สรรหา!! อธิการฯ “มหาวิทยาลัยนครพนม” คนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282229

สรรหา!! อธิการฯ “มหาวิทยาลัยนครพนม” คนใหม่

มนครพนมคนใหม่, อธิการบดีมนพ, สรรหาอธกมนครพนม, สรรหา, อธิการฯ, มหาวิทยาลัยนครพนม, คนใหม่, อธิการบดี มหาวิทยาลัยนครพนม, ยกเว้นวันหยุดราชการ

สรรหาอธิการบดี ม.นครพนม เริ่มรับสมัครระหว่าง 23มิ.ย.-24 ก.ค.ศกนี้

          มหาวิทยาลัยนครพนม ประกาศรับสมัครผู้สนใจเข้ารับการสรรหาเพื่อดำรงตำแหน่ง “อธิการบดี มหาวิทยาลัยนครพนม” เปิดรับสมัครตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ 2560 – 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 สำหรับผู้ที่สนใจสามารถติดต่อสอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ สำนักงานสภามหาวิทยาลัยนครพนม อาคารสารสนเทศเพื่อการบริหาร ชั้น 4 เลขที่ตั้ง 103 ม.3 ต.ขามเฒ่า อ.เมือง จ.นครพนม โทร. 042-532477-8 ต่อ 217 หรือดาวน์โหลดใบสมัครได้ที่เว็บไซต์มหาวิทยาลัยนครพนมwww.npu.ac.th

          โดยสามารถยื่นใบสมัครพร้อมเอกสารภายในวันที่ 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 ด้วยวิธีการดังต่อไปนี้

(1) กรณีสมัครด้วยตนเอง สามารถยื่นใบสมัครได้ที่ สำนักงานสภามหาวิทยาลัยนครพนม อาคารสารสนเทศเพื่อการบริหาร ชั้น 4 มหาวิทยาลัยนครพนม ตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ 2560 – 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 ภายในเวลา 16.30 น. (ยกเว้นวันหยุดราชการ) โดยให้ถือตราประทับรับของมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ

(2) กรณีสมัครทางไปรษณีย์ ให้ส่งใบสมัครไปที่ สำนักงานสภามหาวิทยาลัยนครพนม อาคารสารสนเทศเพื่อการบริหาร เลขที่ 103 หมู่ 3 ถ.ชยางกูร ต.ขามเฒ่า อ.เมือง จ.นครพนม 48000 หรือส่งทางโทรสารไปที่หมายเลข 0-4253-2479 โดยให้ถือตราประทับรับของมหาวิทยาลัยเป็นสำคัญ หรือส่งทางจดหมายอิเล็กทรอนิกส์ ไปที่councilnpu@npu.ac.thตั้งแต่วันที่ 23 มิถุนายน พ.ศ 2560 – 24 กรกฎาคม พ.ศ. 2560 ภายในเวลา 16.30 น. โดยให้ถือเวลามาตรฐานของประเทศไทยเป็นสำคัญ

ทั้งนี้ การสมัครจะต้องแนบประวัติ ผลงาน พร้อมทั้งคำรับรองจากผู้สมัครว่ามีคุณสมบัติครบถ้วนและไม่มีลักษณะต้องห้ามตามที่คณะกรรมการสรรหากำหนด

เอกสารประกอบการสมัคร ดังนี้

ใบสมัคร ติดรูปถ่าย ขนาด 1 นิ้ว จำนวน 1 ชุด , สำเนาบัตรประจำตัวประชาชนหรือบัตรข้าราชการ จำนวน 1 ฉบับ,          สำเนาทะเบียนบ้าน จำนวน 1 ฉบับ,สำเนาวุฒิการศึกษา จำนวน 1 ฉบับ  พร้อมรูปเล่มประวัติส่วนตัว ผลงาน และแนวนโยบายในการบริหารงานมหาวิทยาลัยนครพนม ตลอดระยะเวลาที่ดำรงตำแหน่ง จำนวน 1 ชุด

สวนผักคนเมือง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282212

สวนผักคนเมือง

สวนผักคนเมือง, ประเทศไทย, สสส, ครั้งที่ 4, คนในเมือง, MRL

สวนผักคนเมือง พัฒนาเมืองเพิ่มพื้นที่สีเขียว ลดขยะ สร้างสิ่งแวดล้อม

       ​มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน(ประเทศไทย) ร่วมกับสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) และภาคีเครือข่าย จัดกิจกรรมเทศกาลสวนผักคนเมือง 2017 (ครั้งที่ 4) ตอน เส้นทางอาหารเมือง : Bangkok’s Food Journey

​โครงการสวนผักคนเมืองจัดตั้งขึ้นมาในปีนี้เป็นปีที่4 จากการสำรวจคนไทยพบว่าประชากรคนไทยโดยเฉพาะ “คนในเมือง”  ทานผัก-ผลไม้ไม่เพียงพอ จึงชวนคนไทยปลูกผักกินเอง แบบปลอดภัยไร้สารเคมี และยังสร้างโครงการต้นแบบ “สวนผักบำบัด”แก้ปัญหากลุ่มผู้ป่วยจิตเวช ผู้ป่วยซึมเศร้า เยียวยาใจควบคู่สร้างสุขภาพ

สวนผักคนเมือง

​ภายในงานมีกิจกรรมworkshop ให้ผู้ที่สนใจในการปลูกผัก รวมไปถึงการทำอาหารง่ายๆโดยใช้ผักที่ปลูกเอง เช่น กิจกรรมสาธิตการทำอาหาร การสอนเพาะต้นอ่อน การหมักปุ๋ยจารเศษอาหาร การทำแปลงปลูกอย่างง่าย เป็นต้น รวมไปถึงยังมีการเสวนา และแสดงโชว์ร้องเพลงสร้างบรรยากาศผ่อนคลายให้แก่ประชาชนที่ร่วมงานอีกด้วย

​จากการสำรวจพบว่า ประชาชนมากถึง 74.1% ยังขาดการกินผักและผลไม้ที่พอเพียง อีกทั้งสัดส่วนของคนที่ทานผัก-ผลไม้ไม่เพียงพอในแต่ละภาคพบว่า ภาคกลางมีสัดส่วนสูงสุด คือ 32.4% รองลงมา ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 28.8% ภาคใต้ 28% กรุงเทพฯ 21.6% และภาคเหนือ น้อยที่สุดคือต่ำกว่า 20% สาเหตุเนื่องมาจากการใช้ชีวิตที่เร่งรีบโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเมือง

​ประชากรส่วนใหญ่นิยมบริโภคอาหารสำเร็จรูป หรืออาหารจากตลาดเป็นหลัก เพราะง่าย ไม่เสียเวลาในการทำอาหารเอง เอาเวลาทำอาหารไปทำกิจกรรมอื่นแทน อีกทั้งประชากรมีความกังวลต่อสารพิษสารเคมีในผักผลไม้อีกด้วย จากการสำรวจในปี 2559 พบสารเคมีกำจัดศัตรูพืชที่ตกค้างในผักผลไม้เกินกว่าค่า Minimum Residue Level (MRL) ถึง 46.4%

สวนผักคนเมือง

​โครงการสวนผักคนเมือง เป็นส่วนหนึ่งในการจุดประกายความคิดให้เกิดการปลูกผักในเมือง เป้าหมายคือการที่ประชาชนได้พึ่งพาตนเอง ทั้งด้านอาหาร และด้านการรับประทานผัก-ผลไม้ได้อย่างเพียงพอ ตามคำแนะนำขององค์การอนามัยโลก โดยการปลูกโดยไม่ใช้สารเคมีใด ๆ อีกทั้งยังช่วยสร้างพื้นที่อาหารปลอดภัยในเมืองอีกด้วย

​เกษตรในเมืองเป็นส่วนหนึ่งของการพัฒนาเมืองปัจจุบัน โดยงานเทศกาลสวนผักคนเมือง เป็นพื้นที่แห่งการแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และเผยแพร่แนวคิด เทคนิคความรู้ และรูปธรรมการเชื่อมโยงเรื่องการปลูกผักให้ ทั้งสมาชิกโครงการสวนผักคนเมือง และผู้ที่สนใจทั่วไปได้นำไปประยุกต์ ปรับใช้ในวิถีชีวิตของตัวเอง เพื่อช่วยกันขยายผล และขับเคลื่อนเรื่องสวนผักคนเมืองให้ขยายกว้างต่อไป

สวนผักคนเมือง

​การสนับสนุนกลุ่มคนในเมืองปลูกผักผ่านโครงการขนาดเล็ก ๆ นี้ ปัจจุบันทำให้เกิดพื้นที่ต้นแบบของการทำสวนผักประมาณ 170 กลุ่ม และผ่านการอบรมของศูนย์อบรมที่กระจายอยู่ทั่วกรุงเทพฯ มีคนที่เกี่ยวข้องกับการปลูกผักประมาณ 8,000 คน และยังมีผู้เข้าร่วมอบรมปลูกผักประมาณ 10,000 คน เช่น โครงการสวนผักนักเรียน ห้วยขวาง มีการปลูกผักที่หลากหลาย เฉลี่ยที่ 20 – 30 ชนิดต่อพื้นที่ โดยความหลากหลายสูงสุดอยู่ที่ 63 ชนิด

​สวนผักคนเมืองนี้ ยังช่วยสร้างพื้นที่สีเขียวในเมือง สร้างสิ่งแวดล้อมที่ดี เพิ่มพื้นที่ปอดให้กับเมืองรวมถึงคนในเมือง โดยใช้ประโยชน์จากพื้นที่รกร้างว่างเปล่า และพื้นที่สาธารณะให้เปลี่ยนมาเป็นพื้นที่อาหารของเมือง ซึ่งช่วยพัฒนาพื้นที่ที่ไม่มีประโยชน์ ให้เกิดประโยชน์ รวมถึงยังช่วยแก้ปัญหาพื้นที่เสี่ยงอันตรายของชุมชนและผู้คนที่อาศัยอยู่ในระแวกนั้น และการปลูกผักในเมืองยังช่วยพัฒนาพื้นที่และปรับภูมิทัศน์ที่ดีให้กับคนในชุมชน รวมไปถึงชุมชนอีกด้วย

สวนผักคนเมือง        ​นอกจากนี้การปลูกผักยังช่วยจัดการขยะในเมืองได้ด้วย โดยการจัดการขยะอินทรีย์ในเมืองเพื่อหมุนเวียนมาเป็นปัจจัยการผลิต สูงถึง 2,000 – 3,000 กิโลกรัม และขยะที่ย่อยสลายยาก เช่น ถังพลาสติก ขวดน้ำ ล้อรถยนต์ที่ไช้แล้ว วัสดุเหลือใช้ต่างๆ มาเป็นภาชนะปลูกผัก อีกประมาณ 600 – 800 กิโลกรัมต่อปี  รวมถึงการปลูกผักบนดาดฟ้า หรือการปลูกผักบนพื้นปูน ซึ่งจะช่วยลดเกราะความร้อนในเมืองได้อีกด้วย

รัฐร่วมเอกชน เดินหน้าขับเคลื่อนสะเต็มศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282183

รัฐร่วมเอกชน เดินหน้าขับเคลื่อนสะเต็มศึกษา

เชฟรอน, รัฐร่วมเอกชน, ทักษะ, สสวท, พลังคน

เชฟรอนจับมือภาครัฐ ขับเคลื่อนสะเต็มศึกษา พัฒนาทักษะเยาวชน เดินหน้าประเทศไทยสู่อนาคต

         วิทยาการความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีได้เข้ามาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตและการทำงาน ตำแหน่งงานหลายอาชีพมีโอกาสสูงที่จะถูกแทนที่ด้วยเครื่องจักรและเทคโนโลยีใหม่ๆ ขณะที่อนาคตมีแนวโน้มที่จะเกิดอาชีพใหม่มากมายที่ไม่อาจคาดการณ์ได้ในขณะนี้ การศึกษาในปัจจุบันจึงไม่เพียงต้องให้ความรู้แก่ผู้เรียน แต่จะต้องเสริมสร้างให้เยาวชนมี “ทักษะ” สามารถปรับตัวเข้ากับการทำงานและการใช้ชีวิตในศตวรรษที่ 21 ในอนาคตข้างหน้า เพื่อเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาประเทศอย่างมั่นคงในระยะยาว

การประชุม World Economic Forum ประจำปี 2016 ซึ่งเป็นเวทีแลกเปลี่ยนความเห็นของผู้นำจากภาคการเมือง เศรษฐกิจ และประชาสังคม จากทั่วโลก  ได้จัดอันดับทักษะที่จำเป็นต่อการประสบความสำเร็จในยุคศตวรรษที่ 21 สามอันดับแรก ได้แก่ ทักษะการแก้ไขปัญหา การคิดวิเคราะห์ และการคิดสร้างสรรค์ ซึ่งทักษะเหล่านี้ล้วนได้มาจากประสบการณ์และการฝึกฝน โดยผ่านการเรียนรู้ที่ไม่ใช่แค่การท่องจำเพื่อสอบ แต่มุ่งเน้นการคิดวิเคราะห์อย่างเป็นระบบ มีการเชื่อมโยง และสามารถใช้ความคิดสร้างสรรค์ในการค้นหาคำตอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ

รัฐร่วมเอกชน เดินหน้าขับเคลื่อนสะเต็มศึกษา

สถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) เล็งเห็นถึงความจำเป็นในการเร่งพัฒนาเยาวชนให้มีทักษะที่พร้อมต่อความต้องการของศตวรรษที่21 ผ่านแนวทางการจัดการศึกษาที่มุ่งเน้นให้ผู้เรียนสามารถบูรณาการองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี วิศวกรรมศาสตร์ และคณิตศาสตร์ หรือ สะเต็มศึกษา (STEM: Science, Technology, Engineering and Mathematics Education) และฝึกฝนการคิดวิเคราะห์ และประยุกต์ใช้ความรู้ทั้งสี่ศาสตร์ดังกล่าวในการดำรงชีวิตและประกอบอาชีพได้

เดินหน้าผลักดันโครงการสะเต็มศึกษาอย่างเต็มที่ พร้อมเชิญภาคเอกชนเข้าการร่วมสนับสนุนในรูปแบบ “รัฐร่วมเอกชน” เพื่อเสริมความแกร่งและเพิ่มความความยืดหยุ่นในการดำเนินงาน โดยล่าสุดได้จัดประชุมเครือข่ายความร่วมมือภาครัฐและเอกชนขับเคลื่อนสะเต็มศึกษา ครั้งที่ 2: การพัฒนาทักษะเยาวชนสู่ศตวรรษที่ 21 เพื่อร่วมระดมความคิด แลกเปลี่ยนประสบการณ์ และหารือแนวทางการขยายความร่วมมือระหว่างภาครัฐและภาคเอกชนในการดำเนินกิจกรรมตามความถนัดขององค์กรเพื่อขับเคลื่อนและพัฒนาสะเต็มศึกษาในประเทศไทย

รัฐร่วมเอกชน เดินหน้าขับเคลื่อนสะเต็มศึกษา

ดร. พรพรรณ ไวทยางกูร ผู้อำนวยการสถาบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.) กระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า การสนับสนุนจากภาคเอกชนจะเป็นพลังเกื้อหนุนที่สำคัญต่อการพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอนเพื่อสร้างทักษะที่จำเป็นต่อเยาวชน โดยผ่านทางการบูรณาการทรัพยากรและความรู้ความชำนาญที่เป็นจุดแข็งของภาครัฐและเอกชนเข้าด้วยกัน เพื่อสนับสนุนองค์ความรู้และการจัดการศึกษาที่มีประสิทธิภาพ สามารถตอบสนองยุทธศาสตร์ประเทศไทย 4.0 ของรัฐบาล ได้อย่างเป็นรูปธรรมและมีประสิทธิผล

Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต โครงการระยะยาว 5 ปี ภายใต้ความร่วมมือระหว่างบริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด สสวท. และพันธมิตรจากภาครัฐและภาคประชาสังคม นับเป็นตัวอย่างความสำเร็จของความร่วมมือในแบบ รัฐร่วมเอกชน” ในการพัฒนาสะเต็มศึกษาในประเทศไทย ผ่านทางการเสริมสร้างศักยภาพด้านสะเต็มให้แก่บุคลากรผู้สอน นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และนักศึกษาสายอาชีพให้มีความพร้อมและทักษะที่ตอบรับกับตลาดแรงงานในอนาคต อันจะเป็นการเสริมสร้างขีดความสามารถในการแข่งขันของประเทศ ก้าวสู่การมีระบบเศรษฐกิจที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีและนวัตกรรม

รัฐร่วมเอกชน เดินหน้าขับเคลื่อนสะเต็มศึกษา

นายอาทิตย์ กริชพิพรรธ ผู้จัดการใหญ่ฝ่ายสนับสนุนธุรกิจ บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด กล่าวว่าเชฟรอนให้ความสำคัญกับการส่งเสริมการศึกษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพัฒนาศักยภาพของเด็กและเยาวชนผ่านการส่งเสริมการศึกษาในสาขาสะเต็ม เพราะเราเชื่อว่าการพัฒนา พลังคนเป็นรากฐานสำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมของประเทศอย่างยั่งยืน โดย Chevron Enjoy Science: สนุกวิทย์ พลังคิด เพื่ออนาคต เป็นโครงการล่าสุดของความมุ่งมั่นนี้ โดยในสองปีแรกของการดำเนินงาน โครงการฯ ประสบผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยม สามารถสร้างเสริมศักยภาพผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอนวิชาวิทยาศาสตร์และคณิตศาสตร์ และอาจารย์ในสายอาชีวศึกษาไปแล้วกว่า 4,000 คน มีการเสริมทักษะแก่นักเรียนชั้นมัธยมต้นและนักศึกษาในสายอาชีวศึกษาไปแล้วกว่า 170,000 คน และสามารถสร้างการรับรู้และแรงบันดาลใจในการศึกษาและประกอบอาชีพในสาขาสะเต็มศึกษาแก่เยาวชนและสาธารณชนได้กว่า 380,000 คน ซึ่งเป็นผลจากความร่วมมือจากพันธมิตรทุกฝ่ายทั้งภาครัฐ เอกชน และประชาชน ตลอดสองปีแรกของการดำเนินโครงการฯ

บริษัท เชฟรอนประเทศไทยสำรวจและผลิต จำกัด เป็นองค์กรภาคเอกชนที่มีพันธกิจในการจัดหาพลังงานทั้งก๊าซธรรมชาติและน้ำมันเพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาตลอดจนเสริมสร้างความมั่นคงทางพลังงานของประเทศ ตลอดระยะเวลากว่า 55 ปีของการดำเนินงานในประเทศไทย เราไม่เพียงวางรากฐานด้านการสำรวจและผลิตพลังงาน แต่ยังมุ่งมั่นเป็นพันธมิตรกับสังคมไทยผ่านการสนับสนุนโครงการเพื่อสังคมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง เพื่อร่วมพัฒนาสังคมไทยอย่างยั่งยืน นายอาทิตย์กล่าว

นักออกแบบ 4 DNA ถอดรหัสตัวตน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282200

นักออกแบบ 4 DNA ถอดรหัสตัวตน

ออกแบบ 4 DNA, นักออกแบบ, DNA, ถอดรหัสตัวตน, บ้าน โรงแรม อสังหาริมทรัพย์, มศก

“บ้าน โรงแรม อสังหาริมทรัพย์” ใช่มีเงิน มีที่ดินก็สามารถ “สร้างและประสบความสำเร็จ” ได้ ยิ่งในยุค 4.0 การแข่งขันธุรกิจอสังหาริมทรัพย์มีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น

      นักออกแบบด้านอสังหาริมทรัพย์  รวมถึงเจ้าของ นักธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ จึงต้องมีความรู้ทั้งประสบการณ์ และด้านวิชาการที่บูรณาการทั้งกฎหมาย กลยุทธ์ทางการสื่อสารการตลาดและการบริหารจัดการเพื่อสร้างภาพลักษณ์

ต้องมี การเรียนรู้ขั้นตอนจากจินตนาการสู่การออกแบบถึงการบริหารจัดการโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์  คณะมัณฑนศิลป์  มหาวิทยาลัยศิลปากร  ได้บูรณาการการออกแบบและวิทยาการจัดการ เข้าด้วยกันเพื่อผลิต “นักออกแบบ 4 DNA ถอดรหัสตัวตน เข้าใจกฎหมายข้อจำกัดการออกแบบ การตลาด การเงิน และการบริหารอสังหาริมทรัพย์และโรงแรม 

 ดร.นุชนาภางค์ แก้วนิล ประธานหลักสูตรศิลปมหาบัณฑิต  สาขานวัตกรรมการออกแบบและการจัดการโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์  มศก. กล่าวว่า หลักสูตรดังกล่าว เป็นหลักสูตรพหุวิทยาการแบบบูรณาการระหว่างคณะมัณฑนศิลป์และคณะวิทยาการจัดการ ซึ่งเป็นหลักสูตรแรกแห่งเอเชียที่มีการจัดการเรียนการสอนที่ผสมผสานระหว่างศิลป์และศาสตร์  โดยการเรียนการสอนเน้นการออกแบบเชิงสร้างสรรค์ ทำให้เกิดเป็นผลงานจริงๆ

นักออกแบบ 4 DNA ถอดรหัสตัวตน

 ดร.นุชนาภางค์ แก้วนิล

   “นักศึกษาที่เรียนทุกสาขา สามารถมาเรียนในหลักสูตรนี้ได้ ไม่จำเป็นต้องวาดรูปเป็น เขียนแบบเป็น หรือมีความรู้ด้านวิทยาการจัดการเท่านั้น เพราะโครงสร้างหลักสูตรเติมเต็มในทุกสาขาวิชาแก่ผู้เรียน ทั้งแนวคิดในการออกแบบ ด้านการตลาด กฎหมาย การเงิน ซึ่งผู้จบการบริหารจัดการอื่นๆ มาจะเติมเต็มมาด้านศิลปะให้ ผู้ที่อยากเป็นเป็นนักออกแบบ หรือครอบครัวมีธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ รวมถึงเป็นเจ้าของโครงการ สามารถเรียนหลักสูตรนี้ได้  การบริหารจัดการ เติมเต็มองค์ความรู้ให้”

ทำอย่างไรให้โรงแรมของตนเองแตกต่างจากคู่แข่ง ทำอย่างไรให้ออกแบบความคิดสร้างสรรค์มาใช้ในการคิดค้นนวัตกรรม โดยการนำความรู้ด้านวิจัย มาสู่การออกแบบ

 ตอนนี้เทรนด์เริ่มเปลี่ยน เมื่อก่อนทำโรงแรมก็คือโรงแรม ทำห้างสรรพสินค้าคือห้างสรรพสินค้า  แต่ตอนนี้เทรนด์การสร้างอสังหาริมทรัพย์เป็นรูปแบบผสมผสาน ไม่สามารถทำอะไรอย่างเดียวแล้วดึงดูดผู้คนได้ เช่น ถ้าจะสร้างโรงแรมก็ต้องนำเรื่องศิลปะเข้ามาผสมผสาน  เทคโนโลยี  เพราะไลฟ์สไตล์ชีวิตคนเปลี่ยน กลุ่มคนท่องเที่ยวเปลี่ยน  ไม่จำเป็นต้องอายุ 60 ปี แล้วเที่ยว บางคนทำงานไปเที่ยวไป หรือนักเรียนนักศึกษาก็เที่ยวได้ เนื่องจากการเดินทางมันง่าย

นักออกแบบ 4 DNA ถอดรหัสตัวตน

เมื่อการเดินทางเปลี่ยน โลเคชั่น สถานที่เปลี่ยนไม่จำเป็นต้องติดถนนใหญ่เหมือนอดีต ผู้คนเดิมตามแอพพลิเคชั่น ตามสิ่งที่เขาอยากจะไป อาคาร โรงแรม อสังหาริมทรัพย์ จึงต้องเป็นฮิปๆ เก๋ๆ

ผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง อดีตคณบดีคณะมัณฑนศิลป์ มหาวิทยาลัยศิลปากร (มศก.) กล่าวว่านักออกแบบมีความเข้าใจในการสร้างโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ ทั้งในเรื่องศิลป์และศาสตร์ การบริหารจัดการ นวัตกรรมการลงทุนยุคใหม่ในแวดวงอสังหาริมทรัพย์และโรงแรมมีน้อยมาก ทั้งที่อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว ธุรกิจโรงแรมและอสังหาริมทรัพย์ มีการขยายตัวอย่างมาก ดังนั้น นักออกแบบติดโปร ติดอาวุธ 4DNA ที่เรียนรู้ครอบคลุมทุกด้าน โดยเฉพาะการคำนึงถึงอัตลักษณ์ของโครงการอสังหาริมทรัพย์ที่รับผิดชอบ ต้องไม่คัดลอกงานผู้อื่น ต้องรู้ถึงศักยภาพ ความถนัดของตนเอง  การที่เข้าใจผู้บริโภค และการดำรงรักษาไว้ซึ่งความเป็นไทยของเรา ใช้DNA ตนเองให้มีคุณค่ามากขึ้น 

นักออกแบบ 4 DNA ถอดรหัสตัวตน

ผศ.เอกพงษ์ ตรีตรง

“หลักสูตรจะมีการบูรณาการงานวิจัยเข้ามาช่วยนักออกแบบ ผู้ประกอบการด้านอสังหาริมทรัพย์ ในการเพิ่มมูลค่าโครงการอสังหาริมทรัพย์ต่างๆ โดยใช้รหัสเข้าใจตัวตนของตนเองมากขึ้น ไม่ไปลอกเลียนแบบใคร สร้างโครงการอสังหาริมทรัพย์ประสบความสำเร็จในระยะยาว นักออกแบบต้องเพิ่มมูลค่าอสังหาริมทรัพย์ ตามคุณค่าที่ควรจะเป็น” 

นักออกแบบ 4 DNA ถอดรหัสตัวตน

หลักสูตร 4DNA สอนให้ดึงความถนัดของตัวเองขึ้นมา ค้นคว้ารากของตนเอง รากของที่ดิน ผ่านการเรียนรู้ศึกษาวิจัยต่างๆ เพราะยิ่งค้นคว้าวิจัย ยิ่งเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงๆ ยิ่งทำให้เป็นนักออกแบบ หรือเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ที่มาจากตัวตนของเราเอง และประสบการณ์ความสำเร็จ

นางเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย นักศึกษาในหลักสูตร กล่าวว่าสนใจการออกแบบตกแต่ง เพราะที่บ้านมีเรือนไทย และอยากมีองค์ความรู้ไปพัฒนาออกแบบเรือนไทยดังกล่าวให้กลายเป็นพิพิธภัณฑ์ของ จ.อ่างทอง ให้ลูกหลานได้เห็นว่าคนสมัยก่อนอยู่บ้านแบบไหน อุปกรณ์การใช้ต่างๆ มีอะไรบ้าง ซึ่งเมื่อเพื่อนแนะนำ หลักสูตรดังกล่าว ได้เข้ามาศึกษาข้อมูลโครงสร้าง พบว่า เป็นหลักสูตรช่วยสร้างฝัน เรียนรู้การออกแบบจากจิตนาการให้เป็นจริง ต่อให้ไม่มีความรู้ ไม่มีเงิน  ไม่มีที่ดิน  แต่มีจินตนาการอาจทำให้ความฝันในการสร้างอสังหาริมทรัพย์เป็นจริงได้ จุดประกายในสิ่งที่ทุกคนฝัน สร้างจินตนาการให้เป็นรูปธรรม โครงการขึ้นอย่างแท้จริง

นักออกแบบ 4 DNA ถอดรหัสตัวตน

นางเพ็ญชิสา หงษ์อุปถัมภ์ชัย

  “พอมาเรียน ไม่ใช่เป็นเพียงการเพิ่มเติมองค์ความรู้จากงานวิจัยเท่านั้น แต่ยังเป็นการเปิดโลกทัศน์ หลังบ้านของอสังหาริมทรัพย์ โรงแรม อาคารสถานที่ต่างๆ ที่ได้มาจากเครือข่าย การลงพื้นที่ที่ทางคณะได้พาไปพบปะพูดคุย ได้เห็นจากสถานที่จริง เช่น คงไม่มีโรงแรมไหนเปิดหลังบ้าน การออกแบบ การวางการตลาด การเงิน การบริหารจัดการให้เราเห็น  บางทีเสียเงินเป็นล้านๆ อาจจะยังไม่ได้เรียนรู้รายละเอียดลึกๆ ซึ่งการเรียนแบบ 4 DNA เป็นการเรียนครบวงจรของการออกแบบ ทำให้เราได้องค์ความรู้จริงๆ ที่ผ่านการศึกษาค้นคว้า และเยี่ยมชมโครงการดีๆ ที่มี DNA ของตัวเอง และประสบความสำเร็จทั้งในไทยและต่างประเทศ” 

บางครั้ง สิ่งที่คนเราต้องการ ไม่ต้องลงทุนสูงแต่สร้างคุณค่าของสินค้าให้มีมูลค่าเพิ่มมากขึ้น  เพียงมีความรู้ ความเป็นตัวตน และสร้างมูลค่าจากความคิดของเราเอง

ดันรพ.ชุมชนทุกแห่งเป็นอินเตอร์มีเดียด แคร์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282188

ดันรพ.ชุมชนทุกแห่งเป็นอินเตอร์มีเดียด แคร์

สธ, รพชุมชน, แคร์, Intermediate care, NCDs, รพสต

สธ.ให้โรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งเป็นอินเตอร์มีเดียด แคร์และดูแลผู้ป่วยโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง

        ที่โรงแรมเซ็นทรา  ศูนย์ราชการและคอนเว็นชั่นเซ็นเตอร์ กรุงเทพมหานคร นพ.โสภณ  เมฆธน  ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เป็นประธานเปิดการประชุมขับเคลื่อนการดำเนินงานแก้ไขปัญหาโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง โรงพยาบาลชุมชน พร้อมมอบแนวทางการพัฒนาระบบบริการสุขภาพ  การบูรณาการในการดำเนินงานป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง รวมถึงการดูแลระยะเปลี่ยนผ่านในผู้ป่วยที่มีอาการพ้นภาวะวิกฤติและมีอาการคงที่ หรืออินเตอร์มีเดียด แคร์ (Intermediate care) แก่แพทย์และพยาบาลของโรงพยาบาลชุมชนแห่งละ 1 – 2 คน และเจ้าหน้าที่ผู้รับผิดชอบในการขับเคลื่อนงานป้องกันและควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของสำนักงานสาธารณสุขอำเภอ แห่งละ 1 คน จำนวน 1,000 คน

ดันรพ.ชุมชนทุกแห่งเป็นอินเตอร์มีเดียด แคร์

นพ.โสภณ   กล่าวว่า ปัจจุบันโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) เช่น เบาหวาน ความดันโลหิตสูง หัวใจ เป็นปัญหาสาธารณสุขที่สำคัญของประชาชนไทย ทำให้คนไทยเสียชีวิตปีละ 4 แสนกว่าคน ซึ่งร้อยละ 50 – 55 เป็นการเสียชีวิตก่อนวัยอันควร และมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้มีผู้ป่วยโรคดังกล่าวไปรับบริการที่โรงพยาบาลในเมืองใหญ่เพิ่มขึ้น ส่งผลให้เกิดความแออัด ผู้ป่วยต้องรอคิวรับการรักษานาน เกิดภาระงานและภาระทางการเงินที่เพิ่มขึ้นตามมา ดังนั้นโรงพยาบาลชุมชน 780 แห่ง และสำนักงานสาธารณสุขอำเภอทั่วประเทศ  จึงมีบทบาทสำคัญในดูแลสุขภาพประชาชนให้ห่างไกลจากโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เนื่องจากอยู่ใกล้ชิดกับประชาชน เน้นการทำงานเชิงรุกในการส่งเสริมสุขภาพป้องกันโรค ร่วมกับโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) ชุมชน และหน่วยงานต่าง ๆ ทั้งภาครัฐและเอกชน ในชุมชนสร้างเสริมสุขภาพ ลดเสี่ยงเลี่ยงโรค และค้นหาผู้ที่มีความเสี่ยงเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดโรค หากเกิดโรคต้องให้บริการที่มีคุณภาพ  เพื่อป้องกันการเกิดโรคแทรกซ้อนที่จะตามมา ลดปัจจัยเสี่ยงที่จะทำให้ผู้ป่วยสูญเสียชีวิตก่อนวัยอันควร

รวมทั้ง การรับผู้ป่วยที่อยู่ในระยะเปลี่ยนผ่าน ที่มีอาการทางพ้นภาวะวิกฤติและมีอาการคงที่
(Intermediate care) กลับมาดูแลต่อที่โรงพยาบาลชุมชน เพราะนอกจากช่วยลดการนอนรักษาที่โรงพยาบาลใหญ่แล้ว ยังเป็นการเตรียมความพร้อมผู้ป่วย ซึ่งบางรายอาจมีความผิดปกติของร่างกาย ทำให้มีข้อจำกัดในการใช้ชีวิตประจำวัน ให้ได้รับการดูแลฟื้นฟูจากทีมหมอครอบครัวสหวิชาชีพต่อเนื่องจากโรงพยาบาลจนถึงบ้าน ทั้งด้านการทำกายภาพบำบัด โภชนาการ สอนญาติในการดูแลผู้ป่วย เพื่อช่วยลดความพิการ หรือบางรายหายเป็นปกติกลับไปทำงานเป็นพลังของสังคมได้ เน้น 3 โรคสำคัญ คือ โรคหลอดเลือดสมอง การบาดเจ็บที่สมอง และการบาดเจ็บที่กระดูกสันหลัง  โดยโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งต้องมีเตียงเพื่อรองรับผู้ป่วยอินเตอร์มีเดียด แคร์ แห่งละ 2 เตียง และตั้งเป้าหมายโรงพยาบาลชุมชนทุกแห่งเป็นโรงพยาบาลประชารัฐในปี 2562

แข่งขันโอลิมปิกระดับนานาชาติ 12-15 มิ.ย.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282172

แข่งขันโอลิมปิกระดับนานาชาติ 12-15 มิ.ย.นี้

มหิดลวิทยานุสรณ์, 12-15, มิยนี้, สอวน

โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ ม.มหิดล ร่วมกับมูลนิธิ สอวน.จัดแข่งขันการพัฒนาเยาวชนให้มีความพร้อมด้านวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ เติบโตไปเป็นหัวรถจักรของชาติ

          โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับมูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) จัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 13 (The Thirteenth Thailand Olympiad in Infomatics) ระหว่างวันที่ 12-15 มิถุนายน 2560 ณ โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ และคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล

        สอวน. ได้เล็งเห็นถึงความสำคัญในการพัฒนาศักยภาพของนักเรียนที่มีความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ ที่เข้าร่วมแข่งขันโอลิมปิกวิชาการสาขาต่างๆในระดับนานาชาติ มูนิธิ สอวน. จึงมอบหมายให้มหาวิทยาลัยส่วนภูมิภาค 11 แห่ง และโรงเรียนในเขตกรุงเทพฯ 6 โรงเรียนเป็นศูนย์สอวน. เพื่อดำเนินการอบรมและเตรียมความพร้อม รวมทั้งคัดเลือกนักเรียนเข้าไปแข่งขันโอลิมปิกระดับประเทศ เตรียมครูวิทยาศาสตร์ ครูคณิตศาสตร์ให้มีคุณภาพและมีความพร้อมที่จะช่วยพัฒนาการเรียนการสอนของโรงเรียน

สำหรับสาขาคอมพิวเตอร์ได้ดำเนินการจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระดับชาติมาแล้ว 12 ครั้ง เมื่อวันที่ 7-10 มิถุนายน 2559 ณ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ และเพื่อให้เกิดความต่อเนื่องของกิจกรรมดังกล่าวมูลนิธิสอวน. จึงได้มอบหมายให้โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์เป็นเจ้าภาพร่วมกับคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร มหาวิทยาลัยมหิดล จัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระดับชาติ ครั้งที่ 13

 รศ.ดร.ศักรินทร์ ภูมิรัตน ประธานกรรมการบริหารโรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ กล่าวว่า โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ รู้สึกเป็นเกียรติและยินดีอย่างยิ่งที่มูลนิธิส่งเสริมโอลิมปิกวิชาการและพัฒนามาตรฐานวิทยาศาสตร์ศึกษา ในพระอุปถัมภ์ สมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ (สอวน.) โดยมีสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเป็นองค์ประธาน ไว้วางใจให้ศูนย์ สอวน. โรงเรียนมหิดลวิทยานุสรณ์ เป็นเจ้าภาพจัดการแข่งขันคอมพิวเตอร์โอลิมปิกระดับชาติ ประจำปี 2560 โดยโรงเรียนได้รับความร่วมมือจากคณะเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารมหาวิทยาลัยมหิดล ในการเป็นเจ้าภาพร่วมการจัดการแข่งขันในครั้งนี้

เป็นโอกาสดีที่นักเรียนผู้แทนจากศูนย์ สอวน. ทั้ง 13 ศูนย์ทั่วประเทศ ได้แสดงความสามารถด้านการเขียนโปรแกรมคอมพิวเตอร์ให้เห็นเป็นที่ประจักษ์ นอกจากจะช่วยให้นักเรียนได้มีโอกาสพัฒนาศักยภาพของตนเองแล้ว นักเรียนผู้แทนศูนย์ทุกคนยังได้สร้างความสัมพันธ์และมิตรภาพอันดีต่อกัน ตลอดจนเป็นการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักเรียนและคณะครู อาจารย์ที่มีความสนใจร่วมกันในสาขาวิชาวิทยาการคอมพิวเตอร์ อาจจะส่งผลถึงการขยายเครือข่ายทางวิชาการกันต่อไปได้

ศ.คลินิก นพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมหิดล ในฐานะมหาวิทยาลัยที่มุ่งเน้นการพัฒนาความเป็นเลิศทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความยินดีอย่างยิ่งที่ได้เป็นส่วนหนึ่งในการร่วมพัฒนาเยาวชนให้มีความพร้อมความสามารถทางด้านวิทยาศาสตร์ คอมพิวเตอร์ รวมถึงส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพด้าน Digital Skills ให้เติบโตไปเป็นหัวรถจักรของชาติด้าน Digital Technology เชื่อว่า เยาวชนเหล่านี้จะเป็นกำลังสำคัญที่จะร่วมพัฒนาประเทศไทยให้ก้าวสู่ยุค Thailand 4.0 อย่างสมบูรณ์แบบ

ผอ.สมศ. ขานรับแนวทางประเมินฯ รอบสี่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282168

ผอ.สมศ. ขานรับแนวทางประเมินฯ รอบสี่

สมศ, ผอสมศ, ขานรับแนวทางประเมินฯ, รอบสี่, องค์การมหาชน

ผอ.สมศ. ขานรับปลัด ศธ. กำหนดแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ ให้สถานศึกษากำหนดมาตรฐานเอง ประเมินมุ่งให้คำแนะนำเพื่อการพัฒนา ไม่มีการตัดสินผ่าน/ไม่ผ่าน

            รศ.ดร.ณมน จีรังสุวรรณ ผู้อำนวยการสำนักงานรับรองมาตรฐานและประเมินคุณภาพการศึกษา (องค์การมหาชน) เปิดเผยว่า จากการที่ได้นำเสนอวิสัยทัศน์และนโยบายที่แถลงต่อคณะกรรมการบริหาร สมศ. เมื่อวันที่ 6 มิ.ย. 2560 และได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อหลายสำนักไปเมื่อวันที่ 7 มิ.ย. 2560 ซึ่งมีความสอดคล้องและเป็นไปในแนวทางเดียวกันกับนโยบายของ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งท่านได้ให้สัมภาษณ์กับสื่อเกี่ยวกับแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ไปเมื่อวันที่ 11 มิ.ย.2560 ว่าสถานศึกษาจะเป็นผู้กำหนดมาตรฐานในการประเมินเอง โดย สมศ. จะร่วมกับต้นสังกัดลงพื้นที่ไปประเมินสถานศึกษาเพื่อดูว่าสถานศึกษาดำเนินการได้ตรงตามมาตรฐานที่ตนเองกำหนดไว้หรือไม่ โดยไม่มีการตัดสินผลว่าผ่านหรือไม่ผ่าน เพียงแต่ผู้ประเมินซึ่งเป็นผู้เชี่ยวชาญจะให้ข้อเสนอแนะแก่สถานศึกษาเพื่อการพัฒนาเท่านั้น ทำให้เกิดความมั่นใจในความเป็นไปได้ ของการร่วมมือดำเนินการระหว่างทางกระทรวงศึกษาธิการ กับ สมศ. ในการพัฒนาการศึกษาและมาตรฐานการศึกษาไทยให้บรรลุเป้าหมายตามนโยบายรัฐบาลในการปฏิรูปการศึกษา
“จากการให้สัมภาษณ์เกี่ยวกับแนวทางการประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ของท่านปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ดิฉันมั่นใจว่าแนวทางที่วางไว้นี้จะสามารถลดภาระงานประเมินของสถานศึกษาได้แน่นอน ซึ่งจากนี้ตามแผนที่ตั้งไว้ จะนัดหมายเพื่อขออนุญาตเข้าพบพลอากาศเอก ดร.ประจิน จั่นตอง รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับดูแล สมศ. รวมถึง นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ และ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เพื่อรับทราบนโยบายและความต้องการในรายละเอียด เพื่อนำมาปรับแนวทางการดำเนินการและเกณฑ์การประเมินคุณภาพภายนอกรอบสี่ ให้สอดคล้องกับความต้องการของหน่วยงานต้นสังกัดทุกสังกัด เป้าหมายคือเพื่อประโยชน์ของมาตรฐานการศึกษาของชาติต่อไป”รศ.ดร.ณมน กล่าว

เด็กไทยเจ๋ง!! คว้าเหรียญรางวัลที่จีน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282164

เด็กไทยเจ๋ง!! คว้าเหรียญรางวัลที่จีน

เด็กไทย, แข่งขัน, จีน, ดูไบ, คว้าเหรียญทองที่จีน, เด็กไทยเจ๋ง, กพร

เด็กไทยเจ๋ง!! คว้าเหรียญเหรียญทองแดง สาขาเมคคาทรอนิกส์ แข่งขันที่จีน อุ่นเครื่องก่อนการแข่งขัน World Skills Abu Dhabi ในเดือนต.ค.นี้ ที่ดูไบ

          เมื่อวันที่ 13 มิ.ย. 2560 – นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) กระทรวงแรงงาน เปิดเผยว่าWorld Skills Chinaได้จัดการแข่งขันChina International Skills Competitions 2017 ระหว่างวันที่ 6-9 มิถุนายน 2560 ณ เมืองเซี่ยงไฮ้และซูโจว เป็นการแข่งขันนัดอุ่นเครื่องก่อนการแข่งขันWorld Skills Abu Dhabiในเดือนตุลาคมนี้ มีประเทศสมาชิกWSIเข้าร่วม35ประเทศ ผู้แข่งขัน227คน ใน21สาขา โดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน ได้ส่งผู้แทนเทคนิค ผู้เชี่ยวชาญ และผู้แข่งขันเข้าร่วมใน2สาขา คือ เมคคาทรอนิกส์ และเทคโนโลยียานยนต์ ตัวแทนประเทศไทยสามารถคว้ารางวัลเหรียญทองแดง ในสาขาเมคคาทรอนิกส์ จากผลงานของ นายจักรภัทร เริ่มรักษ์และนายปฏิภาณ ติใหม่ นักศึกษามหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา

เด็กไทยเจ๋ง!!  คว้าเหรียญรางวัลที่จีน

         การแข่งขันChina International Skills Competitions 2017เป็นการจัดการแข่งขันแบบเฉพาะกิจ เพื่อแสดงศักยภาพและความพร้อมในการเสนอตัว เพื่อbiddingเป็นเจ้าภาพWorld Skills Competition 2021แสดงออกให้เห็นถึงความมุ่งมั่น ความพร้อม ความร่วมมือร่วมใจทั้งจากระดับรัฐบาลกลาง และเมืองเซี่ยงไฮ้ ได้อย่างยอดเยี่ยม การแข่งขันแบ่งสนามแข่งเป็น2เมือง คือ เซี่ยงไฮ้ (ที่Shanghai World Expo Exhibitions and Conventions Center)และเมืองซูโจว (ที่Suzhou International Expo Center)

         อธิบดีกพร. กล่าวอีกว่า  ตัวแทนประเทศไทย สาขาเมคคาทรอนิกส์ นายจักรภัทร เริ่มรักษ์และนายปฏิภาณ ติใหม่ จากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลล้านนา แข่งที่เซี่ยงไฮ้ และสาขาเทคโนโนโลยียานยนต์ นายสานิต อัคชาติ บริษัท โตโยต้าดีลักซ์ จำกัด แข่งที่ซูโจว ซึ่งเยาวชนทั้ง3คน จะเป็นตัวแทนของประเทศไทยในการแข่งขันWorld Skills Abu Dhabiด้วย

เด็กไทยเจ๋ง!!  คว้าเหรียญรางวัลที่จีน

         “สำหรับสาขาเทคโนโลยียานยนต์ ถึงแม้เราจะไม่ได้รับรางวัลก็ตาม ถือเป็นการฝึกซ้อมและเตรียมความพร้อมการแข่งขันในช่วงต่อไป เพราะการแข่งขันที่จีนในครั้งนี้ได้นำแบบแข่งขันและเกณฑ์การให้คะแนนของWorld Skillsมาใช้ด้วย พร้อมเก็บเกี่ยวประสบการณ์จากการแข่งขันเพื่อพัฒนาตนเองให้มีฝีมือที่สูงขึ้น และการแข่งขันรอบต่อไป กับWorld Skillsณ กรุงอาบูดาบี สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ รอติดตามผลงานและร่วมให้กำลังใจกับเยาวชนไทยที่จะเข้าร่วมแข่งขันถึง35คน ใน24สาขา ในเดือนตุลาคม 2560 “นายธีรพล กล่าวในที่สุด

แพทย์ชี้ใยอาหารลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282161

แพทย์ชี้ใยอาหารลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้

โปรไบโอติกส์, พรีไบโอติกส์, มหาชน, prebiotics, probiotics, Probiotic Yeast, Travelers diarrhea prevention

ผู้เชี่ยวชาญชี้ใยอาหารลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้ เสริมสร้างสมดุลในระบบทางเดินอาหาร ส่งผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว

        คนจำนวนมากยังมีความเข้าใจที่ผิดว่า ทางเดินอาหารเป็นเรื่องของการย่อยอาหารเท่านั้น ซึ่งในความเป็นจริงระบบทางเดินอาหารมีความเกี่ยวข้องกับสุขภาพคนเราในหลายมิติ โดยนอกจากจะเกี่ยวข้องกับระบบการย่อยและดูดซึมสารอาหารเพื่อไปใช้ในร่างกายแล้ว การรับประทานอาหารที่มีคุณค่าและพฤติกรรมการกินที่ถูกต้อง ยังส่งผลต่อระบบอื่นๆ ในร่างกาย เช่น ระบบภูมิคุ้มกัน ความดันโลหิต การเผาผลาญไขมัน การต้านทานอนุมูลอิสระ เป็นต้น ดังนั้น นอกจากจะคำนึงถึงประโยชน์ในแง่ของพลังงานและสารอาหารที่จะได้รับแล้ว เราควรมีความเข้าใจธรรมชาติและกระบวนการที่เกิดขึ้นในระบบทางเดินอาหาร เพื่อการเลือกรับประทานและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกินให้เหมาะสมและเกิดประโยชน์ต่อร่างกาย

 คณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และบริษัท เมก้า ไลฟ์ไซแอ็นซ์ พีทีวาย จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านเวชภัณฑ์คุณภาพสูงและผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพของไทย ต้องการส่งเสริมการศึกษาต่อเนื่องทางเภสัชศาสตร์ จึงจัดประชุมวิชาการในหัวข้อ “การใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารเพื่อสุขภาพในร้านยา” ซึ่งได้จัดขึ้นเป็นครั้งที่ 4 โดยในครั้งนี้ได้นำเสนอความรู้และข้อมูลจากงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับ พรีไบโอติกส์ (prebiotics) และ โปรไบโอติกส์ (probiotics) ซึ่งมีความสัมพันธ์เกี่ยวข้องกับระบบทางเดินอาหาร โดยมุ่งหวังให้นิสิตนักศึกษาและบุคลากรทางด้านเภสัชกรรมที่เข้าร่วมกิจกรรมได้รับความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องในการจำหน่ายและให้คำแนะนำการใช้ผลิตภัณฑ์เหล่านี้เพื่อเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการป้องกันการทำงานที่ผิดปกติ รักษาสมดุลของจุลินทรีย์ในลำไส้

แพทย์ชี้ใยอาหารลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้

พรีไบโอติกส์ คือ ส่วนของอาหารที่ไม่ถูกย่อยในทางเดินอาหารส่วนต้นแต่จะช่วยส่งเสริมการเจริญของจุลินทรีย์บางชนิดในลำไส้ใหญ่และส่งผลดีต่อสุขภาพร่างกาย จุลินทรีย์บางชนิดดังกล่าวอาจเรียกว่า โปรไบโอติกส์ ซึ่งมีความหมายว่ากลุ่มของจุลินทรีย์ที่มีชีวิตซึ่งเข้าไปอยู่ในระบบของร่างกายมนุษย์และสัตว์แล้วก่อให้เกิดประโยชน์ต่อสุขภาพร่างกายของสิ่งมีชีวิตนั้นๆ โดยจุลินทรีย์นั้นทำหน้าที่ช่วยปรับสมดุลของสภาพแวดล้อมในระบบลำไส้ ตัวอย่าง เช่น โปรไบโอติกส์แบคทีเรีย ได้แก่ แลคโตบาซิลลัส บิฟิโดแบคทีเรีย และโปรไบโอติกส์ยีสต์ ได้แก่ Saccharomyces boulardii เป็นต้น คุณสมบัติที่ดีของโปรไบโอติกส์ ได้แก่ สามารถทนต่อน้ำย่อยกรด ด่าง ในกระเพาะอาหารและลำไส้ได้ จึงเกิดประโยชน์ในการหมักในลำไส้ใหญ่ช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้

   กระบวนการหมักที่ลำไส้ใหญ่นี้ เกิดจากการทำงานของแบคทีเรีย ที่มีประโยชน์จำพวกโปรไบโอติกส์ที่มีจำนวนมากกว่าจำนวนเซลล์ของร่างกายถึง 10 เท่า หรือประมาณ 100 ล้านล้านเซลล์ ซึ่งเมื่อกากอาหารที่ไม่สามารถย่อยด้วยระบบเอนไซม์ในลำไส้เล็กเคลื่อนผ่านเข้าสู่ลำไส้ใหญ่ โปรไบโอติกส์จะใช้ใยอาหารบางกลุ่มเป็นอาหารและผลผลิตจากการหมักจะได้กรดไขมันสายสั้นซึ่งมีเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้น การรักษาสมดุลของจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในร่างกายเหล่านี้จึงมีความสำคัญต่อสุขภาพของระบบทางเดินอาหารตั้งแต่ระดับพื้นฐาน เช่น ช่วยเรื่องการขับถ่าย การดูดซึมแร่ธาตุบางชนิด และเสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย ไปจนถึงการป้องกันการเกิดมะเร็งในลำไส้ใหญ่ ซึ่งสามารถทำได้ด้วยการบริโภคอาหารที่มีบทบาทช่วยส่งเสริมสุขภาพลำไส้ ได้แก่ โปรไบโอติกส์เพื่อเพิ่มจำนวนจุลินทรีย์ที่มีประโยชน์ในร่างกาย และพรีไบโอติกส์เพื่อเสริมประสิทธิภาพโปรไบโอติกส์ให้ดียิ่งขึ้น

แพทย์ชี้ใยอาหารลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้

อาหารโปรไบโอติกส์ ที่หารับประทานได้ง่ายมากคือ โยเกิร์ต แต่ต้องเลือกให้ถูกต้อง ซึ่งโยเกิร์ตที่จัดว่าเป็นโปรไบโอติกส์ ต้องหมักด้วยเชื้อจุลินทรีย์ที่มีการศึกษาแน่ชัดว่าส่งผลดีต่อสุขภาพ ให้ลองพลิกอ่านฉลากก่อนเลือกซื้อ ที่สำคัญควรดูอุณหภูมิในตู้แช่ด้วยว่าเย็นพอหรือไม่ เพราะส่งผลต่อคุณภาพของโปรไบโอติกส์

นอกจากนี้ยังมียังมีไบโอติกยีสต์ (Probiotic Yeast) ชนิด Saccharomyces boulardii ที่มีคุณสมบัติใช้ในการรักษาอาการท้องเสียเฉียบพลัน ป้องกันการเกิดท้องเสียระหว่างเดินทาง (Traveler’s diarrhea prevention) กรณีที่จะเดินทางไปที่ที่อาจจะมีสุขอนามัยที่ไม่สะอาด ก็สามารถรับประทานโปรไบโอติกส์ชนิดนี้เพื่อป้องกันการท้องเสียได้ นอกจากนั้นยังช่วยลดปัญหาการเกิดท้องเสียจากการใช้ยาปฏิชีวนะได้

ส่วนอาหารพรีไบโอติกส์ สามารถพบได้ในอาหารหลายชนิด โดยเฉพาะในผัก เช่น รากชิคอรี หัวอาร์ทิโชก กระเทียม หอมหัวใหญ่ หน่อไม้ฝรั่ง ผลไม้ เช่น กล้วย แอปเปิล และเมล็ดธัญพืชบางชนิด นอกจากนี้ยังมีการผสมสารที่เป็นพรีไบโอติกส์ลงในผลิตภัณฑ์อาหารต่างๆ เช่น ผลิตภัณฑ์เครื่องดื่มเพื่อสุขภาพ ผลิตภัณฑ์นม ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารก โยเกิร์ต พาสต้า ขนมอบ ซอส อาหารเช้าธัญพืช ซุป ขนมขบเคี้ยวแบบต่างๆ เป็นต้น หรืออาจเลือกรับประทานในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร

นพ.สยาม ศิรินธรปัญญา แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบทางเดินอาหาร โรงพยาบาลราชวิถี วิทยากรรับเชิญภายในงานกล่าวถึงประโยชน์ของการใช้พรีไบโอติกส์และโปรไบโอติกส์ในทางเวชปฏิบัติว่า สามารถให้ผลทั้งในแง่การป้องกันและรักษาโรค หรืออาการเจ็บป่วยได้หลากหลาย เช่น การปรับปรุงการทำงานของลำไส้ซึ่งส่งผลต่อระบบการขับถ่าย ช่วยปรับสมดุลของระบบทางเดินอาหาร ป้องกันการเกิดมะเร็งลำไส้ ลดความเสี่ยงของการติดเชื้อในลำไส้ การรักษาการอักเสบของลำไส้ ซึ่งในการรักษานั้นยังปลอดภัยและเกิดผลข้างเคียงน้อย นอกจากนี้ยังช่วยลดความเสี่ยงในการเป็นโรคเรื้อรังต่างๆ อาทิ เบาหวาน โรคหัวใจและหลอดเลือด โรคอ้วน ทำให้ร่างกายมีภูมิคุ้มกันที่แข็งแรง และยังช่วยส่งเสริมการดูดซึมแร่ธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมเสริมสร้างความแข็งแรงของกระดูก

แพทย์ชี้ใยอาหารลดความเสี่ยงมะเร็งลำไส้

ทั้งนี้   นพ.สยามได้กล่าวย้ำว่าพรีไบโอติกส์และโปรไบโอติกส์แต่ละชนิดให้ผลที่แตกต่างกัน จึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมในแต่ละกรณี สำหรับการเลือกใช้ในรูปแบบผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร นอกจากการเลือกชนิดที่เหมาะสมกับวัตถุประสงค์แล้วควรพิจารณาจากผู้ผลิตที่มีคุณภาพ ไว้วางใจได้ และควรใช้ภายใต้คำแนะนำของแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญ

ทุเรียนไทยจะไป 4.0 หรืออยู่ที่ 0.4

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/282128

ทุเรียนไทยจะไป 4.0 หรืออยู่ที่ 0.4

ทุเรียนไทย 40 หรือ 04, ปัญหาทุเรียนไทย, ทุเรียนไทยจะไป, หรืออยู่ที่, NIR Technology

ปัญหาของการส่งออกผลไม้ของไทย คือ ด้านการควบคุมและรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้เกิดความเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ส่งออกผลไม้ไทย

        มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดย สำนักงานบริการวิชาการ ร่วมกับ คณะเกษตร กำแพงแสน และคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน เปิดเวทีกลางระดมความคิดเห็นจากผู้เชี่ยวชาญทุกภาคส่วน

ร่วมแก้ปัญหาคุณภาพทุเรียนไทยส่งออก ในงานเสวนาวิชาการเรื่อง “คุณภาพทุเรียนไทย จะไปถึง 4.0 หรือ อยู่ที่ 0.4” โดยมี ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี กล่าวว่า ทุเรียนไทยเป็นผลไม้ระดับต้น ๆ ของไทยที่ได้รับการยอมรับจากต่างชาติ

แต่ปัญหาของการส่งออกผลไม้ของไทย คือ ด้านการควบคุมและรักษาคุณภาพให้ได้มาตรฐาน เพื่อให้เกิดความเชื่อถือในผลิตภัณฑ์ส่งออกผลไม้ไทย

ซึ่งในปัจจุบัน ปัญหาดังกล่าวก็ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเป็นระบบ หากประเทศไทยยังไม่สามารถแก้ไขปัญหาดังกล่าวได้ ตลาดการส่งออกผลไม้ไทย ก็จะเกิดความเสียหายแก่เศรษฐกิจของประเทศตามมา

ดังเช่น ข่าวการส่งทุเรียนอ่อนไม่ได้คุณภาพไปขายที่ประเทศญี่ปุ่นที่ผ่านมา ซึ่งเมื่อเข้าไปตรวจสอบข้อมูลพบว่า ระบบการบริหารจัดการ ตั้งแต่การปลูก การเก็บเกี่ยว การควบคุณภาพ เป็นปัจจัยสำคัญในการควบคุมมาตรฐานของผลไม้ส่งออกไทย

ด้าน นายชลธี นุ่มหนู ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและพัฒนาการเกษตรจันทบุรี ให้ควาเห็นเรื่องการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเก็บรักษา และส่งเสริมคุณภาพทุเรียนเพื่อการส่งออก ว่า ปัจจบันชาวสวน มีการนำเทคโนโลยีเครื่องจักรกลทางการเกษตรเข้ามาช่วยในการทำสวน เพื่อลดแรงงานคน

อย่างไรก็ตามเกษตรกรควรต้องมีการบริหารจัดการสวนที่ดี โดยดูแลโครงสร้างของต้นทุเรียน ฟื้นฟูใส่ปุ๋ยต้นทุเรียน ดูแลระบบน้ำ ตัดแต่งกิ่ง รวมถึงช่วยผสมเกสร เพื่อให้ทุเรียนออกดอกกระจายทั่วต้น ติดผลมากมีรูปทรงที่ดี และมีคุณภาพตามที่ตลาดต้องการ

ในขณะที่ ศ.ดร.แท้จริง ศิริพานิช อาจารย์ประจำภาควิชาพืชสวน คณะเกษตรมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ให้ข้อมูลการพัฒนานวัตกรรมเพื่อการเก็บรักษา และส่งเสริมคุณภาพทุเรียนส่งออก ว่า การดูผลผลิตทุเรียนของเกษตรกร ส่วนใหญ่ก็จะเป็นการ นับวัน – ดูผล – ฟังเสียง แล้วนำทุเรียนออกมาจำหน่ายในท้องตลาด จึงทำให้ทุเรียนบางลูกอาจสุกไม่ทั่วถึงหรือแก่ไม่เต็มที่

บางครั้ง ต้องมาคำนวณระยะทางในการเดินทางเพื่อการส่งออกว่ากี่วัน ถ้าเก็บทุเรียนสุกมากจนเกินไปก็อาจแตกเมื่อถึงปลายทางได้

ดังนั้นเกษตรกร ต้องมีความรู้ด้านการเก็บเกี่ยว การปรับปรุงและขยายพันธุ์ การคัดเลือกพันธุ์ ซึ่งมีการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง และภาครัฐควรให้การสนับสนุน ทั้งให้ความรู้และส่งเสริมคุณภาพทุเรียนเพื่อการส่งออก แก่กลุ่มเกษตรกรชาวสวนทุเรียนด้วย

ผศ.ดร.รณทธิ์ ฤทธิรณ อาจารย์ประจำคณะวิศวกรรมศาสตร์ กำแพงแสน มหาวิทยาลัย เกษตรศาสตร์ นักวิจัย ที่นำเทคโนโลยีอินฟาเรดย่านใกล้ (NIR Technology ) มาใช้เพื่อคัดคุณภาพทุเรียน ที่เรียกว่าเครื่องตรวจวัดความสุก – อ่อน ของทุเรียนให้มีคุณภาพมาตรฐานส่งออก โดยใช้พลังงานแสงอินฟาเรดย่านใกล้ เป็นคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าในการตรวจสอบ และใช้เวลาไม่นาน

วิธีการใช้งานเพียงนำเครื่อง NIR ไปแตะที่ผลทุเรียนโดยไม่ต้องปอกเปลือก ก็สามารถวิเคราะห์ออกมาได้ว่า ภายในผลทุเรียนนั้นมี น้ำตาล แป้ง ความชื้น หรือน้ำ เท่าใด โดยไม่ทำลายเนื้อทุเรียนที๋อยู่ภายใน และยังสามารถวัดค่าน้ำหนักเนื้อแห้งของทุเรียได้ไม่ต่างจากค่าที่วิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการอีกด้วย ซึ่งในกรณีหมอนทอง และชะนี ค่าน้ำหนักเนื้อแห้งต้องไม่ต่ำกว่า 32 % พวงมณี30% และกระดุม 27%

อีกมุมมองหนึ่งของ รศ.สมพร อิศวิลานนท์ นักวิชาการอาวุโส สถาบันคลังสมองของชาติ มองถึงอนาคตของคุณภาพทุเรียน และการส่งออก ว่า ทุเรียนไทยเป็นผลไม้ส่งออกอันดับหนึ่ง

โดยมีประเทศจีนเป็นผู้นำเข้ารายใหญ่ ในปี 2559 ไทยส่งออกทุเรียนไปจีน ประมาณ400,000 ตัน ตลาดจีนทำให้ทุเรียนไทยมีการปรับราคาสูงขึ้น เนื่องจากเป็นทุเรียนที่มีรสชาติดี มีคุณภาพ

ดังนั้นเกษตรกรต้องมีการพัฒนาพันธุ์ทุเรียน ก่อนตัดไปขายควรตรวจดูความสุก- อ่อนของทุเรียน ให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน มกอช. ถึงแม้ล้งจีนจะเข้ามาดำเนินการ มีการแข่งขันกับพ่อค้าไทยก็ตาม โดยรับซื้อ และคัดไซด์ทุเรียนเพื่อส่งออก แบ่งเป็น คัดพิเศษ ชั้น 1 ชั้น 2 เมื่อไปถึงจีน ราคาจะเพิ่มขึ้นเป็น 6 เท่า

ส่วน นายไพบูลย์ วงศ์โชติสถิต นายกสมาคมผู้ค้าและส่งออกผลไม้ไทย กล่าวถึงตลาดส่งออกทุเรียนให้ถูกใจผู้บริโภค ว่า การส่งออกทุเรียนไทยในปัจจุบันมีพ่อค้าชาวจีนมารับซื้อทุเรียนจากชาวสวน และล้งจีนในแต่ละปีที่มารับซื้อทุเรียนก็ไม่ใช่พอค้าคนเดิม

ปัญหาก็คือพ่อค้าชาวจีนไม่มีความชำนาญในการดูทุเรียนสุก- อ่อน ไม่รู้ว่าทุเรียนอ่อน ทุเรียนแก่ มีความแตกต่างกันอย่างไร แล้วนำไปขายต่อให้ผู้บริโภค โดยไม่สนใจว่าจะเป็นอย่างไร หากผู้บริโภคเจอทุเรียนอ่อนกินไม่ได้ ก็ต้องทิ้งอย่างเดียว

“ทุเรียนหมอนทองไทยมีรสชาติดี ชาวสวนต้องช่วยกันรักษาคุณภาพให้ได้ เมื่อรักษาคุณภาพได้แล้ว ทุเรียนอ่อนที่มีในท้องตลาด ก็จะค่อย ๆ หมดไป ส่วนทุเรียนพวงมณีเริ่มเป็นที่รู้จักและได้รับความสนใจจากคนจีนมากขึ้น ชาวสวนต้องขยายพื้นที่ปลูกทุเรียนพวงมณีเพิ่มขึ้น และน่าจะเป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่ผู้บริโภคต้องการ โดยเฉพาะตลาดจีน”

ปัจจุบันทุเรียนไทยไม่ค่อยมีปัญหาด้านการตลาด แต่คุณภาพจะไปถึง 4. 0หรือไม่ ต้องขึ้นอยู่กับชาวสวนทุเรียนที่ต้องรักษาคุณภาพในการผลิต และรสชาติของทุเรียนไทยให้ได้มาตรฐานตลอดไป