10อาชีพรู้ก่อนมีงานแน่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231543


10สายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด


10สายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด


10สายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 28 มิ.ย. 2559

10อาชีพรู้ก่อนมีงานแน่

10สายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด

 

บริษัท จัดหางาน จ๊อบส์ ดีบี (ประเทศไทย) จำกัด เว็บไซต์หางานชั้นนำของเอเชียแนะบุคลากรไทยต้องพัฒนาศักยภาพเพื่อก้าวทันความต้องการของอุตสาหกรรมและเทคโนโลยีในยุคหน้า พร้อมกับเผย 10สายงานที่ตลาดต้องการมากที่สุด และข้อมูลฐานเงินเดือนเชิงลึกจากทุกอุตสาหกรรม และระดับตำแหน่งงาน จากผู้ประกอบการชั้นนำกว่า 40,000 รายทั่วประเทศพร้อมแนะนำคนทำงานให้พัฒนาทักษะการทำงาน ให้สามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้ชำนาญในสายงานนั้นๆ อย่างมีประสิทธิภาพ

ในปัจจุบันมีนักศึกษาจบใหม่ในอัตราที่สูงแต่กลับพบว่ามีอัตราการว่างงานสูงเช่นกัน ดังนั้นนักศึกษาจึงต้องเตรียมความพร้อมในการสมัครงาน ปัญหาส่วนใหญ่ที่พบคือ นักศึกษาหลายคนเลือกที่จะเรียนตามที่ตัวเองชอบ หรือเรียนตามเพื่อน แต่ไม่ได้มองว่าตลาดต้องการอะไร จึงต้องการให้คำแนะนำและนำเสนอข้อมูลให้ผู้ที่กำลังศึกษาหรือผู้ที่กำลังเลือกว่าจะเรียนอะไรดี ให้ตัดสินใจได้ง่ายขึ้น

นพวรรณ จุลกนิษฐ กรรมการผู้จัดการ กล่าวว่า “เราต้องการให้คนทำงานมองเห็นโอกาสการเติบโตในสายอาชีพที่ตนทำอยู่ด้วยการพัฒนาทักษะและประสิทธิภาพของตัวเองให้พร้อมเข้าสู่อุตสาหกรรมยุคใหม่ โดยผลสำรวจเงินเดือนในทุกระดับตำแหน่งงานเป็นดัชนีชี้ให้เห็นถึงค่าตอบแทนในแต่ละสาขาอาชีพที่จะช่วยให้คนทำงานมีความรู้สึกอยากพัฒนาทักษะด้านการทำงานของตน จนสามารถก้าวขึ้นสู่การเป็นผู้บริหารระดับสูงในสายอาชีพนั้นๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ”

 

10อาชีพรู้ก่อนมีงานแน่

 

นางสาวนพวรรณ ยังได้แนะนำว่า หากคนทำต้องที่อยู่ในระดับเจ้าหน้าที่ทั่วไป ต้องการก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งระดับผู้จัดการในอาชีพต่างๆ ต้องมีทักษะพื้นฐานแต่ละอาชีพที่จำเป็น ไปจนถึงความเป็นผู้นำและทัศนะคติที่พร้อมจะเป็นผู้บริหารในสายงานนั้น ยกตัวอย่าง ดังต่อไปนี้สายงานเทคโนโลยีการสื่อสาร หรือ ไอที ต้องมีทักษะความสามารถพิเศษ เช่น มีการค้นคว้าแหล่งข้อมูลเพื่อการสรรหาตรรกะที่ดี วิเคราะห์ สรุปสถานการณ์ สายงานด้านงานบริการเฉพาะทาง ต้องมีทักษะด้านนั้นๆเช่น งานเฉพาะทางด้านกฎหมาย ต้องมีใบอนุญาตให้เป็นทนายความต้องทราบกฏหมายแพ่งและพาณิชย์ กฎหมายบริษัท

 

10อาชีพรู้ก่อนมีงานแน่

 

รวมถึงในปัจจุบัน เทรนด์การหางาน สมัครงานออนไลน์กำลังเป็นที่นิยมอยู่ในขณะนี้ เพราะใช้งานง่าย สมัครงานง่าย และมีโอกาสได้งานมากกว่า และฝ่ายบุคคลของบริษัทต่าง ๆ ยังนิยมหาคนทำงานด้วยวิธีออนไลน์อีกด้วย นักศึกษาจึงต้องเตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่โลกอนาคตการทำงาน เพื่อให้ตรงต่อความต้องการของบริษัทเองเช่นกัน

 

เรียนจากสิ่งที่ชอบ เพื่ออาชีพที่ใช่@’ราชประชานุเคราะห์32′

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231497

ราชประชานุเคราะห์
ราชประชานุเคราะห์
ราชประชานุเคราะห์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 28 มิ.ย. 2559

เรียนจากสิ่งที่ชอบ เพื่ออาชีพที่ใช่@’ราชประชานุเคราะห์32′

เรียนจากสิ่งที่ชอบ เพื่ออาชีพที่ใช่@’ราชประชานุเคราะห์32′ : ทีมข่าวการศึกษา0รายงาน

          “90% ของนักเรียนโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 32 เป็นเด็กในกลุ่มครอบครัวฐานะยากจน ซึ่งเป็นจุดมุ่งหมายหนึ่งของการก่อตั้งโรงเรียน เพื่อสนองพระราชดำริพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวที่จะสงเคราะห์เด็กและเยาวชนที่มีฐานะยากจน ยากไร้ทางเศรษฐกิจและสังคม ให้ได้รับการศึกษาอย่างต่อเนื่อง

เด็กอีก 10% มาจากหลากหลายกลุ่มปัญหา เรียกว่าครบทั้ง 10 ประเภท ที่โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ทุกแห่งต้องดูแลคือ 1.เด็กที่ถูกบังคับใช้แรงงาน หรือแรงงานเด็ก 2.เด็กเร่ร่อน 3.เด็กที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจทางเพศหรือโสเภณีเด็ก 4.เด็กกำพร้าหรือเด็กที่ถูกทอดทิ้ง 5.เด็กถูกทำร้ายทารุณ 6.เด็กที่อยู่ในครอบครัวยากจน(มากเป็นพิเศษ) ครอบครัวมีรายได้เฉลี่ยไม่เกิน 2 หมื่นบาทต่อปี 7.เด็กจากชนกลุ่มน้อย 8.เด็กที่ถูกผลกระทบจากยาเสพติด 9.เด็กที่ถูกผลกระทบจากโรคเอดส์หรือโรคติดต่อร้ายแรงที่สังคมรังเกียจ และ 10.เด็กในสถานพินิจคุ้มครองเด็กและเยาวชน” นายพันคำ ศรีพรม ผู้อำนวยการโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 32 กล่าว

โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 32 ตั้งอยู่ที่ ต.กระโสบ อ.เมือง จ.อุบลราชธานี ซึ่งต้องดูแลเด็กและเยาวชนที่ด้อยโอกาส มีความไม่พร้อมในพื้นที่ จ.อุบลราชธานี และจังหวัดใกล้เคียง ถือเป็นโรงเรียนที่มีการจัดการเรียนการสอนโดยยึดนักเรียนเป็นศูนย์กลาง

นายพันคำ เล่าว่า โรงเรียนแห่งนี้เปิดสอนระดับชั้น ป.1-ม.6 มีทั้งหมด 27 ห้องเรียน มีนักเรียน 787 คน ครู 40 คน ครูอัตราจ้าง 1 คน การจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนจะยึดความต้องการของเด็กเป็นหลัก เริ่มจากสำรวจความต้องการของเด็กทุกคน พบว่า “การมีอาชีพติดตัว สามารถเลี้ยงตัวเองให้อยู่รอดได้” เป็นคำตอบที่เด็กเลือกมากที่สุด เมื่อได้คำตอบแล้วโรงเรียนจึงได้จัดทำโครงการขึ้นมา 3 โครงการ คือ 1.โครงการส่งเสริมความสามารถของนักเรียนสู่ความเป็นอัจฉริยะ ทำให้นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนดีขึ้น และได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติจากการแข่งขันทักษะทางวิชาการในระดับต่างๆ

2.โครงการฝึกทักษะอาชีพตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง โดยนำมาปฏิบัติในโครงการส่งเสริมทักษะอาชีพ ประกอบด้วย การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ สหกรณ์โรงสีข้าว เป็นต้น และ 3.โครงการสร้างเสริมอาชีพอิสระและความสามารถที่หลากหลาย เช่น โครงการธนาคารโรงเรียน โครงการธนาคารขยะรีไซเคิล โครงการสานฝันสิ่งแวดล้อม โครงการส่งเสริมความสามารถทักษะด้านกีฬา โครงการการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม ซึ่งทั้ง 3 โครงการนี้กลายเป็นผลงานที่ประสบความสำเร็จเป็นที่น่าภาคภูมิใจในปี 2558 และนำมาต่อยอดในปี 2559

“การเรียนทักษะอาชีพ สามารถบูรณาการการเรียนรู้ลงไปในสาระวิชาตามหลักสูตรได้ทุกวิชา เพราะเด็กเป็นผู้เลือกเอง ทำให้เด็กสนใจเรียนโดยไม่รู้ตัว ความสำเร็จที่เกิดขึ้นทำให้ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนดีขึ้น โดยการนำโครงการยกระดับผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมาจับ และใช้วิธีการลงนามความร่วมมือ(เอ็มโอยู) ระหว่าง 1. ครูกับผู้บริหาร 2.ครูกับนักเรียน และ 3.ครูกับผู้ปกครอง โดยตั้งเป้าหมายร่วมกันว่า ทุกวิชาผลสัมฤทธิ์ต้องเพิ่มขึ้นไม่น้อยกว่าร้อยละ 3 เป็นกระบวนการพัฒนาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนไปพร้อมกันแบบมีส่วนร่วมทุกฝ่าย” นายพันคำ กล่าว

สองสาว ชั้น ม.6 ผู้สนใจเข้าร่วมโครงการฝึกทักษะอาชีพตามแนวปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง น.ส.ดวงฤทัย ฝางแก้ว และ น.ส.นวลนารี หลักทอง เล่าว่า เข้าร่วมโครงการมา 1 ปีกว่า เลือกเรียนรู้การปลูกมะนาว ซึ่งปลูกได้ 161 ต้น บนเนื้อที่ 2 ไร่ เก็บขายลูกละ 3 บาท ที่สำคัญนำความรู้ใหม่ๆ ที่คุณครูสอน ไปบอกพ่อแม่ที่มีอาชีพเป็นเกษตรกรปลูกข้าว รวมถึงบอกชุมชนด้วย ที่โรงเรียนยังสอนอาชีพอื่นๆ เช่น การปลูกข้าว เลี้ยงวัว การทำขนม เสริมสวยตัดผม ทำให้ตัดผมได้หลายทรงและช่วยตัดให้น้องๆ ในโรงเรียนด้วย

“โรงเรียนให้ความรู้ ให้โอกาสแก่เด็กที่ด้อยโอกาสอย่างพวกเรา ให้ได้มีความรู้ในเชิงวิชาการ ที่่พิเศษมีการแนะแนวอาชีพให้เด็กได้เห็นเป้าหมายและทิศทางของตนเอง สามารถมีอาชีพติดตัว ทำให้เราเอาชีวิตรอดอยู่ในสังคมได้ ทุกคนอยู่กันเหมือนพี่เหมือนน้องเป็นครอบครัว นับเป็นอัตลักษณ์พิเศษของเด็กราชประชานุเคราะห์” ทั้งสองสาวกล่าว

ส่วนนายธนากรณ์ สมนึก นักเรียนชั้นม.6 เล่าไปด้วยชงกาแฟไปด้วยว่า ชอบการเรียนรู้ที่เน้นอาชีพ จึงเลือกเรียนตั้งแต่ชั้นม.5 ชอบเรียนมากที่สุดคือการทำขนม ทำเค้ก ทำคุกกี้ เรียนแล้วมีความสุขได้ความรู้ที่หลากหลาย

ดร.บัณฑิตย์ ศรีพุทธางกูร ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) ในฐานะศึกษาธิการภาค 13 เปิดเผยขณะลงพื้นที่ตรวจเยี่ยม ร.ร.ราชประชานุเคราะห์ 32 ว่า เห็นด้วยที่โรงเรียนสอนทักษะอาชีพ แต่ต้องค้นหาความโดดเด่นของราชประชานุเคราะห์ 32 ให้ได้ อีกทั้งอย่าสอนวิชาการ คณิตศาสตร์ ฟิสิกส์ เคมี ภาษาไทย และสอนทักษะอาชีพ การทำเกษตร ปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ ทำกาแฟ เบเกอรี่ ในลักษณะเป็นวิชาๆ แบบแยกส่วน แต่ครูต้องสอนแบบบูรณาการทั้งสองส่วนควบคู่กันไป เช่น การปลูกมะนาว สามารถสอนวิชาวิทยาศาสตร์ เคมี คณิตศาสตร์ ไปพร้อมๆ กันได้ สัดส่วนของน้ำ การกรองแสงของพืช ความเป็นกรด เบส ของดิน เป็นต้น ซึ่งจะช่วยลดความไม่ชอบการเรียนในบางวิชาได้ โดยเฉพาะวิชาคณิตศาสตร์

“ผมแนะนำให้ผู้บริหารทำให้เป็นงานปกติของโรงเรียน ถ้ายิ่งอยากให้ผลสัมฤทธิ์นักเรียนก้าวกระโดด ต้องเปลี่ยนทัศนคติและวิธีการสอนของครูใหม่ด้วย โดยเน้นกระบวนการคิดวิเคราะห์ให้มากขึ้น แม้จะเป็นเรื่องยากแต่เป็นความท้าทายของผู้บริหารในการเปลี่ยนครู เนื่องจากองค์ความรู้ปัจจุบันไม่สามารถนำไปแก้ปัญหาในอนาคตได้ จึงต้องสอนรูปแบบวิธีการใหม่ๆ เพื่อนำความรู้ในอนาคตไปแก้ปัญหาในอนาคต เพราะแนวโน้มโลกเกิดการเปลี่ยนแปลงมากขึ้น หากไม่ปรับเด็กจะรับไม่ทัน” ดร.บัณฑิตย์ กล่าว

“ราชประชานุเคราะห์ 32” สถานศึกษาในสังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน(สพฐ.) ได้เติมเต็มความรู้ ทักษะวิชาชีพ “เด็กเรียนจากสิ่งที่ชอบ เพื่ออาชีพที่ใช่”

 

ศธ.ยันสอบครูผู้ช่วย-ประกาศผลก่อนเปิดเทอม2

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231469

ครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1/2559,สพฐ.,กศจ.,ขึ้นบัญชี,คณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในภูมิภาค (คปภ.)

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  27 มิ.ย. 2559

ศธ.ยันสอบครูผู้ช่วย-ประกาศผลก่อนเปิดเทอม2

“ดาว์พงษ์” ขอหารือปฏิทินสอบครูผู้ช่วย ครั้งที่ 1/2559 กับบอร์ดก.ค.ศ.คาดประกาศผลก่อนเปิดเทอม 2 ให้ร.ร.เอกชนมีเวลาหาครูใหม่ทดแทน ส่วนการจัดสอบให้ กศจ.ดำเนินการ

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  กล่าวถึงความคืบหน้าการสอบแข่งขันเพื่อบรรจุและแต่งตั้งบุคคลเข้ารับราชการเป็นข้าราชการครูและบุคลากร ทางการศึกษา ตำแหน่ง ครูผู้ช่วย สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ครั้งที่ 1/2559 ซึ่งชะลอการสอบไปก่อนหน้านี้ เนื่องจากหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย(ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 แต่งตั้งคณะกรรมการขับเคลื่อนการปฏิรูปการศึกษาของกระทรวงศึกษาธิการ ในภูมิภาค (คปภ.) และจัดตั้งคณะกรรมการศึกษาธิการจังหวัด (กศจ.) ยุบเลิกคณะกรรมการเขตพื้นที่การศึกษา และยุบเลิก คณะอนุกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (อ.ก.ค.ศ.)เพื่อแก้ปัญหา เรื่องการบริหารงานบุคคล ว่า  สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ได้เสนอปฏิทินการสอบครูผู้ช่วยมาแล้ว แต่ต้องนำเข้าหารือในที่ประชุมคณะกรรมการก.ค.ศ. ก่อน ซึ่งเบื้องต้น จะประกาศผลสอบให้ทันก่อนที่เปิดภาคเรียนที่ 2/2559 เพื่อให้ครูเอกชนที่สอบได้ มีเวลาในการลาออกจากโรงเรียน และโรงเรียนเอกชนเองจะได้สามารถหาครูมาทดแทนได้ทัน

ส่วนกรณีที่ รศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ. เสนอปรับกติกาใหม่ โดยใช้การจัดสอบกลางร่วมกัน ในลักษณะเดียวกับการสอบ ของสำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) แล้วขึ้นบัญชีไว้ หากโรงเรียนต้องการครูสาขาใด ก็มาหยิบเลือก แล้วเรียกตัวมาสอบสัมภาษณ์ ทำข้อตกลงให้เป็นที่พอใจทั้งครูและสถานศึกษานั้น โดยหลักการตนเห็นด้วย เพราะการสอบรวมจะทำให้ประหยัดค่าใช้จ่าย แต่ก็ยังกังวลว่า หากจัดสอบรวมจะทำให้เกิดปัญหาทุจริตเช่นที่ผ่านมา ดังนั้นจึงขอให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปหารือหลักเกณฑ์และวิธีการดำเนินการกับ ก.ค.ศ.ให้รอบคอบก่อน ส่วนการจัดสอบในครั้งนี้ให้ กศจ.เป็นผู้ดำเนินการ

ด้าน นายพินิจศักดิ์  สุวรรณรังค์ เลขาธิการ ก.ค.ศ. กล่าวว่า ในการสอบครั้งนี้ จะเร่งบรรจุแต่ตั้งครูผู้ช่วยให้ได้ภายในการเปิดภาคเรียนที่ 2/2559 โดยจะประกาศผลให้ได้ก่อน เพื่อให้ครูโรงเรียนเอกชน ที่สอบขึ้นบัญชีได้ มีเวลาในการลาออกจากโรงเรียนเดิม  ดังนั้น คาดว่า จะสามารถรับสมัครสอบได้ปลายเดือนกรกฎาคม และประกาศผลในเดือนสิงหาคม-กันยายน ส่วนที่ปลัดศธ. มีข้อเสนอให้ปรับกติกาการสอบครูผู้ช่วยนั้น ตนยังไม่ได้หารือกับปลัดศธ. อย่างเป็นทางการ

ทั้งนี้ หากจะปรับรูปแบบการสอบ ในช่วงแรกต้องให้หน่วยจัดสอบที่มีอำนาจ ซึ่งคือ กศจ. เป็นผู้พิจารณา โดยนโยบายอยากให้มีหน่วยงานที่จัดสอบกลาง  ลักษณะเดียวกับการสอบคัดเลือกข้าราชการของก.พ. แต่ต้องดูวิธีการด้วยว่า เมื่อสอบขึ้นบัญชีไว้แล้ว โรงเรียนจะสามารถเลือกใช้รายชื่อที่ขึ้นบัญชีไว้ได้อย่างไร  อย่างของ ก.พ.จะมีการสอบขึ้นบัญชีเป็นรายภาค โดยก.พ.จัดสอบภาค ก. ส่วนหน่วยงานทีต้องการใช้อัตราก็จะไปสอบภาค ข. ความสามารถเฉพาะตำแหน่ง และสอบภาค ค  สอบสัมภาษณ์เอง อย่างนี้เป็นต้น


“กฤษณพงศ์” อดีตรมช.ศึกษาธิการ นั่งนายกสภา มก.คนใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231466


สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กฤษณพงศ์ กีรติกร,นายกสภาม.เกษตรศาสตร์


สภามหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์,กฤษณพงศ์ กีรติกร,นายกสภาม.เกษตรศาสตร์

“กฤษณพงศ์” อดีตรมช.ศึกษาธิการ นั่งนายกสภา มก.คนใหม่

มก.รับทราบรายชื่อนายกสภาและกรรมการสภาผู้ทรงคุณวุฒิ 16 คนเตรียมเสนอชื่อสกอ.ขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง มั่นใจประชาคม มก. ยอมรับ เผย “กฤษณพงศ์” ว่าที่นายกสภา มก.คนใหม่

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มก. กล่าวภายหลังการประชุมสภามก.ครั้งที่ 6/2559 ว่าที่ประชุมสภามก.ได้รับทราบผลการพิจารณาสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภา มก.ตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภา และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน15 คน (มาจากการเสนอชื่อของคณะกรรมการการอุดมศึกษา 1คน) รวมทั้งหมด 16 คน  ซึ่งผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นนายกสภา และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิก็ได้ตอบรับตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว  โดยขณะนี้ได้ส่งรายชื่อไปที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)เพื่อนำเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป ส่วนกรรมการสภามก. อีก13 คน โดยจะเป็นกรรมการสภามก.จำนวน 3คน  เลือกมาจากคณาจารยกรรมการสภามก.จำนวน 1คน เลือกมาจากพนักงานมหาวิทยาลัย และกรรมการโดยตำแหน่ง รวม13 ท่าน ตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.2558 มีจำนวนทั้งสิ้น 29 คน

ดร.จงรัก กล่าวต่อไปว่า ส่วนประชาคมมก.จะให้การยอมรับนายกสภามก.และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิหรือไม่นั้น ตนมั่นใจว่า ด้วยศักยภาพของว่าที่นายกสภามก.และมีคุณสมบัติครบ รวมถึงกระบวนการสรรหาต่างๆ ได้ดำเนินการถูกต้อง และทุกขั้นตอนประชาคมได้มีส่วนร่วม แต่ทั้งนี้ ที่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เพราะอยู่ในกระบวนการเสนอโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับว่าที่นายกสภา มก. คนใหม่ ได้แก่ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตรมช.ศึกษาธิการ

ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(มวล.) ได้ออกแถลงการณ์เรื่องผลการสรรหาอธิการบดี มวล. คนใหม่ ในการประชุมสภามวล. ครั้งพิเศษ 2/2559 เมื่อวันที่25 มิ.ย.2559 โดยได้มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้ ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนใหม่   ซึ่งมหาวิทยาลัยจะเสนอชื่อเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป  ทั้งนี้ให้ศ.ดร.สมบัติ รักษาการแทนอธิการบดี มวล. ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นไป


 

จัดถกเตรียมรับแรงงานเวียดนามทะลักเข้าไทย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231455

แรงงาน
แรงงาน

จัดถกเตรียมรับแรงงานเวียดนามทะลักเข้าไทย

สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทยร่วมกับ ILO จัดสัมมนาเตรียมรับแรงงานเวียดนามทะลักเข้าไทยเพื่ออุดช่องว่างปัญหาความไม่เป็นธรรมและการละเมิดสิทธิแรงงาน

          ที่ห้องประชุมสโรชา โรงแรมสวิสโซเทล เลอ คองคร์อด กรุงเทพฯ วันที่ 27  มิถุนายน 2559  มีการสัมมนาเพื่อส่งเสริมกระบวนการจัดหางานและจ้างงานที่เป็นธรรมในการนำเข้าแรงงานเวียดนามเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยซึ่งจัดโดย สภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย(ECOT ) ร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ(ILO) นายแมกซ์ ทูนอน( Max Tunon) ผู้แทนองค์การแรงงานระหว่าประเทศ เปิดเผยว่า การนำเข้าแรงงานข้ามชาตินายจ้างควรจะดูแลในเรื่องนำเข้าแรงงาน การย้ายถิ่นของแรงงานข้ามชาติ ซึ่งทั้ง 4 สัญชาติ พม่า ลาว กัมพูชา และเวียดนาม ปัญหาที่พบตอนนี้ คือ ไม่ทราบความต้องการแรงงานว่ามีมากน้อยเท่าไหร่ แต่ละสาขามีความต้องการเป็นอย่างไร ซึ่งจำนวนของแรงงานเป็นตัวหลักสำคัญในการนำไปพัฒนานโยบายการนำเข้าแรงงานที่ถูกต้องของแต่ละภาคส่วน

ผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ กล่าวอีกว่า การลงนามข้อตกลงเพื่อทำกรอบในการนำเข้าแรงงานนำให้เกิดการหารือระหว่างคนที่เกี่ยวข้อง ทั้งนายจ้าง ลูกจ้าง และภาครัฐ ซึ่ง ILO เห็นว่าการที่ ECOT(สภาองค์การนายจ้าง) ซึ่งเป็นตัวแทนฝั่งนายจ้างเป็นตัวแปรที่สำคัญในการหารือและวางกรอบที่กว้างขึ้น เพื่อเป็นตัวให้ข้อมูลและในไปสู่ภาคปฎิบัติในที่สุด

“การหารือทำให้มีการคุยกันทุกฝ่าย ให้เรารู้ถึงความต้องการของแรงงานว่าต้องการเข้ามาแบบไหน จะมาภายใต้ MOU หรือแบบถือบัตรสีชมพู รวมถึงการลักลอบเข้ามา ซึ่งจะทำให้เราได้ทราบถึงปัจจัยว่า อะไรที่ทำให้แรงงานตัดสินใจเข้ามาทำงานในช่องทางเหล่านั้น” ผู้แทนองค์การแรงงานระหว่างประเทศ กล่าว

นายแมกซ์ กล่าว การทำค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ (ZERO FEE) สำหรับแรงงาน ซึ่งเป็นเรื่องที่ท้าทายมาก ซึ่งภายใต้อนุสัญญาแรงงานระหว่างประเทศ ก็มีกว่า 32 ประเทศ ที่ได้ลงสัตยาบรรณในเรื่องนี้ เช่น ยูเออี ซาอุฯ และอีกหลายๆประเทศ ที่ได้รับหลักการไปแล้ว ซึ่งเรื่องค่าใช้จ่ายเป็นศูนย์ได้หรือไม่นั้นภาคเอกชนก็ต้องเคลื่อนตัวด้วย โดยภาครัฐต้องมีส่วนเข้ามาสนับสนุนเพื่อไม่เป็นภาระของแรงงาน ซึ่งในภูมิภาคนี้ปประทศไทยน่าจะเป็นตัวนำร่องในการทำให้เกิดค่าใช้จ่ายของแรงงานเป็นศูนย์ได้ โดยผลักภาระ

ไปไว้ที่นายจ้าง เพราะนายจ้างเป็นผู้ใช้แรงงาน ซึ่งเห็นได้จากภาคอุตสาหกรรมอาหารแปรรูปสัตว์น้ำ และอุตสาหกรรมอีเลคทรอนิค โดยหากอุตสากรรมภาคเหล่านี้ทำได้แรงงานก็จะไปสู่ตลาดอุตสาหกรรมนี้โดยอัตโนมัติ

ด้าน ดร.อารักษ์ พรหมณี อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าวว่า การนำเข้าแรงงานภายใต้บันทึกความเข้าใจทวิภาคี MOU ระหว่างไทยกับเวียดนาม ว่าหาก MOU นำไปสู่ภาคปฎิบัติแล้วจะทำให้เราทราบภึงความต้องการทั้งนายจ้างและลูกจ้าง เพื่อทำให้ปัญหาการลักลอบเข้ามาทำงานลดลง ซึ่งกรณีที่ทำกับเวียดนามนั้นจะเป็นตัวอย่างในการนำร่องการนำเข้าแรงงานอย่างถูกต้องตามหลักสากล โดยภาคการก่อสร้างในบ้านเราทุกวันนี้เวียดนามมิได้อยู่ในระบบการก่อสร้างเพราะบ้านเขาก็มีความต้องการเช่นกัน โดยภาคก่อสร้างเป็นแรงงานระดับล่าง แต่หากเป็นแรงงานฝีมืออัตราค่าจ้างก็จะผันตามระดับฝีมือ ที่ผ่านมาแรงงานเวียดนามไม่ได้สนใจในการทำงานภาคก่อสร้างนี้ในบ้านเรา เพราะอุตสาหกรรมก่อสร้างบ้านเขาก็มีความต้องการไม่น้อย และค่าจ้างของเขาก็อยู่ในอัตราที่สูง รายละเอียดตรงนี้เขาต้องการความชัดเจนตรงค่าแรงงาน เพื่อนำไปสู่การพัฒนาฝีมือ โดยความต้องการของไทยในขณะนี้เรามีต้องการก่อสร้างในระบบราง และโครงการก่อสร้างในต่างประเทศ ตรงนี้นายจ้างฝั่งเวียดนามก็จะนำข้อมูลกับไปหารือกับแรงงานฝั่งเขา การที่เราจะนำร่องการจัดส่งแรงงานตามเอ็มโอยูนี้เราต้องมีความชัดเจนในเรื่องสัญญาจ้าง และค่าบริการต่างๆ

“ในภาคการก่อสร้างที่ผ่านมาเราเปิดให้ลงทะเบียนแรงงานต่างด้าว ไม่มีแรงงานชาวเวียดนามมาลงทะเบียนเลย ความมุ่งหวังของเราก็คือหากเวียดนามเข้ามาก็จะอยู่ในภาคของการประมง ซึ่งการว่าจ้างที่จะให้เกิดความเป็นธรรมก็จะต้องฝึกอบรมก่อนเข้ามาทำงาน และมีตัวแทนที่ชัดเจนทั้งสองฝ่ายซึ่งหากทุกอย่างเป็นไปตามกรอบภายในกรกฎาคมนี้จะมีการพูดคุยกันอีกครั้ง และในต้นเดือนกันยายนแรงงานชุดแรกก็น่าจะเดินทางเข้ามาทำงานได้” อธิบดีกรมการจัดหางาน กล่าว

นายสุเมธ มโหสถ รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าวว่าการสัมมนาในครั้งนี้จะช่วยส่งเสริมและสร้างความเข้าใจต่อกระบวนการจัดหางานและจ้างงานแรงงานเวียดนามที่เข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยตาม MOU ที่ประเทศไทยและเวียดนามได้ลงนามร่วมกันไปแล้วโดยการสัมมนาจะระบุถึงกลไกการติดตามและส่งต่อกรณีการจัดหางานที่ไม่เป็นธรรมและการละเมิดสิทธิแรงงานซึ่งนำไปสู่เป้าหมายร่วมกันเพื่อส่งเสริมและสนับสนุนการจัดการด้านแรงงานให้ถูกต้อง ได้มาตรฐาน ขจัดปัญหาหลวกลวงและการเอารัดเอาเปรียบเพื่อประโยชน์ของแรงงานต่างด้าวและนายจ้างผู้ประกอบการรวมทั้งเป็นการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจและภาพลักษณ์ที่ดีของประเทศ

นายสุเมธ กล่าวอีกว่า แรงงานต่างด้าวเป็นต้นทุนที่สำคัญในระบบการผลิต แรงงานที่มีคุณภาพย่อมส่งเสริมให้การผลิตได้คุณภาพมีมาตรฐานและเป็นที่ยอมรับ

“การที่จะได้มาซึ่งแรงงานต่างด้าวที่มีคุณภาพนั้นประกอบด้วยปัจจัยหลายประการ ทั้งกระบวนการนำเข้าที่ถูกต้องตามกฎหมายสภาพการจ้าง สภาพการทำงานสิทธิและสวัสดิการที่มีความเหมาะสมและเป็นไปตามกฎหมายซึ่งสอดคล้องกับนโยบายของรัฐบาลในการลดความเหลื่อมล้ำของสังคมและการเข้าถึงบริการของรัฐเร่งสร้างโอกาส อาชีพและรายได้ที่มั่นคงแก่ผู้ที่เข้าสู่ตลาดแรงงานซึ่งหมายรวมถึงแรงงานข้ามชาติที่ถูกต้องตามกฎหมายรวมทั้งการป้องกันและแก้ไขปัญหาการค้ามนุษย์อันนำมาสู่นโยบายของกระทรวงแรงงานในการคุ้มครองแรงงานต่างด้าวทั้งระบบ” รองปลัดกระทรวงแรงงาน กล่าว

นายสุเมธ ยังกล่าวอีกว่า การคุ้มครองแรงงานต่างด้าวทั้งระบบนั้นต้องมุ่งเน้นทั้งการบริหารจัดการ การกำหนดมาตรฐานการจ้างการป้องกันการลักลอบการทำงาน การบังคับใช้กฎหมาย การปรับระบบฐานข้อมูลการประชาสัมพันธ์และสร้างความร่วมมือระหว่างประเทศเพื่อให้แรงงานต่างด้าวทำงานโดยถูกต้องตามกฎหมายพร้อมทั้งอำนวยความสะดวกให้กับนายจ้างและแรงงานให้เข้าถึงการบริการได้ง่าย สะดวก รวดเร็ว ทั่วถึงเน้นการดำเนินการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้เพื่อเป้าหมายที่จะนำแรงงานกลุ่มนี้ไปสู่แรงงานที่ถูกต้องตามกฎหมายอย่างแท้จริง ได้มาตรฐานเป็นที่ยอมรับของนานาชาติซึ่งการสัมมนาจะเป็นประโยชน์ต่อกระบวนการจัดหางานและจ้างงานแรงงานเวียดนามเข้ามาทำงานกับนายจ้างในประเทศไทยและจะช่วยส่งเสริมและสนับสนุนให้กระบวนการจ้างแรงงานเวียดนามเข้ามาทำงานในประเทศไทย ประสบความสำเร็จและก่อให้เกิดประโยชน์ต่อผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายและระบบเศรษฐกิจ

ด้านนายเอกสิทธิ์ คุณานันทกุลประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวว่า ECOTในฐานะสมาชิกองค์การนายจ้างระหว่างประเทศและตัวแทนภาคีฝ่ายนายจ้างของประเทศไทยที่ทำงานร่วมกับองค์การแรงงานระหว่างประเทศ ได้รับฟังความคิดเห็นของสมาชิกในเรื่องนโยบายของรัฐบาลที่ได้ทำ MOUร่วมกับรัฐบาลประเทศเวียดนามเพื่อนำเข้าแรงงานในสาขาก่อสร้างและประมง ซึ่งจากการรับฟังความคิดเห็นของสมาชิกECOT เล็งเห็นว่า MOUที่เพิ่งเริ่มนำสู่การปฏิบัตินี้อาจจะยังไม่สามารถตอบสนอง ปัญหาการขาดแคลนแรงงานของภาคธุรกิจได้ECOT จึงได้ขอรับการสนับสนุนจาก ILO และองค์การระหว่างประเทศเพื่อการโยกย้ายถิ่นฐาน(IOM)เพื่อจัดการสัมมนาเชิงปฏิบัติการของภาคีฝ่ายนายจ้างครั้งนี้

“เราได้เชิญตัวแทนภาคธุรกิจ ภาครัฐ ผู้เชี่ยวชาญจาก ILOและ IOM มาร่วมแสดงความคิดเห็นอย่างสร้างสรรค์เพื่อให้MOUนี้สามารถตอบสนองความต้องการของนายจ้างได้อย่างโดยข้อสรุปที่ได้จากการสัมมนาเชิงปฏิบัติการครั้งนี้จะได้นำเสนอกระทรวงแรงงานเพื่อหาแนวทางไปสู่การปฏิบัติจริงในอนาคตอันใกล้นี้” ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าว

ประธานสภาองค์การนายจ้างแห่งประเทศไทย กล่าวอีกว่า การสัมมนาในวันนี้จะไปไปสู่การพูดคุยถึงความต้องการทรี่แท้จริงของทั้งนายจ้างและลูกจ้าง แต่ทั้งนี้ก็ต้องนำข้อเท็จจริงที่เป็นองค์ประกอบทั้งหมดขึ้นมาหารือกัน โดยเฉพาะความต้องการของแรงงานชาวเวียดนามที่ต้องการเข้ามาทำงานอย่างถูกต้องในภาคอื่นๆที่ไม่ใช่กฎหมายของไทยเปิดช่องไว้ โดยเราเปิดช่องไว้เพียงอุสหกรรมการก่อสร้าง และประมง แต่ในข้อเท็จจริงแรงงานชาวเวียดนามมาฝังตัวอยู่ในภาคบริการของประเทศเราจำนวนมาก ถ้าเราก็เอามาทำให้ถูกต้อง ก็จะเป็นประโยชน์กับทุกฝ่ายทั้งแรงงานเองก็ไม่ถูกเอารัดเอาเปรียบ ผู้ประกอบการเองก็มีความชัดเจนว่าจะต้องทำอย่างไร เราต้องยอมรับว่าแรงงานเวียดนามนั้นเป็นแรงงานที่มีฝีมือ มีทักษะ เพราะเวียดนามเองมีการพัฒนาส่งเสริมทั้งทักษาและการศึกษา ซึ่งผู้ประกอบการในภาคอุตสาหกรรมที่เปิดโรงงานอยู่ที่เวียดนามเองเขาพอใจในการทำงานของคนเวียดนาม และเมื่อเขาเปิดโรงงานที่เมืองไทยเขาก็อย่างได้แรงงานจากเวียดนาม แต่กฎหมายยังไม่เปิดช่อง ซึ่งเราก็จะนำข้อหารือในวันนี้ทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนไปนำเสนอภาครัฐ


 

สธ.เคลียร์ชัด!คนป่วยคือคนติดยาเท่านั้น ไม่นับรวมคนขาย-คนผลิต

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231453

ปิยะสกล,บำบัดยาเสพติด,ถอดยาบ้า,รมว.สธ.

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 มิ.ย. 2559

สธ.เคลียร์ชัด!คนป่วยคือคนติดยาเท่านั้น ไม่นับรวมคนขาย-คนผลิต

สธ.สร้างระบบยกระดับคลินิกในรพ.รับคนติดยาเข้าบำบัด ย้ำชัดคนป่วยคือคนเสพ ไม่นับรวมคนขาย-คนผลิต-คนเสพก่ออาชญากรรรม

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล  สกลสัตยาทร  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) กล่าวถึงกรณีกระทรวงยุติธรรมมีแนวคิดให้กระทรวงสาธารณสุข(สธ.)เป็นหน่วยงานหลักในการดำเนินการช่วยเหลือบำบัดผู้ติดยาเสพติดว่า สธ.ยินดีที่จะรับผู้ติดยาเสพติดเข้าเป็นผู้ป่วยเพื่อบำบัดรักษาอาการ  โดยในส่วนของกรมการแพทย์จะมีสถาบันบำบัดรักษาและฟื้นฟูผู้ติดยาเสพติดแห่งชาติบรมราชชนนี และโรงพยาบาลธัญญารักษ์ที่ให้บริการช่วยเหลือบำบัดกระจายทั่วทุกภูมิภาคใน 7 จังหวัด ได้แก่ จ.เชียงใหม่ สงขลา ขอนแก่น ปัตตานี แม่ฮ่องสอน และอุดรธานี

อย่างไรก็ตาม จะให้หน่วยงานใดรับผิดชอบเพียงหน่วยงานเดียวไม่ได้  เพราะจะทำให้เกิดภาระงานหนักเพิ่มขึ้น ทุกส่วนต้องช่วยกัน  ซึ่งปัจจุบันรพ.สังกัดสธ.ทั้งระดับรพ.ศูนย์ รพ.ประจำจังหวัดหรือรพ.ประจำอำเภอจะมีคลินิกบำบัดยาเสพติด จึงมีศักยภาพที่จะรับผู้ติดยาเข้าเป็นผู้ป่วยเพื่อบำบัดได้ และต้องมีการหาแนวทางสร้างระบบเพื่อให้สามารถรองรับผู้ติดยาเข้าบำบัดได้มากขึ้น  หรืออาจจะปรับจากคลินิกเลิกเหล้า เลิกบุหรี่ก็ได้ ต้องมาหารือร่วมกัน

“ผู้ที่เข้าข่ายเป็นผู้ป่วยในการเข้ารับการบำบัดรักษา คือ ผู้ที่ติดยาเสพติดหรือเฉพาะผู้เสพเท่านั้น ไม่ใช่ผู้ขายหรือผู้ผลิตหรือผู้ที่เสพแล้วไปก่ออาชญากรรมกลายเป็นอาชญากรที่จะมีความผิดตามกฎหมาย  แต่หากเป็นทั้งผู้เสพ ผู้ขายหรือผู้ผลิตก็จะมีความผิด คนที่เข้านิยามของผู้ป่วยนั้น หมายถึงเฉพาะคนเสพเพียงอย่างเดียว ทั้งนี้ ในช่วงแรกของการดำเนินการอาจติดขัดปัญหาบ้าง แต่ต้องร่วมกันทำงานด้วยใจก็จะปรับได้ อยากขอความร่วมมือทุกฝ่ายร่วมกันทำงาน เมื่อทุกส่วนร่วมกันภาระงานก็จะไม่หนัก ทั้งโรงพยาบาลรัฐ เอกชนต้องช่วยกัน ส่วนวัดหรือมูลนิธิที่จะเข้ามาร่วมช่วยเหลือบำบัดผู้ติดยา ก็จะต้องมีการเข้าไปดูแล กำกับ  ขณะที่ผู้ที่จะเข้ามาบำบัดต้องเข้ามาด้วยความสมัครใจต้องการอยากที่จะเลิก ซึ่งครอบครัวและเพื่อนฝูงต้องช่วยเหลือ จะให้สธ.ไปดึงผู้ป่วยมาบำบัดไม่ได้”ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกลกล่าว


หอพักสกสค.พร้อมเปิดบริการ 29 มิ.ย.ราคาเดิม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231437

หอพัก สกสค.กรุงเทพฯ,ปรับปรุงหอพัก สกสค.,เปิดทางการ,ห้องธรรมดา 490 บาท,ห้องสูท 750 บาท
หอพัก สกสค.กรุงเทพฯ,ปรับปรุงหอพัก สกสค.,เปิดทางการ,ห้องธรรมดา 490 บาท,ห้องสูท 750 บาท

หอพัก สกสค.กรุงเทพฯ,ปรับปรุงหอพัก สกสค.,เปิดทางการ,ห้องธรรมดา 490 บาท,ห้องสูท 750 บาท

หอพัก สกสค.กรุงเทพฯ,ปรับปรุงหอพัก สกสค.,เปิดทางการ,ห้องธรรมดา 490 บาท,ห้องสูท 750 บาท
หอพัก สกสค.กรุงเทพฯ,ปรับปรุงหอพัก สกสค.,เปิดทางการ,ห้องธรรมดา 490 บาท,ห้องสูท 750 บาท
หอพัก สกสค.กรุงเทพฯ,ปรับปรุงหอพัก สกสค.,เปิดทางการ,ห้องธรรมดา 490 บาท,ห้องสูท 750 บาท

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 27 มิ.ย. 2559

หอพักสกสค.พร้อมเปิดบริการ 29 มิ.ย.ราคาเดิม

“ดาว์พงษ์” ตรวจสอบความพร้อมหอพัก สกสค.ก่อนเปิดทางการ 29 มิ.ย.หลังปิดปรับปรุงกว่า 1 ปี ย้ำคงราคาเดิมห้องธรรมดา 490 บาท ห้องสูท 750 บาท เพื่อเป็นสวัสดิการให้ครู

เมื่อวันที่ 27 มิ.ย. ที่หอพักสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทาง การศึกษา (สกสค.) พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวง ศึกษาธิการ (ศธ.) พร้อมด้วย นายธเนศพล ธนบุณยวัฒน์ ประธานคณะทำงาน รมว.ศึกษาธิการ นายพินิจศักดิ์ สุวรรณรังค์ เลขาธิการคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา (ก.ค.ศ.) ปฏิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการศึกษา (สกสค.)และผู้บริหาร สกสค. ตรวจดูความพร้อมภายในห้องพัก อาคารหอพัก สกสค. โดย พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวว่า เวลานี้ หอพัก สกสค.มีความพร้อมที่จะเปิดให้บริการแล้ว โดยจะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการ ในวันที่ 29 มิ.ย. หลังปิดปรับปรุงราว 1 ปีเศษ ซึ่งมีห้องพักทั้งหมด 240 ห้อง แบ่งเป็น ห้องธรรมดา 228 ห้อง และห้องสูท 12 ห้อง

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ได้ให้นโยบายกับทางสำนักงาน สกสค.ว่า หอพัก สกสค.นั้นเป็นสวัสดิการของครูและบุคคลากร ทางการศึกษา จึงขอให้สำนักงาน สกสค.ใช้วิธีการบริหารโดยคงราคาเดิมไว้ก่อน ดังนี้ ห้องพักธรรมดา ราคา 490 บาทต่อคืน และห้องสูท ราคา 750 บาทต่อคืน และห้องธรรมดา 490 บาทต่อคืน โดยระยะเวลา 6 เดือน หากดูแล้วไม่ไหวจริง ๆ จำเป็นต้องมีการปรับขึ้นราคาก็ให้นำข้อเท็จจริงมาคุยกัน เชื่อว่าครูก็น่าจะเข้าใจ แต่ที่สุดแล้วตนอยากให้หอพัก สกสค.แห่งนี้เป็นสวัสดิการเพื่อครูจริง ๆ ไม่อยากให้คนอื่นเข้ามาใช้สิทธิแทน เพราะหากไม่ใช่ครูก็ควรจะเก็บค่าห้องพักคนละราคากัน

ด้าน นายพินิจศักดิ์ กล่าวว่า สกสค.ไม่เคยปรับเพิ่มราคาค่าห้องพัก มาเป็นเวลาถึง 18 ปีและเปิดบริการใหม่หลังปรับปรุงก็ยังคงราคาเดิมอยู่ โดยเวลานี้มียอดจองเข้าพักแล้วประมาณ 50 ห้อง อย่างไรก็ตาม หากต้องมีการปรับราคาจริงเชื่อว่าครูน่าจะเข้าใจเพราะได้มีการปรับปรุงใหม่จนอยู่ ในสภาพที่ดี และการจะปรับขึ้นหรือเปลี่ยนแปลงราคาจะต้องได้รับความเห็นชอบจากคณะกรรมการ สกสค. จะไม่สามารถปรับขึ้นฮวบฮาบโดยพลการได้ ทั้งนี้ หลังจากที่ได้มีการปรับปรุงสวัสดิการหอพัก สกสค.ในส่วนกลาง และเปิดให้บริการเรียบร้อยแล้ว สกสค.จะเข้าไปดำเนินการอาคารพัฒนาครูและบุคลากรทางการศึกษาภาคเหนือ หรือ หอพัก สกสค. จ.เชียงใหม่ ซึ่งขณะนี้คณะกรรมการ สกสค.ได้ให้ความเห็นชอบเช่าพื้นที่ซึ่งเป็นที่ราชพัสดุต่ออีก 3 ปี เพื่อเข้าไปตรวจสอบรายละเอียดว่าจะมีการสร้างต่อหรือไม่หรือจะดำเนินการ อย่างไรต่อไป เพราะมองว่าน่าจะเป็นประโยชน์กับครูและบุคลากรทางการศึกษามากกว่าที่จะส่ง คืนพื้นที่ดังกล่าว


 

ครึ่งปี!ไทยติดไวรัสซิกา97ราย เหลือพื้นที่2จังหวัดเร่งคุมโรค

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231425

ซิกา,กรมควบคุมโรค,สธ.,บึงกาฬ,เพชรบูรณ์,นพ.อำนวย กาจีนะ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  27 มิ.ย. 2559

ครึ่งปี!ไทยติดไวรัสซิกา97ราย เหลือพื้นที่2จังหวัดเร่งคุมโรค

สธ.เผยครึ่งปีคนไทยติดไวรัสซิกาแล้ว 97 รายใน10จังหวัด คุมการระบาดได้แล้ว เหลือ“บึงกาฬ-เพชรบูรณ์”ยังอยู่ในช่วงควบคุม 28 วัน มั่นใจเอาอยู่

       เมื่อวันที่27มิ.ย. นพ.อำนวย กาจีนะ อธิดีบดีกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า จากข้อมูลตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันพบว่ามีผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกา สะสม 97 ราย ใน 10 จังหวัด 16 อำเภอ 26 ตำบล 42 หมู่บ้าน ปัจจุบันสามารถควบคุมสถานการณ์ให้ปลอดผู้ป่วยได้แล้ว เหลือเพียง 2 จังหวัด คือ จ.บึงกาฬ และจ.เพชรบูรณ์ที่อยู่ในช่วงของการควบคุม 28 วัน หากไม่พบผู้ป่วยรายใหม่ก็สามารถประกาศเป็นพื้นที่ปลอดโรคได้ ซึ่งขณะนี้สำนักระบาดวิทยา และเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ให้การดูแลอย่างเข้มข้นตามมาตรฐานสูงสุดอยู่แล้ว ส่วนกรณีหญิงตั้งครรภ์ก็ได้สั่งการให้ดูแล เฝ้าระวังในทุกคน ไม่เฉพาะผู้ที่ป่วยเท่านั้น

นพ.อำนวย กล่าวอีกว่า ประเทศไทยพบผู้ป่วยติดเชื้อไวรัสซิกามาตั้งแต่ปี2555 ขณะนั้นการแพทย์ของไทยยังไม่สามารถตรวจหาเชื้อได้ ต้องส่งเชื้อตรวจที่ประเทศสหรัฐอเมริกา พบผู้ป่วยเฉลี่ยปีละ 5-7ราย แต่ปีนี้มีการระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสซิกาทั้งภูมิภาคและทั่วโลก ประเทศไทยก็มีผู้ป่วยสะสมใน 10 จังหวัด แต่ไม่ใช่การระบาดทัั้งจังหวัด เพียงแค่พบผู้ป่วยประปราย 1 รายบ้าง 2 รายบ้างเท่านั้น แต่ก็เทียบไม่ได้กับที่มีการระบาดในอเมริกาใต้ โดยเฉพาะประเทศบราซิล

“ขณะนี้โรคที่มียุงลายเป็นพาหะอย่างไข้เลือดออกในช่วง2เดือนที่ผ่านมากราฟค่ามัธยฐานของผู้ป่วยก็ลดลงจากที่มีการคาดการณ์ไว้ คิดว่าเราจะสามารถควบคุมโรคซิกาได้เช่นเดียวกัน จึงขอให้ประชาชนมั่นใจ และขอความร่วมมือในการกำจัดยุงลาย แหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ป้องกันตัวเองไม่ให้ยุงกัด” นพ.อำนวย กล่าว


ไทยระบบสร้างเสริมสุขภาวะดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้-ตะวันออก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231422

ณรงค์ พิพัฒนาศัย,รองนายกฯ,สสส.,ฮู ซีโร,WHO-SEARO,สุขภาวะ
ณรงค์ พิพัฒนาศัย,รองนายกฯ,สสส.,ฮู ซีโร,WHO-SEARO,สุขภาวะ
ณรงค์ พิพัฒนาศัย,รองนายกฯ,สสส.,ฮู ซีโร,WHO-SEARO,สุขภาวะ

ไทยระบบสร้างเสริมสุขภาวะดีที่สุดในภูมิภาคเอเชียใต้-ตะวันออก

“WHO-SEARO” ชื่นชม ไทยมีระบบสร้างเสริมสุขภาวะดีที่สุดในภูมิภาค สสส. ไทย เป็นตัวอย่างที่ดี สร้างแรงบันดาลใจให้ต่างชาติ

         เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน ที่สำนักงานกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย รองนายกรัฐมนตรี ในฐานะประธานกรรมการกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ(สสส.) กล่าวในการเป็นประธานเปิดการประชุม เชิงปฏิบัติการเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้นำการสร้างเสริมสุขภาพในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งเป็นพันธกิจที่ดำเนินการภายใต้ข้อตกลงความร่วมมือระหว่าง สสส.กับ องค์การอนามัยโลกสำนักงานภูมิภาคเอเชียใต้-ตะวันออก (World Health Organization, South-East Asia Region Office : WHO-SEARO) ในการสร้างความเข้มแข็งด้านงานสร้างเสริมสุขภาพเพื่อลดปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้-ตะวันออก ในระหว่างปี 2558-2560โดยมี 7 ประเทศในภูมิภาคเข้าร่วมว่า  โรคไม่ติดต่อเรื้อรังเป็นภัยคุกคามของโลก เป็นสาเหตุการเสียชีวิตของประชากรในภาคพื้นเอเชียใต้-ตะวันออก สูงเป็นอันดับ 1 คิดเป็น 55% ของการตายทั้งหมด หรือเกือบ 8 ล้านคนต่อปี ส่งผลกระทบต่อประเทศรายได้ต่ำและปานกลาง

ถือเป็นความท้าทายที่ประเทศไทย โดย สสส. และ WHO-SEARO จะร่วมกัน วางรากฐานการพัฒนาศักยภาพการสร้างเสริมสุขภาพและการจัดการกับปัจจัยเสี่ยงของโรคไม่ติดต่อเรื้อรังของประเทศสมาชิกองค์การอนามัยโลกภูมิภาคเอเชียใต้-ตะวันออก โดยพัฒนาทักษะการเป็นผู้นำด้านการสร้างเสริมสุขภาพของทั้ง 7 ประเทศ ผลักดันให้เกิดแผนปฏิบัติการระดับประเทศ และเกิดการดำเนินการตามแผนปฏิบัติการ ซึ่งบุคลากรเหล่านี้จะกลายเป็นกำลังสำคัญในการทำงานสร้างเสริมสุขภาพในภูมิภาคนี้อย่างยั่งยืนต่อไป

“ไทยถือเป็นต้นแบบของประเทศในภูมิภาคเอเชียใต้-ตะวันออก ที่ประสบความสำเร็จในการมีกองทุน สสส. ดูแลสุขภาวะของประชาชน หลายประเทศนำไทยเป็นแบบอย่าง ซึ่งองค์การอนามัยโลกให้การชื่นชม สสส. เป็นต้นแบบสร้างเสริมสุขภาพ มีการทำงานสร้างเสริมสุขภาวะเป็นประเทศแรกๆ ในภูมิภาค ทำให้มีประสบการณ์ถ่ายทอดแก่เพื่อนสมาชิก ซึ่งผลงานสสส.ตลอด 15 ปี มีมากมายไม่ใช่มีเพียงเรื่องเหล้า บุหรี่ แต่ครอบคลุมการมีสุขภาพ กาย  ใจ และการสร้างสังคมที่ดี องค์การอนามัยโลกเห็นความสำเร็จของสสส. และเห็นว่าประเทศไทยทำได้ ประเทศอื่นๆ ก็น่าจะทำได้ด้วย จึงให้ไทยเป็นต้นแบบและเป็นศูนย์กลางในการพัฒนางานสร้างเสริมสุขภาพของประชากรในภูมิภาคแก่ประเทศต่างๆ ในภูมิภาคนี้ โดยเฉพาะการสร้างกลไกและรูปแบบนวัตกรรมการเงินการคลังเพื่องานสร้างเสริมสุขภาพ ซึ่งจะเป็นเครื่องมือสำคัญให้ประเทศต่างๆ มีงบประมาณเฉพาะนำมาใช้ทำงานสร้างเสริมสุขภาพ” พล.ร.อ. ณรงค์  กล่าวว่า

ดร.สุวจี กู๊ด ผู้ประสานงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพและปัจจัยกำหนดสุขภาพทางสังคม องค์การอนามัยโลกประจำภูมิภาคเอเชียใต้-ตะวันออก กล่าวว่า ทิศทางขององค์การอนามัยโลกทุกภูมิภาค คือสนับสนุนทุกประเทศมีการสร้างเสริมสุขภาพเพื่อป้องกันโรค เพื่อสุขภาวะอย่างยั่งยืน ดังนั้นจึงไม่ใช่แค่การให้ความรู้ ความเข้าใจ และความตระหนัก แต่จะต้องเพิ่มทักษะการทำงานด้านสร้างเสริมสุขภาพให้แก่บุคลากรในแต่ละประเทศด้วย ซึ่งระบบสุขภาวะของไทย มีความเข้มแข็งที่สุดในภูมิภาคนี้ มีการทำงานร่วมกันโดยกระทรวงสาธารณสุข ร่วมกับองค์กรที่ดำเนินงานใน 3 ด้าน คือ 1.ด้านหลักประกันสุขภาพ ได้แก่ สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ สำนักงานประกันสังคม  2.ด้านนโยบาย คือ สำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ และ 3.ด้านการสร้างเสริมสุขภาพคือ สสส. มีประสบการณ์การทำงานสร้างเสริมสุขภาพยาวนานกว่าหลายประเทศในภูมิภาคนี้ เป็นศูนย์กลางและเป็นต้นแบบถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ประเทศอื่นๆ ที่เป็นผู้ขับเคลื่อนนโยบายไปสู่ภาคปฏิบัติและขับเคลื่อนสังคม สสส. ถือเป็นตัวอย่างที่ดีช่วยให้แต่ละประเทศเกิดแรงบันดาลใจในการทำงานด้านการสร้างเสริมสุขภาพ

อนึ่ง สำหรับ 7 ประเทศ ที่เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย เมียนมาร์ อินโดนีเซีย ราชอาณาจักรกัมพูชา ราชอาณาจักรภูฏาน สาธารณรัฐมัลดีฟส์ ศรีลังกา และติมอร์ เลสเต นอกจากนี้ ได้รับเกียรติจากองค์กรอนามัยโลกประจำประเทศไทย ผู้บริหารองค์การสร้างเสริมสุขภาพของ สิงค์โปร ออสเตรเลีย และเกาหลีใต้ ร่วมให้คำแนะนำ แลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานสร้างเสริมสุขภาพ

 

‘ดาว์พงษ์’ฝากครูสอนเด็กเข้าใจประชาธิปไตย

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231424

พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ,ประชาธิปไตย,นักเรียน,ครู,ข้าราชการ

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  27 มิ.ย. 2559

‘ดาว์พงษ์’ฝากครูสอนเด็กเข้าใจประชาธิปไตย

“ดาว์พงษ์”ฝากครูสอนเด็กให้เข้าใจปชต.แท้จริงระบุมีนโยบายให้ข้าราชการ ศธ.ทุกคนใช้สิทธิลงประชามติชี้มีหน้าสนับสนุนนโยบายย้ำต้องคิดอย่างมีเหตุผลยึดความจริง

          วันที่ 27 มิถุนายน 2559  ที่โรงแรมรามาการ์เด้นส์ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวมอบนโยบายและชี้แจงความร่วมมือโครงการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การออกเสียงประชามติ ในการประชุมชี้แจงการดำเนินกิจกรรม โครงการเผยแพร่และประชาสัมพันธ์การออกเสียงประชามติ โดยมีผู้อำนวยการเขตพื้นที่การศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษาเข้าร่วม ว่า สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้กำหนดให้วันที่ 7 สิงหาคม 2559 เพื่อให้ประชาชนมาร่วมออกเสียงประชามติว่า “เห็นชอบ” หรือ “ไม่เห็นชอบ” ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช…และคำถามพ่วง ทั้งนี้ ตนมีนโยบายให้ข้าราชการของ ศธ.ทุกคนออกไปใช้สิทธิออกเสียงลงประชามติ เพราะเราเป็นข้าราชการ มีหน้าที่ในการสนับสนุนนโยบายของรัฐบาล ขณะเดียวกัน ศธ.ได้ปลูกฝังให้เด็กและเยาวชนมีความรู้ความเข้าใจการปกครองในระบอบ ประชาธิปไตยที่ถูกต้อง โดยตนอยากให้ครูสร้างความเข้าใจเรื่องประชาธิปไตยอย่างแท้จริงให้แก่นัก เรียนด้วย ไม่ใช่ให้เด็กรู้จักประชาธิปไตยแบบปลอมๆ ต้องสอนให้เด็กคิดวิเคราะห์แยกแยะในสิ่งที่ถูกต้องด้วย

“ผมหนักใจแทน กกต.เพราะการออกเสียงประชามติ ไม่เหมือนกับการเลือกตั้งทั่วไป ที่มีหัวคะแนน แต่การลงประชามติไม่มีหัวคะแนน แต่ต้องอาศัยการสร้างความเข้าใจ ซึ่งขอฝากผอ.เขตพื้นที่การศึกษา สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง ว่าร่างรัฐธรรมนูญว่ามีที่มาที่ไปอย่างไร และการมีคำถามพ่วงที่ระบุว่าเห็นด้วยหรือไม่ในช่วงเปลี่ยนผ่าน 5 ปีแรกให้สมาชิกวุฒิสภาร่วมลงมติเลือกนายกรัฐมนตรีด้วย ซึ่ง ในประเด็นนี้อยากให้มีการทำความเข้าใจด้วยว่าประเทศไทยกำลังอยู่ในช่วงปฎิรูปประเทศและไม่ได้ทำเพื่อให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี บริหารประเทศได้ต่อ โดยผู้บริหารองค์กรหลักฯจะต้องไปทำความเข้าใจเพื่อให้ครูและเขตพื้นที่ได้รับทราบถึงการประชาสัมพันธ์ในประเด็นดังกล่าวด้วย และ ขอฝากถึงครูทุกคนว่า ขอให้ใช้เหตุผล ข้อเท็จจริงในการคิดและตัดสินใจ อย่าใช้อารมณ์เพราะการใช้อารมณ์จะทำให้การแก้ไขปัญหาต่าง ๆ ไม่จีรังยั่งยืน ซึ่งประเทศวุ่นวายมามากพอแล้ว ครูในฐานะพ่อพิมพ์แม่พิมพ์ ทำหน้าที่ผลิตทรัพยากรบุคลากรของประเทศใช้อารมณ์ตัดสินเรื่องต่างๆก็เป็นเรื่องที่น่าอาย” พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

ด้าน ดร.ประวิช รัตนเพียร กรรมการการเลือกตั้ง กล่าวว่า เหลือเวลาอีกประมาณ 41 วันจะถึงวันออกเสียงประชามติ โดยมีประชาชนคนไทยมีสิทธิออกเสียง 50.4 ล้านคน ต้องมีอายุไม่ต่ำกว่า 18 ปีบริบูรณ์ในวันออกเสียง ทั้งนี้ เรามีประสบการณ์จากการออกเสียงประชามติครั้งแรกของไทยเมื่อ 19 สิงหาคม 2550 ครั้งนั้นมีผู้มาร่วมออกเสียงประชามติเพียง 57% ซึ่งถือว่าน้อยกว่าการออกเสียงเลือกตั้งทั่วไป ดังนั้น การออกเสียงประชามติครั้งนี้ กกต.ได้กำหนดโจทย์ที่ท้าทายว่าจะเชิญชวนประชาชนให้มาออกเสียงให้ได้มากถึง 80% โดยได้สร้างเครือข่ายกับหน่วยงานต่าง ๆ อาทิ สำนักบริหารการศึกษานอกระบบและการศึกษาตามอัธยาศัย (กศน.) จัดตั้งศูนย์ส่งเสริมพัฒนาประชาธิปไตยตำบล (ศส.ปชต.) ใน 7,424 ตำบล ในแต่ละตำบลมีพลเรือนอาสา 10 คน เพื่อให้ความรู้เรื่องประชาธิไตย รัฐธรรมนูญ เชื่อมั่นจะมีผู้มาลงประชามติมากขึ้น