มฟล. จัด‘วันวัฒนธรรมเมียนมา’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269886

มฟล. จัด‘วันวัฒนธรรมเมียนมา’

มฟล จัดวันวัฒนธรรมเมียนมา, มฟล, จัด, วัน, วัฒนธรรม, เมียน

นศ.เมียนมา ใน มฟล.จัดงาน ‘วันวัฒนธรรมเมียนมา’ -เรียนรู้วัฒนธรรมร่วมกัน

 

เมื่อเร็วๆ นี้ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) โดยส่วนพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ และชมรมนักศึกษาเมียมา จัดกิจกรรม วันวัฒนธรรมเมียนมา (Myanmar Culture Day and Exhibition) ประจำปี 2560 เพื่อสร้างโอกาสให้นักศึกษาและบุคลากรได้เรียนรู้วัฒนธรรมที่มีอยู่อย่างหลากหลาย เพื่อความพร้อมสำหรับการทำงานข้ามวัฒนธรรม โดย รศ.ดร.วันชัย ศิริชนะ อธิการบดี ได้กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมกิจกรรม ที่มีทั้งนักศึกษาไทย และนักศึกษาเมียนมา ตลอดจนนักศึกษาต่างชาติที่ให้ความสนใจ ไม่ว่าจะเป็นจีนหรือเกาหลี

มฟล. จัด‘วันวัฒนธรรมเมียนมา’

รวมถึงคณาจารย์และพนักงาน ทั้งยังได้รับเกียรติจาก นายกอง ซาน ลวีน (Mr. Kong San Lwin) กงสุลใหญ่สาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมา ประจำจังหวัดเชียงใหม่ เข้าร่วมกิจกรรมด้วย ที่อาคารกีฬาเฉลิมพระเกียรติ 72 พรรษา มหาราชินี มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง

 

ทั้งนี้ภายในงานประกอบไปกิจกรรมต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นนิทรรศการความรู้เกี่ยวกับสาธารณรัฐแห่งสหภาพเมียนมาร์หรือการแสดงศิลปวัฒนธรรม การร้องเพลงภาษาเมียนมาร์ประกอบการฟ้อนรำพื้นบ้าน และยังมีการมอบรางวัลแก่นักศึกษาเมียนมาร์ที่มีผลงานดีเด่นด้านต่างๆ

มฟล. จัด‘วันวัฒนธรรมเมียนมา’

อีกทั้งนักศึกษาเมียนมายังได้จัดเตรียมอาหารท้องถิ่นเมียนมา ให้สำหรับผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้วัฒนธรรมในแง่มุมต่างๆ  อย่าง วรัญญู ปัญญาวชิโรภาส นักศึกษาชั้นปี 3 จากสำนักวิชาการจัดการ ที่มักจะเข้าร่วมกิจกรรมกับนักศึกษาต่างชาติหรือกิจกรรมที่ส่งเสริมให้เรียนรู้เกี่ยวกับนานาชาติเสมอ ด้วยความต้องการที่จะเพิ่มโอกาสในการพัฒนาตนเองทั้งด้านทักษะการใช้ภาษาต่างประเทศและโอกาสในการเรียนรู้วัฒนธรรมต่างๆ

มฟล. จัด‘วันวัฒนธรรมเมียนมา’

“วันนี้เพื่อนเมียนมา ชวนมาร่วมกิจกรรม ซึ่งกิจกรรมนี้จัดเป็นประจำทุกปี ซึ่งผมก็เข้าร่วมเสมอ ทั้งช่วยงานเพื่อนและเพิ่มโอกาสให้ตัวเองได้รู้จักเพื่อนต่างชาติต่างภาษามากขึ้น ได้เรียนรู้วัฒนธรรมต่างชาติมากขึ้น ซึ่งปกติในวันที่มีการเรียนการสอนนักศึกษาไทยกับนักศึกษาต่างชาติอาจจะได้เจอกันบ้างตามรายวิชาที่มีเรียนร่วมกัน จึงพยายามเข้าร่วมกิจกรรมที่จะมีโอกาสพบปะกันนอกชั้นเรียน ได้เรียนรู้หรือได้รู้จักเพื่อนต่างชาติในหลายแง่มุม เพื่อเข้าไปเรียนรู้อีกหลากหลายตลอดการเรียนการสอนจนจบการศึกษา” นักศึกษาไทยใน มฟล. กล่าวถึงประโยชน์จากการเข้าร่วมกิจกรรมของเพื่อนต่างชาติอย่างสม่ำเสมอ

ทอดผ้าป่า-รับบริจาคช่วยสภาพคล่องรพ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269895

ทอดผ้าป่า-รับบริจาคช่วยสภาพคล่องรพ.

ทอดผ้าป่า-รับบริจาคช่วยรพในวันที่งบรัฐไม่พอ, เมื่องบฯรัฐจัดให้ไม่พอรพต้องรับบริจาค-ทอดผ้าป่า, วันที่, รัฐ, ไม่พอ, ทอดผ้าป่า, รับบริจาค, ช่วย, สภาพคล่อง

ตั้งแต่ปี 53 การเงินรพ.มีปัญหาสภาพคล่องต่อเนื่อง 191 แห่งจนไตรมาส 2 ปี 2559 เหลือ 50 แห่ง และล่าสุดปี 2560 เหลือเพียง 8 แห่งจากรพ.สธ.ทั้งสิ้น 886 แห่ง

     มีการส่งสัญญาณมาตั้งแต่ปี 2553 เกี่ยวกับสภาพทางการเงินของโรงพยาบาล(รพ.)รัฐสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) โดยมีการระบุว่าไตรมาส 2 ของปี2553มีรพ.191 แห่งที่ขาดสภาพคล่องทางการเงิน ไม่มีเงินบำรุงรพ.เหลือไว้จ่ายเป็นยามฉุกเฉิน และ 467 แห่งอยู่ในภาวะขาดทุนคือมีรายรับน้อยกว่ารายจ่าย

     ถึงปี 2557 มีรพ.ขาดสภาพคล่องทางการเงินระดับ7 หรือระดับวิกฤติ 105 แห่ง ปี 2558 ระดับ7 เพิ่มเป็น 136 แห่ง จนไตรมาส 2 ปี 2559 เหลือ 50 แห่ง และล่าสุดปี 2560 เหลือเพียง 8 แห่งจากรพ.สธ.ทั้งสิ้น 886 แห่ง รพ.ระดับอำเภอ 780 แห่ง ระดับจังหวัดและรพ.ศูนย์ 106 แห่ง :  0 พวงชมพู ประเสริฐ รายงาน 0

ทอดผ้าป่า-รับบริจาคช่วยสภาพคล่องรพ.

     นพ.โสภณ เมฆธนปลัดสธ. บอกว่า รพ.สธ.มีปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก คือ 1. รพ.ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และประชากรในพื้นที่น้อย จึงได้รับการจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวสำหรับเป็นค่ารักษาพยาบาลประชาชนในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองในจำนวนน้อย เนื่องจากงบฯรายหัวจะให้ตามจำนวนประชากร ซึ่งแต่ละแห่งจะได้รับโดยการนำจำนวนประชากรในพื้นที่ คูณด้วยงบฯรายหัวต่อคนต่อปี 2.การบริหารจัดการงบประมาณไม่ดี แม้จะรับผิดชอบประชากรมากกว่า 30,000 คน แต่สถานะทางการเงินยังแย่ และ3.ในพื้นที่เดียวกัน มีรพ.ขนาดใหญ่ระดับรพศ./รพท.หลายแห่ง เช่น จ.สิงห์บุรี และราชบุรี เป็นต้น ทำให้เกิดการแบ่งเงินและแย่งทรัพยากร

        ในการแก้ปัญหาที่ผ่านมามีตั้งแต่รับนโยบายด้วยการปรับเปลี่ยนแนวทางการจัดสรรงบฯเหมาจ่ายรายหัวใหม่เป็นแบบขั้นบันไดแทนการจัดสรรตามจำนวนหัวประชากร รวมถึง การวางแผนงบประมาณรายรับรายจ่ายของรพ.แต่ละแห่งอย่างชัดเจนมากขึ้น และปรับการบริหารจัดการ ส่งผลให้สถานะทางการเงินของรพ.แต่ละแห่งค่อยๆคลี่คลายลงเรื่อยๆ

       อย่างไรก็ตาม รพ.แต่ละแห่งก็มีการดิ้นรนหาเงินช่วยเหลือตัวเองเช่นกัน เพราะหวังเพียงแค่รองบประมาณจากรัฐเพียงอย่างเดียว ดูเหมือนจะไม่เพียงพอ ช่องทางต่างๆที่รพ.ใช้ในการระดมทุนนมีอย่างหลากหลาย โดยเฉพาะอย่างจริงการรับบริจาค การทอดผ้าป่าและการเปิดคลินิกพิเศษนอกเวลา

      การรับบริจาคของรพ.เห็นได้ทั่วไปยามไปรพ.สธ.ซึ่งจะตู้รับบริจาควางไว้ตามจุดต่างๆ ให้ผู้ที่มีจิตศรัทธาได้หย่อนเงินเพื่อสมทบทุนในการช่วยเหลือรพ.และผู้ป่วย อีกทั้ง การรับบริจาคในกรณีพิเศษ อย่างเช่น รพ.บางสะพาน จ.ประจวบคีรีขันธ์ที่นักร้องชื่อดัง ตูน บอดีสแลม ออกวิ่งเพื่อหาเงินสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์จนได้เงินบริจาคถึง 63 ล้านบาท หรือกรณีรพ.อุ้มผาง จ.ตาก ขอรับบริจาคยาเหลือที่ยังไม่หมดอายเพื่อนำมาใช้กับคนไข้ เป็นต้น

       ส่วนการทอดผ้าป่าเป็นอีกช่องทางที่ปัจจุบันหลายโรงพยาบาลเลือกใช้เพื่อหาเงินเข้ารพ. เช่นที่ รพ.พัทลุงมีการทอดผ้าป่าเมื่อปี 2557 โดยระบุว่าเพื่อหาเงินสมทบทุนการจัดซื้อเครื่องมือแพทย์ที่ขาดแคลน 9 รายการ อาทิ เครื่องเขย่าถุงเลือด เครื่องนึ่งฆ่าเชื้อ และชุดเครื่องมือผาตัดถุงน้ำดีทางกล้องวิดีทัศน์ เป็นเงินเกือบ 3 ล้านบาท

     ปี 2558 รพ.ลานสกา จ.นครศรีธรรมราช และ ปี2559 รพ.โพธิ์ไทร จ.อุบลราชธานี ก็จัดทอดผ้าป่าเพื่อสมทบทุนซื้อเครื่องมือแพทย์เช่นเดียวกัน ส่วนใน ปี 2560 รพ.สมเด็จพระยุพราชสว่างแดนดินได้จัดทอดผ้าป่าเพื่อนำเงินสมทบการตั้งหอสงฆ์อาพาธ บริเวณชั้น 5 อาคารปาริฉัตร สำหรับให้บริการพระสงฆ์ที่อาพาธ และมีอีกหลายรพ.ที่ดำเนินการไม่ต่างไปจากนี้เช่นกัน

      ขณะที่หากเป็นรพ.ขนาดใหญ่ระดับโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.) จะใช้วิธีการเปิดบริการคลินิกพิเศษนอกเวลา เป็นทางเลือกให้กับประชาชนที่พอจะมีกำลังทรัพย์ในการจ่ายค่ารักษาพยาบาลเอง มาใช้บริการแทนการใช้ในเวลาราชการตามปกติ เพื่อลดความแออัดของรพ. เพิ่มความสะดวกให้กับประชาชน และเพิ่มรายได้ให้กับรพ.

    นอกจากนี้ อีกหลายแห่งเลือกที่จะผลิตยาสมุนไพรภายใต้ยี่ห้อของรพ. สำหรับใชภายในรพ.และวางจำหน่ายให้กับประชาชน ก็เป็นอีกช่องทางหนึ่งในการหาเงินเลี้ยงตัวเองเช่นกัน

    สำหรับโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องระดับปานกลางหรือระดับ 3-4 มีเพียง 5 แห่งเท่านั้น คือ รพ.พะเยา -59,598,270.18 บาท รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี -56,744,814.17 บาท รพ.ประจวบคีรีขันธ์ -39,535,105.97 บาท รพ.พิจิตร -27,820,366.25 บาท และ รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรลงคราม -3,696,876.44 บาท อย่าง รพ.พระนั่งเกล้า แม้จะติดลบกว่า 56 ล้านบาท แต่สถานการณ์ก็ดีขึ้นในทุกๆ ปี

     ส่วนการช่วยเหลือโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องในไตรมาส 3-4 นั้น สธ.และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็มีแนวทางช่วยเหลือร่วมกัน โดยมีเงินฉุกเฉินที่กันไว้ลงไปช่วยเหลือ โดยจะประเมินจากไตรมาสที่ 2 แล้วพบว่ามีโรงพยาบาลใดที่ขาดสภาพคล่องบ้าง นอกจากนี้ จะมีการของบประมาณกลางปีเพื่อมาจ่ายในส่วนของค่าตอบแทนบุคลากรที่ถูกตัดไปด้วย เป็นต้น รวมไปถึงจะมีการรวบรวมระเบียบต่างๆ ที่ช่วยแก้ปัญหา รพ.ขาดทุน เอาไปเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้มีความยั่งยืนขึ้นด้วย

      ในวันที่งบประมาณของรัฐบาลมีจำนวนจำกัด ขณะที่จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้น การที่รพ.จะหวังรอเพียงเงินงบประมาณเพียงอย่างเดียวคงไม่ทันการ จำเป็นที่แต่ละจำต้องดิ้นรนหาแนวทางที่เหมาะสมกับบริบทของโรงพยาบาลเพื่อหาเงินเข้ารพ.เองด้วย ภาพเช่นนี้ดูจะเห็นจนชินตาและคงมีให้เห็นต่อไปอีกนาน

เครือข่ายนมแม่ฯโอเคพรบ.โค้ดมิลค์ฉบับผ่านสนช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269889

เครือข่ายนมแม่ฯโอเคพรบ.โค้ดมิลค์ฉบับผ่านสนช.

เครือข่ายนมแม่ฯโอเคพรบโค้ดมิลค์ฉบับผ่านสนช, เครือข่าย, แม่, โอเค, พรบ, โค้ด, มิลค์, ฉบับ, ผ่าน

   เครือข่ายนมแม่ฯโอเคพรบ.โค้ดมิลค์ฉบับผ่านสนช. แม้ห้ามโฆษณาเฉพาะอาหารทารกไม่รวมเด็กเล็ก ถือว่าสำเร็จ 70-80 % มุ่งปกป้องทารกให้ได้นมแม่ ลั่นจับตาการทำตามกฎหมาย

     หลังจากมีการผลักดันร่างพรบ.ควบคุมการส่งเสริมการตลาดอาหารทารกและเด็กเล็ก พ.ศ….หรือพรบ.โค้ดมิลค์มาอย่างยาวนาน ท่ามกลางความเห็นต่างในบางประเด็นระหว่างเครือข่ายนมแม่แห่งประเทศไทยและเครือข่ายกุมารแพทย์ โดยเฉพาะในประเด็นการห้ามไม่ให้โฆษณาอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก

       ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นนมผง โดยฝ่ายนมแม่ต้องการให้คุมถึงอายุเด็ก 3 ปี ขณะที่เครือข่ายกุมารแพทย์ต้องการให้คุมแค่อายุเด็ก 1 ปี ในที่สุดสภานิติบัญญัติ(สนช.)ก็มีการผ่านร่างพรบ.นี้ออกมาเป็นกฎหมาย โดยสาระสำคัญ ห้ามไม่ให้มีการโฆษณาอาหารสำหรับทารก(อายุ 0-12 เดือน) ส่วนอาหารเด็กเล็ก (1-3 ปี) โฆษณาได้แต่ต้องไม่เป็นการโฆษณาข้ามผลิตภัณฑ์หรือสื่อถึงอาหารทารก และห้ามไม่ให้มีการส่งเสริมการขายอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก

      พญ.ศิริพัฒนา ศิริธนารัตนกุล กุมารแพทย์ในฐานะตัวแทนภาคประชาชน กล่าวว่า ดีใจที่พรบ.นี้ออกมาเป็นกฎหมาย ถือเป็นจุดเริ่มต้นที่ร่วมแรงช่วยให้เด็กไทยได้กินนมแม่มีอัตราการได้รับนมแม่เพิ่มมากขึ้น จากเดิมที่มีเพียงการส่งเสริมให้กินนมแม่มาตลอด แต่ไม่เคยมีการปกป้อง พรบ.ฉบับนี้จะเป็นการปกป้องให้เด็กไทยได้ดื่มนมแม่

     เนื่องจากในกฎหมายจะห้ามไม่ให้มีการส่งเสริมการขายอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ก็จะทำให้ไม่มีการแจกนมผงฟรีให้กับแม่ตั้งครรภ์ แม่เพิ่งคลอด หรือแม่ที่มีลูกเล็กอีก ซึ่งเดิมเมื่อแม่ได้รับแจกนมผงก็จะให้ลูกดื่ม เด็กก็จะไม่ดูดนมแม่ ส่งผลให้นมแม่ไม่มา แม่ก็จะไม่ได้ให้นมแม่กับลูก

      พญ.ศิริพัฒนา กล่าวอีกว่า ในกฎหมายยังควบคุมการโฆษณาด้วย โดยห้ามไม่ให้มีการโฆษณาอาหารสำหรับทารกอายุ 0-12 เดือน ส่วนอาหารเด็กโตเกิน 1 ปีห้ามโฆษณาแบบข้ามผลิตภัณฑ์ คือ ต้องไม่มีการทำฉลากให้เหมือนกับนมสำหรับทารก เพราะจะทำให้พ่อแม่แยกยาก ฉลากอาหารสำหรับเด็กเล็ก 1-3 ปีต้องมีความแตกต่างให้แยกได้ชัดว่าเป็นสำหรับเด็กอายุช่วงนี้ และไม่สื่อถึงทารก

      “กฎหมายที่ออกมาภาคประชาชาพอใจในระดับหนึ่ง แม้ไม่ได้ทั้งหมดตามที่ยกร่างกฎหมายไว้เดิม แต่ก็พอใจ ถือเป็นการเจอกันครึ่งทาง จากนี้ภาคประชาชนก็จะเฝ้าดูการโฆษณาและส่งเสริมการขายของบริษัทนมผงตลอดเวลา ว่ามีการทำผิดหรือไม่ หากมีก็จะรายงานทันที”พญ.ศิริพัฒนากล่าว

     นพ.ศิริวัฒน์ ทิพย์ธราดล ที่ปรึกษาศูนย์นมแม่แห่งประเทศไทย กล่าวว่า รับได้กับพรบ.ฉบับที่ผ่านสนช.แม้ไม่ได้ตามที่คาดหวัง 100 % แต่ได้มา 70-80% โดยยังคงมีมาตราสำคัญๆที่ต้องการคุ้มครองทารกเหลืออยู่ ซึ่งจริงๆอาจผ่านสนช.ได้เร็วกว่านี้ แต่เนื่องจากมีประเด็นที่มีารเสนอให้แยกทารกและเด็กเล็ก และเครือข่ายนมแม่ไม่ต้องการให้มีการตัดส่วนของเด็กเล็กออก จึงต้องแยกส่วนเพื่อปกป้องทารกอย่างเต็มที่ให้ได้รับนมแม่อย่างเดียวในช่วง 6 เดือนแรก หลังจากนั้นให้ได้รับนมแม่และเสริมอาหารตามวัย

     สำหรับอาหารเด็กเล็กก็มีการห้ามไม่ให้มีการโฆษณาข้ามผลิตภัณฑ์ที่จะสื่อถึงอาหารทารกเด็ดขาด จากนี้จะต้องมีการออกประกาศที่ลงนามโดยรัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข เกี่ยวกับประเภทของอาหารเด็ดเล็กต่อไป รวมถึง สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา(อย.)จะต้องเร่งทำความเข้าใจเกี่ยวกับกฎหมายนี้กับผู้ประกอบการ

     “หากทำได้ตามที่กฎหมายกำหนดจริงทั้งการห้ามโฆษณาอาหารสำหรับทารกเด็ดขาด และห้ามไม่ให้มีการส่งเสริมการขายอาหารสำหรับทารกและเด็กเล็ก ก็จะเป็นการแฮปปี้ เพราะเป็นการปกป้องเด็กไม่ให้มีการมาแย่งนมแม่ ซึ่งเป็นอาหารตามธรรมชาติที่ดีที่สุด แม้นมผงพยายามเลียนแบบแค่ไหนก็ไม่เหมือน ถือเป็นสิทธิ์ที่ทารกจะได้รับนมแม่ ได้สิ่งที่ดีที่สุดของธรรมชาติ จากนี้เครือข่ายฯก็จะมีการสอดส่องการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเข้มข้น”นพ.ศิริวัฒน์กล่าว

จี้อธิการฯโชว์ขุมทรัพย์-ชงคณบดียื่นทรัพย์สิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269850

จี้อธิการฯโชว์ขุมทรัพย์-ชงคณบดียื่นทรัพย์สิน

จี้, อธิการฯ, โชว์, ขุมทรัพย์, คณบดี, ยื่น, ทรัพย์สิน, รัฐกรณ์ คิดการ

“รัฐกรณ์ คิดการ” ประธานสภาคณาจารย์ฯเสนอเปิดขุมทรัพย์อธิการบดี อย่าแค่ยื่นทรัพย์สินแล้วปิดผนึกไว้เฉยๆ

          การยื่นใบลาออกยกชุด 13 คนของรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล ในช่วงที่ ป.ป.ช.เพิ่งออกประกาศใหม่ให้ผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐและมหาวิทยาลัยในกำกับฯ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน กลายเป็นประเด็นวิพากษ์วิจารณ์อย่างกว้างขวางว่ามีวัตถุประสงค์เพื่อหนีการตรวจสอบหรือไม่
เมื่อวันที่ ผศ.ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทยกล่าวกับ NOW26 ว่า ตนสนับสนุนเรื่องที่คณะกรรมการ ป.ป.ช.กำหนดให้รองอธิการบดีต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการควบคุมปัญหาการทุจริตคอร์รัปชั่นในสถาบันอุดมศึกษา แต่คิดว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ควรทำ เช่น ผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี นอกจากยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินแล้ว ควรให้มีการเปิดเผยต่อสาธารณะด้วย เพื่อประชาคมจะได้ช่วยกันตรวจสอบ
นอกจากนั้นควรนำอีก 2 มาตรการ คือ การลดอำนาจและการผูกขาดอำนาจของอธิการบดี รวมทั้งสภามหาวิทยาลัย มาดำเนินการด้วย โดยสร้างระบบการตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นรูปธรรม และลดการใช้ดุลพินิจของอธิการบดีและสภามหาวิทยาลัย โดยการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยมาตรฐานและธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา มากำกับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย เพื่อให้การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล สร้างความเชื่อมั่น ศรัทธาจากประชาสังคม และช่วยยกระดับคุณภาพของอุดมศึกษาไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกโดยเร็ว
ทั้งนี้ การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นหน้าที่เฉพาะของผู้มีหน้าที่ หากจงใจไม่ยื่น หรือจงใจยื่นเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้งให้ทราบ กฎหมายกำหนดโทษไว้ คือ ต้องพ้นจากตำแหน่ง ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี และมีโทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ
“ผมว่าเรื่องโทษทางอาญาน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รองอธิการบดีทยอยลาออก หลายคนอาจไม่ต้องการยื่นบัญชีทรัพย์สิน เพราะมีความยุ่งยาก ทั้งขั้นตอนและเอกสาร และอาจจะกระทบกับการเปิดเผยรายได้อื่นๆ เช่น การเป็นที่ปรึกษา การเปิดคลินิก หรือรายได้จากโรงพยาบาลเอกชน” ผศ.ดร.รัฐกรณ์ ระบุ
ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย ยังตั้งคำถามด้วยว่า จากกรณีนี้ น่าพิจารณาว่าระหว่างผู้ดำรงตำแหน่งรองอธิการบดี กับคณบดี ใครสมควรยื่นบัญชีทรัพย์สินมากกว่ากัน เนื่องจากหากพิจารณาอำนาจหน้าที่ความรับผิดชอบตามพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยแต่ละแห่งแล้ว รองอธิการบดีนั้น อธิการบดีเป็นผู้เสนอชื่อให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่ง รองอธิการบดีก็จะพ้นจากตำแหน่งด้วย ส่วนอำนาจหน้าที่ของรองอธิการบดี กฎหมายก็ไม่ได้ระบุไว้ แต่ให้เป็นไปตามที่อธิการบดีมอบหมาย ไม่มีอำนาจบังคัญบัญชาควบคุมหน่วยงานใดโดยตรง
ส่วนคณบดีมาจากการสรรหาและแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัย กฎหมายให้มีอำนาจบังคับบัญชา ควบคุม และบริหารงานในคณะได้โดยตรง ดังนั้นจึงมีโอกาสที่จะใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์ ทุจริตคอ์รรัปชั่นได้มากกว่ารองอธิการบดี ฉะนั้นการควบคุมการทำงานของรองอธิการบดี ควรให้เป็นหน้าที่ของอธิการบดีควบคุมดูแลมากกว่า หากเกิดปัญหาขึ้น อธิการบดีก็สามารถเสนอสภามหาวิทยาลัยถอดถอนได้ทันที หรือต้องรับผิดชอบร่วมกันอยู่แล้ว

8เมษาส่องดาวพฤหัสได้ที่พารากอน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269832

8เมษาส่องดาวพฤหัสได้ที่พารากอน

8เมษาส่องดาวพฤหัสได้ที่พารากอน, เมษา, ส่อง, ดาวพฤหัส, ได้ที่, พารากอน, ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี 2560, สุริยุปราคาบนดาวพฤหัสบดี, จุดแดงใหญ่

8เมษายนนี้ดาวพฤหัสบดีจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ปรากฏสว่างมากทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สังเกตเห็นด้วยตาเปล่าชัดเจนทุกพื้นที่ของประเทศไทย

    สถาบันวิจัยดาราศาสตร์แห่งชาติ (องค์การมหาชน) (สดร.) กระทรวงวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ร่วมกับศูนย์การค้าสยามพารากอน จัดกิจกรรม “ดาวพฤหัสบดีใกล้โลกที่สุดในรอบปี 2560”ตั้งจุดสังเกตการณ์พร้อมเชิญชวนประชาชนร่วมส่องดาวพฤหัสบดี “ดาวเคราะห์ที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะ” มองเห็นชัดเต็มตา ในวันเสาร์ที่ 8 เมษายน 2560 เวลา 18.00 – 22.00 น. ณ พาร์คพารากอน ศูนย์การค้าสยามพารากอน กรุงเทพฯ

8เมษาส่องดาวพฤหัสได้ที่พารากอน

ซึ่งในวันดังกล่าวดาวพฤหัสบดีจะโคจรมาอยู่ในตำแหน่งตรงข้ามกับดวงอาทิตย์ ปรากฏสว่างมากทางทิศตะวันออกเฉียงใต้ สังเกตเห็นด้วยตาเปล่าชัดเจนทุกพื้นที่ของประเทศไทย ภายในงานมีกิจกรรมที่น่าสนใจ อาทิ

– จัดดูดาวกลางกรุง ขนกล้องโทรทรรศน์หลากหลายชนิดมาบริการประชาชน ส่องดาวเคราะห์ยักษ์แบบเต็มตาและสังเกตวัตถุท้องฟ้าอื่น ๆ ที่น่าสนใจ อาทิ ดาวพฤหัสบดี ดวงจันทร์ ฯลฯ

8เมษาส่องดาวพฤหัสได้ที่พารากอน

– ถ่ายทอดสดปรากฏการณ์สำคัญ “สุริยุปราคาบนดาวพฤหัสบดี” และ “จุดแดงใหญ่” จากกล้องโทรทรรศน์หอดูดาวแห่งชาติ ผ่านจอขนาดยักษ์

– ตื่นตากับภาพยนตร์ดาราศาสตร์ พร้อมเปิดประสบการณ์ใหม่กับ “ท้องฟ้าจำลองเคลื่อนที่” ระบบฟูลโดมดิจิทัล DX4 ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 8 เมตร

– อัพเดทล่าสุดข้อมูลการสำรวจดาวพฤหัสบดี…ดาวเคราะห์ยักษ์ที่นักดาราศาสตร์เฝ้าติดตาม

– เก็บภาพ ดาวพฤหัสบดี และ หลุมดวงจันทร์ ผ่านมือถือ

8เมษาส่องดาวพฤหัสได้ที่พารากอน

 

ส่งเสริมสังคมแห่งการให้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269821

ส่งเสริมสังคมแห่งการให้

บ้านคือพื้นฐานในการทำลายวงจรของความยากไร้, ส่งเสริมสังคมแห่งการให้, ส่งเสริม, สังคม, แห่ง, การ, ให้

Habitat for Humanity Thailand สร้างอาคารเอนกประสงค์ ให้แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสามยอด อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี

         ตัวแทนผู้บริหารและเหล่าพนักงานจิตอาสาของ ดิอาจิโอ โมเอ็ท เฮนเนสซี่ (ประเทศไทยร่วมกับมูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย หรือ Habitat for Humanity Thailand สร้างอาคารเอนกประสงค์สำหรับดำเนินกิจกรรมต่างๆ มอบคอมพิวเตอร์จำนวน เครื่อง เพื่อใช้พัฒนาระบบฐานข้อมูลสาธารณสุขท้องถิ่นและการสืบค้นข้อมูล ให้แก่โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสามยอด อำเภอบ่อพลอย จังหวัดกาญจนบุรี

ส่งเสริมสังคมแห่งการให้ 

            ธนากร คุปตจิตต์ผู้อำนวยการฝ่ายองค์กรสัมพันธ์ DMHT กล่าวว่า บ้านคือพื้นฐานในการทำลายวงจรของความยากไร้ มูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย จึงเป็นสะพานบุญเชื่อมระหว่างผู้ที่ใส่ใจพัฒนาสังคมและชุมชนที่ขาดแคลน ร่วมสร้างที่อยู่อาศัยเพื่อความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นของชุมชน เช่นที่ DMHT ได้ร่วมทั้งมอบทุนและก่อสร้างอาคารในครั้งนี้”

ส่งเสริมสังคมแห่งการให้ 

                อาคารอเนกประสงค์ที่เหล่าพนักงานจิตอาสาของ DMHT อาสาสมัครของมูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน เกือบ 100 คนได้ร่วมใจกันก่อสร้างนั้น จะใช้สำหรับกิจกรรมด้านสุขภาพ ทั้งการอบรม การให้ความรู้ โดยโรงพยาบาลดังกล่าวให้บริการรองรับประชากรถึง 3,279 คน จากกว่า 833 หลังคาเรือนของ หมู่บ้าน แต่มีบุคลากรทางการแพทย์เพียง ท่าน และอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน 58 ราย

ส่งเสริมสังคมแห่งการให้ 

                 นางอติภา ใจตรงผู้อำนวยการโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบ้านสามยอด กล่าวว่า อาคารเอนกประสงค์หลังนี้คือการต่อฝันสำหรับชุมชนของเรา เพื่อใช้พัฒนาความรู้และความเป็นอยู่ของคนในชุมชนอย่างยั่งยืน เพราะนอกจากจะเป็นสถานพยาบาลแล้ว ยังเป็นศูนย์การเรียนรู้ชุมชนเพื่ออบรมทักษะด้านหัตถกรรมด้วย นับเป็นของขวัญพิเศษจาก DMHT”

ส่งเสริมสังคมแห่งการให้ 

               DMHT และมูลนิธิที่อยู่อาศัย ประเทศไทย ร่วมกันพัฒนาชุมชนต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ตั้งแต่ ปี  2554 ทั้งการก่อสร้างและซ่อมแซมอาคารที่อยู่อาศัยสำหรับผู้ประสบภัยธรรมชาติและชุมชนที่ขาดแคลนเกือบทั่วทุกภาคของประเทศ

       อาทิ อาคารเอนกประสงค์ขนาดใหญ่ในอยุธยา สร้างบ้านยกพื้น หลังสำหรับครอบครัวที่ไม่มีที่อยู่อาศัยเนื่องจากภัยน้ำท่วมในลพบุรี ซ่อมแซมบ้าน หลังที่เสียหายจากแผ่นดินไหวในเชียงราย และอาคารเอนกประสงค์ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลในกาญจนบุรี โดยมีแผนที่จะร่วมกันสร้างที่อยู่อาศัยให้แก่ชุมชนที่ขาดแคลนเพิ่มเติมในอนาคต

3วันใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตแล้ว2ร้อยกว่าราย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269810

3วันใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตแล้ว2ร้อยกว่าราย

3วันใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตแล้ว2ร้อยกว่าราย, เผย6 อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตรแจ้งสายด่วน1669 ได้ทันที, 3วันใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตแล้ว2, ร้อย, กว่า, ราย

สพฉ. เปิดข้อมูลผู้ใช้บริการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต3วันใช้สิทธิ์UCEPแล้ว2ร้อยกว่าราย โทรปรึกษา3ร้อยกว่าราย เผย6 อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตรแจ้งสายด่วน1669 ได้ทันที

     ภายหลังจากได้มีการประกาศใช้“นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP)ตั้งแต่วันที่1เมษายนที่ผ่านมาจนถึงปัจจุบันนับระยะรวมของการดำเนินการตามนโยบายดังกล่าวคือ4วันแล้ว ล่าสุดศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ (ศคส.สพฉ.) หรือUCEP Coordination Centerได้ออกมาเปิดเผยข้อมูลถึงสถิติการใช้งานตามสิทธิUCEPของประชาชน3วันใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตแล้ว2ร้อยกว่าราย

 ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสพฉ. ระบุว่า ได้ดำเนินโครงการตามแนวนโยบาย เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่ หรือUCEPมาได้4วันแล้ว ซึ่งจากเก็บรวบรวมสถิติข้อมูลการดำเนินการของศูนย์ ตั้งแต่วันที่1-3เม.ย.ที่ผ่านมามีจำนวนผู้ป่วยที่เข้ามาในระบบ235ราย และเป็นผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์UCEP 113ราย

3วันใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตแล้ว2ร้อยกว่าราย

โดยเป็นผู้ป่วยจากสิทธิกองทุนประกันสุขภาพถ้วนหน้า70ราย ผู้ป่วยจากกองทุนสิทธิประกันสังคม70ราย ผู้ป่วยจากกองทุนสิทธิข้าราชการ20ราย สิทธิจากกองทุนอื่นๆอีก7ราย และเป็นผู้ป่วยที่ไม่เข้าเกณฑ์ใดๆ อีก122ราย นอกจากนี้ และมีประชาชนโทรเข้ามาขอคำปรึกษาอีกกว่า307สาย อย่างไรก็ตามเราได้พยายามเร่งทำความเข้าใจให้กับประชาชนเข้าในถึงขั้นตอนต่างๆ ในการใช้สิทธิ โดยเฉพาะการสร้างความเข้าใจเรื่องอาการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตที่สามารถใช้สิทธิUCEPได้

3วันใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตแล้ว2ร้อยกว่าราย

ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าวว่าอยากย้ำข้อมูลกับประชาชนอีกครั้งว่า ผู้ที่จะใช้สิทธินี้ได้ต้อง เป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลเอกชน ในพื้นที่ที่อยู่ใกล้และเป็นโรงพยาบาลเอกชนนอกคู่สัญญากับกองทุนที่ผู้ป่วยมีสิทธิ์

3วันใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตแล้ว2ร้อยกว่าราย

โดยเริ่มที่สามกองทุนก่อน คือ กองทุนหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ,กองทุนประกันสังคม,กองทุนสวัสดิการรักษาพยาบาลข้าราชการ ผู้ที่จะใช้สิทธินี้ได้ต้องเป็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ตามหลักเกณฑ์การคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉิน ที่ กพฉ.ประกาศกำหนด และ รายละเอียดเกณฑ์การคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ที่ สพฉ. กำหนดกรณีกลุ่มอาการฉุกเฉินวิกฤต

3วันใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตแล้ว2ร้อยกว่าราย

คือ หมดสติ ไม่รู้สึกตัว ไม่หายใจ หายใจเร็ว หอบเหนื่อยรุนแรง หายใจติดขัดมีเสียงดัง ซึมลง เหงื่อแตก ตัวเย็น หรือมีอาการชักร่วม เจ็บหน้าอกเฉียบพลัน รุนแรง แขนขาอ่อนแรงครึ่งซีก พูดไม่ชัด แบบปัจจุบันทันด่วน หรือชักต่อเนื่องไม่หยุด หรือมีอาการอื่นร่วม ที่มีผลต่อการหายใจระบบการไหลเวียนโลหิตและระบบสมองที่อาจเป็นอันตรายต่อชีวิต โดยให้ประชาชนยึดหลักของกลุ่ม6อาการนี้ไว้สำหรบการคัดแยกผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต

3วันใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตแล้ว2ร้อยกว่าราย

อย่างไรก็ตามการทำงานของสายด่วน1669ในระบบปรกตินั้นก็ยังดำเนินต่อไป โดยประชาชนที่เจ็บป่วยฉุกเฉินก็สามารถโทรเข้ามาเพื่อขอใช้บริการสายด่วนของเราได้ ซึ่งจะมีนิยามในการคัดแยกอาการเจ็บป่วยฉุกเฉิน 25 กลุ่มอาการเหมือนเดิมอาทิ 1.ปวดท้องบริเวณหลัง เชิงกราน และขาหนีบ 2.แพ้ยา แพ้อาหาร แพ้สัตว์ต่อย แอนาฟิแล็กซิส ปฏิกิริยาภูมิแพ้ 3.สัตว์กัด 4.เลือดออกโดยไม่ได้มีสาเหตุมาจากการบาดเจ็บ

3วันใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตแล้ว2ร้อยกว่าราย

5.หายใจลำบาก หายใจติดขัด 6.หัวใจหยุดเต้น 7.เจ็บแน่นทรวงอก หัวใจ มีปัญหาทางด้านหัวใจ 8.สำลัก อุดกั้นทางเดินหายใจ 9.เบาหวาน 10.ภาวะฉุกเฉินเหตุสิ่งแวดล้อม 11.ปวดศีรษะ ภาวะผิดปกทางตา หู คอ จมูก 12.คลุ้มคลั่ง ภาวะทางจิตประสาท อารมณ์

13.พิษ รับยาเกินขนาด 14.มีครรภ์ คลอด นรีเวช 15.ชัก มีสัญญาณบอกเหตุการชัก 16.ป่วย อ่อนเพลีย อัมพาตเรื้อรัง ไม่ทราบสาเหตุจำเพาะ 17.อัมพาต กล้ามเนื้ออ่อนแรง สูญเสียความรู้สึก ยืนหรือเดินไม่ได้เฉียบพลัน 18.ไม่รู้สติ ไม่ตอบสนอง หมดสติชั่ววูบ

19.เด็ก กุมารเวช 20.ถูกทำร้าย 21.ไหม้ ลวกเหตุความร้อน สารเคมี ไฟฟ้าช็อต 22.ตกน้ำ จมน้ำ บาดเจ็บทางน้ำ 23.พลัดตกหกล้ม อุบัติเหตุ เจ็บปวด 24.อุบัติเหตุยานยนต์ และ 25.อื่นๆ ซึ่งหากประชาชนท่านใดที่เจ็บป่วยฉุกเฉินระบบก็จะดำเนินการให้ผู้ป่วยทุกท่านได้รับการรักษาที่ทั่วถึงและเท่าเทียมกันทุกคน

3วันใช้บริการฉุกเฉินวิกฤตแล้ว2ร้อยกว่าราย

“ อยากให้ประชาชนจำ 6 อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตไว้ให้แม่น และหากพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ตาม 6 อาการเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต ให้รีบโทรสายด่วน 1669 เพื่อเข้าให้การช่วยเหลือนำส่งโรงพยาบาลที่เหมาะสมทันที หากประชาชนท่านใดยังมีความไม่เข้าใจในการดำเนินการตามนโนบายUCEPนี้ก็สามารถโทรเข้ามาสอบถามได้ที่เบอร์ 02- 872- 1669 หรืออีเมล์ ucepservices@niems.go.th“ร.อ.นพ.อัจฉริยะกล่าว

ลดพฤติกรรมไทยฟุ้งเฟ้อ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269804

ลดพฤติกรรมไทยฟุ้งเฟ้อ

วิถีชีวิตคนรุ่นใหม่ใช้ชีวิตมีสไตล์-มีสตางค์, ลดพฤติกรรมไทยฟุ้งเฟ้อ, พฤติกรรม, ไทย, ฟุ้งเฟ้อ, อย่าให้ใครว่าไทย, คิดดีมีตังค์

เครือข่ายอนาคตไทยร่วมมือกับภาครัฐและเอกชน 112 องค์กร เคลื่อนThailand Campaign  “อย่าให้ใครว่าไทย”ให้คนไทยลดละพฤติกรรมเชิงลบ (ฟุ้งเฟ้อ ขี้โกง มักง่าย ไร้สติ)

   ล่าสุดเปิดตัวสื่อรณรงค์ “คิดดี…มีตังค์” มุ่งเน้นภาคปฏิบัติเพื่อให้คนไทยรู้จักการบริหารจัดการการเงินและทรัพยากรรอบตัวอย่างคุ้มค่า และสนุกกับการออมด้วยแอปพลิเคชัน ปฏิทิน และหนังโฆษณา “คิดดี…มีตังค์” ณ ลาน Life Style Hall ชั้น 2 ศูนย์การค้าสยามพารากอน

ลดพฤติกรรมไทยฟุ้งเฟ้อ

        ภายในงานประกอบด้วยกิจกรรมต่าง ๆ อาทิ การให้ความรู้เรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์ วิธีการใช้เงินอย่างชาญฉลาด พร้อมเครื่องมือในการปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้เหลือเงินออม คือ ปฏิทินและแอปพลิเคชัน คิดดี…มีตังค์ มีการสาธิตการใช้แอปพลิเคชัน ที่มีหลากหลายเมนู อาทิ เมนูตั้งฝันที่ช่วยให้ผู้ใช้ได้ประเมินสถานการณ์ทางการเงินปัจจุบันกับเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งเป็นเมนูแรกในแอปพลิเคชัน ออกแบบให้สอดคล้องกับความใฝ่ฝันหรือความต้องการของคนในสังคมปัจจุบัน 5 เรื่องหลักๆ

ลดพฤติกรรมไทยฟุ้งเฟ้อ

        ได้แก่ การตั้งเป้าหมายเรื่องการออมเงิน การซื้อบ้าน การซื้อรถ การท่องเที่ยวและการให้รางวัลกับตัวเอง ตามด้วย เมนูหา เมนูออม และเมนูใช้ ซึ่งเป็นการให้ความรู้และแนวทางในการหา ออม และใช้เงิน เพื่อให้บรรลุถึงเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งเป้าหมายไว้

ลดพฤติกรรมไทยฟุ้งเฟ้อ

       วรรณวิมล ศุภประเสริฐ เลขาธิการมูลนิธิมั่นพัฒนา ในนามเครือข่ายอนาคตไทย กล่าวถึงจุดมุ่งหมายในการจัดทำสื่อรณรงค์ “อย่าให้ใครว่าไทย” ตอน “คิดดี…มีตังค์” ว่า “เครือข่ายอนาคตไทยมุ่งมั่นและตั้งใจในการสร้างพฤติกรรมเชิงบวกให้กับเยาวชนคนรุ่นใหม่และประชาชนคนไทยอย่างจริงจัง ได้จัดทำโครงการอย่าให้ใครว่าไทย มาแล้ว 2 ปี

ลดพฤติกรรมไทยฟุ้งเฟ้อ

        โดยหวังให้คนไทยลดละ 4 พฤติกรรมไม่พึงประสงค์อย่าง ฟุ้งเฟ้อ ขี้โกง มักง่าย และไร้สติ โดยเริ่มต้นด้วยการจัดทำสื่อโฆษณาประชาสัมพันธ์เพื่อกระตุ้นให้เกิดการรับรู้และตระหนักในปัญหา และสร้างการเรียนรู้ด้วยการจัดเวทีเสวนาในสถานศึกษาทั้งกรุงเทพและต่างจังหวัด โดยได้รับการตอบรับจากกลุ่มเป้าหมายเป็นอย่างดี จนมาถึงการทำงานในปี 2560 ที่ยกระดับการรณรงค์มุ่งจัดทำสื่อที่เป็นเครื่องมือช่วยให้กลุ่มเป้าหมายได้ลงมือปฏิบัติจริงเพื่อสร้างนิสัยใหม่อันนำไปสู่วิถีชีวิตแบบมีสไตล์ ด้วย ปฏิทินและ แอปพลิเคชัน คิดดี…มีตังค์

ลดพฤติกรรมไทยฟุ้งเฟ้อ

       ซึ่งทั้งสองเครื่องมือนี้จะทำให้ทุกคนได้สนุกในการปรับวิถีชีวิตใหม่ที่ทำให้เหลือเงินออมตลอด 365 วัน โดยสามารถเลือกเครื่องมือที่ตนเองถนัดอย่าง ปฏิทินที่สามารถหยอดเงินได้เหมือนกระปุกออมสินและแอพพลิเคชั่นที่ถูกออกแบบให้ตอบโจทย์สำหรับคนที่ใช้สมาร์ทโฟน ซึ่งโครงการนี้ได้แนวคิดจากหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพล อดุลยเดช เพื่อให้คนในสังคมมีหลักคิดและหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิตที่จะนำไปสู่ความยั่งยืน

ลดพฤติกรรมไทยฟุ้งเฟ้อ

       โดยเครือข่ายอนาคตไทยมีแผนการดำเนินงานอย่างต่อเนื่องและจะขยายสู่ในวงกว้าง เพื่อสร้างกระแสการปรับเปลี่ยนรูปแบบการดำเนินชีวิตอย่างมีสไตล์ เป็นวิถีชีวิตที่ชาญฉลาดในการบริหารจัดการการเงินและทรัพยากรรอบตัว”

ลดพฤติกรรมไทยฟุ้งเฟ้อ

       สำหรับ ปฏิทิน คิดดี…มีตังค์ ถูกออกแบบให้สามารถหยอดเงินเหมือนหยอดกระปุกในปฏิทินได้จริง มีคำแนะนำเทคนิคการดำเนินชีวิตให้มีเงินออมมากขึ้นตลอด 365 วัน ด้านแอปพลิเคชันได้พัฒนาให้เข้ากับยุคดิจิตอล กลุ่มเป้าหมายคนรุ่นใหม่หรือคนที่ใช้สมาร์ทโฟน ให้สนุกกับการออม

ลดพฤติกรรมไทยฟุ้งเฟ้อ

        โดยแอปพลิเคชัน คิดดี..มีตังค์ ถือเป็นอีกเครื่องมือหนึ่งที่จะทำให้ผู้ใช้ สามารถประเมินสถานะทางการเงินปัจจุบันกับเป้าหมายทางการเงินที่ตั้งไว้ และเรียนรู้วิธีการ หา ออม ใช้ เงินอย่างมีประสิทธิภาพ รวมถึงได้นำปฏิทิน คิดดี..มีตังค์ มาใส่ไว้ในแอปพลิเคชันด้วย และเพื่อสร้างกระแสการรับรู้เรื่องการใช้ชีวิตอย่างมีสไตล์ ให้กับคนไทยในสังคม เครือข่ายอนาคตไทย ได้จัดทำ หนังโฆษณาชุด คิดดี…มีตังค์ เพื่อจุดประกายให้คนหันมาปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตใหม่อย่างมีสไตล์ เอาชนะกระแสวัตถุนิยม ลดค่าใช้จ่ายและเพิ่มการออมให้มากขึ้น 

ลดพฤติกรรมไทยฟุ้งเฟ้อ

         องค์กรที่สนใจนำสื่อรณรงค์ “อย่าให้ใครว่าไทย” ปี 2560 ไปเผยแพร่สามารถสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ contact@tsdf.or.th หรือติดตามวิธีการขอรับปฏิทิน คิดดี…มีตังค์ และรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการ ได้ที่ Facebook “เครือข่ายอนาคตไทย” (https://www.facebook.com/เครือข่ายอนาคตไทย) พร้อมทั้งสามารถดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน “คิดดี…มีตังค์” ได้แล้ววันนี้ที่ App Store / Play Store หรือ Scan QR Code เพื่อดาวน์โหลดแอปพลิเคชัน

สสส. ดีเดย์ปฏิบัติการ “ลดเมา…เพิ่มสุข”9 เมษานี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269797

สสส. ดีเดย์ปฏิบัติการ “ลดเมา…เพิ่มสุข”9 เมษานี้

9เมษานี้, ลดเมาเพิ่มสุข, สสส, ดีเดย์, ปฏิบัติการ, เมา, เพิ่มสุข, เมษา, นี้, ดีเดย์ปฏิบัติการ, ลดเมาเพิ่มสุข9, เมษานี้

สสส. ดีเดย์“ลดเมา…เพิ่มสุข” 9เมษานี้ ชวน 5 จังหวัดใหญ่“ขอนแก่น-สกลนคร-เชียงราย-เพชรบูรณ์-นครปฐม” เข้มกฎเหล็กชุมชม ตั้ง 3 ด.-ซนนิ่งเล่นน้ำปลอดเหล้าปลอดภัย

          เมื่อวันที่ 5 เมษายน  2560 ที่โรงแรมรามากาเด้นส์ เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) จัดการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่อออกแบบการรณรงค์และขับเคลื่อน “ลดเมา เพิ่มสุข : ปฏิบัติการ ชุมชนอาสา ลดเมา ลดเหตุ”

          ดร.นพ.บัณฑิต ศรไพศาล   รองผู้จัดการ และ ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนการควบคุมปัจจัยเสี่ยงหลัก (สำนัก 1) สสส.กล่าวว่า จากรายงานสถานการณ์อุบัติเหตุทางถนนของประเทศไทย ปี 2557-2558 โดย ศูนย์วิชาการเพื่อความปลอดภัยทางถนน ร่วมกับ มูลนิธิไทยโรดส์ พบว่า จำนวนและสัดส่วนของคดีอุบัติเหตุจราจรที่มีสาเหตุจากเมาแล้วขับ ปี 2542-2558 มีแนวโน้มลดลง และสอดคล้องกับสัดส่วนการดื่มแล้วขับในผู้บาดเจ็บรุนแรงจากอุบัติเหตุจราจร ปี 2548-2558 ก็มีแนวโน้มลดลง

          ดร.นพ.ยัณฑิต กล่าวอีกว่า ขณะเดียวกันพบว่าผลการปฏิบัติงานป้องกันและลดอุบัติเหตุทางถนนช่วง7 วันอันตรายในเทศกาลสงกรานต์ ในปี 2559 สาเหตุการเกิดอุบัติเหตุอันดับ 1 ยังคงเป็นเรื่องการเมาสุรา ร้อยละ34.09ลดลงจากร้อยละ 39.31 ในปี 2558 ซึ่งบทบาทของชุมชนท้องถิ่นในการเฝ้าระวังและแก้ไขปัญหาเป็นมาตรการที่มีความสำคัญ โดยใช้ 3 หลักการ คือ 1) หลักการทางนโยบาย 2) หลักการใช้ทุนทางสังคม และ 3)หลักการบริหารแผนและงบประมาณ เพื่อแก้/ลด ปัญหาการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ และการเกิดอุบัติเหตุ ด้วยการประสานภาคีเครือข่าย การสร้างการมีส่วนร่วมและกำหนดกติกาเฉพาะพื้นที่ เพื่อบรรลุเป้าหมายลดปัจจัยเสี่ยงการเกิดอุบัติเหตุ และสร้างปัจจัยเสริมการป้องกันอุบัติเหตุทางท้องถนนในชุมชนท้องถิ่นโดยจะเริ่มดำเนินการตั้งแต่วันที่ 9เมษายนเป็นต้นไป

           ด้านนางสาวดวงพร เฮงบุณยพันธ์   ผู้อำนวยการสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก3) สสส. กล่าวว่า กิจกรรมรณรงค์ ลดเมา เพิ่มสุข คือ ปฏิบัติการที่ทางเครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่โดยสำนักสนับสนุนสุขภาวะชุมชน (สำนัก 3) ได้ดำเนินการต่อเนื่องมาเป็นปีที่ 2 โดยมีความมุ่งหวังว่าจะเป็นกลไกที่บรรเทาจากสถิติการเกิดอุบัติเหตุทางถนนจากการดื่มสุรา รวมถึงเป็นกระตุ้น และหนุนเสริมให้เป็นแนวทางการรณรงค์ขยายผลไปยัง อปท. เครือข่ายร่วมสร้างชุมชนท้องถิ่นต่อไป โดยมีพื้นที่เป้าหมาย5 จังหวัด ประกอบด้วย จังหวัดขอนแก่น, จังหวัดสกลนคร, จังหวัดเชียงราย, จังหวัดเพชรบูรณ์ และ จังหวัดนครปฐม และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเครือข่ายสร้างชุมชนท้องถิ่นน่าอยู่ในพื้นที่ถนนสาธารณะในถนนสายหลักและสายรอง

         นางสาวดวงพร กล่าวอีกว่า เครือข่ายร่วมสร้างฯ ได้ร่วมกันกำหนดมาตรการของชุมชน 3 สร้างประกอบด้วย 1. สร้างจุดบริการ “ลดเมา เพิ่มสุข” โดยกำหนดจุดพักรถ ได้แก่ ด่านครอบครัว ด่านชุมชน ด่านตำรวจ 2.สร้างสรรค์พื้นที่ปลอดเหล้า โดยการกำหนดพื้นที่ในสงกรานต์ปลอดเหล้า งานศพงานบุญประเพณีปลอดเหล้า ร้านค้าและชุมชนปลอดเหล้า 3. เสริมสร้างถนนปลอดภัย โดยการแก้ ปรับปรุงจุดเสี่ยง เช่น การจัดกิจกรรมเคลื่อนย้ายวัตถุอันตรายออกจากทางโค้ง ตัดสางต้นไม้ ซ่อมแซมปรับปรุงสภาพแวดล้อมบนถนนบริเวณที่เป็นหลุมเป็นบ่อ และการติดตั้งหลักนำโค้ง ป้ายเตือนทาง

“บุหรี่ไฟฟ้า” เพิ่มความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตาย!!

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269792

“บุหรี่ไฟฟ้า” เพิ่มความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตาย!!

ศนพประกิต, บุหรี่, ไฟฟ้า, เพิ่ม, ความเสี่ยง, กล้ามเนื้อหัวใจ, ตาย, บุหรี่ไฟฟ้า

“บุหรี่ไฟฟ้า”เพิ่มความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตาย!!

          เมื่อวันที่ 5 เม.ย.2560 ศ.นพ.ประกิต วาทีสาธกกิจ เลขาธิการมูลนิธิรณรงค์เพื่อการไม่สูบบุหรี่ เปิดเผยรายงานวิจัยที่พบว่า การใช้ บุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตาย42%รายงานดังกล่าวเปิดเผยโดยนักวิจัย นาร์ดอส เทเมสเจน และคณะ จากจอร์จ วอชิงตัน ยูนิเวอร์ซิตี้ สหรัฐอเมริกา ที่ทำการวิเคราะห์ข้อมูลการสำรวจสุขภาพระดับประเทศ ปี2557ในกลุ่มตัวอย่าง35,156ราย ถึงความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยเสี่ยงต่าง ๆเช่น อายุ เพศ น้ำหนักมวลกาย รายได้ ความดันสูง เบาหวาน ไขมันเลือดสูง การสูบบุหรี่ และการสูบบุหรี่ไฟฟ้ากับการเกิดโรคกล้ามเนื้อหัวใจตาย (Myocardial infarction)

"บุหรี่ไฟฟ้า" เพิ่มความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตาย!!

          ผลการวิเคราะห์พบว่า การสูบบุหรี่ไฟฟ้า เพิ่มความเสี่ยงการเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตาย42%โดยไม่เกี่ยวกับปัจจัยเสี่ยงอื่น ๆ ขณะที่ การสูบบุหรี่ทุกวัน ความเสี่ยงกล้ามเนื้อหัวใจตายเพิ่มขึ้น175%สูบเป็นครั้งคราวความเสี่ยงเพิ่มขึ้น139%ความดันโลหิตสูงความเสี่ยงเพิ่มขึ้น172%ไขมันในเลือดสูง119%และเบาหวานความเสี่ยงเพิ่มขึ้น68%

ศ.นพ.ประกิต   กล่าวอีกว่า รายงานการทบทวนงานวิจัยที่มีการตีพิมพ์แล้วพบว่า การสูบบุหรี่ซิกาแรต และการ สูบบุหรี่ไฟฟ้า ทำให้เกิดอนุมูลอิสระและทำให้เกิดความผิดปกติของเยื่อบุเส้นเลือด แม้ว่าบุหรี่ไฟฟ้าจะทำให้เกิดความผิดปกติที่รุนแรงน้อยกว่าก็ตาม ทั้งนี้ ควันบุหรี่ไฟฟ้าประกอบด้วยสารที่สามารถส่งผลต่อการทำงานของหัวใจ ได้แก่ สารนิโคติน สารออกซิแดนท์ ละอองฝอยขนาดเล็ก แอลดีไฮด์ และสารที่ปรุงแต่งกลิ่นรส ซึ่งมีหลักฐานว่า สารเหล่านี้ เร่งการแข็งตัวของเส้นเลือด นำไปสู่การเกิดกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลันได้ โดยเฉพาะในผู้ที่มีโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ การเลิกสูบบุหรี่จึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคเส้นเลือดหัวใจอยู่แล้ว