โละ3คำสั่งม.44 ก่อนหน้าใช้ 19/2560

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269382

โละ3คำสั่งม.44 ก่อนหน้าใช้ 19/2560

ราชกิจจานุเบกษา, คปภ, บริหารการศึกษาในภูมิภาค, ศธจ, ศธภ, กศจ, คำสั่งที่ 19/2560, โละ, 3คำสั่งม44, ก่อนหน้า, ใช้, 192560, โละ3คำสั่งม44, ก่อนหน้าใช้, บิ๊กตู่

“บิ๊กตู่” งัดม.44 โละ3คำสั่งคสช.เรื่องปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคเหลือใช้แค่ฉบับที่ 19/2560 ปรับองค์ประกอบคปภ.เพิ่มประธานสภาอุตฯ-หอการค้าฯ ให้ศธจ.สั่งบรรจุครูได้

          เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา เผยแพร่คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ ที่ 19/2560 เรื่อง การปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาคของกระทรวงศึกษาธิการ โดยพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้า คสช.สั่ง ณ วันที่ 3 เม.ย.2560 ความว่า จากข้อเท็จจริงที่ได้ปรากฏให้เห็นถึงสภาพปัญหาในการจัดการการศึกษาของประเทศในส่วน ภูมิภาคทั้งในด้านโครงสร้างขององค์การ ด้านระบบบริหารจัดการ และด้านบุคลากรที่เกี่ยวข้อง ซึ่งปัญหาเหล่านี้ส่งผลต่อคุณภาพการศึกษาและการพัฒนาเยาวชนซึ่งเป็นทรัพยากรมนุษย์และกําลังคน ที่สําคัญในการพัฒนาประเทศ และเป็นอุปสรรคต่อการขับเคลื่อนและการพัฒนาด้านการศึกษาของประเทศให้มีประสิทธิภาพทัดเทียมนานาประเทศ

แม้ที่ผ่านมาคณะรักษาความสงบแห่งชาติได้มีความพยายามในการแก้ไขปัญหาด้วยการกําหนดมาตรการและกลไกขึ้นโดยมีคําสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติมาแล้วหลายฉบับ แต่โดยเหตุที่สภาพปัญหาการจัดการการศึกษาของประเทศในส่วนภูมิภาคมีความซับซ้อนและสั่งสมมาเป็นเวลานาน จึงเป็นเหตุให้ต้องมีการกําหนดมาตรการและกลไกเพิ่มเติมเพื่อให้ปัญหาโดยส่วนใหญ่ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว เพื่อประโยชน์ในการเตรียมการและรองรับการปฏิรูปการศึกษาอันเป็นเรื่องสําคัญเรื่องหนึ่งในการปฏิรูปประเทศตามที่รัฐธรรมนูญ แห่งราชอาณาจักรไทยฉบับที่ได้รับความเห็นชอบจากประชามติได้บัญญัติไว้ อาศัยอํานาจตามความในมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2547 หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ โดยความเห็นชอบของคณะรักษาความสงบแห่งชาติจึงมีคําสั่ง ดังต่อไปนี้

โละ3คำสั่งม.44 ก่อนหน้าใช้ 19/2560

ข้อ 1. ให้ยกเลิก คําสั่งหัวหน้า คสช.ที่ 10/2559เรื่อง การขับเคลื่อน การปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ลงวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2559  คําสั่ง ที่ 11 /2559 เรื่อง การบริหารราชการของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ลงวันที่ 21 มีนาคม พ.ศ.2559 คําสั่งที่ 38 /2559 เรื่อง แก้ไขเพิ่มเติมคําสั่งที่ 10/2559 และคําสั่งที่ 11/2559 ลงวันที่ 12 กรกฎาคม 2559 คําสั่งที่ 1/2560 เรื่อง การแก้ไขปัญหา การบริหารงานบุคคลของกระทรวงศึกษาธิการ เฉพาะข้อ 8

ข้อ 2 ให้มีคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการในภูมิภาค ประกอบด้วย รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานกรรมการ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน เป็นกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา เป็นกรรมการ เลขาธิการคณะกรรมการการอุดมศึกษา เป็นกรรมการ เลขาธิการสภาการศึกษา เป็นกรรมการ ประธานสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย เป็นกรรมการ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ เป็นกรรมการและเลขานุการ

โละ3คำสั่งม.44 ก่อนหน้าใช้ 19/2560

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับสาระสำคัญของคำสั่งนี้ คือยกเลิกคำสั่ง คสช.ที่เกี่ยวกับการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค ที่ออกไปก่อนหน้านี้ 3 คำสั่งได้แก่ คำสั่งที่ 10-11/2559 ลงวันที่ 21 มี.ค.2559 และคำสั่งที่ 38/2559 ลงวันที่ 12 ก.ค. โดยให้ใช้คำสั่งที่ 19/2560 เพียงฉบับเดียว นอกจากนี้ ปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการปฏิรูปการศึกษาในภูมิภาค (คปภ.) โดยเพิ่มประธานสภาหอการค้า และประธานสภาอุตสาหกรรม เข้ามาเป็นกรรมการ รวมถึงให้อำนาจ คปภ.โอนภารกิจ หนี้สิน งบประมาณของหน่วยงานในสังกัดให้ ศึกษาธิการภาค (ศธภ.) และศึกษาธิการจังหวัด (ศธจ.) แบบข้ามแท่งได้ และยังกำหนดให้ ศธจ.โดยความเห็นชอบของคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) เป็นผู้มีอำนาจสั่งบรรจุและแต่งตั้งข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาได้

อ่านรายละเอียดเพิ่มเติมที่ http://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2560/E/096/14.P

โละ3คำสั่งม.44 ก่อนหน้าใช้ 19/2560


หมอล้นตลาดหรือขาดแคลน?

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269337

หมอล้นตลาดหรือขาดแคลน?

ถึงเวลา สแกน กำลังคนด้านสุขภาพ, หมอล้นตลาดหรือขาดแคลน, หมอ, ล้นตลาด, หรือ, ขาดแคลน, สแกน, กำลังคนด้านสุขภาพ, แพทย์ พยาบาล, ไม่รู้คนขาด หรือคนพอ, สแกน กำลังคนด้านสุขภาพ

   เจาะประเด็น “สแกน” กำลังคนด้าน สุขภาพ ต่อให้ล้นตลาดหรือขาดแคลนวางโรดแม็ปดีแก้ได้ ระวังผลิตคนด้านสาธารณสุขล้นแนะสร้างทีมสุขภาพ ปรับทัศนคติคนไทยดูแลสุขภาพตนเอง

      “กำลังคนด้านสุขภาพ”ตามธรรมนูญว่าด้วยระบบสุขภาพแห่งชาติ ฉบับที่ 2 พ.ศ.2559 ไม่ได้หมายถึงเพียง “แพทย์ พยาบาล” เท่านั้น แต่ยังรวมไปถึงบุคคลที่มีบทบาทในด้านการสร้างเสริมสุขภาพ การรักษาพยาบาล การป้องกันโรค และการฟื้นฟูสมรรถภาพ ตลอดจนบุคคลต่างๆ ที่ทำหน้าที่เกี่ยวข้องกับสุขภาพ

       ด้วยบริบทแวดล้อมทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม โครงสร้างประชากร นโยบายสาธารณสุข การเติบโตของสังคมเมือง  อีก 20 ปีข้างหน้า ส่งผลให้การจัดบริการด้านสุขภาพมีความซับซ้อนมากขึ้น สถานการณ์กำลังคนด้านสุขภาพของประเทศกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตในหลายด้าน

หมอล้นตลาดหรือขาดแคลน?

      ผศ.ดร.ทพ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี รองเลขาธิการคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ กล่าวว่าการวางโรดแม็ปอีก 10 ข้างหน้า  มีความจำเป็นที่ต้องดำเนินการเพื่อรองรับสังคมผู้สูงวัยที่จะมีสัดส่วนมากขึ้น ส่งผลรูปแบบการเจ็บป่วยที่เปลี่ยนแปลงไป เช่น มีโรคเรื้อรังมากข้น และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไม่เอื้อต่อการมีสุขภาพทีดี รวมถึงการเข้าถึงการบริการอย่างเท่าเทียมกัน หากไม่จัดการเรื่องเหล่านี้ ปัญหาสุขภาพในอนาคตจะเกิดขึ้นอย่างแน่นอน

 หมอล้นตลาดหรือขาดแคลน?

    ผศ.ดร.ทพ.วีระศักดิ์ พุทธาศรี

  “โรดแมปกำลังคนด้านสุขภาพของไทย  หากพิจารณาตามที่องค์การอนามัยโลก ได้กำหนดอัตราแพทย์และพยาบาลต้องไม่น้องกว่า  2.28 คนต่อประชากรหนึ่งพันคน ซึ่งของประเทศไทย สูงกว่านั้น แต่สังคมก็ยังรู้สึกว่ากำลังคนด้านสุขภาพไม่เพียงพอ จึงสะท้อนว่าแนวทางการบริหารจัดการและการกระจายบุคลากรที่มีอยู่ขาดประสิทธิภาพ จำนวนที่เริ่มเพียงพอแต่มากระจุกอยู่ในเมืองที่โรงพยาบาลใหญ่ ขณะที่พื้นที่ห่างไกลยังคงขาดแคลน ดังนั้น ควรมี แนวทางการเพิ่มความเข้มข้นของนโยบายและมาตรการผลิตบุคลากรเพื่อสร้างความเท่าเทียมในชุมชนชนบทและเมือง”

      แพทย์ พยาบาล กำลังคนด้านสุขภาพ ต้องพูดภาษาเดียวกับคนชุมชน ทำงานเป็นทีมสุขภาพ ผศ.ดร.ทพ.วีระศักดิ์ กล่าวต่อไปว่า   ประเทศไทยมีทีมสุขภาพที่เข้มแข็ง  มีกำลังคนด้านสุขภาพที่ไม่ใช่เฉพาะแพทย์หรือพยาบาล แต่ครอบคลุมบุคลากรที่มีบทบาทด้านสุขภาพทำงานแบบสหสาขาวิชาชีพ สนับสนุนความร่วมมือ เช่น ทีมหมอครอบครัว หรือระบบสุขภาพอำนาจของสธ.

     อย่างไรก็ตาม ปัญหากำลังคนด้านสุขภาพ ไม่ใช่เป็นเรื่องปริมาณ แต่เป็นเรื่องคุณภาพ ต้องการบุคลากรที่พูดภาษาเดียวกัน เข้าใจสภาพพื้นที่ และทำงานในชุมชนได้ การบริการจัดการของประเทศ

หมอล้นตลาดหรือขาดแคลน?

  ดร.นพ.ฑิณกร โนรี

     อนาคตสุขภาพอยู่ในมือของทุกคน ไม่ใช่อยู่ที่แพทย์ ดร.นพ.ฑิณกร โนรี เลขานุการคณะกรรมการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพของประเทศไทยในทศวรรษหน้า กล่าวว่ามีคำถามเชิงนโยบายเสมอว่า  ปัจจุบันระบบสุขภาพเปลี่ยนเร็วมาก การวางแผนอนาคต 5-10 ปี ไม่ใช่เรื่องง่าย

      คณะกรรมการกำลังคนด้านสุขภาพแห่งชาติ ได้จัดทำข้อเสนอแนะเชิงนโยบายการวางแผนกำลังคนด้านสุขภาพในอีก 10 ปีข้างหน้า (พ.ศ.2560-2569)  ซึ่งประเทศไทยต้องการระบบสุขภาพปฐมภูมิให้มีความเข้มแข็ง ได้จัดตั้งคณะทำงานรวม 15 ชุดศึกษาอัตรากำลังคนใน 9 วิชาชีพ ได้แก่ แพทย์ พยาบาล ทันตแพทย์ เภสัชกร เทคนิคการแพทย์ กายภาพบำบัด สาธารณสุข แพทย์แผนไทย และสัตวแพทย์ รวมถึงกำลังคนในระบบสุขภาพรูปแบบต่างๆ อาทิ ระบบการแพทย์ปฐมภูมิ สถานีอนามัน และโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.)

“ไม่รู้คนขาด หรือคนพอ?” 

     “อีก 10 ปีข้างหน้า หากมีการผลิตอัตรากำลังด้านสุขภาพแบบนี้ไปเรื่องๆ จะมีบางวิชาชีพขาดแคลนแต่ไม่มาก และบางวิชาชีพมีแนวโน้มผลิตเกินความต้องการ  เพราะตลอด 40 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยพยายามแก้ปัญหาขาดแคลนแพทย์และพยาบาลด้วยการเพิ่มปริมาณผลิต  เช่น เดิมเคยผลิตแพทย์ได้ปีละ800คน ตอนนี้เพิ่มเป็น3,000คน หรือเกือบสี่เท่า อาจกลายเป็นการผลิตสะสมจนมาถงจุดที่ต้องระวังว่าในอนาคตประเทศไทยจะผ่านพ้นสภาพขาดกำลังคน แต่มาประสบปัญหาใหม่ คือ กำลังคนลนเกินในบางสาขาวิชาชีพ โดยเฉพาะวิชาชีพสาธารณสุข ที่ตอนนี้มีมหาวิทยาลัยผลิตกำลังคนด้านนี้ เปิดสอนสาขาวิชาดังกล่าว 69 แห่ง ผลิตปีละ 14,000-15,000  คน อีก 10 ปีข้างหน้าเกินความต้องการตลาดอย่างแน่นอน”ดร.นพ.ฑิณกร กล่าว

      จำนวนคนไม่ได้บอกอะไร เพราะปัญหาของประเทศไทย อยู่ที่การกระจายอำนาจ  แพทย์ในรพ.จังหวัด มากกว่าแพทย์ในรพ.อำเภอ บางจังหวัดมีแพทย์ที่เกินกรอบที่กำหนด แต่บางจังหวัดแพทย์ขาด สธ.แก้ปัญหาเรื่องนี้มา 40 ปี ดีกว่าในอดีตแต่ปัญหายังไม่หมดไป ยังรู้สึกว่าขาดหมอ ขาดพยาบาลมาตลอด

     ล้นตลาด หรือขาดแคลนดูท่าจะไม่ได้เป็นปัญหาหนักเท่ากับการกระจายกำลังคงด้านสุขภาพดร.นพ.ฑิณกร กล่าวต่อไปว่าคนจะขาดหรือเกิน ขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการ รวมถึงควรม่งให่ประชาชนมีศักยภาพดูแลสุขภาพของตนเอง และเน้นการให้บริการปฐมภูมิที่เข้มแข็ง นอกจากนั้น การเรียนการสอนวิชาชีพต้องตอบสนองต่อวิถีชีวิต สังคม และระบบสุขภาพของคนไทยในอนาคตเป็นหลัก

หมอล้นตลาดหรือขาดแคลน?

        ดร.กฤษดา  แสวงดี

         ดร.กฤษดา  แสวงดีนักวิจัยอาวุโสด้านนโยบายกำลังคนและอุปนายกสภาการพยาบาล กล่าวว่า  ระบบสุขภาพของไทย เป็นระบบที่ดีมากที่สุดในโลก โครงสร้างภาครัฐ มีโรงพยาบาล  สถานีอนามัย ส่งเสริมสุขภาพ อยู่ทุกจังหวัด อำเภอ ตำบล แต่ทุกคนกลับวิ่งเข้าสู่โรงพยาบาลใหญ่ ทำให้โรงพยาบาลในอำเภอ ตำบล หรือสถานีอนามันไม่มีคนใช้บริการ จึงเห็นสภาพแออัดอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ ซึ่งปัญหานี้ต่อให้ผลิตแพทย์ กำลังคนด้านสุขภาพมากเท่าใดก็คงไม่เพียงพอ  และทุกคนก็รู้สึกว่าขาดแคลนแพทย์ ทั้งที่ตัวเลขในเชิงวิาการนั้นมีแพทย์อย่างเพียงพอ

      “ ทัศนคติในการใช้บริการสุขภาพ มีอิสระ เสรีภาพให้คนเลือกใช้  โดยปกติของคนเราก็อยากได้รับการบริการที่ตนรู้สึกว่าดีที่สุด  อีกทั้ง คนจะรู้สึกว่ามีปัญหาสุขภาพมากน้อยก็ต้องไปให้หาแพทย์ จึงทำให้ประชาชนไปแออัดอยู่ในโรงพยาบาลใหญ่ ทำให้รู้สึกว่าประเทศขาดแคลนกำลังคนด้านสุขภาพ หากนโยบายกระจายบริการสุขภาพในรูปแบบ คลินิกหมอครอบครัว ใกล้บ้าน เกิดขึ้นเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการสุขภาพพื้นฐานที่จำเป็น  การแบ่งความรับผิดชอบเป็นทีม เช่นนี้ จะช่วยลดควมแออัดของโรงพยาบาลได้”ดร.กฤษดา กล่าว

หมอล้นตลาดหรือขาดแคลน?

                                     นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตร

      ทีมหมอครอบครัว เหมือนประชาชนมีญาติเป็นแพทย์ พยาบาล เจ็บป่วยให้ถามคนเหล่านี้นพ.ประสิทธิ์ชัย มั่งจิตรผู้อำนวยการโรงพยาบาลแก่งคอย จ.สระบุรี กล่าวว่า กล่าวว่า ตอนนี้ต้องทำให้เรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของทุกคน ไม่ใช่เป็นเรื่องของแพทย์และพยาบาลเท่านั้น  ประชาชนทุกคนต่อให้สบายดี แต่รู้สึกว่ามีอาการผิดปกติ

     เช่น ท้องเสียเล็กน้อย ก็วิ่งมาหาแพทย์  ยิ่งชุมชนมีผู้สูงอายุมากขึ้น ไม่มีอาการอะไรแต่รู้สึกเครียดก็มาพบแพทย์ ดังนั้น ระบบการจัดการสุขภาพ ต้องทำให้ทุกคนเข้าใจสุขภาพเป็นเรื่องของตัวเอง ญาติ  ชุมชน และโรงพยาบาล รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็น องค์การปกครองส่วนท้องถิ่น โรงเรียน มหาวิทยาลัยต้องให้ความรู้การดูแลสุขภาพเบื้องต้นแก่ประชาชน เพื่อให้เขาสามารถดูแลสุขภาพของตนเอง

     “(สแกน) กำลังคนด้านสุขภาพ” ต่อให้ขาด หรือล้นเป็นปัญหาอีกระดับหนึ่งที่ต้องวางแผนจัดการให้ดีเช่นเดียวกันปัญหาการบริหารจัดการระบบสุขภาพ การกระจายบุคลากรทางการแพทย์ พยาบาล ที่ต้องดำเนินอย่างเร่งด่วน…….

แอพพลิเคชั่นตรวจจอตาเสื่อม-เบาหวานขึ้นตา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269329

แอพพลิเคชั่นตรวจจอตาเสื่อม-เบาหวานขึ้นตา

จักษุแพทย์ มธ.ร่วมทีมวิศวกรสร้างแอพพลิเคชั่น “DeepEye” ตรวจคัดกรอง “จอตาเสื่อม” ผู้สูงอายุและ “เบาหวานขึ้นจอตา” แม่นยำใกล้เคียงจักษุแพทย์ชนะเลิศสิ่งประดิษฐ์โลก

       รศ.นพ.ศักดิ์ชัย วงศกิตติรักษ์ หัวหน้าศูนย์ตาธรรมศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) กล่าวว่า ทีมจักษุแพทย์ มธ. ได้เข้าร่วมส่งผลงานสิ่งประดิษฐ์ระดับโลกในงาน 45th International Exhibition of Inventions ที่เจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 29 มี.ค. – 2 เม.ย. 2560

     โดยมีนักประดิษฐ์จากหลากหลายประเทศทั่วโลกส่งผลงานเข้าร่วมประกวด โดยทีมจักษุแพทย์ มธ.ได้ส่งผลงานแอพพลิเคชั่น “DeeEye Application” ซึ่งเป็นโปรแกรมการตรวจป้องกันตาบอดในผู้สูงอายุและจากโรคเบาหวานขึ้นตาด้วยโปรแกรมในมือถือ โดยได้รับรางวัลชนะเลิศถ้วยเกียรติยศอันดับ 1 โดย DeepEye Application เป็นผลงานของทีมจักษุแพทย์ มธ.ร่วมกับทีมวิศวกรของ มธ. ร่วมกันประดิษฐ์นวัตกรรมที่จะเปลี่ยนรูปแบบการตรวจโรคจอตาให้มีความแม่นยำสูงกว่าในปัจจุบันอย่างมาก

       “โรคจอตาเสื่อมในผู้สูงอายุและโรคเบาหวานขึ้นตา เป็นสาเหตุตาบอดอันดับต้นๆ ของคนไทยและประชากรทั่วโลก ในสังคมผู้สูงอายุที่มีผู้ป่วยเบาหวานถึง 1 ใน 10 ของประชากร ซึ่งทุกคนต้องการตรวจจอตาทุก 6 เดือนถึง 1 ปี เพื่อพบรอยโรคระยะเริ่มต้นที่สามารถรักษาไม่ให้ตาบอดได้ ” รศ.นพ.ศักดิ์ชัย กล่าว

      ในขณะที่มีจักษุแพทย์มีเพียง 1 คนต่อประชากรเกือบหมื่นคนหรือแสนคนในบางประเทศ ทำให้ผู้ป่วยเหล่านี้มาพบแพทย์เมื่อสายเกินไป ปัจจุบันการตรวจคัดกรองใช้การถ่ายภาพจอตาแล้วอ่านผลโดยพยาบาลหรือจักษุแพทย์ทั่วไป ซึ่งมีโอกาสเกิดความผิดพลาดได้สูง แต่นวัตกรรม DeepEye จะดึงภาพจอตาของคนกลุ่มเสี่ยงมาให้โปรแกรมแปลผลว่าปกติหรือเริ่มเป็นโรคที่ต้องส่งพบจักษุแพทย์ได้แม่นยำ ใกล้เคียงกับจักษุแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านจอตา ซึ่งจะทำให้สามารถป้องกันตาบอดจากโรคจอตาได้อย่างมีประสิทธิภาพสูง

     รศ.นพ.ศักดิ์ชัย กล่าวว่า นวัตกรรมนี้จะมีการนำมาใช้ในประเทศไทยในกลางปี 2560 นี้ คาดว่าจะช่วยขจัดภาวะตาบอดในผู้สูงอายุและผู้ป่วยเบาหวานของประเทศไทยได้ ซึ่งนอกจากช่วยเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยและครอบครัวแล้วยังช่วยลดความสูญเสียทางเศรษฐกิจและสังคมจากความพิการได้อย่างมหาศาล

อัพเครื่องยนต์ฟรีรับสงกรานต์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269306

อัพเครื่องยนต์ฟรีรับสงกรานต์

อัพเครื่องยนต์ฟรีรับสงกรานต์, อัพเครื่องยนต์ประหยัดพลังงานฟรีรับสงกรานต์, อาชีวะ ร่วมปตท เปิด 59 ศูนย์ ฃ, ปตทอัพเครื่องยนต์ประหยัดพลังงานฟรี25 รายการ, อัพ, เครื่องยนต์, ฟรี, รับ, สงกรานต์

อาชีวะ ร่วมปตท. เปิด 59 ศูนย์ จูน อัพเครื่องยนต์ประหยัดพลังงานฟรี25 รายการ วันนี้ 3 -10 เมษา เวลา 09.00-17.00 น. รองรับเทศกาลสงกรานต์

      ดร.สุเทพ ชิตยวงษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษากล่าวว่า โครงการพีทีที เอนจิ้น จูน อัพ 2560 (PTT Engine Tune Up2017) มาตรการประหยัดพลังงานเพื่อประชาชนประจำปี 2560 เพื่อสนองนโยบายรัฐในการรณรงค์สร้างจิตสำนึก ให้ประชาชนเห็นความสำคัญของการประหยัดพลังงาน เพิ่มความปลอดภัย ลดอุบัติเหตุบนท้องถนน ตลอดจน เป็นการฝึกทักษะความชำนาญ และสร้างจิตอาสาให้นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา นำความรู้วิชาชีพไปใช้ให้เกิดประโยชน์ต่อสังคม ตั้งเป้าบริการได้ไม่น้อยกว่า 135,000 คัน

อัพเครื่องยนต์ฟรีรับสงกรานต์

     โดยสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ได้จัดส่ง 59 ทีม ประกอบด้วยครู นักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษา รวม 354 คน ประจำสถานีบริหารน้ำมัน ปตท. สถานีละ 1 ทีม พร้อมด้วยอุปกรณ์ด้านช่างยนต์ออกให้บริการตรวจสภาพรถยนต์แก่ประชาชน 25 รายการณ สถานีบริการน้ำมันของ ปตท. จำนวน 59 แห่ง ในพื้นที่ 35 จังหวัด

อัพเครื่องยนต์ฟรีรับสงกรานต์

      นอกจากนี้ยังสามารถรับบริการเพิ่มเติมตรวจเช็คสภาพมาตรฐานความปลอดภัย 15 ขั้นตอน โดยช่างของศูนย์ได้ที่ศูนย์บริการ โปรเช็ค (ProCheck) จำนวน 57 แห่ง และตรวจเช็คเครื่องยนต์ จำนวน 24 รายการโดยช่างของศูนย์ได้ที่ ฟิต ออโต้ (Fit Auto) จำนวน 26 แห่ง สอบถามเพิ่มเติมได้ที่ สำนักความร่วมมือ สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา โทร. 0 2281 5555 ต่อ 1394 หรือดูรายละเอียดได้ที่www.vec.go.th,www.pttplc.com, PTT Contact Center 1365

อัพเครื่องยนต์ฟรีรับสงกรานต์

      โครงการพีทีที เอนจิ้น จูน อัพ (PTT Engine Tune Up)เป็นโครงการความร่วมมือระหว่างสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษาและบริษัท ปตท. จำกัด (มหาชน) เริ่มต้นเมื่อปี พ.ศ. 2547 เป็นโครงการที่ทีมครูนักเรียน นักศึกษาอาชีวศึกษาออกให้บริการตรวจสภาพรถยนต์ฟรีแก่ประชาชน โดยใช้ช่วงเวลาว่างจากการปิดภาพเรียนให้เกิดประโยชน์แก่สังคมและจากสถานการณ์ราคาพลังงานที่เพิ่มสูงขึ้น

อัพเครื่องยนต์ฟรีรับสงกรานต์

     ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม-31 ธันวาคม 2559 มีประชาชนนำรถยนต์ ผ่านการตรวจสภาพเป็นประจำทุก 6 เดือน จำนวน 120,230 คัน สามารถลดการใช้น้ำมันได้ถึงร้อยละ 5 โดยคำนวณจากแต่ละคันใช้น้ำมันเฉลี่ยวันละ 4 ลิตร ประหยัดปีละกว่า 8.7 ล้านลิตร คิดเป็นการประหยัดเงินตราต่างประเทศมากกว่า 208 ล้านบาท (ประมาณการราคาน้ำมันลิตรละ 23.80 บาท)

อัพเครื่องยนต์ฟรีรับสงกรานต์

      นอกจากนั้น โครงการนี้จะช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ได้ถึง18,957,866.40 23 ล้านกิโลกรัม/ปี หรือ 18,957ตัน/ปี (ประหยัดน้ำมัน 1 ลิตร สามารถลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซต์ ได้ 2.16 กิโลกรัม) โดยมีการให้บริการตรวจสภาพรถยนต์เพื่อประหยัดพลังงาน ผ่านศูนย์อาชีวศึกษา-พีทีที เอนจิ้น จูน อัพ (PTT Engine Tune Up 2016)เมื่อวันที่ 28 มีนาคม-6 เมษายน 2559จำนวนทั้งสิ้น 8,277คัน ผ่านศูนย์บริการโปรเช็ค (ProCheck) จำนวน 86 แห่ง และ ฟิต ออโต้ (Fit Auto) จำนวน 14 แห่ง จำนวน 111,953 คัน

อัพเครื่องยนต์ฟรีรับสงกรานต์


แบ่งงานศธภ.-ศธจ.ลงตัวทำงานเพื่อเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269292

แบ่งงานศธภ.-ศธจ.ลงตัวทำงานเพื่อเด็ก

แบ่งงานศธภ-ศธจลงตัวทำงานเพื่อเด็ก, ภาระกิจศธภและ ศธจเน้นเด็กเป็นสำคัญ, แบ่งงาน, ลงตัว, ทำงาน, เพื่อ, เด็ก, ธีระเกียรติ

 “ธีระเกียรติ” กำชับตั้งสำนักงาน ศธภ.-ศธจ.แบ่งงานให้ชัดอย่าให้เกิดความขัดแย้ง ร่วมมือกันทำงานเพื่อเด็กได้ประโยชน์ ร่วมเป็นหูเป็นตาดูแลงานประกันคุณภาพการศึกษา

        คำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.)ที่ 11/2559 เรื่องการบริหารศธ.ในภูมิภาค โดยให้ยกเลิกศึกษาธิการภาค 13 ภาค และจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการภาค(ศธภ.)จำนวน 18 ภาค ให้สอดคล้องโดยกับเขตตรวจการศึกษาของกระทรวงมหาดไทย รวมถึงจัดตั้งสำนักงานศึกษาธิการจังหวัด 77 จังหวัด

ซึ่งที่ผ่านมาเพื่อให้การทำงานเดินหน้าไปได้ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้มอบหมายให้ผู้ตรวจราชการปฏิบัติหน้าที่ ศธภ.ใช้หน่วยงานราชการเป็นสำนักงานชั่วคราว เช่นเดียวกับ ศธจ.ใช้พื้นที่สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) เขต 1 เป็นสำนักงานชั่วคราว และมีผอ.เขตพื้นที่การศึกษา ปฏิบัติหน้าที่ ศธจ.
ในการประชุมชี้แจงเตรียมการจัดตั้ง ศธภ.และ ศธจ.) สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ กล่าวว่า การจัดตั้งสำนักงาน ศธจ.และ ศธภ.ต้องกำหนดขอบเขตการทำงานให้ชัดเจน มีการบูรณาการทำงานร่วมกัน เพราะถ้าไม่กำหนดให้ชัดอาจจะเกิดความขัดแย้งได้สูง และแม้ว่าจะผ่าตัดโครงสร้าง มีหรือไม่มีศธภ.และศธจ.อีกกี่ครั้ง ประชาชนก็ไม่ได้สนใจ

เนื่องจากสิ่งที่ประชาชนสนใจและต้องการคือ ลูกหลานเขาได้ประโยชน์หรือไม่ ได้เรียนกับครูและโรงเรียนที่มีคุณภาพหรือไม่ตรงนี้เป็นหัวใจสำคัญ เพราะฉะนั้น   การทำงานของ ศธภ.และ ศธจ.ผลลัพธ์ต้องมุ่งไปที่เด็กเป็นสำคัญ
 “ที่ผมห่วงคือจะเกิดความโกลาหล ช่วงนี้จึงเป็นรอยต่อสำคัญที่ต้องกำหนดภารกิจงานให้ชัดเจน และบูรณาการการทำงานร่วมกัน ซึ่งงานมีมากพอ แต่ต้องจัดสรรกันให้ดี ร่วมกันทำเพื่อเด็กและครู”นพ.ธีระเกียรติ กล่าว
รมว.ศึกษาธิการ กล่าวต่อไปว่า  ขณะนี้ ศธ.กำลังยกร่าง กฎกระทรวง ว่าด้วย ระบบ หลักเกณฑ์ และวิธีการประกันคุณภาพ พ.ศ…   ซึ่งจะปรับปรุงกำหนดมาตรฐานการศึกษาและตัวชี้วัด ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพภายใน และประเมินคุณภาพภายนอกสถานศึกษา โดยกำหนดเป็นมาตรฐานกลาง ซึ่ง ศธภ.และศธจ.จะต้องร่วมรับผิดชอบในเรื่องนี้ โดยไม่ใช่การลงไปประเมินซ้ำซ้อน แต่ร่วมติดตามให้เป็นไปตามมาตรฐานและตัวชี้วัดที่กำหนด
     ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวว่า เป้าหมายการประชุมครั้งนี้มุ่งสร้างความเข้าใจแก่ผู้บริหารของหน่วยงานสังกัด ศธ.ในระดับจังหวัด และชี้แจงภารกิจที่ต้องดำเนินการ

ทั้งเรื่องการหาที่สถานที่ตั้งถาวรของสำนักงาน ศธภ.และ ศธจ. รวมถึงการสรรหาผู้ดำรงตำแหน่ง ศธภ.รองศธภ. ศธจ.และรองศธจ.ตัวจริง ที่กำลังเริ่มดำเนินการ นอกจากนี้ จะพูดคุยถึงการมอบอำนาจ โอนภารกิจขององค์กรหลักให่แก่ 2 หน่วยงาน สุดท้ายคือขอให้ร่วมกันสร้างความเข้าใจกับสถานศึกษา ครู นักเรียนถึงการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น

“ไบโพลาร์’กินยารักษาหาย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269284

“ไบโพลาร์’กินยารักษาหาย

ไบโพลาร์กินยารักษาหาย, 1 ใน 5 ของผู้ป่วยฆ่าตัวตายสำเร็จ, ลาร์, กิน, รักษา, หาย

โรคนี้มีความชุกประมาณร้อยละ 1 ในผู้ใหญ่ เพศหญิงและเพศชายเท่าๆกัน พบว่าประมาณ ร้อยละ 20 ของผู้ป่วยเริ่มมีอาการระหว่างอายุ 15-19 ปี1 ใน 5 ของผู้ป่วยฆ่าตัวตายสำ

      โรคไบโพลาร์ หรือ โรคอารมณ์สองขั้ว เป็นโรคที่มีความผิดปกติทางอารมณ์เป็นอาการสำคัญ ผู้ป่วยจะมีอารมณ์แปรปรวนที่ผิดปกติอย่างเห็นได้ชัด ได้แก่ อารมณ์เศร้าหรืออารมณ์รื่นเริงสนุกสนาน

        ในช่วงระยะอารมณ์ซึมเศร้า ผู้ป่วยจะมีอารมณ์เศร้า หดหู่ ร้องไห้ง่าย เบื่ออาหาร เชื่องช้า ลังเล ตัดสินใจ ไม่แน่นอน ไม่มั่นใจตัวเอง คิดช้า ไม่มีสมาธิ รู้สึกว่าชีวิตตนเองไม่มีคุณค่า และมีความคิดฆ่าตัวตาย

"ไบโพลาร์’กินยารักษาหาย

       ส่วนในช่วงที่มีอารมณ์รื่นเริงสนุกสนานผิดปกติ ผู้ป่วยจะรู้สึกมีความสุขมาก อารมณ์ดี คึกคัก มีกำลังวังชา ขยันกว่าปกติแต่ทำได้ไม่ดี ความต้องการนอนน้อยลง พูดคุยทักทายผู้อื่น แม้แต่กับคนแปลกหน้า พูดมาก พูดเร็ว กิจกรรมทางเพศเพิ่มขึ้น ใช้จ่ายเปลือง เชื่อมั่นตนเองมาก การตัดสินใจไม่เหมาะสม ขาดความยับยั้งชั่งใจ หากถูกห้ามปรามหรือขัดขวางในสิ่งที่ต้องการจะหงุดหงิด ฉุนเฉียว ในรายที่มีอาการรุนแรงจะพบมีอาการหลงผิดแบบมีความสามารถพิเศษเหนือคนอื่น จนถึงมีภาวะหวาดระแวงได้

      โรคนี้มีความชุกประมาณร้อยละ 1 ในผู้ใหญ่ เพศหญิงและเพศชายเท่าๆกัน พบว่าประมาณ ร้อยละ 20 ของผู้ป่วยเริ่มมีอาการระหว่างอายุ 15-19 ปี แต่ผู้ป่วยบางคนอาจเริ่มมีอาการในระยะก่อนเข้าวัยรุ่นหรือวัยรุ่นตอนต้นก็ได้

    โดยที่องค์การอนามัยโลกก็ได้ระบุว่า โรคนี้เป็นโรคที่ก่อให้เกิดความสูญเสียเนื่องจากการเจ็บป่วยหรือความพิการ อันดับที่ 6 ของโลก และยังพบอีกว่า 1 ใน 5 ของผู้ป่วยฆ่าตัวตายสำเร็จ

"ไบโพลาร์’กินยารักษาหาย

      นาวาอากาศตรีนายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์อธิบดีกรมสุขภาพจิต กล่าวว่า สำหรับประเทศไทย ล่าสุด จากรายงานการให้บริการผู้ป่วยจิตเวชของประเทศไทย กรมสุขภาพจิต และคลังข้อมูลการแพทย์และสุขภาพ กระทรวงสาธารณสุข ปี 2559 พบว่า มีผู้ป่วยโรคไบโพลาร์ ทั้งสิ้น 32,502 คน จาก ผู้ป่วยจิตเวชทั้งหมด 712,359 คน

      โรคนี้เกิดจากความผิดปกติของสารเคมีในสมองรวมทั้งปัจจัยทางด้านจิตสังคม ได้แก่ ความเครียดในชีวิตประจำวันและสิ่งแวดล้อม โรคอารมณ์สองขั้วเป็นโรคเรื้อรังมีโอกาสกลับเป็นซ้ำได้ถึง80-90 % จึงจำเป็นต้องรักษาด้วยการรับประทานยาอย่างต่อเนื่อง

     ทั้งนี้ ผู้ป่วย ญาติ และสังคม จำเป็นต้องมีความรู้และความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและการรักษา โดย ผู้ป่วยเอง ก็ต้องรับประทานยาอย่างต่อเนื่องสม่ำเสมอ พบแพทย์ตามนัด ดูแลตัวเอง ห้ามอดนอน หลีกเลี่ยงเครื่องดื่มชูกำลัง กาแฟ ห้ามใช้สารเสพติด สุรา แอลกอฮอล์ และ อย่าเครียด ขณะที่ ญาติและคนใกล้ชิด ก็ต้องดูแลให้ผู้ป่วยรับประทานยาและปฏิบัติตามแผนการรักษา

"ไบโพลาร์’กินยารักษาหาย

      รวมทั้ง หลีกเลี่ยงปัจจัยกระตุ้นให้เกิดอาการกำเริบ ให้กำลังใจ และมีการสื่อสารที่ดีในครอบครัว ตลอดจน สังคม ก็ต้องเข้าใจ ให้โอกาส และลดอคติ มองผู้ป่วยไบโพลาร์ไม่ต่างจากจากผู้ป่วยโรคอื่นๆ ที่สามารถรักษาได้ ซึ่งจะช่วยให้พวกเขาเข้าสู่กระบวนการรักษาและใช้ชีวิตแบบเพื่อนแท้ไบโพลาร์ได้อย่างมีความสุขเช่นเดียวกับคนทั่วไปทั้งนี้ สามารถขอรับบริการปรึกษาได้ที่ สายด่วนสุขภาพจิต1323ฟรี ตลอด24ชั่วโมง

ตามไปดูบ่อน้ำร้อนกันตัง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269262

ตามไปดูบ่อน้ำร้อนกันตัง

มทรธัญบุรีเพิ่มมูลค่าบ่อน้ำร้อนกันตัง, ตาม, ไปดู, บ่อน้ำร้อน, กัน, ตัง

ว.แพทย์แผนไทย มทร.ธัญบุรี พัฒนาผลิตภัณฑ์จากบ่อน้ำร้อนกันตัง ถ่ายทอดองค์ความรู้ธุรกิจสปาเพื่อสุขภาพบูรณาการทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่และนำไปพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่ม

       ดร.ไฉน น้อยแสง ผู้ช่วยผู้อำนวยการวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย เปิดเผยว่า ทางวิทยาลัยการแพทย์แผนไทยได้เข้าไปพัฒนาชาชงสมุนไพรเพื่อสุขภาพ โดยร่วมกับศูนย์พัฒนายาไทย และสมุนไพร สถาบันแพทย์แผนไทย กรมการแพทย์แผนไทย และแพทย์ทางเลือก ในการสร้างมูลค่าเพิ่มทรัพยากรชีวภาพโดยเฉพาะอย่างยิ่งพืชสมุนไพรให้กับแหล่งน้ำพุร้อน 7 แห่งทั่วประเทศ

ตามไปดูบ่อน้ำร้อนกันตัง

ดร.ไฉน น้อยแสง

โดยวนอุทยานน้ำพุร้อนกันตัง จังหวัดตรัง เป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งใน 7 แห่ง และเพื่อให้ชุมชนมีส่วนร่วมในการนำทรัพยากรและความหลากหลายทางชีวภาพรวมถึงภูมิปัญญาของชุมชนในท้องถิ่นมาใช้ประโยชน์เชิงเศรษฐกิจ

สำนักงานพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานชีวภาพ(องค์การมหาชน) ได้จัดทำโครงการพัฒนาผลิตภัณฑ์จากทรัพยากรชีวภาพของชุมชนเพื่อเพิ่มโอกาสทางเศรษฐกิจ นำองค์ความรู้ทางด้านภูมิปัญญาพื้นบ้านกับนักวิชาการซึ่งมีความรู้ทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี นำความรู้ทั้งสองด้านมาบูรณาการที่ทำให้เกิดองค์ความรู้ใหม่และนำไปพัฒนาสร้างมูลค่าเพิ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ตามไปดูบ่อน้ำร้อนกันตัง

ทางวิทยาลัยการแพทย์แผนไทย มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ธัญบุรี นำทีมผู้วิจัยเข้าไปทำการศึกษาวิจัยพัฒนาผลิตภัณฑ์เครื่องสำอางที่มีส่วนผสมสารสกัดพืชสมุนไพร ในพื้นที่วนอุทยานน้ำพุร้อนกันตัง

โดยวนอุทยานน้ำพุร้อนกันตัง เป็นบริเวณพื้นที่น้ำพุร้อน ที่ได้พัฒนาปรับปรุงเป็นบ่อน้ำพุร้อน จำนวน 3 บ่อ ซึ่งมีน้ำพุร้อนประเภทWeak Alkaline Springsมีอุณหภูมิของน้ำประมาณ 70 องศา/ 40 องศา/ 20 องศา เป็นปรากฏการณ์ธรรมชาติที่มีน้ำร้อนไหลขึ้นมาจากใต้ดิน วัดค่าความเป็นกรดด่าง(pH)อยู่ที่ 7.1มีปริมาณเกลือสูงมาก ซึ่งเกลือมีสรรพคุณในการรักษาโรคผิวหนัง และบริเวณบ่อน้ำร้อนมีสาหร่ายขึ้นจำนวนมาก

ตามไปดูบ่อน้ำร้อนกันตัง

ทีมผู้วิจัย จึงได้นำมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ ซึ่งมีส่วนผสมของน้ำพุร้อน และพืชสมุนไพรในท้องถิ่น อาทิเช่น มังคุด ขมิ้น มาพัฒนาผลิตภัณฑ์ 4 ผลิตภัณฑ์ ประกอบด้วย โลชั่นบำรุงผิว สรรพคุณช่วยบำรุงผิวหนัง ครีมนวดสปาตัว ช่วยเพิ่มความชุ่มชื่นให้กับผิว ทำให้ผิวกระจ่างใส        เหมาะสำหรับการอโรมาและทรีตเมนต์ช่วยผ่อนคลาย มาร์คโคลน โคลนบำรุงผิวหน้า และผิวกาย ช่วยปรับความสมดุลของผิว เพิ่มความชุ่มชื่น ทำให้ผิวดูสะอาด และเปล่งปลั่งขจัดความมัน และสิ่งสกปรกที่สะสมบริเวณผิว และสเปรย์บำรุงผิวหน้า บำรุงผิวเหมาะสำหรับคนที่ตากแดด จะช่วยให้ชุ่มชื่น

ตามไปดูบ่อน้ำร้อนกันตัง

โดยจากการทดสอบการระคายเคืองและประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์ เพื่อให้เกิดความมั่นใจว่าผลิตภัณฑ์ที่ได้พัฒนาขึ้นมีความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ทำการทดสอบความชุ่มชื้น การลดริ้วรอยของผิวหนัง และการประเมินความพึงพอใจของผลิตภัณฑ์ ช่วยยืนยันถึงประสิทธิภาพของผลิตภัณฑ์

ตามไปดูบ่อน้ำร้อนกันตัง

ปัจจุบันทางชุมชนได้จัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพบ่อน้ำร้อนกันตังขึ้น นำผลิตภัณฑ์ไปต่อยอด จัดสร้างโรงเรือนผลิตและจำหน่ายผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์ภายใต้แบรนด์วารินคีรี สร้างรายได้ให้กับกลุ่มสมาชิก และทางทีมผู้วิจัยยังได้นำองค์ความรู้ทางด้านงานบริการสปาเพื่อสุขภาพเข้าไปถ่ายทอดให้กับกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพบ่อน้ำร้อนกันตัง

 

ตามไปดูบ่อน้ำร้อนกันตัง

เช่น ความรู้ทางด้านการทำการทำทรีตเมนต์ การนวดสปาตัว การนวดเท้า การจัดบรรยากาศในสถานบริการสปา และได้เปิดบริการ สปาภายในวนอุทยานน้ำพุร้อนกันตังโดยได้รับความสนใจจากนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ถือเป็นการพัฒนา และสร้างรายได้ที่ยั่งยืนให้กับชุมชน

 สมสวย เวียงแก้ว ประธานกลุ่มวิสาหกิจชุมชนผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพบ่อน้ำร้อนกันตัง เล่าว่า ผลิตภัณฑ์ทั้ง 4 ผลิตภัณฑ์ได้รับเครื่องหมายBIO Economyและได้รับการรับรองจาก อย. ปัจจุบันผลิตภัณฑ์ได้รับความนิยมจากผู้บริโภคที่เข้ามาเที่ยวชม วนอุทยานน้ำพุร้อนกันตัง ช่วงเทศกาลท่องเที่ยวประมาณเดือนมกราคม – ตุลาคม

ตามไปดูบ่อน้ำร้อนกันตัง

ร่วมไปถึงธุรกิจสปาที่อาจารย์นำมาถ่ายทอดสร้างรายได้ประมาณเดือนละ 100,000 บาท สร้างรายได้ให้กับคนในชุมชนในช่วงของราคายางพาราตกต่ำ เป็นความมั่นคงที่ยั่งยืนให้กับชุมชน ต้องขอบคุณอาจารย์ที่เข้ามาให้องค์ความรู้กับทางกลุ่ม ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์วางจำหน่ายที่ร้านฟ้าใสแกลอรี่ศูนย์ราชการแจ้งวัฒนะ

ตามไปดูบ่อน้ำร้อนกันตัง


เปิดใจนิสิตครู5ปีมก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269137

เปิดใจนิสิตครู5ปีมก.

เจน -วิมลฉัตร, แรงบันดาลใจ, เปิดใจนิสิตครู5ปีมกพ่อแม่เป็นครูเลยอยากเป็น, เปิดใจ, นิสิต, ครู, เปิดใจนิสิตครู5ปีมก, เจน -วิมลฉัตร ภูศรีฐาน, ชุลีพร อร่ามเนตร,  เจน -วิมลฉัตร

เพราะเติบโตในครอบครัวที่พ่อแม่เป็นครูในต่างจังหวัด อย่าง ยโสธร ทำให้ได้เห็นการใช้ชีวิต เห็นสังคมแล้วรู้สึกว่าเป็นสังคมที่ดีมีคุณภาพ อยากมีสังคมชีวิตแบบนั้นบ้าง

    ที่สำคัญครูเป็นอาชีพที่มีความมั่นคง เงินเดือนที่ดี จึงทำให้“เจน -วิมลฉัตร ภูศรีฐาน” ตัดสินใจเลือกเรียนคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.)ทันทีที่สอบ เพราะเปิดสอนมานานมีแหล่งฝึกปฏิบัติงาน บัณฑิตครูส่วนใหญ่มีงานทำ

เปิดใจนิสิตครู5ปีมก.

    แต่ว่าจะเรียนจบมาได้ 5 ปีนั่นไม่ใช่เรื่องง่ายเพราะทุกกระบวนการบ่มเพาะ ทั้งความรู้ทางด้านวิชาการ เทคนิคการสอนทางปฏิบัติ และจิตวิญญาณของความเป็นครู นั้นไม่ใช่เรื่องง่าย “ชุลีพร อร่ามเนตร” ผู้สื่อข่าวคมชัดลึกออนไลน์ มีโอกาสได้สนทนารายละเอียดกับ  นิสิตชั้นปีที่ 5 สาขาวิทยาศาสตร์ เอกฟิสิกส์ คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) ถึงรายละเอียด

เปิดใจนิสิตครู5ปีมก.

  วิมลฉัตร ภูศรีฐาน

    ” เจน -วิมลฉัตร “เล่าว่าการเรียนของนิสิตครูหลักสูตร 5 ปี จะเรียนทั้งหมด 172-175 หน่วยกิต แล้วแต่วิชาเอกโดยภาคเรียนที่ 1 ปี 1 จะเป็นการเรียนรวมไม่ได้แยกสาขา/เอก ทุกคนจะเรียนพื้นฐานเหมือนกัน ส่วนภาคเรียนที่ 2 หรือปี 2 สามารถเลือกเรียนเอกตามที่ต้องการและระหว่างเรียนต้องเรียนวิชาเลือกเพิ่มเติมตามความสนใจของแต่ละคน

เปิดใจนิสิตครู5ปีมก.

      โดยตั้งแต่ปี 2 ทุกคนที่เลือกเอก/วิชาจะได้ไปเรียนทางด้านวิชาการจากคณะที่เกี่ยวข้อง เช่น เลือกเอกวิชาวิทยาศาสตร์ ต้องไปเรียนเนื้อหาจากคณะวิทยาศาสตร์ และได้ฝึกสอน เรียนรู้วิธีการสอนในชั้นเรียนเป็นแบบจำลอง ซึ่งมีเพื่อนๆ เป็นนักเรียน

      เจน เล่าว่าตั้งแต่ปี2 เป็นต้นไปการเรียนครูฟิสิกส์ ต้องเรียนเนื้อหาจากคณะวิทยาศาสตร์ เด็กวิทยาศาสตร์เรียนอะไร เนื้อหาแบบไหนเราก็ต้องเรียนอย่างนั้น เพื่อให้ได้เนื้อหา สาระ องค์ความรู้ทางวิทยาศาสตร์ตรงตามที่เด็กคณะวิทยาศาสตร์เรียน จากนั้นต้องไปฝึกปฏิบัติ 1 ปี เราถูกบ่มเพาะความเป็นครูทั้งด้านองค์ความรู้ เทคนิคการสอน และจิตวิญญาณความเป็นครู

เปิดใจนิสิตครู5ปีมก.

       หัวใจหลักการฝึกสอนที่โรงเรียนสาธิต ม.เกษตรศาสตร์ ต้องส่งแผนการสอนให้กับครูพี่เลี่้ยงตรวจและอนุมัติก่อนนำไปสอนจริงทุกครั้ง โดยมีพี่เลี้ยง 1 คนต่อนิสิต1 คน เจนเล่าว่า ยิ่งเข้าสู่ปีที่ 5ทุกคนต้องไปฝึกสอนในโรงเรียน

เปิดใจนิสิตครู5ปีมก.

     เจอสถานการณ์จริง เจอระบบโรงเรียน ชั้นเรียน และนักเรียนในระดับชั้นแตกต่างกันออกไปต้องเรียนรู้ ทำความเข้าใจทุกอย่าง เป็นการเรียนรู้นอกห้องเรียนสำรวจตัวเองด้วยว่ามีความพร้อม และจะใช้ชีวิตในวงการวิชาชีพครูได้หรือไม่ เป็นการวัดความชอบของแต่ละคนด้วยว่าเหมาะกับการเป็นครูประถม มัธยม หรือครูในระบบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน หรือครูในโรงเรียนสาธิต ซึ่งทุกการเรียนการสอน ฝึกสอน ต้องผ่านมาตรฐานตามเกณฑ์ที่หน่วยงาน มหาวิทยาลัยกำหนด

เปิดใจนิสิตครู5ปีมก.

    “ตอนนี้คนเก่งเลือกเป็นครูมากขึ้น เพราะนอกจากเป็นวิชาชีพชั้นสูงแล้วยังมีเงินเดือนสูง ความมั่นคงสูง” เจนระบุ ซึ่งการเปิดให้ “ผู้ไม่ได้จบครู” มาเป็น “ครู” ได้ แต่ควรผ่านการอบรมเทคนิคการสอน การควบคุมชั้นเรียน การรู้จักเด็ก จิตวิทยา การเรียนรู้พฤติกรรม และที่สำคัญต้องรู้จักการถ่ายทอด เพราะบ่อยครั้งที่คนเก่ง มีความรู้แต่สื่อสาร ถ่ายทอดไปยังผู้อื่นไม่ได้ หลายครั้งที่เมื่อมีปัญหาเรื่องคุณภาพ ครูก็มักจะถูกเป็นจำเลยสังคม

เปิดใจนิสิตครู5ปีมก.

      เจน ทิ้งท้ายว่า หลักสูตรครูจะ 5 ปี หรือ 4 ปี หากได้เรียนในคณะครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ล้วนผ่านการบ่มเพาะความเป็นครูที่อัดแน่นทั้งด้านวิชาการ และวิธีการสอนอยู่แล้ว อยากให้นำบัณฑิตครูที่ไม่มีงานทำ ไม่ได้รับการบรรจุ ได้รับการบรรจุในสาขาวิชาต่างๆก่อน เพราะพวกเขาล้วนได้รับการเรียนการสอน ฝึกสอนความเป็นครูอยู่แล้ว อยากให้ผู้ใหญ่ที่มองว่าครูมีปัญหาเรื่องคุณภาพ ต้องย้อนกลับไปมองไม่มีคุณภาพจริงๆ หรือระบบการผลิตครูไม่เชื่อมโยงกัน

วังหินกิตติวิทยาคมต้นแบบร.ร.ความสุข

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269129

วังหินกิตติวิทยาคมต้นแบบร.ร.ความสุข

วังหินกิตติวิทยาคมต้นแบบรรความสุข, วัง, หิน, กิตติ, วิทยาคม, ต้นแบบ, ความสุข, ครู

โรงเรียนชายขอบเล็กๆใน จ.ตาก นำโครงการโรงเรียนต้นแบบแห่งความสุข (happiness school)มาใช้ในโรงเรียนผลการสอบ o- net ม.6 เพิ่มขึ้น 41.46 %

     นักเรียนโรงเรียนวังหินกิตติวิทยาคมแห่งนี้ มาจากครอบครัวที่หลากหลาย มีพื้นฐานที่แตกต่างกัน พ่อแม่ผู้ปกครองประกอบอาชีพรับจ้าง อาศัยอยู่กับปู่ย่าตายาย   ภายหลังจากที่โรงเรียนได้นำโครงการต้นแบบแห่งความสุขมาใช้ในโรงเรียน แล้วในด้านของผลการพัฒนาด้านการศึกษา ในปีการศึกษา 2558 ผลโอเน็ตของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 มีพัฒนาการเพิ่มขึ้น 3 รายวิชา

วังหินกิตติวิทยาคมต้นแบบร.ร.ความสุข

       แต่พัฒนาการในช่วงสั้นๆ ในส่วนของปีการศึกษา 2559 ที่ผ่านมานี้ พบว่าหลังจากนำโครงการโรงเรียนต้นแบบแห่งความสุข (happiness school) มาใช้ได้เต็มภาคเรียน  ทำให้มีผลความสำเร็จสูงขึ้นมาก  โดยเฉพาะด้านผลการเรียนในปีการศึกษา 2559 มีผลพัฒนาอย่างก้าวกระโดดทั้งชั้นเรียน

     โครงการโรงเรียนต้นแบบแห่งความสุข (happiness school)  คือการเปิดใจ ให้ความรักความเข้าใจ ระหว่าง ผู้บริหาร ครู นักเรียน และชุมชน ผ่านกิจกรรมการท่องสโลแกน ว่าเราทำได้ ก่อนเข้าเรียนแต่ละวิชา เสริมสร้างความเชื่อมั่นและกำลังใจให้ตนเอง การแท๊คมือและการโอบกอดระหว่างศิษย์ครู คำพูดที่ใช้คือคำพูดเชิงบวก

วังหินกิตติวิทยาคมต้นแบบร.ร.ความสุข

      ซึ่งกิจกรรมง่ายๆเหล่านี้ ต่างช่วยให้เด็กมีความเข้าใจในตัวเอง รู้สึกใกล้ชิดกับครูสอน กล้าแสดงความคิด แสดงออก รับผิดชอบ และมองเห็นเป้าหมายในชีวิตของตนเอง ทำให้เด็กนักเรียนมีความมุ่งมั่นตั้งใจเรียนมากขึ้น เพราะเข้าใจว่าการศึกษาที่ดีจะนำพาไปสู่เป้าหมายที่วางไว้ ส่งผลให้ผลการสอบดีขึ้นอย่างก้าวกระโดด

     ในส่วนของพัฒนาอื่นๆที่เห็นผลได้เชิงประจักษ์คือ ด้านพฤติกรรมของนักเรียน พบว่านักเรียนมีความสุขและมีเป้าหมายชีวิตที่ชัดเจน สามารถที่จะค้นพบตัวเองค้นพบวิธีการเรียน แนะนำตัวเองไปสู่จุดมุ่งหมาย ในส่วนของคุณครูพบว่าครูได้ปรับกระบวนการคิด วิธีการสอน เพื่อให้มีการวัดผลประเมินผลที่เข้าใจสภาพจริง เข้าใจนักเรียน ในส่วนของผู้ปกครอง จากกิจกรรมการเยี่ยมบ้านนักเรียน ทำให้มีสัมพันธภาพที่ใกล้ชิดกับโรงเรียน และผู้ปกครองมีความพึงพอใจ

วังหินกิตติวิทยาคมต้นแบบร.ร.ความสุข

     สมศักดิ์ ศรีบุญเรือง ครูชำนาญการ กล่าวว่า เด็กนักเรียนที่นี่ ส่วนใหญ่ เป็นเด็กที่ขาดโอกาส และมาจากพื้นฐานครอบครัวที่ต่างกัน เราเป็นครูควรให้โอกาสกับพวกเขา เข้าใจในความต่าง เพราะฉะนั้นในการจัดงานเรียนการสอน จึงปรับให้เหมาะสมตากศักยภาพของแต่ละบุคคล

      ตั้งแต่โรงเรียนนำโครงการโรงเรียนแห่งความสุขเข้ามา พฤติกรรมของนักเรียนเปลี่ยนไป คือ เด็กจะใกล้ชิดเรามากขึ้น กล้าที่จะถามมากขึ้น ไม่เข้าใจบทเรียนตรงไหน จะยกมือถาม หาข้อมูลที่ถูกต้อง ซึ่งส่งผลให้การเรียนของนักเรียนดีขึ้น

วังหินกิตติวิทยาคมต้นแบบร.ร.ความสุข

      ธีรพงษ์ เมืองหลวงนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เล่าว่า โครงการนี้ ทำให้ผมมองเห็นเป้าหมายในชีวิตชัดเจนขึ้น ซึ่งเมื่อเรารู้เป้าหมายว่าเราอยากเป็นอะไรแล้ว ทำให้เราต้องพยายามศึกษาหาความรู้ เพื่อเป็นหนทางในการก้าวไปสู้เป้าหมายในชีวิตของเราให้ได้

      สุพรรษา พันธ์ยิ้ม นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เล่าว่า โตขึ้นอยากเป็น “ครู” เพราะหลังจากที่ตัวเองเคยได้รับโอกาสจากครู ซึ่งครั้งหนึ่งเคยท้อ จนไม่ไม่อยากจะเรียนแล้ว แต่ก็ได้ครูที่เข้าใจและคอยให้กำลังใจ ทำให้หนูอยากเรียนต่อ อยากกลับมาเป็นครู และอยากหยิบยื่นโอกาสให้คนอื่นเหมือนที่หนูเคยได้รับ

วังหินกิตติวิทยาคมต้นแบบร.ร.ความสุข

      โรงเรียนวังหินกิตติวิทยาคม ตั้งอยู่ที่ ต.วังหิน อ.เมือง จ.ตาก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต38(สุโขทัย-ตาก) ห่างจากตัวจังหวัดตาก12กิโลเมตร เปิดทำการสอนนักเรียนตั้งแต่ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่1 –มัธยมศึกษาปีที่6มีนักเรียนจำนวน80คน ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา19คน

วังหินกิตติวิทยาคมต้นแบบร.ร.ความสุข

ปัจจุบันมี ลาวัลย์ เกติมา เป็นผู้อำนวยการโรงเรียนและจากผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 ประจำปีการศึกษา 2559พบว่า โรงเรียนวังหินกิตติวิทยาคม ซึ่งมีนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาชั้นปีที่6จำนวน7คนมีผลพัฒนาอย่างก้าวกระโดด นักเรียนมีผลโอเน็ตพัฒนาทั้ง 5 กลุ่มสาระ โดยภาพรวมแล้วอยู่ที่ 41.46 เปอร์เซ็นต์ ขึ้นเป็นอันดับ 1 ของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 38

วังหินกิตติวิทยาคมต้นแบบร.ร.ความสุข

    ทั้งนี้ความสำเร็จที่เกิดขึ้น ลาวัลย์ กล่าวว่า   ค้นพบว่าครูในโรงเรียนได้ปรับเปลี่ยนทัศนคติ เป็นครูโดยจิตวิญญาณ สามารถเป็นต้นแบบที่ดีสามารถจัดการเรียนรู้ให้ตรงกับศักยภาพของเด็กแต่ละคนได้อย่างเต็มที่ สามารถที่จะเป็นพ่อเป็นแม่เป็นพี่เป็นเพื่อนให้กับนักเรียนได้ สามารถที่จะแสดงความรักความเข้าใจในสิ่งที่นักเรียนเป็น ความสุขต่อไปคือนักเรียนถึงแม้นักเรียนในโรงเรียนแห่งนี้จะเป็นนักเรียนที่ขาดโอกาส เป็นนักเรียนที่มาจากที่อื่น ขาดทุกๆอย่าง แต่ความร่วมแรงร่วมใจของ ครูเราทุกคน ผู้ปกครองและชุมชน จะส่งผลให้โรงเรียนวังหินกิตติวิทยาคมเป็นโรงเรียนต้นแบบแห่งความสุขอย่างยั่งยืน

วธ.ชมพริตตี้ “มอเตอร์โชว์” แต่งกายสุภาพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269123

วธ.ชมพริตตี้ “มอเตอร์โชว์” แต่งกายสุภาพ

วธชมพริตตี้ผ, วธชมพริตตี้ผ มอเตอร์โชว์ แต่งกายสุภาพ, วธชมพริตตี้ , มอเตอร์, โชว์, แต่งกาย, สุภาพ, แต่งกายสุภาพ

วธ.ส่งหนังสือขอบคุณผู้จัด “มอเตอร์โชว์”ชื่นชม-ให้ความร่วมมือดูแล  พริตตี้ แต่งกายสุภาพช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทย สร้างภาพลักษณ์ที่ดีแก่ประเทศ

        นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม(รมว.วธ.) เปิดเผยว่า  กระทรวงวัฒนธรรม (วธ.) มีนโยบายรณรงค์และเสริมสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศไทยและวัฒนธรรมไทยโดยร่วมมือกับหน่วยงานรัฐทุกระดับทั้งระดับท้องถิ่น ระดับชาติและนานาชาติ   ซึ่งการจัดงาน บางกอก อินเตอร์เนชั่นแนล มอเตอร์โชว์  หรืองานมอเตอร์โชว์ที่เป็นงานแสดงรถยนต์ใหญ่ที่สุดในกลุ่มประเทศอาเซียนที่มีการจัดขึ้นเป็นประจำทุกปีในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

นับเป็นกิจกรรมหนึ่งซึ่งช่วยเสริมสร้างภาพลักษณ์ของประเทศไทยให้เป็นที่เป็นที่รู้จักระดับนานาชาติ โดยในปีนี้งานดังกล่าวจัดขึ้นเป็นครั้งที่ 38  ระหว่างวันที่  29  มีนาคม –   9 เมษายน 2560 ที่อิมแพ็ค อารีนา เมืองทองธานี

        ทั้งนี้   วธ.โดยสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมได้ประสานขอความร่วมมือไปยังบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน)ที่เป็นผู้จัดงานให้ช่วยประสานขอความร่วมมือบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ ในการดูแลให้พริตตี้ประจำแต่ละบูธแต่งกายด้วยชุดสุภาพเรียบร้อย  เพื่อช่วยสร้างภาพลักษณ์ที่ดีให้แก่ประเทศไทยและส่งเสริมวัฒนธรรมไทยไปสู่ระดับนานาชาติ

         รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม กล่าวอีกว่า วธ.ขอแสดงชื่นชมและขอบคุณผู้จัดงาน รวมถึงบริษัทผู้ผลิตรถยนต์ต่างๆ ที่ช่วยดูแลให้พริตตี้ประจำแต่ละบูธของค่ายรถยนต์ต่างๆได้พร้อมใจกันแต่งกายด้วยชุดที่สุภาพเรียบร้อย สง่างามในโทนสีดำหรือขาว  มีกิริยามารยาทที่เรียบร้อยงดงามแสดงถึงวัฒนธรรมอันดีของไทย

        ทำให้ได้รับคำชื่นชมและเป็นที่ยอมรับจากสังคมไทยโดยมีเสียงสะท้อนผ่านสื่อต่างๆ     อาทิ สื่อโทรทัศน์ สื่อออนไลน์ เป็นต้น ซึ่งเป็นการช่วยเผยแพร่วัฒนธรรมไทยและสร้างภาพลักษณ์ที่ดีทั้งในระดับประเทศและระดับสากล

       ทั้งนี้  วธ. โดยสำนักเฝ้าระวังทางวัฒนธรรมได้ทำหนังสือขอบคุณและแสดงความชื่นชมไปยังบริษัท กรังด์ปรีซ์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด (มหาชน) ซึ่งเป็นผู้จัดงานมอเตอร์โชว์  ทั้งนี้ วธ.หวังว่าจะได้รับความร่วมมือจากผู้จัดงานและบริษัทรถยนต์ต่างๆเช่นนี้ทุกปี