไขกฎกระทรวงว่าด้วยระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพการศึกษา พ.ศ.2553 ให้สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี (สลค.) แล้ว และอยู่ระหว่างการรับฟังความคิดเห็นจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งเมื่อผ่านการรับฟังความคิดเห็นก็จะนำเข้าสู่ ครม.เพื่อพิจารณาเห็นชอบและประกาศใช้ต่อไป นอกจากนั้น มีตัวชี้วัดคุณภาพและเกณฑ์การประเมินตนเองให้กับศธภ.และ ศธจ.ด้วย เพราะสามารถทราบถึงสมรรถนะจุดอ่อนจุดแข็งของตนเอง สำหรับบทบาทหน้าที่ของ ศธภ.และ ศธจ.ต้องติดตาม ประเมินผล และตรวจสอบ พร้อมกับส่งเสริมงานวิชาการ รวมถึงการจัดทำแผนงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2562  และการประเมินคุณภาพภายนอกรอบ 4 ของสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (สมศ.) ที่ศธ.ได้ปรับการประเมินคุณภาพภายในสถานศึกษารูปแบบใหม่คือสถานศึกษาเป็นผู้กำหนดมาตรฐานที่ใช้ในการประเมินเอง จึงเท่ากับว่าไม่มีการทำงานแบบระบบราชการอีกต่อไป แต่จะต้องทำงานเชิงรุกและเป็นระบบมากขึ้น

“ผมคาดว่าจะดำเนินการได้ทันในปีงบประมาณ 61 และขอย้ำว่าเกณฑ์ประเมินคุณภาพภายในรูปแบบใหม่ อย่าไปหลงเชื่อว่ามีการรับจ้างประเมิน ขอให้ฟังนโยบายจากส่วนกลางและ สมศ.เท่านั้น โดยแนวทางการประเมินคุณภาพภายในรูปแบบใหม่สถานศึกษาจะเป็นผู้กำหนด และไม่มีการลงไปประเมินซ้ำซ้อน จาก ศธ. และจะไม่มีการกำหนดตัวชี้วัดอะไรทั้งสิ้น”รมว.ศึกษาธิการ กล่าว

อย่างไรก็ตาม หลักการเบื้องต้น การประเมินจะเป็นการใช้มาตรฐานเดียวกัน  โดยเมื่อสถานศึกษาประเมินตนเองแล้วให้ส่งผลการประเมินมายังคณะกรรมการที่จะลงไปตรวจสอบ โดยศธ.จะเป็นผู้สนับสนุนและกำกับติดตามเท่านั้น ซึ่งการประเมินจะมีคณะกรรมการจาก 3 กลุ่มใหญ่ ได้แก่ สมศ. ศธภ.และผอ.โรงเรียนที่เป็นอิสระ ซึ่งผลประเมินนอกจากจะเป็นกัลยามิตร ทำให้เกิดการกำกับเกิดขึ้นได้ ส่วนการปรับหลักเกณฑ์การสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) โดยให้มีหน่วยงานกลางออกข้อสอบ เช่นเดียวกับการสอบข้าราชการพลเรือนของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน(ก.พ.)นั้น ขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ โดยคาดว่าแล้วเสร็จภายในปี 2560 เพื่อเริ่มใช้ในการคัดเลือกครูผู้ช่วยในปี 2561

ด้าน พล.ท.โกศล ประทุมชาติ ที่ปรึกษา รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า ขอให้ศธภ.และ ศธจ.ยุคใหม่ทำงานให้เกิดประสิทธิภาพและเป็นต้นแบบการปราบทุจริต ต้องเข้ามาไล่คนไม่ดีให้หมดไปจากการศึกษา ดังนั้น ขอให้ทุกคนทำงานอย่างโปร่งใส มีความยุติธรรม และตรวจสอบได้ ซึ่งเชื่อว่าหากป้องกันการทุจริตได้ตั้งแต่ขั้นตอนนี้หน่วยงานระดับล่างลงไปก็จะไม่มีใครกล้าทำเรื่องทุจริตอย่างแน่นอน อีกทั้งในคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) มีผู้แทนจากหน่วยงานต่างๆเข้ามาเป็นกรรมการอย่างหลากหลายจึงทำให้มีการคานอำนาจกัน ซึ่งไม่เหมือนสมัยก่อนที่มี อ.ก.ค.ศ.เขตพื้นที่การศึกษา จนทำให้มีการทุจริตเกิดขึ้น

ย้อนรอยคดี สกสค.-บ.บิลเลี่ยนฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282412

ย้อนรอยคดี สกสค.-บ.บิลเลี่ยนฯ

ก่อนปปชแถลงบ่ายนี้, เกษม กลั่นยิ่ง, ย้อนรอยคดี, สกสค-บบิลเลี่ยนฯ, 14 มิย, สกสค, ปปช, ซ้าย, ขวา, ภาพเว็บไซต์ สพฐ, ตั๋วสัญญา, กรรมการบริหาร, คสช, คตร

คณะกรรมการ ป.ป.ช.แถลง 14.00 น.คดีกล่าวหานายเกษม กลั่นยิ่ง อดีตประธานกรรมการบริหารกองทุน ช.พ.ค.และพวก 20 คน กรณีนำเงินลงทุนกับบริษัทบิลเลี่ยนฯ

      บ่ายวันนี้ (14 มิ.ย.) แวดวงกระทรวงครู มีเรื่องให้ติดตามความเคลื่อนไหว โดยเฉพาะประเด็นตรวจสอบการทุจริตในสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.) ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) จะแถลงมติในคดีกล่าวหา นายเกษม กลั่นยิ่ง อดีตประธานกรรมการบริหารกองทุนฌาปนกิจสงเคราะห์ช่วยเพื่อนครูและบุคลากรทางการศึกษา นายสมศักดิ์ ตาไชย อดีตเลขาธิการ สกสค.และอดีตรองประธานกรรมการบริหารกองทุน ช.พ.ค.กับพวกรวม 20 คน ในเวลาประมาณ 14.00 น.

ย้อนรอยคดี สกสค.-บ.บิลเลี่ยนฯ

(ซ้าย)นายเกษม กลั่นยิ่ง – (ขวา) นายสมศักดิ์ ตาไชย (ภาพเว็บไซต์ สพฐ.)

กรณีนี้สืบเนื่องจาก สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา(สกสค.) นำเงิน จากกองทุนเงินสนับสนุนพิเศษและส่งเสริมความมั่นคง ตามโครงการสวัสดิการเงินกู้ ของกองทุน ช.พ.ค.จำนวน 2,500 ล้านบาท ไปซื้อ “ตั๋วสัญญา” กับ บริษัท บิลเลี่ยน อินโนเวเท็ด กรุ๊ป จำกัด เพื่อนำไปลงทุนในโครงการก่อสร้างโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ อ.หนองหญ้าปล้อง จ.เพชรบุรี อย่างไม่โปร่งใส

ในสมัยพล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี ดำรงตำแหน่ง รมว.ศึกษาธิการ ได้มีการสั่งการให้สกสค.แจ้งความดำเนินคดีในข้อหาข้อโกง กับอดีตผู้บริหารของ สกสค. 2 ราย คือ นายเกษม กลั่นยิ่ง และนายสมศักดิ์ ตาไชย ที่สน.ดุสิต รวมถึงแจ้งความดำเนินคดีกับ “กรรมการบริหาร” บริษัทบิลเลี่ยนฯ 9 ราย ในข้อหาสนับสนุนให้เจ้าพนักงานปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และทำลายหรือทำให้ไร้ประโยชน์ซึ่งตราหรือเครื่องหมายอันเจ้าพนักงานได้ประทับ หรือหมายไว้ในการปลอมแปลงตั๋วสัญญา รวมทั้งได้ส่งเรื่องให้สำนักงาน ป.ป.ช.ดำเนินการไต่สวนด้วย

นอกจากนี้ ได้ดำเนินการสอบวินัยเจ้าหน้าที่ สกสค.ที่เกี่ยวข้องอีก 6 ราย ซึ่งในส่วนเจ้าหน้าที่ สกสค.เร็วๆนี้ คณะกรรมการสอบสวนทางวินัยฯกำลังเตรียมใสรุปผลการสอบสวน คาดว่าจะเสนอให้ลงโทษทางวินัยร้ายแรง

อย่างไรก็ตาม การตรวจสอบปัญหาการทุจริตภายใน สกสค.มาจาก พล.อ.ประยุทธ์ ใช้อำนาจของหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) แต่งตั้งโยกย้ายข้าราชการระดับสูงของ ศธ., คณะกรรมการคุรุสภา, คณะกรรมการ สกสค. และคณะกรรมการบริหารองค์การค้าของ สกสค. เพื่อให้คณะกรรมการติดตามและตรวจสอบการใช้จ่ายงบประมาณภาครัฐ (คตร.) เข้าตรวจสอบความถูกต้องและโปร่งใสในการใช้จ่ายงบประมาณในหน่วยงานต่างๆ ตรวจสอบโครงการที่สำคัญๆ เนื่องจากมีผู้ร้องเรียนมามาก

สอน “อาชีวะ” ทำเงินบนโลกออนไลน์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282285

สอน “อาชีวะ” ทำเงินบนโลกออนไลน์

มทรพระนคร, สอน, อาชีวะ, ทำเงินบนโลกออนไลน์, อีเทค, Kerry Express

ใครๆ ก็สามารถสร้างธุรกิจได้ แม้อายุยังน้อย และปฏิเสธไม่ได้ว่าเยาวชนไทยสมัยนี้มีความสามารถไม่เพียงแต่เก่งในเรื่องการเรียนเท่านั้น แต่ยังสนใจการทำธุรกิจ

        คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลพระนคร จึงร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษา และวิทยาลัยเทคนิค จัดโครงการสร้างผู้ประกอบการในยุคดิจิทัล เพื่อสานต่อความฝันให้น้องๆ นักศึกษามีธุรกิจของตนเองขณะยังศึกษาเล่าเรียน รวมทั้งเตรียมความพร้อมเพื่อเป็นผู้ประกอบการธุรกิจออนไลน์อย่างมีศักยภาพในอนาคต สอดรับนโยบายของรัฐบาลในการสร้างความเข้มแข็งให้กับเศรษฐกิจภายในประเทศ โดยการยกระดับเศรษฐกิจฐานราก รองรับการเข้าสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ โดยนำนวัตกรรม เทคโนโลยีสารสนเทศ และเทคโนโลยีดิจิทัลมาดำเนินการ

        ดร.ปริญญา มากลิ่น คณบดีคณะบริหารธุรกิจ มทร.พระนคร กล่าวว่ามีนักเรียนจากวิทยาลัยอาชีวะทั่วประเทศสนใจสมัครร่วมโครงการเป็นจำนวนมาก โดยมีเพียง 12 กลุ่ม จาก 8 สถาบันที่ผ่านการคัดเลือกประกอบด้วย วิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อีเทค) วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการสุโขทัย วิทยาลัยอาชีวศึกษาศาสนบริหารธุรกิจ วิทยาลัยพณิชยการอินทราชัย วิทยาลัยเทคนิคราชบุรี วิทยาลัยเทคโนโลยีพณิชยการราชดำเนิน วิทยาลัยเทคนิคปทุมธานี และวิทยาลัยเทคโนโลยีพงษ์สวัสดิ์

สอน "อาชีวะ" ทำเงินบนโลกออนไลน์

       โดยระยะแรกนักศึกษาทุกทีมจะได้เข้าฝึกอบรมความรู้พื้นฐานด้านการทำธุรกิจอย่างละเอียดทุกขั้นตอน พร้อมศึกษาดูงาน ณ บริษัทคริสปี้คอร์นสตอรี่ จำกัด ระยะที่ 2 เป็นสร้างธุรกิจออนไลน์และนำเสนอธุรกิจออนไลน์ และระยะ 3 เรียนรู้เกี่ยวกับวิธีการจัดแสดงสินค้า ณ ศูนย์การค้าสุพรีม คอมเพล็กซ์สามเสน ซึ่งทั้ง 8 สถาบันจะต้องงัดกลเม็ดมาประชันแนวคิดในการทำธุรกิจซื้อขายบนโลกออนไลน์ให้เหนือคู่แข่งโดยเวลาวัดผลการแข่งขัน 26 วัน เพราะโลกธุรกิจทุกวันนี้ลูกค้ามีตัวเลือกมากมายผู้ประกอบการต้องเรียนรู้และนำออกมาใช้จึงจะชนะคู่แข่งในเวทีการค้า นอกจากนี้คาดว่าภายหลังจบโครงการนักศึกษาทุกทีมจะสามารถนำความรู้ที่ได้ไปต่อยอดการค้าเพื่อสร้างงาน สร้างรายได้ให้กับตนเองได้อย่างยั่งยืน

     นายอาทิตย์ เสนีย์วงษ์ ณ อยุธยา จากวิทยาลัยเทคโนโลยีภาคตะวันออก (อี.เทค) ตัวแทนกลุ่มนักศึกษาร้านมันจังกรุบกรอบ เล่าถึงจุดเริ่มต้นของธุรกิจว่า เดิมทีรวมกลุ่มกันเพื่อหารายได้ระหว่างเรียน ผลิตขนมมันฝรั่ง ชื่อสินค้ามันจัง วางขายในเขตพื้นที่วิทยาลัย และฝากขายตามร้านค้าในท้องถิ่นในจังหวัดชลบุรี ซึ่งพอทางคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลจัดโครงการสำหรับการขายออนไลน์จึงสนใจส่งแผนเข้าร่วมพัฒนาธุรกิจ โดยมีเป้าหมายเพื่อต้องการมีรายได้เสริมระหว่างเรียน เพื่อมีแบรนด์สินค้าเป็นของตนเอง เพื่อเปิดประสบการณ์ในการทำธุรกิจ และเพื่อต่อยอดสินค้าให้ครอบคลุมทั่วประเทศ

สอน "อาชีวะ" ทำเงินบนโลกออนไลน์

         โดยกระบวนการผลิตทางกลุ่มได้รับซื้อผลิตภัณฑ์มันฝรั่งทอดสำเร็จรูปจากกลุ่มแม่บ้านชุมชน และนำขนมมันฝรั่งแท่งสำเร็จรูปมาคลุกเคล้าให้ได้รสชาติที่อร่อยและกลมกล่อม ซึ่งมีถึง 14 รสชาติ จากนั้นนำขนมที่ผ่านกระบวนการปรุงเรียบร้อยแล้วมาบรรจุใส่ถุงซิปล็อคสีทอง ติดแบรนด์โลโก้ และนำใส่กล่องตามจำนวนที่ลูกค้าสั่งโดยขนส่งผ่านบริษัทเคอรี่เอ็กซ์เพรส (Kerry Express) ทั้งนี้วงเงินที่ใช้ในการดำเนินการจำนวน 5,000 บาท แผนการตลาดวางเป้าหมายยอดขาย 25,000 บาทต่อเดือน หรือ 300,000 บาทต่อปี จากเดิมก่อนเข้าร่วมโครงการยอดขายอยู่ที่ 1,750 ต่อเดือน หรือ 21,000 ต่อปี ส่วนช่องทางการจัดจำหน่ายเน้นการขายออนไลน์เป็นหลัก ราคาขายจะอยู่ที่ถุงละ 35 บาท ด้านโปรโมชั่นที่ใช้ส่งเสริมการขาย คือ ลดราคาจากปกติ 3 ถุง 105 บาท เหลือเพียง 100 บาท มีการโฆษณาผ่านทางสื่อออนไลน์ เช่น Facebook Line@ และเว็บไซต์ และมีการสุ่มแจกของรางวัลทางการ Live บน Facebook

        นาย อาทิตย์ เล่าอีกว่า สิ่งที่ได้จากโครงการทำให้สามารถต่อยอดการขายได้มากขึ้น มีผู้บริโภครู้จักเรามากขึ้น และทำให้มีแนวคิดการปรับปรุงธุรกิจให้ประสบความสำเร็จมากยิ่งขึ้น โดยจากที่เคยวางขายหน้าร้าน แต่ตอนนี้มีเว็บไซต์ออนไลน์ คาดว่าอนาคตจะลงทุนในโครงการและขยายกิจการ ต้องการใช้เงินทั้งสิ้น 500,000 บาท ซึ่งเป็นเงินที่ต้องกู้ยืม 500,000 และเงินทุนส่วนตัว 80,000 บาท จะนำความรู้ที่ได้มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ยื่นขอจดทะเบียนการค้า ทะเบียนอาหาร เขียนแผนการตลาดเพื่อขอทุนสนับสนุนจากสถาบันการเงิน เพื่อต่อยอดไปสู่การเป็น SMEsต่อไป

สอน "อาชีวะ" ทำเงินบนโลกออนไลน์

         นี่เป็นเพียงหนึ่งผลงานความภูมิใจจากผลผลิตของโครงการความร่วมมือที่มหาวิทยาลัยคาดหวังที่จะนำพาเมล็ดพันธุ์รุ่นใหม่รู้จักประยุกต์ความรู้ทักษะเข้ากับการทำงาน ซึ่งช่วยให้เรียนรู้ชีวิตจริงก่อนสำเร็จการศึกษา และยังเป็นการสนองนโยบายต่อการเป็นมหาวิทยาลัย Digital University พร้อมผลิตบัณฑิตนักปฏิบัติที่เป็นมืออาชีพอย่างแท้จริง แต่ทั้งนี้ยังมีทีมน้องๆ นักศึกษาอีก 11 กลุ่มที่ยังมีความสามารถไม่แพ้กัน ที่รอโชว์ศักยภาพและผลงาน ขอเชิญชวนมาร่วมเป็นหนึ่งกำลังใจให้เยาวชนไทยคนเก่งจากรั้วอาชีวะศึกษาที่จะมาร่วมโชว์ความสามารถในการนำเสนอธุรกิจโดยการจัดแสดงสินค้า ณ ศูนย์การค้าสุพรีม คอมเพล็กซ์สามเสน ระหว่างวันที่ 27-29 มิถุนายน 2560 สอบถามเพิ่มเติม โทร.02-665-3500 ต่อ 2101-2103

เดินสายแจงแผนการศึกษาชาติถิ่นอีสาน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282365

เดินสายแจงแผนการศึกษาชาติถิ่นอีสาน

ดังกำหนดการแนบ, รมชศธ, 14 มิถุนายน 2560, แผนชาติยัง, แผนการศึกษาชาติ, มลปนัดดา, กมล, สกศ, 14 มิย

“ม.ล.ปนัดดา” นำทีมผู้บริหาร สกศ.เยือนภาคอีสานสร้างความเข้าใจแผนการศึกษาชาติ “กมล” เผยมุ่งขับเคลื่อนอัตลักษณ์คนถิ่นยุค 4.0 พร้อมเป็นสะพานเชื่อมทุกภาคส่วน

        เดินสายแถลงแผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2560-2579 เป็นครั้งที่ 3 โดยคราวนี้เดินทางไปยังภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ที่โรงแรมตักสิลา จังหวัดมหาสารคาม มีนายเสน่ห์ นนทะโชติ ผู้ว่าราชการจังหวัดมหาสารคาม ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา (สกศ.) พร้อมด้วยข้าราชการ ผู้แทนหน่วยงานต่าง ๆ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น รวมถึงผู้แทนการศึกษาทั้งภาครัฐและภาคเอกชน นักวิชาการ เครือข่ายประชารัฐด้านการศึกษา และสื่อมวลชนท้องถิ่นพื้นที่ 20 จังหวัดภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ร่วมงาน โดยในวันนี้ (14 มิ.ย.) ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมช.ศึกษาธิการ เป็นประธานในการประชุมพร้อมปาฐกถาพิเศษ “แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 กับการขับเคลื่อนไทยแลนด์ 4.0”

เดินสายแจงแผนการศึกษาชาติถิ่นอีสาน

ดร.กมล รอดคล้าย เลขาธิการสภาการศึกษา กล่าวว่า แผนการศึกษาแห่งชาติ ระยะ 20 ปี ขับเคลื่อนภายใต้วิสัยทัศน์คนไทยทุกคนได้รับการศึกษา และเรียนรู้ตลอดชีวิตอย่างมีคุณภาพ ดำรงชีวิตอย่างเป็นสุข สอดคล้องหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และการเปลี่ยนแปลงของโลกศตวรรษที่ 21 มีกรอบดำเนินงาน 4 เฟส ระยะละ 5 ปีคือ เฟสแรก ปี 2560 – 2564 เฟสที่ 2 ปี 2565 – 2569 เฟสที่ 3 ปี 2570 – 2574 และเฟสสุดท้าย ปี 2575 – 2579 โดย สกศ. พร้อมสนับสนุนการขับเคลื่อนงานของคณะกรรมการอิสระเพื่อการปฏิรูปการศึกษา ตามมาตรา 261 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย และ สกศ. ทำหน้าที่ฝ่ายเลขานุการ ยึดแนวทางตามมาตรา 54 มาตรา 258 จ และมาตรา 261 ที่มีบัญญัติแนวทางขับเคลื่อน 5 เรื่องสำคัญคือ การจัดตั้งกองทุนพัฒนาการศึกษาที่ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายใน 1 ปี และอีก 4 เรื่อง ขับเคลื่อนให้เกิดรูปธรรมภายใน 2 ปี ประกอบด้วย การจัดทำแผนการศึกษาปฐมวัยการจัดทำแผนผลิตและพัฒนาครูทั้งระบบการปรับหลักสูตรการเรียนการสอนทุกระดับเหมาะสมกับโลกแห่งศตวรรษที่ 21

เดินสายแจงแผนการศึกษาชาติถิ่นอีสาน

ดร.กมล กล่าวอีกว่า สกศ. ได้จัดโรดแมปขับเคลื่อนแผนการศึกษาชาติ พ.ศ. 2560 – 2579 เพื่อชี้แจงและอธิบายแผนใน 4 ภูมิภาคครั้งนี้เป็นครั้งที่ 3 ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และครั้งที่ 4 จัดที่จังหวัดเชียงรายในวันที่ 30 มิ.ย.เพื่อสร้างความเชื่อมโยงและถ่ายทอดกรอบแนวทางดำเนินงานสู่หน่วยงานที่มีหน้าที่จัดการศึกษาทั่วประเทศ และแสวงความร่วมมือตอบโจทย์วัตถุประสงค์ 4 ข้อหลักของแผนการศึกษาชาติ ระยะ 20 ปี ประกอบด้วย 1.เพื่อพัฒนาระบบและกระบวนการจัดการศึกษาที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ 2.เพื่อพัฒนาคนไทยให้เป็นพลเมืองดี มีคุณลักษณะ ทักษะ และสมรรถนะที่สอดคล้องกับบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติและยุทธศาสตร์ชาติ 3.เพื่อพัฒนาสังคมไทยให้เป็นสังคมแห่งการเรียนรู้ และคุณธรรมจริยธรรม รู้รักสามัคคี และผนึกกำลังมุ่งสู่การพัฒนาประเทศอย่างยั่งยืนตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และ 4.เพื่อนำประเทศไทยก้าวข้ามกับดักประเทศที่มีรายได้ปานกลาง และความเหลื่อมล้ำภายในประเทศลดลง

เดินสายแจงแผนการศึกษาชาติถิ่นอีสาน

ทั้งนี้ สกศ. พร้อมทำหน้าที่สะพานเชื่อมโยงฐานข้อมูล และแนวทางปฏิรูปการศึกษากับหน่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องตามแนวทางที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญฯ อย่างเต็มความสามารถ

กล้องตาเรือ สื่อเรียนรู้ทำเองได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282259

กล้องตาเรือ สื่อเรียนรู้ทำเองได้

กล้องตาเรือ, สื่อเรียนรู้ทำเองได้, สวทช, สสวท, กล้องสอดแนมสุดเจ๋ง

สสวท. กับวาระครบรอบ 5 ปี โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย รู้จักกล้องตาเรือ สื่อเรียนรู้ทำเองได้จาก สสวท.

       เมื่อวันที่ 2-3 มิถุนายน 2560 ที่ผ่านมา สำนักงานพัฒนาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งชาติ (สวทช.) ร่วมกับสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) สถาบันคีนันแห่งเอเซีย บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด และมหาวิทยาลัยเครือข่ายกว่า 20 แห่งทั่วประเทศ จัดงานครบรอบ 5 ปีโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ณ บ้านวิทยาศาสตร์สิรินธร อุทยานวิทยาศาสตร์ประเทศไทย จ.ปทุมธานี เพื่อเผยแพร่การจัดกิจกรรมการทดลองทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีที่พัฒนาศักยภาพการเรียนรู้ของเด็กและเยาวชนไทยอย่างมีประสิทธิภาพสู่สังคมและสาธารณะ
ดร. พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)  กล่าวว่า สสวท. ได้เข้าร่วมโครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย ตามแนวพระราชดำริของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เพื่อจุดประกายความคิดให้เด็กและเยาวชนเกิดแรงบันดาลใจ และมีทัศนคติที่ดีในการทดลองวิทยาศาสตร์ที่สนุก และมีความสุข ด้วยบรรยากาศทดลองเสมือนอยู่ในห้องปฎิบัติการ ของมหาวิทยาลัย โดย สสวท. ได้นำกิจกรรมของโครงการมหาวิทยาลัยเด็กเข้าสู่โรงเรียนที่เป็นศูนย์โครงการพัฒนาอัจฉริยภาพทางวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ของ สสวท. ทั้งหมด จำนวน 20 ศูนย์ทั่วประเทศ  รวมทั้งการจัดกิจกรรมอบรมครู  นักวิชาการที่เกี่ยวข้อง  เพื่อให้กิจกรรมในโครงการมหาวิทยาลัยต่อยอดจากโครงการบ้านนักวิทยาศาสตร์น้อย

กล้องตาเรือ สื่อเรียนรู้ทำเองได้

        ความพิเศษของกิจกรรมมหาวิทยาลัยเด็กนั้น เน้นที่นักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลายจนถึงมัธยมศึกษาตอนต้น โดยมีรูปแบบแตกต่างจากค่ายวิทยาศาสตร์อื่น  คือ เน้นให้เด็กได้ลงมือทำกิจกรรมต่างๆ เสมือนได้เข้ามาเรียนในมหาวิทยาลัย เพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้เป็นนักคิด นักวิจัย อยากศึกษาต่อทางด้านนี้ นอกจากนั้น นักเรียนได้ฝึกการคิดอย่างเป็นเหตุเป็นผล แบบวิทยาศาสตร์และนำไปใช้ในชีวิตประจำวัน ไม่เชื่อหรือไม่งมงายอะไรง่ายๆ และจะกลับไปบอกกับผู้ปกครองถึงแนวความคิดนี้ได้  ซึ่งสอดคล้องกับเจตจำนงในการดำเนินงานของ สสวท. ที่มุ่งเน้นให้นักเรียนได้ฝึกฝนทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ซึ่งจะเป็นรากฐานในการต่อยอดการศึกษาในระดับที่สูงขึ้น และในอนาคตเราจะมีทรัพยากรมนุษย์ที่มีความรู้ความสามารถในการสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ เพื่อพัฒนาประเทศให้ก้าวสู่ประเทศไทย 4.0 ซี่งเป็นยุคแห่งการขับเคลื่อนเศรษฐกิจด้วยนวัตกรรม

        ปี พ.ศ. 2560 นี้ เป็นปีที่โครงการได้ดำเนินงานมาครบ 5 ปี  สสวท. ในฐานะหน่วยงานหลักหน่วยงานหนึ่ง ถือเป็นเกียรติยศสูงสุด ที่ได้ดำเนินการตามแนวพระราชดำริ และจะร่วมมือดำเนินการผลักดันกับเครือข่ายอื่นๆ อย่างเข้มแข็งต่อไป

         โดยภายในงานครบรอบ 5 ปี โครงการมหาวิทยาลัยเด็ก ประเทศไทย นั้น สสวท. ได้นำกิจกรรมฝึกปฏิบัติการทางวิทยาศาสตร์ “กล้องสอดแนมสุดเจ๋ง” ไปจัดภายในงาน เพื่อให้นักเรียนได้ลงมือประดิษฐ์กล้องตาเรือ โดยใช้ความรู้ทางด้านฟิสิกส์ด้วย

กล้องตาเรือ สื่อเรียนรู้ทำเองได้

           สสวท. เป็นหน่วยงานภายใต้สังกัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งนอกจากจะมีภารกิจหลักในการจัดทำหลักสูตรการเรียนการสอนวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ และเทคโนโลยีแล้ว แต่ สสวท. ได้มีอีกหนึ่งหน้าที่ คือการประดิษฐ์สิ่งประดิษฐ์สำหรับใช้ในการเรียนการสอนวิชาวิทยาศาสตร์ คณิตศาสตร์ เทคโนโลยี และยังได้รับสิทธิบัตรอีกมากมาย ซึ่ง กล้องตาเรือ เป็นผลงานสิ่งประดิษฐ์อีกหนึ่งอย่างของ สสวท. ที่ไม่ได้ใช้แค่ในห้องเรียน แต่ยังนำมาใช้ในชีวิตประจำวันได้ด้วย

         นางทวินันท์ แสงขัติยะ นักวิชาการฝ่ายโอลิมปิกวิชาการและพัฒนาอัจฉริยภาพ สสวท. อธิบายว่า กล้องเพอริสโคป หรือ กล้องปริทรรศน์ หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า  กล้องตาเรือ นั้น เป็นเครื่องมือสำหรับการสังเกตสิ่งต่าง ๆ ที่ไม่สามารถมองเห็นได้ในระดับสายตาของ ผู้มอง ซึ่งอาจมีสิ่งกีดขวางการมองเห็น  และในอดีตมีการใช้กล้อง  เพอริสโคปในยามสงคราม  เพื่อสังเกตการณ์ศัตรูในสนามรบ  มีการใช้ในขณะปีนป้อม กำแพง หรือประกอบกับรถยนต์หุ้มเกาะ  เรือดำน้ำก็ได้ แต่ในชีวิตประจำวันบางครั้ง เราก็มีความจำเป็นที่จะต้องมองอะไรที่ไม่อยู่ในระดับสายตา  สสวท. จึงได้คิดค้นวิธีการประดิษฐ์กล้องเพอริสโคปแบบง่าย โดยใช้เพียงกระดาษแข็ง และกระจกเงา เท่านั้น

กล้องตาเรือ สื่อเรียนรู้ทำเองได้

        หลักการของกล้องชนิดนี้เกิดจากการสะท้อนแสง  เมื่อแสงตกกระทบวัตถุ แสงจะสะท้อนเข้าสู่นัยน์ตา โดยแสงตกกระทบที่กระจกซึ่งติดตั้งให้เอียงทำามุม 45 องศา แล้วจะสะท้อนทำามุม 90 องศา ไปตกกระทบกับกระจกอีกบานหนึ่งที่เอียงทำมุม 45 องศาในระดับสายตา และสะท้อนเข้าตาทำให้เรามองเห็นภาพวัตถุที่เหนือกว่าระดับสายตาได้  โดยมีทิศทางเดียวกับภาพจริง

ผู้เป็นเบาหวานระวัง ฝนตกเสี่่ยงสูญเสียนิ้วและเท้า

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282247

ผู้เป็นเบาหวานระวัง ฝนตกเสี่่ยงสูญเสียนิ้วและเท้า

สูญเสียเท้า, ผู้เป็นเบาหวานระวัง, Diabetic Neuropathy, Arterrial Insufficiency

ย่างเข้าเดือนหก ฝนก็ตกพร่ำๆ ช่วงนี้เรียกได้ว่าเจ้าน้องฝนนั้นตกได้ตกดี แต่ทราบหรือไม่ว่าสิ่งนี้แหละที่เป็นอันตรายต่อผู้ป่วยโรคเบาหวานถึงขั้นจะต้องสูญเสียเท้า

      เจ้าน้องฝนที่ตกทั้งวัน เช้า สาย บ่าย เย็น ก็ตก รถก็ติด และที่สำคัญคือ น้ำนั้นระบายออกกันแทบไม่ทัน ไม่ว่าจะเป็นตามตรอก ซอก ซอย ถนนเล็กใหญ่ นั้นพากันท่วมแบบไม่เกรงใจใคร พว.จุภาภรณ์ กังวานภูมิ พยาบาลชำนาญการพิเศษเล็บและเท้า ศูนย์เบาหวาน  ไทรอยด์ และต่อมไร้ท่อกรุงเทพ รพ.กรุงเทพ กล่าวว่า โรคเบาหวาน เป็นโรคเรื้อรังและก่อให้เกิดปัญหาต่อสุขภาพและก่อให้เกิดปัญหาหลายระบบในร่างกาย เช่น ตา ไต หัวใจ และหลอดเลือดแดง เป็นต้น แต่เราสามารถป้องกันภาวะแทรกซ้อนต่างๆได้ด้วยการควบคุมอาหาร การออกกำลังกาย และพบแพทย์พร้อมทั้งรับประทานยาตามแผนการรักษาของแพทย์

แต่สิ่งที่ควรระวังอีกอย่างหนึ่งคือเรื่องการดูแลเล็บและเท้า ของผู้เป็นเบาหวาน เนื่องจากช่วงฤดูฝนนี้ฝนตกบ่อยและมีพื้นที่เปียกน้ำและชื้นแฉะทั้งบริเวณบ้านและนอกบ้าน ผู้เป็นเบาหวานอาจเดินเหยียบน้ำโดยไม่ได้ระมัดระวัง บางครั้งเป็นน้ำขังที่สกปรกทำให้เล็บและเท้าเปรอะเปื้อนโดยไม่ได้ดูแลและกลับมาทำความสะอาดและเช็ดเท้าให้แห้ง สิ่งเหล่านี้ก็เป็นสาเหตุหนึ่งของการติดเชื้อและเป็นแผลบริเวณเล็บและเท้าได้ ภาวะแทรกซ้อนที่เล็บและเท้าของผู้เป็นเบาหวานเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้สูญเสียคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะจากการสูญเสียอวัยวะส่วนนิ้วและเท้า

ผู้เป็นเบาหวานระวัง ฝนตกเสี่่ยงสูญเสียนิ้วและเท้าผู้เป็นเบาหวานระวัง ฝนตกเสี่่ยงสูญเสียนิ้วและเท้า

กลุ่มอาการที่เกิดจากภาวะแทรกซ้อนเรื้อรังที่เส้นประสาท (Diabetic Neuropathy) ทำให้มีอาการชาและเกิดภาวะขาดเลือด (Arterrial Insufficiency) ทำให้เลือดและออกซิเจนมายังอวัยวะในส่วนปลายได้ไม่ดีจึงทำให้เกิดแผลที่เล็บและเท้า

 วิธีการป้องกัน ในช่วงฤดูฝนควรหลีกเลี่ยงการเดินลุยน้ำหรือลุยโคลนากจำเป็นให้ใส่รองเท้าบู๊ทหรือรองเท้าหุ้มส้นเพื่อป้องกันไม่ให้เท้าเปียกน้ำ ทำความสะอาดเล็บและเท้าด้วยสบู่อ่อนๆธรรมดาและเช็ดเท้าให้แห้ง โดยเฉพาะบริเวณซอกนิ้วเท้าเพื่อ ป้องกันการอับชื้นหรือเชื้อราได้ ตรวจดูบริเวณซอกนิ้วเท้า หลังเท้า และฝ่าเท้า ว่ามีอาการผิดปกติหรือไม่ หากมีอาการผิดปกติให้ไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจรักษา ตัดเล็บเท้าลักษณะปลายตรงและให้สั้นพอประมาณโดยไม่ตัดเข้ามุมเล็บเพื่อป้องกันการเกิดเล็บขบได้ ผู้เป็นเบาหวานที่เป็นผู้สูงอายุควรมีญาติหรือพยาบาลเฉพาะทางเป็นผู้ตัดเล็บให้ เนื่องจากผู้เป็นเบาหวานมักมีสายตามัวลงทำให้ขาดความแม่นยำในการตัดเล็บด้วยตนเอง ซึ่งส่งผลทำให้เกิดแผลที่เล็บและเท้า และเป็นสาเหตุของการสูญเสียอวัยวะส่วนนิ้วและเท้าได้

TCAS ระบบคัดเด็ก เสียเงินน้อย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282276

TCAS ระบบคัดเด็ก เสียเงินน้อย

ทีแคส, TCAS, ระบบคัดเด็ก, เสียเงินน้อย, ทปอ, TCAS , มศว

ทปอ.เดินแจงระบบ “TCAS” เชื่อถ้านักเรียนตัดสินใจเด็ดขาดเรียนคณะและสถาบันใด เสียค่าสมัครน้อย ย้ำข้อสอบวัดคัดเลือกไม่ซ้ำซ้อน

         ที่ประชุมอธิการบดีแห่งประเทศไทย (ทปอ.) ได้กำหนดเดินสายชี้แจง และรับฟังข้อเสนอแนะ ข้อคิดเห็นจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้องทุกกลุ่มเป้าหมายใน4ภูมิภาค เกี่ยวกับระบบการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษาระบบกลาง ประจำปีการศึกษา2561 Thai university Central Admission System (TCAS )หรือ ทีแคสนั้น ซึ่งเป็นระบบการคัดเลือกเข้าศึกษาต่อในสถาบันอุดมศึกษาด้วยระบบใหม่นั้น ขณะนี้ ทปอ.ได้เดินสายชี้แจงระบบทีแคส ไปแล้ว2ภูมิภาค คือที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่(มช.)และมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์(ม.อ.)ซึ่งมีครูแนะแนวโรงเรียน นักเรียน ผู้ปกครอง และประชาชนทั่วไป ให้ความสนใจเข้าร่วมฟังเป็นจำนวนมาก

ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ รักอริยะธรรม ประธานคณะอนุกรรมการดำเนินการคัดเลือกบุคคลเข้าศึกษาในอุดมศึกษาของทปอ.เปิดเผยว่า  จากการชี้แจงและรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับระบบทีแคส ใน2ครั้งที่ผ่านมาทำให้ทราบว่าครู นักเรียน และผู้ปกครองส่วนใหญ่ก็เข้าใจระบบการคัดเลือกใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นเพราะที่ผ่านมาทปอ.รวมถึงสื่อมวลชนได้ช่วยกันเผยแพร่และประชาสัมพันธ์เรื่องดังกล่าวมาอย่างต่อเนื่อง สำหรับประเด็นที่นักเรียนและผู้ปกครองสอบถามมากจะเป็นเรื่องโควตาในพื้นที่ต่าง ๆว่านักเรียนในพื้นที่ยังจะได้โคตาเหมือนเดิมหรือไม่ ซึ่งได้ชี้แจงว่าถ้านักเรียนมีคุณสมบัติตามที่สถาบันอุดมศึกษากำหนดจะยังได้โควตาเหมือนเดิม นอกจากนี้มีคำถามเรื่องค่าสมัครในระบบทีแคสว่าแตกต่างจากระบบเดิมหรือไม่ ซึ่งทปอ.ได้ชี้แจงและย้ำว่าการจะเสียค่าสมัครเข้าเรียนในสถาบันอุดมศึกษาแพงหรือไม่อยู่ที่ตัวนักเรียนว่าจะสามารถตัดสินใจว่าจะเรียนในคณะและสถาบันไหน ไม่สมัครเผื่อเลือกไปหมดเหมือนที่ผ่านมา

       “ในระบบคัดเลือกเดิมนักเรียนบางคนเสียเงินเป็นหลายหมื่น บางคนเสียเป็นแสนบาทก็มี เพราะสมัครไปหมด เผื่อเลือก พอสอบติดแล้วก็ไปเสียค่าเทอมเป็นหลายหมื่น แต่ยังไม่พอใจก็มาสมัครที่อื่นอีก ทำให้เสียเงินมาก แต่ระบบทีแคสถ้านักเรียนตัดสินใจเด็ดขาดว่าจะเรียนคณะและสถาบันใด ก็จะเสียค่าสมัครอย่างต่ำไม่เกินพันบาท แต่ถ้าจะสมัครทุกรอบสูงสุดก็ไม่น่าจะเกิน3พันบาท เพราะระบบทีแคสนักเรียนไม่ต้องเดินทางไปสมัครและสอบในทุกสถาบันอุดมศึกษาเหมือนเดิม” ผศ.ดร.พงษ์อินทร์ กล่าว

ทั้งนี้  ครูยังมีคำถามว่าวิชาสอบที่ใช้ในการคัดเลือกเข้าศึกษาในสถาบันอุดมศึกษายังมีความซ้ำซ้อนกันหรือไม่ เช่น ข้อสอบวิชาสามัญ9วิชา และข้อสอบวัดความถนัดทั่วไปหรือแกต และข้อสอบวัดความถนัดทางวิชาการ/วิชาชีพ หรือแพตในวิชา คณิตศาสตร์ วิทยาศาสตร์ ซึ่งข้อสอบก็ไม่มีความซ้ำซ้อนกัน เพราะเป็นการวัดที่แตกต่างกันและเป็นข้อสอบที่สถาบันอุดมศึกษาต้องการใช้ อย่างไรก็ตาม  ทปอ.จะเดินสายชี้แจงทีแคสอีก2ครั้ง คือ วันที่ 16 มิ.ย.2560 ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น(มข.)และ วันที่ 13 ก.ค.2560 มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ(มศว)ก่อนที่จะสรุปผลการชี้แจงและข้อเสนอแนะให้ ทปอ.ต่อไป

สมุยรักษ์น้ำ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282226

สมุยรักษ์น้ำ

สมุยรักษ์น้ำ, มหาชน

น้ำเป็นทรัพยากรที่มีคุณค่ามหาศาล และเป็นประโยชน์ต่อสิ่งมีชีวิตทุกชีวิตในการดำรงชีวิต ถ้าขาดน้ำสิ่งมีชีวิตจะไม่สามารถดำรงชีวิตอยู่ได้

         พื้นที่เกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี ถือเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของประเทศไทย จากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย สำนักงานภาคใต้ พบว่า ภาคธุรกิจท่องเที่ยวของเกาะสมุยสามารถสร้างรายได้ให้กับประเทศกว่าปีละ 12,000-18,000 ล้านบาท อยู่ในลำดับที่ 6 ของรายได้จากแหล่งท่องเที่ยวทั่วทั้งประเทศ

        บริษัท ยูนิเวอร์แซล ยูทีลิตี้ส์ จำกัด (มหาชน) และบริษัท การบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ได้เห็นถึงการร่วมกันพัฒนาคุณภาพชีวิตชีวิตของประชาชนในพื้นที่เกาะสมุย โดยเฉพาะในด้านทรัพยากรน้ำ ที่มีความสำคัญเป็นอย่างมากในทุกวันนี้ เพราะมีทั้งการนำไปใช้ทั้งอุปโภคและบริโภค จึงร่วมกันทำโครงการ “สมุยรักษ์น้ำ” เพื่อสร้างเสถียรภาพด้านน้ำให้กับชุมชน สร้างชีวิตความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นให้แก่ครูและนักเรียนตลอดจนชุมชนโดยรอบ ได้ดำเนินการในพื้นที่โรงเรียนวัดบุณฑริการาม อ.เกาะสมุย จ.สุราษฏร์ธานี

สมุยรักษ์น้ำ

นายจุมพล จันทร์คำ ผู้จัดการฝ่ายพัฒนาธุรกิจและวิศวกรรม บริษัท ยูนิเวอร์แซล ยูทีลิตี้ส์ จำกัด (มหาชน) เล่าว่า ได้เริ่มโครงการสมุยรักษ์น้ำในพื้นที่เกาะสมุย โดยเริ่มจากโรงเรียนวัดบุณฑริการามเป็นที่แรก ซึ่งทางโรงเรียนได้มีปัญหาในเรื่องของน้ำใช้ปัญหา 3 ส่วน คือ สี น้ำมีความขุ่น และมีกลิ่น โดยเป็นน้ำมาจากบาดาลบ่อตื้นที่ชาวบ้านขุดขึ้นมา เมื่อสมุยเริ่มมีชุมชนเยอะขึ้น เรื่องของน้ำบาดาลทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นเริ่มแย่ลง จึงมานั่งวิเคราะห์ว่าหากปรับปรุงระบบน้ำ สามารถจะได้น้ำนำไปใช้อุปโภคได้อย่างไร เริ่มจากปัญหา 3 ส่วนก่อน ในเรื่องของความใสความขุ่น โดยออกแบบให้ระบบมีการกรองทราย ส่วนที่สองในเรื่องของตัวสีมีการดักสีดักกลิ่น มีถังกรองคาร์บอนมีตัวดูดสี ดูดกลิ่น และมีธาตุเหล็กเยอะ ทำให้ของใช้เป็นคลาบเหลืองคล้ายสนิท จึงนำระบบกรองน้ำใช้ภายในโรงเรียน เพื่อให้นักเรียน ครู และชาวบ้านได้ใช้ประโยชน์และได้รับน้ำคุณภาพที่ดีขึ้น

นอกจากนี้มีการมอบทุนการศึกษาให้กับนักเรียนจำนวน 25 ทุน ทุนละ 1,000 บาท โดยมอบทุนให้กับนักเรียน 3 ประเภทด้วยกัน 1. ประเภทเรียนดี เกรดเฉลี่ย 3.00 ขึ้นไป 2. ประเภทเรียนดีแต่ขาดทุนทรัพย์เกรดเฉลี่ย 2.50 ขึ้นไป และ 3.ประเภทเก่งกิจกรรม สร้างชื่อเสียงให้กับโรงเรียน มีผลงานสร้างชื่อเสียงให้โรงเรียน และยังมีกิจกรรมให้ความรู้เรื่องน้ำแก่นักเรียน มีการบรรยายให้ความรู้ การทดลองทางวิทยาศาสตร์ และการเล่นเกมตอบคำถาม ในความรู้เกี่ยวกับน้ำในหัวข้อต่างๆ เช่น ความรู้ทั่วไปทางวิทยาศาสตร์เกี่ยวกับน้ำ การร่วมแรงร่วมใจประหยัดน้ำ การช่วยลดน้ำสูญเสียภายในโรงเรียน เพื่อเป็นการปลูกจิตสำนึกให้เด็กรู้ถึงความสำคัญของน้ำ เห็นคุณค่า และร่วมมือกันใช้น้ำอย่างประหยัด

สมุยรักษ์น้ำ

นางสาวกิติยา เก้าเอี้ยน ผู้อำนวยการโรงเรียนวัดบุณฑริการาม เล่าว่า รู้สึกดีใจที่ได้มีระบบกรองน้ำภายในโรงเรียน เพราะตอนช่วงมีนาคม-พฤษภาคม จะเป็นช่วงที่แล้งน้ำจะน้อย โดยเราใช้น้ำบ่อตื้นซึ่งคุณภาพน้ำค่อนข้างแย่ แต่ก่อนนักเรียนในโรงเรียนจะไม่ได้แปรงฟันเนื่องจากน้ำมีตะกอน สีขุ่น และมีกลิ่น แต่พอมีระบบกรองน้ำทางโรงเรียนก็สามารถให้นักเรียนแปรงฟันได้ ยังทำให้คุณภาพชีวิตของครู และนักเรียนดีขึ้นในตอนนี้

สำหรับการมาให้ความรู้นักเรียนในเรื่องของน้ำ ทางโรงเรียนก็มีการรณรงค์ การสอนให้ความรู้บ้างแล้ว แต่นักเรียนอาจจะยังไม่รู้จักประโยชน์หรือคุณค่าที่มาของน้ำพอสมควร แต่วันนี้ได้มีกิจกรรมให้ความรู้แก่นักเรียน คาดว่านักเรียนจะได้รับความรู้ได้เป็นอย่างดี สามารถจะเป็นแกนนำในการให้ความรู้เรื่องน้ำ การประหยัดน้ำแก่คนที่บ้านได้

เด็กชายธนกร เทพเลื่อน หรือน้องกร ศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 เล่าว่า วันนี้ได้รับความรู้เรื่องน้ำ ที่มาของน้ำ มีเกมให้เล่นเพื่อตอบคำถามรับของรางวัล สมุกมาก ยังได้ใช้น้ำที่มีคุณภาพดีกว่าเดิม จะประหยัดเพื่อลดค่าใช้จ่ายให้กับโรงเรียน กับที่บ้าน จะนำไปบอกต่อกับพ่อแม่เรื่องของน้ำสูญเสีย และจะใช้น้ำอย่างประหยัดโดยการนำน้ำที่ใช้ซักผ้ามารดน้ำต้นไม้ หรือถูกพื้นบ้านแทน ไม่เปิดน้ำทิ้งไว้ และเมื่อมีเหตุขัดข้องของน้ำสามารถโทรแจ้งได้ที่ 1141

สมุยรักษ์น้ำสมุยรักษ์น้ำ

“หมอสุภัทร์” แจงประเด็นค้านแก้กฎหมายบัตรทอง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282252

“หมอสุภัทร์” แจงประเด็นค้านแก้กฎหมายบัตรทอง

คมชัดลึก, บัตรทอง, ค้านกฎหมาย, ประเด็น, แจง, หมอสุภัทร, หมอสุภัทร์, แก้แล้วแย่ อย่าแก้ดีกว่า

“หมอสุภัทร์” ชี้ แก้กฎหมายบัตรทองต้องคุยกันมากกว่านี้ ไม่ใช่แค่รับฟังความเห็นสามนาที แจงประเด็นค้าน ห่วงแนวคิดร่วมจ่ายสร้างสองมาตรฐาน ชี้มีหลายทางไม่ต้องผล

         13 มิ.ย. 2560 -น.พ.สุภัทร ฮาสุวรรณกิจ  ผู้อำนวยการโรงพยาบาลจะนะ  ให้สัมภาษณ์รายการกรองข่าวเช้านี้  ทางสถานีวิทยุ FM102 คลื่นคนทำงาน ถึงการวอล์กเอาท์ในเวทีแสดงความเห็นการแก้ไข ร่าง พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ที่จ.เชียงใหม่ และ จ.สงขลา  และการคัดค้านการแก้ไขว่า  จะบอกว่าเวทีล่มหรือไม่ก็แล้วแต่จะคิด ซึ่งกติกา จะให้พูดคนละ 3 นาที  ทำให้ความรู้สึกของผู้ประชาพิจารณ์รู้สึกไม่เป็นธรรมเพราะให้เวลาน้อย  ที่สงขลาประชาชนรู้สึกว่าเรื่องยากๆแบบนี้ที่กระทบกับ 48 ล้านคน  ควรจะจัดเวทีรับฟังความเห็นระดับภาคมากกว่ารับฟังคนละ 3 นาที และเป็นการรับฟังโดยไม่ได้ตอบกลับ เมื่อรู้สึกว่าเป็นพิธีกรรมจึงวอล์กเอาท์เพื่อแสดงสัญลักษณ์ว่าไม่เเห็นด้วย

น.พ.สุภัทรกล่าวถึงแถลงการณ์ชมรมแพทย์ชนบทที่คัดค้านร่างกฎหมายว่า เป็นการหนุนเสริมขบวนการภาคประชาชน ที่ผ่านมาก็ยื่นหนังสือที่ทำเนียบรัฐบาล  เพื่อทักท้วงกระบวนการและทักท้วงเนื้อหา คอนเซปท์คือ “แก้แล้วแย่ อย่าแก้ดีกว่า” และวันที่มีประชาพิจารณ์ ภาคประชาสังคมก็ไปแสดงออกด้วยการวอล์กเอาท์ทั้งสองที่ ชมรมแพทย์เราก็มีทัศนะว่าถ้าจะแก้ต้องคุยกันเยอะ เพราะเป็นเรื่องยาก มีหลายความเห็นจะแก้รวบรัดเหมืนอมีธงมันไม่ถูก  และมีแนวโน้มเป็นการสุมไฟทำให้มีโอกาสทำให้เกิดความรู้สึกที่มไม่ดีสร้างความขัดแย้งวุ่นายให้ปท.  คนรู้สึกว่าบัตรทองมีประโยชนน์ การแก้มีความไม่ไว้วางใจอยู่มาก

น.พ.สุภัทรกล่าวต่อว่า ร่างกฎหมายฉบับไม่ได้เลิกบัตรทองแต่ปัญหามีเช่น การจะร่วมจ่ายหรือไม่ร่วมจ่าย  ถ้าร่วมใครจะร่วมจะมีเกณฑ์คัดอย่างไร จะมีเกณฑ์อย่างไร กฎหมายอนุญาตให้มีการร่วมจ่ายได้ เป็นไปตามที่กติตากที่คณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติกำหนด  จึงมีความรู้สึกว่าไม่ใช่ หากเห็นอนาคตว่าร่วมแค่นี้ จ่ายแบบนี้ อาจจะพอรับได้ แต่นี่ไปว่าในอนาคตมันก็แปลกๆ

เมื่อถามว่าเรื่องการร่วมจ่ายก็มีอยู่ในกฎหมายเดิมอยู่แล้ว  น.พ.สุภัทรกล่าวว่า ก็แล้วแต่ตีความเรื่องนี้เป็นเรื่องใหญ่ แต่ต้องการการถกเถียงอย่างเป็นระบบและเป็นวิชการ  ทางชมรมแพทย์ฯ เสนอในที่ประชุมประชาพิจารณ์ว่าสิ่งที่อยากให้เกิดคือทำให้เหมือนเมืองนอกทำทีละประเด็น   เช่นร่วมจ่าย แยกเงินเดือน เรื่องการจัดซื้อยาจะเอาอย่างไร สัดส่วนกรรมการจะเป็นอย่างไร ไล่ไปทีละประเด็นจะได้มีคำตอบที่ทุกฝ่ายพึงพอใจอย่างนี้จึงจะเรียกการมีส่วนร่วม สามนาทีนี้มันมีส่วนร่วมเป็นพิธีกรรม ส่วนเนื้อหาในประเด็นต่างๆยังไม่เคยมีการพูดชัดๆแบบนี้  เนื้อหาที่จะแก้ ไม่มีช่องที่เป็นทางการที่จะถกกัน ช่องประชาพิจารณ์ 3 นาทีเป็นช่องทางแรก แต่ว่ามันน่าจะไม่พอ เรื่องนี้ไม่ใช่ปัญหากฎมหมายนี้อย่างเดียว แต่มีปัญหาเช่นโรงไฟ้าถ่านหิน  โรงแยกก๊าซ ทุกอย่างก็ประชาพิจารณ์ 3 นาที ชาวบ้านรู้สึกพูดไปสองไพเบี้ย พูดอะไรไปสุดท้ายก็อนุมัติให้สร้างทุกทีสุดท้ายก็ชาวบ้านล้มประชาพิจารณ์บ่อยขึ้น ชาวบ้านรู้สึกว่ามันเป็นแค่พิธีกรรม

“หากเอาอำนาจมาตัดสินหรือไม่ใช้ความเห็นร่วมหรือความรู้  ฝ่ายที่ถูกกีดกันก็ไม่ยอมอยู่แล้ว และปัจจุบันภาคประชาสังคมที่ทำหลักประกันสุขภาพแห่งชาติเข้มแข็งรวมตัวได้จริง เชื่อว่าอิสานหรือกลางก็คงมีชะตากรรมไม่ต่างกัน” น.พ.สุภัทรกล่าว

น.พ.สุภัทรกล่าวต่อว่า  เนื้อหาที่ติดใจมากๆ  ก็เป็นเรื่องร่วมจ่าย  ก็ยังไม่มีข้อสรุป แต่เป็นประเด็นที่ทางกระทรวงผลักดันมานานมาก แต่ยังไม่กล้าดำเนินอย่างจริงจัง ภาคประชาชนกังวลสูงสุด ก่อนหน้านี้สักปีอาจมีกระแสเรื่องงบไม่พอคุณภาพไม่ดี วิธีแก้งบไม่พอทำอย่างไร ก็มีสองวิธี เมื่อรัฐบาลยืนยันไม่เพิ่มงบให้  วิธีคือร่วมจ่าย หากเข้ารับการรักษาอาจจ่าย 10%   หรืออาจจะจ่ายเป็นครั้ง ใครไม่มีก็ไม่จ่ายก็ได้ก็จะมีทะเบียนคนจน  แต่ความกังวลที่สุดคือ จะเกิดบริการสองมาตรฐาน  คนมีเงินจ่ายมีโอกาสที่ได้คิวก่อน ได้การรักษาที่ดีกว่าด้วยอคติหลายๆอย่างของผู้ให้บริการก็มี  ต้องขายวัวขายควาย ขายบ้านขายนาอีกไหมเพื่อให้ได้บริการที่สูงขึ้น

“เรื่องนี้ถกเถียงได้ แต่ไม่มีเวทีถกเถียงมันมีแค่ 3 นาที  ข้อเสนอชมรมแพทย์คือ หากงบไม่พอเช่นขาด 10,000 ล้าน ก็ เอามาจกาเครื่องดื่มน้ำอัดลม ชาเขียว เครื่องดื่มชูกำลัง  ที่เรากินปีละ 1 แสนล้านบาท  หากเพิ่มภาษีทำลายสุขภาพ อีกแค่ 10% ก็พอ ก็เป็นการร่วมจ่ายอีกแบบแต่เป็นการร่วมจ่ายทางภาษี    การร่วมจ่ายมีหลายแบบไม่ต้องร่วมจ่ายเมื่อป่วยที่จะเป็นการซ้ำเติม “น.พ.สุภัทรกล่าว

สัดส่วนกรรมการก็มีการเพิ่มสัดส่วนที่เป็นภาคผู้ให้บบริการ เพิ่มทั้งหมด 6 คน ส่วนสภาวิชาชีพเพิ่มคนนึง ขณะที่ภาคประชาชนคงไว้ที่ 5 คน ภาคประชาชนเพิ่มสองคนได้ไหม เพื่อให้สมดุลขึ้น แต่ก็ไม่ได้อนุมัติ จริงๆน่าจะเพิ่มให้ได้  เรื่องนี้ถือว่าซีเรียส  เพราะกฎหมาย นี้ถือเป็นกฎหมายแม่ สุดท้ายต้องออกระเบียบประกาศกติกาเพิ่มเติมที่เป็นอำนาจของคณะกรรมการ หากมีสัดส่วนภาคประชาชนน้อยโอกาสที่จะผลักดันประเด็นภาคประชาชนโอกาสจะสำเร็จน้อย

เมื่อถามถึงแนวทางการดำเนินการต่อ น.พ.สุภัทรกล่าวว่า “ก็สร้างกระแสต่อไปจนกว่ารัฐบาลจะทบทวน มาคุยยาวๆ  หากยังรีบภาคกลางภาคอิสานก็ต้องมีปฏิบัติการที่เข้มข้นขึ้น”

คลิกฟังที่นี่ http://www.nationradio.co.th/program/details/69616

ม.บูรพา ปั้นสุดยอดนักขายมืออาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282220

ม.บูรพา ปั้นสุดยอดนักขายมืออาชีพ

นักขายมืออาชีพ, มบูรพา, The best professional salesmen, EEC, ประเทศไทย

วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ ม.บูรพา จัดฝึกอบรมหลักสูตรสุดยอดนักขายมืออาชีพ “The best professional salesmen” หวังกระตุ้นเศรษฐกิจต่อยอดให้กับชุมชน

         ผศ.ดร.บรรพต วิรุณราช คณบดีวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ ม.บูรพา กล่าวว่า การฝึกอบรมหลักสูตรสุดยอดนักขายมืออาชีพ “The best professional salesmen” เป็นกิจกรรมที่วิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ร่วมกับสำนักงานพัฒนาชุมชนจังหวัดชลบุรี กลุ่มบริษัท ประชารัฐรักสามัคคีชลบุรี จำกัด และจังหวัดชลบุรี ซึ่งได้เล็งเห็นความสำคัญของการพัฒนาเศรษฐกิจชุมชน จ.ชลบุรีและพื้นที่โดยรอบ ในการที่จะสามารถนำองค์ความรู้ไปต่อยอดให้กับชุมชน เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านการบริหารธุรกิจ ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ ให้ดำเนินต่อไปด้วยความมั่นคงและยั่งยืน และรองรับการพัฒนาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ซึ่งหนึ่งในการเริ่มต้นการประกอบธุรกิจ หรือการประกอบอาชีพนั้น ทักษะที่สำคัญประการหนึ่งคือ การเป็นนักการขายมืออาชีพ จึงได้จัดให้มีโครงการฝึกอบรมสำหรับบุคคลทั่วไป นิสิต ผู้ที่ประกอบธุรกิจส่วนตัวอยู่แล้ว และผู้ที่คิดเริ่มต้นจะทำธุรกิจ

ม.บูรพา ปั้นสุดยอดนักขายมืออาชีพ

ผศ.ดร.บรรพต กล่าวด้วยว่า การฝึกอบรมครั้งนี้ได้แนวคิดมาจากนายฐาปน ศิริวัฒนภักดี ประธานบริษัทประชารัฐรักสามัคคี (ประเทศไทย) จำกัด ส่วนกลางที่ให้แง่คิดว่าเซลล์แมน ขายสินค้าสำคัญมากที่จะเป็นผู้ทำให้สินค้าขายได้ นอกจากนั้นวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มีประสบการณ์ในการฝึกอบรมเซลล์แมนทั้งสอนและฝึกอบรมให้กับกลุ่มประชาชนต่างๆ มานานแล้ว จึงจัดอบรมหลักสูตรสุดยอดนักขายมืออาชีพ “The best professional salesmen” มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างความรู้และเพิ่มพูนทักษะด้านการขายให้กับผู้เข้ารับการฝึกอบรมให้มีรูปแบบของความเป็นนักวางแผนการขาย และนักวางกลยุทธ์การขาย ตั้งแต่กระบวนการหารายชื่อลูกค้า จนถึงขั้นปิดการขาย และการบริหารหลังการขายอย่างเต็มรูปแบบครบวงจร

การอบรมครั้งนี้ถือโครงการหนึ่งในการส่งเสริมอาชีพให้กับชุมชนโดยรอบมหาวิทยาลัย เป็นหนึ่งในพันธกิจของวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา ในฐานะสถาบันในกำกับของรัฐที่เปิดสอนในระดับปริญญาโท และปริญญาเอกทางด้านบริหารธุรกิจในภาคตะวันออกเป็นแห่งแรก มากว่า 20 ปี ที่นอกจากมีพันธกิจหลักในการจัดการเรียนการสอนแล้วนั้น ยังมีพันธกิจในการให้คำปรึกษา พัฒนาบริการวิชาการ พัฒนางานวิจัย พัฒนาแบบจำลองธุรกิจ เพื่อตอบสนองภาคธุรกิจและชุมชนอย่างต่อเนื่อง ตลอดจนสนับสนุนกิจกรรมที่ตอบแทนชุมชน สังคม และรักษาไว้ซึ่งศิลปวัฒนธรรมไทย และคงอยู่ในประชาคมอาเซียน ทั้งนี้คาดหวังว่าโครงการต่างๆที่เกิดขึ้นจะก่อให้เกิดการกระตุ้นเศรษฐกิจให้กับชุมชน ในการพัฒนาด้านการบริหารธุรกิจ ทั้งขนาดเล็ก ขนาดกลาง และขนาดใหญ่ และเป็นฐานรองรับการพัฒนาในพื้นที่ระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) ต่อไป