ม.44แก้ปัญหา’ธรรมาภิบาล’ปมขัดแย้งเฉพาะหน้าอุดมศึกษา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231639

ม.44
ม.44
ม.44

การศึกษา-สาธารณสุข >บทความ  : 29 มิ.ย. 2559

ม.44แก้ปัญหา’ธรรมาภิบาล’ปมขัดแย้งเฉพาะหน้าอุดมศึกษา

ม.44แก้ปัญหา’ธรรมาภิบาล’ปมขัดแย้งเฉพาะหน้าอุดมศึกษา : ทีมการศึกษารายงาน

หลายเดือนที่ผ่านมา ข่าวคราว “อุดมศึกษาไทย” โดยเฉพาะความขัดแย้งระหว่างสภามหาวิทยาลัยและผู้บริหารมหาวิทยาลัย จนนำไปสู่การถอดถอน “อธิการบดี” ออกจากตำแหน่ง ไม่ว่าจะเป็นจากมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคล(มทร.)ตะวันออก หรือ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ส่วนมหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร เป็นความเห็นต่างระหว่างฝ่ายปฏิบัติ และอธิการบดี แต่ทั้งหมดต่างสะท้อนปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันการศึกษาทั้งสิ้น

ในความเหมือนยังมีความแตกต่าง เพราะกรณี มรภ.พระนคร มี 3 ดร.ราชภัฏพระนครยิงกันเสียชีวิต, ดร.ภาณุวัชร รุ่งมรกต อดีตผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมพระนคร ยื่นหนังสือเรียกร้องความเป็นธรรม โดยอ้างว่าถูกให้ออกจากตำแหน่งผู้อำนวยการศูนย์วัฒนธรรมพระนครอย่างไม่เป็นธรรม

นอกจากนี้ยังมี “ขจิตพรรณ อมรปาน” ประธานสภาคณาจารย์และข้าราชการ มรภ.พระนคร ยื่นเรื่องร้องเรียนให้ “มีชัย ฤชุพันธุ์” นายกสภามหาวิทยาลัย สอบสวนหาข้อเท็จจริงถึง 5 เรื่องด้วยกัน 1.กรณีสัญญาเช่าที่ดินระหว่างมหาวิทยาลัยกับวัดพระศรีมหาธาตุ 2.กรณีการบริหารพุทธวิชชาชัย 3.การลดค่าเช่าห้องประชุม 4.การใช้เงินของศูนย์วัฒนธรรมพระนครทั้งระบบ 5.การจัดซื้อจัดจ้างทำความสะอาดอาคารฝึกประสบการณ์วิชาชีพและการจัดซื้อจัดจ้างทำความสะอาดอาคารเรียนรวมและศูนย์วัฒนธรรม (พุทธวิชชาลัย) ที่ใช้วิธีโดยวิธีพิเศษ

ล่าสุด นายกสภา มรภ.พระนครได้ลงนามในคำสั่งสภามหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร ที่ 017/2559 ลงวันที่ 27 เมษายน 2558 แต่งตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง ตามที่สภามหาวิทยาลัยมีมติเมื่อวันที่ 22 เมษายน 2559 ให้ตั้งคณะกรรมการสอบข้อเท็จจริง โดยมี “รศ.ทองหล่อ วงษ์อินทร์” เป็นประธาน เรื่องยังไม่ได้ข้อสรุปอยู่ระหว่างการดำเนินการ

ว่ากันว่า พ.ร.บ.ราชภัฏทั้งในมาตรา 18 และมาตรา 30 ให้อำนาจสภามหาวิทยาลัยกำกับดูแลการบริหารงานของสถาบัน อธิการบดี และมีอำนาจในการแต่งตั้งและถอดถอนอธิการบดีได้ ตามมาตรา 30 (3) มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือบกพร่องต่อหน้าที่ หรือหย่อนความสามารถ โดยต้องมีคะแนนเสียงลงมติไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งหมดที่มีอยู่ ซึ่งเห็นได้จากการดำเนินการกรณีของสภามหาวิทยาลัยของ มทร.ตะวันออก และสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช

อย่างไรก็ตาม การที่อธิการบดีจะพ้นจากตำแหน่งนั้น นอกจาก ตาย ลาออก ครบวาระ ฯลฯ ก็มีเรื่องการทำผิดวินัยร้ายแรง และความบกพร่องต่อหน้าที่ หย่อนความสามารถ(ซึ่งสภาต้องใช้เสียงถึง 2 ใน 2 เพื่อถอดถอน) แต่ถ้าสถาบันการศึกษาใดที่นายกสภามหาวิทยาลัยและกรรมการผู้ทรงคุณวุฒิเป็นพวกเดียวกับอธิการบดี โอกาสที่จะมีกรณีถอดถอนอธิการบดี เช่น มทร.ตะวันออก และมสธ. ก็ยากที่จะเกิดขึ้น

ล่าสุด ต้องจับตาดูคือ กรณีของ มรภ.เพชรบูรณ์ ที่มีคณบดีคณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ออกมาร้องขอความเป็นธรรมจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยอ้างว่าสภามหาวิทยาลัยเกาหลังกับอธิการบดี แก้ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยไม่ถูกต้อง นัยว่าเป็นการกระทำที่อาจสร้างความเสียหายแก่สถาบัน ว่ากันว่าจะมีการประชุมสภามหาวิทยาลัยเพื่อพิจารณาดำเนินการในวันที่ 30 มิถุนายนนี้

ปัจจุบันอำนาจการบริหารงานมหาวิทยาลัยสภามหาวิทยาลัยมีอำนาจสูงสุด โดยอาศัยตามพระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัยเอง เพราะมหาวิทยาลัยมีอิสระ สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึก๋ษา (สกอ.) ทำหน้าที่เพียงรับทราบในแต่ละเรื่อง และเข้าไปตรวจสอบได้ตามอำนาจที่พึ่งมี อาทิ หลักสูตร เพื่อให้เป็นไปตามเกณฑ์มาตรฐานหลักสูตร แต่การบริหารงานล้วนเป็นความอิสระของมหาวิทยาลัยอย่างเต็มที่

ล่าสุดว่ากันว่า “พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ” ได้มีการระดมนิติกรทั้งของกระทรวงศึกษาธิการ และคณะทำงานด้านกฎหมายต่างๆ มาหารือร่วมกัน และพิจารณาว่ากฎหมายที่มีอยู่สามารถแก้ไขธรรมาภิบาล ได้หรือไม่ แต่ถ้าสุดท้ายแล้วเห็นว่าไม่สามารถจะแก้ไขได้จริงๆ ก็จะต้องขอใช้กฎหมายพิเศษ ตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ.2557 (ฉบับชั่วคราว) เพื่อแก้ไขปัญหาการบริหารงานการศึกษา เมื่อแน่ชัดแล้วว่า การแก้ไขปัญหาด้วยวิธีการบริหารงานปกติ หรือกฎหมายปกติเกิดข้อติดขัดทำให้ไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นได้ โดยเฉพาะปัญหาธรรมาภิบาล ของอุดมศึกษา ซึ่งอยู่ในขั้นวิกฤติ

แม้จะเป็นเส้นทางลัดที่สามารถผ่อนปรนความขัดแย้งที่เกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ ผศ.นพ.ตุลย์ สิทธิสมวงศ์ ประธานสภาคณาจารย์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า มหาวิทยาลัยมีความอิสระในการบริหารจัดการตนเองค่อนข้างมาก ซึ่งบางแห่งก็มีศักยภาพทำให้ไม่มีปัญหา แต่บางแห่งที่ดูแล บริหารจัดการไม่เป็น ยิ่งระดับผู้บริหารขัดแย้งแก่งแย่ง เล่นพรรคเล่นพวก ไร้ซึ่งธรรมาภิบาลยิ่งแล้วใหญ่

“ธรรมาภิบาลเป็นหลักการบริหารงานที่ผู้บริหารทุกระดับต้องมี เนื่องจากการบริหารงานต้องอาศัยความสัมพันธ์ของคนที่อยู่ระดับสูงกว่าและต่ำกว่า ทุกคนที่อยู่ตำแหน่งต่างกันต้องมีธรรมาภิบาลซึ่งกันและกัน แต่ธรรมาภิบาลเป็นสิ่งที่เกิดจากจิตสำนึกของตัวบุคคลเอง แต่ถ้าทุกคนระลึกถึงบทบาทหน้าที่ของตนเอง และนึกถึงประโยชน์ส่วนร่วม ต่อให้ไม่มีกฎหมายอะไรมาควบคุม การบริหารงานทุกเรื่องจะมีความโปร่งใส เป็นธรรม แต่ถ้าไม่มีธรรมาภิบาลแล้วกฎหมายก็ยากที่จะแก้ไขได้อย่างยั่งยืน”

รศ.ดร.วีรชัย พุทธวงศ์ อาจารย์มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ในฐานะเลขาธิการศูนย์ประสานงานบุคลากรในสถาบันอุดมศึกษาของรัฐ หรือ CHES กล่าวว่า จริงๆ เรื่องปัญหาธรรมาภิบาลไม่ได้เกิดขึ้นในมหาวิทยาลัยเฉพาะกลุ่ม อย่างมหาวิทยาลัยราชภัฏ หรือมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลเท่านั้น แต่มหาวิทยาลัยใหญ่ๆ ก็มีปัญหา แต่ชาวอุดมศึกษาส่วนใหญ่แบ่งพรรคแบ่งพวกคำนึงถึงหน้าตาชื่อเสียงของมหาวิทยาลัย รวมทั้งสภามหาวิทยาลัยเกาหลังกับผู้บริหาร ยิ่งมหาวิทยาลัยออกนอกระบบ มีความอิสระ ทุกคนเป็นพนักงานมหาวิทยาลัยของรัฐ ทำให้ต้องอยู่ภายใต้การอำนาจของเหล่าผู้บริหาร เพราะถ้าใครออกมาพูด เรียกร้องความจริง แต่ขัดแย้งกับผู้บริหารก็จะอยู่ไม่ได้ ตอนนี้ถ้าเราสังเกตจะเห็นได้ว่า มีอาจารย์มหาวิทยาลัยจำนวนน้อยมากที่จะออกมามีบทบาทในการแสดงความคิดเห็น การตรวจสอบมันจึงเบาบางลง

รศ.ดร.วีรชัย กล่าวว่า กฎหมายดังกล่าวสามารถช่วยแก้ปัญหาได้จริง แต่ถ้าจะแก้ระยะยาวอยากให้ผลักดันพนักงานมหาวิทยาลัยทั่วประเทศอยู่ภายใต้การคุ้มครองแรงงาน การใช้กฎหมายแรงงาน ฟ้องศาลแรงงาน ซึ่งเป็นทั้งศาลแพ่งและอาญา จะทำให้การฟ้องศาลดำเนินการได้เร็วขึ้น และป้องกันไม่ให้ผู้บริหารใช้อำนาจมิชอบได้

ศ.ดร.สิน พันธุ์พินิจ อดีตอธิการบดีมหาวิทยาเทคโนโลยีราชมงคล (มทร.) ตะวันออก สภา มทร.ตะวันออก มีมติเป็นเอกฉันท์ 20 ต่อ 1 ถอดถอนจากอธิการบดี เหตุผลฐานหย่อนสมรรถนภาพและบกพร่องต่อการปฏิบัติหน้าที่ ตามพ.ร.บ.มหาวิทยาลัยเทคโนโลยี พ.ศ.2548 มาตรา 25(6) สภามหาวิทยาลัยให้พ้นจากตำแหน่งเพราะบกพร่องต่อหน้าที่ มีความประพฤติเสื่อมเสีย หรือหย่อนความสามารถ มติของสภามหาวิทยาลัยให้พ้นจากตำแหน่งต้องประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่า 2 ใน 3 ของจำนวนกรรมการสภามหาวิทยาลัยทั้งหมด

รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ พิชิตพรชัย ถูกสภามหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช (มสธ.) ปลด เนื่องจากมีปัญหาในการทำงาน ถูกร้องเรียนไม่สามารถปฏิบัติราชการได้เต็มเวลา ควบคู่กับที่สภาเห็นว่า รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ ไม่สามารถแก้ปัญหาต่างๆ ของมหาวิทยาลัยได้ตามที่เคยประกาศไว้ ล่าสุด รศ.ดร.นพ.ชัยเลิศ ได้ยื่นฟ้องร้องศาลปกครองเรียบร้อยแล้ว

มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนคร มีกรณี “3 ดร.มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครยิงกันตาย” โดยปมเหตุมาจากความขัดแย้งทางวิชาการโยงไปถึงการบริหารงานของอธิการบดีสภามหาวิทยาลัย (ผู้เสียชีวิตได้กล่าวอ้างถึงความไม่เป็นธรรมที่ได้รับ) แต่ขณะนี้เรื่องยังไม่กระจ่าง

“มรภ.เพชรบูรณ์” ที่คณบดีมนุษยศาสตร์ออกมาร้องขอความเป็นธรรมจากกระทรวงศึกษาธิการ โดยอ้างว่าสภามหาวิทยาลัยเกาหลังกับอธิการบดี แก้ข้อบังคับของมหาวิทยาลัยไม่ถูกต้องนัยว่าเป็นการกระทำที่อาจสร้างความเสียหายแก่สถาบัน

ยันสภามรภ.เพชรบูรณ์ ใช้อำนาจตามกม.แก้ข้อบังคับสรรหาทีมบริหาร

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231620


สภามรภ.เพชรบูรณ์แก้ไ,มรภ.เพชรบูรณ์,นายกสภามรภ.เพชรบูรณ์


สภามรภ.เพชรบูรณ์แก้ไ,มรภ.เพชรบูรณ์,นายกสภามรภ.เพชรบูรณ์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 28 มิ.ย. 2559

ยันสภามรภ.เพชรบูรณ์ ใช้อำนาจตามกม.แก้ข้อบังคับสรรหาทีมบริหาร

นายกสภามรภ.เพชรบูรณ์ ยันใช้อำนาจตามกม.ลั่น30มิ.ย.หากเสนอวาระแก้ไขการสรรหาผู้บริหาร 3 ตำแหน่งก็พร้อมพิจารณา อธิการบดี ลั่นการแก้ไขประชาคมมีส่วนร่วม

สืบเนื่องจาก ดร.นงลักษณ์ อานี คณบดีคณะมนุษยศาสตร์ฯ มรภ.เพชรบูรณ์ ร้อง นายกฯ-รมว.ศึกษาธิการ ให้สั่งสภามรภ.เพชรบูรณ์ ยุติแก้ไขข้อบังคับสรรหาอธิการบดี คณบดี และผอ. เมื่อวันที่ 17 มิถุนายน 2559  หวั่นสร้างความเสียหายสถาบันนั้น ทีมข่าวได้ติดตามความคืบหน้าในเรื่องนี้ ผลปรากฎว่า สภามหาวิทยาลัยราชภัฎ (มรภ.) เพชรบูรณ์ยังคงระบุ (ร่าง) ข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ว่าด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหาและคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งอธิการบดี พ.ศ. …. และ(ร่าง) ข้อบังคับมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ว่าด้วย หลักเกณฑ์ วิธีการสรรหาและคุณสมบัติของผู้ดำรงตำแหน่งคณบดี พ.ศ. …. ไว้ในวาระที่ 5 เรื่องเสนอเพื่อพิจารณาให้ความคิดเห็นชอบ ในการประชุมสภามหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบูรณ์ครั้งที่ 5/2559  วันที่ 30 มิภุนายน 2559 เวลา 10.00 น. ณ ห้องประชุมอินทผาลัม ชั้น 2 สำนักงานอธิการบดี ทั้งที่ (ร่าง) ข้อบังคับทั้ง 2 ตำแหน่งยังไม่ผ่านประชาคมมหาวิทยาลัย

รศ.ดร.สมเจตน์ ภูศรี  นายกสภามหาวิทยาลัยราชภัฎ (มรภ.) เพชรบูรณ์  กล่าวว่าขณะนี้สภามหาวิทยาลัยยังไม่ได้พิจารณาร่างแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว จึงไม่สามารถบอกได้ว่าจะยุติ การแก้ไขหรือไม่อย่างไร ซึ่งที่ผ่านมา ที่สภามหาวิทยาลัยมีมติให้ปรับแก้ไขข้อบังคับฯ นั้น เนื่องจากมองเห็นว่า ข้อบังคับดังกล่าวมีความไม่เหมาะสม และเพื่อให้เป็นตามนโยบาย และประโยชน์ของมหาวิทยาลัย ดังนั้น ในวันที่ 30 มิ.ย.นี้ เมื่อคณะอนุกรรมยกร่างกฎหมายฯ ที่แต่งตั้งโดยสภามหาวิทยาลัยนำเสนอเรื่องดังกล่าวเข้าที่ประชุม ก็คงต้องพิจารณาว่าเป็นไปตาม พระราชบัญญัติของมหาวิทยาลัย มีความเหมาะสมหรือไม่ ซึ่งหากมีประเด็นที่จะอาจจะทำให้เกิดปัญหาหรือไม่ถูกต้อง สภามหาวิทยาลัยก็อาจจะยุติการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว อย่างไรก็ตาม สภามหาวิทยาลัยชุดนี้ ได้ดำเนินการตามหน้าที่ ตามกฎหมายที่กำหนด อย่างไรก็ตาม จะให้สภามหาวิทยาลัยยุติการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว ได้นั้น ถ้าไม่มีวาระเข้าในที่ประชุมก็อาจจะไม่มีการพิจารณาเรื่องนี้ แต่หากมีการนำวาระดังกล่าวเข้าที่ประชุม สภาก็ต้องพิจารณาตามอำนาจหน้าที่

ด้านรศ.ดร. เปรื่อง จันดา. อธิการบดี มรภ.เพชรบูรณ์  กล่าวว่า ตนได้เป็นผู้เสนอให้มีการปรับแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว เนื่องจากเห็นว่าข้อบังคับหลายๆ ข้อที่กำหนดไว้นั้น ไม่เหมาะสม ถูกต้อง และเป็นช่องโหว่ ไม่เป็นไปตามหลักสากล อาจจะทำให้เกิดความเสื่อมเสียแก่มหาวิทยาลัยได้ เพราะตำแหน่งอธิการบดี คณบดี เป็นฝ่ายบริหารในการบริหารจัดการมหาวิทยาลัยให้มีคุณภาพ  เช่น การหยั่งคะแนนเสียงสรรหาอธิการบดี ตามข้อบังคับเดิม กำหนดไว้ว่า ผู้ที่มีสิทธิ์หยั่งเสียง สามารถเสนอรายชื่อได้ 3 คน ทั้งที่ตามหลักสากล 1 คนควรมีสิทธิ์ 1 เสียง และหากผู้มีสิทธิ์หยั่งเสียง ไม่เสนอรายชื่อครบ 3 คน ถือว่าเป็นบัตรเสีย เป็นต้น  ตนมองไม่ถูกต้อง จึงได้เสนอให้สภามหาวิทยาลัยให้มีการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว และทางสภามหาวิทยาลัยก็เห็นชอบ โดยมีการตั้งคณะอนุกรรมการขึ้นมาพิจารณาแก้ไขข้อบังคับ ทั้งนี้ ในการแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว ขณะนี้ ไม่ใช่อำนาจของตนที่จะเป็นผู้เสนอเข้าที่ประชุมสภาหรือไม่ เป็นอำนาจของคณะอนุกรรมการฯ ว่าจะเห็นชอบเช่นใด และหากมีการนำเสนอเข้าที่ประชุมสภา ก็เชื่อว่าสภาฯจะพิจารณาตามความเหมาะสม ถูกต้อง ทั้งนี้ ในการนำเสนอแก้ไขร่างข้อบังคับต่างๆ นั้น ได้มีตัวแทนจากคณาจารย์ อาจารย์ และประชาคมของมหาวิทยาลัยร่วมแสดงความคิดเห็น พิจารณาปรับแก้ ในทุกขั้นตอน ดังนั้น เรื่องการปรับแก้ไขข้อบังคับดังกล่าว เป็นการรับฟังความคิดจากประชาคมของมหาวิทยาลัย ไม่ใช่ฝ่ายบริหารอยากทำอะไรก็สามารถทำได้

ทั้งนี้ สำหรับข้อบังคับการสรรหาอธิการบดีฉบับปัจจุบันให้คณะกรรมการสรรหาดำเนินการสรรหาอธิการโดยให้ข้าราชการและบุคลากรของมหาวิทยาลัยมีส่วนร่วมโดยการหยั่งเสียงลงคะแนนให้เหลือผู้สมควรดำรงตำแหน่งอธิการบดีจำนวน 3 คนและแต่ละคนจะต้องได้รับคะแนนจากผู้มาใช้สิทธิหยั่งเสียงอย่างน้อยร้อยละ 30 ของผู้มาใช้สิทธิหยั่งเสียงทั้งหมด ส่วนวิธีการสรรหาคณบดีปัจจุบันคือให้สรรหาบุคคลที่สมควรดำรงตำแหน่งเป็นคณบดีมาให้ได้จำนวน 1 คนโดยใช้วิธีการเลือกตั้งจากบุคลากรในคณะ แล้วเสนอรายชื่อต่อสภาเพื่อพิจารณาแต่งตั้งต่อไปตรงข้ามกับ(ร่าง) ข้อบังคับ ของอนุกรรมการยกร่างกฎหมายของสภามหาวิทยาลัยที่กำหนดให้การสรรหาอธิการบดีหรือคณบดีให้บุคลากรประเมินโดยการหยั่งเสียงมีสัดส่วนเพียง 50 คะแนน และให้คณะกรรมการสรรหาอธิการบดีซี่งมีจำนวน 7 คน หรือ 9 คนในกรณีสรรหาคณบดี อีก 50 คะแนน รวม 100 คะแนน  แล้วให้เสนอชื่อผู้ที่จะดำรงตำแหน่งอธิการบดีจำนวนไม่เกิน 3 รายชื่อ ส่วนคณบดีเสนอไม่เกิน 2 รายชื่อต่อสภาเพื่อพิจารณาคัดเลือกต่อไป

 

หาช่องตั้งผู้บริหารตัวจริงสกสค.-องค์การค้า-คุรุสภา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231598


องค์การค้า สกสค.,สกสค.,ธนชาต

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 28 มิ.ย. 2559

หาช่องตั้งผู้บริหารตัวจริงสกสค.-องค์การค้า-คุรุสภา

เผยผู้ตรวจการแผ่นดิน-อัยการสูงสูดแนะ ศธ.ตั้งประเด็นฟ้องเรียกคืนเงิน “ธนชาต” ใหม่ “ดาว์พงษ์” ตั้งทีมศึกษากฎหมายหาช่องสรรหาตัวจริงของสกสค.-องค์การค้า-คุรุสภา

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ(ศธ.) เปิดเผยความคืบหน้ากรณี สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิภาพครูและบุคลากรทางการ ศึกษา(สกสค.)ได้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดพิจารณาฟ้องแพ่งเพื่อเรียกเงิน จำนวน 2,100 ล้านบาท พร้อมดอกเบี้ย 7.5% ต่อปี คืนจากธนาคารธนชาต เนื่องจากตรวจสอบพบว่าการอนุมัติเบิกถอนเงินของ สกสค.และปิดบัญชีไม่ถูกต้อง ล่าสุดอัยการสูงสุดได้ตรวจสอบและพบบางอย่างเพิ่มเติม จึงได้ส่งความเห็นเกี่ยวกับการดำเนินคดีกลับมาให้ ศธ.พิจารณา เรื่องการฟ้องเรียกเงินคืน  โดยให้พิจารณาฟ้องให้ถูกประเด็น ซึ่งที่ผ่านมาศธ.กำหนดในสำนวน ว่าจะฟ้องแพ่ง เพื่อเรียกเงินคืนจากธนาคารธนชาติ ในฐานบกพร่องต่อหน้าที่ ทำการละเมิดโดย การอนุมัติการเบิกถอนเงินในบัญชีของ สกสค.ไม่ถูกต้อง ตามข้อเสนอของผู้ตรวจการแผ่นดิน แต่เมื่ออัยการสูงสุด ขอให้พิจารณาการฟ้องใหม่ ดังนั้น ศธ. จึงต้องส่งเรื่องให้ผู้ตรวจการแผ่นดินพิจารณาก่อนดำเนินการต่อไป ทั้งนี้ยังถือว่าอยู่ในช่วงเวลาที่จะดำเนินการฟ้องร้องได้เพราะคดียังไม่หมด อายุความ

“การแก้ปัญหา การบริหารงานและปัญหาทุจริตต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสกสค. องค์การค้า ของ สกสค.และสำนักงานเลขาธิการคุรุสภา ค่อนข้างล่าช้า เพราะปัญหาแต่ละเรื่องมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดมาก  อีกทั้งผู้ที่ปฏิบัติหน้าเลขาธิการสกสค. เลขาธิการคุรุสภา และผู้อำนวยการองค์การค้าฯ ยังไม่ใช่ตัวจริง  ยังมีภารกิจหลักซ้อนอยู่ ทำให้ไม่สามารถทำงานได้อย่างเต็มที่ ดังนั้น ตนจึงจะตั้งคณะทำงาน เพื่อศึกษาข้อกฎหมายในการหาตัวจริงขึ้นมาทำหน้าที่เต็มเวลา  เพื่อให้การบริหารงานและแก้ปัญหาต่าง ๆ เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

 

สิ้นไตรมาส2ปีงบ59 รพ.สธ.การเงินวิกฤติ 50 แห่ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231588

รพ.ขาดทุน,รพ.สธ.,บัตรทอง,งบรายหัว,รพ.ขาดสภาพคล่อง,วิกฤติการเงินรพ.รัฐ

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 มิ.ย. 2559

สิ้นไตรมาส2ปีงบ59 รพ.สธ.การเงินวิกฤติ 50 แห่ง

ไตรมาส2ปีงบ59 รพ.สธ.การเงินวิกฤติ 50 แห่ง แนวโน้มดีขึ้น ถกปรับจัดสรรงบฯรายหัวบัตรทองใหม่ เลิกเหมาเข่งเท่ากันทุกแห่ง รพ.พื้นที่ไกล-ประชากรน้อยได้มากกว่าเมือง

        เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า สิ้นไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2559 มีโรงพยาบาลสังกัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.)ประสบปัญหาขาดสภาพคล่องทางการเงินระดับ 7 หรือระดับวิกฤติ ประมาณ 50 แห่ง จากโรงพยาบาลทั้งหมด 886 แห่ง  แยกเป็นโรงพยาบาลชุมชน(รพช.)หรือรพ.ระดับอำเภอ 44 แห่ง จาก 780 แห่ง คิดเป็น 5.64 % และโรงพยาบาลศูนย์(รพศ.)/โรงพยาบาลทั่วไป(รพท.) 6 แห่ง จาก 106 แห่ง คิดเป็น 5.66 %

ทั้งนี้  การที่รพ.สธ.มีปัญหาเรื่องขาดสภาพคล่องทางการเงินเกิดจาก 3 สาเหตุหลัก  คือ 1. รพ.ตั้งอยู่ในพื้นที่ห่างไกล และประชากรในพื้นที่น้อย จึงได้รับการจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายรายหัวสำหรับเป็นค่ารักษาพยาบาลประชาชนในสิทธิหลักประกันสุขภาพแห่งชาติหรือบัตรทองในจำนวนน้อย เนื่องจากงบฯรายหัวจะให้ตามจำนวนประชากร ซึ่งแต่ละแห่งจะได้รับโดยการนำจำนวนประชากรในพื้นที่ คูณด้วยงบฯรายหัวต่อคนต่อปี 2.การบริหารจัดการงบประมาณไม่ดี แม้จะรับผิดชอบประชากรมากกว่า 30,000 คน แต่สถานะทางการเงินยังแย่  และ3.ในพื้นที่เดียวกัน มีรพ.ขนาดใหญ่ระดับรพศ./รพท.หลายแห่ง  เช่น จ.สิงห์บุรี และราชบุรี เป็นต้น ทำให้เกิดการแบ่งเงินและแย่งทรัพยากร

นพ.โสภณ กล่าวด้วยว่า จากการหารือร่วมกับสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.) เกี่ยวกับทิศทางการจัดสรรงบประมาณ ประจำปีงบประมาณ 2560 โดยมีการพิจารณาแนวทางแก้ปัญหาโรงพยาบาลสังกัดสธ.ขาดสภาพคล่องทางการเงิน  ทั้งนี้ จากข้อมูลผลการศึกษาของน.ส.นวพร เรืองสกุล อดีตเลขาธิการคณะกรรมการกองทุนบำเหน็จบำนาญข้าราชการ (กบข.) ในฐานะนักวิชาการอิสระ เสนอว่า ทางออกหนึ่ง คือ การจัดสรรงบประมาณเหมาจ่ายแบบขั้นบันได  โดยหากอยู่ในพื้นที่เกาะ หรือพื้นที่ประชากรน้อยกว่า 30,000 คน  ควรได้งบฯรายหัวมากกว่าพื้นที่ปกติ เป็นต้น จะส่งผลให้รพ.ในแต่ละแห่ง แต่ละพื้นที่จะได้รับการจัดสรรงบฯรายหัวต่อคนต่อปีไม่เท่ากัน ต่างจากปัจจุบันที่รพ.ทุกแห่งจะได้รับงบฯรายหัวต่อคนต่อปีเท่ากันทั้งประเทศ

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า  สำหรับประเด็นเรื่องเงินเดือนซึ่งปัจจุบัน 60 %ของเงินเดือนบุคลากรสังกัดสธ.อยู่รวมในงบฯเหมาจ่ายรายหัว ไม่ได้ตั้งงบเงินเดือนไว้ในงบประมาณของสธ.นั้น จากการประชุมหารือร่วมกับสปสช. และผู้ที่เกี่ยวข้อง  มีข้อเสนอว่า ควรตัดเงินเดือนของบุคลากรสาธารณสุขระดับไหน ระหว่างระดับประเทศ หรือระดับเขต เนื่องจากหากตัดเงินเดือนระดับประเทศ งบจะถูกหักออกมา และจะทำให้พื้นที่ภาคอีสาน ที่มีประชากรมากได้รับงบรวมน้อยลง แต่จะทำให้ภาคอื่นๆได้รับงบเพิ่มขึ้นหรือไม่ ทั้งหมดยังไม่ได้ข้อสรุป โดยได้มอบให้ผู้ที่เกี่ยวข้องไปจัดทำตัวเลข ข้อเสนอ การเปรียบเทียบต่างๆมาเสนอในที่ประชุมอีกครั้ง ก่อนเสนอให้คณะอนุกรรมการการเงินการคลัง ในคณะกรรมการหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.)พิจารณาในช่วงวันที่ 9-10กรกฎาคม 2559 ก่อนนำเสนอบอร์ดสปสช.ต่อไป

“จุดประสงค์เดิมในการตัดเงินเดือนระดับเขตก็เพื่อให้บุคลากรทางการแพทย์กระจายไปอยู่ในพื้นที่ห่างไกล ไม่กระจุกตัว เรียกว่าใช้เงินเดือนเป็นตัวดึงคน แต่จาก 10กว่าปีที่ผ่านมาก็เห็นชัดแล้วว่า ไม่ได้ช่วยให้บุคลากรกระจายไปยังชนบทมากนัก  ส่วนใหญ่ก็ยังอยู่ในตัวเมืองใหญ่ๆ จึงต้องมีการพิจารณาและปรับปรุงให้สอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่”นพ.โสภณกล่าว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ในปีงบประมาณ 2557 มีโรงพยาบาลสังกัดสธ.ขาดสภาพคล่องทางการเงินระดับวิกฤติ หรือระดับ 7  จำนวน 105 แห่ง ดังนั้น เมื่อสิ้นไตรมาส 2 ของปีงบประมาณ 2559 มีรพ.ที่มีสถานะทางการเงินระดับ 7 เพียง 50 แห่ง จึงถือว่าสถานการณ์รพ.สธ.ที่ขาดสภาพคล่องทางการเงินระดับวิกฤติมีแนวโน้มลดลง


ชงนายกใช้ม.44เช็คบิลมหาวิทยาลัยไร้ธรรมาภิบาล

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231570


ชงนายกใช้ม.44เช็คบิลมหาวิทยาลัยไร้ธรรมาภิบาล

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 28 มิ.ย. 2559

ชงนายกใช้ม.44เช็คบิลมหาวิทยาลัยไร้ธรรมาภิบาล

ศธ.ชง“พล.อ.ประยุทธ์”ใช้คำสั่งม.44จัดการมหา’ลัยที่มีปัญหาธรรมาภิบาล พุ่งเป้าผู้บริหาร-สภามหา’ลัย ระบุรายชื่อมหา’ลัยจ่อตั้งคณะกรรมการควบคุม

 

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) เปิดเผยว่า กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ได้เสนอเรื่องให้พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรีและหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พิจารณาใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ. 2557 เพื่อแก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษาแล้ว แต่ได้มีการส่งเรื่องกลับมาให้ ศธ.ปรับแก้ไขรายละเอียดบางส่วน ซึ่ง ศธ.กำลังพิจารณาและจะเสนอกลับไปภายในสัปดาห์นี้ ทั้งนี้ คำสั่งม.44 จะเข้าไปดูแล และช่วยแก้ไขปัญหาในสถาบันอุดมศึกษา ที่กฎหมายปกติ ไม่สามารถจัดการได้

ด้านรศ.นพ.กำจร ตติยกวี ปลัด ศธ.กล่าวว่า หลังจากที่มีกระแสข่าวว่าจะใช้ม.44 แก้ไขปัญหาธรรมาภิบาลในสถาบันอุดมศึกษา หลายฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้พิจารณาร่วมกันเห็นว่า ไม่ควรใช้อำนาจนี้กับมหาวิทยาลัยทั้งหมด เนื่องจากมหาวิทยาลัยส่วนหนึ่งไม่ได้มีปัญหา หรือจำเป็นต้องให้ ศธ.เข้าไปดูแล ซึ่งรมว.ศึกษาธิการ ก็กำลังพิจารณาอยู่ว่าจะดำเนินการอย่างไร

โดยมีการเสนอแนวทางหลายรูปแบบ แต่ที่เห็นสอดคล้องกันและมีความเป็นไปได้ คือ ในคำสั่งอาจจะมีการระบุชื่อมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาธรรมาภิบาล โดยเฉพาะธรรมาภิบาลของผู้บริหารและกรรมการสภามหาวิทยาลัย จากนั้นค่อยมาดูประสิทธิภาพของสำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) อีกครั้ง ว่าจะสามารถเข้าไปดูแล จัดการ แก้ไขปัญหาได้มากน้อยเพียงใด

“การใช้อำนาจม.44 จะมีลักษณะคล้ายกับการตั้งคณะกรรมการควบคุมมหาวิทยาลัยเอกชน ซึ่งจากที่พูดคุยกันเห็นร่วมกันว่าน่าจะระบุชื่อมหาวิทยาลัยที่มีปัญหาลงไปเลย ซึ่งจะทำให้เห็นถึงความชัดเจนของการแก้ปัญหา และระยะเวลาในการเข้าไปดูแล เป็นเหมือนการชิมลางว่าจะสามารถจัดการปัญหาได้หรือไม่ โดยคำสั่งม.44 ที่จะออกมานี้จะมี ทั้งมหาวิทยาลัยของรัฐและเอกชน คาดว่าคำสั่งน่าจะออกมาเร็ว ๆ นี้”รศ.นพ.กำจร กล่าว

 

ค้าน ‘คนนอก’ นั่งนายกสภาม.เกษตรฯ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231568


การศึกษา,เกษตรศาสตร์,อธิการบดี,สกอ.,คนนอก,นายกสภา,ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร,ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล

การศึกษา-สาธารณสุข >บทความ  : 28 มิ.ย. 2559

ค้าน ‘คนนอก’ นั่งนายกสภาม.เกษตรฯ

ค้าน ‘คนนอก’ นั่งนายกสภาม.เกษตรฯ : ประชาคม ม.เกษตรฯ … รายงาน

ในขณะที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ (มก.) กำลังก้าวขึ้นสู่การเป็นมหาวิทยาลัยในกำกับของรัฐ ท่ามกลางบรรยากาศการสรรหานายกสภามหาวิทยาลัยที่ไม่โปร่งใส นับตั้งแต่การเปลี่ยนระบบการสรรหามาเป็นระบบใหม่ในสมัย “รศ.วิโรจ อิ่มพิทักษ์” เป็นนายกสภา ได้มีการแต่งตั้ง “คณะกรรมการสรรหานายกสภา มก.” ให้มีเพียง 11 คน จากคณบดีเพียง 3 คณะ คือ วิทยาศาสตร์ ประมง และสิ่งแวดล้อม ขณะที่ระบบเดิมมาจากที่ประชุมคณบดีที่มีคณบดีทุกคณะและผู้อำนวยการสำนัก สถาบัน จำนวน 39 คน

คณะกรรมการสรรหานายกสภา มก.ชุดใหม่ ได้ดำเนินการสรรหาไปแล้วเมื่อวันที่ 16 มิถุนายน 2559 โดยไม่มีการเปิดเผยรายชื่อต่อสื่อมวลชนและประชาคมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ท่ามกลางความกังขาของประชาคมถึงความไม่โปร่งใสในการเสนอชื่อ “นายกสภา” เพราะแถลงว่าจะเปิดให้สาธารณชนทราบในวันที่ 24 มิถุนายน เวลา 09.00 น. จนถึงบัดนี้ก็ยังไม่เปิดเผยชื่อ “นายกสภา มก.” ที่ได้รับการคัดเลือก สะท้อนถึงความ “ไม่โปร่งใส” เพื่อไม่ให้ประชาคมคัดค้าน คาดว่าคณะกรรมการสรรหา คงได้ดำเนินการเสนอชื่อต่อ “รักษาการแทนอธิการบดี” เพื่อเสนอชื่อไปยัง “สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)” เพื่อเสนอขอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งไปแล้วโดยไม่เปิดเผยชื่อ

ท่ามกลางกระแสการคัดค้านการเลือกนายกสภา มก.ว่าอย่าเลือกคนที่สังคมเคลือบแคลง มีคุณสมบัติขัดต่อข้อบังคับของ มก. เพราะตำแหน่งนายกสภาเป็นตำแหน่งที่มีเกียรติและมีความสำคัญสูงสุด ในการกำหนดนโยบายของมหาวิทยาลัย และต้องนำความกราบบังคมทูล กระแสความห่วงใยมาจากอดีตนายกสภา มก. และอดีตอธิการ มก. หลายท่าน

ศ.ดร.ประเสริฐ ณ นคร ในฐานะอดีตนายกสภามหาวิทยาลัย มก. ได้แสดงความกังวลต่อการเลือกนายกสภา มก.ว่า ในอดีตไม่เคยมีปัญหาเกี่ยวกับการเลือกนายกสภา มก. เพราะผู้ที่ได้รับการคัดเลือกมีคุณสมบัติเหมาะสม เป็นผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร หรือเป็นชาวเกษตรศาสตร์ที่มีเกียรติประวัติอันดีงาม เป็นที่ยกย่องในสังคม อาทิ นายอำพล เสนาณรงค์ องคมนตรี นายปราโมทย์ ไม้กลัด การเลือกนายกสภา มก. ครั้งนี้ก็น่าจะไม่มีปัญหา เพราะผู้ที่คณะ สำนัก สถาบันเสนอชื่อมาหน่วยงานละ 3 ชื่อ มีคุณสมบัติที่เหมาะสมทุกท่าน อาทิ ดร.สุเมธ ตันติเวชกุล, ศ.ดร.ธีระ สูตะบุตร อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และ นายยุคล ลิ้มแหลมทอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์

ในขณะที่ประชาคมมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์กำลังเคลือบแคลงสงสัยเกี่ยวกับการปิดการเสนอชื่อนายกสภา มก.เป็น “ความลับ” โดยไม่ยอมเปิดเผยชื่อของ “คณะกรรมการสรรหานายกสภา มก.” สะท้อนถึงความไม่โปร่งใส เพราะเมื่อพิจารณาแล้วไม่น่าจะมีปัญหาในการเสนอชื่อนายกสภา มก. จากรายชื่อของผู้ทรงคุณวุฒิตามที่หน่วยงานเสนอมา เพราะแต่ละท่านมีเกียรติภูมิ มีธรรมาภิบาล ทำไมไม่เสนอชื่อ แต่ที่มีปัญหาน่าจะเป็นเพราะ “ขาดความเป็นกลาง”

ดูเหมือนว่า การออกข้อบังคับการสรรหาใหม่ เพื่อเอื้อเสนอ “นายกสภา” พวกเดียวกัน อันจะเป็นฐานในการเสนอชื่อ “อธิการบดี” พวกเดียวกัน ดังนั้น ถ้าคณะกรรมการสรรหายังคงจะเสนอชื่อบุคคลที่ขาดคุณสมบัติแห่งข้อบังคับ มีลักษณะต้องห้าม เคยถูกคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ชี้มูลความผิด หรือเลือกบุคคลที่ไม่เป็นกลาง เป็นนอมินี ที่เคยไม่นำชื่อ “รศ.ดร.บดินทร์ รัศมีเทศ” เพื่อขอเสนอโปรดเกล้าฯ แต่งตั้ง หรือเลือกบุคคลที่ไม่เกี่ยวข้องกับการเกษตรหรือมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ขึ้นเป็น “นายกสภา มก.” ประชาคมจะทำเรื่องคัดค้านไปที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.) อย่างแน่นอน

——————–

(ค้าน ‘คนนอก’ นั่งนายกสภาม.เกษตรฯ : ประชาคม ม.เกษตรฯ … รายงาน)

คนเศร้า-โกรธนาน เพิ่มโอกาสสมองเสื่อม เช็ค10สัญญาณบ่งบอก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231567

รพ.รามา,สมองเสื่อม,บีดีเอ็นเอฟ,BDNF

การศึกษา-สาธารณสุข  :  28 มิ.ย. 2559

คนเศร้า-โกรธนาน เพิ่มโอกาสสมองเสื่อม เช็ค10สัญญาณบ่งบอก

แพทย์เผยคนเศร้า-โกรธนาน เพิ่มโอกาสสมองเสื่อม ทำเซลล์สมองฝ่อลง ความจำใหม่ๆจะไม่เกิดขึ้น แนะออกกำลังกาย ร่างกายหลั่งสารบีดีเอ็นเอฟ ปุ๋ยช่วยรดเซลล์สมอง

      พญ.สิรินทร ฉันศิริกาญจน อายุรแพทย์ หน่วยเวชศาสตร์ผู้สูงอายุ ภาควิชาอายุรศาสตร์คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี และนายกสมาคมผู้ดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม กล่าวภายในงาน“eat right eat organicเติมสุขภาพดี”เมื่อเร็วๆนี้ว่า ผู้สูงอายุ 80 ปีขึ้นไป มีโอกาสเกิดภาวะสมองเสื่อมถึง 1 ใน 3 ส่วนประเทศไทยพบผู้สูงอายุสมองบกพร่องราว 8-10%ของประชากรผู้สูงอายุ ถือเป็นโรคอย่างหนึ่ง ไม่ได้เกิดจากกระบวนการสูงอายุ ไม่ใช่ผู้สูงอายุทุกคนต้องสมองเสื่อม เฉพาะคนที่ป่วยเท่านั้น ภาวะสมองเสื่อมเกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ แต่พบว่าโรคอัลไซเมอร์และหลอดเลือดไม่ดี ทำให้เกิดภาวะสมองเสื่อมถึง 90%เพราะฉะนั้น คนที่ชอบกินอาหารที่มัน ควบคุมความดันโลหิตไม่ดี และไขมันในเลือดสูงก็จะมีโอกาสป่วยสูง

พญ.สิรินทร กล่าวด้วยว่า 10 สัญญาณที่บ่งบอกอาการสมองเสื่อม ได้แก่ 1.การสูญเสียความทรงจำในระยะสั้นที่กระทบต่อการทำงาน 2.สิ่งที่เคยทำเป็นประจำเริ่มทำไม่เป็น 3.ปัญหาด้านภาษา เลือกคำพูดไม่ค่อยถูก 4.ไม่รู้เวลาและสถานที่ 5.สูญเสียการตัดสินใจ 6.ไม่ค่อยเข้าใจความคิดที่เป็นนามธรรม 7.วางของผิดที่แบบแปลกๆ 8.อารมณ์หรือพฤติกรรมเปลี่ยนแปลง 9.บุคลิกภาพเปลี่ยนแปลง และ10.สูญเสียความคิดริเริ่ม

“คนที่ตกอยู่ในความเศร้า ทุกข์ สูญเสีย น้อยใจหรือความโกรธ โมโห ซึ่งถือเป็นกลุ่มอารมณ์เดียวกันเป็นเวลานาน มีโอกาสที่จะเป็นสมองเสื่อมมากขึ้น เนื่องจากการที่จิตไม่เบิกบานทำให้เซลล์สมองที่บันทึกความจำ หรือสมองส่วนฮิปโปแคมปัสฝ่อลง ความจำใหม่ๆจะไม่เกิดขึ้น ถ้าปรับอารมณ์เหล่านี้ได้เร็วเซลล์ที่ฝ่อก็จะกลับมาดี แต่หากปล่อยให้เศร้า หดหู่ ทุกข์นานๆเซลล์นี้ก็จะตายไป ไม่กลับมาอีก สมองฝ่อไปเลยเกิดเป็นสมองเสื่อมจึงไม่ควรเศร้าหรือโกรธเป็นเวลานาน ให้เกิดขึ้นเพียงระยะเวลาสั้นๆ จากนั้นให้หยุดและหาอย่างอื่นทำแทน” พญ.สิรินทรกล่าว

พญ.สิรินทร กล่าวด้วยว่า ส่วนที่มีการโฆษณามากมายในปัจจุบันว่ามีสารเคมีหลายตัวช่วยในการบำรุงสมองได้ดีนั้น ยังไม่มีการทดลองทางวิทยาศาสตร์ยืนยัน แต่มีข้อมูลทางวิชาการชัดเจนว่า การออกกำลังกายทำให้สมองยั่งยืน จากการที่มีการหลั่งสารเอ็นโดรฟินหรือสารความสุข แต่หากเป็นแพทย์สมองจะเรียกว่า สารบีดีเอ็นเอฟ (BDNF: Brain-derived Neurotrophic Factor) ที่เปรียบเสมือนปุ๋ยที่มาช่วยรดเซลล์สมอง ทำให้เซลล์สมองที่อ่อนล้ากลับมากระฉับกระเฉง ควรออกกำลังกายให้เหมาะสมกับสภาพร่างกาย และอาหารก็เป็นสิ่งสำคัญในการป้องกันภาวะสมองเสื่อมไม่ควรอดอาหารเช้า รับประทานอาหารให้ครบ 5 หมู่ อาหารที่มีโอเมก้า 3 ก็จะช่วยบำรุงสมอง ซึ่งในปลาทู ปลาสวายมีสูงกว่าในปลาแซลมอน


เล็งใช้ยาแรงอาชีวะรัฐ-เอกชนทะเลาะซ้ำซากสั่งงดรับนศ.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231565


มาตรา 44,คำสั่งคสช.ที่ 30/2559,เด็กทะเลาะวิวาท,สั่งงดรับนักศึกษา,อาชีวศึกษารัฐ,อาชีวศึกษาเอกชน,วิทยาลัยอาชีวะ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 28 มิ.ย. 2559

เล็งใช้ยาแรงอาชีวะรัฐ-เอกชนทะเลาะซ้ำซากสั่งงดรับนศ.

“ชัยพฤกษ์” เล็งนำมาตรการทางบริหารจัดการวิทยาลัยอาชีวะรัฐ-เอกชน ที่มีปัญหาวิวาท รุนแรง ซ้ำซาก ให้งดรับนักศึกษาปีถัดไป เบื้องต้นจับตา 5 วิทยาลัยทีก่อเหตุตีกันบ่อย

เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. ดร.ชัยพฤกษ์ เสรีรักษ์ เลขาธิการคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (เลขาธิการ กอศ.) เปิดเผยว่า ภายหลังมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ที่ 30/2559 มาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาท สำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) ได้ประชุมร่วมกับวิทยาลัยอาชีวศึกษารัฐและเอกชนทั่วประเทศ มีการกำหนดมาตรการระยะเร่งด่วนที่ต้องทำ คือ การอบรมพนักงาน เจ้าหน้าที่ และให้วิทยาลัยไปจัดทำแผนมาตรการป้องกันการทะเลาะวิวาทให้สอดคล้องกับคำสั่งหัวหน้า คสช. โดยให้เสนอมายังสอศ.ภายใน 2 สัปดาห์ อย่างไรก็ตาม ภายหลังมีคำสั่ง คสช.ก็เกิดเหตุการนักเรียน นักศึกษาทะเลาะวิวาท 2-3 จุด เช่นในพื้นที่จังหวัดสมุทราปราการ เจ้าหน้าตำรวจได้ควบคุมตัวนักเรียน นักศึกษา 10 คนก่อเหตุทะเลาะวิวาท และเชิญผู้ปกครองมารับทราบและวางเงินประกัน รายละ 5,000 บาท ซึ่งในระยะเวลา 2 ปี หากเด็กไม่ก่อเหตุวิวาทซ้ำก็จะคืนเงินประกันให้ แต่หากก่อเหตุอีกจะริบเงินเข้ากองทุนคุ้มครองเด็ก ของกระทรวงการพัฒนาสังคมและ ความมั่นคงของมนุษย์  (พม.)

ส่วนเหตุการณ์ล่าสุดนักศึกษาหญิงชั้นประกาศนียบัตรวิชาชีพ ( ปวช.) ปีที่ 1  วิทยาลัยเทคโนโลยีช่างอุตสาหกรรมกรุงเทพ ย่านมีนบุรี ถูกยิงจนเสียชีวิต ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ประสานกับวิทยาลัยอย่างใกล้ชิด เพื่อติดตามตัวผู้กระทำความผิดมาลงโทษ อย่างไรก็ตาม ในวันนี้จะมีการประชุมผู้บริหารวิทยาลัยอาชีวศึกษาของรัฐและเอกชน ในกลุ่มจตุจักร 11 แห่ง เป็นวิทยาลัยรัฐ 7 แห่งและเอกชน 4 แห่ง เพื่อหารือมาตรการแก้ไขปัญหาเด็กทะเลาะวิวาทของวิทยาลัยในกลุ่มที่ดำเนินการไว้ อยู่แล้วว่ายังมีช่องว่างอะไรบ้าง รวมถึงได้มีการประสานการทำงานกับเจ้าหน้าที่ตำรวจในพื้นที่อย่างไรบ้าง และเมื่อเกิดเหตุเด็กทะเลาะวิวาทวิทยาลัยได้ดำเนินการตามมาตรการที่วางไว้ หรือไม่ ทั้งนี้ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รมว.ศึกษาธิการ ยังได้กำชับให้ สอศ.ติดตามปัญหาทะเลาะวิวาทใกล้ชิด และรายงานให้ทราบเป็นระยะ

ผู้สื่อข่าวถามว่า แม้จะบังคับใช้คำสั่งม.44 ถือเป็นมาตรการแรง แต่เหตุการณ์ทะเลาะวิวาทกลับรุนแรงขึ้น เหมือนเป็นการท้าทายคำสั่ง คสช.หรือไม่ ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าวว่า  วิทยาลัยอาชีวศึกษาทุกแห่งก็ไม่ได้นิ่งนอนใจ และได้วางมาตรการแก้ปัญหาให้สอดรับกับคำสั่ง ม.44  ซึ่งกรณีนักศึกษาไปก่อเหตุหากไม่รุนแรง อำนาจของสถานศึกษาในการพิจารณาลงโทษมีเพียง 4 ระดับ คือ ตักเตือน ทำทัณฑ์บน ตัดคะแนนความประพฤติ และปรับพฤติกรรม แต่หากเด็กทำความผิด โดยเป็นความผิดตามกฎหมายจะเป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะ ต้องใช้มาตรการทางกฎหมายดำเนินการอย่างจริงจัง

“ขณะนี้ สอศ.กำลังพิจารณาใช้มาตรการทางการบริหารมาดำเนินการกับสถานศึกษาทั้งรัฐและเอกชนที่มีปัญหาทะเลาะวิวาทรุนแรง ซ้ำซาก ซึ่งขณะนี้กำลังจับตาวิทยาลัยรัฐและเอกชน 5 แห่ง แต่ยังไม่สามารถเปิดเผยชื่อได้ โดยหากพบว่าสถานศึกษาใดไม่ดำเนินการตามที่มาตรการกำหนดปล่อยให้เกิดเหตุ สอศ.จะให้วิทยาลัยงดรับนักศึกษาใหม่ในปีถัดไป  ซึ่งก่อนหน้านี้ผมได้สั่งให้วิทยาลัยอาชีวศึกษาของรัฐในจังหวัดพระนครศรีอยุธยางด รับนักศึกษาในสาขาช่างมาแล้ว”ดร.ชัยพฤกษ์ กล่าว

 

“กฤษณพงศ์”นายกสภามก.

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231551

“กฤษณพงศ์”นายกสภามก.

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  28 มิ.ย. 2559

“กฤษณพงศ์”นายกสภามก.

สภามก.มั่นใจประชาคม ยอมรับ“กฤษณพงศ์” นั่งนายกสภา ชี้สรรหาถูกต้อง

      เมื่อวันที่ 27 มิ.ย.ที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์(มก.) ดร.จงรัก วัชรินทร์รัตน์ รักษาการแทนอธิการบดี มก. กล่าวภายหลังการประชุมสภามก.ครั้งที่ 6/2559 ว่าที่ประชุมสภามก.ได้รับทราบผลการพิจารณาสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภา มก.ตามที่คณะกรรมการสรรหาผู้สมควรดำรงตำแหน่งนายกสภา และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน15 คน (มาจากการเสนอชื่อของคณะกรรมการการอุดมศึกษา 1คน) รวมทั้งหมด 16 คน ซึ่งผู้ที่ได้รับการสรรหาเป็นนายกสภา และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิก็ได้ตอบรับตำแหน่งเรียบร้อยแล้ว

โดยขณะนี้ได้ส่งรายชื่อไปที่สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา(สกอ.)เพื่อนำเสนอขึ้นทูลเกล้าฯ เพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป ส่วนกรรมการสภามก. อีก 13 คน โดยจะเป็นกรรมการสภามก.จำนวน 3คน เลือกมาจากคณาจารยกรรมการสภามก.จำนวน 1คน เลือกมาจากพนักงานมหาวิทยาลัย และกรรมการโดยตำแหน่ง รวม13 คนตามพระราชบัญญัติมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ พ.ศ.2558 มีจำนวนทั้งสิ้น 29 คน

ดร.จงรัก กล่าวต่อไปว่า ส่วนประชาคมมก.จะให้การยอมรับนายกสภามก.และกรรมการสภามหาวิทยาลัยผู้ทรงคุณวุฒิหรือไม่นั้น มั่นใจว่า ด้วยศักยภาพของว่าที่นายกสภามก.และมีคุณสมบัติครบ รวมถึงกระบวนการสรรหาต่างๆ ได้ดำเนินการถูกต้อง และทุกขั้นตอนประชาคมได้มีส่วนร่วม แต่ทั้งนี้ ที่ไม่สามารถเปิดเผยรายชื่อได้ เพราะอยู่ในกระบวนการเสนอโปรดเกล้าฯแต่งตั้ง

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับว่าที่นายกสภา มก. คนใหม่ ได้แก่ ดร.กฤษณพงศ์ กีรติกร อดีตรมช.ศึกษาธิการ

ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า สภามหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์(มวล.) ได้ออกแถลงการณ์เรื่องผลการสรรหาอธิการบดี มวล. คนใหม่ ในการประชุมสภามวล. ครั้งพิเศษ 2/2559 เมื่อวันที่25 มิ.ย.2559 โดยได้มีมติเป็นเอกฉันท์เห็นชอบให้ ศ.ดร.สมบัติ ธำรงธัญวงศ์ ดำรงตำแหน่งอธิการบดีคนใหม่ ซึ่งมหาวิทยาลัยจะเสนอชื่อเพื่อทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งต่อไป ทั้งนี้ให้ศ.ดร.สมบัติ รักษาการแทนอธิการบดี มวล. ตั้งแต่วันที่ 1 ก.ค. 2559 เป็นต้นไป


สัญญาณบวก! สธ.เผยไข้เลือดออกแนวโน้มลดลง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231542

นพ.โสภณ,ปลัดสธ.,ไข้เลือดออก,3เก็บ

นพ.โสภณ,ปลัดสธ.,ไข้เลือดออก,3เก็บ

การศึกษา-สาธารณสุข  : 28 มิ.ย. 2559

สัญญาณบวก! สธ.เผยไข้เลือดออกแนวโน้มลดลง

สธ. เผยตั้งแต่ต้นปีคนป่วยไขเลือดออกเกือบ 2 หมื่นคน ตาย 16 ราย แนวโน้มโรคลดลง กำชับเข้มมาตรการ 3 เก็บ 3 โรค ตลอด 3 เดือนฤดูฝน

     เมื่อวันที่ 28 มิ.ย. นพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) กล่าวว่า ข้อมูลจากสำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง สัปดาห์ที่ 24 ของปี 2559 ตั้งแต่ต้นปี 2559 ถึง 21 มิถุนายน 2559 พบผู้ป่วยไข้เลือดออกสะสม 19,620 คน  เมื่อเทียบกับปี 2558 ณ ช่วงเวลาเดียวกันจำนวนผู้ป่วยลดลงร้อยละ 28 หรือ 0.71 เท่า   มีผู้ป่วยเสียชีวิต 16 ราย  ส่วนใหญ่พบในกลุ่มอายุ 10-14 ปี มีอัตราป่วยสูงสุด คือ 82.30 ต่อประชากรแสนคน รองลงมา ได้แก่ กลุ่มอายุ 5-9 ปี  เป็นนักเรียนร้อยละ 42  ภาคกลางมีผู้ป่วยสูงที่สุด 8,512 คน ในจำนวนนี้เป็นผู้ป่วยในกรุงเทพมหานคร 3,667 คน  รองลงมาภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 5,233 คน  ภาคใต้ 2,940 คน และภาคเหนือ 2,935 คน

“แนวโน้มการระบาดดีขึ้น พบผู้ป่วยต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ เนื่องจากมีการรณรงค์ด้วยมาตรการ 3 เก็บ ป้องกัน 3 โรค บวกมาตรการ  5 ส. อย่างเข้มข้นต่อเนื่อง ได้รับความร่วมมือจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทั้งรัฐเอกชน และประชาชน ตามแนวทางประชารัฐ โดยเฉพาะในเขตเมืองใหญ่  กรุงเทพมหานคร พบว่าการควบคุมป้องกันโรคทำได้ดีขึ้น โดยมีปัจจัยสนับสนุนคือ การเข้าสู่ฤดูฝนช้า และสายพันธุ์โรคไข้เลือดออกไม่เปลี่ยนแปลงจากปีที่ผ่านมา”นพ.โสภณกล่าว

นพ.โสภณ กล่าวอีกว่า กำชับให้สำนักงานสาธารณสุขทั่วประเทศ หน่วยงานในสังกัดทุกแห่ง รณรงค์มาตรการควบคุมป้องกันโรคไข้เลือดออกอย่างต่อเนื่อง ด้วยมาตรการ 3 เก็บ 3 โรค เก็บบ้าน เก็บขยะ เก็บน้ำ บวก 5 ส.  เพราะขณะนี้ไทยเข้าสู่ฤดูฝน  โรคไข้เลือดออกจะยังคงเสี่ยงที่จะระบาดได้ตลอด 3 เดือนในช่วงฤดูฝนนี้   ขอความร่วมมือประชาชน ดูแลป้องกันตัวเองไม่ให้ป่วย คือ ทายากันยุง นอนในมุ้ง   ป้องกันไม่ให้เสียชีวิต คือ เมื่อป่วยมีไข้สูง สงสัยโรคไข้เลือดออกให้รีบไปพบแพทย์  ไม่มียุงด้วยการไม่มีแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย คือ เก็บเศษภาชนะที่มีน้ำขัง ในบ้านและบริเวณบ้าน