“ดาว์พงษ์”เรียกสพฐ.รายงานข้อมูลรายจ่ายจัดการศึกษา 1 ก.ค.นี้

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231743

เรียนฟรี 15 ปี,รายจ่าย,รายการอุดหนุน

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  29 มิ.ย. 2559

“ดาว์พงษ์”เรียกสพฐ.รายงานข้อมูลรายจ่ายจัดการศึกษา 1 ก.ค.นี้

“ดาว์พงษ์” เรียกสพฐ.รายงานข้อมูลค่าใช้จ่ายในการจัดการศึกษา ที่ผู้ปกครองจำเป็นต้องจ่ายและไม่จำเป็นต้องจ่าย วันที่ 1 ก.ค.โดยเชิญผู้บริหาร ร.ร.ใหญ่-เล็กร่วมหารือ

พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.)  เปิดเผยว่า ตามที่หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรื่อง ให้จัดการศึกษาขั้นพื้นฐาน 15 ปี โดยไม่เก็บค่าใช้จ่าย ตั้งแต่อนุบาล 1 – มัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือเทียบเท่า  โดยตนได้มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ไปรวบรวมรายละเอียดเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายในการจัดการเรียน ทั้งในส่วนที่ผู้ปกครองต้องจ่ายเอง  เพื่อจะมาดูว่า รายการไหนบ้างที่ผู้ปกครองอาจไม่จำเป็นต้องจ่าย เพื่อปรับปรุงรายละเอียด โดยในวันที่ 1 ก.ค.นี้ได้ให้ สพฐ. นำข้อมูลดังกล่าวมารายงานและโดยเชิญ ผู้บริหารโรงเรียนขนาดใหญ่ กลาง และเล็ก  มาหารือร่วมกัน

“ ที่ผ่านมามีข้อร้องเรียนว่า เรียนฟรีไม่ฟรีจริง ดังนั้นจึงขอให้สพฐ. ไปดูรายละเอียดทั้งหมดอีกครั้ง ว่า รายการใดบ้างที่โรงเรียนเรียกเก็บเพิ่มจากผู้ปกครอง  เป็นเงินจำนวนเท่าไร และสมเหตุสมผลกันหรือไม่ หรือรายการใดที่ผู้ปกครองจะเป็นผู้ออกค่าใช้จ่ายเอง เช่น ห้องเรียนอิงลิชโปรแกรม (English program : EP) ที่ รัฐไม่สามารถสนับสนุนค่าใช้จ่ายได้ทั้งหมด หรือ บางกิจกรรมในโครงการลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้ ต้องพาเด็กออกไปทัศนศึกษานอกห้องเรียน ควรจะมีค่าใช้จ่ายจากรัฐมาช่วยสนับสนุนหรือไม่ เป็นต้น  เพื่อเป็นการลดภาระผู้ปกครอง เนื่องจาก โดยในคำสั่งคสช. เพิ่มรายการเรียนฟรี จากเดิมมี 5 รายการ เป็น 6 รายการ  เพื่อเปิดช่อง ค่าใช้จ่ายอื่นตามที่ครม.เห็นชอบ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูสภาวะการเงินการคลังของประเทศด้วย”พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าวต่อว่า  สำหรับงบประมาณที่จะนำมาใช้ในส่วนที่รัฐจะสนับสนุนเพิ่มเติมนั้น ตนได้มอบหมายให้สพฐ.ไปดูงบฯของตัวเองก่อนว่ามีงบฯส่วนใดเหลือจ่ายที่สามารถ เกลี่ยมาสนับสนุนได้มากน้อยแค่ไหน ซึ่งหากไม่พอก็จะเสนอของบฯกลางเพิ่มเติมแทน  ทั้งนี้การจัดสรรงบฯ สพฐ.จะใช้หลักการเงินอุดหนุนรายหัวตามจำนวนเด็กในรูปแบบเดียวไม่ได้  เพราะแต่ละโรงเรียนมีความต้องการแตกต่างกัน  โดยเฉพาะโรงเรียนขนาดเล็กก็อยากจะมีการจัดกิจกรรมลดเวลาเรียนแต่งบฯไม่พอ ดังนั้นจะมีการบริหารจัดการให้ทั่วถึงด้วย ซึ่งตนจะใช้เงินที่ ศธ.มีให้เกิดประโยชน์อย่างสูงสุด

นอกจากนี้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ได้กำชับให้ ศธ.เร่งดำเนินโครงการซ่อมแซมบ้านพักครูของ สพฐ.ที่มีอยู่ประมาณ 40,000 กว่าโรง ให้แล้วเสร็จภายในปี 2560 จากแผนเดิมกำหนดให้การซ่อมแซมบ้านพักเสร็จในปี 2561 ด้วย เพราะหากปล่อยไว้นานจะส่งผลให้บ้านทรุดโทรมไปเรื่อยๆ และงบประมาณในการซ่อมก็จะเพิ่มขึ้นตามไปด้วย

ด้านนายชลำ   อรรถธรรม ผู้อำนวยการสำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน สพฐ. กล่าวว่า ตนได้ตั้งคณะทำงานลงไปดู ว่าประเด็นใดบ้างที่ผู้ปกครองได้รับความเดือดร้อน และอะไรที่โรงเรียนยังขาดแคลน ซึ่งวันที่ 30 มิ.ย.นี้จะประชุมเพื่อสรุปผลการดำเนินงานรายงาน รมว.ศึกษาธิการ ทั้งนี้ หากจะมีการจัดสรรรายงานเรียนฟรีเพิ่มเติม ก็ต้องอุดหนุนให้นักเรียนทั้ง 7 ล้านคนอย่างเท่าเทียม ยกเว้นกลุ่มเด็กพิเศษ ที่อาจต้องได้รับการสนับสนุนเพิ่มเติม  ซึ่งก็ต้องดูว่า หากต้องจัดสรรงบประมาณเพิ่ม รัฐบาลจะรับได้หรือไม่ เพราะงบด้านการศึกษาของศธ. ก็ถือว่ามากกว่ากระทรวงอื่นอยู่แล้ว อีกทั้ง ยังถือว่ามากกว่าอีกหลายประเทศในอาเซียนด้วย


เด็กใช้ภาษาไทยผิดโอกาส “ภาษาไลน์-อินเทอร์เน็ต” เขียนในข้อสอบ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231738


จัดกิจกรรมภาษาไทย ปี 2559,ภาษาไลน์,อินเตอร์เน็ต

การศึกษา-สาธารณสุข  : 29 มิ.ย. 2559

เด็กใช้ภาษาไทยผิดโอกาส “ภาษาไลน์-อินเทอร์เน็ต” เขียนในข้อสอบ

วธ.เตรียมจัดกิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติ2559 เน้นรณรงค์คนไทยใช้ภาษาไทยถูกต้อง ทั้งหลักภาษาและถูกกาลเทศะ พบปัญหานักเรียนใช้ภาษาใช้ภาษาไลน์ อินเทอร์เน็ตเขียนในข้อสอบ

เมื่อวันที่ 29มิ.ย. นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม เปิดเผยภายหลังการประชุมคณะกรรมการวันภาษาไทยแห่งชาติ ครั้งที่ 1/2559ว่า ที่ประชุมหารือเกี่ยวกับการ จัดงานวันภาษาไทยแห่งชาติ ในวันที่ 29 ก.ค.นี้ ที่ศูนย์วัฒนธรรมแห่งประเทศไทยโดยกรมส่งเสริมวัฒนธรรม(สวธ.)ทั้งนี้ การจัดกิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติปีนี้นั้น จะเน้นรณรงค์ให้ที่สำคัญเนื่องในวันภาษาไทยแห่งชาติ 29 ก.ค.2559 คณะกรรมการฯเห็นชอบให้มีการรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องเหมาะสม เหมาะกับกาละเทศะ เพราะปัจจุบัน มีปัญหาการใช้ภาษาไทยสะสมมาเรื่อยๆ และมีทุกรูปแบบ ตั้งแต่อ่านไม่ออก เขียนไม่ได้ สะกดผิด ที่สำคัญคือการใช้ไม่ถูกกาลเทศะ นอกจากนั้น จะรณรงค์ให้คนไทยตระหนักถึงความเป็นชาติที่มีภาษาเขียนและภาษาพูดเป็นของตนเองซึ่งไม่กี่ประเทศที่มี

นายวีระ กล่าวต่อว่า ทั้งนี้ ในวันภาษาไทยปีนี้นั้น จะมีการประกาศยกย่องเชิดชูเกียรติปูชนียบุคคลด้านภาษาไทย2ราย ผู้ใช้ภาษาไทยดีเด่น7ราย ผู้ใช้ภาษาถิ่นดีเด่น7ราย และผู้มีคุณูปการต่อการใช้ภาษาไทย3ราย ด้วย รวมถึงมีการเผยแพร่สารคดีความสำคัญของภาษาไทยผ่านทางสถานีโทรทัศน์ช่องต่างๆ ตลอดจนการสัมมนาผู้จัดรายการโทรทัศน์เกี่ยวกับการใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้องเหมาะสมด้วย

รศ.ดร.ตรีศิลป์ บุญขจร กรรมการคณะกรรมการวันภาษาไทยแห่งชาติ กล่าวว่า กิจกรรมวันภาษาไทยแห่งชาติปี2559จะเน้นรณรงค์ให้ใช้ภาษาไทยอย่างถูกต้อง ใช้ให้ถูกกาละเทศะ เวลา โอกาส และลำดับชั้น โดยเฉพาะสื่อ ผู้ประกาศในบางสถานีโทรทัศน์อ่านออกเสียงไม่ชัด ไม่มีเสียงควบกล้ำ หรือมีการใช้ภาษาพูดแทนภาษาทางการ

ทั้งนี้ การใช้ภาษาที่ไม่ถูกต้องทั้งสื่อ และในอินเทอร์เนต โซเชียสมีเดีย ต่าง ๆ มีผลต่อการใช้ภาษาของนักเรียนด้วย พบปัญหานักเรียนใช้ภาษาไม่ถูกต้องกับโอกาส เช่น ใช้ภาษาในไลน์ ในอินเทอร์เนต มาเขียนตอบข้อสอบแทนที่จะใช้ภาษาเขียน ดังนั้นจำเป็นต้องรณรงค์การใช้ภาษาไทยให้ถูกต้องในทุกระดับทั้งสื่อและประชาชนทั่วไป รวมถึงจะมีการรณรงค์การใช้ภาษาถิ่นด้วย

 

ปลาน้ำจืดมีเกล็ดพยาธิใบไม้ตับสูงถึง60-70%กินดิบเสี่ยงมะเร็ง

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231735

สธ.,มะเร็งท่อน้ำดี,พยาธิใบไม้ตับ,ปลาน้ำจืดมีเกล็ด

การศึกษา-สาธารณสุข  :  29 มิ.ย. 2559

ปลาน้ำจืดมีเกล็ดพยาธิใบไม้ตับสูงถึง60-70%กินดิบเสี่ยงมะเร็ง

สธ.เผยปลาน้ำจืดชนิดมีเกล็ดพบพยาธิใบไม้ตับสูงถึง 60-70% คนกินดิบเสี่ยงมะเร็งท่อน้ำดี ทำคนตายเฉลี่ยวันละ 8 ราย ตั้งเป้าทำให้ปลาในแหล่งน้ำมีพยาธิน้อยกว่า 1%

        ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล สกลสัตยาทร รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข(รมว.สธ.) ให้สัมภาษณ์ว่า มติคณะรัฐมนตรี 21 มิถุนายน 2559อนุมัติแผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี  ปี 2559-2568 ให้หน่วยงานภาครัฐ เอกชน องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและประชาชน ใช้เป็นกรอบการดำเนินงาน โดยระยะเริ่มต้น 3 ปีแรกเป็นโครงการรณรงค์ฯ เพื่อถวายเป็นพระราชกุศลแด่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเสด็จขึ้นครองราชย์ครบ 70 ปี สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถทรงเจริญพระชนมพรรษา 84 พรรษาในปี 2559 และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงเจริญพระชนมพรรษา 90 พรรษาในปี 2560 ส่วนระยะ 2 จะขับเคลื่อนตามแผนยุทธศาสตร์ให้เกิดการแก้ปัญหายั่งยืนและผลักดันให้เป็นการดำเนินงานในแผนงานปกติ

ศ.คลินิก เกียรติคุณ นพ.ปิยะสกล กล่าวอีกว่า โรคมะเร็งท่อน้ำดีในประเทศไทยพบผู้ป่วยประมาณ 28,000 คนต่อปี เสียชีวิตเฉลี่ย 8 คนต่อวันสาเหตุจากพยาธิใบไม้ตับ มีสัตว์ที่เป็นแหล่งรังโรคสำคัญคือ หอย ปลา สุนัขแมว ข้อมูลจากกรมควบคุมโรคปี 2557 พบปลาน้ำจืดชนิดมีเกล็ดมีพยาธิใบไม้ตับสูงถึงร้อยละ 60-70 คนกินปลาแบบดิบๆ ทำให้คนป่วยเป็นโรคพยาธิใบไม้ตับปีละ 6 ล้านคน ส่งผลให้เป็นมะเร็งท่อน้ำดีปีละ 14,000 คน ร้อยละ90 เสียชีวิตภายใน 1 ปี อัตราการเสียชีวิต 20 ต่อประชากร 1 แสนคน ส่วนใหญ่ผู้เสียชีวิตเป็นผู้ชายวัยทำงาน อายุ 40, 50, 60 ปี ซึ่งเป็นกำลังหลักของครอบครัว สธ.ตั้งเป้าภายใน 10 ปี ชุมชนปลอดภัยมีคุณภาพชีวิตที่ดี โดยดำเนินการทำให้ปลาในแหล่งน้ำมีพยาธิน้อยกว่าร้อยละ 1 ผู้ป่วยโรคพยาธิใบไม้ตับน้อยกว่า 6 แสนคนต่อปี อัตราการตายด้วยมะเร็งท่อน้ำดีลดลงร้อยละ 50  หลังได้รับการวินิจฉัยว่าป่วย

ด้านนพ.โสภณ เมฆธน ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า แผนยุทธศาสตร์ทศวรรษกำจัดปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี ปี 2559-2568 จะดำเนินการในจังหวัดที่มีปัญหาพยาธิใบไม้ตับและมะเร็งท่อน้ำดี 27จังหวัด อยู่ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ 20 จังหวัด ภาคเหนือ 6 จังหวัด และจังหวัดสระแก้ว มีเป้าประสงค์การทำงานคือ ประชาชนมีพฤติกรรมที่พึงประสงค์ในการป้องกันควบคุมโรคพยาธิใบไม้ตับ ชุมชนมีศักยภาพในการป้องกันโรคพยาธิใบไม้ตับอย่างเข้มแข็งยั่งยืน กลุ่มเสี่ยง/ผู้ป่วยมะเร็งท่อน้าดีเข้าถึงระบบบริการ ได้รับการดูแลรักษาแบบองค์รวมจนถึงวาระสุดท้ายของชีวิต

มีมาตรการการดำเนินงาน 9 ข้อคือ 1.การคัดกรองโรคพยาธิใบไม้ตับกลุ่มอายุ 15 ปีขึ้นไป จำนวน 4.1 ล้านคน 2.ตรวจมะเร็งท่อน้ำดีด้วยอัลตราซาวด์ ในกลุ่มอายุ40 ปีขึ้นไปจำนวน 5 ล้านคน 3.รักษาผู้ป่วยมะเร็งท่อน้ำดีด้วยการผ่าตัด 15,100 คน 4.ดูแลผู้ป่วยมะเร็งระยะสุดท้าย แบบประคับประครอง จำนวน 75,500 คน     5.สอนเด็กนักเรียนเพื่อปรับพฤติกรรม ไม่บริโภคอาหารสุกๆ ดิบๆ 6.จัดการสิ่งแวดล้อม 7.ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมอนามัยประชาชน 8.พัฒนาด้านวิชาการ และ9.พัฒนาฐานข้อมูลรายบุคคล


นายกฯ หนุนสร้างทักษะอ่าน คิด เขียน พูด

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231736

แผนแม่บท,ส่งเสริมการอ่าน

การศึกษา-สาธารณสุข > ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  :  29 มิ.ย. 2559

นายกฯ หนุนสร้างทักษะอ่าน คิด เขียน พูด

ชงแผนแม่บทส่งเสริมการอ่านเข้า ครม. นายกฯหนุนสร้างทักษะอ่าน คิด เขียน พูด พร้อมสั่งสำรวจข้อมูลและสถานการณ์ห้องสมุดทุกประเภทในประเทศ

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. พล.อ.ธนะศักดิ์  ปฏิมาประกร  รองนายกรัฐมนตรี เปิดเผยภายว่า ในการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่28มิถุนายนที่ผ่านมา ได้นำเสนอร่างแผนแม่บทส่งเสริมวัฒนธรรมการอ่านสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ของไทย พ.ศ.2560-2564 ซึ่งผ่านความเห็นชอบจากคณะกรรมการวัฒนธรรมแห่งชาติ (กวช.) ซึ่งมีตนเป็นประธาน แล้วเป้าหมายของแผนดังกล่าวเพื่อให้คนทุกวัยในสังคมไทยมีวัฒนธรรมการอ่านที่เข้มแข็งและภายใน5ปี ผลักดันให้คนไทยใช้เวลากับการอ่านที่มีคุณภาพมากขึ้นกว่าเดิม3เท่า โดยกำหนดให้ส่งเสริมการอ่านเป็นหนึ่งในนโยบายหลักของทุกหน่วยงานและทุกระดับตั้งแต่ระดับชาติ ระดับส่วนกลาง ภูมิภาคและท้องถิ่น เพื่อผลักดันให้ประเทศไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้

“ หลังจากได้รายงานข้อมูลเบื้องต้นต่อที่ประชุม ครม. พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี มีข้อเสนอแนะและสนับสนุนให้ดำเนินการเรื่องดังกล่าว โดยกำชับให้ทุกหน่วยงานร่วมกันผลักดันประเทศไทยสู่สังคมแห่งการเรียนรู้ ร่วมกันปลูกฝังให้คนไทยมีทักษะการอ่าน คิด เขียน พูด เพื่อก้าวสู่สังคมแห่งการเรียนรู้และนำประเทศไทยสู่ความมั่นคง และยั่งยืน และนายกรัฐมนตรี มอบหมายให้ดำเนินการรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับห้องสมุดในประเทศไทย อาทิ สำรวจจำนวนห้องสมุด สถิติผู้ใช้บริการห้องสมุด ความต้องการทรัพยากร อาทิ หนังสือ และสถานการณ์ที่เกี่ยวข้อง ทั้งปัญหาและอุปสรรค ซึ่งการรวบรวมข้อมูลในส่วนต่างๆ นั้น ที่ผ่านมาในการจัดทำร่างแผนแม่บทฯ วธ. และคณะทำงาน ได้รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องไว้แล้ว แต่ก็ได้มอบหมายให้เร่งสรุปข้อมูลตามข้อเสนอแนะของนายกรัฐมนตรี และเร่งนำร่างแผนดังกล่าวเสนอให้ ครม. เห็นชอบโดยเร็วที่สุด”พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าว

พล.อ.ธนะศักดิ์ กล่าวต่อว่า กรณีที่ตน ได้มอบหมายให้นายวีระ โรจน์พจนรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงวัฒนธรรม (รมว.วธ.) ไปหารือกับ พล.อ.ดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ซึ่งจะทำหน้าที่ส่งเสริมการอ่านและเชื่อมโยงกับระบบการศึกษาในโรงเรียนทั้งหมด และพล.อ.อนุพงษ์ เผ่าจินดา รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย (มท.) ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมการอ่านในพื้นที่ชุมชนและระดับท้องถิ่น เพื่อร่วมกันขับเคลื่อนแผนแม่บทแบบบูรณาการทั้ง3กระทรวงนั้น ได้รับรายงานจากนายวีระ ว่าทั้ง ศธ. และ มท. ยินดีเสนอแผนแม่บทแบบบูรณาการร่วมกัน อย่างไรก็ตาม นอกจากการบูรณาการ3กระทรวงแล้ว แผนแม่บทดังกล่าวยังมีหน่วยงานสนับสนุนที่ร่วมกันขับเคลื่อน อาทิ สำนักงานอุทยานการเรียนรู้ (TK Park)สำนักงานบริหารและพัฒนาองค์ความรู้ (สบร.) และกระทรวงสาธารณสุข (สธ.) กระทรวงพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ กระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศและ การสื่อสาร (ไอซีที) เป็นต้น

ด้าน นายวีระ กล่าวว่า นายกฯได้เน้นย้ำเรื่องการสร้างทักษะ อ่าน เขียน ฟัง พูด ซึ่งจะช่วยขับเคลื่อสังคมไทยเป็นสังคมแห่งการเรียนรู้โดยใช้การอ่านเป็นเครื่องมือ นอกจากนั้น ยังได้สั่งการให้สำรวจข้อมูลและสถานการณ์ห้องสมุดทุกประเภทในประเทศ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมาห้องสมุดมีปัญหาเรื่องงบประมาณจัดซื้อหนังสือเข้าห้องสมุดไม่เพียงพอมาโดยตลอด


จุฬาฯแจงสอบ CU-TEP กำหนดล่วงหน้าเล็งเลื่อนสอบหลัง 7 สิงหา

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231730


จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,จัดสอบ CU-TEP,ประชามติ

จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย,จัดสอบ CU-TEP,ประชามติ

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 29 มิ.ย. 2559

จุฬาฯแจงสอบ CU-TEP กำหนดล่วงหน้าเล็งเลื่อนสอบหลัง 7 สิงหา

จุฬาฯแจงกำหนดวันสอบ CU-TEP ทำล่วงหน้าเป็นปี ไม่มีเจตนาให้ตรงกับวันลงประชามติ 7 ส.ค.ประสานศูนย์ทดสอบฯ เลื่อนวันสอบออกไป คาดดำเนินการหลังเปิดเทอม

ผศ.ดร.ปมทอง มาลากุล ณ อยุธยา รองอธิการบดีด้านวิชาการ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงกรณีที่ ผศ.ดร.เจษฎา เด่นดวงบริพันธ์ อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ ได้นำภาพตารางการสอบสำหรับนิสิตใหม่ระดับปริญญาตรี ปีการศึกษา 2559  มาโพสต์ในเฟซบุ๊ก “Jessada Denduangboripant” ซึ่งเป็นการจัดสอบ CU-TEP หรือการทดสอบวัดความสามารถในการใช้ภาษาอังกฤษเพื่อการศึกษา และวิชาภาษาไทย สำหรับนิสิตชั้นปีที่ 1 ในวันเสาร์ที่ 7 ส.ค. 2559 ตั้งแต่เวลา 08.00-16.00 น. ซึ่งเป็นวันเดียวกับวันลงประชามติร่างรัฐธรรมนูญ โดยการสอบครั้งนี้ มีนิสิตเข้าสอบจำนวน 6,000 กว่าคน ว่า การกำหนดการสอบต่างๆของมหาวิทยาลัย จะเป็นการกำหนดล่วงหน้ามาเป็นปี ซึ่งการทดสอบ CU-TEP นั้น ส่วนใหญ่จะเป็นการกำหนดสอบวันอาทิตย์ก่อนเปิดภาคเรียน โดยปีการศึกษานี้ จุฬาฯ จะเปิดภาคเรียนในวันจันทร์ที่ 8 ส.ค.2559 ดังนั้น จึงได้มีการกำหนดสอบ CU-TEP ในวันอาทิตย์ที่ 7 ส.ค.2559 เป็นไปตามระบบการกำหนดวันจัดสอบของมหาวิทยาลัย โดยไม่ได้ทราบมาก่อนว่าจะตรงกับวันประชามติ แต่ทั้งนี้ เมื่อวันสอบตรงกับวันประชามติ ตนก็ได้ประสานไปยังศูนย์ทดสอบทางวิชาการแห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งเป็นหน่วยงานที่จัดสอบ CU-TEP ว่าจะเลื่อนการทดสอบดังกล่าวออกไปก่อน ส่วนจะเป็นการสอบวันไหนนั้น คาดว่าน่าจะเป็นช่วงหลังเปิดภาคเรียน

“การกำหนดวันจัดสอบของมหาวิทยาลัยครั้งนี้ ไม่ได้เกี่ยวกับว่าจะให้ตรงกับวันประชามติ หรือจะไม่ให้นิสิตไปลงประชามติ แต่เป็นการกำหนดไว้ล่วงหน้าอยู่แล้ว ซึ่งทางมหาวิทยาลัยเองก็ได้มีการหารือเรื่องดังกล่าวเพื่อเลื่อนวันสอบออกไปก่อน แต่ยังไม่สามารถกำหนดวันได้ เพราะการสอบ CU-TEP ไม่ใช่เป็นเพียงการจัดสอบให้แก่นิสิตจุฬาฯ เท่านั้น แต่บริการเปิดสอบให้แก่หน่วยงานอื่นๆ ด้วย ซึ่งหากมีการเลื่อนสอบ ก็ต้องประสานไปยังคณะ หน่วยงานต่างๆ รวมถึงสถานที่ที่จะใช้ในการจัดสอบ และนิสิตนักศึกษาที่เข้าสอบรวมกว่าหลายพันคน ดังนั้น ขอย้ำว่า จุฬาฯ เล็งเห็นความสำคัญในการให้นิสิตนักศึกษาได้ไปใช้สิทธิ์ และมีส่วนร่วมในการลงประชามติครั้งนี้ และขอฝากนิสิตนักศึกษาที่จะเข้าสอบ CU-TEP ให้ติดตามประกาศของมหาวิทยาลัยว่าจะมีการเลื่อนสอบไปวันไหน” รองอธิการบดีด้านวิชาการ กล่าว

 

จี้สพฐ.แก้ไขข้อมูลสัตว์ป่าสงวนที่ใส่ในแท็บเล็ตเด็ก

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231727

ชื่อสัตว์สงวน,แท็บเล็ต,อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์,มหาวิทยาลัยเชียงใหม่
ชื่อสัตว์สงวน,แท็บเล็ต,อาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์,มหาวิทยาลัยเชียงใหม่

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 29 มิ.ย. 2559

จี้สพฐ.แก้ไขข้อมูลสัตว์ป่าสงวนที่ใส่ในแท็บเล็ตเด็ก

“ดาว์พงษ์” ยอมรับเกิดความผิดพลาดเนื้อหาสัตว์ป่าสงวนของไทย ที่ใส่ในแท็บเล็ต จี้ สพฐ.เร่งแก้ไขให้ถูกต้อง หลังอาจารย์ภาควิชาอายุรศาสตร์ มช.ทักท้วงให้ ศธ.ปรับแก้

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่ นพ.รังสฤษฎ์  กาญจนะวณิชย์ อาจารย์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ (มช.) เรียกร้องให้กระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) ปรับแก้ไข เนื้อหาเรื่อง สัตว์ป่าสงวนของไทย ซึ่งใส่ไว้ในแท็บเล็ต ที่แจกให้นักเรียนใช้ประกอบการเรียน โดยพบว่า ใส่รูปสัตว์ผิดมากมายหลายตัว อาทิ กูปรี เป็น รูปกระทิง  ควายป่า กลายเป็น ควายป่าอาฟริกัน  แมวลายหินอ่อน ใส่รูปเป็น แมว Ocelot แห่ง อเมริกาใต้ แรด (Javan Rhinoceros) กลายเป็น แรดดำ Black Rhino ของอาฟริกา พะยูน Dugong ก็กลายเป็น Manatee แห่งแคริบเบียน  ว่า ตนทราบเรื่องดังกล่าวแล้ว ต้องยอมรับว่าเกิดข้อผิดพลาดจริง ซึ่งถือเป็นความรับผิดชอบของสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (สพฐ.) ที่จะต้องไปปรับปรุง แก้ไขให้เรียบร้อยโดยเร็วที่สุด

อย่างไรก็ตาม โดยหลักการการนำข้อมูลต่าง ๆ มาใส่ในแท็บเล็ตให้เด็กใช้ในการเรียนการสอน จะต้องมีที่มา มีแหล่งอ้างอิง ที่สำคัญ สพฐ.เอง ควรลงไปตรวจสอบความถูกต้องให้เรียนร้อยด้วย ซึ่งที่ผ่านมาตนไม่อยากจะไปพาดพิงหรือโทษใครแต่เมื่อผิดพลาดก็ต้องแก้ไข

“ถ้าคิดแบบเป็นธรรมที่มาของรูปสัตว์ ครูเองก็อาจจะไม่รู้ว่าเป็นสัตว์ชนิดดังกล่าวจริงหรือไม่ เพราะเป็นสัตว์หายาก แต่เมื่อคนที่มาท้วงติง มาจากหน่วยงานเฉพาะด้าน ดังนั้น ก็ต้องเชื่อเขาและเมื่อผิดก็ต้องแก้ไข  เพื่อให้เด็กได้เรียนรู้ข้อมูลที่ถูกต้อง สำหรับแท็บเล็ตเวลานี้มีบางโรงเรียน ใช้แท็บเล็ตในการเรียนการสอนนอยู่  ให้ครูเก็บไว้ที่โรงเรียน ไม่ได้แจกให้เด็กนำกลับบ้าน “พล.อ.ดาว์พงษ์ กล่าว

 

“ดาว์พงษ์”รับเด็กวิวาทกระทบนโยบายเพิ่มเด็กเรียนอาชีพ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231720


เด็กทะเลาะวิวาท,มาตรการป้องกันและแก้ไขทะเลาะวิวาท,คำสั่งคสช.ที่ 30/2559

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 29 มิ.ย. 2559

“ดาว์พงษ์”รับเด็กวิวาทกระทบนโยบายเพิ่มเด็กเรียนอาชีพ

“ดาว์พงษ์” รับหนักใจปัญหาเด็กทะเลาะวิวาท กระทบต่อนโยบายการเพิ่มผู้เรียนสายอาชีพ พร้อมฝากเด็กเลือกอยากเป็นพระเอก หรือ ผู้ร้าย วอนสื่ออย่าทำให้เด็กตีกันเป็นฮีโร่

เมื่อวันที่29 มิ.ย. พล.อ.ดาว์พงษ์  รัตนสุวรรณ  รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) กล่าวถึงการก่อเหตุทะเลาะวิวาทของนักเรียน นักศึกษา ที่แม้จะมีคำสั่งหัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ใช้อำนาจตามมาตรา 44 ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย (ฉบับชั่วคราว) พ.ศ.2557 ออกมาตรการป้องกันและแก้ไขปัญหาการทะเลาะวิวาท แต่ก็ยังเกิดเหตุรายวัน ว่า ยอมรับว่าหนักใจกับปัญหาที่เกิดขึ้น บางทีตนก็ไม่เข้าใจเด็กเหมือนกัน ทั้งที่ ผู้ใหญ่พยายามที่จะแก้ปัญหาให้แต่ก็ยังเกิดเหตุขึ้นอีก  อย่างไรก็ตาม เรื่องนี้ตนมอง 2 ส่วนคือ พฤติกรรมที่เป็นการก่อเหตุทะเลาะวิวาทของเด็กต่างสถาบัน ที่ต้องดำเนินการตามคำสั่ง คสช.  และขณะนี้สำนักงาน คณะกรรมการการอาชีวศึกษา (สอศ.) เตรียมที่จะใช้มาตรการทางการบริหารดำเนินการกับสถาบันการศึกษาทั้งรัฐและ เอกชนที่กระทำความผิด

ส่วนอีกพฤติกรรมคือ การที่อยู่ ๆ เด็กก็ไปยิงคนตาย กรณีนี้ถือเป็นอาชญากรรมไม่ใช่การทะเลาะวิวาท ต้องแยกกันให้ชัดเจน ผู้ที่ก่ออาชญากรรมต้องได้รับโทษหนักตามกฎหมาย ซึ่งเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องจัดการให้เต็มที่ เรื่องนี้อยากวอนให้สื่อมวลชนช่วยอย่าไปสร้างภาพเด็กเหล่านี้ให้เป็นพระเอก เพราะการกระทำแบบนี้เรียกว่าเป็นผู้ร้าย ส่วนพระเอกตัวจริงคือเด็กอาชีวะที่ออกไปช่วยเหลือชาวบ้านตอนน้ำท่วม

“ฝากถึงนักเรียน นักศึกษาด้วยให้เลือกเอาว่าจะเป็นพระเอก หรือ ผู้ร้าย ยอมรับว่าปัญหาการก่อเหตุทะเลาะวิวาทส่งผลให้นโยบายของรัฐบาลที่จะส่งเสริม คนมาเรียนอาชีวะทำได้ยากขึ้น เพราะทำให้ผู้ปกครองกลัวไม่อยากส่งลูกมาเรียน ดังนั้นต้องเดินหน้าแก้ปัญหาเรื่องนี้ให้ได้ ทั้งนี้ได้พร้อมหมายให้ พล.อ.สุรเชษฐ์ ชัยวงษ์ รมช.ศึกษาธิการ ไปเยี่ยมเด็กอาชีวะที่เข้าค่ายพรี-อาชีวะ รุ่นที่ 3 เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อเหตุทะเลาะวิวาท ที่โรงเรียนชุมพลทหารเรือ อ.สัตหีบ จ.ชลบุรี” รมว.ศึกษาธิการกล่าว.

สพป.ชัยภูมิ เขต 3 เปิดอาคารสำนักงานหลังใหม่

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231701

นครชัยบุรินทร์,จังหวัดนครราชสีมา จัดหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์

นครชัยบุรินทร์,จังหวัดนครราชสีมา จัดหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์

นครชัยบุรินทร์,จังหวัดนครราชสีมา จัดหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 29 มิ.ย. 2559

สพป.ชัยภูมิ เขต 3 เปิดอาคารสำนักงานหลังใหม่

สพฐ.ให้งบ9.9ล้านบาท สร้างอาคารสำนักงานหลังใหม่ ให้“สพป.ชัยภูมิ เขต3” แทนอาคารเดิมที่เก่าทรุดโทรม มี “อรรคพล ตรึกตรอง” ศจภ.14 เป็นประธาน

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ดร.อรรถพล ตรึกตรอง ผู้ตรวจราชการกระทรวงศึกษาธิการ ปฏิบัติหน้าที่ศึกษาธิการภาค 14 (นครชัยบุรินทร์ ประกอบด้วย จังหวัดนครราชสีมา จัดหวัดชัยภูมิ จังหวัดบุรีรัมย์ และจังหวัดสุรินทร์) เป็นประธานเปิดป้ายอาคารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา (สพป.) ชัยภูมิ เขต 3 (หลังใหม่) ต.หนองบัวใหญ่ อ.จัตุรัส จ.ชัยภูมิ ที่ได้รับการจัดสรรงบประมาณ จากสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน( สพฐ.) จำนวน 9,915,000 บาท ทั้งนี้ ได้รับความเมตตาจาก หลวงพ่อสายทอง เตชะธัมโม เจ้าอาวาสวัดป่าห้วยกุ่ม มาเป็นประธานฝ่ายสงฆ์ โดยมี ดร.โชติพิพัฒน์ จุลมณีรุ่งเรือง ผอ.สพป.ชัยภูมิ เขต 3 และนายมนตรี ชาลีเครือ นายก อบจ.ชัยภูมิ พร้อมคณะผู้บริหารและครู ให้การต้อนรับ เมื่อเร็วๆนี้

รายงานข่าวแจ้งว่า อาคารสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา(สพป.)ชัยภูมิเขต 3 เดิมใช้อาคารของโรงเรียนจัตุรัสวิทยานุกุล เป็นที่ตั้ง สำนักงาน สพป.ชัยภูมิ 3 แต่มีสภาพเก่าทรุดโทรมมาก จนกระทั้ง สพฐ.ได้จัดสรรงบประมาณในการจัดสร้างแบบอาคาร สพฐ.แบบที่ 4 เป็นที่ทำการสำนักงานใหม่

 

ขรก.เฮ!กรมบัญชีกลางปรับเพิ่มอัตราเบิกค่าเรียนร.ร.เอกชน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231698


กรมบัญชีกลาง,ปรับอัตราค่าเล่าเรียน,บำรุงการศึกษา,โรงเรียนเอกชน,ประเภทสามัญศึกษา,อาชีวศึกษา,รับการอุดหนุน,ไม่รับการอุดหนุน

การศึกษา-สาธารณสุข >ข่าวการศึกษา-สาธารณสุข  : 29 มิ.ย. 2559

ขรก.เฮ!กรมบัญชีกลางปรับเพิ่มอัตราเบิกค่าเรียนร.ร.เอกชน

เลขาธิการ สช.เผยกรมบัญชีกลางปรับเพิ่มเบิกจ่ายค่าเรียนและเงินบำรุงการศึกษาของร.ร.เอกชน ให้สอดคล้องกับสภาวะเศรษฐกิจ บรรเทาภาระผู้ปกครอง มีผลตั้งแต่ปีการศึกษา 59

เมื่อวันที่ 29 มิ.ย. นายอดินันท์ ปากบารา เลขาธิการคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน (เลขาธิการ กช.) เปิดเผยว่า ตนได้รับหนังสือกรมบัญชีกลางด่วนที่สุดที่ กค 0422.7/ว 257 ลงวันที่ 28 มิ.ย.เรื่อง ประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียน ระบุว่าเนื่องจากสถานศึกษามีรายการเรียนเก็บค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เกี่ยวกับการศึกษาของบุตรเพิ่มขึ้น ทำให้ประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียน ไม่สอดคล้องกับสภาวการณ์ปัจจุบัน ดังนั้น เพื่อเป็นการบรรเทาภาระให้แก่ผู้มีสิทธิ จึงเห็นสมควรยกเลิกประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียน ตามหนังสือกรมบัญชีกลาง ด่วนที่สุดที่ กค 0422.3/ว 21 วันที่ 13 ก.พ.2557 และหนังสือกรมบัญชีกลางด่วนที่สุด ที่ กค 0422.3/ว 80 วันที่ 8 เม.ย. 2557 และได้กำหนดประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาและค่าเล่าเรียนใหม่ โดยไม่กำหนดรายการเป็นข้อยกเว้น รวมทั้งปรับเพิ่มอัตราการเบิกจ่ายเงินสวัสดิการเกี่ยวกับการศึกษาของบุตรในสถานศึกษาของทางราชการและสถานศึกษาของเอกชน โดยให้ถือปฏิบัติตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป

สำหรับประเภทและอัตราเงินบำรุงการศึกษาในสถานศึกษาทางราชการ ได้แก่ ระดับอนุบาลหรือเทียบเท่า ปีการศึกษาละไม่เกิน 5,800 บาทจากเดิม 5,110 บาท ระดับประถมศึกษาหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 4,000 บาท เดิม 3,520 บาท ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 4,800 บาท เดิม 4,290 บาท ระดับมัธยมศึกษาตอนปลาย/หรือหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพ (ปวช.) หรือเทียบเท่า ไม่เกิน 4,800 บาท เดิม 4,290 บาท ระดับอนุปริญญาหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 13,700 บาท เดิม 12,100 บาท และระดับปริญญาตรี ไม่เกิน 25,000 บาท เดิม 22,000 บาท

นายอดินันท์ กล่าวต่อไปว่า ส่วนประเภทและอัตราเงินค่าเล่าเรียนในสถานศึกษาของเอกชน ประเภทสามัญศึกษา แบ่งเป็น 1.สถานศึกษาที่ไม่รับเงินอุดหนุน ได้แก่ ระดับอนุบาลหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 13,600 บาทจากเดิม 11,940 บาท ระดับประถมศึกษาหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 13,200 บาท เดิม 11,610 บาท ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 15,800 บาท เดิม 13,910  บาท และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 16,200 บาท เดิม 14,240 บาท 2.สถานศึกษาที่รับเงินอุดหนุน ได้แก่ ระดับอนุบาลหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 4,800 บาทจากเดิม 4,260 บาท ระดับประถมศึกษาหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 4,200 บาท เดิม 3,740 บาท ระดับมัธยมศึกษาตอนต้นหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 3,300 บาท เดิม 2,900  บาท และระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า ไม่เกิน 3,200 บาท เดิม 2,870 บาท

ประเภทอาชีวศึกษา หลักสูตร ปวช.หรือเทียบเท่า แบ่งเป็น 1.สถานศึกษาที่ไม่รับเงินอุดหนุน  ค่าเล่าเรียนปีการศึกษาละไม่เกิน ในประเภทวิชาหรือสายวิชา ดังนี้ คหกรรม หรือคหกรรมศาสตร์ 16,500 บาท เดิม 14,540 บาท พาณิชยกรรม หรือบริหารธุรกิจ 19,900 บาท เดิม 17,460 บาท ศิลปหัตถกรรม หรือศิลปกรรม 20,000 บาท เดิม 17,560 บาท เกษตรกรรม หรือเกษตรศาสตร์ 21,000 บาท เดิม 18,580 บาท ช่างอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรม 24,400 บาท เดิม 21,440 บาท ประมง 21,000 บาท เดิม 18,580 บาท อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 19,900 บาท เดิม 17,460 บาท และอุตสาหกรรมสิ่งทอ 24,400 บาท เดิม 21,440 บาท

และ2.สถานศึกษาที่รับเงินอุดหนุน ได้แก่ คหกรรม หรือคหกรรมศาสตร์ 3,400 บาท เดิม 1,260 บาท พาณิชยกรรม หรือบริหารธุรกิจ  5,100 บาท เดิม 4,560 บาท ศิลปหัตถกรรม หรือศิลปกรรม 3,600 บาท เดิม 3,210 บาท เกษตรกรรม หรือเกษตรศาสตร์ 5,000 บาท เดิม 4,460 บาท ช่างอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรม 7,200 บาท เดิม 6,370 บาท ประมง 5,000 บาท เดิม 4,468 บาท อุตสาหกรรมการท่องเที่ยว 5,100 บาท เดิม 4,560 บาท และอุตสาหกรรมสิ่งทอ 7,200 บาท เดิม 6,370 บาท

สำหรับหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพชั้นสูง (ปวส.) หรือเทียบเท่า และหลักสูตรประกาศนียบัตรวิชาชีพเทคนิค (ปวท.) หรือเทียบเท่า ให้เบิกได้ครึ่งหนึ่งของจำนวนที่จ่ายจริงอขงค่าเล่าเรียน ปีการศึกษาละไม่เกิน ในสาขาวิชา ดังนี้ 1.ช่างอุตสาหกรรม หรืออุตสาหกรรมเทคโนโลยี สารสนเทศและการสื่อสาร ทัศนศาสตร์ 30,000 บาท 2,พาณิชยกรรม หรือบริหารธุรกิจ ศิลปหัตถกรรม หรือศิลปกรรม เกษตรกรรม หรือเกษตรศาสตร์ คหกรรม หรือคหกรรมศาสตร์ อุตสาหกรรมท่องเที่ยว 25,000 บาท และหลักสูตรปริญญาตรี ไม่เกิน 25,000 บาท

“เนื่องจากกรมบัญชีกลางกำหนดให้ การปรับเพิ่มค่าเล่าเรียนและค่าบำรุงการศึกษามีผลตั้งแต่ปีการศึกษา 2559 เป็นต้นไป สำหรับข้าราชการทุกคน ทุกสังกัดสามารถขอเบิกจ่ายค่าเล่าเรียน หรือค่าบำรุงการศึกษาตามเพดานที่กรมบัญชีกลางกำหนด อย่างไรก็ตาม ในส่วนของ สช.สามารถเบิกจ่ายค่าเล่าเรียนของบุตรได้อยู่แล้วผ่านกองทุนสงเคราะห์ ซึ่งกำหนดเพดานไว้ไม่เกินปีการศึกษาละ 20,000 บาท โดยปัจจุบันมีครูเอกชนเป็นสมาชิกอยู่กว่า 1 แสนคน ซึ่งจากนี้จะต้องปรับรายละเอียดให้สอดคล้องกับของกรมบัญชีกลางหรือไม่ ได้มอบให้ทางกองทุนไปพิจารณา”นายอดินันท์ กล่าว

 

ผอ.รพร.ตะพานหินคว้ารางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทปี58

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์คมชัดลึก

http://www.komchadluek.net/news/edu-health/231678

ศิริราช,แพทย์ดีเด่นในชนบท,รพร.ตะพานหิน,รพ.สมเด็จพระยุพราช,นพ.กิตติโชติ
ศิริราช,แพทย์ดีเด่นในชนบท,รพร.ตะพานหิน,รพ.สมเด็จพระยุพราช,นพ.กิตติโชติ
ศิริราช,แพทย์ดีเด่นในชนบท,รพร.ตะพานหิน,รพ.สมเด็จพระยุพราช,นพ.กิตติโชติ
ศิริราช,แพทย์ดีเด่นในชนบท,รพร.ตะพานหิน,รพ.สมเด็จพระยุพราช,นพ.กิตติโชติ
ศิริราช,แพทย์ดีเด่นในชนบท,รพร.ตะพานหิน,รพ.สมเด็จพระยุพราช,นพ.กิตติโชติ

การศึกษา-สาธารณสุข  : 29 มิ.ย. 2559

ผอ.รพร.ตะพานหินคว้ารางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทปี58

“นพ.กิตติโชติ ตั้งกิตติถาวร”ผอ.รพร.ตะพานหิน คว้ารางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ปี 58 จากศิริราช มุ่งมั่นทำงานรับใช้บ้านเกิดนานร่วม 30 ปี ลั่นผูกพันตรึงแพทย์ไว้ในพื้นที

           เมื่อวันที่ 29 มิถุนายน ที่คณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์ วัฒนาภา คณบดีคณะแพทยศาสตร์ ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล แถลงข่าว “ประกาศผลและมอบรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2558”ว่า  คณะกรรมการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบทประจำปี 2558 ได้คัดเลือกให้นพ.กิตติโชติ ตั้งกิตติถาวร ผู้อำนวยการโรงพยาบาลสมเด็จพระยุพราช(รพร.)ตะพานหิน อ.ตะพานหิน จ.พิจิตร เป็นผู้ได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทของคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล คนที่ 42 ประจำปี 2558  ทั้งนี้ รางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท ก่อตั้งขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2516  เพื่อเป็นการเชิดชูเกียรติแพทย์   ผู้อุทิศตนปฏิบัติหน้าที่ในชนบท และมีส่วนสำคัญในการพัฒนาบริการทางการแพทย์และงานส่งเสริมสุขภาพในพื้นที่ให้เจริญก้าวหน้า เป็นแบบอย่างที่ดีแก่เพื่อนร่วมวิชาชีพและนักศึกษาแพทย์  โดยเฉพาะบัณฑิตแพทย์ที่ต้องออกไปปฏิบัติงานในชนบท  ให้มีทัศนคติที่ดีและมองเห็นคุณค่าของการทำประโยชน์สูงสุดแก่ชุมชนและสังคมในชนบท รางวัลดังกล่าวจัดขึ้นเป็นประจำทุกปี

“นพ. กิตติโชติ  เป็นผู้มีความสามารถไม่ว่าจะเป็นงานทางด้านบริการ บริหาร การพัฒนา  กอรปกับเป็นแพทย์ที่มีความวิริยะ อุตสาหะ มีคุณธรรมจริยธรรม มีความเป็นผู้นำและมีมนุษยสัมพันธ์อันดี  เป็นแพทย์ผู้นำการบริการในชุมชนสานต่อระบบบริการสุขภาพอย่างต่อเนื่อง ทำให้ประชาชนเกิดความศรัทธาต่อองค์กรในการดูแลสืบต่ออย่างมั่นคง  ส่งเสริมอัตลักษณ์โรงพยาบาลคุณธรรมจนเป็นตัวอย่างแก่โรงพยาบาลอื่น ๆ และความร่วมมือของประชาชน เป็นแบบอย่างที่ดีให้แก่แพทย์ทั่วไปมาโดยตลอด  จึงถือเป็นกำลังสำคัญของประเทศ เป็นแพทย์ที่เสียสละความสุขของตนเพื่อส่วนรวม เป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่เพื่อนมนุษย์ทั้งหลาย เป็นสิ่งที่น่านับถือยกย่องและเป็นคุณธรรมสำคัญของคนดี”ศ.ดร.นพ.ประสิทธิ์กล่าว

อ.นพ.สมุทร จงวิศาล  ประธานคณะกรรมการคัดเลือกฯ กล่าวว่า แพทย์ดีเด่นในชนบท ประจำปี 2558 กล่าวถึงการคัดเลือกแพทย์ดีเด่นในชนบทว่า คณะกรรมการฯ มีการพิจารณาคุณสมบัติหลายประการ ประกอบด้วย การให้บริการทางการแพทย์และสาธารณสุข  การบริหาร  มนุษยสัมพันธ์  ความเสียสละ  ความใฝ่รู้ในวิชาการ ความเป็นผู้นำที่ดี และมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์สิ่งที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม รวมทั้งระยะเวลาในการปฏิบัติงานทางการแพทย์ในชนบทติดต่อกันไม่น้อยกว่า 5 ปี ไม่จำกัดว่าจะต้องเป็นศิษย์เก่าแพทย์ศิริราช ในปี 2558 ได้มีการเสนอชื่อแพทย์ที่ปฏิบัติงานในชนบทให้คณะกรรมการฯ พิจารณาจำนวน 16 ราย เมื่อคณะกรรมการฯ พิจารณาแล้ว  ได้เดินทางไปเยี่ยมชมการปฏิบัติงาน ซึ่งเป็นการพิจารณาขั้นสุดท้าย จำนวน 13 ราย  ในการเดินทางไปแต่ละครั้ง ได้สัมภาษณ์ทั้งแพทย์และผู้ร่วมงาน รวมทั้งผู้มารับบริการ ตลอดจนได้เยี่ยมชมผลงานและโรงพยาบาล

“ในที่สุดได้คัดเลือกให้ นพ.กิตติโชติ  ตั้งกิตถาวร เป็นผู้ได้รับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบท คนที่ 42 ประจำปี 2558  โดยเป็นแพทย์ที่ทำงานในภูมิลำเนา คือ เกิด เติบโต ศึกษา และกลับมาพัฒนาถิ่นฐานบ้านเกิด ทำหน้าที่แพทย์ตั้งแต่จบการศึกษาที่โรงพยาบาลแห่งเดิมเป็นเวลาเกือบ 30 ปี ปฏิบัติหน้าที่เป็นทั้งแพทย์และผู้อำนวยการโรงพยาบาล มีความมุ่งมั่นในการพัฒนาคุณภาพโรงพยาบาลอย่างต่อเนื่อง และมุ่งมั่นตั้งใจที่จะรักษาผู้ป่วยให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น สนับสนุนให้คนในชุมชนรักสุขภาพ และส่งเสริมให้เจ้าหน้าที่มีความรู้และทักษะในการให้บริการ เป็นตัวอย่างที่ดียิ่งให้แพทย์ที่จบใหม่เห็นคุณค่าของการทำงานในโรงพยาบาลชุมชน และเรียนรู้ถึงความสุขของชีวิตแพทย์ในชนบท ท่ามกลางกระแสโลกยุคดิจิทัล”อ.นพ.สมุทร กล่าว

ด้านนพ.กิตติโชติ กล่าวว่า รางวัลนี้ถือเป็นรางวัลที่สร้างความภาคภูมิใจที่สุดรางวัลหนึ่ง และช่วยสร้างกำลังใจในการทำงานได้เป็นอย่างดียิ่ ง ตนทำงานที่รพร.ตะพานหินมาตั้งแต่ปีเรียนจบแพทย์เมื่อปี 2530 ถึงปัจจุบันเกือบ 30 ปี  ซึ่งการทำงานในโรงพยาบาลชุมชนต้องดูแลประชาชนตั้งแต่การส่งเสริมสุขภาพ ป้องกันโรคและการรักษาพยาบาล  สมัยแรกๆอาจรู้เหนื่อยมาก แต่ผลตอบแทนที่ได้จากการทำงานทั้งการำด้เรียนรู้ชีวิต การได้รับการตอบรับ ให้ เกียรติจากคนในชุมชนเป็นสิ่งที่ช่วยให้ทำงานในพื้นที่ได้ดีมาโดยตลอด  ความสำเร็จในวันนี้เกิดขึ้นจากการได้รับความรู้จากศิริราช ได้เห็นตัวอย่างทีดีจากอาจารย์ และทีมเจ้าหน้าที่รพร.ตะพานหินทุกคนที่ช่วยกันดูแลประชาชน เพราะเราทำงานเป็นทีม ทั้งหมดนี้จะเป็นแรงผลักดันให้ทำงานที่โรงพยาบาลชุมชนต่อไป

“การที่จะยึดโยงให้แพทย์ทำงานในพื้นที่ชนบทได้อย่างยาวนาน ค่าตอบแทนทางการเงินอาจมีผลคงแพทย์ไว้ในพื้นที่ แต่จากการได้พูดคุยกับแพทย์ที่ยังทำงานอยู่ในชนบทจริงๆ  พบว่าปัจจัยที่สำคัญที่สุด คือ การทำงานแล้วเกิดความผูกพันกับคนในชุมชน การได้รับการยอมรับ และการให้เกียรติจากชาวบ้าน  ซึ่งสิ่งเหล่านี้ไม่ได้เกิดขึ้นเพียงชั่วข้ามคืน  จะต้องเริ่มจากตัวแพทย์ก่อน เราต้องรักเขาก่อนแล้วเขาจะรักเรา เอาใจเขามาใส่ใจเรา  เมื่อมีความรัก เกิดความผูกพัน ก็จะส่งผลให้อยากทำงานในพื้นที่อย่างต่อเนื่องยาวนาน” นพ.กิตติโชติกล่าว

นพ.กิตติโชติ กล่าวอีกว่า เมื่อจบแพทย์จากศิริราช  หลายคนบอกว่า  ถ้าจบแล้วกลับไปทำงานในโรงพยาบาลใกล้บ้าน จะกดดัน ไม่ค่อยมีอิสระ  ทำอะไรก็มีคนรู้จัก แต่ตนคิดว่าถ้าเรากลับไปทำงานในโรงพยาบาลบ้านเกิด  นอกจากได้รักษาประชาชนในพื้นที่แล้ว ยังได้ดูแลพ่อแม่พี่น้อง  ตลอดจนญาติมิตรเพื่อนฝูงที่มาใช้บริการ  ตนได้ไปปรึกษาคุณพ่อเรื่องโรงพยาบาลที่จะมาใช้ทุน  ท่านก็บอกว่ามาอยู่ใกล้บ้านก็ดี แต่ต้องทำให้ดีนะ  อย่าให้ใครว่าได้  คำพูดของท่านทำให้ตนได้ถือเป็นแนวทางในการทำงานมาโดยตลอด  ตั้งแต่วันแรกที่เริ่มงานใหม่  จำไม่เคยลืม  พอใช้ทุนครบ 3 ปี  ตนประทับใจกับคนที่นี่ จึงตัดสินใจรับทุนของโรงพยาบาลไปเรียนเป็นหมอเด็ก   หลังจบกลับมา ก็ยังทำงานคล้ายเดิมต้องตรวจรักษาทุกโรค ทำผ่าตัด  และยังต้องรับผิดชอบผู้ป่วยเด็กอีกด้วย ตนสนุกกับงานเหมือนกับมาอยู่บ้านในถิ่นที่คุ้นเคย

“ผมจำได้ว่าปีที่ผมจบหมอเด็กมาปีแรก มีไข้เลือดออกระบาด มีเด็กคนหนึ่ง shock บอกจริงๆ ผมไม่มั่นใจว่าจะรักษาเด็กให้หายได้ไหม แม่เด็กทั้งขอร้อง  อ้อนวอนผมให้ช่วยลูกด้วย  ผมนอนอยู่ ICU เฝ้าเด็กทั้งคืนเลย ซึ่งเด็กพ้นวิกฤต เห็นแววตาของพ่อ แม่เด็ก ที่มองผม ผมบอกตัวเองว่านี่คือสิ่งที่ผมต้องการ เป็นหมอที่รักของผู้ป่วย”นพ.กิตติโชติกล่าว

นพ.กิตติโชติ เกิดวันที่ 19 กรกฎาคม 2507 ที่อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร  ปัจจุบันอายุ 52 ปี เป็นบุตรคนที่ 6 ในจำนวนพี่น้อง  7 คน  ของคุณพ่อวิเชียร และคุณแม่สมบัติ สำเร็จการศึกษาแพทยศาสตรบัณฑิต จากคณะแพทยศาสตร์ศิริราช มหาวิทยาลัยมหิดล เป็นแพทย์เฉพาะทางกุมารแพทย์ สมรสกับพญ.สุวิมล ตั้งกิตติถาวร  กุมารแพทย์ ศูนย์การแพทย์ปัญญานันทภิกขุ รพ.ชลประทาน  มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒิ มีบุตร 2 คน

อนึ่ง สำหรับรางวัลแพทย์ดีเด่นในชนบทจะได้รับ โล่เกียรติยศ และเงินรางวัลจากคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล จำนวน 2 แสนบาท บริษัท เทอรูโม (ประเทศไทย) จำกัด จำนวน 2 หมื่นบาท และบริษัท บางจากปิโตรเลียม จำกัด(มหาชน) จำนวน 1 แสนบาท