แห่สมัครครูผู้ช่วย สพฐ. เฉียด 2 แสน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269780

แห่สมัครครูผู้ช่วย สพฐ. เฉียด 2 แสน

มีตั๋ว116 แสนคนไม่มีตั๋วครู 81 หมื่นคน, นครราชสีมาผู้สมัครมากสุด 14 หมื่นคน, สมัครครูผู้ช่วยปฐมวัย/อนุบาลอันดับ 1, แห่สมัครครูผู้ช่วย สพฐ เฉียด 2 แสน, แห่, สมัคร, ครู, ผู้ช่วย, สพฐ, เฉียด, แสน, แห่สมัครครูผู้ช่วย

สมัครครูผู้ช่วย สพฐ. เฉียด 2 แสนสาขาปฐมวัย/อนุบาลศึกษา 2.2หมื่นคน นครราชสีมาผู้สมัครมากสุด 1.4 หมื่นคน มีตั๋ว1.16 แสนคนไม่มีตั๋วครู 8.1 หมื่นคน

      เผยยอดรับสมัครครูผู้ช่วย สพฐ. เฉียด 2 แสน สถิติผู้สมัครมากที่สุดใน 5 จังหวัดแรก ได้แก่คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)นครราชสีมา จำนวน 14,656 คน กศจ.กรุงเทพฯ จำนวน 12,294  คน กศจ.ชลบุรี จำนวน 9,642 คน กศจ.บุรีรัมย์ จำนวน 8,466 คน และกศจ.สุรินทร์ จำนวน 7,798  คน สาขาที่มีผู้สมัครมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ ปฐมวัย/อนุบาลศึกษา จำนวน 22,227 คน ภาษาอังกฤษ จำนวน 20,944 คน สังคมศึกษา จำนวน 20,475 คน คอมพิวเตอร์ จำนวน 17,053 คน และคณิตศาสตร์ จำนวน 16,676 คน

นายการุณ สกุลประดิษฐ์ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (กพฐ.) เปิดเผยว่า ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้เปิดรับสมัครสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา ตำแหน่งครูผู้ช่วยทั่วไป ประจำปี 2560 ใน 64 จังหวัดและสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ(สศศ.)ระหว่างวันที่ 29มี.ค.-4 เม.ย.2560 โดยมีตำแหน่งว่างบรรจุได้ 6,437 อัตรา ใน 61 สาขา
ซึ่งปีนี้ 36 สาขารับสมัครเฉพาะผู้มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู มีอัตราว่าง 4,357  อัตรา และอีก 25 สาขารับสมัครผู้ที่มีและไม่มีใบอนุญาตฯ มีอัตราว่าง 2,080 อัตรา นั้น ขณะนี้การรับสมัครได้เสร็จสิ้นลงแล้ว ปรากฏว่ามีผู้สมัครทั้งสิ้น จำนวน 198,691 คน

แยกเป็นกลุ่มที่มีใบประกอบวิชาชีพครู หรือผ่านหลักสูตร 5 ปี จำนวน 116,909 คน กลุ่มที่ไม่ได้เปิดสอนหลักสูตร 5 ปีจำนวน 17 สาขา และกลุ่มขาดแคลน จำนวน 8 สาขาวิชา รวม 25 สาขา มีผู้สมัครสอบรวมทั้งสิ้น 81,782 คน โดยสถิติผู้สมัครมากที่สุดใน 5 จังหวัดแรก ได้แก่คณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด(กศจ.)นครราชสีมา จำนวน 14,656 คน กศจ.กรุงเทพฯ จำนวน 12,294  คน กศจ.ชลบุรี จำนวน 9,642 คน กศจ.บุรีรัมย์ จำนวน 8,466 คน และกศจ.สุรินทร์ จำนวน 7,798  คน

เลขาธิการกพฐ.กล่าวต่อไปว่า  กศจ.สุรินทร์ ได้เปิดรับ 1 อัตรา ในกลุ่มวิชาภาษาเขมร แต่ไม่มีผู้มาสมัครสอบ เพราะไม่มีในหลักสูตร และไม่เคยมีการประกาศรับสมัครมาก่อน ดังนั้นกรณีนี้จะแก้ปัญหาโดยการจ้างครูอัตราจ้างชั่วคราวไปก่อน แต่จะนำไปเป็นข้อมูลในการประกาศสอบในครั้งต่อไป เนื่องจากประเทศไทยได้เข้าสู่ประชาคมอาเซียนแล้วซึ่งจะต้องเรียนรู้ภาษาอาเซียน ไม่ใช่เฉพาะภาษาเขมรอย่างเดียวแต่ต้องเรียนรู้ทุกภาษาในอาเซียนด้วย ทั้งนี้สำหรับสาขาที่มีผู้สมัครมากที่สุด 5 อันดับ ได้แก่ ปฐมวัย/อนุบาลศึกษา จำนวน 22,227 คน ภาษาอังกฤษ จำนวน 20,944 คน สังคมศึกษา จำนวน 20,475 คน คอมพิวเตอร์ จำนวน 17,053 คน และคณิตศาสตร์ จำนวน 16,676 คน

“หลังจากประกาศผลการสอบแล้ว สพฐ.ในฐานะผู้ใช้ครูจะรวบรวมข้อมูลผู้สมัครสอบใน 25 สาขาวิชา ว่าผู้ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสอบได้จำนวนเท่าไหร่ และผู้ไม่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูสอบได้จำนวนเท่าไหร่ เพื่อนำมาประกอบเป็นข้อมูลในการวางแผนการรับคนที่จะเข้ามาเป็นครูว่าจะรับผู้ที่มีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู กับการเปิดกว้าง สพฐ.จะได้รับประโยชน์อย่างไร”นายการุณ กล่าว

สำหรับปฏิทินการสอบแข่งขันฯดังนี้ รับสมัครสอบแข่งขันวันที่ 29 มีนาคม – 4 เมษายน 2560 ประกาศรายชื่อผู้มีสิทธิสอบแข่งขัน วันที่ 10 เมษายน 2560 สอบข้อเขียนภาค ก ความรอบรู้ ความสามารถทั่วไป ความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับคุณธรรม จริยธรรม อุดมการณ์ของความเป็นครู มาตรฐานวิชาชีพทางการศึกษา และมาตรฐานการศึกษาขั้นพื้นฐาน วันที่ 22 เมษายน 2560 สอบภาค ข ความรู้ความสามารถที่ใช้เฉพาะตำแหน่ง วันที่ 23 เมษายน 2560 สอบสัมภาษณ์ ภาค ค ความเหมาะสมกับตำแหน่งและวิชาชีพ วันที่ 24 เมษายน 2560 เป็นต้นไป และประกาศผลสอบแข่งขัน ภายในวันที่ 28 เมษายน 2560

สธ.แจง รพ.ขาดทุน 5 แห่ง ไม่ใช่ 18 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269772

 สธ.แจง รพ.ขาดทุน 5 แห่ง ไม่ใช่ 18 แห่ง

สธแจง รพขาดทุน 5 แห่ง ไม่ใช่ 18 แห่ง, นพปิยะสกล สกลสัตยาทร, สธแจง, แจง, ขาดทุน, แห่ง, ไม่ใช่,  สธแจง, รพขาดทุน, ตูน บอดี้สแลม

 สธ.แจง รพ.ขาดทุน 5 แห่ง ไม่ใช่ 18 แห่ง ย้ำสถานการณ์ดีขึ้นเรื่อยๆขาดทุนลดน้อยลงไม่ได้เจ๊งถึงขั้นปิดให้บริการ เผยขยายบริการเพิ่มการรักษาช่วย รพ.มีรายได้เพิ่มขึ้น

      จากกรณีแวดวงสาธารณสุขมีการเผยแพร่ข้อมูลทางโซเชียลมีเดียถึงสถานการณ์เงินบำรุงของโรงพยาบาลศูนย์/โรงพยาบาลทั่วไป (รพศ./รพท.) จำนวน 18 แห่ง ติดลบขาดสภาพคล่อง จนมีการเรียกร้องให้ “ตูน บอดี้สแลม” ออกมาช่วยเหลือ

ล่าสุดวันนี้ (5 เม.ย.) นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) แถลงข่าวกรณีโรงพยาบาลขาดสภาพคล่อง ว่า ปัญหาโรงพยาบาลขาดทุนไม่ใช่เพิ่งเกิด แต่มีมานานแล้ว และได้รับการแก้ไขมาโดยตลอด ด้วยการบริหารจัดการงบประมาณให้มีประสิทธิภาพเพิ่มมากขึ้น ส่งผลให้ขณะนี้โรงพยาบาลสังกัด สธ.ไม่ได้ขาดทุนมากเหมือนกับที่มีการนำเสนอ ส่วนที่เห็นตัวเลขติดลบตัวแดงของ รพศ./รพท.นั้น เป็นบัญชีเงินบำรุงคงเหลือ ซึ่งส่วนหนึ่งเกิดจากได้รับเงินเหมาจ่ายรายหัวบัตรทองลดลง

เนื่องจากแบ่งไปให้โรงพยาบาลที่มีจำนวนประชากรน้อย และเกิดจากการลงทุนสร้างตึก ซื้ออุปกรณ์ ซื้อยาต่างๆ เพื่อบริการดูแลประชาชน แต่จะบอกว่าเป็นการขาดทุนคงไม่ได้ เพราะอย่างยาก็ถือว่าเป็นทุนในมือของโรงพยาบาล หรือการสร้างตึกใหม่ในอนาคตก็จะช่วยให้โรงพยาบาลมีรายได้กลับมา นอกจากนี้ การดำเนินงานก็ยังมีทุนหมุนเวียนอีก การจะดูว่าขาดทุนหรือไม่นั้นจึงต้องดูที่ทุนสำรองสุทธิ ไม่ใช่เงินบำรุงคงเหลือ

นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า สธ.มีการตรวจสอบข้อมูลในทุกๆ เดือน ซึ่งในส่วนของโรงพยาบาลที่ขาดสภาพคล่องทั้ง 18 แห่งนั้น เมื่อดูจากทุนสำรองสุทธิพบว่า โรงพยาบาลขาดสภาพคล่องระดับปานกลางหรือระดับ 3-4 มีเพียง 5 แห่งเท่านั้น คือ รพ.พะเยา -59,598,270.18 บาท  รพ.พระนั่งเกล้า จ.นนทบุรี -56,744,814.17 บาท  รพ.ประจวบคีรีขันธ์  -39,535,105.97 บาท  รพ.พิจิตร  -27,820,366.25 บาท และ รพ.สมเด็จพระพุทธเลิศหล้า จ.สมุทรลงคราม  -3,696,876.44 บาท อย่าง รพ.พระนั่งเกล้า แม้จะติดลบกว่า 56 ล้านบาท แต่สถานการณ์ก็ดีขึ้นในทุกๆ ปี

“แม้โรงพยาบาลจะขาดสภาพคล่อง แต่ยังคงให้บริการประชาชนเหมือนเดิม เพราะหากโรงพยาบาลเจ๊งคือปิดโรงพยาบาลจนไม่สามารถบริการประชาชนได้ ซึ่งไม่มีแห่งใดขาดทุนจนต้องปิดบริการ และคงไม่มีใครยอมปล่อยให้โรงพยาบาลล้ม ซึ่งต้องขอบคุณบุคลากรทางการแพทย์ทุกคนที่ตั้งใจทำงานแม้จะมีงบประมาณที่จำกัด แต่ก็ใช้งบให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อการบริการประชาชน ซึ่งประเทศไทยถือว่าเป็นประเทศที่มีการบริหารจัดการงบได้มีประสิทธิภาพสูงสุดแห่งหนึ่งของโลก อย่างญี่ปุ่นก็ใช้ประเทศไทยเป็นต้นแบบ เพียงแต่เมื่องบประมาณไม่พอจริงๆ ก็ต้องขอเพิ่ม” รมว.สธ. กล่าว       ส่วนการช่วยเหลือโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องในไตรมาส 3-4 นั้น  สธ.และสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) ก็มีแนวทางช่วยเหลือร่วมกัน โดยมีเงินฉุกเฉินที่กันไว้ลงไปช่วยเหลือ โดยจะประเมินจากไตรมาสที่ 2 แล้วพบว่ามีโรงพยาบาลใดที่ขาดสภาพคล่องบ้าง นอกจากนี้ จะมีการของบประมาณกลางปีเพื่อมาจ่ายในส่วนของค่าตอบแทนบุคลากรที่ถูกตัดไปด้วย เป็นต้น รวมไปถึงจะมีการรวบรวมระเบียบต่างๆ ที่ช่วยแก้ปัญหา รพ.ขาดทุน เอาไปเป็นแนวทางหนึ่งในการแก้ไข พ.ร.บ.หลักประกันสุขภาพแห่งชาติ ให้มีความยั่งยืนขึ้นด้วย

ผู้สื่อข่าวถามถึงกรณีคนในแวดวงสาธารณสุขออกมาเปิดเผยข้อมูล รวมถึงเรียกร้องให้ “ตูน บอดี้สแลม” เข้ามาช่วยเหลือ  นพ.ปิยะสกล กล่าวว่า การออกมาโพสต์ให้ข้อมูลอยู่ที่ความรู้สึกของคน คงไม่สามารถบังคับใครได้ เพียงแต่การออกมาให้ข้อมูลต้องให้ข้อมูลให้ครบ อย่างโรงพยาบาลขาดสภาพคล่องระดับ 7 ช่วง ก.พ.ที่ผ่านมาก็ไม่มีโรงพยาบาลใดขาดสภาพคล่องวิกฤตระดับ 7 เลย ทำไมไม่รายงานข้อเท็จจริงให้ทราบทั้งหมด ส่วนการขอให้ “ตูน บอดี้สแลม” ออกมาช่วยนั้น ใครเป็นคนขอก็ไปจัดการเองได้ แต่จะเข้ามาช่วยเรื่องอะไรนั้นตนไม่ทราบ เพราะที่ผ่านมารัฐไม่ได้นิ่งเฉย

นพ.วิรุฬห์ พรพัฒน์กุล ผอ.รพ.พระนั่งเกล้า กล่าวว่า ขณะนี้ รพ.พระนั่งเกล้าได้รับนโยบายให้มีการพัฒนาศักยภาพเพื่อรองรับการขยายเมืองมากขึ้น ทำให้มีการลงทุนอาคาร สถานที่ เครื่องมือแพทย์ บุคลากร แต่จากการบริหารงานบริการห้องพิเศษ การเพิ่มศักยภาพในการรักษาโรคยาก ซับซ้อนทำให้มีมีสภาพเป็นบวกขึ้น แต่เนื่องจากมีการขาดสภาพคล่องสะสมมานานทำให้แม้ว่าจะมีรายรับเพิ่มขึ้นแต่ก็ยังดูมีปัญหาติดลบอยู่ แต่ยืนยันว่าไม่ว่าตัวเลขจะเป็นอย่างไร แต่การดูแลสุขภาพของประชาชนยังให้บริการเหมือนเดิม

วธ.จัดค่ายปิดเทอมสร้างสรรค์ 60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269637

วธ.จัดค่ายปิดเทอมสร้างสรรค์ 60

วธจัดค่ายปิดเทอมสร้างสรรค์ 60, วธจัดค่ายปิดเทอมสร้างสรรค์ 60

 ค่ายเยาวชนวัฒนธรรมภาคฤดูร้อนปี 60 ถือว่าเป็นกิจกรรมที่น่าสนุกและได้ความรู้ในช่วงปิดเทอมยาวๆแบบนี้ได้ดีทีเดียว

       กระทรวงวัฒนธรรมจัดค่ายเยาวชนวัฒนธรรมภาคฤดูร้อน ประจำปี 2560 ในช่วงปิดภาคเรียน ระหว่างเดือนเมษายนถึงพฤษภาคมเพื่อส่งเสริมให้เด็กและเยาวชนตระหนักถึงความสำคัญของประวัติศาสตร์ไทย สร้างการรับรู้ในศิลปะวัฒนธรรม

วธ.จัดค่ายปิดเทอมสร้างสรรค์ 60

     เพื่อให้เกิดความรู้ ความเข้าใจ และเกิดความภาคภูมิใจในความเป็นไทย จึงได้นำองค์ความรู้ทางศาสนา ศิลปะ วัฒนธรรม จากการใช้ประโยชน์จากพื้นที่โบราณสถาน พิพิธภัณฑ์ หอสมุดและศาสนสถาน ถ่ายความรู้ในรูปแบบต่างๆ ตามความสนใจ

     โดยวีระ โรจน์พจนรัตน์รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวว่า เยาวชนที่ได้เข้าร่วมค่ายเยาวชนวัฒนธรรมภาคฤดูร้อน จะนำไปสู่การใช้เวลาว่างให้เกิดประโยชน์ ได้ซึมซับความรู้และทักษะศิลปะ วัฒนธรรม

วธ.จัดค่ายปิดเทอมสร้างสรรค์ 60

    นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมบรรพชาอุปสมบทพระภิกษุสามเณรและบวชศีลจาริณีภาคฤดูร้อน ระหว่างวันที่ 1-3 เมษายน 2560 ตามจังหวัดต่างๆ กิจกรรมอบรมศิลปะภาคฤดูร้อน กิจกรรมฝึกอบรมการถ่ายภาพด้วยสมาร์ทโฟนและการฝึกอบรมวาดการ์ตูนคุณธรรมตามพระราชดำรัสของในหลวง และโครงการค่ายเยาวชนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ดิจิตอลอาร์ต ที่ศูนย์วิชาการและนันทนาการเซนต์คาเบรียล จ.นนทบุรี

วธ.จัดค่ายปิดเทอมสร้างสรรค์ 60

        จากนั้นจะนำผลงานที่เกิดจากการสร้างสรรค์ของเด็กและเยาวชน มาจัดแสดงในช่วงปลายเดือนพฤษภาคม 2560 ซึ่งผลงานเหล่านี้ จะเป็นส่วนสำคัญช่วยสร้างจิตสำนึกให้เด็กและเยาวชน เกิดความรัก ความภาคภูมิใจ ในศิลปวัฒนธรรมของชาติ เพื่อรวมสืบสานให้คงอยู่สืบไป

        เยาวชนที่เข้าร่วมค่ายเยาวชนวัฒนธรรมภาคฤดูร้อนอย่าง 2 สาวพี่น้อง น้องแพร์ -ธันยพร พงษ์พฤกษ์ อายุ 14 ปีและสุพิชฌาย์ พงษ์พฤกษ์ อายุ 11 ปี เรียนอยู่โรงเรียนราชินีบน เล่าเป็นเสียงเดียวกันว่า การมาร่วมกิจกรรมครั้งนี้ว่า ได้เข้าร่วมกิจกรรมภาคฤดูร้อนกับทางกระทรวงวัฒนธรรมเป็นระยะเวลา 6 ปีแล้วที่พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ หอศิลป์ ทั้งวาดการ์ตูน สีน้ำ และลายเส้น ชอบกิจกรรมวาดการ์ตูน

วธ.จัดค่ายปิดเทอมสร้างสรรค์ 60

     อยากลองฝึกทักษะใหม่ๆลงเรียนสีน้ำ และลายเส้น ทำกิจกรรมรู้สึกได้ว่าตัวเองมีสมาธิมากขึ้นในการทำสิ่งต่างๆ และยังได้รับทักษะด้านอื่นๆเพิ่มมากขึ้น ทำงานศิลปะได้ดีมากอีกด้วย และการวาดรูปสวยขึ้น

        1 หนุ่มที่เข้าร่วมกิจกรรมในครั้งนี้ น้องไอซ์ ขวัญ อินกาศ อายุ 14 ปี โรงเรียนชุมชนหมู่บ้านพัฒนาเล่าว่า กิจกรรมที่สนใจคือกิจกรรมอังกะลุง เพราะเล่นสนุก ได้รู้จักเพื่อนใหม่ รู้จักตัวโน๊ตต่างๆ ใช้เวลาว่างให้เป็นประโยชน์ดีกว่าเอาเวลาไปเล่นเกมส์ ภูมิใจที่ได้เสริมทักษะการเล่นอังกะลุง ถึงแม้จะมาเรียนปีแรก แต่ก็ชอบมาก

วธ.จัดค่ายปิดเทอมสร้างสรรค์ 60

      ทั้งนี้เด็กและเยาวชนที่สนใจเข้าร่วมกิจกรรม สอบถามได้ที่สายด่วนวัฒนธรรม โทร.1765

อยู่ที่ไหนก็เรียน “ผู้ประกอบการ” ได้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269590

อยู่ที่ไหนก็เรียน “ผู้ประกอบการ” ได้

เรียนรู้ผู้ประกอบ, อยู่, ที่ไหน, เรียน, ผู้ประกอบการ, ได้, อยู่ที่ไหนก็เรียน, เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา พัฒนาผู้ประกอบการ, เสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่

กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม ผนึก คณะครุศาสตร์ จุฬาฯ เปิดระบบ E-learning เรียนรู้เริ่มต้นด้วยระบบอิเล็กทรอนิกส์ผ่าน http://www.NEClearning.com สร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่

       “เรียนได้ทุกที่ ทุกเวลา พัฒนาผู้ประกอบการ” แนวคิดตามเทรนด์รองรับการใช้ชีวิของผู้ประกอบการไทยให้ได้เรียนรู้ พัฒนาตนเอง ก้าวทันตามกระแสแห่งการเปลี่ยนแปลงสอดรับโลกอนาคต ผ่านการเรียนรู้ด้วยระบบอิเล็กทรอนิก  E-learning  ภายใต้แพลตฟอร์มการเรียนรู้เริ่มต้นธุรกิจด้วย http://www.NEClearning.com
     “ผู้ประกอบการ” เป็นไม่ยากอย่างที่คิด

เมื่อทาง   กรมส่งเสริมอุตสาหกรรม (กสอ.) กระทรวงอุตสาหกรรม ร่วมกับคณะครุศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  ได้นำโมเดลจากหลักสูตรโครงการ “เสริมสร้างผู้ประกอบการใหม่” (New Entrepreneurs Creation) หรือ NEC มาพัฒนาให้ครอบคลุมเนื้อหาอย่างครบถ้วนเสมือนคลังความรู้ขนาดใหญ่ที่จะช่วยพัฒนาธุรกิจให้เข้มแข็ง ง่าย เพียงคลิกเดียว สมัครwww.NEClearning.com ก็เริ่มต้นเรียนรู้ได้ทันที

อยู่ที่ไหนก็เรียน "ผู้ประกอบการ" ได้

         นายพสุ โลหารชุน อธิบดีกสอ. ก.อุตสาหรรมกรรม กล่าวว่ากสอ.ต้องการกระจายการบริการพัฒนาบุคลากรและส่งเสริม  SMEs ไปยังผู้ประกอบการใหม่ให้ได้ครอบคลุมพื้นที่ทั่วประเทศไทย ซึ่งที่ผ่านมา กสอ.ให้บริการได้เพียงปีละ ประมาณ 10,000-20,000 รายเท่านั้น ซึ่งการนำระบบ e-learning เข้ามาใช้ และคาดว่าสามารถขยายการให้บริการของกสอ. ได้มากขึ้นกว่าหลายหมื่นราย
        “คุณสมบัติ ผู้ประกอบการยุคใหม่ ต้องมีวิสัยทัศน์  ความจริงจัง จริงใจในการทำธุรกิจ มีพื้นฐานด้านต่างๆ ในการทำธุรกิจอย่างครบถ้วน ต้องมีความคิดสร้างสรรค์ธุรกิจใหม่ให้มีความแตกต่างจากธุรกิจอื่น ๆ และที่สำคัญต้องมีความเข้าใจ ใช้เทคโนโลยี ก้าวทันสู่ดิจิตอล สร้างธุรกิจของตนเองให้ก้าวได้เร็วขึ้น ซึ่งระบบ e-learning จะสามารถสร้างผู้ประกอบในยุคดิจิทัลได้อย่างครบครันและรอบด้าน”นายพสุ กล่าว
โลกก้าวสู่ดิจิตอลเต็มตัวและเต็มไปด้วยข้อมูล โครงการดังกล่าว จะเป็นการพัฒนาหลักสูตร เป็นแหล่งเรียนรู้ ผู้ประกอบการจะได้เห็นโมเดลของธุรกิจ สตาร์อัพ และเทคโนโลยีจากทั่วโลก มีการเรียนด้านการเงิน การบัญชี  จากคณาจารย์ที่มีความรู้ มีประสบการณ์โดยตรง และจากนักธุรกิจมาเป็นวิทยากร เช่น ดร.สุรพิชญ์ พรมสิทธิ์ ที่ปรึกษาอธิการบดีมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คุณอั้ม อภิชาต ชุมนานนท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิวตี้ ดอทช็อป จำกัด คุณเชน ธนา ลิมปยารยะ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท เชนธนาซัพพลีเมนท์(อมาโด้) จำกัด  และดร.เฉลิมรัฐ นาควิเชียร ประธานเจ้าหน้าที่บริษัท บริษัท จีเอ็มโอ แซดคอม เน็ตดีไซต์ โฮลดิ้ง จำกัด เป็นต้น

อยู่ที่ไหนก็เรียน "ผู้ประกอบการ" ได้

         นายพสุ กล่าวต่อไปว่า ถ้าเทียบความสามารถของผู้ประกอบการไทยเฉพาะSMEs ในกลุ่มอาเซียน ประเทศไทยจัดอยู่ในอันดับต้นๆ ประมาณ Top2 และTop3 รองจากประเทศสิงคโปร์ โดยไทยและมาเลเซียนั้นมีศักยภาพใกล้เคียงกัน แต่ถ้าในภาพใหญ่จากการประเมินตัวเลขของ  IMD (International Institute for Management Development)ประเมินว่า ประเทศไทยในช่วงปีที่ผ่านมา มีความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจอยู่ในลำดับที่ 28 โครงการE-learning  ครั้งนี้เป็นจุดเริ่มต้นปฎิรูปการเรียนรู้ของ SMEs และผู้ประกอบการภาคอุตสาหกรรมของประเทศไทยให้เกิดขึ้นทุกที่ ทุกเวลา

หลังเรียนจบไม่ได้เพียงความรู้ ประสบการณ์ แต่ได้ประกาศนัยบัตรรับรองจากกรมส่งเสริมอุตสาหกรรม  และคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ รศ.ดร.ศิริเดช สุชีวะ คณบดีคณะครุศาสตร์ จุฬาฯ กล่าวว่ามีความมุ่งมั่นในการพัฒนาระบบ E-learning เพื่อนำพาประสิทธิภาพกู้ประกอบการยุคดิจิทัล ซึ่ง E-learning  เป็นคำตอบหนึ่งที่ผู้เรียนไม่จำเป็นต้องมาเรียนรู้อยู่ในห้องเรียนตามปกติ แต่สามารถเรียนได้ทุกที่ ทุกเวลาที่มีความสะดวก และเหมาะอย่างยิ่งสำหรับคนที่ไม่ได้อยู่ใน ระบบโรงเรียนหรือการศึกษาปกติ E-learning ที่คณะครุศาสตร์ พัฒนาขึ้น จะช่วยสร้างผู้ประกอบการรุ่นใหม่ พร้อมเสริมศักยภาพของผู้ประกอบการที่มีอยู่แล้วเป็นให้ดียิ่งขึ้น เป็นการนำองค์ความรู้จากผู้ประกอบการนักธุรกิจที่ประสบการณ์ ความสำเร็จมาถ่ายทอด แบ่งปันรวมถึงความรู้จากคณาจารย์ เป็นระบบที่ช่วยสร้างแรงบันดาลใจในการสร้างนวัตกรรมเพื่อต่อยอดธุรกิจของ

อยู่ที่ไหนก็เรียน "ผู้ประกอบการ" ได้

สำหรับขั้นตอนการสมัครเข้าเรียนรู้ ทำได้เพียงคลิก เข้าไปที่ www.NEClearning.com จะพาไปสู่เมนูสมัครสมาชิก เมื่อกรอบข้อมูลครบถ้วน การเข้าเรียนก็เริ่มต้นขึ้น โดยผู้สมัครสามารถล็อกอิน เรียนรู้บทเรียนต่างๆ ได้ทันที แต่เริ่มแรกอาจต้องทำแบบทดสอบก่อนนะ สนใจสมัครได้ลงทะเบียนการเรียนการสอนออนไลน์ได้ตั้งแต่บัดนี้ โดยจะเริ่มอบรมตั้งแต่วันที่ 1 พ.ค.2560 เป็นต้นไป

เกลี่ยคนจากเขตพื้นที่ฯให้ ศธจ.ต้องสมัครใจงานไม่สะดุด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269582

เกลี่ยคนจากเขตพื้นที่ฯให้ ศธจ.ต้องสมัครใจงานไม่สะดุด

คสช, ศธจ, ศธภ, เกลี่ยอัตรากำลัง, เกลี่ย, จาก, เขต, พื้นที่, ให้, ต้อง, สมัครใจ, งาน, ไม่, สะดุด, ชัยพฤกษ์

“ชัยพฤกษ์” แจงคำสั่งคสช.ปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ศธจ.เป็นผู้แทนศธ.ในจังหวัด ดูแลการบรรจุแต่งตั้งผู้บริหารและครู ตามคำสั่ง กศจ.แต่ไม่มีอำนาจโยกย้าย

          จากคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ กล่าวว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมานับแต่มีคำสั่ง คสช.เรื่องการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคนั้น ทำให้เห็นว่าการทำงานเดินมาถูกทางแล้ว ซึ่งคำสั่ง คสช.ฉบับล่าสุดเป็นการรวบรวมคำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวข้องกับการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ที่ออกมาก่อนหน้ามาให้เหลือเพียงฉบับเดียว และเพิ่มเติมบางประเด็นเพื่อให้การดำเนินการปฏิรูปการศึกษามีประสิทธิภาพมากขึ้น

ทั้งนี้ จากคำสั่งฉบับดังกล่าวเมื่อช่วงเช้าที่ผ่านมา (4 เม.ย.) ที่ประชุมคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) มีมติกำหนดกรอบอัตรากำลังผู้ปฏิบัติงานในสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) และให้เกลี่ยอัตรากำลังจาก 225 สพท.ทั่วประเทศไปให้ ศธจ. โดยย้ำว่าการเกลี่ยอัตรากำลังเป็นไปด้วยความสมัครใจ และต้องไม่กระทบกับการทำงานของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.)และ ศธจ.ก็สามารถเดินหน้าได้ นอกจากนี้ ที่ประชุมเห็นชอบหลักเกณฑ์การสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง ศธจ.และรองศธจ.โดยวิธีการสรรหาจะเหมือนกับการสรรหาผอ.สพท.คาดว่าจะได้ตัวจริงทั้งหมดในเดือนพฤษภาคมนี้นอกจากนี้ ที่ประชุม คปภ.ชุดใหม่มีมติให้ผู้ปฏิบัติหน้าที่ กศจ.,อกศจ.,ศธภ.และศธจ.ปัจจุบันปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อให้การทำงานในช่วงรอยต่อไม่สะดุด

ปลัด ศธ.กล่าวต่อไปว่า อย่างไรก็ตาม สาระสำคัญในคำสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 19/2560 มีการปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการขับเคลื่อนปฏิรูปการศึกษาของ ศธ.ในภูมิภาค (คปภ.) เพิ่มประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ ให้อำนาจ คปภ.เรื่องการโอนกิจการ ทรัพย์สิน หนี้สิน และงบประมาณ รวมถึงเกลี่ยบุคลากร เพื่อให้สามารถตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) ได้ และปรับสัดส่วนคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) จาก 22 คน เหลือ 15 คน โดยให้มีผู้ทรงคุณวุฒิไม่เกิน 6 คน อย่างน้อย 3 คนต้องเป็นผู้แทนภาคเอกชน ผู้แทนองค์กรวิชาชีพ และผู้แทนภาคประชาชน

“สาระสำคัญของคำสั่งฉบับที่ 19/2560 นี้คือ เรื่องของอำนาจหน้าที่ ศธจ.จะมีความชัดเจนในเชิงการเป็นผู้แทนของ ศธ.ในระดับจังหวัด ที่ดูแลงานทุกด้าน โดยเฉพาะการบริหารงานบุคคลทั้งครูและผู้บริหารสถานศึกษา ที่ต่อไป ศธจ.จะมีอำนาจลงนามตามมติ กศจ.ที่เสนอโดยผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา (สพท.) ซึ่ง ศธจ.ไม่ได้มีอำนาจในการสั่งย้ายใคร”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

แจงรองอธิการมม.ออก13คนไม่ได้ประท้วงป.ป.ช.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269541

แจงรองอธิการมม.ออก13คนไม่ได้ประท้วงป.ป.ช.

แจงรองอธิการมมออก13คนไม่ได้ประท้วงปปช, แจง, รอง, อธิการ, ออก, ไม่ได้, ประท้วง, ปปช

อธิการบดีมหิดล แจงเหตุ รองอธิการบดีลาออกยกทีม 13 คนไม่ได้ประท้วงป.ป.ช. แต่เป็นสิทธิ

        ศ.คลินิกนพ.อุดม คชินทร อธิการบดีมหาวิทยาลัยมหิดล (มม.) กล่าวถึงกรณีรองอธิการบดี 13 คน ลาออกยกชุด หลังคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) สั่งให้แสดงทรัพย์สินภายในวันที่ 3 เม.ย-2 พ.ค. 2560 ว่า เรื่องนี้เป็นอำนาจการตัดสินของแต่ละบุคคลที่ไม่สามารถก้าวล่วงได้ การทำงานในส่วนของรองอธิการบดี เป็นตำแหน่งวิชาการ ที่นอกเหนือจากงานสอน ก็มีงานบริหารควบคู่ไปด้วย เมื่อหมดวาระก็กลับไปเป็นอาจารย์ตามเดิม  ไม่เหมือนกับตำแหน่งรองอธิบดี หรือ กรมหรือกระทรวง ที่หลายฝ่ายมองว่าเทียบเท่า และขณะนี้ก็เหลืออีกเพียงแค่ปีกว่าก็จะหมดวาระแล้ว

     ส่วนที่หลายฝ่ายมองว่าการลาออกเป็นการประท้วงป.ป.ช.นั้น ก็อยากให้มองเป็นเรื่องของสิทธิ ป.ป.ช.มีสิทธิที่จะตรวจสอบ แต่เมื่อคนบางส่วนมองว่าไม่ธรรมและไม่ได้ทันตั้งตัว หรือไม่สบายใจก็ขอลาออกก็เป็นสิทธิ ไม่สามารถบังคับกันได้

    ส่วนการทำงานจากนี้หลังรองอธิการบดีลาออกกันยกชุดนั้น เบื้องต้นได้มีการขอร้องให้คณาจารย์ที่ลาออกยังคงตำแหน่งรักษาการไว้ก่อน เพื่อให้งานบริหารยังสามารถเดินต่อไปได้ และไม่แน่ว่าจะมีผู้มาทำงานแทนตำแหน่งรองอธิการบดีที่ว่างได้หรือไม่ เพราะเหลือวาระงานอีกแค่ปีครึ่งเท่านั้นก็จะต้องเลือกคณะกรรมการชุดใหม่แล้ว

หนุน”อธิการฯ-รองอธิการฯ-คณบดี”ยื่นบัญชีทรัพย์สิน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269539

หนุน”อธิการฯ-รองอธิการฯ-คณบดี”ยื่นบัญชีทรัพย์สิน

มนอกระบบ, ปปช, หนุน, อธิการฯ, รอง, คณบดี, ยื่น, บัญชี, ทรัพย์สิน, อธิการฯ-รองอธิการฯ-คณบดี

ทปสท. หนุน”อธิการฯ-รองอธิการฯ-คณบดี”ยื่นบัญชีทรัพย์สิน ระบุ อธิการบดีนอกจากยื่นบัญชีทรัพย์สิน-หนี้สินแล้ว ควรให้มีการเปิดเผยต่อสารธารณะ เชื่อคุมเข้มคอรัปชั่นได้

           ผู้ช่วยศาสตรจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) ให้ความเห็นต่อกรณี 13 รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล ยื่นหนังสือลาออกจากตำแหน่งทันที ที่ประกาศคณะกรรมการ ป.ป.ช. รกำหนดให้รองอธิการบดีมหาวิทยาลัยของรัฐ และมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินมีผลบังคับใช้ว่า การยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นหนึ่งใน 3 แนวทางในการควบคุมปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นของภาครัฐ คือ 1.แนวทางการลดอำนาจการผูกขาดของผู้ใช้อำนาจ โดยการสร้างกลไกการกำกับ ถ่วงดุล คานอำนาจ เช่น ให้มีสภามหาวิทยาลัยเพื่อถ่วงดุลอำนาจอธิการบดี 2.แนวทางการลดการใช้ดุลพินิจ โดยการออกกฎ ระเบียบ ข้อบังคับฯ เพื่อกำหนดแนวทางการปฏิบัติให้ชัดเจนในแต่ละเรื่อง และ 3.แนวทางการสร้างความโปร่งใสและพัฒนากลไกสร้างความรับผิดชอบ

          ทั้งสามแนวทางถูกนำไปพัฒนาและกำหนดเป็นมาตรการ หรือชุดนโยบายการต่อต้านการทุจริต ซึ่งแนวทางที่ 3 การสร้างความโปร่งใสและพัฒนากลไกความรับผิดชอบ(Enhancing transparency and accountability) เป็นแนวทางที่ถูกนำมาใช้แก้ปัญหาคอรัปชั่นมากที่สุด มาตราการหนึ่งที่สอดรับกับแนวทางการสร้างความโปร่งใสและพัฒนากลไกสร้างความรับผิดชอบ คือมาตรการด้านการยื่นบัญชีแสดงทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งนำไปสู่กลไกการตรวจสอบทรัพย์สินของเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งที่เป็นข้าราชการการเมือง ข้าราชการท้องถิ่น และข้าราชการประจำระดับสูง

ตามกฎหมายว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ.2554 ได้บัญญัติให้คณะกรรมการป.ป.ช. มีอำนาจหน้าที่กำหนดตำแหน่งของเจ้าหน้าที่รัฐที่จะต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน และการตรวจสอบสอบความถูกต้องความมีอยู่จริง ซึ่งการตรวจสอบมี 3 วิธีคือ 1. การตรวจสอบปกติ คือตรวจสอบตามรายการที่ยื่น 2. การตรวจสอบเพื่อยืนยัน เมื่อมีข้อสงสัย เจ้าหน้าที่จะขอเอกสารหลักฐานเพิ่มเติมไปยังหน่วยงานต่าง ๆ และ 3. การตรวสอบเชิงลึก ในกรณีมีผู้แจ้งเบาะแส หรือมีพฤติการณ์ที่จงใจว่ายื่นข้อมูลอันเป็นเท็จ หรือส่อว่าร่ำรวยผิดปกติ

การยื่นบัญชีแสดงบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินเป็นหน้าที่เฉพาะของผู้มีหน้าที่ หากจงใจไม่ยื่น หรือจงใจยื่นเอกสารประกอบด้วยข้อความอันเป็นเท็จ หรือปกปิดข้อเท็จจริงที่ควรแจ้ง มีโทษคือ ต้องพ้นจากตำแหน่ง ห้ามดำรงตำแหน่งทางการเมือง 5 ปี และมีโทษทางอาญา จำคุกไม่เกิน 6 เดือน ปรับไม่เกิน 10,000 บาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

สำหรับขั้นตอนการยื่นนั้น 1. ตอนเข้ารับตำแหน่ง 2.หลังพ้นจากตำแหน่ง และ 3. หลังพ้นจากตำแหน่งไปแล้วหนึ่งปี ทั้งหมดนี้ต้องดำเนินการภายใน 30 วัน(นับรวมวันหยุดราชการด้วย) นอกจากจะยื่นบัญชีของตนเองแล้วยังต้องยื่นของคู่สมรส บุตรที่ยังไม่บรรลุนิติภาวะ ส่วนทรัพย์สินที่ยื่นนั้น ต้องยื่นทั้งที่อยู่ภายในประเทศและต่างประเทศ รวมทั้งทรัพย์สินที่ให้ผู้อื่นถือครองแทนด้วย โดยผู้ยื่นต้องลงลายมือรับรองทุกหน้าทั้งของตนเอง คู่สมรส และบุตร นอกจากนี้หากผู้ยื่นเสียชีวิตขณะดำรงตำแหน่งทายาทยังต้องมีหน้าที่ยื่นภายใน 90 วันภายหลังการเสียชีวิตปัญหาคือแค่กรอกผิดหรือตกหล่นก็อาจเข้าข่ายมีความผิดแล้วก็ได้

นี่จึงน่าจะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้รองอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล 13 คนซึ่งเป็นหมอลาออกจากตำแหน่ง หลายท่านอาจไม่ต้องการยื่นบัญชี เพราะมีความยุ่งยาก ทั้งขั้นตอนและเอกสาร และอาจจะกระทบกับการเปิดเผยรายได้อื่น ๆ เช่น การเป็นที่ปรึกษา การเปิดคลีนิก หรือรายได้จากโรงพยาบาลเอกชน

นอกจากนี้คำถามที่มีหลายคนถามตามมาทันที จากกรณีนี้ คือ ระหว่างรองอธิการบดี กับคณบดี ใครสมควรยื่นบัญชีทรัพย์สินมากกว่ากัน เนื่องจากหากพิจารณาอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบตามพ.ร.บ. ของมหาวิทยาลัยแล้ว รองอธิการบดีนั้น อธิการบดีเป็นผู้เสนอชื่อให้สภามหาวิทยาลัยแต่งตั้ง เมื่ออธิการบดีพ้นจากตำแหน่งให้รองอธิการบดีพ้นจากตำแหน่งด้วย อำนาจหน้าที่ของรองอธิการบดีกฎหมายก็ไม่ได้ระบุไว้ ให้เป็นไปตามหน้าที่ที่อธิการบดีมอบหมาย ไม่มีอำนาจบังคัญบัญชา ควบคุมหน่วยงานโดยตรง ส่วนคณบดีมาจากการสรรหาและแต่งตั้งจากสภามหาวิทยาลัย กฎหมายระบุให้มีอำนาจบังคับบัญชา ควบคุมและบริหารงานในคณะได้โดยตรง ดังนั้น จึงมีโอกาสที่จะใช้ตำแหน่งหน้าที่ในการแสวงหาผลประโยชน์ ทุจริตคอรัปชั่นได้มากกว่ารองอธิการบดีเสียอีก รองอธิการบดีนั้นควรให้เป็นหน้าที่ของอธิการบดีควบคุมดูแลหากเกิดปัญหาขึ้นอธิการบดีสามารถเสนอสภามหาวิทยาลัยถอดถอนได้ทันที หรือต้องรับผิดชอบร่วมกันอยู่แล้ว

อย่างไรก็ตาม แม้ว่าคณะกรรมการป.ป.ช. จะกำหนดให้รองอธิการบดีต้องยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สิน เพื่อเป็นแนวทางหนึ่งในการควบคุมปัญหาการทุจริตคอรัปชั่นในสถาบันอุดมศึกษา แต่ผมคิดว่ายังมีอีกหลายอย่างที่ควรทำ เช่น ควรให้อธิการบดีนอกจากยื่นบัญชีทรัพย์สินและหนี้สินแล้วควรให้มีการเปิดเผยต่อสารธารณะ ด้วยเพื่อประชาคมจะได้ช่วยกันตรวจสอบ

และควรนำอีก 2 มาตรการ คือ การลดอำนาจและการผูกขาดอำนาจของอธิการบดี และสภามหาวิทยาลัย โดยสร้างระบบตรวจสอบถ่วงดุลที่เป็นรูปธรรม และการลดการใช้ดุลพินิจของอธิการบดีและสภามหาวิทยาลัย โดยการออกพระราชบัญญัติว่าด้วยมาตรฐานและธรรมาภิบาลมากำกับการดำเนินงานของมหาวิทยาลัย เพื่อให้การดำเนินงานของมหาวิทยาลัยเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล สร้างความเชื่อมั่น ศรัทธา จากประชาสังคม และช่วยยกระดับคุณภาพของอุดมศึกษาไทยให้ก้าวสู่ระดับโลกโดยเร็ว

“เมาลิดกลาง ฮ.ศ.1438”ปี60

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269379

“เมาลิดกลาง ฮ.ศ.1438”ปี60

เมาลิดกลาง ฮศ1438ปี60, วิถีฮาลาลถวายพระเกียรติแด่2รัชกาล, โชว์พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อายุกว่า1, 100 ปีวันที่ 8-10เมษายน60, เมา, ลิด, กลาง, 1438ปี60, เมาลิดกลาง, ฮศ1438ปี60

“นบีมูฮำมัด (ซ.ล.) จากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน สู่วิถีฮาลาล”ถวายพระเกียรติแด่2รัชกาล พร้อมโชว์พระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อายุกว่า1,100 ปีวันที่ 8-10เมษายน60

    คณะกรรมการจัดงานงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทยเผยความพร้อมการจัดงาน“เมาลิดกลาง ฮ.ศ.1438”ประจำปี2560ภายใต้หัวข้อการจัดงาน“นบีมูฮำมัด (ซอลลัลลอฮุอาลัยฮิวาซัลลัม) จากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน สู่วิถีฮาลาล”ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ชูไฮไลท์งานปีนี้ นิทรรศการพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน อายุกว่า1,100ปี และอัลกุรอานโบราณที่ทรงคุณค่าจากนราธิวาส,นิทรรศการการเฉลมพระเกียรติสองรัชกาล พร้อมด้วยนิทรรศการดิจิตัลที่ทันสมัย และช็อบสินค้าHalalจากเหล่าผู้ประกอบการSMEระดับห้าดาวจากจังหวัดชายแดนภาคใต้ กว่า200ร้าน

     รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ประธานจัดงานงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย ฮ.ศ.1438 และผู้อำนวยการศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า การจัดงานเมาลิดกลางแห่งประเทศไทย เป็นงานกิจกรรมที่จัดขึ้นเพื่อฉลองการประสูติของศาสดามูฮัมมัด และเพื่อสื่อถึงเจตนารมณ์อันสำคัญรำลึกถึงเกียรติประวัติอันประเสริฐ น้อมนำคำสอน จริยวัตรของท่านนบีมูฮามัด(ซ.ล.)และนับเป็นงานสำคัญระดับชาติของพี่น้องชาวไทยมุสลิม ในปีนี้งานเมาลิดกลางประจำปี2560จะจัดขึ้นระหว่างวันที่8-10เมษายน2560 ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ ถนนคลองเก้า แขวงคลองสิบ เขตหนองจอก กรุงเทพมหานคร

      โดยการจัดงานในปีนี้ จัดขึ้นภายใต้หัวข้อ“นบีมูฮำมัด (ซ.ล.) จากพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน สู่วิถีฮาลาล” โดยภายในงานจะนำเสนอเรื่องราวเกี่ยวกับอัลกุรอาน มีรูปแบบการตกแต่งงานด้วยศิลปะอัลกุรอ่าน (Qur’anic Art)ที่ผสมผสานความงดงามของศิลปะอิสลามกับเทคโนโลยี ทั้งระบบเสียง แสง และความเป็นดิจิตอล ครบครัน เพื่อเป็นการถวายพระเกียรติแด่พระเจ้าอยู่หัวมหาวชิราลงกรณ์ฯ

        นอกจากจะได้ซึมซับไปกับบรรยากาศความงดงามของศิลปะอิสลามแล้ว ภายในงานยังได้มีการนำพระมหาคัมภีร์อัลกุรอาน ที่มีอายุกว่า1,100ปี และอัลกุรอานโบราณที่ทรงคุณค่าจำนวน10เล่ม จากจังหวัดนราธิวาส มาให้ได้ชมของจริงกันภายในงาน ซึ่งคัมภีร์อัลกุรอาน ฉบับดังกล่าว ทางสถาบันอัลกุรอานโลก ได้ทำการยืนยันว่าชุดคัมภีร์อัลกุรอานที่สะสมอยู่ในประเทศไทย มีความสมบูรณ์มากที่สุดแห่งหนึ่งในโลก นอกจากนี้ยังมีงานเขียนศิลปะอัลกุรอานจากสถาบันมุศฮัฟไทยและจีน มานำแสดงภายในงานด้วย

        จัดนิทรรศการและกิจกรรมอื่นๆ มากมาย อาทินิทรรศการสองรัชกาล พร้อมวิทยาศาสตร์ฮาลาลอันตระการตา ครั้งแรกกับโมเดลศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล ที่ได้รับการยอมรับว่าคือศูนย์ระดับโลกที่พรั่งพร้อมด้วยวิทยาการแห่งอิสลามที่ทันสมัย ชมนิทรรศการวิชาการร้อยปีจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย และที่พลาดไม่ได้ในงานคือThailand Halal 4.0ชมแอพพลิเคชั่นHalal Routeที่พร้อมให้บริการสำหรับนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ รวมถึงHalalLockสำหรับนักธุรกิจSMEและStartupงานดิจิตอลฮาลาลพลังก้าวรุดหน้าอย่างรวดเร็ว พร้อมร่วมชมและซื้อสินค้างานฮาลาลเอ็กซ์โปจากเหล่าผู้ประกอบการSMEระดับห้าดาวจากภาคใต้ตอนล่าง จำนวนกว่า200ราย ให้ได้เลือกซื้อกันจุใจ

    รศ.ดร.วินัย กล่าวปิดท้ายว่า อยากจะเชิญชวนคนไทยทุกคน ไม่ว่าจะเป็นคนพุทธ คริสต์ อิสลาม มาร่วมเฝ้ารับเสด็จพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ มาร่วมพระมหาคัมภีร์อัลกุรอานโบราณ ที่จะมาเผยโฉมครั้งแรกในงานนี้ มารับความรู้เรื่องฮาลาลกับการเสวนา สัมมนาทางวิชาการจากนักวิชาการระดับนำของประเทศ ได้ในงาน “เมาลิดกลาง ฮ.ศ.1438” ประจำปี2560ระหว่างวันที่8-10เมษายน2560 นี้ ณ ศูนย์บริหารกิจการศาสนาอิสลามแห่งชาติเฉลิมพระเกียรติ คลองเก้า หนองจอก

เข้าใจใช้สิทธิ รักษาฉุกเฉินฟรี72ชั่วโมง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269383

เข้าใจใช้สิทธิ รักษาฉุกเฉินฟรี72ชั่วโมง

เข้าใจใช้สิทธิ รักษาฉุกเฉินฟรี72ชั่วโมง, ศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (ศคสสพฉ), เจ็บป่วนฉุกเฉินโทร 1669, เข้าใจ, ใช้, สิทธิ, รักษา, ฉุกเฉิน, ฟรี, ชั่วโมง, เข้าใจใช้สิทธิ

สพฉ.ได้จัดวางระบบการให้บริการประชาชน “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP)

      คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เรื่อง“หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต”เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560และให้สถานพยาบาลภาครัฐทุกแห่งปฏิบัติตามหลักเกณฑ์ พร้อมรับย้ายผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตหลัง 72 ชั่วโมง

     ขณะเดียวกันให้กองทุนและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการจัดบริการสุขภาพ ดำเนินการจ่ายชดเชยค่ารักษาพยาบาลแบบ Fee Schedule ตามหลักเกณฑ์แนบท้ายที่สถาบันการแพทย์ฉุกเฉิน (สพฉ.) กำหนด

เข้าใจใช้สิทธิ รักษาฉุกเฉินฟรี72ชั่วโมง

        ดังนั้นหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่ต้องการดำเนินการตามนโยบาย “เจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP) ไม่ว่าจะเป็นสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) สำนักงานประกันสังคม(สปส.) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง สมาคมโรงพยาบาลเอกชน วิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย

      สพฉ.ได้จัดวางระบบการให้บริการประชาชนตามนโยบาย UCEP โดยได้ทำการจัดตั้งศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (ศคส.สพฉ.) หรือUCEP Coordination Center ขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและโรงพยาบาลเอกชนในกรณีมีปัญหาในการคัดแยกอาการของผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งประชาชนและโรงพยาบาลสามารถโทรเข้ามาที่ศูนย์ ศคส.สพฉ. ได้ที่เบอร์ 02- 872- 1669

      พร้อมจัดทำข้อมูลเผยแพร่ในชื่อชุด 9 ข้อควรรู้ก่อนใช้สิทธิ์ UCEP ให้ประชาชนไว้ใช้ศึกษาก่อนเพื่อทำความเข้าใจก่อนใช้สิทธิ UCEP แนวทางนี้กำหนดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ และลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต ทุกหน่วยงานได้เตรียมพร้อมในการดูแลประชาชน

เข้าใจใช้สิทธิ รักษาฉุกเฉินฟรี72ชั่วโมง

       อย่างไรก็ตามสิ่งที่สำคัญที่สุดคือประชาชนเอง จะต้องดูแลตนเองให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เสี่ยงต่อการเจ็บหรือป่วย แต่หากเมื่อใดที่เจ็บหรือป่วยฉุกเฉินวิกฤตระบบพร้อมอย่างเต็มที่ในการดูแล หากประชาชนชนท่านใดเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 สพฉ.จะเข้าให้การช่วยเหลือเพื่อส่งผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตให้ได้รับการรักษาตามสิทธิUCEPอย่างทันท่วงที

       ทั้งนี้ประชาชนสามารถใช้บริการฟรีทุกรพ.รัฐ-เอกชนเมื่อเข้ารักษาป่วยฉุกเฉินวิกฤติแดงใน72ชั่วโมงแรก 2.บุคลากรทางการแพทย์จะเป็นคนประเมินว่าเข้าข่ายแดงหรือไม่ 3.สปสช. สปส. และกรมบัญชีกลางจะเป็นผู้จ่ายเงินให้รพ.เอง 4.เมื่อพ้น72 ชั่วโมง หากแพทย์ให้ย้ายกลับรพ.ต้นสังกัด คนไข้ไม่ย้าย คนไข้ต้องจ่ายเงิน 5.เมื่อพ้น72 ชั่วโมง แต่ย้ายไปรพ.ตามสิทธิ์ไม่ได้เพราะแพทย์ไม่อนุญาตหรือรพ.ตามสิทธิ์ไม่มีเตียงรองรับ คนไข้ไม่ต้องจ่ายเงิน

    ทั้งนี้สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)มีหน้าที่ ดูแลผู้มีสิทธิระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้า 48 ล้านคน สปสช.ทำหน้าที่เป็นศูนย์ในการรวบรวมและจำแนกข้อมูลส่งให้แต่ละกองทุนทำหน้าที่ในการจ่ายค่ารักษา โดย รพ.รัฐและเอกชนที่รับการรักษาผู้ป่วยที่เข้าเกณฑ์ตามนโยบายนี้ เมื่อรักษาผู้ป่วยสิทธิใด ก็จะส่งข้อมูลผู้ป่วยนั้นมาที่ สปสช.

       หลังจากนั้น สปสช.จะทำหน้าที่จำแนกว่าคนไข้คนนี้มีสิทธิอะไร ค่ารักษาเท่าไหร่ แล้วส่งเอกสารไปให้แต่ละกองทุนจ่ายเอง สปสช.ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นเคลียริ่งเฮาส์เรื่องการจ่ายเงิน แต่ทำหน้าที่เป็นเคลียริ่งเฮาส์ด้านข้อมูล

เข้าใจใช้สิทธิ รักษาฉุกเฉินฟรี72ชั่วโมง

         ที่ผ่านมา สปสช.ได้มีการจัดเตรียมระบบร่วมกับ สพฉ.แล้ว โดยมีการเชื่อมข้อมูลผ่านโปรแกรม Pre Authorize ของ สพฉ.เข้าฐานข้อมูลของ สปสช.ผ่าน Web Service เป็นการเตรียมความพร้อมให้กับหน่วยบริการในการบันทึกข้อมูลบริการผู้ป่วยเพื่อเบิกจ่าย ซึ่งเป็นไปตามบัญชีรายการและอัตราค่าบริการการแพทย์ฉุกเฉินวิกฤตแนบท้าย ตามมติคณะกรรมการสถานพยาบาล เมื่อวันที่ 7 มีนาคม 2560 จำนวน 2,975 รายการ

       ภายหลังจากที่ได้มีการประชุมร่วมกันระหว่างผู้แทน 3 กองทุนสุขภาพ และผู้แทนโรงพยาบาลเอกชน ทั้งนี้เพื่อสร้างความมั่นใจให้กับหน่วยบริการ โดยเฉพาะโรงพยาบาลเอกชน นอกจากนี้ยังได้ประสานไปยังโรงพยาบาลนำร่อง 100 แห่ง เพื่อเตรียมความพร้อมแล้วก่อนหน้านี้

       ขณะนี้ สปสช.ได้เปิดระบบโปรแกรมบันทึกข้อมูลเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์เพื่อรับข้อมูลจากโปรแกรม Per Authorize จาก สพฉ.และการบันทึกข้อมูลการเบิกจ่ายค่าบริการทางการแพทย์กรณีฉุกเฉินวิกฤตของทุกโรงพยาบาลแล้ว เมื่อวันที่ 1 เมษายน 2560 ซึ่งเป็นวันที่หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีผลบังคับใช้

ยกทีม!!13 รองอธิการบดีมหิดลยื่นลาออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269410

ยกทีม!!13 รองอธิการบดีมหิดลยื่นลาออก

แจงทรัพย์สิน, ปปช, รองอธิการบดี, ยื่นลาออก, ยกทีม13, รอง, อธิการบดี, มหิดล, ยื่น, ลาออก

รองอธิการบดี ม.มหิดล 13 รายยกทีมลาออก ตั้งแต่ 31 มี.ค.ให้มีผลตั้งแต่ 1 เม.ย.เหตุมติป.ป.ช.กำหนดให้แสดงทรัพย์สิน แจงไม่หวั่นตรวจสอบแต่ระเบียบออกกลางคันไม่เป็นธรรม

              สืบเนื่องจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ หรือ ป.ป.ช.มีมติเห็นชอบให้เจ้าหน้าที่ของรัฐต้องมีหน้าที่ยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินต่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.ระหว่างวันที่ 3 เม.ย. – 2 พ.ค.2560   ตามมาตรา 40 แห่งพระราชบัญญัติประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม โดยคำสั่งกำหนดตำแหน่งเจ้าหน้าที่ของรัฐต้องยื่นบัญชีฯ เพิ่มเติมอีก 7 กลุ่ม ได้แก่  1.สถาบันอุดมศึกษาในสังกัดรัฐ 2.สถาบันอุดมศึกษาในกำกับรัฐ 3.องค์การบริหารส่วนจังหวัด 4.เทศบาลนคร 5.เทศบาลเมือง 6.เทศบาลตำบล และ7.สำนักงานตำรวจแห่งชาติ  ทั้งนี้ในส่วนของสถาบันอุดมศึกษาทั้งที่อยู่ในสังกัดรัฐและอยู่ในกำกับรัฐ(ออกนอกระบบ)  ป.ป.ช.ได้กำหนดให้รองอธิการบดี ต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สินด้วยนั้น

รายงานข่าวแจ้งว่า มหาวิทยาลัยมหิดล( มม. ) มีคำสั่งมหาวิทยาลัยมหิดลที่ 976/2560 เรื่อง ให้พนักงานมหาวิทยาลัยออกจากตำแหน่งประเภทผู้บริหาร ระบุว่า ตามที่มหาวิทยาลัยได้มีคำสั่งแต่งตั้งรองอธิการบดีฝ่ายต่างๆ ของสำนักงานอธิการบดี มหาวิทยาลัยมหิดล จำนวน 13 ราย บัดนี้บุคคลดังกล่าวมีความประสงค์จะลาออกจากตำแหน่งรองอธิการบดี มหาวิทยาลัยพิจารณาแล้ว เห็นสมควรอนุมัติให้ลาออกจากตำแหน่งประเภทผู้บริหารได้ตามความประสงค์ จำนวน 13 ราย สั่ง ณ วันที่ 31 มี.ค. มีผลตั้งแต่วันที่ 1 เม.ย.เป็นต้นไป

ยกทีม!!13 รองอธิการบดีมหิดลยื่นลาออก

โดยรองอธิการบดีที่ได้รับการอนุมัติให้ลาออกจากตำแหน่งมีดังนี้  1.ศ.นพ.บรรจง มไหสวริยะ รองอธิการบดี คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล 2.รศ.นพ.ประดิษฐ์ สมประกิจ รองอธิการบดีฝ่ายการคลังและแผนงาน ภาควิชาวิสัญญีวิทยา มม.3.รศ.นพ.ปรีชา สุนทรานันท์ รองอธิการบดีฝ่ายกิจการนักศึกษาและศิษย์เก่าสัมพันธ์ ภาควิชาวิสัญญีวิทยา มม. 4.ศ.คลีนิก นพ.โชคชัย เมธีไตรรัตน์ รองอธิการบดีฝ่ายบริหาร ภาควิชาโสต นาสิก ลาริงซ์วิทยา มม. 5.รศ.นพ.ธันย์ สุภัทรพันธุ์ รองอธิการบดีฝ่ายทรัพยากรบุคคล ภาควิชาออร์โธปิติกส์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี 6.รศ.คลีนิก นพ.สุวัฒน์ เบญจพลพิทักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายการศึกษา ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ มม.

ยกทีม!!13 รองอธิการบดีมหิดลยื่นลาออก

7.ศ.ดร.ศันสนีย์ ไชยโรจน์ รองอธิการบดีฝ่ายวิจัยและวิเทศสัมพันธ์ ภาควิชาจุลชีววิทยา คณะวิทยาศาตร์ มม. 8.ผศ.เชิญโชค ศรขวัญ รองอธิการบดีฝ่ายวิทยาเขตกาญจนบุรี ภาคิวชาฟิสิกส์ มม. 9.รศ.ดร.กิติกร จามรดุสิต รองอธิการบดีฝ่ายสิ่งแวดล้อมและการพัฒนาอย่างยั่งยืน คณะสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรศาสตร์ มม.10.รศ.ดร.สมภพ ประธานธุรารักษ์ รองอธิการบดีฝ่ายพัฒนาคุณภาพ ภาควิชาเภสัชพฤกษศาสตร์ คณะเภสัชศาสตร์ มม. 11.ดร.บุญนิตย์ มัธยมจันทร์ รองคณบดีฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ วิทยาลัยนานาชาติ มม. 12.นพ.หรรษา แต้ศิริ รองอธิการบดีฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ สำนักงานอธิการบดี โครงการจัดตั้งวิทยาเขตอำนาจเจริญ มม. และ13.นพ.เกษตร อมันตกุล รองอธิการบดีฝ่ายโครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ สำนักงานอธิการบดี โครงการจัดตั้งวิทยาเขตนครสวรรค์ มม.

และในวันเดียวกัน มม.มีคำสั่งมหาวิทยาลัยมหดิล ที่ 977/2560 เรื่องแต่งแต่งผู้รักษาการแทนรองอธิการบดี ระบุว่าเพื่อให้การดำเนินงานและการบริหารงานของมหาวิทยาลัยมหิดล ดำเนินการไปอย่างต่อเนื่อง ถูกต้อง และเหมาะสม อธิการบดีจึงเห็นสมควรแต่งตั้งผู้รักษาการแทนรองอธิการบดีฝ่ายต่าง ๆ จำนวน 13 ราย  ซึ่งรายชื่อ 13 ราย ก็เป็นชื่อเดียวกับที่ลาออก

ขณะเดียวกัน ยังแถลงการณ์เรื่องข้อเท็จจริง คาดว่าการลาออกน่าจะเกี่ยวข้องกับมติ ป.ป.ช.ที่ให้รองอธิการบดีต้องต้องยื่นบัญชีแสดงรายการทรัพย์สินและหนี้สิน ซึ่งเนื้อหาตอนหนึ่งระบุว่า เกิดความยุ่งยากและขัดข้องในด้านการบริหาร เนื่องจากผู้ที่ดำรงตำแหน่งเป็นรองอธิการบดีมิใช่การเติบโตทางสายบริหาร และวาระรองอธิการบดีแต่ละมหาวิทยาลัยที่เหลือก็ไม่เท่ากัน เพราะขึ้นอยู่กับวาระอธิการบดี จึงมีผู้ยื่นความจำนงลาออก เนื่องจากการแจ้งทรัพย์สิน หนี้สิน เป็นความยุ่งยากและต่อเนื่องระยะยาว ที่สำคัญไม่ทราบเงื่อนไขก่อนมาช่วยงานบริหาร ว่าจะต้องยื่นรายการทรัพย์สิน  อย่างไรก็ตาม การลาออกมิได้เพราะกลัวการตรวจสอบ แต่ไม่เป็นธรรมต่อผู้ปฎิบัติงาน เพราะออกระเบียบบังคับกลางคัน

ส่วนที่ต้องตั้งรักษาการแทน เนื่องจากมีการออกประกาศโดยให้ระยะเวลา เพียง 4 วัน ทำการต่อการตัดสินใจ ดังนั้น เมื่อรองอธิการบดีลาออกตำแหน่งจะว่าง และยากที่จะหาผู้มีประสบการณ์มาทำงาน  อีกทั้งการตั้งรักษาการแทนในตำแหน่งต่าง ๆทำให้เกิดการเพิ่มภาระงานโดยไม่จำเป็น  โดยเฉพาะการจัดซื้อจัดจ้าง  และการลงนามในสัญญา จนกว่าจะมีผู้ที่อธิการบดีสามารถหามาทดแทนได้