ภาวะเด็กเตี้ยในสังคมไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269117

ภาวะเด็กเตี้ยในสังคมไทย

ภาวะเด็กเตี้ยในสังคมไทย, เตือนอย่าเชื่อออนไลน์เพิ่มความสูง คุณภาพชีวิต คมชัดลึก, ภาวะ, เด็ก, เตี้ย, สังคม, ไทย

เตือนผู้ปกครองระวังอย่าหลงเชื่อสื่อสังคมออนไลน์หลอกโฆษณาเกินจริง ทั้งเรื่องการเพิ่มขนาดความสูงในหลากหลายรูปแบบช่วยให้เพิ่มความสูงได้เป็นเรื่องไม่จริง

          ชมรมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย จัดงาน Growth Day  ครั้งที่ 1 สูงสมวัย: เคล็ด(ไม่)ลับ พร้อมรณรงค์ให้ผู้ปกครองพาบุตรหลานที่สงสัยว่ามีภาวะเตี้ยผิดปกติหรือขาดฮอร์โมนเติบโต เข้ารับการรักษาที่โรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลต่าง ๆ

            ศ.นพ.พัฒน์ มหาโชคเลิศวัฒนา ประธานชมรมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทยและกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม  สาขาวิชาต่อมไร้ท่อและเมตาบอลิสม ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล เปิดเผยในงาน Growth Day  ครั้งที่ 1 สูงสมวัย: เคล็ด(ไม่)ลับ ว่า สืบเนื่องจากปัจจุบัน พ่อแม่มีความสนใจถึงความสูงของลูก ดังนั้น“โรคเด็กเตี้ยผิดปกติหรือภาวะขาดฮอร์โมนเติบโต” จึงเป็นเรื่องที่สังคมอยากรู้และหาวิธีรักษา

      โดยเด็กที่มีภาวะตัวเตี้ยหรือเจริญเติบโตช้า พบอยู่ประมาณร้อยละ 1-5  หรือเทียบเท่ากับจำนวนเด็ก 100 คนจะพบเด็กที่ตัวเตี้ยกว่าเกณฑ์อยู่ประมาณ 1-5 คน  ซึ่งจากปัจจัยหลายอย่างที่ผ่านมา ทำให้เกิดปัญหาในเรื่องของผู้ป่วยไม่ได้รับการรักษาจากโรงพยาบาลหรือสถานพยาบาลต่าง ๆ ของรัฐ หรือผู้ปกครองไม่ทราบว่าลูกหลานของตนเองป่วยเป็นโรคนี้อยู่ จึงไม่พามารับการรักษา  ทั้ง ๆ ที่ภาครัฐเองก็พร้อมที่จะให้บริการอยู่แล้ว

              นอกจากนี้สื่อสังคมออนไลน์จำนวนมาก ได้นำเสนอในรูปแบบการโฆษณาเรื่องของการเพิ่มความสูงในหลากหลายรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็นการยืดกระดูก การรับประทานอาหารเสริมสำเร็จรูปชนิดต่าง ๆ เช่น นม แคปซูลอาหารเสริมราคาแพงหรือการฝังเข็มเพื่อเพิ่มความสูง สิ่งเหล่านี้ทำให้มีผู้ปกครองและผู้ป่วยเกิดความเข้าใจผิดและหลงเชื่อคำโฆษณาเกินจริง ทำให้เสียค่าใช้จ่ายจำนวนมากโดยไม่ได้ผลจริง  ชมรมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย จึงต้องการให้ความรู้และความเข้าใจที่ถูกต้องต่อสาธารณชนในเรื่องดังกล่าว

          ศ.นพ.พัฒน์ กล่าวว่า ความเตี้ยของคนเราเกี่ยวข้องกับ 2 สาเหตุหลัก คือ 1. ภาวะเตี้ยที่ตรวจพบพยาธิสภาพ มีสาเหตุต่าง ๆ  มากมาย   บางรายอาจมีเพียงสาเหตุเดียว   บางรายอาจมีหลายสาเหตุรวมกัน เนื่องจากการเจริญเติบโตของร่างกายเป็นผลรวมของปัจจัยต่าง ๆ  ร่วมกัน (Integrated Effects)  ได้แก่  พันธุกรรม อาหาร ฮอร์โมน สุขภาพกาย สุขภาพใจและสิ่งแวดล้อม เป็นต้น

       ดังนั้นความผิดปกติหรือความไม่สมดุลของปัจจัยต่าง ๆ ดังกล่าว ทำให้การเจริญเติบโตได้ไม่เต็มที่ตามศักยภาพของพันธุกรรม  2. ภาวะเตี้ยที่ไม่ทราบสาเหตุหรือเตี้ยตามพันธุกรรม  พบได้บ่อย มี 2 ชนิดคือ 1. ภาวะเป็นหนุ่มสาวช้า เป็นภาวะปกติคือเด็กเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าเด็กปกติทั่วไป

       โดยที่สาเหตุไม่ทราบแน่ชัด เชื่อว่าปัจจัยทางพันธุกรรมมีส่วนสำคัญในการกำหนดจุดเริ่มต้นของการเข้าสู่ความเป็นหนุ่มสาวและมักจะมีประวัติครอบครัวว่าบิดาหรือมารดาเป็นหนุ่มสาวช้ากว่าปกติ   หรือมารดามักมีประจำเดือนครั้งแรกช้า (อายุ 14-18 ปี) หรือบิดาเมื่อเป็นเด็กมักตัวเล็กกว่าเพื่อน ๆ เริ่มโตเร็วเมื่อเรียนชั้นมัธยมปลาย และมีความสูงสุดท้ายปกติ  และ 2. ภาวะเตี้ยตามพันธุกรรมหรือไม่ทราบสาเหตุ พบได้บ่อย

       ส่วนมากมักมีพ่อหรือแม่เตี้ย หรือถ้าเตี้ยทั้งพ่อและแม่รวมทั้งปู่ย่าตายายเตี้ยด้วย ก็ชัดเจนมากขึ้นว่าเตี้ยจากพันธุกรรม กรณีที่พ่อแม่ไม่เตี้ยแต่ลูกเตี้ยกว่าปกติ โดยตรวจไม่พบความผิดปกติจากอัตราความสูงที่เพิ่มขึ้นในแต่ละปี ก็ถือว่าปกติคือเพิ่มขึ้นตามเกณฑ์ปกติ

      ด้าน ศ.พญ.สมจิตร์ จารุรัตนศิริกุล   รองประธานฝ่ายวิจัย ชมรมต่อมไร้ท่อเด็กและวัยรุ่นแห่งประเทศไทย และกุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ กล่าวว่าภาวะเด็กเตี้ยที่เป็นปัญหาด้านการเติบโต หมายถึงเด็กที่เจริญเติบโตช้ากว่าอัตราปกติทั้งน้ำหนักและส่วนสูง

      โดยสำหรับเด็กอายุน้อยกว่า 5 ปี จะยึดตามเกณฑ์ความสูงที่ต้องไม่ต่ำกว่าเส้นล่างสุดของกราฟมาตรฐานการเจริญเติบโตขององค์การอนามัยโลก และสำหรับเด็กอายุมากกว่า 5ปี ให้ใช้กราฟของกรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุขในการวัด  กล่าวคือ เด็กแรกเกิด – 1  ปี มีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 25 ซม./ปี, เด็กอายุ 1-2 ปี  มีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 12ซม./ปี, เด็กอายุ 2-3 ปี มีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 8 ซม./ปี, อายุ 3 ปี – ก่อนวัยหนุ่มสาว มีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 4-7  ซม./ปี

    โดยเฉลี่ยจะอยู่ที่ประมาณ 5 ซม./ปี   และในช่วงเข้าสู่วัยหนุ่มสาว เด็กมักจะโตเร็วขึ้น กล่าวคือ เด็กหญิงมีอัตราการเจริญเติบโตประมาณ 7-9 ซม./ปี  และเด็กชายเติบโตประมาณ 8-10 ซม./ปี ผู้ปกครองจึงควรสังเกตการเติบโตอย่างใกล้ชิด โดยดูจากสมุดสุขภาพของเด็ก

          ด้าน ศ.นพ.สุทธิพงศ์ วัชรสินธุ กุมารแพทย์ต่อมไร้ท่อ คณบดีคณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและผู้อำนวยการโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย  และประธานสมาพันธ์ค่อมไร้ท่อเด็ก ภาคพื้นเอเชียแปซิฟิก ( Asia Pacific Pediatric Endocrine Society – APPES) กล่าวว่าหากผู้ปกครองพบว่าความสูงต่ำกว่าเกณฑ์มาตรฐานดังกล่าว ควรพาเด็กไปพบกุมารแพทย์เพื่อตรวจหาสาเหตุที่ทำให้การเจริญเติบโตผิดปกติ เพื่อทำการวินิจฉัยหาสาเหตุ และให้การรักษาแต่เนิ่นๆ เพื่อให้เด็กมีการเติบโตในอัตราปกติ

เด็กออทิสติก รักษาเร็ว ได้ผลเร็ว

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269110

เด็กออทิสติก รักษาเร็ว ได้ผลเร็ว

เผยสัญญาณเตือนเด็กออทิสติก ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว ไม่ชอบเปลี่ยนแปลง  พามาตรวจเร็ว รักษาหายได้, เด็กออทิสติก รักษาเร็ว ได้ผลเร็ว, เด็ก, ออทิสติก, รักษา, เร็ว, ได้ผล, เด็กออทิสติก, รักษาเร็ว, ได้ผลเร็ว

  เผยสัญญาณเตือนเด็กออทิสติก “ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว ไม่ชอบเปลี่ยนแปลง”  พามาตรวจเร็ว รักษาหายได้

    วันที่2เมษายนของทุกปี องค์การสหประชาชาติ (UN)ได้กำหนดให้เป็นวันออทิสติกโลก โรคออทิสติกเป็นโรคทางจิตเวชในเด็กที่กรมสุขภาพจิตมีนโยบายเพิ่มการเข้าถึงบริการฯ มักพบในเด็กชายมากกว่าเด็กหญิง พบได้ทั้งคนจนและคนรวย ในเด็กไทยอายุไม่เกิน5ขวบ จะพบเด็กออทิสติกหรือกลุ่มอาการออทิซึมสเปกตรัม1คนต่อเด็ก161คน

     เด็กออทิสติกแต่ละคนมีระดับความรุนแรงของโรคที่ไม่เท่ากัน ความผิดปกติของเด็กออทิสติกจะมีการเปลี่ยนแปลงไปตามพัฒนาการของเด็ก และจะเห็นเด่นชัดขึ้นเมื่อเด็กออทิสติกมีอายุมากขึ้น จะต้องได้รับบริการคัดกรองหาความผิดปกติ และบำบัดรักษากระตุ้นพัฒนาการ และการปรับพฤติกรรมอย่างมีมาตรฐาน

         นาวาอากาศตรี นายแพทย์บุญเรือง ไตรเรืองวรวัฒน์ อธิบดีกรมสุขภาพจิตกล่าวว่าเด็กออทิสติกมีความผิดปกติของพัฒนาการทางสมองที่ล่าช้า3ด้าน คือ ด้านสังคม ภาษา และ พฤติกรรม ผู้ปกครองสามารถสังเกตพบอาการออทิสติกได้ก่อนที่เด็กจะมีอายุ3ปีสัญญาณเตือน ได้แก่“ไม่สบตา ไม่พาที ไม่ชี้นิ้ว ไม่ชอบเปลี่ยนแปลง”

      กล่าวคือด้านสังคมเด็กจะไม่ยอมสบตา ไม่ชอบมองหน้าคนอื่น ไม่สนใจมองตามเมื่อเราเรียกชื่อ ไม่สนใจผู้อื่น ด้านภาษา เช่น เริ่มพูดได้ช้ากว่าเด็กปกติ หรือพูดได้แต่ไม่เป็นภาษา ฟังไม่รู้เรื่อง ชอบพูดคำเดิมๆ ซ้ำๆ ทั้งวันไม่ชี้นิ้วสั่งหรือบอกเมื่อต้องการของที่อยากได้ และด้านพฤติกรรม เช่น ชอบอยู่ในโลกส่วนตัว มีพฤติกรรมซ้ำๆ ที่ไม่เหมาะสม ไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง ชอบมองวัตถุที่หมุนตลอดเวลา เช่น พัดลมหรือของเล่นที่หมุนๆ เป็นต้น

     ออทิสติกเป็นโรคที่มีความหลากหลายทางอาการมาก เด็กบางคนดูก็รู้ว่าเป็น แต่บางคนดูไม่ค่อยชัด หลายครั้งก็ไม่สามารถวินิจฉัยได้แน่นอนในการพบครั้งแรก ต้องอาศัยการเฝ้าติดตามอาการและพฤติกรรมหลายๆ ครั้งเพื่อให้แน่ใจ และหาข้อมูลจากหลายที่ เช่น โรงเรียน ศูนย์เด็กเล็กที่เด็กเข้าไปเรียน เส้นแบ่งระหว่างความเป็นโรคกับความผิดปกติเป็นเส้นบางๆ ต้องอาศัยการเรียนรู้จากประสบการณ์ ยิ่งเห็นมากจะยิ่งเข้าใจโรคมากขึ้น

     โรคนี้สามารถรักษาได้ พามาตรวจเร็ว ผลการรักษาก็จะดีขึ้นอย่างรวดเร็ว เนื่องจากสมองของเด็กในช่วงอายุน้อยกว่า5ขวบจะมีการพัฒนาและเปลี่ยนแปลงได้อย่างรวดเร็ว ถ้ารีบแก้ไข จะทำให้เด็กมีโอกาสพัฒนาได้อย่างดี หากตรวจพบตั้งแต่ช่วง2ขวบปีแรก จะทำให้ผลการรักษาดีมาก แม้ไม่หายขาดแต่เด็กจะมีพัฒนาการด้านต่างๆ ดีขึ้น ช่วยเหลือตนเองได้ เข้าโรงเรียนได้ตามวัย ตลอดจน

     การเปิดใจยอมรับของครอบครัวที่ไม่มองเด็กออทิสติกว่าเป็นส่วนเกินของครอบครัว และสังคม พร้อมจะทุ่มเท และสู้ไปด้วยกัน ถือเป็นปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลให้เด็กออทิสติกมีโอกาสในการรักษา และสร้างพื้นที่ในสังคมเพิ่มขึ้น

   การเข้าใจและให้โอกาสกับกลุ่มคนพิเศษเหล่านี้ ย่อมช่วยให้พวกเขามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในสังคมได้ตามศักยภาพอย่างมีความสุข เด็กออทิสติกหลายคนสามารถพัฒนาได้จากไม่พูดหรือพูดภาษาที่คนอื่นฟังไม่เข้าใจ จนสามารถสื่อสารได้ดี ปรับตัวเข้ากับสังคมได้ดี ไม่มีพฤติกรรมซ้ำๆ เด็กออทิสติกหลายคนสามารถเรียนจบปริญญาและประกอบอาชีพได้เหมือนคนปกติทั่วไป พ่อแม่ผู้ปกครอง แพทย์ ครู

     รวมทั้งพวกเราทุกคนในสังคม จึงมีส่วนช่วยอย่างมากในการที่จะช่วยชูพลังใจ เติมความสดใส เพิ่มความหวังให้กับพวกเขาได้ ทั้งนี้ สามารถขอคำปรึกษาได้ที่สายด่วนสุขภาพจิต1323ตลอดจนรับการคัดกรองได้ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล และโรงพยาบาลชุมชนทั่วประเทศ

สพฉ.เปิดศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269107

สพฉ.เปิดศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต

สพฉเปิดศูนย์คุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต, สพฉเปิดศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต, เปิด, ศูนย์, ประสาน, คุ้มครอง, สิทธิ, ผู้ป่วย, ฉุกเฉิน, วิกฤต

สพฉ. เปิดศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต UCEP Coordination Center รักษาฟรี 72 ชั่วโมง แจกข้อมูล9ข้อควรรู้ก่อนใช้บริการ ะฉุกเฉินโทร1669ตลอด24ชม.

       ภายหลังจากที่ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) พร้อมด้วยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอาทิสถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติ(สพฉ.) สำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สป.สธ.) กรมสนับสนุนบริการสุขภาพ(สบส.) สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) สำนักงานประกันสังคม(สปส.) กรมบัญชีกลาง กระทรวงการคลัง สมาคมโรงพยาบาลเอกชน วิทยาลัยแพทย์ฉุกเฉินแห่งประเทศไทย

สพฉ.เปิดศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต

       ได้ร่วมแถลงข่าว“นโยบายเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤต มีสิทธิทุกที่” (Universal Coverage for Emergency Patients : UCEP)หลังจากที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบ เรื่อง“หลักเกณฑ์ วิธีการ และเงื่อนไขการกำหนดค่าใช้จ่ายในการดำเนินการผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต”เมื่อวันที่ 28 มีนาคม 2560 ที่ผ่านมา วันนี้สถาบันการแพทย์ฉุกเฉินแห่งชาติได้ออกเปิดเผยข้อมูลถึงแนวทางในการดำเนินงานในส่วนของสพฉ.ที่จะเตรียมไว้รองรับการใช้บริการของประชาชน

       โดย ร.อ.นพ.อัจฉริยะ แพงมา เลขาธิการสพฉ. ระบุว่า สพฉ. ได้จัดวางระบบการให้บริการประชาชนตามนโยบายUCEP โดยได้ทำการจัดตั้งศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต (ศคส.สพฉ.) หรือUCEP Coordination Centerขึ้นเพื่ออำนวยความสะดวกให้กับประชาชนและโรงพยาบาลเอกชนในกรณีมีปัญหาในการคัดแยกอาการของผู้ป่วยฉุกเฉินซึ่งประชาชนและโรงพยาบาลสามารถโทรเข้ามาที่ศูนย์ ศคส.สพฉ. ได้ที่เบอร์ 02- 872- 1669

        ซึ่งเมื่อวานที่ผ่านมา (1เม.ย.) ศูนย์ก็ได้เริ่มการทำงานอย่างเป็นระบบและได้ประสานช่วยเหลือผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตผ่านระบบUCEPไปทั้งหมด25ราย โดยเป็นผู้ป่วยที่มีสิทธิประกันสุขภาพถ้วนหน้า15ราย ผู้ป่วยจากสิทธิประกันสังคม3ราย ผู้ป่วยจากสิทธิข้าราชการ4ราย และผู้ป่วยจากกองทุนอื่นอีก3ราย โดยตั้งแต่วันนี้ เป็นต้นไป ประชาชนสามารถใช้บริการตามนโยบายนี้ได้ทันที

สพฉ.เปิดศูนย์ประสานคุ้มครองสิทธิผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต

         นอกจากนี้แล้วเรายังได้จัดทำข้อมูลเผยแพร่ในชื่อชุด 9 ข้อควรรู้ก่อนใช้สิทธิ์UCEPให้ประชาชนไว้ใช้ศึกษาก่อนเพื่อทำความเข้าใจก่อนใช้สิทธิUCEPแนวทางนี้กำหนดขึ้นโดยมีวัตถุประสงค์เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการและลดภาระค่าใช้จ่ายของผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤต เราทุกหน่วยงานได้เตรียมพร้อมในการดูแลประชาชน

     แต่สิ่งที่สำคัญที่สุดคือประชาชนเองก็จะต้องดูแลตนเองให้ร่างกายแข็งแรง ไม่เสี่ยงต่อการเจ็บหรือป่วย แต่หากเมื่อใดที่เจ็บหรือป่วยฉุกเฉินวิกฤตระบบที่เราได้ช่วยกันดำเนินการขึ้นมาก็พร้อมอย่างเต็มที่ในการดูแล หากประชาชนชนท่านใดเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตหรือพบเห็นผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตให้รีบโทรแจ้งสายด่วน 1669 เราจะเข้าให้การช่วยเหลือเพื่อส่งผู้ป่วยฉุกเฉินวิกฤตให้ได้รับการรักษาตามสิทธิUCEPอย่างทันท่วงที

แห่สอบม.4 เตรียมอุดมฯ1.2หมื่นรับ1.1พัน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269101

แห่สอบม.4 เตรียมอุดมฯ1.2หมื่นรับ1.1พัน

แห่สอบม4 เตรียมอุดมฯ12หมื่นรับ11พัน, 12หมื่นรับ11พัน, แห่สอบม4, เตรียม, อุดม, 12หมื่นรับ11พัน , อานนท์

สอบม.4 เตรียมอุดมล้นรับได้1,100คนสมัคร 1.2 หมื่นกว่าคน “อานนท์” ผอ.สพม.1กทม.ยันมีที่เรียนรองรับนักเรียนทุกคน

           ตามที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) กำหนดแนวปฏิบัติการรับนักเรียน ประจำปีการศึกษา 2560 สำหรับการรับนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 กำหนดให้ดำเนินการสอบคัดเลือกและใช้คะแนนการทดสอบทางการระดับชาติขั้นพื้นฐาน หรือ โอเน็ต ในวันที่ 2 เมษายน 2560 ประกาศผลและรายงานตัววันที่ 6 เมษายน 2560

แห่สอบม.4 เตรียมอุดมฯ1.2หมื่นรับ1.1พัน 

     ว่าที่ ร.ต.อานนท์ สุขภาคกิจ ผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 1 กรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า จากการตรวจเยี่ยมสนามคัดเลือกเข้าเรียนต่อม.4 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ที่สนามสอบอิมแพ็ค เมืองทองธานี ภาพรวมพบว่าการดำเนินการเป็นไปอย่างเรียบร้อย นักเรียนและผู้ปกครองที่เดินทางมาสอบมีการเตรียมตัวอย่างดี

แห่สอบม.4 เตรียมอุดมฯ1.2หมื่นรับ1.1พัน 

     อีกทั้งทางโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษามีการประชาสัมพันธ์ให้ทราบล่วงหน้าและยังจัดทีมรุ่นพี่มาคอยช่วยเหลือนักเรียนที่มาสอบด้วย โดยก่อนเข้าห้องสอบนักเรียนก็ต้องผ่านเครื่องสแกนให้นำเพียงอุปกรณ์ที่ใช้ในการสอบเข้าไปเท่านั้น ส่วนกระเป๋าก็มีสถานที่รับฝากไว้

แห่สอบม.4 เตรียมอุดมฯ1.2หมื่นรับ1.1พัน 

      “ภาพรวมการสอบเข้าเรียนทั้งระดับ ม.1 เมื่อวันที่ 1 เม.ย.ที่ผ่านมา และและม.4 ของสพม.1 ทั้ง 2 วันนี้เป็นอย่างเรียบร้อย ส่วนค่านิยมที่เลือกเรียนโรงเรียนที่มีชื่อเสียงก็ยังคงมีอยู่  แต่ปีนี้น่าสนใจว่าโรงเรียนที่อยู่รอบนอกกลับมีนักเรียนไปสมัครเข้าเรียนเพิ่มมากขึ้น เช่นระดับ ม.1 พบว่าปีนี้โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม ได้รับการตอบรับมีผู้สมัครเรียนมากเป็นอันดับ 2 ตรงนี้ก็สะท้อนว่าผู้ปกครองยอมรับในคุณภาพของโรงเรียนและครู เด็กได้เรียนใกล้บ้านไม่ต้องเดินทางไกลด้วย ส่วนในระดับม.4 นั้น โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษายังเป็นที่นิยมของผู้ปกครองและนักเรียนเช่นเดิม รองลงมาคือโรงเรียนโยธินบูรณะ”ว่าที่ร.ต.อานนท์ กล่าว

แห่สอบม.4 เตรียมอุดมฯ1.2หมื่นรับ1.1พัน 

      ทั้งนี้ ยืนยันว่าในปีนี้โรงเรียนในสังกัด สพม.1 ทุกโรงเรียนมีที่นั่งเพียงพอรองรับเด็กแน่นอน ซึ่งการรับนักเรียนจะเป็นไปตามแผนและไม่มีการขยายชั้นเรียน  ซึ่งหากประกาศผลสอบแล้วนักเรียนคนใดที่ยังไม่มีที่เรียนก็สามารถยื่นความจำนงขอรับการจัดสรรที่เรียนที่โรงเรียนได้เลย ตั้งแต่วันที่ 5-20 เมษายน จากนั้นก็ดำเนินการจัดสรรที่เรียนให้ต่อไป

แห่สอบม.4 เตรียมอุดมฯ1.2หมื่นรับ1.1พัน 

       ทั้งนี้ ตามแผนการรับนักเรียนม.4 ของโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงทั่วประเทศ จำนวน 281 โรง รับได้ 94,459 คน สมัคร 207,810 คน สำหรับโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา รับสมัครนักเรียนชั้น ม.4 ประจำปีการศึกษา 2560 จำนวน 1,480 คน แบ่งเป็น ประเภทโควตาจังหวัด จำนวน 296 คน และประเภทสอบคัดเลือก 1,184 คน ซึ่งจะจำแนกเป็นกลุ่มความสามารถพิเศษ จำนวน 74 คน และกลุ่มการสอบคัดเลือกทั่วไป จำนวน 1,100 คน

แห่สอบม.4 เตรียมอุดมฯ1.2หมื่นรับ1.1พัน 

        ทั้งนี้จากข้อมูลการรับสมัครสอบคัดเลือกเข้าเรียนต่อ ม.4 ของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา ณ วันที่ 30 มีนาคม 2560 พบว่า ใน 8 แผนการเรียน โรงเรียนมีที่นั่งรับได้ 1,100 คน มีผู้สมัคร 12,289 คน อัตราแข่งขัน 1:11.07

แห่สอบม.4 เตรียมอุดมฯ1.2หมื่นรับ1.1พัน 

       รายละเอียดดังนี้ วิทยาศาสตร์-คณิตศาสตร์ รับได้ 750 คน สมัคร 8,499 คน อัตราแข่งขัน 1:11.33,ภาษา-คณิตศาสตร์ รับได้ 70 คน สมัคร 1,053 คน อัตราแข่งขัน 1:15.04,ภาษา-ฝรั่งเศส รับได้ 60 คน สมัคร 536 คน อัตราแข่งขัน 1:8.93,ภาษา-เยอรมัน รับได้ 55 คน สมัคร 498 คน อัตราแข่งขัน 1:9.05, ภาษา-ญี่ปุ่น รับได้ 55 คน สมัคร 540 คน อัตราแข่งขัน 1:9.82 ,ภาษา-สเปน รับได้ 25 คน สมัคร 257 คน อัตราแข่งขัน 1:10.82 ,ภาษา-จีน รับได้ 60 คน สมัคร 555 คน อัตราแข่งขัน 1:9.25 และภาษา-เกาหลี รับได้ 35 คน สมัคร 351 คน อัตราแข่งขัน 1:10.03

เลี่ยงเมืองทองเด็ก1.4หมื่นแห่สอบเตรียม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/269034

เลี่ยงเมืองทองเด็ก1.4หมื่นแห่สอบเตรียม

2 เมษายน60สอบเตรียมอุดมที่เมืองทองธานี, เลี่ยง, เมืองทอง, เด็ก, หมื่น, แห่, สอบ, เตรียม

 แนะเลี่ยงเมืองทองธานี เหตุมีงานใหญ่ 2งานคาดคนร่วม 40,000 เพราะเป็นทั้งสนามรร.เตรียมอุดมและงานมอเตอร์โชว์

 

ทวิตเตอร์ สวพ.FM91‏ โพสภาพบรรยากาศที่อิมแพคเมืองทองธานี ว่าวันนี้่ 2 เมษายนเป็นสนามสอบของ รร.เตรียมอุดม ผู้เข้าร่วมสอบ กว่า 13,000-14,000 คน ตั้งแต่เวลา 08.00 – 16.00 น.

เลี่ยงเมืองทองเด็ก1.4หมื่นแห่สอบเตรียม

ซึ่งก่อนหน้านี้ สถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด แจ้งประชาสัมพันธ์หลีกเลี่ยงเส้นทางการจราจรถนนแจ้งวัฒนะ และบนทางด่วนแจ้งวัฒนะ เนื่องจากในวันดังกล่าว ภายในเมืองทองธานีมีการจัดงาน มอเตอร์โชว์ ครั้งที่ 38 ตั้งแต่เวลา 11.00 – 22.00 น. ซึ่งคาดการว่าจะมีผู้เข้าร่วมงานประมาณ 30,000คน/วัน และตั้งแต่เวลา 06.00 – 17.00 น.ยังมีการจัดเป็นสถานที่สอบของโรงเรียนเตรียมอุดมศึกษา มีนักเรียนเข้าร่วมสอบประมาณ 12,000 คน

ซึ่งจากการจัดงานทั้ง 2 งาน คาดว่าน่าจะมีประชาชนเข้ามาภายในเมืองทองธานีไม่ต่ำกว่า 40,000 คน ดังนั้น อาจก่อให้เกิดปัญหาการจราจรติดขัดภายในเมืองทองธานี , ถนนแจ้งวัฒนะ , ถนนติวานนท์ งานจราจรสถานีตำรวจภูธรปากเกร็ด จึงเรียนประชาสัมพันธ์ ให้ผู้ใช้รถใช้ถนนเพื่อทราบในการหลีกเลี่ยงเส้นทางตามวันเวลาดังกล่าว

ภาพ/ข่าวจาก ทวิตเตอร์ สวพ.FM91

ยกครูเทียบชั้นแพทย์

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/268946

ยกครูเทียบชั้นแพทย์

วิชาชีพครู, สคศท, ประสบการณ์สอน, ใบอนุญาต, ครูในระบบ, มศว, หลักสูตรครู 5 ปี, ลั่น, ต้อง, ได้, ครู, เป็น, ย้ำ, ยกครู, เทียบ, ชั้น, แพทย์, ยกครูเทียบชั้นแพทย์, ตั๋วครู

วงเสวนาฝากรัฐบาลให้ความสำคัญผลิตครูให้เหมือนกับการผลิตแพทย์ ชี้ครูในระบบที่เก่งมีมากแต่ไม่ได้รับการส่งเสริม แนะจับตาสอบครูผู้ช่วย ชี้อาจเป็นช่องทางสู่ระบบราชการ

             หลังจากร่วมวงพูดคุยกันระหว่างผู้ผลิตครู และ กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ถึงมติคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ที่กัน 36 สาขาวิชาให้เฉพาะผู้ถือใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครู หรือ “ตั๋วครู” ตัวจริงเท่านั้นที่มีสิทธิยื่นสมัครสอบครูผู้ช่วย สพฐ. ประจำปี 2560 ได้ ส่วนอีก 25 สาขาวิชา ก็เปิดให้กับผู้ที่มีและไม่มีใบอนุญาตฯ ภายใต้เงื่อนไขขึ้นบัญชีเพียง 1 ปีและต้องมีใบอนุญาตฯ ซึ่งเป็นทางออกที่ลงตัวกับทั้งทุกฝ่าย

ยกครูเทียบชั้นแพทย์

แต่การเปิดช่องให้คนจบสาขาอื่นๆ มาเป็นครู โดยเฉพาะใน 25 สาขา ซึ่งแบ่งเป็น 17 สาขาที่ระบุว่ายังไม่มีผู้จบการศึกษาหลักสูตร 5 ปี และอีก 8 สาขาที่ขาดแคลนเรื้อรัง ยังเป็นประเด็นที่กลุ่มวิชาชีพครู ยังมีความคลางแคลงใจ ล่าสุด คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ (มศว) เปิดเวทีเสวนา เรื่อง รัฐเปิดช่องให้ผู้ที่ไม่ได้เรียนครูมาเป็นครูได้หรือเสีย?

ยกครูเทียบชั้นแพทย์

นายไพบูลย์ เกตุแก้ว

นายไพบูลย์ เกตแก้ว อดีตผู้อำนวยโรงเรียนเบญจมเทพอุทิศ จ.เพชรบุรี กล่าวว่า การให้คนที่จบหลักสูตร 4 ปีแล้วมาเป็นครูบางคนเก่งเนื้อหาจริง แต่ไม่มีเทคนิคและประสบการณ์ในการสอน ขณะที่ ครูที่จบหลักสูตร 5 ปีจะเรียนอย่างเข้มข้นวิชาการถึง 4 ปีฝึกสอนอีก 1 ปี ส่วนตัวให้ความสำคัญกับเรื่องคุณภาพของครูมาก ยกตัวอย่างครั้งยังเป็นผอ.โรงเรียนเบศจมเทพอุทิศ จะกำหนดชัดเจนว่าในการประเมินครูฝึกสอน จะต้องมีตั้งแต่หัวหน้ากลุ่มสาระ ครูพี่เลี้ยง และฝ่ายวิชาการ ทำหน้าที่ในการกำกับติดตามและประเมิน หากประเมินไม่ผ่านก็คือให้ไม่ผ่าน ทั้งนี้  อยากฝากถึงผู้ใหญ่ในบ้านเมืองว่า ไม่ว่าจะแก้ไขปัญหาการขาดครูอย่างไร ผู้ที่จะมาเป็นครูผู้สอนจำเป็นต้องมีใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูทุกคน

“ขอเสนอแนะว่าผู้มาสอบครู จะต้องมีใบประกอบวิชาชีพครูเท่านั้น การเรียนต้องมีกระบวนการฝึกสอน ที่สำคัญต้องมีจรรยาบรรณความเป็นครู โดยเฉพาะเรื่องชู้สาวต้องไม่มี อยากฝากถึงผู้ใหญ่ดูแลสวัสดิการครูให้ดีกว่านี้ ดีกว่าไปทำเรื่องที่เป็นอยู่”นายไพบูลย์ กล่าว

ด้าน นายวรพงษ์ แสงประเสริฐ อาจารย์โรงเรียนสาธิต มศว กล่าวว่า จากประสบการณ์พบว่า คนที่ไม่ได้เรียนวิชาชีพครูมามีปัญหามาก แม้จะเก่งเฉพาะทาง มีความรู้มาก แต่ไม่ได้เรื่องกระบวนการจัดการเรียนการสอน ตลอดจนเทคนิควิธีการรับมือกับเด็ก ทำให้เมื่อเข้าไปสอนจริงในชั้นเรียนเจอเด็กที่หลากหลาย มีความแตกต่างกันก็จะรับมือได้ยาก สุดท้ายก็ต้องลาออกไป นั่นจึงเป็นเหตุผลหนึ่งว่าเหตุใดคนเรียนครูจึงต้องเรียนจิตวิทยาด้วย อย่างไรก็ตาม การที่ ศธ.บอกว่าการเปิดกว้างเพราะบางสาขาขาดแคลนก็ยอมรับได้ แต่อยากให้ลองหันมามองดูครูในระบบที่มีอยู่ด้วย จะพบว่าความจริงแล้วโรงเรียนมีครูในระบบที่เก่งๆอยู่จำนวนมาก เพียงแต่ครูเหล่านี้ไม่ได้รับการพัฒนาและส่งเสริม ทั้งยังต้องแบกรับภาระงานอื่นๆ ยังไม่รวมถึงนโยบายที่มีการเปลี่ยนแปลงบ่อยๆ ส่งผลให้ไม่สามารถจัดการเรียนสอนได้เต็มที่

ยกครูเทียบชั้นแพทย์

นายวรพงษ์ แสงประเสริฐ

นายวรพงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้มีคำ 3 คำที่อยากฝากคือ นิ่ง หมายถึง รัฐบาลและรมว.ศึกษาธิการ ต้องไม่เปลี่ยนแปลงนโยบายบ่อยๆ ต้องกำหนดเป้าหมายทิศทางให้ชัดเจน ,ขยับ หมายถึง สถาบันผลิตครู องค์กร หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต้องขยับตัวผลิตบัณฑิตที่มีคุณภาพจริงๆ และสุดท้ายขอฝากถึงเด็กที่จะเป็นครู คือ ปรับตัวเอง หมายถึง คนจะเป็นครูต้องพัฒนาตนเองให้มีความพร้อมทุกด้าน ที่สำคัญอย่าบกพร่องเรื่องจิตวิทยาความเป็นครู และต้องมีจิตวิญญาณความเป็นครูอย่างแท้จริง

ยกครูเทียบชั้นแพทย์

ดร.ดิเรก พรสีมา

ดร.ดิเรก พรสีมา คณบดีวิทยาลัยฝึกหัดครู  มรภ พระนคร กล่าวว่า ถ้าไม่สามารถสร้างคนคุณภาพได้ประเทศก็ไม่สามารถเดินต่อไปได้อย่างมั่นคงได้ ดังนั้น ต้องเริ่มตั้งแต่กระบวนการพัฒนาครู  โดยต้องใช้ใบอนุญาตประกอบวิชาชีพครูมาเป็นเครื่องมือเพราะสามารถสร้างเงื่อนไขกำหนดคุณสมบัติผู้ที่จะมาเป็นครูได้ ที่สำคัญวิชาชีพครูจะทำแบบที่เป็นอยู่ไม่ได้ ซึ่งประเทศที่เจริญแล้วให้ความสำคัญกับการผลิตครูเหมือนการผลิตแพทย์ โดยสถาบันผลิตครูต้องทบทวนการผลิตครูให้ได้มาตรฐาน โดยเฉพาะการทีโรงเรียนให้ผู้เรียนครูได้ฝึกสอน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.) ก็รับลูกแล้วว่าการผลิตครูต้องทำเหมือนผลิตแพทย์ อย่างไรก็ตามขณะนี้ตนรู้สึกผิดหวัง และเสียใจกับรัฐบาลมาก ซึ่งตนศรัทธานายกรัฐมนตรี ดังนั้นอยากให้หาคนมีความรู้การศึกษามาทำงานด้านการศึกษา

“ขอฝากให้รัฐบาลทำให้กระบวนการผลิตครูมีคุณภาพเหมือนการผลิตแพทย์ ซึ่งปัจจุบันงบประมาณผลิตแพทย์ 5แสนกว่าต่อคนต่อปี ขณะที่การผลิตครู ได้รับงบประมาณ 800 ต่อคนต่อปี แตกต่างกันมาก แล้วจะมาเรียกร้องคุณภาพอะไร  ดังนั้นขอเพิ่มขึ้นไม่ต้องเท่าแพทย์แต่เป็น2-3แสนบาท ได้หรือไม่ ถ้ารัฐจริงใจอยากได้ประเทศไทย 4.0 ก็ต้องปรับงบประมาณในการพัฒนาการผลิตครูไม่เป็นเพียงคำพูดสวยหรู หลอกลวงที่เป็นไปไม่ได้ รวมถึงต้องให้เวลาครูอยู่ในห้องเรียนมากขึ้น ซึ่งที่ผ่านมางานวิจัยสพฐ.พบว่า ครูใช้เวลา 65%ต่อปี ทำอย่างอื่นมากกว่าการสอน แล้วจะหวังให้การศึกษาพื้นฐานเก่งได้อย่างไร เมื่อไม่ให้เวลาครูอยู่กับนักเรียน” ดร.ดิเรก กล่าว

ยกครูเทียบชั้นแพทย์

ดร.องค์กร อมรสิรินันท์

ดร.องค์กร อมรสิรินันท์ อดีตเลขาธิการคุรุสภา  กล่าวว่า คณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา(ก.ค.ศ.)ใช้ช่องทางผิดในการเปิดช่องให้ผู้ไม่เรียนครูมาสอบบรรจุเป็นครู  จึงอยากให้ทุกคนในสังคมจับตาดูกระบวนการสอบบรรจุครูในครั้งนี้ว่า จะมีกระบวนการทุจริตหรือเป็นช่องทางที่เอื้อให้คนเข้าสู่ระบบราชการหรือไม่ ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครูถูกฟ้องร้องได้  และ นพ.ธีระเกียรติ เจริญเศรษฐศิลป์ รมว.ศึกษาธิการ ในฐานะประธาน ก.ค.ศ. ก็จะตกเป็นจำเลย

ยกครูเทียบชั้นแพทย์

รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ

ขณะที่ รศ.ดร.ประพันธ์ศิริ สุเสารัจ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มศว กล่าวว่า ที่ประชุมสภาคณบดีคณะครุศาสตร์/ศึกษาศาสตร์แห่งประเทศไทย รู้สึกเป็นห่วงเรื่องการฟ้องร้อง โดยเฉพาะการฟ้องร้องกันเองของนิสิตนักศึกษาครูที่มีใบประกอบวิชาชีพกับผู้ไม่มีใบประกอบวิชาชีพ ในกรณีที่ผู้ที่ไม่มีใบประกอบวิชาชีพครู แล้วสามารถสอบได้ อาจถูกนิสิตนักศึกษาที่มีใบประกอบวิชาชีพครูฟ้องร้องได้  ซึ่ง สคศท. กำลังศึกษาข้อกฎหมายรวมทั้งหลักเกณฑ์การรับสมัครครูของ ก.ค.ศ.และ หลักเกณฑ์ของคุรุสภา ว่าเปิดช่องให้มีการฟ้องร้องกันได้หรือไม่ และมีแนวทางจะป้องกันไม่ให้นิสิตนักศึกษาฟ้องร้องกันเองหรือไม่ สำหรับเรื่องการสอบบรรจุครูนั้น ปัจจุบันมีครูที่สอบขึ้นบัญชีใน 8 กลุ่มสาระจำนวนมาก ที่สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน ยังไม่ได้เรียกบรรจุ แสดงให้เห็นว่า เราไม่ได้ขาดแคลนคนมาเป็นครูใน 8 กลุ่มสาระ และนักศึกษาครูที่เรียนเอกวิทยาศาสตร์ ทั้งฟิสิกส์ เคมี ชีววิทยา ก็พบว่า มีคะแนนสอบแอดมิชชั่นที่สูงกว่านักศึกษาเอกเดียวกันที่เรียนคณะวิทยาศาสตร์ ดังนั้น ก็ขอให้มั่นใจว่า นักศึกษาครูเก่งด้านเนื้อหา มีจิตวิญญาณครู เข้าใจจิตวิทยาเด็ก และถ่ายทอดความรู้เป็น

 

ภาพ : เว็บไซต์ http://satitprasarnmit.ac.th,http://cte.pnru.ac.th,www.moe.go.th

ยกระดับสุขภาพชาติพันธุ์ ภาคเหนือ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/268958

ยกระดับสุขภาพชาติพันธุ์ ภาคเหนือ

ยกระดับสุขภาพ, ชาติพันธ์, สำนักการแพทย์ มฟล, ยกระดับ, สุขภาพ, ชาติพันธุ์, ภาคเหนือ

สำนักแพทย์ มฟล.เดินหน้าปฏิรูปการเรียนการสอนแพทย์ พยาบาล และสหวิชาชีพด้านสุขภาพ เปิดศูนย์การแพทย์ 400 เตียง ยกระดับสุขภาพปชช.-ชาติพันธุ์ ภาคเหนือ

          สำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) ร่วมมือกับมูลนิธิเพื่อการพัฒนาการศึกษาบุคลากรสุขภาพ (ศสช.) และ องค์การอนามัยโลก (WHO) โดยได้รับการสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ในการปฏิรูปหลักสูตรการเรียนการสอนแพทย์-พยาบาล และกลุ่มสหวิชาชีพสุขภาพ โดยใช้ชุมชนเป็นฐานการเรียนรู้ หรือ “ทรานส์ฟอร์มเมทีฟ เลิร์นนิง” เพื่อเพิ่มคุณลักษณะพึงประสงค์แก่นักศึกษาตามแผนยุทธศาสตร์ชาติ 20 ปี ด้านสาธารณสุข ของกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) หวังยกระดับสุขภาวะประชาชนและกลุ่มชาติพันธุ์ในพื้นที่ภาคเหนือ

          ศ.เกียรติคุณ พลโท นพ.นพดล วรอุไร คณบดีสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยแม่ฟ้าหลวง (มฟล.) กล่าวต่ออีกว่า แนวทางต่อเรื่องนี้ของสำนักแพทยศาสตร์ มฟล. คือการเปิดศูนย์การแพทย์ของมหาวิทยาลัยที่สามารถรับผู้ป่วยได้ 400 เตียง ซึ่งจะเปิดให้บริการในช่วง ปลายปี 2560 และจะขยายเป็น  800 เตียงในอนาคต  โดยนักศึกษาแพทย์ชั้นปีที่ 2-3 และกลุ่มสหวิชาชีพ ที่เกี่ยวข้องสามารถเรียนที่นี่ได้ทั้งหมด และยังตั้งความหวังไกลมากกว่านี้ เช่น เกิดความร่วมมือระหว่างโรงพยาบาลชุมชนในสังกัดกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) ใน จ.เชียงราย  หรือกับโรงพยาบาลในเขตจังหวัดภาคเหนือตอนบนทั้งหมด สร้างเป็นเครือข่ายเชื่อมโยงกับ มฟล.เพื่อให้เกิดการพัฒนาด้านการเรียนการสอนของนักศึกษาแพทย์และสหวิชาชีพที่เกี่ยวข้อง เกิดการเรียนรู้ที่หลากหลาย นักศึกษามีโอกาสศึกษาและสัมผัสปัญหาสุขภาพประชาชนภาคเหนือตอนบนทั้งหมด  ซึ่งถ้าผู้ใหญ่จาก สธ.สนับสนุนเรื่องนี้  และมีการลงนามบันทึกความเข้าใจ (MOU) อย่างเป็นทางการ ก็จะทำให้การดำเนินงานต่างๆ ดีขึ้น

ยกระดับสุขภาพชาติพันธุ์ ภาคเหนือ

          “จังหวัดเชียงรายมีลักษณะพิเศษ คือมีกลุ่มชาติพันธุ์ มีคนต่างชาติ ข้ามพรมแดนเข้ามาและนำโรคที่น่าสนใจและเป็นปัญหาเข้ามา ซึ่งระบาดข้ามมาจากฝั่งพม่า ฝั่งลาว คนกลุ่มนี้จะมารักษาตัวที่ อ.เชียงแสน และ อ.แม่สาย ในฝั่งไทย โรคเหล่านี้บางโรคไม่เคยมีในประเทศไทย กลุ่มนักศึกษาแพทย์ของเราจะได้เรียนรู้ในเรื่องเหล่านี้เพิ่มขึ้น ส่วนชุมชนหรือชาติพันธุ์ต่างๆ ทางสำนักแพทยศาสตร์จะมีบัณฑิตแพทย์จบเป็นรุ่นแรกในอีก 2 ปีข้างหน้า ซึ่งทางสำนักแพทยศาสตร์จะชักชวนให้มาทำงานต่อ ทำให้เขามีโอกาสย้อนไปเยี่ยมชุมชนที่เขาเคยไปสมัยยังเป็นนักศึกษา และติดตามความก้าวหน้าในการดูแลผู้ป่วยในชุมชนหรือชาติพันธุ์ต่างๆ ได้โดยแนวทางดังกล่าวสอดคล้องกับวัตถุประสงค์การทำงานของ ศสช. จึงคิดว่าหากสำนักวิชาแพทยศาสตร์ มฟล. ร่วมมือกับ ศสช. จะทำให้การผลิตบัณฑิตแพทย์เพื่อชุมชนเป็นไปด้วยดียิ่งขึ้น

ด้าน นพ.แดเนียล  เอ. เคอร์เทสช์  ผู้แทนองค์การอนามัยโลก (WHO) ประจำเทศไทยกล่าวว่า การปฏิรูประบบสาธารณสุขไม่ใช่แค่การเน้นการเพิ่มจำนวนบุคคลากรเท่านั้น  แต่ต้องสร้างบุคคลากรที่เข้าใจเรื่องชุมชนด้วยถือเป็นเรื่องสำคัญมาก ซึ่งประเทศไทยถือเป็นตัวอย่างที่ดีในการทำงานเรื่องนี้อย่างจริงจัง และมีความก้าวหน้ากว่าหลายๆ ประเทศ เพราะมีการวางระบบต่างๆ โดยเฉพาะในเรื่องการศึกษาเพื่อเดินหน้าเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง โดยองค์การอนามัยโลกจะให้การสนับสนุนทุกอย่าง และจะเป็นตัวกลางในการนำประสบการณ์ของประเทศไทยไปแลกเปลี่ยนให้ประเทศอื่นๆ รับทราบ รวมถึงการนำประสบการณ์จากต่างประเทศเพื่อให้ประเทศไทยปรับใช้ เพื่อทำให้การพัฒนาบุคคลากรสุขภาพของประเทศไทยทำได้อย่างรวดเร็วมากขึ้นด้วย.

“ทปสท.”ยื่น”บิ๊กตู่”ทบทวน”ม.44″ตั้งอธิการคนนอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/268945

“ทปสท.”ยื่น”บิ๊กตู่”ทบทวน”ม.44″ตั้งอธิการคนนอก

ดรรัฐกรณ์ คิดการ, พลอประยุทธ์ จันทร์โอชา, อธิการบดี, ทปสทยื่นบิ๊กตู่ทบทวนม44, ตั้ง, อธิการ, คนนอก, ทปสท, บิ๊กตู่, ม44

“ม.44 ตั้งอธิการคนนอก ม.ราชการ ขัดกฎหมาย ทำลายระบบคุณธรรม เบียดบังค่าเทอมเด็ก บั่นทอนคุณภาพการศึกษา ทปสท.ยื่นบิ๊กตู่ทบทวน”

 

เมื่อวันที่ 31 มีนาคม ที่ผ่านมา ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ ประธาน ประธานที่ประชุมประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการแห่งประเทศไทย(ทปสท.) พร้อมด้วย ผศ.นุกูล แก้วเนียม และอาจารย์รุ่งโรจน์ ตรงสกุล ตัวแทน ทปสท.ได้เข้ายื่นหนังสือถึงพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี และหัวหน้า คสช. เพื่อขอให้ทบทวนกรณีที่มีข่าวว่านายมีชัย ฤาชุพันธ์ และนายวิษณุ เครืองาม ทีมกฎหมายของ คสช. จะเสนอให้หัวหน้าคสช.ออกคำสั่งม.44 เพื่อให้ตั้งอธิการบดีคนนอกที่เกษียณอายุราชการ(ไม่มีสถานภาพข้าราชการ/พนักงานในสถาบันอุดมศึกษา)ในมหาวิทยาลัยของรัฐนั้น

ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.รัฐกรณ์ คิดการ กล่าวว่า ทปสท.ในการประชุมสมัยสามัญ ประจำปี ครั้งที่ 1/2560 เมื่อวันที่ 29 มีนาคม 2560 ที่มหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี ที่ประชุมได้นำเรื่องดังกล่าวเข้าหารือและมีมติ ไม่เห็นด้วยกับการออกคำสั่งคสช. ตาม ม.44 ที่จะออกมาบังคับใช้ในกรณีดังกล่าว เนื่องจากมหาวิทยาลัยของรัฐมี 2 แบบ คือ 1. มหาวิทยาลัยในกำกับ เช่น จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล สถาบันเทคโนโลยีพระจอมเกล้าเจ้าคุณทหาร ลาดกระบัง เป็นต้น มหาวิทยาลัยเหล่านี้ พระราชบัญญัติจัดตั้งกำหนดให้มีอิสระในการบริหารงานบุคคล บริหารงบประมาณ สามารถออกข้อบังคับฯ ให้ตั้งคนที่ไม่มีสถานภาพข้าราชการ(คนนอกซึ่งเกษียณอายุราชการ)เป็นอธิการบดี และสามารถกำหนดเงินเดือนและค่าตอบแทนเองได้โดยชอบด้วยกฎหมาย 2. มหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ เช่น มหาวิทยาลัยราชภัฏ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล เป็นต้น มหาวิทยาลัยเหล่านี้พระราชบัญญัติจัดตั้งกำหนดให้บริหารงานบุคคลตามพระราชบัญญัติระเบียบข้าราชการพลเรือนในสถาบันอุดมศึกษา และบริหารงบประมาณตามกฎหมายวิธีงบประมาณ การแต่งตั้งอธิการบดีหรือผู้บริหารจึงต้องแต่งตั้งจากคนที่มีสถานภาพเป็นข้าราชการ ไม่สามารถตั้งคนนอกเป็นอธิการบดีได้ ซึ่งเป็นไปตามแนวที่ศาลปกครองสงขลา นครราชสีมา และศาลปกครองสูงสุดเคยพิพากษาเป็นแนวทางไว้แล้ว

นอกจากนี้รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ ซึ่งเป็นเจ้ากระทรวง  ก็ออกมาปฏิเสธว่าไม่ได้เป็นผู้เสนอ แต่คสช.เห็นปัญหาเลยเสนอเอง ดังนั้น พวกเราจึงอยากให้ท่านนายกรัฐมนตรีช่วยพิจารณาทบทวน เนื่องจาก กรณีนี้ไม่ได้ติดขัดในข้อกฏหมายใดๆ ในการแต่งตั้งอธิการบดี หากคนที่เกษียณแล้วมีความประสงค์อยากเป็นอธิการบดีก็สามารถเข้ารับการสรรหาในมหาวิทยาลัยของรัฐ(ในกำกับ)ได้ ไม่ควรใช้ ม.44 แก้ปัญหาให้คนที่ทำผิดกฎหมาย หากออกคำสั่งดังกล่าวออกมาบังคับใช้จะเกิดผลเสียและปัญหาตามมาใน 4 ประเด็นหลักคือ 1.ปัญหาธรรมาภิบาล 2.ปัญหาด้านการบริหารงานบุคคล 3. ปัญหาด้านการบริหารงบประมาณ และ 4. ปัญหาด้านคุณภาพการศึกษา

การใช้ม.44 มาแก้การกระทำผิดให้เป็นถูกนั้น เป็นการทำลายระบบนิติธรรม ระบบคุณธรรมของส่วนราชการ หลายคนเป็นอธิการบดีมาแล้วหลายสมัย เมื่อเป็นที่หนึ่งครบ 2 วาระ (8 ปี) เป็นต่อไม่ได้ก็ย้ายไปเป็นที่อื่น เมื่อครบ 2 วาระก็วนกลับมาเป็นที่เดิม โดยใช้ระบบเครือข่ายพวกพ้องที่ไปนั่งเป็นนายกสภาและกรรมการสภาหลายที่ ใช้ระบบอุปถัมภ์ และสภาเกาหลัง(อธิการบดีเลือกกรรมการสภา แล้วกรรมการสภาเลือกอธิการบดี) หลายคนต้องการสืบทอดอำนาจให้ยาวนานเพราะต้องการปกป้องความผิดที่เคยกระทำไว้ตอนอยู่ในตำแหน่ง ซึ่งปรากฎได้จากข่าวที่ปปช.คตง.ชี้มูลการทุจริต มีโทษวินัยร้ายแรงถึงขั้นไล่ออกจากราชการทันที แต่ก็ทำอะไรไม่ได้เพราะไม่ได้เป็นข้าราชการ หากไม่มีการกำหนดกติกา ที่ต้องให้เกษียณอายุตามระเบียบราชการ วงจรอุบาทก์ก็จะเป็นอยู่อย่างนี้ คนรุ่นใหม่ไม่มีโอกาสก้าวขึ้นเป็นอธิการบดีหรือผู้บริหารได้เลยหากไม่สยบยอมต่อคนกลุ่มนี้ และการตั้งคนนอกเป็นอธิการบดีและผู้บริหารยังบั่นทอนคุณภาพการศึกษาโดยตรง เพราะแทนที่จะนำเอาเงินรายได้(ค่าเทอม)จากนักศึกษาไปพัฒนาพัฒนานักศึกษาให้เต็มเม็ดเต็มหน่วย กลับต้องเบียดบังเอามาจ่ายเป็นเงินเดือนและค่าตอบแทน ให้คนเกษียณอายุที่ได้รับสองทางทั้งจากบำนาญ และเงินเดือนที่กำหนดเองซึ่งสูงกว่าอัตราข้าราชการปกติหลายเท่า บางแห่งสูงกว่าเงินเดือนนายกรัฐมนตรีอีก โดยเฉพาะมหาวิทยาลัยราชภัฏ ราชมงคล ซึ่งเป็นมหาวิทยาลัยกลุ่มใหม่ที่เป็นส่วนราชการ รายได้หลักมาจากค่าเทอมนักศึกษา ปัจจุบันนักศึกษามีจำนวนลดน้อยลง ทำให้รายได้ลดน้อยลงตามไปด้วย แต่กลับต้องนำเงินส่วนหนึ่งไปจ่ายเป็นเงินเดือนและค่าตอบแทนให้กับอธิการบดีและผู้บริหารคนนอกซึ่งเป็นพวกพ้องที่เสนอแต่งตั้งโดยอธิการบดี(เช่น รองอธิการบดี คณบดี ผู้อำนวยการสำนัก เป็นต้น) ซึ่งคนเหล่านี้เมื่อไม่ใช่ข้าราชการก็ไม่สามารถรับเงินเดือนจากงบประมาณแผ่นดินได้ ทำให้งบประมาณรายได้ที่จะนำไปใช้จัดหาอุปกรณ์การศึกษาหรืองบประมาณเพื่อพัฒนานักศึกษาลดน้อยลง ส่งผลถึงคุณภาพการศึกษาที่ตกตำ่ ซึ่งที่ปรากฎชัดเจนเป็นรูปธรรมคือผลการสอบเข้าเป็นข้าราชการพลเรือน(ก.พ.) ประจำปี 2559 ในระดับปริญญาตรีในภาพรวมของมหาวิทยาลัยราชภัฏทั้งหมดมีผู้สอบผ่านเพียงร้อยละ 0.7 และคุณภาพของบัณฑิตสายครูที่ในอดีตเคยเป็นชื่อเสียงของมหาวิทยาลัยราชภัฏ(วิทยาลัยครูเดิม)ก็กำลังถูกวิพากษ์วิจารณ์ในเรื่องคุณภาพครูอยู่ในปัจจุบัน ถึงขนาดที่รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ มีนโยบายเปิดให้คนที่ไม่ได้จบสายครูเข้ามาสอบแข่งได้ นอกจากนี้การแต่งตั้งคนนอกเป็นอธิการบดีหรือผู้บริหารในมหาวิทยาลัยที่เป็นส่วนราชการ ยังมีปัญหาด้านการบังคับบัญชา วินัย จรรยาบรรณ ฯลฯ ตามมาอีกเนื่องจากไม่มีกฎหมายด้านการบริหารงานบุคคลสำหรับคนที่ไม่มีสถานภาพข้าราชการรองรับ ดังนั้นไม่จึงอยากขอความอนุเคราะห์ ให้ท่านนายกรัฐมนตรีทบทวนในเรื่องนี้ ไม่ควรใช้ม.44 มาแก้ปัญหาคนส่วนน้อยที่ทำผิดกฎหมายให้กลายเป็นถูก แล้วส่งผลกระทบต่อคุณภาพการศึกษาของชาติ

สวนกุหลาบครองแชมป์เด็กชิงที่นั่ง ม.1

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/268904

สวนกุหลาบครองแชมป์เด็กชิงที่นั่ง ม.1

ม1, ชิงที่นั่ง, สวน, กุหลาบ, ครองแชมป์, เด็ก, ชิง, ที่นั่ง, สวนกุหลาบ

สอบเข้าม.1 ร.ร.ดัง “สวนกุหลาบ” ครองอันดับแข่งขันสูง เกือบ 1 ต่อ 5 ร.ร.บางปะกอก ไต่ขึ้นอันดับสองเด็กแห่สมัครเข้าเรียน วันที่ 7 เม.ย.ร.ร.ดังจับฉลาก 13 โรง

การรับนักเรียนปีการศึกษา 2560 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้กำหนดให้วันที่ 1 เม.ย.จัดสอบคัดเลือกและใช้คะแนนการทดสอบทางการศึกษาแห่งชาติ หรือ โอเน็ต ระดับชั้นมัธยมศึกษา(ม.)1 ของโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง จำนวน 281 โรงทั่วประเทศ โดย สพฐ.ได้แบ่งสายผู้บริหารลงพื้นที่ติดตามการจัดสอบ

 สวนกุหลาบครองแชมป์เด็กชิงที่นั่ง ม.1
ดร.อำนาจ วิชยานุวัติ ผู้ช่วยเลขาธิการ กพฐ. เปิดเผยว่า  จากการติดตามการตรวจเยี่ยมการจัดสอบของโรงเรียนศึกษานารี ภาพรวมถือว่าเรียบร้อย ซึ่งโรงเรียนศึกษานารี เป็น 1 ใน 281  โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง ปีนี้มีเด็กสมัครสอบประเภทห้องเรียนปกติ 880 คน รับได้ 450 คน สัดส่วนการแข่งขัน 1:1.96 ส่วนภาพรวมการรับนักเรียนของประเทศ สพฐ.ได้รับรายงานตัวเลขการรับนักเรียนของโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง 281 แห่ง ว่า ระดับชั้น ม. 1  รับได้  99,812 คน มีผู้สมัคร 249,530 คน มีอัตราการแข่งขัน 2.5 ระดับ ชั้น ม. 4 รับได้  94,959 คน มีผู้สมัคร 207,810 คน อัตราการแข่งขัน 2.5

 สวนกุหลาบครองแชมป์เด็กชิงที่นั่ง ม.1
อย่างไรก็ตาม สำหรับชั้น ม.1 นั้น จะมีการจัดสอบแข่งขันสำหรับโรงเรียนทั่วไปอีก 2,000 กว่าโรงในวันที่ 8 เม.ย.นี้ ทั้งนี้ ถ้านักเรียนที่พลาดจากการสอบวันนี้ก็ยังสามารถไปสอบได้อีกครั้ง โดย สพฐ.ได้กำชับให้ทุกโรงเรียนจัดสอบด้วยความโปร่งใส ยุติธรรม โดย สพฐ. ได้มีการแต่งตั้งคณะกรรมการติดตามการรับนักเรียนเพื่อลงพื้นที่ตรวจสอบด้วย

 สวนกุหลาบครองแชมป์เด็กชิงที่นั่ง ม.1
“สำหรับภาพรวมการรับนักเรียนเบื้องต้นเป็นไปด้วยความเรียบร้อย โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงปีนี้พบว่าอัตราการแข่งขันที่สูงขึ้นเล็กน้อย แต่ภาพรวมทั่วประเทศอัตราการแข่งขันโดยเฉลี่ยลดลงเนื่องจากอัตราการเกิดของประชากรลดลง แต่โรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูง โดยเฉพาะในกรุงเทพฯและโรงเรียนใหญในต่างจังหวัดยังคงเป็นที่นิยมของผู้ปกครอง อยู่ แต่ก็เป็นที่น่าสังเกตว่าปีนี้มีหลายโรงเรียนที่ชื่อยังไม่ค่อยคุ้นหูมากนัก แต่กลับได้รับความสนใจจากเด็กและผู้ปกครองมากขึ้น ซึ่งถือเป็นนิมิตรหมายที่ดี”ดร.อำนาจ กล่าว

 สวนกุหลาบครองแชมป์เด็กชิงที่นั่ง ม.1
ดร.อำนาจ กล่าวต่อว่า ภายหลังกระบวนการรับนักเรียนเสร็จสิ้นแล้ว หากนักเรียนยังไม่มีที่เรียน สามารถไปยื่นความจำนงขอให้จัดสรรที่เรียนได้ที่โรงเรียนที่สมัครหรือสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาระหว่างวันที่ 5-20 เม.ย.2560 ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ ดังนั้น สพฐ.ขอให้ความมั่นใจว่านักเรียนทุกคนจะมีที่เรียนต่อแน่นอน

 สวนกุหลาบครองแชมป์เด็กชิงที่นั่ง ม.1
สำหรับโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงในกรุงเทพมหานคร 5 อันดับแรก ได้แก่ โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย รับ 240 สมัคร 1,167 อัตราแข่งขัน 4.86  โรงเรียนบางปะกอกวิทยาคม รับ 200 สมัคร  506 อัตราแข่งขัน 3.53 โรงเรียนเทพศิรินทร์ รับ 250 สมัคร 559 อัตราแข่งขัน 3.24 โรงเรียนสามเสนวิทยาลัย รับ 300 สมัคร 848 อัตราแข่งขัน 2.83 โรงเรียนโยธินบูรณะ รับ 300 สมัคร 795 อัตราแข่งขัน 2.65
ส่วนโรงเรียนที่มีอัตราการแข่งขันสูงทั่วประเทศที่มีการจับฉลากในวันที่ 7 เม.ย.มีจำนวน 13 โรง ดังนี้ สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา (สพม.) 2  ได้แก่ โรงเรียนเตรียมอุดมพัฒนาการน้อมเกล้า, โรงเรียนเตรียมอุดมศึกษาพัฒนาการ, โรงเรียนบดินทรเดชา (สิงห์ สิงหเสนี)2 ,โรงเรียนพรตพิทยพยัต สังกัด สพม.3  ได้แก่ โรงเรียนบางบัวทอง, โรงเรียนเบญจมราชานุสรณ์ ,โรงเรียนปากเกร็ด ,โรงเรียนรัตนาธิเบศร์,  โรงเรียนเสาไห้ วิมลวิทยานุกูล  สังกัด สพม.28 ได้แก่ โรงเรียนศรีษะเกษวิทยาลัย และสังกัด  สพม.30  ได้แก่ โรงเรียนแก่งคร้อวิทยา ,โรงเรียนภูเขียว และโรงเรียนสตรีชัยภูมิ

9 หลักสูตรปั้นนักธุรกิจยุคดิจิทัล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/268839

9 หลักสูตรปั้นนักธุรกิจยุคดิจิทัล

สตาร์ทอัพ, ยุคดิจิทัล, DPU, 9 หลักสูตร, หลักสูตร, ปั้น, นักธุรกิจ, ยุค, ดิจิทัล

วิทยาลัยบริหารธุรกิจฯ มธบ.เปิดตัว 9หลักสูตรสร้างผู้เชี่ยวชาญ 9 สายงานในธุรกิจดิจิทัลป้อนตลาดแรงงานในอนาคต

         เพราะโลกเทคโนโลยีเติบโต และพัฒนาไปข้างหน้าเร็วขึ้นทุกวัน เหตุนี้ วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์(มธบ.) ได้เปิดตัว 9หลักสูตรสร้างผู้เชี่ยวชาญ 9 สายงานในธุรกิจดิจิทัลป้อนตลาดแรงงานในอนาคต ชูศักยภาพการเรียนการสอนด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เรียนรู้และปฏิบัติได้จริง ควบคู่ฝึกคิดแบบเจ้าของธุรกิจจากกูรูมืออาชีพที่จะมาถ่ายทอดประสบการณ์และความรู้แบบจัดเต็ม พร้อมเปิดตัวห้องเรียน Startup ที่ผสมผสานแนวคิด Makerspace และ Co-working space หวังให้นักศึกษาสร้างธุรกิจและประสบความสำเร็จในการทำธุรกิจได้จริงตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ

9 หลักสูตรปั้นนักธุรกิจยุคดิจิทัล

ดร.พัทธนันท์ เพชรเชิดชู คณบดีวิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.) เปิดเผยว่า CIBA มธบ.เป็นสถาบันที่มุงเน้นผลิตนักศึกษาเพื่อตอบโจทย์ธุรกิจในโลกยุคดิจิทัล ซึ่งนักศึกษาไม่ว่าจะเรียนคณะหรือสาขาใดก็ตามสามารถนำความรู้มาต่อยอดทำธุรกิจได้จริงบนพื้นฐานความต้องการของประเทศได้อย่างมืออาชีพ

โดยในปีการศึกษา 2560 นั้น CIBA มธบ.ได้มีการพัฒนาหลักสูตรการเรียนการสอนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานในอนาคตมากขึ้น จึงเปิดสอน 9 หลักสูตรยุคดิจิทัล ประกอบด้วย 1.การบัญชียุคดิจิทัล 2.การตลาดยุคดิจิทัล 3.ผู้ประกอบการดิจิทัล 4.Fintech 5.โลจิสติกส์และโซ่อุปทานสมัยใหม่ 6.ธุรกิจระหว่างประเทศ 7.HR 8.เศรษฐศาสตร์ และ9.หลักสูตรนานาชาติ เพื่อตอบสนองนโยบายไทยแลนด์ 4.0 รวมทั้งต้องการเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาไทยให้มีความทันสมัยฉีกรูปแบบการเรียนการสอนปริญญาตรีแบบเดิมอีกทั้งยังพัฒนาศักยภาพนักศึกษาให้มีความรู้ความเชี่ยวชาญในด้านต่าง ๆ รองรับยุคดิจิทัล ด้วยการเรียนการสอนที่ใช้เครื่องมือที่มีความทันสมัย เพื่อสร้างหลักสูตรให้มีความแข็งแกร่ง ทำให้นักศึกษาของ CIBA มธบ.ได้ทั้งความรู้และสามารถนำไปปฏิบัติได้จริง

9 หลักสูตรปั้นนักธุรกิจยุคดิจิทัล

“CIBA มั่นใจว่าการเปิดสอน 9 หลักสูตรยุคดิจิทัลจะได้การตอบรับจากผู้ที่สนใจเป็นอย่างดี เนื่องจาก CIBA มีคณาจารย์และบุคคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญที่จะฝึกสอนทั้งทักษะการเรียนรู้ การปฏิบัติจริง รวมทั้งการฝึกคิดแบบเจ้าของธุรกิจจากประสบการณ์โดยตรงของผู้เชี่ยวชาญในแต่ละสายอาชีพที่จะมาร่วมถ่ายทอดความรู้และแนะนำให้คำปรึกษาอย่างใกล้ชิด เพื่อให้นักศึกษาของ CIBA ที่กำลังเรียนอยู่สามารถนำความรู้ไปประกอบธุรกิจได้จริงและประสบความสำเร็จตั้งแต่ยังเรียนไม่จบ ซึ่งที่ผ่านมามีนักศึกษาของ CIBA หลายคนที่ประสบความสำเร็จจากการทำธุรกิจตั้งแต่ยังเรียนอยู่ชั้นปีที่ 2 ปีที่ 3” ดร.พัทธนันท์กล่าว

นอกจากนี้ CIBA มธบ.ยังมุ่งเน้นผลิตบัณฑิตที่จบการศึกษาจากสาขาวิชาต่างๆ ให้เข้าสู่ธุรกิจ Startup ที่เน้นสร้างธุรกิจ Startup ได้จริงในห้องเรียนและประสบการณ์จริงจากวิชาที่เรียน โดยเน้นการเรียนรู้แบบ Capstone project แทนการใช้ Lecture แบบเดิมด้วยอุปกรณ์ที่ทันสมัยในสภาพแวดล้อมสมัยใหม่ที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนรุ่นใหม่  ด้วยการเปิดตัวห้องเรียนธุรกิจ Startup ที่ผสมผสานแนวคิด Makerspace และ Co-working space มาเป็นห้องเรียนแนวใหม่ที่ให้นักศึกษาได้ทดลองสร้างธุรกิจ Startup จริงตั้งแต่อยู่ในห้องเรียน เพื่อตอกย้ำจุดยืนการปรับวิธีการเรียนการสอนแบบใหม่  ทั้งนี้ CIBA มธบ.ยืนยันว่านักศึกษาที่จบออกไปจะมีความรู้ความเชี่ยวชาญในการทำธุรกิจแบบครบมิติและสามารถนำไปต่อยอดในอนาคตได้อย่างแท้จริง

9 หลักสูตรปั้นนักธุรกิจยุคดิจิทัล

ผู้สนใจในหลักสูตรของ CIBA มธบ. สามารถสมัครได้ทันทีที่วิทยาลัยบริหารธุรกิจนวัตกรรมและการบัญชี (CIBA) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ (มธบ.)  ติดต่อสอบถามโทร.0-2954-7300 หรือสอบถามเพิ่มเติมได้ทาง http://www.dpu.ac.th

9 หลักสูตรปั้นนักธุรกิจยุคดิจิทัล

9 หลักสูตรปั้นนักธุรกิจยุคดิจิทัล