ต้อนรับสงกรานต์ “เมาไม่ขับ กลับปลอดภัย”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270071

ต้อนรับสงกรานต์ “เมาไม่ขับ กลับปลอดภัย”

เมาไม่ขับ กลับปลอดภัย, เทศกาลสงกรานต์, วันหยุดยาว, แอลกอฮอล์, อุบัติเหตุวันสงกรานต์, อุบัติเหตุบนท้องถนน, กฎจราจร, ทำผิดกฎจราจร, ไม่เคารพกฎจราจร, ต้อนรับ, สงกรานต์, เมา, ไม่, ขับ, กลับ, ปลอดภัย, ต้อนรับสงกรานต์, เมาไม่ขับ, กลับปลอดภัย

สิ่งที่ไม่อยากให้เกิดขึ้นคงเป็นอุบัติเหตุบนท้องถนนที่มาจากการดื่มแอลกอฮอล์ ในช่วงเทศกาลสงกรานต์ อย่าให้ความสุขเพียงชั่วคราว เป็นฝันร้ายตลอดกาล

          กองบังคับการตำรวจจราจร (บก.จร.) และบริษัทดิอาจิโอโมเอ็ทเฮนเนสซี่(ประเทศไทย)หรือ DMHT จัดกิจกรรมรณรงค์ในโครงการ“เมาไม่ขับกลับปลอดภัย” ต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 เพื่อให้คนไทยที่เดินทางกลับบ้านในช่วงวันหยุดยาวใส่ใจสวัสดิภาพบนท้องถนนปลุกจิตสำนึกกฎจราจรพร้อมสร้างทัศนคติและวัฒนธรรมการดื่มอย่างรับผิดชอบและเมาไม่ขับเพื่อลดอุบัติเหตุบนท้องถนนที่เกิดจากการดื่มแอลกอฮอล์

ต้อนรับสงกรานต์ “เมาไม่ขับ กลับปลอดภัย”

พล.ต.ต.จิรสันต์ แก้วแสงเอก ผู้บังคับการตำรวจจราจร กล่าวว่า สถานการณ์เมาไม่ขับจากการดื่มแอลกอฮอล์ในช่วงสงกรานต์ปี2558จำนวน 600 คนล่าสุดในปี 2559 จำนวน 900 คนและในช่วงในช่วงเทศกาลสงกราต์ 7  วันอันตรายมีผู้ประสบอุบัติเหตุจากการดื่มแอลกอฮอล์เสียชีวิตจำนวน 442 รายซึ่งสถิติอับดับ 1 เกิดขึ้นใน จ.กรุงเทพมหานคร

จากตัวเลขบ่งชี้ได้ว่าผู้ขับขี่รถยังไม่ให้ความสำคัญกับการขับขี่บนท้องถนนทำให้อุบัติเหตุเพิ่มสูงขึ้น และพบว่าผู้ที่ขับขี่รถที่ดื่มแอลกอฮอล์มีแอลกอฮอล์ในเส้นเลือด 20 มิลลิกรัมเปอร์เซ็น มีสิทธิที่จะเกิดอุบัติเหตุ ส่วนแอลกอฮอล์ในเส้นเลือด 50 มิลลิกรัมเปอร์เซ็นมีสิทธิเกิดอุบัติเหตุถึง 2 เท่า และถ้าพบแอลกอฮอล์ในเส้นเลือด80 มิลลิกรมเปอร์เซ็น เท่ากับว่าสิทธิในการเกิดอุบัติเหตุจะเพิ่มเป็น 4 เท่า

          พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวต่อว่า ทุกภาคส่วนต้องให้ความร่วมมือเมื่อทราบว่าดื่มแอลกอฮอล์ต้องไม่ขับรถเปลี่ยนมาใช้บริการขนส่งสาธารณะ ซึ่งอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นโดยส่วนใหญ่มาจากผู้ขับขี่ที่มีพฤติกรรมขาดวินัยการจราจรประมาทเมาแล้วขับ ขับรถเร็ว ไม่สวมหมวกกันน็อค

หากผู้ขับขี่รถบนท้องถนนมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะนำไปสู่การลดอุบัติเหตุในช่วงหยุดยาวสงกรานต์  จะเน้นตรวจสอบเพื่อความปลอดภัยกับสถานีขนส่งไม่ว่าจะเป็นสถานีเอกมัย สายใต้ หมอชิต หัวลำโพง เพื่อแสดงให้เห็นว่าประชาชนเดินทางโดยรถสาธารณะปลอดภัย

ต้อนรับสงกรานต์ “เมาไม่ขับ กลับปลอดภัย”

ธนากร(ซ้าย)-พล.ต.ต.จิรสันต์(ขวา)

          พล.ต.ต.จิรสันต์ กล่าวว่า ได้ร่วมกับทางกรมขนส่งทางบก ผู้ขับรถโดยสารสาธารณะแอลกอฮอล์ต้องเป็นศูนย์ หลังจากนั้นในส่วนของรถส่วนบุคคลเน้นเส้นทางขาออกนอกเมืองจะไปตั้งจุดตรวจสำหรับในช่วงวันที่ 11-12 เมษายน 2560 จะเป็นเส้นทางออกนอกเมือง

ช่วงในวันที่มีงานทางกรุงเทพฯ วันที่ 13-15 เมษายน 2560 จะเน้นเส้นทางหลักบริเวณรอบอาคารสถานที่ที่จัดงานเพราะพบว่าหลังจากที่มีการจัดงานรื่นเริงมักจะมีประชาชนบางส่วนดื่มสุราแล้วขับรถ จะมีการใช้บังคับกฎหมายในรอบบริเวณอาคารสถานที่ที่เป็นถนนสำคัญ และรอบบริเวณสถานที่จัดงาน ฉะนั้น วันที่ 16-17 เมษายน 2560 จะเน้นเส้นทางขาเข้า ทั้งนี้เป็นแผนการดำเนินโดยภาพรวมของกองบัญชาการตำรวจนครบาล

ด้านธนากร คุปตจิตต์ ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์บริษัทดิอาจิโอโมเอ็ทเฮนเนสซี่ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่าเพื่อเป็นการกระตุ้นและสร้างความตระหนักความปลอดภัยบนท้องถนนก่อนจะเดินทางท่องเที่ยวหรือกลับบ้านในช่วงเทศกาลสงกรานต์โดยบก.จร.และDMHT ได้ร่วมเดินรณรงค์ในย่านสาทร-สีลมและยังได้ร่วมมือกับสถานีตำรวจ 88 สถานีตั้งจุดตรวจแอลกอฮอล์ 100 จุดต่อวันในช่วง 7 วันอันตรายทั่วพื้นที่กรุงเทพฯ

ธนากร กล่าวทิ้งท้ายว่า 5ข้อเตือนสติ“เมาไม่ขับกลับปลอดภัย”1.ดื่มไม่ขับทั้งคนขับและคนนั่ง 2.ขับขี่อย่างมีสติและมีน้ำใจ 3.เมาแล้วขับตรวจจับแอลกอฮอล์ 4.ง่วงอย่าขับพักให้พอ 5.คาดเข็มขัดนิรภัยใส่หมวกกันน็อคซึ่งจะนำไปสู่การลดอุบัติเหตุจากการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในระยะยาวได้

มูลนิธิคนพิการเชิญช็อปสินค้า“ยิ้มสู้ มาร์เก็ต”กว่า50บูธ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270046

มูลนิธิคนพิการเชิญช็อปสินค้า“ยิ้มสู้ มาร์เก็ต”กว่า50บูธ

เชียงใหม่, กว่า 50 บูธ, มูลนิธิ, คนพิการ, เชิญ, ช็อป, สินค้า, ยิ้ม, สู้, มาร์เก็ต, กว่า, บูธ, มาร์เก็ตกว่า50บูธ

 มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เชิญช็อปสินค้า“ยิ้มสู้ มาร์เก็ต” งานแสดงสินค้าครั้งแรกของคนพิการ ระหว่าง7-8 เม.ย.60 กว่า50บูธ ที่ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการฯ จ. เชียงใหม

          เมื่อวันที่ 6 เม.ย. 2560 มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการเชิญร่วมงาน“ยิ้มสู้ มาร์เก็ต” การแสดงสินค้าครั้งแรกของคนพิการโดยเฉพาะ ระหว่างวันที่ 7 – 8 เม.ย. 2560 ที่ศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียน ตำบลเหมืองแก้ว อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่

       ว่ากันว่า คนพิการและทีมงานตั้งใจกันมาก เตรียมงานกันมาหลายเดือน ขอเชิญมาเยี่ยมชมกันให้ได้ มาดูตลาดที่ฉีกความคิดเดิมๆของท่านออกไป แล้วท่านจะทึ่งกับตลาดของคนพิการ ที่คนพิการทำ พบกับการออกบูธกว่า 50 บูธ อุดหนุนสินค้าคนพิการและชื่นชมกิจกรรมอีกมากมายได้ในงานนี้

       ทั้งนี้ สามารถร่วมสนับสนุนมูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ หรือศูนย์ฝึกอาชีพคนพิการอาเซียนได้ที่ธนาคารกรุงไทย บัญชี มูลนิธิสากลเพื่อคนพิการ เลขที่ 196 – 6 – 00208 – 4 และสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เพจเฟซบุ๊ก ยิ้มสู้คู่อาจารย์วิริยะwww.facebook.com/ufpdn

ห้ามใช้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีโฆษณาอาหารเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270041

ห้ามใช้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีโฆษณาอาหารเด็ก

ห้ามใช้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีโฆษณาอาหารเด็ก, เปลี่ยนผลิตภัณฑ์อาหารเด็กต่างจาก อาหารทารก ใน1ปี, ห้าม, ใช้, เด็ก, อายุ, ต่ำกว่า, โฆษณา, อาหาร, ปีโฆษณาอาหารเด็ก, อาหารทารก

ร่าง พ.ร.บ.โค้ดมิลค์ ให้เวลาผู้ผลิต “อาหารเด็กเล็ก” 1 ปี เปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้ต่างจาก “อาหารทารก” ชี้อาหารเด็กเล็กห้ามใช้เด็กอายุต่ำกว่า 3 ปีโฆษณาเหมือนเดิม

       นพ.ธงชัย เลิศวิไลรัตนพงศ์ รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าวถึงกรณีสภานิติบัญญัติแห่งชาติ (สนช.) ผ่านร่าง พ.ร.บ. ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก พ.ศ. … หรือ พ.ร.บ.โค้ดมิลค์ ว่า หลังจากนี้ก็ต้องรอประกาศลงในราชกิจจานุเบกษาเพื่อให้มีผลบังคับใช้ ซึ่งการออกกฎหมายในครั้งนี้ไม่ได้มีอะไรเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมในเรื่องของการโฆษณาคือ ผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกและอาหารเสริมสำหรับทารกไม่สามารถโฆษณาได้

       แต่ที่เพิ่มเติมคือห้ามเรื่องของการส่งเสริมการตลาดอาหารทารก เช่น นมสูตร 1 สูตร 2 ที่ยังมักพบการส่งเสริมการตลาดอยู่ เช่น ส่งผลิตภัณฑ์หรือส่วนลดแบบเข้าถึงตัวมารดาเลยนั้นจะไม่สามารถทำได้ เป็นต้น ส่วนอาหารสำหรับเด็กเล็ก พ.ร.บ.ฉบับนี้ไม่ได้ห้ามโฆษณา แต่ต้องทำผลิตภัณฑ์ให้แตกต่างจากอาหารทารกเพื่อให้แยกได้ชัดเจน ซึ่งในกฎหมายจะให้เวลาผู้ผลิตในการเปลี่ยนรูปแบบผลิตภัณฑ์ให้มีความแตกต่างจากอาหารทารกภายใน 1 ปี หลังจากที่กฎหมายบังคับใช้

       นพ.ธงชัย กล่าวว่า แม้อาหารสำหรับเด็กเล็กจะโฆษณาได้ แต่ก็ไม่มีอะไรแตกต่างจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่คือ กฎหมายลูกของ พ.ร.บ.อาหาร พ.ศ. 2522 ที่ผู้แสดงจะต้องมีอายุมากกว่า 3 ปีขึ้นไป

      แต่หากตรวจสอบพบว่าบริษัทผู้ผลิตมีลูกเล่นอะไรที่จะสื่ออาหารสำหรับเด็กเล็กไปเป็นอาหารสำหรับทารก แล้วกระทบถึงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ก็สามารถออกประกาศลูกโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข ในการควบคุมอาหารเด็กเล็กชนิดนั้นห้ามทำการโฆษณาและการตลาดได้ในภายหลัง ซึ่งการจะออกประกาศลูกเหล่านี้จะออกก็ต่อเมื่อมีความจำเป็นเท่านั้น

       “เมื่อดูตามกฎหมายแล้ว เรียกได้ว่ากฎหมายฉบับนี้ะควบคุมผลิตภัณฑ์อาหารสำหรับทารกอย่างเดียว ส่วนอาหารสำหรับเด็กเล็กต้องรอประกาศเพื่อควบคุม ซึ่งจะควบคุมเมื่อไรก็เมื่อบริษัทมีการมาโฆษณาหรือส่งเสริมการตลาดที่ส่งผลถึงการเลี้ยงลูกด้วยนมแม่ ก็จะประกาศควบคุม ซึ่งตรงนี้บางส่วนอาจมองว่าอ่อนไป ซึ่งการเสนอกฎหมายก่อนหน้านั้นก็เสนอให้ควบคุมทั้งหมด แต่ก็มีบางฝ่ายที่ไม่เห็นด้วย ซึ่งร่าง พ.ร.บ.ฉบับ สนช.นี้ก็ถือว่าเป็นการพบกันครึ่งทาง เพราะการควบคุมเรื่องโฆษณาก็ไม่ได้ต่างไปจากกฎหมายเดิมที่มีอยู่” รองอธิบดีกรมอนามัย กล่าว

ไหลายก้นหอย “บ้านเชียง” มรดกโลกสู่รายได้ชุมชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270047

ไหลายก้นหอย “บ้านเชียง” มรดกโลกสู่รายได้ชุมชน

อุดรธานี, ไห, พิพิธภัณฑ์, ท่องเที่ยว, ผ้ามัดย้อม, ช่างปั้นไหลายก้นหอย, หลาย, ก้นหอย, บ้าน, เชียง, มรดก, โลก, สู่, รายได้, ชุมชน, ไหลายก้นหอย, บ้านเชียง

ไหลายก้นหอย บ้านเชียง จ.อุดรธานี มรดกโลกคุณค่าแก่การอนุรักษ์ และสามารถนำมาพัฒนาต่อยอด สร้างรายได้แก่ชุมชน ส่งต่อไปยังรุ่นลูกรุ่นหลาน

             บ้านเชียง จังหวัดอุดรธานี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ เลื่องลือไปด้วยโบราณวัตถุ ประเพณีและความเชื่อ แหล่งรวมแห่งศรัทธา โดยเฉพาะไหที่มีลายเป็นอัตลักษณ์พิเศษ ลวดลายคล้ายก้นหอย เผยความสวยงามที่แตกต่าง สร้างจุดเด่นให้คนบ้านเชียง นำมาสู่เส้นทางการสร้างรายได้

“เราเป็นลูกหลานไทยบ้านเชียง ไม่ต้องไปขายไกลบ้าน ตื่นเช้ามาก็เปิดร้านได้เลย เพราะ ไปรับผ้ามาจากชาวบ้าน มาขายก็จะไปรับกับคนมัดลายส่วนหนึ่ง คนย้อมผ้าอีกส่วนหนึ่ง  เป็นเหมือนการกระจายรายได้ ไม่ใช่รับมาจากคนๆเดียว ผ้าลายบ้านเชียงก็จะมีเอกลักษณ์กว่าที่อื่น ให้ดูที่ลายไหก้นหอย จะมีที่บ้านเชียงที่เดียว ” เสาวนัน เหมือนสีเลาหรือ ตุ๋ม อายุ 45 ปี เจ้าของร้านขายเสื้อผ้าย้อมคราม สีกรม ของบ้านเชียง เล่าอย่างยิ้มแย้มหลังร่วมรับชมขบวนแห่ฉลองมรดกโลกบ้านเชียง

ไหลายก้นหอย “บ้านเชียง” มรดกโลกสู่รายได้ชุมชน

เสาวนัน เหมือนสีเลา

               ตุ๋ม ยังเล่าด้วยความภูมิใจว่า เคยไปทำงานขายเสื้อผ้าที่จัตุจักร กรุงเทพฯ ระยะหนึ่ง แต่รายได้ไม่เพียงพอกับรายจ่าย จึงกลับมาเปิดร้านขายผ้าย้อมครามที่บ้านเชียง ร้านจะเปิดเวลา 8.00 น. – 17.00น. ซึ่งรายได้ประมาณเดือนละ 10,000 – 20,000บาท รูปแบบของเสื้อหรือผ้าถุงสำเร็จรูปที่จำหน่ายต้องพัฒนาตามยุคสมัย

เช่นเดียวกับ ชาตรี ตะโจประรัง อายุ 52 ปี ช่างเขียนลายสีไหบ้านเชียง ที่ยึดอาชีพเป็นรายได้หลักของครอบครัว สามารถสร้างรายได้ให้ครอบครัวประมาณ 8,000-9,000 บาท/เดือน ต้นทุนที่รับมาขึ้นอยู่กับขนาดของไห มีตั้งแต่ 4,5,20 และ 25 บาทขึ้นไป โดยที่ไม่ต้องไปทำงานไกลบ้านหรือรับจ้างแรงงาน ได้ทำงานที่รักและยังช่วยส่งเสริมการท่องเที่ยวของบ้านเชียง

อีกทั้งยังเป็นการกระจายรายได้ให้กับชาวบ้าน เพราะแต่ละครอบครัวจะแยกหน้าที่กันทำไหลายก้นหอย แบ่งเป็นช่างปั้น ช่างเขียนสี และคนรับไปจำหน่าย ไหลายก้นหอยที่บ้านเชียงมีความพิเศษที่มีความหมายบ่งบอกถึงความโชคดี จึงเป็นที่นิยมในหมู่นักท่องเที่ยว

ไหลายก้นหอย “บ้านเชียง” มรดกโลกสู่รายได้ชุมชน         การเฉลิมฉลองมรดกโลกบ้านเชียง 2560 นักท่องเที่ยวเริ่มมีจำนวนมากขึ้น จากการร่วมมือกันระหว่าง กระทรวงวัฒนธรรม(วธ.) ร่วมกับ จ.อุดรธานี องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น หน่วยงานภาครัฐ เอกชน แลภาคประชาชน จัดงานขึ้นภายใต้ชื่องาน ตามรอยพ่อ มรดไทย ตามรอยบ้านเชียง เพื่อเป็นการเฉลิมฉลองเนื่องในโอกาสครบรอบปีที่ 25ของการขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกโดยองค์การUNESCO เมื่อปี พ.ศ.2535

ซึ่งเป็นหนึ่งในห้าของมรดกโลกในประเทศไทย แหล่งโบราณคดีบ้านเชียงปรากฎหลักฐานของอารยธรรมสมัยก่อนประวัติศาสตร์ที่มีความโดดเด่นในภูมิภาคตะวันออกเฉัยงใต้

ไหลายก้นหอย “บ้านเชียง” มรดกโลกสู่รายได้ชุมชน

 เศวตฉัตร บรรเทาทุกข์ 

บรรยากาศที่เต็มไปด้วยความเบิกบาน ชาวบ้านในระแวกใกล้เคียง แห่มาชมขบวนแห่ด้านศิลปวัฒนธรรม ทั้งหมด 6 ขบวน ได้แก่ ขบวนฮีตสิบสอง คลองสิบสี่  ขบวนไหหลายบุปชาติ  ขบวนย้อนรอยอดีตวิถีชีวิตไทพวกบ้านเชียง  ขบวนผ้ามัดหมี่ย้อม คราม พานบายศรี  ขบวนอารยธรรม 5,000 ปี  ขบวนเฉลิมพระเกียรติ รัชกาลที่ 10 โครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริรัชกาลที่ 9 ในพื้นที่เทศบาลตำบลบ้านเชียง ณ พิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติบ้านเชียงและลานวัฒนธรรมเทศบาล ทุกขบวนแห่ที่ย่างผ่าน ต่างสร้างรอยยิ้มบนใบหน้า ให้กับชาวบ้านไม่น้อย

 เศวตฉัตร บรรเทาทุกข์ นายกเทศมนตรีบ้านเชียง อ.หนองหาน จ.อุดรธานี กล่าวว่า ประชากร ในต.บ้านเชียง ประมาณ 7,200 คน 1,650 ครัวเรือน ส่วนใหญ่มีอาชีพเกษตร แต่หากเป็นครัวเรือนใกล้กับพิพิธภัณฑ์จะทำการค้า ในบริเวณถนนสุทธิพงศ์ สายหลักที่ค้าขาย ในระยะประมาณ 900 เมตร

อีกทั้งโบราณวัตถุที่อยู่ในพิพิธภัณฑ์เป็นเพียงวัตถุ การนำวิถีชีวิตของชาวบ้านมาประกอบด้วยจะทำให้ดูมีชีวิตมากขึ้น ทั้งยังพิพิธภัณฑ์บ้านเชียงยังเป็นส่วนหนึ่งในการสร้างรายได้ให้กับชาวบ้าน  ในส่วนของราคาผ้าทอบุคคลทั่วไปก็สามารถจับจ่ายได้ ตั้งแต่ 200-1,000บาท และของที่ระลึกไหลายก้นหอย ในราคา 20-30 บาทเท่านั้น ดังนั้นจึงสามารถกระรายได้ทั้ง ในส่วนของผ้าทอ และ ปั้นดินเผา  ซึ่งสามารถดำรงชีวิตอยู่ได้โดยไม่ต้องออกไปทำงานนอกบ้าน

              “มีนโยบายส่งเสริมอาชีพ อย่างถ้าเขาไม่รู้ในเรื่องของการปั้น ก็จะไปหาครูมาสอน แต่ตอนกำลังส่งเสริมให้เผาแล้วเป็นเซรามิก อีกทั้งยังกำลังส่งเสริม กำลังหาเต่าที่จะมาเผาในความร้อน 1,200 องศา การทอผ้าก็เช่นเดียวกันเมื่อก่อนทอแล้วสีมันตก แต่อาศัยเจ้าหน้าที่ มาให้ความรู้ ในผสมสารต่างๆเผื่อให้สีไม่ตก การออกแบบก็เช่นเดียวกัน ก็ให้ผู้รู้มาสอนในเรื่องการออกแบบ ตอนนี้คือมี นักท่องเที่ยว เข้ามาแล้วถามหาสปา นวด กำลังรับสมัครคนตามเป้าคือ 20 คน ฝึกนวดแผนไทย พร้อมตอนรับ นักท่องเที่ยว และมีกลุ่มโฮมสเตย์ที่ได้รับมาตรฐาน มีอยู่ประมาณสูงสุด 60ห้อง”  เศวตฉัตร กล่าว

บ้านเชียงของดีที่เมืองไทย ชยาวุธ จันทร ผู้ว่าราชการจังหวัดอุดรธานี  กล่าวว่า บ้านเชียงเป็นแหล่งโบราณคดีก่อนประวัติศาสตร์แห่งแรกที่มีความสำคัญในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักไปทั่วโลกซึ่งยืนยันได้ถึงวัฒนธรรม หรืออารยธรรมที่ปรากฏให้เห็นในปัจจุบันว่ามีความสำคัญ  เพื่อรักษาและสืบทอดขนบธรรมเนียมวัฒนธรรมประเพณีพื้นบ้านของชาวไทพวนบ้านเชียง และเป็นการส่งเสริมการท่องเที่ยววัฒนธรรมเพื่อสร้างรายได้ให้กับชุมชนในพื้นที่

ไม่มีที่เรียนแจ้งสพม.เขต 38วัน5-20เมษานี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270033

ไม่มีที่เรียนแจ้งสพม.เขต 38วัน5-20เมษานี้

ไม่มีเรียนแจ้งสพมเขต 38วัน5-20เมษานี้, ไม่มี, เรียน, แจ้ง, เขต,  38วัน520, เมษา, นี้

สพม. เขต 38ชี้แจงใผู้ปกครองและนักเรียนม.1 ที่ยังไม่มีสถานที่เรียนให้แจ้ง กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษาระหว่างวันที่ 5-20 เมษายนนี้

     นายมรกต กลัดสอาด ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) เขต 38 ประชุมชี้แจงให้กับผู้ปกครองและนักเรียน ที่ประสงค์เรียนต่อชั้นมัธยมศึกษาปีที่  1 โดยให้ สพม.38 จัดหาสถานที่เรียนต่อให้ โดยได้กล่าวถึงโรงเรียนเครือข่ายที่ยกระดับคุณภาพการเรียนการสอน ซึ่งจะเป็นทางเลือกให้กับนักเรียนในอนาคต

นอกจากนี้ สพม.38 ยังได้ประสานการรับนักเรียนระหว่างหน่วยงานที่มีบทบาทในการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานทุกสังกัด   ทั้งนี้เพื่อวางแนวทางรณรงค์ให้เด็กที่อยู่ในเกณฑ์การศึกษาภาคบังคับได้เข้าเรียนการศึกษาภาคบังคับครบทุกคน

สำหรับนักเรียนในสังกัดที่ยังไม่มีสถานที่ในการศึกษาต่อ สามารถติดต่อที่กลุ่มส่งเสริมการจัดการศึกษา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 38 เพื่อจัดหาสถานที่เรียน วัน เวลาราชการ ระหว่างวันที่ 5-20 เมษายน 2560 สอบถามโทร. 055-612793-5ต่อ 21

เรียนต่อต่างประเทศ ไม่ยากอย่างที่คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270036

เรียนต่อต่างประเทศ ไม่ยากอย่างที่คิด

ก่อน, เตรียมพร้อม, idp, ออสเตรเลีย, อังกฤษ, แคนาดา, นิวซีแลนด์, ศึกษาต่อ, สหรัฐอเมริกา, แนะแนวศึกษาต่อ, เรียนต่อ, ต่างประเทศ, ไม่ยาก, อย่างที่, คิด, เรียนต่อต่างประเทศ, ไม่ยากอย่างที่คิด

เรียนต่อต่างประเทศ ไม่ยากอย่างที่คิด หมดกังวลเรื่องภาษา คลายปัญหาสอบ IELTS แนะนำตัวต่อตัวแบบหมดเปลือก พร้อมก้าวสู่ความสำเร็จด้านการศึกษา

            พงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ ผู้จัดการฝ่ายที่ปรึกษาบริการนักเรียน สหรัฐอเมริกา-แคนาดา ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ กล่าวว่า IDP เป็นศูนย์แนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ  ให้บริการ 3 อย่างคือ เป็นศูนย์สอบ IELTS  โรงเรียนสอนภาษาอังกฤษ และศูนย์แนะแนวการศึกษาต่อต่างประเทศ

      มีอยู่ 5 ประเทศหลัก คือ ออสเตรเลีย อังกฤษ สหรัฐอเมริกา นิวซีแลนด์ และแคนาดาซึ่งไม่เพียงเป็นการตั้งเป้าหมายเพื่อการศึกษาของเด็กที่เข้ามารับฟังคำแนะนำ  ยังวางแผนไปถึงการใช้ชีวิต และอาชีพในอนาคตของเด็ก เพื่อเป้าหมายในการทำงานจริงได้อย่างมีคุณภาพเป็นมืออาชีพ

เรียนต่อต่างประเทศ ไม่ยากอย่างที่คิด

พงษ์ศักดิ์ ธงรัตนะ

               พร้อมที่จะเรียนและทำงาน พงษ์ศักดิ์ ยังกล่าวอีกว่า ไม่เพียงแค่ให้เด็กได้เรียนในต่างประเทศเท่านั้น หรือศึกษาในมหาวิทยาลัยชั้นนำของทั้ง 5 ประเทศ แต่ยังมีการแนะนำอาชีพหรืองานทำในระหว่างเรียน เพื่อให้เด็กพัฒนาประสบการณ์การทำงาน ตรงกับสาขาที่เด็กกำลังศึกษา เพื่อการเข้าทำงานในอนาคตแบบก้าวหน้า

เรียนต่อต่างประเทศ ไม่ยากอย่างที่คิด

พนธกร โรจน์ศิริพันธ์ 

ดูแลให้ถึงฝัน พนธกร โรจน์ศิริพันธ์การสื่อสารการตลาดและผู้ดูแลงานดิจิตอล ศูนย์แนะแนวศึกษาต่อต่างประเทศ กล่าวว่า ส่วนใหญ่การศึกษาต่อปริญญาโทจะได้รับความนิยมในคนไทย เมื่อได้ไปเรียนต่อที่ต่างประเทศ  จะมีศูนย์ฯคอยดูแลเด็กในประเทศนั้นด้วย เพื่อเป็นที่ปรึกษา คอยดูแลให้ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมในต่างประเทศ

ทั้งนี้ยังให้โอกาสสำหรับเด็กที่อยากเรียนต่อต่างประเทศ แต่ยังขาดในเรื่องของเกณฑ์การศึกษาต่อ อย่าง เกรดที่ยังไม่ถึง หรือไม่มีคะแนนสอบ IELTS โดยจะแนะแนวทางกระบวนการเพื่อให้เด็กได้ประสบความสำเร็จตามเป้าหมาย เข้าถึงเกณฑ์ที่สถานศึกษาต่างประเทศต้องการ ซึ่งความนิยมไปเรียนต่อต่างประเทศยังเป็นที่ประเทศออสเตรเลีย และสาขาที่ได้รับความนิยมคือบริหารธุรกิจ

พนธกร กล่าวอีกว่าเด็กที่ไม่เข้าใจในเรื่องของภาษาอังกฤษ ยังจะต้องเพิ่มทักษะให้มากขึ้น เพื่อไม่เป็นการตัดฝัน โดยชี้ให้เห็นถึงทางเลือก อีกทั้งยังต้องขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของเด็กอีกด้วย การสัมภาษณ์กลุ่มเพื่อรับรู้การวางแผนในอนาคตของเด็ก

ซึ่งการวางเนื้อหาในการไปศึกษาต่อ เพราะเด็กใน 100 เปอร์เซ็นไม่ใช่เพื่อไปเรียน แต่ยังให้ความสำคัญกับเวลาว่างเพื่อให้เด็กได้สัมผัสสถานท่องเที่ยว ผ่อนคลายจากการเรียน

เรียนต่อต่างประเทศ ไม่ยากอย่างที่คิด

 

ติวเข้ม! ธุรกิจความงาม”ครบวงจร”

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270029

ติวเข้ม! ธุรกิจความงาม”ครบวงจร”

ชูประชารัฐ “ก.แรงงาน ผนึก ศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์”ติวเข้มธุรกิจความงาม”ครบวงจร” ให้นศ.ปีสุดท้ายม.สวนดุสิต ก่อนเข้าสู่ตลาดแรงงาน ย้ำหญิงไทยเก่งซิวแชมป์เวทีโลก

          นายธีรพล ขุนเมือง อธิบดีกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน(กพร.) เปิดเผยว่า จากการผลการสำรวจของมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย พบว่าธุรกิจทางการแพทย์และความงาม เป็นธุรกิจที่มีความโดดเด่นอันดับ 1 ต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 นับตั้งแต่ปี 2554 โดยเฉพาะการแต่งหน้า แต่งผม แต่งเล็บ เป็นที่นิยมของผู้บริโภคเป็นอย่างมาก ทำให้ธุรกิจความงามเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้ให้กับผู้ประกอบการ และหากสามารถให้บริการความงามครบวงจร ก็จะสามารถตอบสนองความต้องการของลูกค้าที่มีการขยายตัวเพิ่มขึ้น ทำให้รายได้เพิ่มสูงขึ้นตามไปด้วย

          “แต่อย่างไรก็ตามผู้ประกอบการในธุรกิจดังกล่าว จะต้องมีสมรรถนะในการทำงานที่มีความเชี่ยวชาญและเป็นที่ยอมรับจากบุคลากรวิชาชีพเดียวกัน และยังต้องรักษาคุณภาพมาตรฐานทางวิชาชีพ และสั่งสมประสบการณ์ในการปฏิบัติงานจริงเพื่อสามารถแข่งขันในตลาดแรงงานได้ จึงเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่งทีผู้ประกอบการจะต้องได้รับการพัฒนาสมรรถนะทางวิชาชีพ ด้านความรู้ ความเชี่ยวชาญที่มีมาตรฐานและคุณภาพ รวมทั้งส่งเสริมความยั่งยืนของธุรกิจได้ในอนาคต”อธิบดี กพร. กล่าว

นายธีรพล กล่าวต่อไปว่า กระทรวงแรงงานโดยกรมพัฒนาฝีมือแรงงาน (กพร.) ในฐานะหน่วยงานหลักการพัฒนาทักษะฝีมือแรงงานให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานทั้งในและต่างประเทศ ลดปัญหาการว่างงานเสริมความเข้มแข็งทางเศรษฐกิจของประเทศ และตาม 8 วาระปฎิรูป มิติใหม่ของการส่งเสริมการมีงานทำ ภายใต้การนำของพลเอก ศิริชัย ดิษฐกุล รัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน จึงได้ใช้แนวทางประชารัฐร่วมมือกับศูนย์พัฒนาทุนมนุษย์ มหาวิทยาลัยสวนดุสิต จัดทำโครงการศึกษารูปแบบการฝึกอบรม หลักสูตร การเป็นผู้ประกอบการธุรกิจความงามแบบครบวงจร ให้กับนักศึกษาที่กำลังจะสำเร็จการศึกษา เพื่อพัฒนาแรงงานใหม่เข้าสู่ธุรกิจความงาม สร้างโอกาสในการพัฒนาทักษะ ความรู้ ความสามารถที่นำไปประกอบอาชีพเป็นการยกระดับคุณภาพของธุรกิจความงามด้วย

อธิบดี กพร. กล่าวอีกว่า มีระยะเวลาการฝึกอบรม 30 ชั่วโมง ผู้เข้ารับการฝึกอบรมจำนวน 26 คน ฝึกทั้งภาคทฤษฎีและปฏิบัติใน 3 สาขาอาชีพ คือช่างแต่งหน้า ช่างแต่งผม ช่างทำเล็บ เรียนรู้เกี่ยวกับบริบทและโอกาสทางธุรกิจที่จะประสบความสำเร็จ บุคลิกภาพของนักบริการที่เป็นเลิศ การจัดทำแผนธุรกิจและแผนการตลาด เทคนิคการแต่งหน้า แต่งผม แต่งเล็บแบบมืออาชีพ เป็นต้น

“ธุรกิจความงามเป็นอีกช่องทางหนึ่งของการประกอบอาชีพของแรงงานไทยโดยเฉพาะสตรี อีกทั้งสร้างรายได้สูงให้กับผู้ประกอบอาชีพด้วย การฝึกอบรมครั้งนี้ จะเป็นต้นแบบสำหรับจัดทำคู่มือการฝึกอบรม เพื่อแจกจ่ายให้กับสถาบันฯ และสำนักงานพัฒนาฝีมือแรงงานทั่วประเทศ ใช้ฝึกอบรมให้กับสตรีในพื้นที่ต่อไป ทั้งนี้ในเวทีการแข่งขันฝีมือแรงงานระดับนานาชาติและอาเซียน สาขาที่เกี่ยวกับธุรกิจความงามเยาวชนไทยสามารถคว้ารางวัลได้อย่างต่อเนื่อง จึงเป็นการพิสูจน์ขีดความสามารถของแรงงานในสาขานี้ได้เป็นอย่างดี” อธิบดีกพร. กล่าว

นิทานหุ่นมือ เสริมทักษะอ่าน-เขียน-คิด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270028

นิทานหุ่นมือ เสริมทักษะอ่าน-เขียน-คิด

นิทานหุ่นมือ เสริมทักษะอ่าน-เขียน-คิด, ภาษา, ภาษาพาเพลิน, เยาวชน, พัฒนาการเด็ก, ทักษะการอ่าน, Mommy Puppet, ภาษาไทย, นิทาน, หุ่น, มือ, เสริม, ทักษะ, อ่าน, เขียน, คิด, นิทานหุ่นมือ

การเสริมสร้างทักษะในเด็ก ผ่านนิทานหุ่นมือ เป็นอีกหนึ่งรูปแบบที่เด็กสามารถนำไปประยุกต์ใช้ผ่านการเรียนรู้ด้วยตัวเอง นำไปสู่การใช้ชีวิตในสังคมได้อย่างมีคุณภาพ

         เมื่อเร็วๆนี้มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย ร่วมกับมูลนิธิศุภนิมิตฯ สานต่อโครงการพัฒนาทักษะการอ่านและทักษะชีวิตเยาวชน จัดค่ายทักษะภาษาไทยครั้งที่ 4 “อรุณเบิกฟ้า ภาษาพาเพลิน ก้าวสู่ศตวรรษที่ 21” เยาวชนโรงเรียนบ้านปิใหญ่และโรงเรียนบ้านตูแตหรำ จ.สตูล ร่วมเข้าค่าย เพื่อเพิ่มทักษะด้านการอ่าน การเขียน การคิด และการสื่อสารภาษาไทย ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์

นิทานหุ่นมือ เสริมทักษะอ่าน-เขียน-คิด

“ที่มาค่ายเพราะอยากได้ความรู้ อยากได้ภาษาไทย เพราะอ่านไม่ค่อยชัดเจนและเขียนไม่ชัดเจน” ธนวัฒน์ พูลขาว หรือ คาบิตอายุ 12 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านตูแตหรำ ต.ละงู อ.ละงู จ.สตูล บอกถึงจุดประสงค์ของการมาค่ายฯในครั้งนี้

ทั้งยังมีความคิดว่าหากอ่านหนังสือไม่ออก เขียนไม่ได้ เขียนผิดก็อายเพื่อน ทำให้ต้องผลักดันตนเองให้ตั้งใจเรียนและขยันมากขึ้น

นิทานหุ่นมือ เสริมทักษะอ่าน-เขียน-คิด

 ธนวัฒน์ พูลขาว

         คาบิต ยังบอกว่าการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆของค่ายฯ ทำให้ได้ความรู้เพิ่มขึ้น เรียนรู้การทำงานเป็นกลุ่ม และได้ใช้ความคิดในการทำกิจกรรม เช่น กิจกรรมนิทานหุ่นมือ ที่ต้องนำเสนอในหัวข้อ บ้านฉันมีดี ที่ได้นำเสนอเรื่องของบ้านตนเอง พ่อมีอาชีพทำประมง และได้อาศัยทักษะการชอบแต่งนิทาน ที่สำคัญคือได้ออกไปแสดงนิทานหุ่นมือให้เพื่อนและครูได้ชม

เช่นเดียวกับสราญวุฒิ นาคสง่า หรือซีน  อายุ 11 ปี นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านปิใหญ่ ต.กำแพง อ.ละงู จ.สตูล ที่บอกว่า “ชอบค่ายนี้เพราะเขาเสริมความรู้ให้ผมและเพื่อนทุกคน มีกิจกรรมการทำฐาน ให้ความรู้ในเรื่องการแก้ปัญหาและการคิดวิเคราะห์ เอามาใช้ในชีวิตประจำวันในการคิดเลขและการเขียน”

เพราะภาษาไทยเป็นภาษาที่คนไทยใช้เป็นประจำทำให้ ซีน ได้ความรู้ในเรื่องการใช้ภาษาไทย เช่นการเปรียบเทียบการใช้หลักภาษาหรือรูปประโยคทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ เสริมทักษะในการคิดอย่างรอบคอบ สิ่งเหล่านี้ได้นำไปใช่ในชีวิตจริงทั้งการเรียนและในอนาคต

นิทานหุ่นมือ เสริมทักษะอ่าน-เขียน-คิด

สราญวุฒิ นาคสง่า

         นิทานหุ่นมือเป็นมากกว่าการเล่าเรื่องให้เด็กฟัง ศิริจิตร จิตรถาวรกุล หรือ แม่แก้ม อายุ 39 ปี ครอบครัวนิทานหุ่นมือ Mommy Puppet กล่าวว่า จากพื้นฐานครอบครัวใช้นิทานในการเลี้ยง จึงนำมาสู่กิจกรรมนิทานหุ่นมือ เพราะสามารถสร้างพัฒนาการให้เด็กได้ครบทั้ง 4 ด้าน

คือ 1.ด้านภาษาและการสื่อความหมาย เพราะในการเล่านิทานจะมีคำศัพท์ ภาษา เด็กเกิดการจดจำเพิ่มคลังศัพท์ การใช้ประโยคในสถานการณ์ต่างๆ และการสื่อความหมายได้อย่างถูกต้อง 2.ด้านการเคลื่อนไหวร่างกาย ทั้งกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก

นอกจากนี้ นิทานหุ่นมือ จะช่วยเสริมสร้างกล้ามเนื้อได้อย่างแข็งแรง 3 .ด้านอารมณ์และสังคม เพราะในนิทานจะมีการดำเนินเรื่องของตัวละคร บทพูด เป็นส่วนให้เด็กได้ค้นหาตัวเอง และเรียนรู้ทางด้านอารมณ์ ซึ่งสามารถนำไปปรับใช้ได้ในสังคม

4. ด้านสติปัญญา คุณธรรม และจริยธรรม ที่จะทรอดแทรกความดีในเนื้อเรื่องของนิทาน ทำให้เด็กได้ซึมซับ และพัฒนาโดยไม่รู้ตัว

 แม่แก้ม กล่าวต่อว่า ในการทำกิจกรรมนิทานหุ่นมือในหัวข้อ บ้านฉันมีดี เยาวชนที่เข้าร่วมค่ายฯ จได้เรียนรู้ทั้งการเขียนบท อ่านบท และการนำเสนอ ในการแสดงถ่ายทอดออกมาในลักษณะการใช้ตัวละที่เตรียมไว้สวมใส่มือ และเล่าเรื่องนิทานผ่านตัวละครเหล่านั้น ซึ่งจะเชื่อมโยงการพัฒนาแบบก้าวกระโดดอีกด้วย

นิทานหุ่นมือ เสริมทักษะอ่าน-เขียน-คิด

นิทานหุ่นมือ เสริมทักษะอ่าน-เขียน-คิด

ด้าน ดร.กิตติมา ศรีวัฒนกุล ผู้จัดการอาวุโส มูลนิธิไฟเซอร์ประเทศไทย กล่าว่า การออกแบบกิจกรรมอย่างสร้างสรรค์ เพื่อเสริมทักษะทางด้านภาษาไทย โดยมีกิจกรรมฐานต่างๆ

อาทิ ฐานสายย่อล้อความรู้ ฐานนักล่าหาความรู้ ฐานแข่งขันเล่านิทานแบบกำหนดอุปกรณ์

ทั้งนี้ มีการวางเป้าหมายดำเนินโครงการการพัฒนาทักษะการอ่านและทักษะชีวิตที่จำเป็นของเด็ก ในส่วนช่วยให้เยาวชนกลุ่มเป้าหมายที่ได้รับการพัฒนาทักษะนั้นจะเติบโตเป็นเยาวชนที่มีคุณภาพ และนำความรู้ที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันและการเรียน

เพราะการเรียนรู้ของเด็กหรือเยาวชน ไม่ใช่เพียงแค่การเรียนในห้องเรียน หรือข้อมูลที่มาจากหนังสือเท่านั้น แต่สิ่งสำคัญคือการได้ลงมือทำ ได้ใช้ความคิด และได้เจอประสบการณ์ใหม่ ถือได้การเรียนนอกห้องเรียนก็มีส่วนสำคัญอีกขั้นสำหรับพัฒนาการ

อย่าปล่อยให้เหล้ามาลวงเรา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/270003

อย่าปล่อยให้เหล้ามาลวงเรา

ชูหนังสั้นอย่าปล่อยให้เหล้ามาลวงเรา ลดนักดื่มหน้าใหม่, อย่าปล่อยให้เหล้ามาลวงเรา, อย่า, ปล่อย, ให้, เหล้า, ลวง, เรา, คำสารภาพ Father, ดองฮัก, John Doe

สุดยอดภาพยนตร์สั้นรณรงค์ “อย่าปล่อยให้เหล้ามาลวงเรา” ของเยาวชนหยิบเอาข้อความคำเตือน “สุรา ทำร้ายตนเอง ครอบครัวและสังคมได้” ฉายเทศกาลสงกรานต์โรงหนัง 4 ภูมิภาค

         โครงการปิ๊งส์ โดยแผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ร่วมกับเครือข่ายยองค์กรงดเหล้า (สคล.)ประกาศผลมอบรางวัลถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ในการประกวดภาพยนตร์สั้น“อย่าปล่อยให้เหล้ามาลวงเรา” หลังได้ 8 ผลงานจากเยาวชน 8 ทีมสุดท้ายจากผู้เข้าประกวดจาก 100 ทีม ภายใต้โจทย์คำเตือนรณรงค์ผลกระทบเครื่องดื่มแอลกอออล์ คือ 1.สุรา เป็นเหตุก่อมะเร็งได้ 2.สุรา เป็นเหตุให้เสื่อมสมรรถภาพทางเพศได้ 3.สุรา เป็นเหตุให้พิการและตายได้ และ 4.สุรา ทำร้ายตนเอง ครอบครัวและสังคมได้

           รองศาสตราจารย์นายแพทย์ปัญญา ไข่มุก คณะกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) กล่าวว่า จากการรณรงค์การลดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ที่ผ่านมาแม้จะมีสถิติลดลง แต่เมื่อดูถึงผลสำรวจของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ปี 2558 พบว่าประชากรอายุ 15 ปีขึ้นไปดื่มสุราประมาณ 17 ล้านคนหรือร้อยละ 32 เป็นผู้ชายดื่มสุรามากกว่าผู้หญิงประมาณ 4 เท่า ที่น่าห่วงคือกลุ่มที่เริ่มดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ครั้งแรกส่วนใหญ่เป็นเยาวชนอายุ 15–19 ปีถึงร้อยละ 50 ของนักดื่มหน้าใหม่ทั้งหมด

         โดยเสียค่าใช้จ่ายในการดื่มเฉลี่ยเกือบ 600 บาทต่อเดือน สาเหตุของการดื่มคือการเข้าสังคมหรือการสังสรรค์ร้อยละ 42 เพื่อนชวนดื่มร้อยละ 27 อยากทดลองดื่มร้อยละ 24

             สถิติอุบัติเหตุช่วงสงกรานต์ ปี 2559 ของสำนักงานเครือข่ายลดอุบัติเหตุ พบว่า มีผู้เสียชีวิต ผู้บาดเจ็บช่วง 7 วันอันตรายที่สูงขึ้น กล่าวคือ เกิดอุบัติเหตุ 3,447 ครั้ง, บาดเจ็บ 3,656 ราย และเสียชีวิต 442 ราย ซึ่งเป็นการสูญเสียที่เครื่องดื่มแอลกอฮอล์เป็นปัจจัยหลักทำให้เกิดความสูญเสียดังกล่าว

         ทั้งการดื่มแล้วขับ ความรุนแรง เพื่อช่วยลดอัตราการสูญเสียทางสำนักงานเครือข่ายองค์กรงดเหล้าจะส่งภาพยนตร์สั้นทั้งหมดไปรณรงค์ช่วงเทศกาลสงกรานต์นี้ก่อนเป็นอันดับแรก เพราะมีเครือข่ายรณรงค์ป้องกันภัยแอลกอฮอล์ (ครปอ.) ซึ่งเป็นเครือข่ายที่เกิดจากความร่วมมือของภาคีองค์กรผู้ได้รับผลกระทบจากเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ทั้ง องค์กรเครือข่ายงดเหล้า, องค์กรศาสนา, นักวิชาการ, องค์กรด้านเด็กและเยาวชน, องค์กรด้านครอบครัว, องค์กรสตรี ฯลฯ รวม 264 องค์กร

          เชื่อว่าสื่อที่สร้างสรรค์ด้วยเด็กและเยาวชน และอีก 6 ผู้กำกับมืออาชีพครั้งนี้จะเข้าถึงและช่วยปกป้องเยาวชนและสังคมไทยจากภัยเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ได้ง่ายกว่าสื่ออื่นๆ ก่อนจะเดินหน้านำไปใช้ในงานรณรงค์ต่างๆ ทั่วประเทศต่อไป

            รางวัลชนะเลิศจากการประกวดได้รับถ้วยพระราชทานสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ได้แก่เรื่องครูคนใหม่ ทีมฮักไอเดีย จากโรงเรียนเทศบาล 3 บ้านเหล่า จังหวัดอุดรธานี, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 1 ได้แก่ เรื่อง “คำสารภาพ (Father)”ของทีม Weirdo (เวียร์โด) จากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์, รางวัลรองชนะเลิศอันดับ 2 ได้แก่ เรื่อง“ดองฮัก” ของทีมอีเกียหน้าเขา จากโรงเรียนภูผาม่าน จังหวัดขอนแก่น และรางวัลชมเชย ได้แก่ เรื่อง“John Doe” ของทีมThe Thlrd Life จากมหาวิทยาลัยกรุงเทพ

             “ผลงานทั้งหมดในโครงการจะนำไปฉายโรงภาพยนตร์ทั่วประเทศวันที่ 7-8 เมษายน 2560ชมได้ที่โรงภาพยนตร์เอสเอฟเซ็นทรัลเวิลด์, วันที่ 21-23 เมษายน 2560 ที่โรงภาพยนตร์เอสเอฟเซ็นทรัลขอนแก่น, วันที่ 28–30 เมษายน 2560 ที่โรงภาพยนตร์เอสเอฟเซ็นทรัลสุราษฎร์ธานี และวันที่ 5-7พฤษภาคม 2560 ที่โรงภาพยนตร์เอสเอฟเมญ่าเชียงใหม่ และหลังจากนั้นจะออกอากาศเผยแพร่ทางสถานีโทรทัศน์ไทยพีบีเอส, ทีวีดิจิตอลช่องต่างๆ ต่อไป สอบถามสำรองที่นั่งทุกรอบ ได้ที่ Fanpage (แฟนเพจ) แผนงานสื่อศิลปวัฒนธรรมสร้างเสริมสุขภาพ สสส. หรือโทร. 096-859-5714 ฟรี!!

คมนาคมไทย เอื้อผู้พิการ แค่40%

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269896

คมนาคมไทย เอื้อผู้พิการ แค่40%

เมื่อรถไฟฟ้าเป็นโอกาศ ทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึง, คมนาคมไทย เอื้อผู้พิการ แค่40, คมนาคม, ไทย, เอื้อ, ผู้, พิการ, แค่40, คมนาคมไทย, เอื้อผู้พิการ, เมื่อรถไฟฟ้าเป็นโอกาส ทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึง

  เผยคมนาคมไทย เอื้อบริการผู้พิการแค่ 40%  ลิฟท์ บันไดเลื่อน พื้นที่ทางราบ  ล้วนไม่เอื้อต่อการเดินทาง ฝากรัฐสนับสนุนคมนาคมขนส่งเพื่อทุกคนอย่างแท้จริง

 

“เมื่อรถไฟฟ้าเป็นโอกาส ทำอย่างไรให้ทุกคนเข้าถึง” คงเป็นคำถามที่ต้องการคำตอบ และไม่ใช่เพียงหน้าที่ของผู้พิการที่ต้องออกมาร้องถาม หรือหน่วยงานใดหน่วยงานหนึ่งต้องรับผิดชอบเท่านั้น แต่ทุกฝ่ายต้องร่วมมือกัน

นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาการประชาสัมพันธ์ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์  มหาวิทยาลัยรังสิต จึงจัดเสวนาร่วมหาคำตอบ  สร้างการรับรู้ให้กับคนรุ่นใหม่และหาแนวทางการแก้ไขปัญหาร่วมกัน

  ณิชชารีย์ เป็นเอกธนะศักดิ์ วิทยากรผู้สร้างแรงบันดาลใจ กล่าวว่า เธอไม่ได้พิการแต่กำเนิด แต่ประสบอุบัติเหตุจากการใช้รถไฟฟ้าที่ต่างประเทศ ทำให้ต้องสูญเสียขา ทำให้เข้าใจและเห็นมุมมองทั้งผู้พิการและคนปกติ โดยก่อนหน้านี้ ไม่ได้สังเกตว่าผู้พิการจะใช้บริการขนส่งสาธารณะอย่างไร  ไม่ได้ใช้ใจ หรือสายตามอง แต่พอพิการและต้องใช้ระบบการขนส่ง กลับเห็นข้อบกพร่องหลายด้าน

เช่น บันไดเลื่อนขึ้นแต่ไม่มีบันไดเลื่อนลง บางสถานีมีลิฟท์ บางสถานีไม่มี  พื้นที่ข้างล่าง อย่างฟุตบาท ไม่เอื้ออำนวยต่อการเดินทาง เป็นต้น ซ่งหากให้สิทธิผู้พิการได้ใช้บริการ BTS  ฟรีได้ ก็ควรช่วยเหลือด้านอื่น ๆเพิ่มเติมด้วย

มานิตย์ อินทร์พิมพ์ นักรณรงค์เพื่อนสิทธิผู้พิการเครือข่ายขนส่งมวลชน ทุกคนต้องขึ้นได้ กล่าวว่า ผู้พิการที่นั่งรถวิลแชร์ เจอปัญหาระบบการขนส่งต่างๆมากมาย ตั้งแต่ออกจากบ้าน ผู้พิการไม่สามารถใช้บริการรถเมล์สาธารณะได้ ต้องใช้แท็กซี่ ซึ่งก็ไม่ค่อยรับผู้พิการ

แต่ผู้พิการก็ไม่มีทางเลือกต้องใช้บริการ เสียค่าใช้จ่ายวันละ 300 บาท อย่างต่ำ  พอจะมาใช้บริการ BTS ไม่ได้สะดวกหรือเอื้อต่อการเดินทางของผู้พิการอย่างแท้จริง  ใช้ได้บ้างไม่ได้บ้าง เรามีลิฟท์ มีทางราบ แต่ก็ไม่อำนวย

“ผู้พิการมีความหลากหลาย บางคนมาจากครอบครัวที่ช่วยสนับสนุนได้เต็มที่ ขณะที่บางครอบครัวก็ไม่สามารถช่วยสนับสนุนผู้พิการได้  โอกาสย่อมต่างกัน ดังนั้น  หน้าที่ทุกคน ต้องช่วยสนับสนุน คนที่อ่อนแอกว่าให้แข็งแรง
ขึ้นมาในระดับที่ดีขึ้น หากผู้พิการยังต้องใช้จ่ายเงินจำนวนมากเพื่อการเดินทาง  เหลือเงินเดือนเพียงนิดเดียว แล้วจะทำให้ผู้พิการได้พัฒนาตนเองอย่างไร”มานิตย์ กล่าว

อย่างไรก็ตาม ระบบการขนส่งในไทย ไม่ได้สนับสนุนคนพิการเท่าที่ควร รถไฟฟ้าเส้นใหม่ๆ มีการช่วยเหลือผู้พิการ มากขึ้น แต่ยังไม่มากพอ มีเพียง 40%เท่านั้น

ระบบการคมนาคมขนส่งเพื่อทุกคน ตอนนี้มีนโยบายชัดเจน แต่ระดับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องส่งเสริมและสนับสนุนให้เกิดการบริการที่เข้าถึงทุกคนจริงๆ โดยเฉพาะผู้พิการ
เพราะอนาคตไม่มีใครรู้ว่าจะมีผู้พิการเพิ่มจำนวนมากน้อยขนาดไหน และไม่มีใครรู้ว่า วันหนึ่งตนเองจะเป็นผู้พิการหรือไม่ ขณะเดียวกัน ประเทศกำลังเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ การเดินทางจะช่วยสร้างโอกาส ทั้งการศึกษา การใช้ชีวิต การทำงาน แก่ทุกคนได้จริงๆ แต่คงไม่เพียงพอ

 “คนปกติ ไม่รู้หรอกว่าคนพิการใช้ชีวิตอย่างไร แต่ถ้าวันหนึ่งมีโอกาสเรียนรู้โลกของผู้พิการอาจทำให้ได้รับมุมมองดีๆ” 
ฐานิดา เก้ากิตติ์นักศึกษาชั้นปีที่ 3 สาขาวิชาการประชาสัมพันธ์ วิทยาลัยนิเทศศาสตร์ ม.รังสิต กล่าวว่า ตอนแรกที่ไม่ได้เข้าร่วมกิจกรรมอวัยวะที่ 33 กับการเดินทางของชีวิต  เธอรู้สึกเพียงว่าผู้พิการคงใช้ชีวิตได้จากระบบอำนวยความสะดวก การเข้าถึงการบริการขนส่งต่างๆ

แต่เมื่อได้มาสังเกตการณ์ ได้เห็นการใช้ชีวิต การเข้าถึงบริการขนส่งสาธารณะ ทำให้เข้าอกเข้าใจ และรู้ถึงความรู้สึกของผู้พิการว่าพวกเขาใช้ชีวิตอย่างลำบากมาก เพราะบางทีจุดเล็กๆ ที่เราเห็น เช่น ไม่มีบันไดเลื่อน ไม่มีลิฟท์ เราก็มองว่า ไปทางอื่นได้

แต่สำหรับผู้พิการ นั่นหมายถึง การใช้ความพยายามในการเดินทางมากขึ้นไปอีก ทั้งทีตอนนี้ ทุกอย่างดูจะสะดวก เข้าถึงได้ง่ายสำหรับคนปกติ กลับพบว่าไม่ได้ง่ายเลยสำหรับผู้พิการ
“อยากให้ทุกคนเข้าใจผู้พิการ และร่วมเป็นกระบอกเสียง หรือนึกถึงใจเขาใจเรา เพราะคงไม่มีใครเลือกเกิดได้ แต่สังคมที่มีเทคโนโลยี ความก้าวหน้า และการหยิบยื่นสิ่งดี ต่อกันคงไม่ใช่เรื่องยาก “น.ส.ฐานิดา กล่าว